บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2551

'มาร์ค'ฝาก'หมัก'ประชาชนต้องมาก่อน

ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

กล่าวถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯคนที่ 25 ว่าขอแสดงความยินดีกับผู้สนับสนุนและพรรคพลังประชาชน ที่หัวหน้าพรรคได้เป็นนายกฯ คนทำหน้าที่นายกฯต้องมีภาระงานมาก สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนคือเรียกความเชื่อมั่น การตั้งครม.ที่ดีและทำนโยบายต่างๆให้ชัดเจน

ผู้สื่อข่าวถามว่านายสมัครระบุภารกิจที่จะทำคือนำพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า

ฝากคือให้มุ่งทำงานเพื่อประชาชนมากกว่าให้ความสำคัญกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคล เพราะมีกระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่อยู่แล้ว ดังนั้นหัวหน้าฝ่ายบริหารควรดูแลปัญหาของประชาชน อาทิ เรื่องปากท้องมากกว่าสร้างปมขัดแย้งทางการเมืองขึ้นอีก

เมื่อถามว่าพรรคพลังประชาชนเคยประกาศจะยุบคตส.

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ประชาชนมีความหวังว่ารัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคมอย่างไร ปัญหาเหล่านั้นนายกฯต้องรีบแก้อย่างเร่งด่วน ถ้าไม่รีบก็เสี่ยงมีปัญหาการเมืองรอบใหม่เกิดขึ้นอีก เมื่อการเมืองเดินเข้าสู่ระบบแล้วอย่าทำอะไรให้เกิดความเสียหายอีก

ต่อข้อถามว่านายสมัครขอเวลาศึกษางาน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าขณะนี้ไม่มีเวลาศึกษางาน ควรรีบกำหนดทิศทางว่าจะทำงานอย่างไร เพราะปัญหาเกิดขึ้นนานแล้ว และประชาชนตั้งตารอ

ยืนยันว่าคนที่จะเข้ามาทำงานในครม.ต้องมีความรู้ ความสามารถ ซื่อสัตย์ และตั้งใจทำงาน แก้ไขปัญหาประชาชน เมื่อถามถึงกรณีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกฯ ระบุว่าได้พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณแล้ว นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทั้งหมดขึ้นกับกระบวนการยุติธรรม ถ้าไม่ใช้อำนาจก้าวก่ายหรือแทรกแซง ระบบจะเดินไปได้ไม่ฝืนกระบวนการ ทั้งนี้อย่าใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ เมื่อถามว่าเหตุการณ์ยึดอำนาจที่ผ่านมาเป็นมวยล้มต้มคนดูหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าต้องไปถามคนที่เกี่ยวข้อง

โผครม.'สมัคร1'ปูนบำเหน็จ-เก้าอี้ต่างตอบแทนพรรคร่วม

จัดโผครม.'สมัคร1'ปูนบำเหน็จคนถวายหัว ต่างตอบแทนพรรคร่วม 'สมัคร'นายกฯ ควบกลาโหม 'เฉลิม'มท.1 'หมอเลี๊ยบ'นั่งคลัง 'จักรภพ'สำนักนายกฯ 'ทนายชิน'คุมบัวแก้ว 'เมียสุวัจน์'นั่งสาธารณสุข

มีรายงานข่าวจากแกนนำพรรคพลังประชาชนแจ้งว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคฯ ได้กล่าวกับคณะกรรมการบริหารพรรคฯ เรื่องจัดรายชื่อครม."สมัคร1" ว่า เพื่อให้เกิดความสามัคคีในการทำงานของรัฐบาลผสม ใครที่มีปัญหากันในอดีต จากนี้ไปก็จะคุยกันด้วยดี โดยเฉพาะคนในพรรคที่แต่ก่อนไม่ได้พูดคุยกันมานาน แต่ช่วงที่ผ่านมาก็ได้มีการพูดคุยกันบ้างแล้ว วันนี้ขอให้ความมั่นใจจะปรับปรุงเพื่อการให้บริหารเดินหน้าไปได้

สำหรับการจัดโผครม.นั้น นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ได้พูดอะไร โดยบอกกับคณะกรรมการบริหารพรรคว่า 'โผนี้มีปัญหาเล็กน้อยแต่เป็นของพรรคอื่น จึงขอดูก่อน'

ส่วนความคืบหน้าในการจัดโผ ครม.สมัคร 1 ซึ่ง นายสมัคร สุนทรเวช เตรียมนำทูลเกล้าฯอย่างช้าวันที่ 31 ม.ค. มีดังนี้ รองนายกรัฐมนตรีคาดว่าจะเป็น 1.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นรองนายกฯ 2.นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เป็นรองนายกฯ ควบรมว.พาณิชย์ 3.พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นรองนายกฯ (โควตาพรรคชาติไทย) 4.นายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นรองนายกฯ ควบ รมว.อุตสาหกรรม(โควตาพรรคเพื่อแผ่นดิน)

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ได้แก่ 5.นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตแกนนำนปก.และอดีตโฆษกประจำสำนักนายกฯ โดยจะมาดูแลสื่อของรัฐและตอบโต้ประเด็นทางการเมืองโดยเฉพาะ และทราบว่านายชัย ชิดชอบ บิดาของนายเนวิน ชิดชอบ หลุดโผการเป็นรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แต่โควตานี้เป็นของนายเนวิน โดยนายทรงศักดิ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์ จะได้รับแทนในตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ 6.นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา น้องชายนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เป็นรมว.วิทยาศาสตร์ เพื่อตอบแทนนายจาตุรนต์ ที่ดูแลพรรคในช่วง คมช.ยึดอำนาจ

กระทรวงมหาดไทย 7.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชน จะเป็นรมว.มหาดไทย ตามคำสัญญาที่ประกาศไว้กับสังคมและเป็นสัญญาใจที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ไว้กับ ร.ต.อ.เฉลิม ที่มาช่วยงานพรรคพลังประชาชน 8.นายสุพล ฟองงาม ส.ส.อุบลฯ เป็นรมช.มหาดไทย เพราะนายสุพล มีสัญญากับพรรคว่า จะให้เป็นรัฐมนตรีแน่นอน และบทบาทที่ผ่านมานายสุพล ก็เป็นฝ่ายสนับสนุน นปก.และกลุ่มคนรักทักษิณไม่เอาเผด็จการ 9.นายสิทธิชัย โค้วสุรัตน์ โควตาพรรคเพื่อแผ่นดินจะเป็น รมช.มหาดไทย

กระทรวงการคลัง 10.นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค จะเป็นรมว.คลัง 11.นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นรมช.คลัง 12.นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ เป็นรมช.คลัง 13.นายวีรชัย วีระเมธีกุล จะเป็นรมช.คลัง โควตาพรรคเพื่อแผ่นดิน

กระทรวงยุติธรรม 14.นายไชยา สะสมทรัพย์ จะเป็นรมว.ยุติธรรม แม้ก่อนหน้านี้จะมีข่าวว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หรือนายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ จะได้รับตำแหน่ง แต่นายไชยยศ สะสมทรัพย์ อดีตรมช.คลัง ได้ผลักดันน้องชาย คือนายไชยา ให้รับตำแหน่งตามคำสัญญาที่ พ.ต.ท.ทักษิณให้ไว้กับนายไชยยศ

กระทรวงกลาโหม 15.นายสมัคร สุนทรเวช จะเป็นนายกฯ ควบ รมว.กลาโหม ซึ่งแกนนำพรรคมองว่า นายสมัครควรรับตำแหน่งนี้ เพื่อวัดกระแสว่ากองทัพจะรับการทำงานของนายสมัคร และรัฐบาลชุดนี้ได้หรือไม่ แม้บางฝ่ายในพรรคจะค้านว่านายสมัครไม่ควรรับตำแหน่งดังกล่าวก็ตาม เพราะเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก แต่สุดท้ายก็ค้านไม่สำเร็จ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ สนับสนุน

กระทรวงคมนาคม 16.นายสันติ พร้อมพัฒน์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชนและคนใกล้ชิดนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล จะเป็นรมว.คมนาคม 17.นายสหัส บัณฑิตกุล อดีตรองผู้ว่าฯกทม.และคนใกล้ชิดนายสมัคร จะเป็นรมช.คมนาคม 18.นายอนุรักษ์ จุรีมาศ คนสนิทนายบรรหาร จะเป็นรมช.คมนาคม โควตาพรรคชาติไทย

กระทรวงเกษตรฯ เป็นโควตาของพรรคชาติไทย 19.นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล จะเป็นรมว.เกษตรฯ 20.นายกมล จิระพันธุ์วาณิช ส.ส.ลพบุรี จะเป็นรมช.ไปสักระยะ เพื่อรอเวลาให้นายวราวุธ ศิลปอาชา บุตรชายนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย สลับมาเป็นรมช.แทนนายกมล และ 21.นายทรงศักดิ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคพลังประชาชน จะเป็นรมช.เกษตรฯ

กระทรวงท่องเที่ยวฯ เป็นโควตาของพรรคชาติไทย เช่นกัน โดย 22.นายวีระศักดิ์ โค้วสุรัตน์ ส.ส.สัดส่วน พรรคชาติไทยและคนใกล้ชิดนายบรรหาร จะเป็นรมว.ท่องเที่ยวฯ

ส่วนการเปลี่ยนโผนั้น ทราบว่าพรรคพลังประชาชน ขอ รมว.พลังงานคืนมาจากพรรครวมใจไทยฯ โดยมอบให้ 23.นายศรีเมือง เจริญศิริ ส.ส.สัดส่วน และอดีตส.ว.มหาสารคาม รวมทั้งยังเคยเป็นหัวหน้ากลุ่มส.ว.สายสนับสนุนพรรคไทยรักไทยในอดีต เป็นรมว.พลังงานโดยการสนับสนุนของพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะทีมเศรษฐกิจของพรรคเสนอว่าต้องเอากระทรวงนี้คืนเพื่อสร้างผลงานในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เนื่องจากขณะนี้ราคาน้ำมันและก๊าซขึ้นสูงมาก

ดังนั้น ทีมเศรษฐกิจของพรรคจะใช้กระทรวงพลังงานเป็นหนึ่งในกระทรวงหลักที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยการประกาศลดราคาน้ำมันและภาษี และจากการหารือกับนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายสุวัจน์ก็เห็นด้วยกับการแลกกระทรวง โดยจะให้ 24.พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ ย้ายไปเป็นรมว.สาธารณสุข เพราะนายสุวัจน์มองว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานมีปัญหามาก โดยเฉพาะราคาน้ำมันและก๊าซที่พุ่งขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้หากนายสุวัจน์ไม่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปีก็จะรับตำแหน่งนี้

นอกจากนี้ นายสุวัจน์ก็กังวลว่า พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ยังอ่อนพรรษาทางการเมือง หากนายสุวัจน์ยังดื้อดึงที่จะเอากระทรวงพลังงานไว้ อาจถูกฝ่ายค้านใช้เป็นจุดอ่อนโจมตีพรรคได้ แต่มีเงื่อนไขว่าขอให้โยกย้าย 25.นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล บิดาของนายอนุทิน ชาญวีรกุล อดีตรมช.สาธารณสุขและคนใกล้ชิดคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ซึ่งพยายามผลักดันให้เป็นรมช.สาธารณสุขออกไปเป็นรมช.พาณิชย์ เพราะนายสุวัจน์ กับนายอนุทิน ไม่กินเส้นทางการเมืองกัน ส่วนนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรคนั้น จะเป็นรมช.คลัง ตามคำขอเช่นเดิม

ส่วนกระทรวงที่มีการแลกเปลี่ยนอีกคือ กระทรวงแรงงาน โดยพรรคพลังประชาชนขอแลกโควตานี้จากพรรคประชาราช คือ 26.นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จะกลับไปเป็นรมว.แรงงาน อีกครั้ง ซึ่งคนใกล้ชิดนายสมพงษ์ ระบุว่ากรณีที่มีข่าวว่า นายสมพงษ์ จะเป็นรองนายกฯ รมว.ยุติธรรม หรือ รมว.ศึกษาธิการ นั้น คงไม่ใช่ และทราบว่านายสมพงษ์ อยากเป็นรมว.เกษตรฯ แต่โควตาดังกล่าวเป็นของพรรคชาติไทย ทำให้แกนนำพรรคแก้โผ โดยให้รมว.แรงงานกับนายสมพงษ์ ทำให้นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ไม่พอใจที่ถูกแก้โผในช่วงท้าย เพราะได้กระทรวงวัฒนธรรมมาดูแล ซึ่งคนใกล้ชิดนายเสนาะบอกว่านายเสนาะ ได้ประชดว่าได้กระทรวงวัฒนธรรมดูแลก็ดีแล้ว เพราะคุ้นเคยดี และคาดว่า 27.นางอุไรวรรณ เทียนทอง จะเป็นรมว.วัฒนธรรมอีกครั้ง

กระทรวงศึกษาธิการ 28.นายอนุสรณ์ วงษ์วรรณ เป็นรมว.ศึกษาธิการ 29.นายบุญลือ ประเสริฐโสภา ส.ส.ราชบุรี เป็น รมช.ศึกษาธิการ โควตานายสรอรรถ กลิ่นประทุม แม้ก่อนหน้านี้นายบุญลือ ได้ต่อรองขอเป็น รมช.มหาดไทย แต่แกนนำพรรคมองว่าอาวุโสการเมืองยังน้อย จึงขอให้ขึ้นจากตำแหน่งนี้ไปก่อน

30.นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน เป็นรมช.ศึกษาธิการ ซึ่งนายนิสิตเคยกล่าวกับสื่อมวลชนว่า อยากเป็นรมช.ศึกษาธิการ อีกทั้งนายนิสิตยังเป็นแกนนำจัดตั้งชมรมคนรักทักษิณฯ และพื้นที่ของนายนิสิต คือ"อาจสามารถโมเดล" อีกด้วย

กระทรวงทรัพยากรฯ 31.นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตย เป็นรมว.ทรัพยากรฯ แลกกับกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตประธานภาคกทม.ขอแลกกระทรวงนี้เพื่อสร้างฐานเสียงในกทม.ใหม่ โดยให้ 32.นายสุธา ชันแสง ส.ส.กทม.พรรคพลังประชาชน เป็นรมว.พัฒนาสังคมฯ

กระทรวงอุตสาหกรรม 33.นายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นรองนายกฯ ควบรมว.อุตสาหกรรม ในโควตาของพรรคเพื่อแผ่นดิน

กระทรวงพาณิชย์ 34.นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกฯ ควบรมว.พาณิชย์ และยังมี นายชวรัตน์ ชาญนุกูล(ลำดับที่24) จะเป็นรมช.พาณิชย์ โควตาของคุณหญิงสุดารัตน์ ที่ย้ายมาจากกระทรวงสาธารณสุข 35.พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ คนสนิทของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน จะเป็น รมช.พาณิชย์ โควตาพรรคมัชฌิมาธิปไตย

กระทรวงการต่างประเทศ 36.นายนพดล ปัทมะ ทนายความตระกูลชินวัตร จะเป็นรมว.ต่างประเทศ และกระทรวงไอซีที 37.นายมั่น พันธโนทัย จะเป็นรมว.ไอซีที โควตาพรรคเพื่อแผ่นดิน

ปชป.รับสภาพฝ่ายค้านจัดสัมมนาบทบาทด้านนิติบัญญัติ

พรรคประชาธิปัตย์ รับสภาพฝ่ายค้าน จัดสัมมนาบทบาท ด้านนิติบัญญัติให้ ส.ส.ของพรรค พร้อมเปิดโอกาสให้สมาชิกแสดงความจำนงเข้าทำงานในคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ

พรรคประชาธิปัตย์ จัดสัมมนาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมการบริหารพรรค เพื่อเป็นการซักซ้อมถึงการทำหน้าที่ในสภาฐานะฝ่ายค้าน โดยเฉพาะบรรดา ส.ส.หน้าใหม่ โดยในเวลา 09.30 น. วันนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค จะขึ้นบรรยายเรื่องของการสร้างส.ส.คุณภาพ ในการทำงานด้านนิติบัญญัติ จากนั้นในช่วงบ่ายจะเป็นการบรรยายต่อในเรื่องการสร้าง ส.ส.

คุณภาพในการทำงาน เพื่อดูแลประชาชน และในวันพรุ่งนี้จะเป็นการสัมมนาเรื่อง ประชาธิปัตย์พรรคการเมืองคุณภาพ

โดยการสัมมนาครั้งนี้จะมีการเปิดให้บรรดา ส.ส. ได้แสดงเจตจำนงเข้าทำงานในคณะกรรมาธิการสามัญสภาของคณะต่าง ๆ ตามความถนัดรวมถึง จะมีการหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเงา เพื่อขึ้นมาตรวจสอบการทำงานของพรรครัฐบาล หลังจากที่ทางพรรคร่วมรัฐบาล เริ่มมีความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี

นพดลรับมีแนวโน้มได้นั่งรมว.ต่างประเทศ

'นพดล' เผย1-2 วันนี้น่าจะทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อครม.ได้ ระบุยังติดปัญหามฌ.รอผ่านกระบวนการของพรรควันนี้ รับมีแนวโน้มได้นั่งรมว.ต่างประเทศ พร้อมนัดพรรคร่วมรัฐบาลถกนโยบายรัฐบาลพรุ่งนี้

นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน (พปช.) ให้สัมภาษณ์ “ข่าวเช้าโมเดิร์นไนน์” ถึงรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในส่วนของ พปช. นิ่งหมดแล้ว รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลได้ทยอยส่งรายชื่อมาแล้วเช่นกัน เข้าใจว่าเหลือเพียงพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่ต้องไปดำเนินการตามมติของคณะกรรมการบริหารพรรคให้เรียบร้อยก่อน ซึ่ง พปช.ต้องการให้เป็นเช่นนั้นด้วย เพื่อความเป็นปึกแผ่น และไม่เกิดปัญหาเสถียรภาพตามมา อย่างไรก็ตาม น่าจะทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อ ครม.ได้ใน 1-2 วันนี้ เพราะประชาชนรอมานานมากที่จะมีรัฐบาลมาทำงานแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ยาเสพติด และการศึกษา

เมื่อถามว่า นายนพดล มีชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โผนี้ชัดเจนแล้วหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ต้องรออีก 2-3 วัน คงรู้ แต่คิดว่าแนวโน้มคงเป็นลักษณะนั้น ตนไม่กล้าพูด เพราะนายกรัฐมนตรียังไม่ได้นำรายชื่อคณะรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ ถวาย โดยส่วนตัวแล้วได้ตำแหน่งใดจะทำงานให้ดีที่สุด

นายนพดล กล่าวถึงการร่างนโยบายรัฐบาลด้วยว่า ในส่วนของ พปช. เสร็จแล้วประมาณร้อยละ 90 ซึ่งนโยบายบางส่วนต่อยอดพรรคที่ถูกยุบไป และจะได้เห็นกลับมาแน่นอน เช่น กองทุนหมู่บ้าน งบประมาณพัฒนาหมู่บ้านและชุมชน (SML) หวยบนดิน ผู้ว่าฯ ซีอีโอ โครงการโคล้านตัว กองทุนกู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ทั้งนี้ คงต้องฟังแนวนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ซึ่งได้นัดหารือในวันพรุ่งนี้ (1 ก.พ.)

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องทำให้เห็นผลใน 2-3 เดือนนี้ เช่น ปัญหาภาคใต้ การกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนในเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนได้เห็นทิศทาง การดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท พิจารณายกเลิกมาตรการกันทุนสำรองร้อยละ 30 ของธนาคารแห่งประเทศไทย

กองสลากเด้งรับรัฐบาลใหม่ พร้อมขายหวยบนดินทันที

รักษาการผู้อำนวยการกองสลากพร้อมตอบสนองนโยบายรัฐบาลชุดใหม่เรื่องหวยบนดิน ถ้าต้องการพร้อมเปิดขายได้ทันทีที่มีคำสั่ง ไม่ว่าจะให้พิมพ์ในรูปแบบสลาก เขียนด้วยลายมือ หรือแทงผ่านเครื่องออนไลน์ ยืนยันทุกระบบมีความพร้อม อย่างไรก็ตาม หากให้ขายตาม พ.ร.บ.สำนักงานสลากปี 2517 ก็ทำได้เลย แต่หากให้ขายตามกรอบกฎหมายใหม่ต้องรอผลการตีความจากตุลาการรัฐธรรมนูญที่มี สนช. ยื่นให้ตีความว่าเป็นกฎหมายการเงินหรือไม่ มั่นใจเมื่อมีหวยบนดินจะช่วยแก้ปัญหาการขายสลากเกินราคาได้ เพราะประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น
นายวันชัย สุระกุล รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า พร้อมที่จะขายสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดิน ตามนโยบายของรัฐบาลใหม่ได้ทันที ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของนโยบายรัฐบาลใหม่เท่านั้นว่าต้องการให้ขายแบบไหน อย่างไร


“ถ้ารัฐบาลใหม่จะเอาหวยบนดินผมก็พร้อม จะเอาแบบไหนสำนักงานสลากฯทำได้ทั้งนั้น” นายวันชัยกล่าวและว่า การขายหวยบนดินทำได้ 2 วิธีคือ ขายหวยบนดินภายใต้ พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าสามารถขายหวยบนดินได้ แต่ต้องจัดสรรรายได้ให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด ซึ่งหากขายด้วยวิธีนี้จะสามารถดำเนินการได้ทันที แต่หากจะขายหวยบนดินภายใต้กฎหมายใหม่ของสำนักงานสลากฯที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไขก็ต้องรอการตีความของตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีสมาชิก สนช. ยื่นให้ตีความว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายการเงินหรือไม่ ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันที

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการขายหวยบนดินขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลใหม่ว่าต้องการแบบไหน ที่สำนักงานสลากฯเคยเสนอไปก่อนหน้านี้คือขายแบบเขียนเหมือนเดิม หรือพิมพ์เป็นใบสลาก หรือขายผ่านเครื่องออนไลน์ ซึ่งขณะนี้ระบบมีความพร้อมที่จะดำเนินการได้ทันที นายวันชัยกล่าวอีกว่า การมีหวยบนดินจะช่วยแก้ปัญหาการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาได้ เพราะผู้เล่นมีทางเลือกมากขึ้น สามารถเลือกเลขตามที่ต้องการหากเป็นการขายแบบเขียนหรือผ่านเครื่องออนไลน์ ซึ่งที่ผ่านมาทั้งตัวแทนจำหน่ายและผู้ซื้อหวยบนดินต่างเรียกร้องให้มีการขายหวยบนดินมาโดยตลอด

เรื่องจากปก จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2214 ประจำวัน พฤหัสบดีที่ 31 มกราคม 2008

นายกฯสารขัณฑ์

แข่งเรือแข่งพายพอแข่งได้ แต่แข่งอำนาจวาสนามันแข่งกันไม่ได้จริงๆ

ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สัก 2 ปี ยุคที่มีการพูดถึงอัศวินคลื่น ลูกที่สามชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” กำลังไล่ล่าคลื่นลูกเก่ากลับไปเลี้ยงหลานที่บ้าน ใครจะนึกว่าคนแก่อายุ 72 ปี ที่มีแผนเกษียณทางการเมือง สนุกกับงานอดิเรกโชว์ฝีมือทำอาหาร ทำรายการชิมไปบ่นไปทางทีวี

จะได้โอกาสกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย

นี่แหละครับถึงได้บอกว่า วาสนา

นึกซะอย่างนี้ก็อย่าไปฮึดฮัด กระฟัดกระเฟียด แข็งขืนดึงดัน จนถึงขั้นส่ออาการอิจฉากันเลยครับ อย่างน้อยคุณสมัคร สุนทรเวช ท่านก็มาตามวิถีทางประชาธิปไตย เข้าตามตรอก ออกตามประตูรัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่เป็นผลิตผลของสภาร่าง รัฐธรรมนูญ ชุดที่คณะรัฐประหารถอนรากถอนโคน “ทักษิณ” ตั้งขึ้นมานั่นแหละ

310 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร 480 คน

ไอ้ครั้นจะโมโหโกรธาคนอีสานกับคนเหนือที่เทคะแนนเลือก พรรคพลังประชาชนแบบถล่มทลาย ทั้งๆที่ฝ่ายต่อต้านอำนาจเก่าก็ช่วยกันตะโกนปาวๆว่าเป็นนอมินีของอดีต นายกฯทักษิณ เครือข่ายของคนที่ถูกตราหน้าเป็นทรราชโกงกินบ้านเมือง

ทำไมยังหลับหูหลับตาเลือกกันอีก

ก็กติกาประชาธิปไตยเขาไม่ได้แบ่งชั้นวรรณะว่า คนเป็นด็อกเตอร์ กากบาทแล้วนับเป็น 10 คะแนน คนจบปริญญาโทลงคะแนนแล้วนับเป็น 5 เสียง กากบาทของคนจบ ป.4 นับแค่ครึ่งคะแนนซะเมื่อไหร่

ในฐานะคนไทยมีค่า 1 เสียงเท่ากัน

และหนึ่งเสียงก็วัดกันที่ความพึงพอใจ ไม่ได้วัดกันที่โง่หรือฉลาด

ฉะนั้น เสียงส่วนใหญ่ลงมติให้ใครมานำพาประเทศ ก็ต้องยอมรับตามนั้น คุณสมัครเองก็เช่นกัน ไม่ใช่เรื่องสนุกแต่อย่างใด อย่างที่ท่านได้บอกกับตัวเองล่วงหน้า “ต่อไปนี้ชีวิตผมคงไม่มีความสุขแล้ว”

พอดีผมบังเอิญได้อ่านเรื่อง “นายกฯเมืองสารขัณฑ์ นวนิยายที่กลายเป็นความจริง” ที่คุณสมัครเขียนลงพ็อกเกตบุ๊ก “ต่วย'ตูน” ย้อนอดีตเล่าเรื่องของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่รับบท “นายกฯควนไซ” แห่งประเทศ ZARKAN หรือที่เพี้ยนมาเป็น “สารขัณฑ์” ในหนังเรื่อง “The Ugly America” ซึ่งต่อมา “หม่อมคึกฤทธิ์” ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของไทยจริงๆ

วันนี้คุณสมัครในฐานะศิษย์ของ “หม่อมคึกฤทธิ์” ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างไม่คาดฝัน

และก็ให้บังเอิญอีกว่า บทนายกฯควนไซของ “หม่อมคึกฤทธิ์” ในภาพยนตร์ ต้องบริหารประเทศท่ามกลางการขัดแย้งทางความคิดของประชาชนระหว่าง ฝ่ายคอมมิวนิสต์กับประชาธิปไตย

แต่ในบทบาทจริงของคุณสมัครนับจากวันนี้ไป ต้องเป็นนายกฯในท่ามกลางความแตกแยกระหว่างฝ่ายหนุนและฝ่ายต้าน อดีตนายกฯทักษิณ

หวังเป็นอย่างยิ่งจะได้กลับไปสู่ “Lovely Thailand”.

“กำปั้นหยก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

พิสูจน์ฝีมือ

หนึ่งปีสี่เดือนผ่านไปการเมืองไทยก็หมุนกลับสู่จุดเดิม

เพียงแต่คราวนี้เปลี่ยนจากการเมืองตัวจริง เป็นการเมืองระดับตัวแทน

คงไม่สายเกินเพลที่จะต้อนรับสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ของประเทศไทย

ฝันที่เป็นจริงของนักการเมืองอาวุโสวัย 72 ปี

เรียกว่าอยู่เฉยๆก็มีราชรถมาเกย

มีคนช่วยพาดบันไดให้เดินสะดวกทุกขั้นตอน

แม้แต่โผ ครม.ชุดใหม่ก็มีคนช่วยจัดแทน

ก็นี่แหละการเมือง คนอยากเป็นมักไม่ได้เป็น คนไม่ได้หวังจะเป็นมักจะได้เป็นอย่างนี้ทุกที

ถึง “สมัคร” จะเป็นนายกฯคนใหม่ แต่ไม่ใช่หน้าใหม่ เพราะผ่านสนามการเมืองยาวนานถึง 40 ปีเต็มๆ!!

ลงเลือกตั้งทุกครั้งไม่เคยสอบตกแม้แต่ ครั้งเดียว

ผ่านตำแหน่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีมาแล้ว 5 กระทรวง

เรื่องประสบการณ์การเมืองจึงถือว่าโชกโชน

เรื่องเขี้ยวการเมืองก็ไม่แพ้ใครในสภาฯ

ในเมื่อ “สมัคร” ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างถูกต้องตามกติกาประชาธิปไตย ก็ต้องให้โอกาสนายกฯคนใหม่พิสูจน์ฝีมือ

นายกฯสมัคร เปิดใจว่าถึงแม้จะมีบางฝ่ายดูหมิ่นดูแคลนตัวเอง แต่จะอดทนอดกลั้นต่อไปและต่อไป

ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เป็นรัฐบาล ขอให้ท่านมั่นใจว่าผมทำงานเป็น

โปรดให้เวลาผมหน่อยเพื่อพิสูจน์ ฝีมือ

“แม่ลูกจันทร์” ก็อยากเห็นผลงานรัฐบาลผสม 6 พรรคชุดนี้ว่าจะเป็นอย่างไร??

แต่กว่าจะได้เห็นผลงานก็ต้องรออีก 3 เดือน

อย่างแรกคือต้องรอให้โผ ครม.ชุดใหม่ ลงตัว 100 เปอร์เซ็นต์

เพราะล่าสุด เก้าอี้รัฐมนตรีหลายกระ-ทรวงยังดิ้นไปดิ้นมา

คาดว่าอย่างเร็วกว่า ครม.ชุดใหม่จะเริ่มทำงานก็คงทันฉลองเทศกาลตรุษจีน (ซินเจีย ยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้) พอดิบพอดี

สำหรับนโยบายรัฐบาลใหม่จะมีแนวทางอย่างไร?

อันนี้ไม่ต้องรอลุ้นให้เสียเวลา

เพราะนโยบายรัฐบาลใหม่ก็คือนโยบายพรรคไทยรักไทย

มีเพิ่มพิเศษคือ เน้นความปรองดองสมานฉันท์เป็นธงนำ

พัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

แต่จะปลุกเศรษฐกิจซบเซาด้วยนโยบายประชานิยม

ลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์กระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชน

บูมธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มรายได้ที่กำลังหดตัว

ขยายตลาดส่งออกเพื่อดูดเงินตราต่างประเทศเพิ่มเติม ฯลฯ

ฟังดูเหมือนง่าย แต่ความจริงมันไม่ง่ายนะโยม

เพราะผลจากการใส่เกียร์ว่างของรัฐบาลขิงแก่ ทำให้ปัญหากลายเป็นดินพอกหางหมูแก้ยากกว่าเดิม

การเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค การขับเคลื่อนนโยบายย่อมไม่สะดวกโยธินเหมือนเป็นรัฐบาลพรรคเดียว

ข้อสำคัญ คนที่มีอำนาจตัวจริงไม่ ได้อยู่ในรัฐบาล

แต่ที่น่าห่วงที่สุดคือ ยังไม่รู้อนาคตจะต้องเจอวิบากกรรมอะไรต่อไป??

“แม่ลูกจันทร์” ฟันธงว่า อนาคตรัฐ-บาลจะยาวหรือสั้นต้องดูกันวันต่อวัน? เดือนต่อเดือน?

ถ้าอยู่ได้ครบ 1 ปี ก็ถือว่าสอบผ่าน

ถ้าครบ 2 ปี ก็ถือว่าเกินเป้า

ถ้าอยู่ครบ 3 ปี ถือว่าไร้เทียมทาน

ถ้าครบเทอม 4 ปี ถือว่าอภินิหารมีจริง.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว


ลิ้นการเมืองนายกฯ คือบันไดสู่ดวงดาว

...ในช่วงที่ผมเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา สังเกตเห็นว่าคุณสมัครเป็นนักการเมืองอาวุโสที่พยายามอภิปรายในประเด็น เพื่อเป็นแบบอย่างของนักการเมืองรุ่นหลัง แม้บางครั้งจะเกินเลยไปบ้างก็ตาม...

ศ.มารุต บุนนาค อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา แสดงทรรศนะเรื่องลีลาการพูดของนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ไว้ในหนังสือสมัคร 60 ปี

เชื่อว่าหลายคนคงเห็นพ้อง

ลิ้นการเมืองของสมัคร สุนทรเวช เคยสะกดผู้คนแน่นสนามหลวงให้เงียบกริบ เคยตอบข้อซักถามนักข่าวอย่างฉะฉาน แม้จะถามหลายคนพร้อมๆกัน และยังมีเหตุอัศจรรย์เกี่ยวกับการพูดอีกหลายยก

รวมถึงการใช้ลิ้นนักพูดเพื่อก่อร่างสร้างพรรคประชากรไทย

นายกฯเล่าเรื่องระดมทุน เพื่อใช้หาเสียงในยุคแรกๆของพรรคว่า “เราตกลงกันแต่แรกว่า ผู้สมัครที่ถูกชักชวนให้เข้าร่วมขบวนการ...ถ้าตกลงปลงใจลงเรือลำเดียวกันแล้ว เราจะลงขันกันด้วยเงินสดคนละ 20,000 บาท ส่วนค่าสมัครอีกคนละ 5,000 บาทนั้น ต่างคนต่างออกเอง”

เพราะหลุดคำว่าลงขันออกไป ทำให้การระดมทุนพลาดเป้า

“เชื่อไหมครับว่า การเชิญชวนลงขันกันในวันแรกมีคนมาลงขันเพียง 5 คน ได้เงินเพียง 100,000 บาทเท่านั้น”

เมื่อเหตุการณ์เลวร้ายลง นักพูดสาลิกาลิ้นทองมีหรือจะร้องเพลง ถอยดีกว่า ไม่เอาดีกว่า

ทุกปัญหามีทางแก้ไข ประชากรไทยมีวิธี

เลยต้อง “ออกปากขอกันอีกที เงินค่าลงขันที่เรากะกันว่าคนละ 20,000 บาท 32 คน เท่ากับ 640,000 บาทนั้น เก็บได้ยังไงไม่ถึงครึ่งขันดี คือมีเงินที่พวกเราทุกคนสามารถออกร่วมทุนกันได้เพียง 300,000 บาทเท่านั้น”

เมื่อลิ้นสาลิกาใช้ในพรรคไม่ได้ผลเท่าที่ควร จึงต้องหาทางออกใหม่ นั่นคือออกปราศรัยและระดมทุนไปพร้อมๆกัน

เมื่อ “ผมเริ่มบอกกล่าวท่านที่สนใจในพรรคการเมืองเกิดใหม่นี้ว่า เรามีทุนรอนเท่าไร ก็เริ่มมีคนบริจาคสมทบ”

ลิ้นสาลิกาเริ่มใช้การได้ดีแล้ว

แล้วดียิ่งขึ้น เพราะ “ชั่วระยะเวลา 2-3 อาทิตย์แรกที่เราทำการหาเสียงด้วยการปราศรัยนั้น พรรคประชากรไทยได้รับบริจาคช่วยสมทบทุนในการหาเสียงเลือกตั้งเป็นเงินกว่า 400,000 บาท”

และ “ตลอดระยะเวลาที่เราเริ่มปราศรัยจากสนามไชยเป็นต้นมา เราขายเทปบันทึกคำปราศรัยครั้งแรก และสถานที่ต่อๆมา ได้เกินกว่าแสนบาท”

ด้วยเงินทุนประมาณ 8 แสนบาทเศษๆ จากการพูด การขายเทปที่พูด ทำให้พรรคประชากรไทยมีทุนหาเสียงได้ในการเลือกตั้งปี พ.ศ.2522

การปราศรัยของสมัคร สุนทรเวช ไม่ว่าจะไปเยือนถิ่นใด มีคนให้ความสนใจกันอย่างล้นหลาม เป็นเหตุให้มีเสียงครหาเกิดขึ้น เสียงนั้นว่า

“พรรคประชากรไทยไปปราศรัยที่ไหนมีคนฟังแน่นๆนั้น เป็นเพราะทางพรรคนั้นเขาจ้างคนให้ไปฟังกัน ในราคาคนละ 30 บาท”

ข้อครหานี้มีเสียงสวนทันทีว่า “ผมเกิดมาก็ไม่เคยคิดว่าจะมีใครที่จะจัดให้มีการกระทำพรรค์อย่างว่ากันได้ และสมมติว่าจะมีคนสามารถทำกันอย่างว่าได้ จะต้องใช้เงินจำนวนสักเท่าไหน ที่จะเอามาเป็นค่าจ้างผู้คนให้มาติดตามฟังคำปราศรัย”

จึงสาดกลับอีกว่า “พรรคนี้นอกจากจะไม่เคยแจกเงินใครแล้ว ในการไปเปิดปราศรัยแทบทุกครั้ง ยังมีคนเอาเงินมาคอยบริจาค”

การบริจาคนั้น มีทั้งใส่มาในซองสวยๆ ติดมากับพวงมาลัยหอมๆ คล้องคอให้ประหนึ่งนักร้องคนโปรด ดังนั้น “การพูดจาออกมาอย่างนี้ เป็นการสบประมาทผู้คนที่สนใจการเมืองและติดตามฟังการปราศรัยกันอย่างรุนแรง”

ลักษณะการเหน็บกลับอย่างออกรสนี่ละ คือลีลาอย่างหนึ่งของสมัคร สุนทรเวช

การเลือกตั้งคราวเดียวกันนี้ มีนัดประวัติศาสตร์ที่ต้องจารจำคือ วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ.2522 ท่านนายกฯเล่าว่า พรรคประชากรไทยเปิดเอาฤกษ์เอาชัยที่สนามหลวงมาแล้ว เมื่อวันที่ 9 มีนาคม และมาปิดเอาชัยและเอาใจชาวเมืองอีกครั้ง

วันนั้น รถปราศรัยเอาไว้ชิดทางขอบสนามด้านใกล้มหาวิทยาลัยศิลปากร หันหน้ารถไปทางศาลแพ่ง

นายกฯเล่าบรรยากาศก่อนพูดว่า “ตอนที่ผมมาถึงข้างหลังรถนั้น ปรากฏว่าผู้คนมารอกันอยู่หนาแน่น ล้ำออกไปถึงกลางท้องสนามหลวงแล้ว ทั้งๆที่ตอนสี่โมงเย็นแดดยังร้อนเปรี้ยง”

แดดจะร้อนแรงปานใด ดูเหมือนหัวใจผู้คนจะไม่สน สนใจอย่างเดียวคือ อยากฟังนักพูดสาลิกาลิ้นทองอันพริ้งพราย

“มองออกไปข้างหน้า เห็นท่านที่มานั่งฟังนั่งหลบร้อนแดดกันด้วยการเอาหนังสือพิมพ์เดลิมิเร่อร์มาพับเป็น หมวกใส่กันแดดกันเป็นทิวแถว”

นอกจากบรรยากาศเอื้อให้หัวหน้าพรรคปีติใจแล้ว ยังมีหนังสือพิมพ์ในความดูแลที่แปรสภาพเป็นหมวกให้กำลังใจอีกด้วย

รายการพูดเป็นไปอย่างมีชีวิตชีวา หลังแนะนำตัวผู้สมัครของพรรค หัวหน้าพรรคก็บรรเลงไปเล็กน้อย ก่อนยื่นไมค์ให้ผู้สมัครคนอื่นๆต่อ แต่เพียงเวลาเล็กน้อย อาการของผู้คนก็เปลี่ยนไป

“ผมทรุดตัวลงนั่งยกแก้วขึ้นดื่มน้ำยังไม่ทันจะหมดถ้วย ก็แลเห็นท่านผู้ฟังที่นั่งอยู่ด้านหน้าชักกระสับกระส่าย ยิ่งมองไปข้างหลัง ท่านผู้ฟังที่ยืนล้อมกันอยู่ไกลๆเป็นขอบ ก็เริ่มขยับออกเดินยืดเส้นยืดสาย และทำท่าจะออกเดินไป...”

ทำให้หัวหน้าพรรคต้องออกโรงเอง

“ผมเริ่มพูดจาตามประสาของผม ตั้งแต่ตอนทุ่มสี่สิบนาที แล้วผมก็ต้องว่าของผมเรื่อยไป จนกระทั่งมีเสียงเตือนจากข้างหลังออกมาว่า สี่ทุ่มห้าสิบแล้ว”

มิใช่เพลินแต่คนพูด คนฟังเองก็ไม่ถอยเหมือนกัน

แต่เมื่อจำเป็นต้องเลิกรา หัวหน้าพรรคก็พบว่า มีพวงมาลัยสวยงามอยู่ 2 พวง “ผมจำได้ว่า ท่านผู้เอามาส่งให้บอกว่า พวงหนึ่งให้ผมถวายพระแก้วมรกต อีกพวงหนึ่งให้ผมถวายเจ้าพ่อหลักเมือง”

สุนทรภู่บอกว่า...ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์...น่าจะนำมาใช้ได้กับนายกฯคนที่ 25

ลีลาการพูดของอดีตหัวหน้าพรรคประชากรไทย แม้จะผันผ่านมานานปี แต่ก็มีคนยังตราไว้ในดวงจิต เป็นต้นว่า เกลียว เสร็จกิจ หรือ ขวัญจิต ศรีประจันต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดง

“คารมของท่านคมคายมาก ฝีปากจัดจ้าน ปากจัด พูดออกมาเรียกได้ว่าถึงพริกถึงขิงเลยทีเดียว” แม่เพลงศิลปินแห่งชาติบอก

พลางว่า เคยฟังท่านนายกฯพูดสมัยเป็นหัวหน้าพรรคประชากรไทยอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นดุสิต บางซื่อ และแถวๆบางบัว

แม่ขวัญจิตยืนยันว่า “ทุกครั้งไม่ผิดหวัง เสน่ห์ของท่านคือ ท่านพูดเหมือนๆกับภาษาลูกทุ่ง ไม่พูดให้เป็นเรื่องวิชาการ ซึ่งถ้าเป็นเรื่องวิชาการแล้ว ชาวบ้านเขาจะไม่ชอบ เพราะเขาฟังไม่รู้เรื่อง”

ไมตรี ลิมปิชาติ อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย วิจารณ์ลีลาการพูดของท่านนายกฯว่า มีการลำดับข้อมูลดี เรียงร้อยเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ พูดแล้วสามารถนำเอามารวมเล่มขายได้เลย

“ลักษณะเช่นว่านี้ มีคนคล้ายๆกันกับท่านปัญญานันทะ และคุณชวน หลีกภัย แต่ความนิ่มนวล และความดุดันต่างกัน อันนี้เป็นลักษณะของแต่ละคนที่ทำให้คนชอบและไม่ชอบก็ได้”

ไมตรีบอกว่า เสน่ห์การพูดของสมัครคือ “สามารถสะกดคนได้ ไม่ว่าจะเป็นคนชอบหรือไม่ชอบก็ต้องหยุดฟัง”

และมีข้อเสียที่ “บางทีพูดแล้วคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ จึงเหมาะสำหรับพูดเดี่ยวๆ ถ้าพูดกันหลายๆคน บางทีอาจจะเขวไปได้เหมือนกัน”.

รัฐประหาร “สันหลังหวะ” เมื่อ 'ฆ่าทักษิณไม่ตาย'

โดย กองบรรณาธิการ
ที่มา เวบไซต์
มหาประชาชน
30 มกราคม 2551

“งาช้างไม่อาจงอกจากปากหมาฉันใด ประชาธิปไตยก็ไม่อาจงอกจากปลายกระบอกปืนฉันนั้น”

วลีอมตะการเมือง ที่ยังซ่อนความหมายไว้อย่างลุ่มลึก ล้ำค่า เป็นอมตะ

เช่นว่านี้ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ที่กำเนิดจาก “องคาพยพ” ภายใต้การทำรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่แปรสภาพมาเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในปัจจุบัน จึงไม่อาจคาดหวังได้ว่า จะเป็นกระบวนการไปสู่ “ประชาธิปไตย” ได้อย่างแท้จริง ตามที่สังคมใฝ่ฝัน

เนื่องเพราะการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ครอบงำโดย คมช. ได้มีความพยายามแทรกแซง ทั้งบนดิน ใต้ดิน อย่างต่อเนื่อง เพื่อ “บิดเบือน-เบี่ยงเบน” เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ไปสู่ “เป้าหมาย” รัฐธรรมนูญของ คมช. โดย คมช. เพื่อ คมช.

“เป้าหมาย” ตามแผนบันได 4 ขั้นของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร สะท้อนถึงวลีอมตะการเมืองที่ว่า “ชนชั้นใดร่างกฎหมาย ย่อมร่างกฎหมายเพื่อชนชั้นนั้น”

เช่นว่านี้ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อยู่ภายใต้เงาร่าง คมช. จึงไม่อาจสลัดคราบ “รัฐธรรมนูญทหาร” ให้หลุดพ้นไปได้จากเงาในกระจก

เมื่อ “รัฐธรรมนูญ 2550” ที่ไม่มีความชอบธรรมแต่เบื้องต้น จึงไม่อาจพิจารณาลงไปในเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ว่าเป็นอย่างไร

ความไม่ชอบธรรมเบื้องต้นที่ว่า

ประการหนึ่ง กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากคณะรัฐประหารมีอำนาจในการเเต่งตั้ง มิได้มาจากการประชาชน

อีกประการหนึ่ง วิธีการคัดเลือกสมัชชาเเห่งชาติ จำนวนไม่เกิน 2,000 คน ไม่โปร่งใส เเละขาดหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก หรืออีกประการหนึ่ง ธรรมนูญการปกครองชั่วคราวกำหนดให้คณะรัฐประหารเเต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกรณีพิเศษได้อีก 10 ท่าน

โดยเฉพาะเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่มีกระบวนการ “จัดตั้ง” ให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในเรื่องความไม่เป็นกลางทางการเมือง

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 จึงถูกกล่าวขานว่าเป็น “รัฐธรรมนูญ อำมาตยาธิปไตย” แม้แต่กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ยังระบุว่า การทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือการสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองให้กับกองทัพ ซึ่งตรงข้ามกับกระบวนการประชาธิปไตย

เช่นว่านี้ ตลอดเส้นทางจากวันทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สู่วันเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 เราจึงเห็นสิ่งบอกเหตุ เห็นถึงความผิดปกติ รับรู้ “ธง” ที่โบกสะบัด ส่งสัญญาณต่อกระบวนการเลือกตั้ง ส.ส. 23 ธันวาคม 2550 ไม่อาจเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรมได้อย่างแท้จริง

มีสัญญาณที่บ่งชี้ถึงกระบวนการเพื่อสกัดกั้น “ขั้วอำนาจเก่า” ไม่ให้กลับเข้าสู่อำนาจรัฐ ที่ขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น ซ่อนเร้นวาระแอบแฝงในหลากรูปแบบ

ความผิดปกติที่มีการเปิดเผยอย่างแจ่มชัดไปแล้วในเรื่อง “เอกสารลับ” เพื่อสกัดกั้นอำนาจเก่า และเป็นความผิดปกติซ้ำ ที่ “เอกสารลับ” ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 4 ต่อ 1 เป่าคดีทิ้ง พลิกมติจาก “ดำ” เป็น “ขาว” สะท้อนการทำหน้าที่ กกต.อยู่ในระนาบเดียวกันกับ คมช.

ความผิดปกติของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง ที่ไม่เป็นไปอย่างยุติธรรม โดยที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ต่างรับรู้อย่างลึกซึ้งถึงการถูกกดดันจากกลไกรัฐ โดยเฉพาะการข่มขู่ คุกคามของฝ่ายทหาร

ความผิดปกติ ที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ก็พร้อมเปิดเผยชื่อ-ชั้นยศทหาร ที่เข้าไปคุกคามในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ไม่ใช่ปล่อยข่าวโคมลอย ทว่าอำนาจรัฐกลับไม่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง

ความผิดปกติที่มีความพยายามคุกคามผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน อย่างต่อเนื่อง โดยปาระเบิดเข้าใส่ที่ทำการพรรคพลังประชาชน เขตเลือกตั้งที่ 3 ริมถนนสุคนธสวัสดิ์ ย่านลาดพร้าว ค่ำวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา และในวันเดียวกันก็มีการจับทหารยศนายสิบพร้อมอาวุธสงครามครบมือ ที่สะกดรอย ติดตาม ป้วนเปี้ยนอยู่หน้าบ้านผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่จังหวัดลำพูน มานานหลายวัน

ความผิดปกติที่ “กลไกรัฐ” ขับเคลื่อนไปในทิศทางเพื่อขัดขวาง สกัดกั้นผู้สมัคร ส.ส. ในสังกัดพรรคพลังประชาชน ขณะที่ฝ่ายตรงกันข้าม กลับได้รับความสะดวกอย่างอิสระ

ความผิดปกติที่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลูกในไส้ คมช.พยายามเร่งรีบ ผลักดันการผ่านร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร ที่มอบอำนาจให้ทหารอย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ไม่ต่างจากการ “ปฏิวัติเงียบ” โดยฝ่ายนิติบัญญัติจัดตั้ง ยึดอำนาจ มอบให้กับทหารอย่างกว้างขวาง ไม่ต่างจากการ “เขียนเช็คเปล่า”

ความผิดปกติที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งนอกเขตจังหวัดและในเขตจังหวัดกว่า 3 ล้านคน โดยที่การเก็บหีบบัตรนาน 1 สัปดาห์ ได้สร้างข้อเคลือบแคลงสงสัยความโปร่งใส

ความผิดปกติที่มีการสร้างกระแส แม้พรรคที่ชนะเลือกตั้ง มีจำนวน ส.ส.มากที่สุด ก็ไม่อาจได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ความผิดปกติที่มีความพยายามจับขั้วตั้งรัฐบาลล่วงหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคประชาราช ทั้งที่ยังไม่ทราบผลเลือกตั้ง

ความผิดปกติที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะประธาน ครส. เข้าพบ นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ท่ามกลางกระแสข่าว “เลื่อน-ล้มเลือกตั้ง”

ความผิดปกติที่ นางสดศรี สัตยธรรม ออกมาตอกย้ำ ยืนยันมีการข่มขู่จาก “อำนาจมืด” ต่อ 5 กกต.ส่งสัญญาณในระนาบเดียวกับ “เลื่อน-ล้มเลือกตั้ง”

“ล้ม” และ “เลื่อนเลือกตั้ง” เพื่อยืดระยะเวลาการบดขยี้ “ขั้วอำนาจเก่า” โดยที่มุ่งหวังผลเบี่ยงเบนผลเลือกตั้ง ให้ผิดจากโพลล์ที่ตอกย้ำในชัยชนะของพรรคพลังประชาชน

ความพยายาม “ล้ม” และ “เลื่อนเลือกตั้ง” สะท้อนถึงแผนบันได 4 ขั้น ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ประกาศตามล้างเผ่าพันธุ์ขั้วอำนาจเก่า ไม่สัมฤทธิ์ผล

แผนบันได 5 ข้อ ที่ว่า
1. ยุบพรรคจะต้องเกิดขึ้น
2. คดีคอร์รัปชั่นจะปรากฏ
3. พรรคจะเริ่มแตกและวิ่งกระจัดกระจาย
4. คดีจะสิ้นสุด และ
5. ลงประชามติของร่างรัฐธรรมนูญ และมีการเลือกตั้ง ส.ส.

เป็นแผนบันได 5 ขั้น ที่คณะรัฐประหารไม่อาจฆ่าขั้วอำนาจเก่าให้ตายได้

“ฆ่าทักษิณไม่ตาย”

ทั้งหมดนี้เป็นความผิดปกติ บนความหวาดระแวง เมื่อข้ออ้าง 4 ข้อ ในการทำรัฐประหารล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

ข้ออ้าง 4 ข้อ เหตุแห่งการทำรัฐประหารที่ว่า
1. ประชาชนแตกความสามัคคี ขาดความสมานฉันท์
2. มีการทุจริตคอร์รัปชั่น
3. มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
4. เรื่องแทรกแซงองค์กรอิสระ

ผ่านมากว่า 1 ปี ข้ออ้างเหล่านี้ ไม่สามารถพิสูจน์ให้สังคมเห็นได้อย่างกระจ่างชัด ซ้ำร้ายผ่านมากว่า 1 ปี รัฐบาลภายใต้อุ้งมือทหาร กลับทำประเทศชาติติดหล่มอยู่ในหลุมวิกฤติเศรษฐกิจ และปัญหาสังคมอย่างรอบด้าน สวนทางกับยุค “รัฐบาลทักษิณ” ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น “ผู้นำประเทศ” แห่งการเปลี่ยนแปลง ผู้นำแห่งการพัฒนาประเทศอย่างครบถ้วนรอบด้าน โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม ที่ยกคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยขึ้นมาสู่ชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเก่า

นโยบายหลากหลายได้รับความนิยมจากประชาชน เช่น การพักชำระหนี้เกษตรกร โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการบ้านเอื้ออาทร โครงการทุนการศึกษาเด็กยากจน ฯลฯ เป็นนโยบายที่ครองใจประชาชนอย่างเหนียวแน่นผลงานครองใจประชาชน ที่สะท้อนกลับมาอย่างเหนียวแน่นในรูปแบบผลสำรวจโพลล์ทุกสำนัก ที่ตอกย้ำ ยืนยันการเลือกตั้ง ส.ส.23 ธันวาคม จะเป็นชัยชนะของพรรคพลังประชาชน เป็นผลสำรวจโพลล์ที่มั่นคงอันสะท้อนชัยชนะเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน ไม่เปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ออกสตาร์ทจนผ่านเข้าสู่โค้งสุดท้าย

เป็นชัยชนะอย่างเหนียวแน่น ท่ามกลางการเผชิญปัญหา อุปสรรค แผนสกัดกั้น ทั้งเกมบนดินและใต้ดิน

เป็นชัยชนะท่ามกลางความหวาดระแวงของกองทัพ ภายใต้กำกับ คมช.ที่แสดงอาการหวาดหวั่นอย่างหนัก

เป็นความหวาดระแวงของ “คณะรัฐประหาร” ที่ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมประชาโลก

หวั่นไหวอย่างหนักที่กำลังเข้าสู่วาระสุดท้ายแห่งการสิ้นสุดอำนาจ โดยถูก “มติประชาชน” โค่นล้มอำนาจเผด็จการ ในผลการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550


จาก Thai E-News

พรก.เพิ่มเงินเดือนเปรม และองคมนตรี : กระบวนการ 'ต่างตอบแทน' ที่ขัดแย้งกับ 'ความพอเพียง'


ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
30 มกราคม 2551

น่าสนใจเหลือเกินกับความสัมพันธ์ของตัวละครเหล่านี้ อันได้แก่ ประธานองคมนตรี-คณะรัฐประหาร–คณะรัฐมนตรี-สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

ตั้งแต่เกิดการยึดอำนาจใหม่หมาดแล้วที่ชื่อของประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ถูกดึงมาเกี่ยวข้องในฐานะเบื้องหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน ซึ่งสร้างความเสื่อมเสียให้รัฐบุรุษท่านนี้ไปไม่น้อย

และขณะที่มวลชนผู้หวงแหนประชาธิปไตยพากันประณามสาปแช่ง พล.อ.เปรม ฝ่ายคณะรัฐประหารก็ดาหน้ากันออกมาปกป้อง พล.อ.เปรม มากมายเช่นกัน ด้วยการยืนกรานปฏิเสธว่า พล.อ.เปรม ไม่เกี่ยวอะไรกับการรัฐประหารครั้งนั้น...

ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นต่อๆ มา กลับตอกย้ำให้ประชาชนเห็นว่า สำหรับคณะรัฐประหารและหน่อเนื้อเชื้อไขแล้ว มีลักษณะความกตัญญูรู้คุณต่อ พล.อ.เปรม มากแค่ไหน

เช่นที่เคยเกิดเป็นประเด็นขึ้นมาในช่วงสั้น ๆ ประมาณเดือนตุลาคมของปีที่แล้ว คือกรณีที่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)บางกลุ่ม ดำเนินการผลักดันแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อปกป้องพระบรมราชวงศ์ องคมนตรี ประธานองคมนตรี มิให้ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ในมาตรฐานกฎหมายหมวดเดียวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เป็นการพยายามยกชั้นประธานองคมนตรี และองคมนตรีให้ขึ้นไปอยู่ระดับเดียวกับพระบรมราชวงศ์ งานนี้ก็ไม่รู้ว่า เหาจะขึ้นหัวใครดี ระหว่างคนเสนอกับคนถูกเสนอ...

โชคยังดีที่เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนมากจนเกินไป เกินกว่าที่ประชาชนคนอื่นๆ จะรับได้ จึงต้องออกมาคัดค้าน และเป็นอันที่สนช.ต้องพับเก็บไปในที่สุด

กระบวนการ “ต่างตอบแทน” ครั้งแรกจึงไม่ได้ผล

หากแต่ความกตัญญูรู้คุณ คือนิสัยของคนไทย แม้ครั้งแรกยังทำไม่ได้เพราะประชาชนอีกหลายสิบล้านคนผู้เสียภาษีเขาไม่เห็นด้วย... แต่ก็ใช่ว่าจะยอมแพ้

ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ โดยอาศัยช่วงที่หลายคนพุ่งความสนใจไปที่การเลือกนายกรัฐมนตรี การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คณะรัฐมนตรีปัจจุบันนำโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็มีมติเห็นชอบ “พระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งขององคมนตรี และรัฐบุรุษ พ.ศ.2551” ซึ่งเพิ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา

ซึ่งตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ได้กำหนดเพิ่มเงินเดือนประจำตำแหน่งให้ประธานองคมนตรีจากเดือนละ 114,000 บาท เป็น เดือนละ 121,990 บาท

องคมนตรีจากเดิมที่เคยได้รับเดือนละ 104,500 บาท เพิ่มเป็นเดือนละ 112,250 บาท

รัฐบุรุษจากเดิมที่เคยได้รับเดือนละ 100,000 บาทเพิ่มเป็นเดือนละ 121,990 บาท

มีความจำเป็นอันใดกับการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ นอกเสียจาก การเอื้อประโยชน์ส่วนตัวให้กับคนบางคนบางกลุ่ม... ทั้งที่เป็นกลุ่มบุคคลผู้ซึ่งทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด แต่กลับผ่านกฎหมายที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับ “ความพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ให้ชาวไทยทั้งประเทศน้อมรับนำไปปฏิบัติ

เรียกว่าอยากตอบแทนสนองคุณกันจนหน้ามืดตามัว จนไม่สำเหนียกเลยว่าจะกระทบกระเทือนพระเกียรติยศมากเพียงใด...

ผู้ที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากองค์ประมุขของประเทศ ย่อมต้องพร้อมทำหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ จริงใจ ให้สมกับเกียรติยศที่ได้รับ เพราะนี่มิใช่ตำแหน่งที่มีไว้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์...

ลำพังเพียงตอนรัฐประหารที่ประธานองคมนตรีถูกโจมตี ก็สร้างความบอบช้ำมากพอแล้ว

อย่าให้ต้องเป็นที่โจษจันถึงความไม่เหมาะสม กระทบกระเทือนความรู้สึกของคนไทย ที่จงรักภักดีให้มากไปกว่านี้อีกเลย


จาก Thai E-News

พรีเมียร์ลีก ดาร์บี้ เค้าน์ตี้ VS แมนฯซิตี้

พรีเมียร์ลีก

ดาร์บี้ เค้าน์ตี้ VS แมนฯซิตี้

สนาม : ไพรด์ พาร์ด

เวลาคิกออฟ : 02.45 น.

ฟอร์ม 5 นัดหลังสุด

ดาร์บี้ เค้าน์ตี้

26-01-08 แพ้ เปรสตัน 1-4 (เอฟเอ คัพ)

22-01-08 เสมอ เชฟฯเว้นเดย์ 1-1 (เยือน)

19-01-08 แพ้ พอร์ทสมัธ 3-1 (เยือน)

12-01-08 แพ้ วีแกน 0-1 (เหย้า)

06-01-08 เสมอ เชฟฯเว้นเดย์ 2-2 (เหย้า) (เอฟเอ คัพ)

แมนฯ ซิตี้

27-01-08 แพ้ เชฟฯ ยูไนเต็ด 1-2 (เยือน) (เอฟเอ คัพ)

20-01-08 เสมอ เวสต์แฮม 1-1 (เหย้า)

16-01-08 ชนะ เวสต์แฮม 1-0 (เหย้า) (เอฟเอ คัพ)

12-01-08 แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-1 (เยือน)

05-01-08 เสมอ เวสต์แฮม 0-0 (เยือน) (เอฟเอ คัพ)

สภาพความพร้อมล่าสุด

ดาร์บี้ เค้าน์ตี้

พอล จีเวลล์ กุนชือ แกะเขาเหล็ก จะไม่มี เลวิน เอ็นยาทังกา กอลหลังทีมชาติเวลล์ที่ติดโทษแบน โดนไล่ออกจากเกม เอฟเอ คัพ ที่แพ้ เปรสตัน 1-4 เมื่อสุดสัปดาร์ที่ผ่านมา แต่จะได้ เคร็ก เฟแกน พ้นโทษแบนสวนทางกลับมาประจำการเกมรุกได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เอ็ดดร้ เลวิส จะหมดสิทธิ์ลงสนามช่วยทีมเป็นเวลา 1 เดือน ภายหลังได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่า อย่างรุนแรงจากเกมดังกล่าว รวมไปถึงนักเตะที่เจ็บอยู่ก่อนแล้วอย่าง ไทโรน เมียร์ส สตีเฟ่น บายวอเตอร์ แดนนี่ มิลล์ส เจย์ แม็คอีฟลี่ยื และ เดวิส โจนส์ ยังคงชวดเช่นเดิม

แมนฯ ซิตี้

สเวน โกรัน อีริคส์สัน นายใหญ่ชาวสวีดิชของ เรือใบสีฟ้า จะตัดสินใจว่า จะเสี่ยงส่ง ไมกาห์ ริซาร์ด ปราการหลังจอมแกร่งที่เพิ่งหายเจ็บเข่า ลงประเดิมสนามในเกมนี้หรือไม่ แม้นักเตะจะสามารถกลับมาฝึกซ้อมร่วมทีมได้ ่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาแล้วก็ตาม

แต่จะได้ ฆาเบียร์ การ์รีโด้ แบ็กซ้ายชาวสแปนิช หายป่วยกลับมาเสริมทัพอีกครั้ง ส่วย เนรี กาสตีโย่ ดาวยิงแม็กซิกันยังอยู่ในช่วงพักฟื้น หลังได้รับบาดเจ็บที่หัวไหล่ อย่างไรก็ตาม ในรายของ ไมเคิ่ล จอห์นสัน มิดฟิลด์ดาวรุ่งที่มีอาการบาดเจ็บบริเวณท้อง ยังคงชวดเช่นเดิม

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะได้ลงสนาม

ดาร์บี้ เค้าน์ตี้ (4-4-2)

ผู้รักษาประตู : ลูอิส ไพรซ์

กองหลัง : มาร์ค เอ็ดเวอร์ธี่ย์- แอนดี้ ท็อดดี้ – โคล้ด เดวิส – ดีน ลีค็อก

กองกลาง : ฮอสซัม กาลี – ร็อบบี้ ซาเวจ – สตีเฟ่น เพียรืสัน – โลร็องต์ โรแบร์

กองหน้า : เอมานูเอล วีย่า – เคนนี่ มิลเลอร์

แมนฯ ซิตี้ (4-2-3-1)

ผู้รักษาประตู : โจ ฮาร์ส

กองหลัง : เวราน คอร์ลูก้า – ริซาร์ด ดันน์ – เนตุม โอนูโอฮา – ไมเคิ่ล บอลล์

กองกลาง : ดีทมาร์ ฮามันน์ – เกลสัน แฟร์กน็องเดส – ดาริอุส วาสเซลล์ – เอลโน่ บลูแมล์ – มาร์ติน เปตรอฟ

กองหน้า : เอมิล เอ็มเพน ซ่า

ความน่าจะเป็นของเกม

เพิ่งพ้ายต่อทีมรองบ่อนมาด้วยกันทั้งคู่ในศึก เอฟเอ คัฟ รอบ 4 เมื่อสุดสัปดาห์ แต่ดูแล้ว ทีม ดาร์บี้น่าดูจะแย่กว่า เพราะเป็นการเสียท่าในบ้าน อีกทั้งยังแก้ปัญหาเกมรับที่พลาดง่ายไม่ตก แม้ว่า จะมีการเสริมทัพขนานใหญ่เมื่อช่วงตลาดซื้อขายเปิดเดือน ม.ค. ก็ตาม แต่ผลงานก็ยังจมดิ่งอยู่ท้ายตารางเช่นเดิม ส่อแววว่า โอกาสหล่นชั้นค่อนข้างจะแน่นอนแล้ว

ขณะที่ แมนฯ ซิตี้ ฟอร์มดร็อปลงไปเยอะ ทั้งๆ ที่สถาพทีมก็แทบจะเป็นชุดเดิมๆ กับชุดเดิมๆ กับชุดที่ทำผลงานได้ดี เมื่อครั้งออกสตาร์ฤดูกาล ดูแล้ว ปัญหาน่าจะเกิดจาการบรรดานักเตะแกนหลักในทีม ไม่สามารถรักษาฟอร์มการเล่นได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่ง ทำให้โอกาสที่จะลุ้นไปติดอันดับหัวตารางอีกครั้ง กับทีมในระดับบิ้กโพร์ คงยาดเต็มที่

อย่างไรตาม แม้เกมนี้ ดาร์บี้ จะได้เปรียบที่เล่นในถิ่น แต่สภาพค่อนข้างมีปัญหา โดยเฉพาะในเกมรับ ที่นักเตะตัวหลักต่างมีอันดับต้องได้รับบาดเจ็บกันหลายราย ขณะที่ ผู้เล่นที่ซื้อเข้ามาใหม่ ก็ยังไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงฟอร์มการเล่นที่เข้าระบบกับกับทีมมากนัก ทำให้ แมนฯ ซิตี้ น่าจะหวังใช้โอกาสนี้ งัดฟอร์มเก่งของสตาร์ดังอย่าง เอลาโน่ – เปตรอฟ ให้ออกมาช่วยทีมได้อีกครั้ง บวกกับการวางแผนบุกมาเล่นแบบหวังผล ไม่เน้นสเกอร์ อาศัยจังหวะที่แนวรับของ ดาร์บี้ ผิดพลาด น่าจะช่วยให้ แมนฯ ซิตี้ เบียดเอาชนะเจ้าถิ่นได้

จาก Hi-Thaksin

17 เดือน 'ขิงแก่' ถลุง 2.3 ล้านล้าน GDP โตจิ๊บจ๊อย

'งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา' รูดม่านอำลา 'รัฐบาลขิงแก่' สำรวจความ มือเติบ 17 เดือนกับตัวเลขงบประมาณที่ถูกใช้จ่ายในผลงานที่เด่นชัดที่ สุดทางเศรษฐกิจ ที่สะท้อนภาพการเติบโตของตลาดเงิน

ตลาดทุน และตัวเลขจีดีพีของประเทศ ที่กลายเป็นผลงานไม่ได้เติบตามการใช้จ่ายที่ผ่านมา ก่อนการเข้ามาของรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งพร้อมๆ กับการหายไปของเงินเกือบ 2.5 ล้านล้านบาท


'สยามธุรกิจ' สำรวจความน่าสนใจของตัวเลขบางส่วน ที่มีผลสะท้อนถึงผลงานของ 'รัฐบาลขิงแก่'ในภาพรวม นับตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2549 ที่เข้ารับตำแหน่ง ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายในการอำลาเก้าอี้

สถานการณ์ชะลอตัวทางเศรษฐกิจในช่วงกลางปี 2549 ในยุครัฐบาล 'พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร' ที่ต่อเนื่องมาจนถึง การรัฐประหาร 19 กันยายน ก่อนการเข้าสู่การบริหารของ 'รัฐบาลขิงแก่' กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะต้อง มีการจัดทำงบประมาณประจำปี 2550 ในแบบขาดดุล

และเป็นการตัดสินในขั้นสุดท้ายหลังเพิ่มเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นานของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ในการจัดทำงบประมาณปี 2550 แบบขาดดุลในวงเงิน 1 แสนล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 1.42 ล้านล้านบาท และรายจ่ายที่ 1.52 ล้านล้านบาท

ทั้งด้วยเหตุผลในการกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ ที่เริ่มจะถดถอย และชดเชยกับตัวเลขทางเศรษฐกิจที่กำลังจะขาดหายไปเนื่องจากถูกช็อกด้วยการ 'รัฐประหาร'

โดยเฉพาะแรงสะดุ้งสะเทือนที่มาจากตลาดหุ้นตลาดทุนไทย ที่ก่อนหน้ารัฐประหาร มีแนวโน้มที่จะวิ่งหาตัวเลขดัชนีถึง 800 จุด ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

เวลาของ 'รัฐบาลขิงแก่' ตลอด 17 เดือนกับการใช้ง่ายเงินงบประมาณปี 2550 ที่ต้องบวกรวมเข้างบประมาณปี 2551 อีกครึ่งปี ที่ตั้งไว้ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท นับจากครึ่งเทอมของปีงบประมาณ 2551 เท่ากับตัวเลขประมาณ 8 แสนล้านบาท บวกเข้ากับงบประมาณที่ใช้ไปในปี 2550 อีกประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท กลายเป็นตัวเลขมหาศาลถึง 2.3 ล้านล้านบาท

จาก 1 ตุลาคม จนกระทั่งถึงปัจจุบัน การใช้จ่ายเงินก้อนโตเกือบ 2.5 ล้านล้านบาทโดย 'รัฐบาลขิงแก่' เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลงานทางเศรษฐกิจ มีผลงานออกมาในมุมไหน?

วัดจากตัวเลขจีดีพีในปี 2549 ที่ในไตรมาสสุดท้ายของปี อยู่ที่ 4.3 % หลังการรัฐประหาร ตัวเลขจีดีพีปี 2550 โตขึ้น 4.8 % เมื่อเทียบกับปี 2549 และก่อนอำลารัฐบาลขิงแก่ในปี 2550 ตั้งเป้าตัวเลขจีดีพีกันไว้ 4.3- 4.8 % และอาจจะต้องมีการปรับเป้าใหม่ด้วยปัจจัยความผันผวนของค่าเงินบาท

เท่ากับการบริหารในเรื่องของผลิตภัณฑ์มวลรวมนับแต่การเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลขิงแก่ เพียงแค่ปีเศษ ด้วยงบประมาณกว่า 2.3 ล้านล้านบาท ไม่สามารถดันจีดีพีให้โตได้

เมื่อสำรวจผลงานรัฐบาลขิงแก่ในเชิงของการเติบด้วยตัวเลขจีดีพี มักจะถูกสะท้อนภาพกลับมาให้เห็นถึงการบริหารงานภายใต้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่ไม่เน้นการเจริญเติบโตด้วยจีดีพี

แต่อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายเงินเกือบ 2.5 ล้านล้านบาท น่าที่จะสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจได้มากกว่าตัวเลขที่สะท้อนออกมา!!!

นอกเหนือจากตัวเลขจีดีพี ที่เป็นตัวชี้วัดถึงผลงานที่ผ่านของ 'รัฐบาลขิงแก่' ที่สวนทางกับการใช้งบประมาณก้อนโตเกือบ 2.5 ล้านล้านบาท แล้ว !!

ดัชนีชี้วัดที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการเติบโตของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือตลาดหุ้น ที่ก็มีความน่าสนใจในข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างปี 2549 -ปัจจุบัน

ตัวเลขที่สำคัญและน่าสนใจตัวหนึ่ง คือมูลค่าตลาดรวมการซื้อขายหลักทรัพย์ หรือ MARKET CAP ซึ่งก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีตัวเลขอยู่ที่ 5.04 ล้านล้านบาท หลังการรัฐประหารและการเข้ามาของรัฐบาลขิงแก่ ตัวเลข ณ สิ้นปี 2549 อยู่ที่ 5.04 ล้านล้านบาท และตัวเลขการเติบโต ณ สิ้นปี 2550 อยู่ที่ 6.63 ล้านล้านบาท หากมองจาก MARKET CAP การเติบโตของตลาดหุ้น เปรียบเทียบได้ว่า “รัฐบาลสุรยุทธ์” บริหาร MARKET CAP ตลาดหุ้นโตได้เพียง 1.59 ล้านล้านบาท

หากสำรวจจากมูลค่าการซื้อ-ขาย เฉลี่ยต่อวัน นับตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งอยู่ที่ 1.64 หมื่นล้านบาท ในปี 2549 อยู่ที่ 1.62 หมื่นล้านบาท และในปี 2550 เหลือเพียง 1.27 หมื่นล้านบาท หรือเท่ากับว่า มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ในยุคของ 'รัฐบาลขิงแก่' หดหายไปวันละ เกือบ 3,500 ล้านบาทต่อวัน

ตัวเลขงบประมาณปี 2551 ที่จะมียอดรวม 1.6 ล้านล้านบาท ที่เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ถึง 68,000 ล้านบาทหรือ 4.4% และครึ่งปีงบประมาณ 2551 ที่เท่ากับ 0.5 % จำนวนเงินกว่า 8 แสนล้านบาท กลายเป็นตัวเลขใหม่ที่เข้ามาบวกรวมการใช้งบประมาณตลอดปี 2551 อีก 1.5 ล้านล้านบาท มีจำนวนเงินสูงถึงเกือบ2.5 ล้านล้านบาท และกับผลงานจากผู้ใช้เงินคือ 'รัฐบาลขิงแก่' ที่สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านตัวเลขจีดีพีและตัวเลขจากการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กำลังจะบอกอะไรบางอย่าง

และตัวเลขที่สำคัญก่อนการจากไปของรัฐบาลขิงแก่ที่จะลืมไม่ได้ คือตัวเลขการแทรกแซงค่าเงินบาท และตัวเลขการอ่อนค่าของเงินตราสำรองระหว่างประเทศที่เป็นถือครองเป็นดอลลาร์ ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการที่นำเสนอโดยสื่อฯ มีมากถึง 1.7 แสนล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวถูกเปิดเผยโดย นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ยอมรับว่าผลการการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทย หลังจากเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาทอย่างหนักตลอดปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ถึง 1.7 แสนล้านบาท

ขณะที่การประเมินกันเบื้องต้นของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง จากธันวาคมปี 2549 ถึงตุลาคมปี 2550 ธนาคารแห่งประเทศไทยจะขาดทุนจากการเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาททั้งสิ้น 3.5 - 4.0 แสนล้านบาทนั้น โดยคิดจากค่าเงิน ณ เดือนธ.ค.49 อัตราแลกเปลี่ยนที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เดือนต.ค.50 อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่ามาอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

เฉพาะในส่วนของอัตราแลกเปลี่ยน ที่หากข้อมูลจากการเปิดเผยของสื่อฯ เป็นจริง เท่ากับ 'รัฐบาลขิงแก่' บริหารเงิน 2.3 ล้านล้านบาท เฉพาะในส่วนที่ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ต้องเสียไปฟรีๆ ถึงเกือบ 1 ใน 5 ของงบประมาณที่รัฐบาลขิงแก่ใช้ทั้งหมด 2.3 ล้านล้านบาท

ผลงานทั้ง 3 ส่วน ทั้งในด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และในด้านตัวเลขจีดีพี เป็นผลงานที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการจากไปของ 'รัฐบาลขิงแก่'

กลายเป็นการปิดฉากตำนานอันเฉื่อยแฉะที่หลายๆ คนเรียกว่าเกียร์ว่าง ซึ่งหากมองผ่านผลงานทั้ง 3 ด้านนี่แล้ว การรูดม่านปิดฉาก 'รัฐบาลขิงแก่' ในเร็ววันนี้อาจะไม่ใช่แค่เกียร์ว่าง แต่แทบจะกลายเป็นเกียร์ถอยหลังที่ไร้ทิศทาง 17 ตุลาคม 2549 -ปัจจุบัน กับเงินของประเทศกว่า 2.3 ล้านล้านบาท ประชาชนคงต้องหาคำตอบเอาเองว่า 17 เดือนที่ผ่านมากับรัฐบาลรัฐประหารของพล.อ.สุรยุทธ์ ประเทศและประชาชนได้อะไรกลับมาหลังต้องเสียเงินไปถึง 2.3 ล้านล้านบาท



‘ทักษิณ'มีแนวโน้มกลับไทยเร็วขึ้นหลัง'สนธิ'ต่อสายคุย

(30 ม.ค.) ที่พรรคพลังประชาชน นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน และที่ปรึกษากฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีว่า วันนี้(30 ม.ค.)จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อมอบอำนาจให้แก่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในการดูแลเรื่องโผต่างๆ ส่วนขณะนี้ยังไม่ลงตัวอยู่กี่ตำแหน่ง นายนพดล กล่าวว่า เหลืออีกไม่กี่ตำแหน่ง วันนี้ประชาชนอยากเห็นคณะรัฐมนตรีเริ่มทำงานและแก้ปัญหาให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด โดยในช่วง 1-2 วันนี้สัดส่วนรัฐมนตรีในโควตาของพรรคและของพรรคร่วมรัฐบาลจะเสร็จเรียบร้อยอย่างแน่นอน สำหรับการนัดหารือนโยบายของรัฐบาลกับพรรคร่วมรัฐบาลนั้น นายนพดล กล่าวว่า วันนัดประชุมนโยบายนั้น จะนัดพูดคุยหารือกันภายหลังจากที่โปรดเกล้าฯคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว 1 วัน

ส่วนกรณีที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคมช. ระบุว่าได้ต่อสายพูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณนั้น นายนพดล กล่าวว่า ข้อเท็จจริงคงเป็นไปตามที่พล.อ.สนธิให้สัมภาษณ์ และถือเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ที่เคยเห็นแตกต่างกันหันมาพูดคุยกัน บ้านเมืองจะได้ลดความขัดแย้งและมีความสมานฉันท์ปรองดองเกิดขึ้น รับบาลชุดใหม่ก็จะสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้นไปด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า สังคมสงสัยในเรื่องที่มีการพูดจากัน นายนพดล กล่าวว่า คงจะเปิดเผยเนื้อหารายละเอียดไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว และตนก็ไม่รู้ว่ามีการพูดคุยอะไรกันบ้าง แต่น่าจะเป็นเรื่องความสมานฉันท์และความปรองดอง รวมทั้งเป็นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ซึ่งไม่ใช่การเคลียร์อย่างที่วิพากษ์วิจารณ์กัน เพราะพ.ต.ท.ทักษิณไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับพรรคพลังประชาชน ส่วนแสดงว่าพ.ต.ท.ทักษิณให้อภัยพล.อ.สนธิใช่หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ตนคงไม่สามารถให้ความเห็นได้ เพราะไม่ทราบว่ามีการพูดคุยอะไรกันบ้าง แต่ขณะนี้เราต้องเร่งทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน แต่ตนได้พูดมาตั้งแต่แรกแล้วว่า จะไม่มีการล้างแค้นใครทั้งสิ้น เพราะเราต้องทำงานให้กับคนไทยทุกคนอย่างเสมอภาคกัน

ส่วนจะส่งผลให้พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับประเทศไทยเร็วขึ้นหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า กำหนดการณ์คือเดือนพฤษภาคม แต่ก็มีความเป็นไปได้ คงต้องรอดูสถานการณ์อีกครั้งหนึ่งก่อน

จาก hi-thaksin

‘สมัคร'สุดทน‘มือที่มองไม่เห็น'ชักใยป.ป.ช.จ้องเล่นงานไม่เลิก

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระบุมี"มือที่มองไม่เห็น"ชักใยอยู่เบื้องหลังกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ตั้งอนุกรรมการไต่สวนเรื่องการว่าจ้างบริษัทเอกชนขนย้ายขยะในสมัยที่ตนเองดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
"เชิญตามสบาย มันส่งมาตั้งแต่แรกแล้ว มันมีคำสั่งจากมือที่มองไม่เห็นให้จัดการ...ไม่เป็นปัญหาถ้าบ้านเมืองเป็นแบบนี้มันทุเรศ 3 ปีแล้วสอบยังไงก็ไม่มีปัญหา" นายสมัคร กล่าว
นายสมัคร ยืนยันว่า กรณีดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี โดยเรื่องนี้มีคนบางกลุ่มพยายามที่จะหาเรื่องเล่นงานตนเองทุกวิถีทางอยู่แล้ว ซึ่งตนเองจะไม่ไปขอร้อง และหากตนเองจะเอาคืนกรณีทุจริตโครงการก่อสร้างทางข้าม-ทางลอด 16 แห่งของ กทม.มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาทในยุคของผู้ว่าฯ คนปัจจุบันก็อย่ามาต่อว่าตนเองก็แล้วกัน
"ถ้าผมจะเอาบ้างก็อย่าว่ากันนะ ถ้าพูดไอ้นั่นไอ้นี่มา 3 ปีก็ขุดมา ผมจำได้ว่า กทม.มี 16 โครงการ 2 หมื่นล้าน(บาท)หมกไว้ทำไม" นายสมัคร กล่าว
นายสมัคร กล่าวว่า กรณีดังกล่าวถือว่า ป.ป.ช.เลือกปฏิบัติ เพราะไปสอบสวนคดีที่ผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ไม่ยอมดำเนินคดีทุจริตโครงการทางข้าม-ทางลอด 16 แห่งของ กทม.มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาทในยุคของผู้ว่าฯ คนปัจจุบัน
"แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ กล่าวหาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เรื่อง 3 ปีที่แล้วยังขุดขึ้นมา แต่เรื่องสด ๆ ร้อน ๆ กลับหมกเอาไว้"นายสมัคร ตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวที่ว่ากรณีดังกล่าวถือว่า ป.ป.ช.เลือกปฏิบัติหรือไม่

จาก hi-thaksin

แพะภาคใต้

โดย กาหลิบ

อยากจะฝากข้อคิดที่สำคัญ ในห้วงเวลาของการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และการรอดูว่าท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะนำพาประเทศที่กำลังมีปัญหาทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไปในทิศทางอย่างไร
นั่นคือเรื่องของปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
เรื่องนี้ดูเหมือนจะได้รับความสนใจเป็นฤดูกาลไป เมื่อมีเหตุปะทะอย่างรุนแรงจนเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ก็จะได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปขึ้นมาครั้งหนึ่ง แต่เมื่อเหตุการณ์ทำท่าว่าจะไม่มีระลอกที่ติดตามมา ข่าวก็จะเงียบหายไปราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สภาพการณ์ประหนึ่งระเบิดเวลาอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้รัฐบาลใหม่สบายใจได้เลย
แต่ความรับผิดชอบอย่างไร ด้วยวิธีการไหน และการลำดับเรื่องราวของการแก้ไขปัญหาที่ประสบความสำเร็จและความล้มเหลวในห้วงเวลาที่ผ่านมา จะต้องสื่อสารให้ประจักษ์ชัดในใจของประชาชนทั้งประเทศ
อย่าลืมนะครับว่า ก่อนการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ รัฐบาลทักษิณถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือไม่ก็ค่อนขอดว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างรวดเร็วทันใจของผู้ที่ติดตามเหตุการณ์อยู่


โดยเฉพาะหลังประกาศยุบเลิก ศอ.บต. ที่ตำจิตตำใจคนสำคัญเป็นจำนวนมากในประเทศนี้นั้น ก็ยิ่งปรากฏว่าคำวิพากษ์วิจารณ์หนักหนาสาหัสจนถึงขั้นกระหน่ำโจมตีชนิดไม่ให้ผุดให้เกิดกันทีเดียว แต่พอหลังจากเกิดการยึดอำนาจเปลี่ยนเป็นระบอบทหารภายใต้ชื่อ คมช. และรัฐบาลที่ตั้งขึ้นก็มีบุคคลระดับพลเอก อดีตผู้บัญชาการทหารบก ทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์ในพื้นที่แห่งความขัดแย้งนี้ไม่มีอะไรที่ดีขึ้นเลย ราวกับว่าการฟื้นฟูระบอบทหารและ ศอ.บต. ซึ่งเป็นเครือข่ายอำนาจแต่เดิมของระบอบอมาตยาธิปไตยนั้น มิได้ระคายผิวผู้ก่อความไม่สงบในเหตุการณ์ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เลย พูดง่ายๆก็คือว่าในยุคที่ทหารครองเมืองเต็มที่เราก็ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้แหละครับ อย่าให้ผู้สูญเสียอำนาจจากระบอบทหารเดิมนี้มากล่าวหาได้เป็นอันขาดว่ารัฐบาลชุดใหม่จะต้องแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างรวดเร็วทันใจของผู้ที่สังเกตการณ์อยู่ นี่ไม่ใช่ช่วงต่อจากรัฐบาลทักษิณ แต่เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่มีระบอบทหารทั้งระบอบมาขวางอยู่แต่ไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้

คอยดูไปเถอะครับ ถ้าหากไม่ระวังตัวให้ดีจะมีคนเข้ามาชี้หน้าชี้ตาและกำหนดเงื่อนเวลาไว้เสร็จสรรพว่าเท่านั้นสัปดาห์ เท่านี้เดือน รัฐบาลใหม่จะต้องสร้างความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ มิฉะนั้นจะหมดความไว้วางใจหรือใช้ความรุนแรงทางการเมืองพุ่งเข้าใส่รัฐบาลในทางใดทางหนึ่ง ระหว่างนี้ก็คงจะคบคิดกันสร้างเงื่อนไข เช่น ทำให้เหตุการณ์ความไม่สงบนั้นมันดูทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เกมแบบนี้ทางอมาตยาธิปไตยเขาถนัดนักล่ะครับ รัฐบาลเลือกตั้งชุดใหม่ภายใต้นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ควรต้องระวังไว้ให้จงหนัก ประกาศเสียเลยตั้งแต่ต้นมือว่า ความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นของกองทัพบก และกองทัพบกเท่านั้นที่จะทำหน้าที่ถวายแด่ราชบัลลังก์และแผ่นดินนี้ให้สมกับที่ได้สั่งสมกำลังอาวุธและพัฒนาความรู้ความสามารถทางทหารมาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งบัดนี้ อย่าให้ปัญหานี้กลายเป็นหอกที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงรัฐบาลใหม่ และทำให้ภาพรวมทั้งหมดกลายเป็นการช่วงชิงอำนาจระหว่างกลุ่มต่างๆในกรุงเทพมหานครอีกต่อไปเลย ปัญหามีก็ต้องแก้ไข ไม่ใช่หาแพะ

คอลัมน์ เลือกคบไม่เลือกข้าง จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2213 ประจำวัน พุธที่ 30 มกราคม 2008

สภาฯ กำหนดวันประชุมทุกพุธ-พฤหัสบดี

รัฐสภา 30 ม.ค. - ที่ประชุมสภาฯ มีมติกำหนดวันประชุมทุกบ่ายวันพุธ และเวลา 11.00 น. ทุกวันพฤหัสบดี พร้อมกำหนดวันเริ่มสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ 1 สิงหาคม นอกจากนี้ ได้ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม 20 วัน โดยสัปดาห์หน้า จะตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างประมวลจริยธรรมอีก 1 คณะ

การประชุมสภาผู้แทนราษฏร ครั้งที่ 3 เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 09.30 น. โดยมีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฏร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้น ได้พิจารณากำหนดวันประชุมสภาผู้แทนราษฏร โดยที่ประชุมเห็นชอบให้มีการประชุมทุกวันพุธ เวลา 13.30 น. และวันพฤหัสบดี เวลา 11.00 น. ส่วนการกำหนดวันเริ่มสมัยประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ ที่ประชุมเห็นชอบให้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม

สำหรับการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฏร ที่ประชุมมีมติตั้งคณะกรรมาธิการฯ จำนวน 36 คน แบ่งสัดส่วนเป็นพรรคพลังประชาชน 16 คน พรรคชาติไทย 3 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 2 คน พรรคประชาธิปัตย์ 12 คน พรรคมัชฌิมาธิปไตย 1 คน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 1 คน พรรคประชาราช 1 คน โดยกำหนดระยะเวลายกร่าง 20 วัน

ต่อมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ
ยกร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นให้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นอีกคณะหนึ่ง โดยจะพิจารณาในการประชุมสัปดาห์หน้า จากนั้น ประธานสภาฯ ได้สั่งปิดการประชุมในเวลา 10.15 น.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-01-30 11:44:00




สมชายมั่นใจคนพปช.นั่งรมว.กห.ไม่ขัดแย้งทหาร

'สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ' มั่นใจคนของพรรคพลังประชาชน ที่จะขึ้นนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับฝ่ายทหาร ยัน คลัง และ พาณิชย์ วางคนนั่งเรียบร้อยแล้ว

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ยืนยัน 3 เก้าอี้รัฐมนตรีหลัก ซึ่งประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คลัง และพาณิชย์ ซึ่งขณะนี้ได้มีการวางตัวบุคคลเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น จะเป็นโควตาในส่วนของทางพรรรคพลังประชาชน พร้อมทั้งมีความเชื่อมั่นว่า ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม ไม่ว่าทางพรรคพลังประชาชน จะจัดสรรใคร ให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ ทั้งพลเรือนและอดีตนายทหารใหญ่ จะไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับฝ่ายทหาร อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี นายสมชาย ได้หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงโอกาสในการนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีในคณะรัฐบาลชุดใหม่ เนื่องจากเกรงจะไม่เหมาะสม แต่ก็ยอมรับว่า ที่ผ่านมาตนเองเป็นที่รู้จักของประชาชนในวงกว้าง ก็เพราะการที่ได้มีโอกาส ทำงานในฐานะอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม มาเป็นเวลานาน


ภารกิจของขบวนการประชาธิปไตย หลังการเลือกตั้ง 23/12/50

30 มกราคม 2551

บทความห้าดาวจากอาจารย์พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ นักวิชาการผู้เป็นแสงสว่าง เป็นแสงเทียนดวงน้อยในยุคมืดของประเทศไทย ภายในบทความ อาจารย์พยายามชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างมวลชนฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อใช้ต่อสู้กับอำนาจของอำมาตย์และเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ได้ถูกแจกแจงออกมาให้เห็นอย่างแจ่มชัด การนำรัฐธรรมนูญปี 40 หรือรัฐธรรมนูญที่เป็นของมหาชนอย่างแท้จริง แทนที่จะใช้รัฐธรรมนูญของอำมาตย์ คือภารกิจสำคัญอันหนึ่งที่ได้ถูกกล่าวถึงในข้อเขียน

อาจารย์แจกแจงถึงกลุ่มอำนาจต่างๆ รวมถึงหมากกลหรือเครือข่ายที่มีอยู่ของอำมาตย์ที่พร้อมที่จะทำการเคลื่อนไหวหลังการจัดตั้งรัฐบาล ในขณะที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของฝ่ายประชาธิปไตยในการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการเคลื่อนไหวสามประการ ได้แก่ ธงโลกาภิวัฒน์ ธงรัฐธรรมนูญปี 40 และธงความเป็นธรรมทางสังคม

ในบทความยังได้กล่าวถึงความสำคัญของสื่อออนไลน์ และการประยุกต์การใช้เครื่องมือดังกล่าวให้เกิดประโยชน์มากขึ้น อาจารย์ยังได้พยายามชี้ให้พรรคพลังประชาชนเรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่ผ่านมา และแนะนำสิ่งต่างๆ ที่สามารถเสริมและใช้ตีโต้ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตย นอกเหนือไปจากสมรภูมิในสภาที่จะเป็นสมรภูมิหลักในการต่อสู้

ท่านสามารถติดตามอ่านบทความดังกล่าวได้จากเว็บไซต์ประชาไท
http://www.prachatai.com/05web/th/home/11032

ท่านสามารถติดตามอ่านบทความย้อนหลังของอาจารย์พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ได้ที่
http://docs.google.com/Doc?docid=d7qgfs4_46c7w8pd&hl=en

จาก Thai E-News

คลิปภาพในหลวงทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าแต่งตั้งนายกฯ

แปลงไฟล์โดย ก้อนดินก้อนหนึ่งบนแผ่นดินไทย
ที่มา ข่าวช่อง 3
29 มกราคม 2551

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาธิไธย ในพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี



พิธีรับพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกฯ


คำแถลงเปิดใจของนายกรัฐมนตรีคนที่ 25

เสนอให้แต่งตั้งท่านทักษิณ ชินวัตร เป็น 'รัฐบุรุษแห่งชาติ'

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด
ประชาไท
29 มกราคม 2551

ท่านสมัคร ควรเสนอท่านอดีตนายกฯทักษิณ เป็น "รัฐบุรุษแห่งชาติ"

เพราะตอนที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัน เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้เป็นผู้เสนอแต่งตั้ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี 8 ปี ที่ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งใด ๆ จากประชาชนทั้งสิ้น เป็น "รัฐบุรุษอาวุโส"

ผมเชื่อว่า ท่านทักษิณ ชินวัตร ได้สร้างคุณูปการต่อประเทศไทย และมีคนรักท่านมากมายกว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งใดๆ เลย ประชาชน ไม่เคยได้มีโอกาสเลือก "อดีตนายกฯ คนนี้"

ในเมื่อ ตำแหน่ง "รัฐบุรุษ" นั้น เสนอแต่งตั้งประกาศเกียรติคุณจากรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลของ ฯพณฯท่านสมัคร สุนทรเวช จึงมีความชอบธรรมโดยสมบูรณ์ ที่จะประกาศแต่งตั้งท่านทักษิณ เป็น "รัฐบุรุษแห่งชาติ"

ปล. 1 พวกที่ไม่ชอบทักษิณ อาจโวยวาย แต่ พวกผมที่ไม่ชอบ พล.อ.เปรม ก็ยังไม่เห็นจะมีสิทธิโวยวายอะไรเลย อีกอย่าง พวกที่เกลียดทักษิณ ก็อาจจะสบายใจว่า "ท่านรัฐบุรุษแห่งชาติ ทักษิณ ชินวัตร" จะไม่ลงมาเป็นนายกฯ อีก เป็นการยกขึ้นหิ้งอีกวิธีหนึ่ง

ปล. 2 ตำแหน่ง "รัฐบุรุษแห่งชาติ" นั้นจะต้องจัดไว้สูงกว่า "รัฐบุรุษอาวุโส"


จาก Thai E-News

แบบสมัคร

การโหวตเลือก นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทยที่ผ่านมา จะมีอะไรขลุกขลัก จะมีรายการโชว์ออฟอยู่บ้าง โดยเฉพาะความไม่เป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล แต่ก็ใช่ว่าสาเหตุจะเกิดจากตัว คุณสมัคร สุนทรเวช แต่เป็นเพราะพรรคร่วมรัฐบาลที่ส่วนใหญ่ตั้งขึ้นมาใหม่ เป็นพรรครวมการเฉพาะกิจ

ความเป็นเอกภาพจึงยังไม่มี

จะต่อรองผลประโยชน์ ต่อรองตำแหน่ง รมต. อะไรก็ว่ากันไปอีกเรื่อง ธรรมชาติของการเมือง ไม่ว่าจะน้ำดีน้ำเน่าไม่ค่อยจะมีอะไรแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นคนที่เคยด่าทักษิณ คนที่ไม่ชอบทักษิณ คนที่เคยวิจารณ์ทักษิณ คนที่อยู่คนละขั้วกับทักษิณ

บินไปทัศนศึกษากันที่ฮ่องกงกันหมด

ในภาคของหมอดู คุณลักษณ์ เรขานิเทศ หรือหมอลักษณ์ ฟันธงก็น่าจะฮอตขึ้นมาอีกกระทอก เพราะเป็นหมอดูคนเดียวที่ฟันธงว่าคุณสมัครจะเป็นนายกฯ พอดีผมได้ฟังหมอดูกิตติมศักดิ์อีกท่านหนึ่งเอ่ยชื่อต้องร้องอ๋อ เคยบอกผมเอาไว้ว่า แม้คุณสมัครได้เป็นนายกฯ แต่ดวงก็ก้ำกึ่ง ให้ระวังเรื่องของสุขภาพและคดีความ ส่วนคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ช่วงนี้ไม่มีดวงเลยด้วยซ้ำ

ทีนี้ผมอยากจะชวนคุยเรื่องของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ อันที่จริงผมกับคุณสมัครรู้จักกันมานานเต็มที ในฐานะผู้สื่อข่าวกับนักการเมือง ก็เหมือนลิ้นกับฟัน ดีกันบ้างไม่ดีกันบ้าง เป็นของธรรมดา สมัยที่คุณสมัคร เป็น รมว.คมนาคม ผมก็เป็นผู้สื่อข่าวประจำกระทรวง

บางวันก็ถูกด่าไฟแลบ

แต่บางวันก็ไปนั่งกินขนมจีนน้ำยากันหลังกระทรวง ก็เลยพอรู้จัก นิสัยคุณสมัครอยู่บ้าง อาทิ คุณสมัครจะเข้าข่ายปากร้ายแต่ใจดี ไม่อย่างนั้นคงไม่ขยันเลี้ยงแมว ถ้าจะเอาเรื่องปากคุณสมัครมาเป็นอารมณ์ในการวัดความเป็นผู้นำประเทศ ผมรับประกันได้เลยว่า ผิดหวัง

ก็คุณสมัครก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร จะให้มายกเลิกเอาตอนแก่น่าจะเป็นเรื่องยาก เป็นคุณสมัครที่เป็นทั้งนักบ่นนักชิม เป็นคุณสมัครที่ชอบพกแบงก์ย่อย 20 บาท 50 บาทเต็มกระเป๋า

และคุณสมัครก็ไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

จะไปคาดหวังว่าจะต้องถอดแบบกันออกมา หรือที่บอกว่าจะเป็น นอมินี เต็มตัว ผมก็ว่าไม่ถึงขนาดนั้น ความสามารถของคุณสมัครก็พอตัว อาทิ โครงการคมนาคม การจราจรต่างๆ ไปนั่งคุยกับคุณสมัครทั้งวันก็ไม่จบ รู้ไปหมดทุกตรอกซอกซอย

ผมจึงพอสรุปความจำกัดความของนายกฯ คนใหม่ได้ว่า ก็เป็นนายกฯ ชาวบ้านๆ นี่แหละ ปากอาจจะจัดจ้านไปหน่อย แต่ความ ตั้งใจในการทำงาน ต้นทุนทางสังคม ความสามารถก็มีพอตัว

ในฐานะประชาชนคนหนึ่งผมก็อยากเห็น ผู้นำพาประเทศไปสู่อนาคตที่สดใส เพียงแต่ว่าอยากจะให้ลดความดื้อลงมาบ้าง เปิดใจกว้างซักนิด ลดปัญหาอย่างที่ทุกคนเป็นห่วง ถ้าคนในประเทศขัดแย้งกับคนต่างประเทศเมื่อไหร่ ท่าจะแย่.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก


ตอนเกิดเอาเท้าออก ลิขิตชะตานายกฯคนที่ 25

ด้วยคะแนนเสียง 310 ต่อ163 ในการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2551 ส่งผลให้นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย

แน่นอน...เป็นเสียงที่ถูกต้องตามกฎหมาย มิต้องหวั่นหวาดต่อใบแดง ใบเหลืองแต่อย่างใด

เส้นทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ผันผ่านมาอย่างโชกโชน เคยเป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง เด่นดังมาทั้งกระทรวงมหาดไทย และคมนาคม

“ความอัจฉริยะของคุณสมัคร สุนทรเวช มีความจำดี พูดจาปราศรัยบันทึกเทปขายได้เป็นเรือนล้าน พระเถรานุเถระ พระหนุ่มเณรน้อย กระทั่งผู้ที่ไม่ชอบคุณสมัคร ก็ยังฟังเทปนั้นๆ...คุณสมัคร สุนทรเวช มีแฟนทั่วบ้านทั่วเมือง มีคนจำนวนไม่น้อยอยากให้คุณสมัคร สุนทรเวช มีโอกาสแสดงฝีมือ”

พระธรรมราชานุวัตร วัดพระเชตุพน แสดงธรรมทัศน์ไว้ในหนังสือ สมัคร 60 ปี คล้ายๆทำนายอนาคตไว้น้อยๆ ก่อนที่ความฝันจะเป็นจริง

สืบสาวเส้นทางการเมืองของ สมัคร สุนทรเวช ย่อมพบว่ายอกย้อนยาวไกล แต่ไกลกว่านั้นคือ สาแหรก “สุนทรเวช” อันทรงเกียรติ

“ผมเกิดหน้าวังบางขุนพรหม”

นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ประกาศไว้ในหนังสือ สมัคร 60 ปี

และให้รายละเอียดว่า “บ้านที่ผมเกิดอยู่ริมถนนสามเสน ตอนตรงกันข้ามกับกำแพงบางขุนพรหม ซึ่งเมื่อ 40 กว่าปีก่อนนั้น แถวตรงข้ามกับกำแพงวังเป็นบ้านเช่าตั้งเรียงราย ระหว่างบ้านเช่าหลายหลังนั้น ก็มีประตูใหม่เปิดเข้าไปข้างใน เป็นบ้านตึกมีเนื้อที่กว้างใหญ่ ด้านหลังลึกเข้าไปถึงวัดอินทรวิหาร”

พลางสรุปว่า “ผมเกิดที่บ้านคุณตาผมหลังนี้ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2478”

สาแหรกข้างพ่อมาทางจันทบุรี “มีประวัติพอสืบกันขึ้นไปได้ถึง 3 ปีหลังจากสร้างกรุงเทพฯ คือราว พ.ศ. 2328 จนกระทั่งเรื่อยลงมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อรัชกาลที่ 6 พี่น้องสามคนก็ได้เข้ามารับราชการอยู่ในราชสำนัก”

พี่ชายของพ่อชื่อ สุ่น ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นถึง มหาเสวกตรีพระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี มีตำแหน่งเป็นนายแพทย์ประจำพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นผู้ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า สุนทรเวช

อาของท่านนายกฯ 25 ชื่อ แจ่ม ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นจมื่นอมรดรุณารักษ์

ส่วนพ่อของท่านนายกฯชื่อ เสมียน ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น เสวกเอกพระยาบำรุงราชบริพาร

สาแหรกข้างแม่เล่า

ตาของนายกฯชื่อ จันทร์ เป็นชาวบางลำพู เข้ารับราชการอยู่ในราชสำนัก โดยความอุปการะของกรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ

ท่านนายกฯเล่าว่า “คุณตาผมเป็นช่างเขียนมีฝีมือ รับราชการสนองพระเดชพระคุณพระเจ้าอยู่หัว ในราชวงศ์จักรีต่อกันมา 3 รัชกาล ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ครั้งสุดท้ายเป็น มหาเสวกตรีพระยาอนุศาสตร์จิตรกร”

และได้รับพระราชทานนามสกุลว่า จิตรกร

ผลงานของ จันทร์ จิตรกร ตาของท่านนายกฯเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างคือ ภาพวาดผนังพระอุโบสถวัดสุวรรณดารารามวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นภาพพระราชประวัติ และพระกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

พ่อและแม่นายกฯแต่งงานปลายสมัยรัชกาลที่ 6

หลังรัชกาลที่ 6 สวรรคต เศรษฐกิจบ้านเมืองไม่ดี มีการให้ข้าราชการออก เพื่อปรับดุลงบประมาณประเทศให้สมดุล พ่อท่านนายกฯต้องออกจากราชการในราชสำนัก หางานทำใหม่ และได้งานอยู่กรมโฆษณาการ หรือกรมประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน

หลังพ่อแม่แต่งงาน มีลูกด้วยกัน 9 คน สมัคร สุนทรเวช เป็นคนที่ 7

เป็นคนที่ 7 ที่พิเศษกว่าคนอื่นๆ เพราะว่า “ที่ผมเกิดนั้น ผมเกิดผิดกว่าลูกทุกคน และค่อนข้างจะผิดปกติกว่าคนธรรมดาเขาด้วย เพราะแทนที่จะเอาหัวออก ผมกลับเอาเท้าออกก่อน คุณแม่เคยเล่าให้ฟังเมื่อโตแล้วว่า เมื่อทำคลอดเสร็จคุณหมอก็หันมาบอกคุณแม่...”

ว่า “คุณหญิง ลูกคุณหญิงคนนี้เอาเท้าออก ขอให้เลี้ยงเอาไว้ให้ดี วันข้างหน้าจะช่วยครอบครัว ช่วยวงศ์สกุล และจะเป็นคนช่วยบ้านช่วยเมืองได้”

วัยเยาว์ท่านนายกฯ ซุกซนจนโดนหอยหนีบมือ

ท่านเล่าว่า “เมื่อตอนที่ผมอายุ 3 ขวบ และคุณแม่ยังอยู่ในบ้านของคุณตานั้น บ้านผมยังมีคนใช้ มีพี่เลี้ยง คนที่เป็นพี่เลี้ยงผมนั้น มีหน้าที่เป็นแม่ครัวด้วย เพราะยังงั้นตั้งแต่ผมยังเดินไม่ได้ ผมก็เริ่มถูกแม่ครัวอุ้มเข้ากระเอวเอาไปตลาดด้วยแล้ว”

เมื่อโตเดินได้แล้ว “ผมจึงมักจะเดินตามคนเลี้ยงไปตลาดด้วยบ่อยๆ ยังจำได้จนทุกวันนี้ แล้วได้เก็บเอามาสอนลูกตัวเองเวลาไปตลาด”

ยังมีภาพในความทรงจำคือ “ผมเคยไปยืนอยู่กับแม่ครัวที่หน้าแผงลอยขายปู ขายหอยแครง มีไอ้หอยตัวใหญ่อ้าปาก และเห็นเนื้อสีแดง ก็เอานิ้วไปจี้เล่น หอยแครงยังไม่ตาย มันหนีบเอานิ้วไว้ จนผมแหกปากร้องลั่นตลาด”

แรงเหวี่ยงของชะตากรรม เป็นเรื่องที่ไม่มีใครควบคุมได้ จึงต้องตกระกำลำบากอย่างไม่คาดฝัน

เมื่อ “คุณพ่อออกจากกระทรวงวัง มารับราชการวิสามัญอยู่กรมโฆษณาการ เขาจ้างในอัตราชั้นโท เงินเดือน 80 บาท คุณพ่อได้เบี้ยบำนาญอีกเดือนละ 115 บาท รวมเป็น 195 บาท เลี้ยงลูกตั้ง 6 คน อยู่จนถึงปลายปี พ.ศ. 2482 ที่ครอบครัวผมต้องเริ่มออกไปผจญภัยกับความยากลำบาก ด้วยการที่ทั้งพ่อแม่ลูกต้องออกไปหาบ้านเช่าอยู่เองโดยไม่มีคนใช้”

แต่ความลำบากทำให้ได้พบเหตุการณ์สำคัญ เสมือนเป็นแรงกระตุ้นให้สนใจการเมือง มาเป็นดาวสภา และนักการเมืองฝีปากกล้า

บ้านเช่านั้นอยู่แถวเทเวศร์ซอย 2 แล้วย้ายไปอยู่ซอยนามบัญญัติ ตรงที่ตั้งโรงเรียนอนุบาลสวนเด็กอยู่ในขณะนี้

“ผมจำได้ว่า เพิ่งจะเป็นยุคสมัยแรกๆ ของท่านนายกรัฐมนตรีชื่อ พันเอก แปลก พิบูลสงคราม อยู่แถวนั้นไม่ได้นานเขาก็มีการเรียกร้องดินแดนคืน และว่าจะมีการเดินขบวนเพื่อเรียกร้องดินแดนคืนกัน เวลานั้นพี่สาวผมคนโตเป็นยุวนารี นุ่งกระโปรงสีเขียวเหมือนทหาร แล้วสวมหมวกหนีบ พี่ชายผมคนโตเป็นนักเรียนเทพศิรินทร์...เวลาแต่งยุวชนทหารจึงได้ผ้าพันหมวกสีแดง”

แล้ววันหนึ่ง “เขาก็มีคนเดินขบวนเรียกร้องดินแดนคืนกัน ผมออกมายืนดูขบวนเขาอยู่ที่ริมถนนประชาธิปไตย ตอนหน้าบ้านเช่าหลังสีเทาๆ ของวัดมกุฏที่ตอนนี้รื้อออกไปสร้างห้องแถวสูงแหงนคอตั้งบ่าเสียหมดแล้ว”

บรรยากาศตอนนั้น “ผู้คนแน่นหนา เขาเดินผ่านแถวนั้นกันตอนเวลาพลบจวนค่ำ จำได้ว่ามีการถือคบเพลงเดินแห่กันมาในขบวนด้วย พวกพ้องผมออกไปยืนกันหมดทั้งบ้าน เพื่อจะคอยขะเย้อแขย่งดูพี่ชายกับพี่สาวเดินผ่าน”

นายกฯสรุปว่า “พอจะถือได้ว่าเป็นประสบการณ์ทางการเมืองครั้งแรกในชีวิตของผม”

คาดฝันหรือไม่ก็ตาม เส้นทางการเมืองสมัคร สุนทรเวช จากแรงบันดาลใจที่ชะเง้อดูที่ริมรั้วบ้านเช่า ได้ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 เรียบร้อยแล้ว.

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker