สถานการณ์การเมืองดูเหมือนจะทะยานไปสู่ความเคลื่อนไหวที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น นอกจากคนเสื้อแดงที่นัดชุมนุมถี่ขึ้นตามจุดเป้าหมายต่างๆที่หวังผลต่อการดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะกลุ่มอำมาตย์ที่มีสถาบันองคมนตรีด้วยสโลแกน 2 มาตรฐาน
แต่ล่าสุดดูเหมือนจะหนักยิ่งขึ้นเมื่อมี "มือมืด" ลอบยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าไปในตัวอาคารซึ่งเป็นสำนักงานของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เมื่อเช้ามืดวันที่ 14 ม.ค. ดีที่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ เพราะยิงไปถูกห้องออกกำลังกายตรงข้ามห้องทำงานของ ผบ.ทบ.
เรื่องนี้มีการปกปิดข่าว แต่ข่าวใหญ่ๆอย่างนี้เป็นเรื่องยากที่จะปิดให้มิดได้ การสั่งปิดข่าวก็คงจะเป็นเพราะมันเป็นความเสื่อมเสียต่อกองทัพและตัว ผบ.ทบ.เอง
พูดง่ายๆขนาด ผบ.ทบ.ยังโดนอย่างนี้แล้ว ไฉนเล่ากับความมั่นคงของประเทศ ต่อไปจะยิงใส่ใครก็ได้
แม้กระทั่งนายกฯหรือรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง
แน่นอนว่าเป้าหมายการกระทำเช่นนี้คงไม่ใช่ฝีมือบุคคลธรรมดา แต่น่าจะเป็นพวกมีสีเดียวกันนั่นแหละ เพราะต้องมีศักยภาพและครอบครองอาวุธร้ายแรงของทหาร จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่ได้ยิงจากภายนอก แต่ถล่มกันภายในกองบัญชาการกองทัพบก
ก่อนหน้านี้มีเหตุระหว่าง พล.อ.อนุพงษ์ กับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเอ็ม 79 และทำนายทายทักล่วงหน้าเมื่อจะมีเหตุยิงเอ็ม 79 ได้ถูกต้องแม่นยำ นอกจากนั้นยังวิพากษ์วิจารณ์ผู้บังคับบัญชาแบบไม่กลัวเกรง และยังเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จับมือกับฮุน เซน ถึงเขมรโดยไม่แจ้งผู้บังคับบัญชา
จนกระทั่งถูกคำสั่งพักราชการและมีการตอบโต้จาก เสธ.แดง ท้าตีท้าต่อยกับ ผบ.ทบ. และประกาศตัวยืนเคียงข้างกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แบบไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย
งานนี้ก็เลยมีการมองและพุ่งเป้าไปที่ เสธ.แดง
แต่ปรากฏว่าเจ้าตัวปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องและไม่ได้กระทำแต่อย่างใด เป็นฝีมือใครก็ไม่รู้ที่ต้องการสร้างสถานการณ์ อาจเป็นมือที่ 3 ก็ได้
ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่ออย่างไรก็ตาม แต่เรื่องนี้กองทัพจะต้องทำความจริงให้กระจ่างว่าเป็นฝีมือใคร และมีกระบวนการอะไรอยู่เบื้องหลัง ให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย
เพราะการกระทำเช่นนี้ถือว่าอุกอาจและไม่เป็นผลดีต่อกองทัพ ที่จะต้องพิทักษ์ความมั่นคงของประเทศและราชบัลลังก์ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง
แน่นอนว่า พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ ถูกมองว่าเป็นตัวแทนฝ่ายอำมาตย์ซึ่งมีความขัดแย้งกับ พ.ต.ท.ทักษิณโดยตรง เรียกว่าอยู่กันคนละขั้วเลยทีเดียว และอีกทั้งยังถูกมองว่าทั้ง 2 ท่านนี้เอากองทัพไปอุ้มรัฐบาลชุดนี้อย่างเต็มตัว
หากกองทัพไม่ทำตัวเป็นเปลือกหอย รัฐบาลชุดนี้ก็ไม่เกิดและอยู่รอดมาถึงป่านนี้ได้
นอกจากนั้น เป็นที่รับรู้กันดีว่ายังมีทหารส่วนหนึ่งไม่พอใจ ผบ.ทบ. ทั้งจาก ตท.10 รุ่นเดียวกันที่เทใจให้กับเพื่อนร่วมรุ่นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ร่วมถึงรุ่นอื่นๆที่เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพียงแต่ยังไม่มีปฏิกิริยาที่ชัดเจน แต่ภายในนั้นคุกรุ่นกันอยู่แล้ว
ปฏิกิริยาอีกระนาบหนึ่งก็คือ การที่มีนายทหารส่วนหนึ่งจากหลายรุ่นได้ตบเท้าสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แสดงจุดยืนตรงกันข้ามอย่างชัดเจน
เหตุครั้งนี้คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ เพราะเป็นการเมืองจากภายนอกที่พุ่งเข้าไปสู่การเมืองในกองทัพ ท้าทายกันซึ่งๆหน้า และน่าเชื่อว่าคงจะจับตัวคนร้ายได้ยาก เพียงแต่รู้กันดีเป็นการภายในว่าเหตุเพราะอะไรและขบวนการไหน
เป็นยุทธการ "กูไม่กลัวมึง"...ว่างั้นเถอะ.
"สายล่อฟ้า"
วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553
หักหน้า ผบ.ทบ.
ที่มา ไทยรัฐ