| คอลัมน์ |
| |
| จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ |
| ปีที่ 11 ฉบับที่ 2762 ประจำวัน จันทร์ ที่ 22 มีนาคม 2010 |
| โดย สุรชัย ปากช่อง |
การเมืองนอกสภาหรือการเมืองภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลืองในอดีตหรือกระแสของคนเสื้อแดงวันนี้ แตกต่างจากการเมืองในสภาอย่างสิ้นเชิง
การเมืองภาคประชาชนคือ การเคลื่อนไหวของประชาชนโดยไม่ผ่านตัวแทนของพรรคการเมืองหรือองค์กรของรัฐ เพื่อให้มีการออกกฎหมาย การออกเสียงลงประชามติ การมีส่วนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ การตรวจสอบการใช้อำนาจและการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยภาคประชาชน นอกเหนือจากการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย
ดังนั้น ประชาธิปไตยจะไม่มีความหมายและการเลือกตั้งจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย หากประชาชนไม่สามารถกำหนดนโยบายหรือตรวจสอบการใช้อำนาจและถอดถอนผู้ใช้อำนาจที่มีพฤติกรรมมิชอบได้
วันนี้ประชาชนไม่ใช่ไม่มีความรู้เรื่องประชาธิปไตย แต่ก้าวไปไกลถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิความเป็นมนุษย์และความยุติธรรมที่ตนควรจะได้รับ
ไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างในอดีตที่เป็นแค่การเลือกตั้ง ประชาธิปไตยตัวแทน (เน่าๆ) ให้เข้ามาใช้อำนาจแทนประชาชน แต่กลับไม่ใส่ใจประชาชนที่เป็นผู้เลือกเข้าไป
การเมืองภาคประชาชนไม่ว่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง แต่ก็เป็นการเมืองที่มีความหมายยิ่ง เพราะเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมหรือประชาธิปไตยทางตรงของประชาชน
หากยอมรับการเมืองภาคประชาชน ก็ต้องยอมรับว่าการเมืองไทยไม่ได้มีปัญหาเพราะประชาชน แต่มีปัญหาเพราะนักการเมือง พรรคการเมือง รัฐบาลและองค์กรของรัฐ ซึ่งเป็นปรปักษ์กับประชาชน
การแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองจึงอยู่แก้ไม่ยาก เพียงแค่นักการเมืองและรัฐเลิกเป็นปรปักษ์กับประชาชน ไม่ใช่ปล้นอำนาจจากประชาชนด้วยการทำรัฐประหารหรือเป็นสภาเผด็จการ
นักการเมืองและรัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่ใช่แค่ซื่อสัตย์สุจริต แต่ต้องมีความเสียสละและมีสำนึกความรับผิดชอบในฐานะตัวแทนของประชาชน
การเมืองไทยจึงไม่ใช่เพิ่งวิกฤต แต่วิกฤตมากว่า 77 ปี เพราะรัฐบาลเผด็จการรูปแบบต่างๆ ไม่ใช่รัฐบาลของประชาชน การทำรัฐประหารและฉีกรัฐธรรมนูญฉบับแล้วฉบับเล่า บังคับให้ประชาชนยอมรับอำนาจและกฎกติกาของกบฏ
แม้แต่ศาลยุติธรรมยังก้มหัวยอมรับอำนาจจากคณะรัฐประหารที่ไม่ต่างอะไรกับกบฏและโจร!
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงเป็นแค่การตอกย้ำความล้มเหลวและการกลับสู่รัฐบาลอำมาตยาธิปไตย ที่มีกลุ่มอำนาจและกลุ่มผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นนายทุน ขุนศึกและอำมาตย์
ไม่ใช่รัฐบาลของประชาชน!
การออกมาของการเมืองภาคประชาชนจึงเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบการใช้อำนาจของรัฐที่ไร้อธิปไตยและไม่ยอมรับฉันทามติของประชาชน รวมถึงพรรคการเมืองและองค์กรอิสระต่างๆ
การเมืองภาคประชาชนวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อเหลืองที่ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางและชั้นสูงในเมือง หรือคนเสื้อแดงที่ส่วนใหญ่เป็นคนรากหญ้าและคนชั้นกลางในชนบท จึงแตกต่างจากการต่อสู้ทางการเมืองของประชาชน นิสิต นักศึกษา ครั้ง 14 ตุลาคม 2516 หรือพฤษภาทมิฬ 2535
การเมืองภาคประชาชนวันนี้เป็นการที่เป็นขบวนการประชาธิปไตยที่ต้องการให้ได้ประชาธิปไตยของประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิทธิทางการเมืองและสิทธิความเป็นมนุษย์ที่เสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่ใช่สังคมที่ยังมีการแบ่งชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นในเมืองและชนบท ผู้มีอำนาจกับผู้อยู่ใต้อำนาจ
สังคมไทยวันนี้จึงต้องกล้าพูดและกล้ายอมรับความจริงเรื่อง “ไพร่-อำมาตย์” เพราะการเมืองภาคประชาชนไม่ต้องการโค่นอำนาจรัฐเหมือนเผด็จการทหาร แต่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมใหม่ที่มีประชาชนเป็นตัวตั้งหรือการเมืองที่เป็นของประชานอย่างแท้จริง
ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่าง “ทักษิณ-อภิสิทธิ์” หรือ “ทักษิณ-สนธิ” แต่เป็น “ไพร่-อำมาตย์”!
ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน ฉบับที่ 2762 ประจำวันจันทร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553 คอลัมน์ ถนนคนเดิน โดย สุรชัย ปากช่อง