บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2552

สาเหตุเพราะสีแท้ ๆ ทำให้คนไทยต้องเลือกข้าง

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ป้าพลอย

เมืองไทยร้อนระอุด้วยอากาศที่มีอุณหภูมิสูง 30- 40 องศาทั้งปี สภาพอากาศที่อบอ้าวในเมืองไทยยิ่งทำให้คนไทยมีอาการหงุดหงิดโมโหง่าย ยิ่งการเมืองร้อนแรงยิ่งกระตุ้นต่อมอุณหภูมิของผู้คนให้สูงสุดขีดรอวันระเบิดตูม เมืองไทยเราตอนนี้ผู้คนได้แยกสีกันไปเสียแล้ว ระหว่างสีเหลืองและสีแดง นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแล้วมันระบาดไปทั่วประเทศและทั่วมูมเมืองของแต่ละพื้นที่ประเทศไทยซึ่งไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน
ในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ใครเป็นคนริเริ่มแยกกลุ่มคนไทยให้เป็น 2 กลุ่ม จะมีใครเสียอีกนอกจากกลุ่มพันธมิตรที่ใช้เสื้อเหลืองเป็นผู้แยกคนไทยให้ต้องเป็นปรปักษ์ต่อกัน โดยใช้สีเป็นสัญญาลักษณ์ก่อการร้ายบัง
หน้าเพื่อไม่ให้ถูกสลาย แต่ผลเสียหายตามหลังมาไม่ได้คำนึงถึงว่ามันจะยิ่งใหญ่จนไม่สามารถแก้ได้ในขณะนี้ คนไทยได้เลือกข้างของแต่ละข้างไปแล้ว ดูแล้วมันช่างหดหู่ใจเสียยิ่งนัก เลือดไทยด้วยกันแท้ๆต้องมองหน้ากันไม่ได้ก็เพราะสี

แล้วจะมีใครคนใดคนหนึ่งสำนึกบ้างมั๊ยหนอว่าสิ่งที่ตนทำนั้นมันเสียหายต่อประเทศชาติอย่างมหาศาลที่มีพลเมืองแตกแยกออกเป็นสองส่วนเช่นนี้ แล้วใครคนนั้นเคยเข้าใจหัวอกของผู้คนที่ตกอยู่ในเบี้ยล่างของตนที่ตนข่มเหงรังแกโดยไม่มีความยุติธรรม ผู้คนส่วนใหญ่แท้จริงแล้วไม่มีใครอยากแยกออกเป็นสองกรุ๊ปสองกลุ่ม แต่ในเมื่อไม่มีความเป็นธรรมเกิดขึ้น สีตรงข้ามย่อมผุดออกมาดังที่เห็น

แล้วใครเป็นคนผิดที่ทำให้ต้องมีสีคู่แข่งเกิดขึ้น? พันธมิตรเสื้อเหลืองได้สร้างความแตกแยกให้สังคมไทยจนไม่สามารถที่จะหลอมเชื่อมกันให้เป็นเนื้อเดียวได้อีก เพราะพันธมิตรได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศย่อยยับไม่มีชิ้นดีทั้งในประเทศและนอกประเทศ ความผิดของพันธมิตรไม่มีใครให้อภัย หากรัฐบาลนายอภิสิทธ์ยังไม่ยอมลงโทษความผิดของพันธมิตรเสื้อเหลืองนั่นย่อมแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพันธมิตรเสื้อเหลืองมีภูมิคุ้มครองอย่างหนาแน่นใครก็จับเอามาลงโทษไม่ได้

การเสื่อมยิ่งทวีคูณสำหรับใครคนนั้นที่ปกป้อง ต่างประเทศคงได้เอามานินทากันอีกนาน วันนี้คนข้างบ้านตั้งคำถามเกี่ยวกับเมืองไทยถามว่าประเทศไทยมีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นหรือ? เล่นเอางงในคำถาม เลยย้อนถามออกไปว่ารู้ได้อย่างไร? เขาบอกว่าอ่านหนังสือพิม์และดูทีวีที่มีคนสองฝ่ายสีแดงกับสีเหลือง เขายังรู้อีกว่าสีเหลืองเป็นสีของคนคนหนึ่งในประเทศไทย และคำสุดท้ายเล่นเอาสะอึกมีก้อนอะไรติดในลำคอพูดไม่ออกนึกไม่ถึงว่าเขาจะรู้ลึกซึ้งได้ขนาดนั้น คนฝรั่งยังรู้ได้ละเอียดแล้วทำไมคนในประเทศไทยเองแท้ๆกลับไม่รู้หรือว่าแกล้งทำเป็นไม่รู้กันแน่? เรื่องอื้อฉาวที่พันธมิตรได้กระทำเวลานี้ทำเป็นเงียบเก็บตัวเพื่อให้เรื่องเงียบแล้วก็อภัยโทษให้ รัฐบาลใหม่ร่วมด้วยช่วยกันกับพันธมิตรใหนเลยที่จะทำร้ายกันเอง หากไม่ได้พันธมิตร อภิสิทธ์ก็ไม่ได้เป็นนายก ฉะนั้นเหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าให้ซึ่งกันและกันห้อยโหนไม่มีวันแยกออกจากกันได้ ต่อจากนี้ความเหลืออดของผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งกำลังจะระเบิด สักวันหนึ่งคงได้เห็นการแยกภาคแน่นอน คิดว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เห็นด้วย แยกเหมือนสมัยประเทศเยอรมันที่ ฮิตเล่อร์แพ้สงครามถูกอเมริกาแยกออกเป็นสองประเทศ เยอรมันตะวันตก และเยอรมันตะวันออก แต่ความเป็นอยู่ของสองประเทศที่แยกกันนั้นแตกต่างกันมาก เยอรมันตะวันตกอยู่อย่างอิสระเสรีทำมาหากินคล่องผู้คนมีอันจะกินเศรษฐกิจพุ่งปรี๊ดนำระบบเทคโนโลยี่มาปรับปรุงใหม่ผลิตรถยนต์ให้ทันสมัยขึ้นเป็นที่เชื่อถือของทั่วโลก หันไปมองเยอรมันตะวันออกที่เอาระบบไดโนเสาร์คอมมูนิตย์มาใช้ ประเทศไม่มีอะไรใหม่ทรุดโทรมพังไม่พังแหล่ รถราที่ผลิตก็เอาแบบอย่างรัสเซียไม่ทันสมัยเสียงดังลั่นรูปทรงก็แสนจะเก๋ากึ๊กผิดกับเยอรมันตะวันตกเป็นร้อยเท่า หากประเทศไทยจะทำแบบนี้ก็น่าจะดีเหมือนกัน

แยกกันไปเลยกับระบบไดโนเสาร์กับระบบเทคโนโลยี่ใหม่ในปัจจุบันอันใหนจะเจริญก้าวหน้ากว่ากัน ดูตัวอย่างประเทศเยอรมันที่แยกออกกันนี้ก็จะได้เข้าใจ หากแยกภาคกันป้าขอไปอยู่ภาคอีสานเหนือด้วยคนไม่ขออยู่กับภาคที่มีความคิดแบบไดโนเสาร์แบบคอมมูนิตย์รัชเซีย วันๆหนึ่งเอาแต่สอนคำจริยธรรม เพียงพอ อดมื้อกินมื้อเพื่อสนองระแบบคอมมูนิตย์ให้ดำรงค์อยู่รอดนี่คือเรื่องจริงหาอ่านกันได้เรื่องเกี่ยวกับเยอรมัน
ตะวันออกและเยอรมันตะวันตก..........

ป้าพลอย

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552

เสนาะ เชื่อการเมืองยังวุ่นวายหลังเลือกตั้งซ่อม

ที่มา MCOT News


เมืองทองธานี 4 ม.ค. - นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.วันที่ 11 มกราคม ว่า จะเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นอีก โดยเฉพาะการที่ผู้สมัคร ส.ส.ของบางพรรคการเมืองสังกัดพรรคไม่ครบ 90 วัน ซึ่งส่วนตัวรู้สึกเห็นใจกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ กกต.ก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่อย่างนั้นอาจซ้ำรอย กกต.บางชุด ที่เคยถูกดำเนินคดีแล้ว

นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคประชาราช ยังกล่าวถึงข่าวการปองร้ายนายกรัฐมนตรี ว่า คนที่มีความแค้นสามารถทำอะไรก็ได้ และเรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแรง .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-04 18:02:26

บอบช้ำ - ติดหล่ม - อมโรค ผ่าวิกฤติปีวัวบ้า

ที่มา ไทยรัฐ

ผลพวงจากวิกฤติการเมืองปีหนูไฟที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่านำมาซึ่งความแตกแยกภายในชาติ

สังคมไทย ระบบการเมืองไทย ถูกทำลายย่อยยับที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติ

สังคมแตกแยกเหมือนไฟลามทุ่ง ความร้าวฉานซึมลึกไปทุกระดับ ทุกวงการ ตั้งแต่คนในครอบครัว ผัวสีเหลือง เมียสีแดง

แม้แต่ในแวดวงเพื่อนฝูงสภากาแฟยังต้องปิดตัวลงไปชั่วคราว เพราะพูดเรื่องการเมืองกันทีไรเป็นต้องขัดเคืองใจกัน

ขนาดจะออกไปทำงานยังต้องเลือกสีชุดที่จะใส่ออกไปข้างนอก โดยเฉพาะเสื้อสีเหลือง สีแดง ถูกพับเก็บลงหีบไม่กล้าหยิบมาใส่

ความแตกแยกที่เกิดขึ้นในสังคมมีเหตุผลมาจากการเล่นเกมชิงอำนาจ ชนิดขุดรากถอนโคน ทำลายครรลองประชาธิปไตย จนกระทบไปถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ “ประเทศไทย” ตกอยู่ในสภาพดิ่งลงเหว

จาก “สยามเมืองยิ้ม” กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน

ทีมการเมืองไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ปัจจุบันการ เมือง “เสียงข้างมาก” กลับตกอยู่ภายใต้ การต่อรองของ “เสียงข้างน้อย”

ทั้งนี้ เมื่อ “ทีมการเมือง” ได้สำรวจกลุ่มก๊วนการเมือง และปัจจัยที่มีผลกระทบแล้ว เชื่อว่าสถานการณ์การเมืองแห่งปี “วัวบ้า” จะก่อเกิดวิกฤติการเมืองไม่แพ้ ปีหนูไฟที่ผ่านมา

เริ่มมหกรรมจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบ 3 พรรค ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ส่งท้ายปีเก่า ทำให้ “กรรมการบริหารพรรค” ของทั้ง 3 พรรค ต้องพ้นสภาพ ส.ส. และถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี

ส.ส.ที่เหลือจึงเหมือนผึ้งแตกรัง ต้องหาพรรคอยู่กันใหม่ให้ได้ภายใน 60 วัน

พรรคแรก “พลังประชาชน” ส่วนใหญ่ย้ายคอกไปสังกัดพรรคเพื่อไทย

ขณะที่ 23 ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน ประกาศ “ทิ้งนายเพื่อชาติ” สลัดขั้วไปจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล

สำหรับ “ชาติไทย” ก็ไปตั้งพรรคใหม่ชื่อ “ชาติไทยพัฒนา” ต่อสู้ตามแนวทางที่เลือกเดิน ส่วน “มัชฌิมาธิปไตย” เปลี่ยนเป็น “ภูมิใจไทย” ซึ่งทั้ง “ชาติไทยพัฒนา” และ “ภูมิใจไทย” ก็พลิกขั้วมาอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาลไม่แตกต่างจาก “กลุ่มเพื่อนเนวิน”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดการพลิกขั้ว พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรค ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 เป็นผลสำเร็จ

เราก็คงต้องมาเอกซเรย์ยลโฉม “ครม.อภิสิทธิ์ 1” ที่สังคมค่อนข้างผิดหวัง

ไม่หล่อเหลาเหมือนหน้าตานายกฯ

ตั้งคนไม่ตรงกับงาน ขัดสนกูรูดูแลเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่แค่ระดับมือใหม่หัดขับ

ยิ่งรัฐบาลผสมหลายพรรคมากกลุ่ม เสียงปริ่มน้ำ ต่างพรรคต่างค่าย ยากที่จะหลอมรวมกันได้ในสภาวะที่แต่ละพรรคอำนาจต่อรองล้นเหลือ

แม้ “นายกฯอภิสิทธิ์” จะปวารณาตัวกระโดดคุมบังเหียนเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่ถ้าทำงานเป็น “ทีมไทยแลนด์” ร่วมกับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจจากพรรคร่วมรัฐบาล ที่ไร้มือดีมาคุมกระทรวงสำคัญทางเศรษฐกิจก็หมดความหมาย

วิกฤติลูกใหญ่ได้เริ่มส่งผลกระทบให้เห็น ทั้งการส่งออกที่เริ่มทรุด แรงงานจ่อตกงานเป็นล้านคน ภาคการท่องเที่ยวถดถอยรุนแรง

แรงบวกที่สำคัญในสภาพรัฐบาลพันธุ์ผสม การเข้ามาถอนทุนดูจะเป็นที่จับจ้องจากทุกองคาพยพ เมื่อไหร่แบ่งเค้กกันไม่ลงตัว นักการเมืองพันธุ์นี้ก็ต้องออกลายหวงก้างกัดกันเละเทะ

ผลงานไม่มีออกมา ไร้น้ำยาแก้ปัญหาบ้านเมือง ก็เตรียมตัวรับมือกับสารพัดกระแสกดดัน รวมทั้งม็อบที่จะมาชุมนุมกันไม่เว้นแต่ละวัน

รัฐบาลพลาดไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาที

หันไปดูเกมในสภาของ “ฝ่ายค้าน” เมื่อรัฐบาลมีสภาพเสียงปริ่มน้ำ แค่เกมเด็กๆที่ฝ่ายค้านงัดมาเล่นด้วยการขอนับองค์ประชุม 3 เวลาหลังอาหาร รัฐบาลก็เหนื่อยแล้ว

โดยเฉพาะยิ่งช่วงเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปที่กำลังจะมีขึ้นเร็วๆนี้ รัฐธรรมนูญได้เปิดช่องให้ “ฝ่ายค้าน” ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และ ครม.ได้ ทันที และผลจากรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันที่ห้ามรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ห้ามโหวตเสียง

ถึงนาทีนั้นอำนาจเงินจะเข้ามามีพลังต่อรอง

“กลุ่มร่วมรัฐบาล” และ “พรรคร่วมรัฐบาล” จึงมีอำนาจเกินคำบรรยาย “ประชาธิปัตย์” ก็ต้องยอมสยบทุกอย่าง เปิดช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตคอรัปชัน ถอนทุนคืน

ถ้าประชาธิปัตย์ขวาง รัฐบาลก็พัง

แม้มีเส้นใหญ่ มีกองทัพแนบกาย และกระบวนการยุติธรรมคอยพยุง แต่การจะฝ่าคลื่นลมไปคงไม่ง่ายอย่างที่คิด นอกจากนั้นเกมใต้ดิน บนดิน จาก “อำนาจเก่า” ที่หวังจะเอาคืนทุกเม็ดทุกดอกย่อมไม่ยอมนั่งนิ่งๆอยู่เฉยๆ

อดีตขั้วรัฐบาลที่เพิ่งมาสวมบทฝ่ายค้านจำเป็น ถ้าเจาะลึกลงไปยังตกอยู่ในสภาพไม่มีแม่ทัพใหญ่ออกกรำศึก ประหนึ่งนักมวยที่ร้างสังเวียนมานาน

ขณะที่ปมแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะกลุ่มและพรรคที่พลิกขั้ว มาร่วมรัฐบาลกับประชาธิปัตย์ ก็จะใช้ “ประชาธิปัตย์” เป็นเครื่องมือนำร่อง ไปสู่การแก้ไขในประเด็นที่จะทำให้บรรดากรรมการบริหารพรรค ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ฟื้นคืนชีพกลับมาได้เร็วกว่ากำหนด

และ “ประชาธิปัตย์” ก็จะใช้โอกาสการปฏิรูปการเมือง โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ “ต่ออายุ” รัฐบาลออกไปอีก

สมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย!!!

ซึ่งเราจะเห็นร่องรอยได้จากการยื่นเงื่อนไข 1 ใน 4 ข้อ ขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็คงไม่ง่ายเพราะพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาดักคอประกาศห้ามแตะต้องรัฐธรรมนูญเด็ดขาด

“นายกฯอภิสิทธิ์” จะยืนข้างไหนก็มีแต่ตายกับตาย

แต่ยังไม่ทันไรก็มี “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” บางท่านออกตัวทำนองว่าเห็นด้วย หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตราที่มีปัญหา เพื่อให้เนื้อหาสมบูรณ์

สอดรับกับท่าทีของนายกฯอภิสิทธิ์ ที่แบะท่าเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ภายใต้เงื่อนไขต้องไม่ทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใครคนใดคนหนึ่ง

ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องถูกลากยาวไปถึงสิ้นปีกว่าจะสำเร็จ เพราะต้องตั้งคนกลางขึ้นมาศึกษาให้รอบคอบ เข้าทางประชาธิปัตย์

ดังนั้น การเมืองในปี “วัวบ้า” จะไม่มีคำว่ามิตรแท้และศัตรูถาวร เพราะสภาพการเมืองจะโกลาหล เข้าสู่ยุค ลับ ลวง พราง สร้างความเซอร์ไพรส์ได้ตลอด

เมื่อชำแหละดูตับไตไส้พุงกลุ่มก๊วนการเมืองที่มีพละกำลังอยู่ในขณะนี้จะมี 3 กลุ่มใหญ่

กลุ่มแรก “พรรคเพื่อไทย” จับมือกับพรรคประชาราชของ “ป๋าเหนาะ” บวกด้วยกลุ่ม ส.ส.ของ “พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก” ที่แตกออกมาจากพรรคเพื่อแผ่นดิน

กลุ่มที่ 2 ก็คือ ประชาธิปัตย์ ที่ลุยเดี่ยวเป็นตัวของตัวเอง

กลุ่มสุดท้ายแต่สำคัญอย่างที่สุดนับจากนี้เป็นต้นไป เป็นกลุ่มไหนไปไม่ได้นอกจาก “กลุ่มเพื่อนเนวิน”

“ทีมการเมือง” ต้องบอกว่าขอจับตาเป็นพิเศษก็คือ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ที่กำลังแผ่ซ่านสยายปีกอหังการ ผ่านเครือข่ายแก๊งออฟโฟร์ จับต้อนพรรคเล็กปัดฝุ่นกลุ่ม 16 ในอดีต และศิษย์เก่าพรรคกิจสังคม ที่กระจายกันอยู่ตามกลุ่มก๊วนการเมือง

อย่างที่พรรคเพื่อแผ่นดิน มี “พินิจ จารุสมบัติ” หัวหน้ากลุ่มวังพญานาค “สุชาติ ตันเจริญ” หัวหน้ากลุ่มบ้านริมน้ำ เป็นแกนหลัก

ขณะที่กลุ่มภาคกลางของ “สรอรรถ กลิ่นประทุม” ก็ยังเฮละโลมารวมพลังเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับเพื่อนเก่า

เน้นให้ชัดก็ต้องโฟกัสไปที่พรรคภูมิใจไทยที่ตอนนี้มี “สมศักดิ์ เทพสุทิน” เป็นแกนนำ แต่ในอนาคตอันใกล้ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” จะรวมเข้ามาเป็นทองแผ่นเดียวกัน สร้างอาณาจักรป้อมค่ายการเมืองใหม่ โดยมีทุนประเดิมเริ่มต้นที่ 40 เสียง

จากนั้นจะเปิดเกมไดโว่ดูด ส.ส.แพแตกจากพรรคต่างๆ ขยับตัวเลขให้ขึ้นไปอยู่ที่ 70-80 เสียง

โดยมีกลุ่มทุนใหญ่คอยให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังอย่างกลุ่มคิงเพาเวอร์

กลุ่ม 5 เสือยักษ์ใหญ่ก่อสร้าง นำโดยกลุ่มชิโนไทย ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล”

กลุ่มน้ำเมา

กลุ่มยักษ์ใหญ่ธุรกิจการเกษตร

และกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลัง

สนธิกำลังกับอำนาจสีเขียวของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กลุ่มการเมืองขั้วที่ 3 จึงกลายเป็นกลุ่มการเมืองที่น่าสะพรึงกลัว

การขยับขับเคลื่อนแต่ละย่างก้าว ย่อมส่งผลสะเทือนเลื่อนลั่นต่อวงการเมือง

เหลียวไปดูการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ชาวบ้านร้านตลาดระดับรากหญ้า ส่วนใหญ่ยังเป็นแฟนพันธุ์แท้กันล้นหลาม

ดังนั้น ตราบใดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ยอมหมอบราบคาบแก้ว การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรักทักษิณ ก็จะมีทั้งบนดิน ใต้ดิน โดยการบงการผ่านนอมินีที่เป็นมือไม้คอยทำงานให้ อย่าง “ยงยุทธ ติยะไพรัช-ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง-คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์-จาตุรนต์ ฉายแสง” จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า บทบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณที่จะขยับขับเคลื่อนในปีวัวบ้า

ยังคงส่งผลสะเทือนวงการเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อการเมือง 2 ฝ่าย ยังคงเล่นเกมชิงเมืองกันจนเกินพอดี ไม่เคารพกฎ กติกา มารยาท วิกฤติการเมืองก็จะหวนคืนกลับมาซ้ำซาก

ถึงตอนนั้น “รัฐบาลแห่งชาติ” จะถูกปัดฝุ่นจุดกระแสขึ้นมาใหม่ ด้วยข้ออ้างเพื่อผ่าทางตันทางการเมือง แต่ถ้าสูตรรัฐบาลแห่งชาติจุดไม่ติด สถานการณ์บ้านเมืองส่อเค้าเกิดการนองเลือด

ก็เป็นไปได้สูงที่กลุ่มนายทหารยังเติร์ก จะลากรถถังออกมาปฏิวัติทั้งหมดขึ้นอยู่กับโอกาสจะเอื้ออำนวยให้

ดังนั้น ต้องจับตาความเคลื่อนไหวของนายทหารรุ่นยังเติร์ก ที่กำลังเล่นเกม ลับ ลวง พราง ตาอย่ากะพริบ

ารปฏิวัติเที่ยวนี้จะเป็นการปฏิวัติที่รุนแรง เด็ดขาด ไม่หน่อมแน้มเหมือนยุค คมช.

และจะไม่อยู่ภายใต้การนำของ พล.อ.อนุพงษ์ อีกต่อไป เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่าบทบาทของ พล.อ.อนุพงษ์ ไม่เป็นที่ยอมรับของคนในกองทัพ โดยเฉพาะนายทหารระดับผู้บังคับกองพัน และผู้บังคับการกรม ถึงแม้ภาพภายนอกดูว่ากองทัพเป็นปึกแผ่นดี แต่เอกซเรย์เข้าไปข้างในแล้วเห็นรอยแตกร้าวขบเหลี่ยมกันเอง

เพราะก่อนการเมืองจะพลิกขั้ว มีภาพข่าวปรากฏชัดว่าแกนนำกลุ่มก๊วนการเมือง พากันตบเท้าเข้าคารวะ พล.อ.อนุพงษ์ ในบ้านพัก ร.1 รอ. ท่ามกลางกระแสข่าวการไล่ทุบ ไล่ถอง ให้เกิดการสลับขั้วให้ได้

จนสุดท้ายเจ้าตัวต้องออกโรงชี้แจงว่า แค่การให้คำปรึกษาเท่านั้น

แต่ภาพการขยับขับเคลื่อนทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังของ พล.อ.อนุพงษ์ ทำให้นายทหารระดับคุมกำลังรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ

ยิ่งตั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ. ที่เป็นนายเก่าที่เคารพ มาเป็น รมว.กลาโหม ได้ตอกย้ำภาพครอบงำการเมืองชัดเจนขึ้น

ดังนั้น เส้นทางการเมืองในปีวัวบ้า 2552 จะเป็นปีแห่งการลุ้นระทึก เพราะมีโอกาสที่หวยจะออกได้ 3 หน้า

ทั้งการยุบสภา จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หรือทหารปฏิวัติ ยึดอำนาจ!!!

“ทีมการเมือง”

One Day With Sam, เลือกแซมเบอร์ 10

ที่มา thaifreenews



ภาระกิจ ตามแซมไปหาเสียง ไปดูว่าใน 1 วัน แซมไปหาเสียงอย่างไรบ้าง มีเสียงตอบรับอย่างไร มีอะไรสนุกๆ บ้าง
เริ่มเช้าของวันกันที่ สวนลุมฯ
วันนี้ แซมมากับครอบครัวพร้อมหน้าครบคน เป็นครอบครัวที่น่ารักมากๆ
ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

คนเสื้อแดงไม่ได้ต่อสู้เพื่อทักษิณ เราสู้เพื่อประชาธิปไตย

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย


จากการที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พูดว่าจะหาทางเจรจากับ ท่านนายกฯทักษิณ เพื่อให้บ้านเมืองสงบและไม่มีการต่อต้านรัฐบาลพรรคประชาธิปปัตย์ ผมฟังดูแล้วให้รู้สึกขัดหูเป็นอย่างยิ่ง ด้วยสาเหตุหนึ่งคือ นายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้มีอำนาจอะไรที่จะไปเจรจากับทักษิณ ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีอำนาจที่จะมีข้อเสนออะไรทั้งสิ้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่เหนืออำนาจรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นธรรม หรือเรื่องอื่นๆ เพราะคู่ขัดแย้งหลักคือ “อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ”

ข้อที่สอง และเป็นข้อสำคัญคือ คนเสื้อแดงไม่ได้ต่อสู้เพื่อท่านนายกฯทักษิณ แม้ว่าการต่อสู้ของคนเสื้อแดงจะมีประโยชน์ต่อนายกฯทักษิณก็ตาม เพราะเมื่อประเทศเป็นประชาธิปไตย ความอยุติธรรมต่างๆ ที่ อดีตนายกฯทักษิณได้รับ ก็จะได้รับการแก้ไข และมีความเป็นธรรมขึ้น คนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ไม่มีการแทรกแซงจากอำนาจนอกเหนือรัฐธรรมนูญ เราต่อสู้เพื่อตัวของพวกเราเอง เราต่อสู้เพื่อประชาชน ที่ถูกรังแก ถูกทรยศ และถูกแย่งชิงอำนาจไปจากพวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย เราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง



แต่เราเห็นว่า ท่านอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร คือ “สัญญลักษณ์ประชาธิปไตย” เป็นคนที่มีพลังในการทำให้ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมีความเข็มแข็ง และท่านเป็นศูนย์รวมจิตใจในการต่อสู้

ดังนั้นการที่พรรคประชาธิปัตย์ ผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ และสื่อทั้งหลายพยายามที่จะคิดว่า ท่านายกฯทักษิณ เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังการต่อสู้ของคนเสื้อแดง คือความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง การตกลงกับนายกฯทักษิณ ที่ไม่ส่งผลต่อประชาธิปไตย ไม่ทำให้อำนาจของปวงชนกลับคือมา ย่อมไม่มีทางนำความสงบกลับคืนมาอย่างแน่นอน ก็เหมือนกับที่คิดว่า คนเสื้อแดงหมดพลังไปแล้ว เพราะกลุ่มนายเนวิน ไม่ได้สนับสนุนแล้ว แล้วเกิดความตกใจว่าวันแถลงนโยบายของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ คนเสื้อแดงมาจากไหนมากมาย ตอนนี้ตั้งใจป้ายความผิดทั้งหมดไปที่ทักษิณ อีกแล้วว่าอยู่เบื้องหลัง

ที่จริงความวุ่นวายทางการเมือง 3 ปีที่ผ่านมานี้ การที่กลุ่มอำมาตยาธิปไตย พยามทำลายทักษิณหลายครั้ง โดยตั้งข้อสมมุติฐานว่า ทักษิณยังไม่วางมือทางการเมือง แล้วทำทุกอย่างเพื่อทำลายทักษิณ แต่ผลของการกระทำมันไม่ได้ตกอยู่กับทักษิณ แต่มันเป็นการทำร้ายประชาชน จนคนจำนวนมากทนไม่ได้และลุกออกมาใส่เสื้อแดงและออกมาต่อสู้ เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา พวกอำมาตย์ทั้งหลายยังไม่สำนึกอีกว่า พวกเขากำลังต่อสู้กับประชาชน พวกเขาไม่ได้ต่อสู้กับทักษิณแต่อย่างใด พวกเขากำลังต่อสู้กับประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริงต่างหาก

เชื่อผมเถอะว่าในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะทำอย่างไรพวกศักดินาอำมาตย์ฯ ก็จะพ่ายแพ้อย่างแน่นอน รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ไม่ว่าจะดำเนินการอะไร ก็ไม่มีทางที่จะบรรลุเป้าหมายไปได้ ประเทศต้องการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ไม่ต้องการคนที่ทรยศต่ออำนาจของประชาชน ประเทศได้ก้าวพ้นการเมืองก่อนยุคปี 2540 ไปแล้ว การที่จะดึงการเมืองกลับไปยุคก่อนปี 2540 ซึ่งเป็นการถอยหลังนั้นทำไม่ได้อย่างแน่นอน

และหากคิดว่ายิ่งปล่อยเวลานานไป ความนิยมทักษิณอาจลดลง และจะทำให้คนอีสาน และคนเหนือลืมทักษิณ หันไปเลือกพรรคเล็กพรรคน้อยอีกเหมือนที่เคยทำมา 70 ปี ผมว่าเพ้อฝันเกินไป ทักษิณเป็นรัฐบาลกว่า 5 ปี ทำโครงการทุกอย่างเพื่อคนใต้ แต่ผมก็ไม่เห็นคนใต้เปลี่ยนใจไปเลือกพรรคไทยรักไทยเลย

คนได้ก้าวพ้นการเลือกตัวบุคคลไปเลือกพรรคแล้ว ดังนั้นกลยุทธ์เดิมๆ มันไม่ได้ผลแล้ว คนภาคอีสาน ภาคเหนือต้องการพรรคการเมืองแบบเสรีนิยมโลกาภิวัฒน์ แบบพรรคไทยรักไทย ไม่ได้ต้องการพรรคอนุรักษ์นิยมแบบประชาธิปัตย์ ไม่ต้องการเศรษฐกิจพอเพียง แต่ต้องการรัฐสวัสดิการแบบทักษิโณมิกส์ ไม่ได้ต้องการถนนหนทางแบบสุพรรณบุรี แต่ต้องการระบบรัฐสวัสดิการที่ช่วยให้ประชาชนกินดีอยู่ดี มีชีวิตที่ดีและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น สิ่งเหล่านี้พรรคประชาธิปัตย์ให้ไม่ได้อย่างแน่นอน

ปล.ผมอ่านข้อเสนอในการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในปี 2552 โดย คุณ บก.ลายจุดที่คนเอามาลงในเว็บประชาไท ผมเห็นด้วยทั้งหมด เลยขอเอามาลงเพื่อเผยแพร่ให้ได้อ่านกันนะครับ เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกัน รวมทั้งเคลียร์ยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน เพื่อคนเสื้อแดงจะได้ไม่สับสน


----------------------

ข้อเสนอต่อการต่อสู้คนเสื้อแดง ปี 52 โดยคุณ บก.ลายจุด

ผมมี ความยินดีที่จะมีผู้อ่านแสดงความคิดเห็นทั้งในเชิงเห็นด้วยและแตกต่าง บนพื้นฐานของเหตุผล และ จุดยืนที่อาจแตกต่างกันในรายละเอียด

1.....สีแดง = ชูธงประชาธิปไตย
ต้อง ทำให้คนคิดถึงสีแดง แล้วคิดถึงประชาธิปไตย ไม่ใช่คิดถึงกลุ่มคนรักทักษิณ ดังนั้น เนื้อหาที่นำเสนอ ต้องเข็มข้น ผูกติดกับประชาธิปไตยเป็นเรื่องแรก ๆ และต้องอยู่ในทุกพื้นที่ของสีแดง

2....จัดวางบทบาททักษิณเป็นแนวร่วม
ให้ เสื้อแดงต่อสู้ไปโดยไม่ต้องพะวงกับทักษิณมากนัก เขาดูแลตัวเองได้ การที่ทักษิณจะร่วมต่อสู้ ขอให้จัดวางทักษิณอยู่ในฐานะของแนวร่วม เฉกเช่นแนวร่วมเสื้อแดงอีกหลาย ๆ คน

3.....ผู้นำการต่อสู้คือ วีระ
ต้อง ยกคุณวีระขึ้นอย่างโดดเด่นที่สุด ด้วยเหตุผลเรื่องวุฒภาวะ หัวใจการต่อสู้ และได้พิสูจน์หลายครั้งแล้วว่า เขามีความรับผิดชอบเพียงพอต่อภาระกิจและชีวิตของมวลชน

4.......สถาบันคนเสื้อแดง = องค์กรนำ
ให้จัดวางแกนนำกลุ่มต่าง ๆ เข้าไปเป็นสมาชิกในองค์กรนำแห่งใหม่ ซึ่งเข้าใจว่า อีกหน่อยจะใช้ชื่อ สถาบันคนเสื้อแดงแทน นปช

5.....หยุดแย่งชิงการนำ
พื้นที่ สนามหลวง มีปัญหาบ่อยครั้ง หลายครั้งที่มีเวทีขึ้นพร้อม ๆ กัน จากกลุ่มหลาย ๆ กลุ่ม ซึ่งจริง ๆ แล้ว เป็นสมาชิกในแนวร่วมนั้นแหละ คนที่เป็นแกนนำของแต่ละกลุ่ม ต้องยกระดับการเป็นนักต่อสู้ เพื่อไม่ให้มีภาพการแย่งการนำอีกต่อไป ประเภทมี 3 เวที ในสนามหลวงนี่ต้องเลิก

6......หยุดใช้คำหยาบ และ เรื่องส่วนตัวเกินเลย
ประเภท กู ๆ Mung ๆ หลุดออกมาได้บ้าง แต่สัตว์เลื้อยครานนี้ต้องหยุด เรื่องใต้สะดื้ออย่าเอามาเล่น ความแตกต่างทางเพศอย่าเอามาล้อเลียน หากใครเขาว่าเสื้อแดงเป็นม็อบรากหญ้า ก็ต้องแสดงให้เขาเห็นว่า รากหญ้าก็มีวุฒิภาวะทางสังคม ศิลปะในการพูดผสมกับการทำการบ้าน ทำงานข้อมูล หยิบจับแง่คิดคม ๆ มาแบ่งปัน เป็นภาระกิจของนักพูดบนเวที

7......การชุมนุมอย่างเปิดเผย
ความจริงแล้วเห็นไม่มากนัก แต่ยังมีบางคน ปิดหน้าปิดตา เหมือนกับการ์ด พธม ไม่รู้จะปิดไปทำไม มันดูไม่ดี

8.....ป้ายยกจากผู้ชุมนุม
อัน นี้ถือเป็นสีสันที่ดี การที่ผู้ชุมนุมจากที่ต่าง ๆ นำป้ายยก เขียนข้อความที่ต้องการสื่อสาร ถือว่าเป็นสีสัน และขยายผลทำให้ Message ถูกส่งตรงจากผู้เข้าร่วมการชุมนุม ซึ่งไม่มีโอกาสพูดบนเวที ตรงนี้ต้องส่งเสริมกันให้มาก ๆ

9......ขยายฐานมวลชนเสื้อแดง
ให้ เชื่อมโยงคนที่เป็นเสื้อแดงไว้ด้วยกัน เกาะกันให้ได้ อาจเป็นกลุ่มเล็ก ๆ 3-5 คน จะมีประโยชน์มากกว่า ปล่อยให้สีแดงอยู่กันเป็นปัจเจกคนเดียว เพราะจะได้มีการแบ่งปันข่าวสาร ถกเถียงพูดคุย และคิดอ่านในการทำกิจกรรม

10......อย่าผลักสีขาว เป็นสีเหลือง
เวลา เจอพวกสีขาว หรือ พวกกลาง ๆ อย่าไปด่าเขาเสีย ๆ หาย ๆ หรือไปป้ายเขาว่าเป็นพวกนิยมเหลือง หรือ พวกพันธมิตร แม้แต่เหลืองอ่อน ๆ ก็ต้องพยายามไม่ผลักให้เขาเป็นฝ่ายตรงข้าม แต่ต้องพยายามให้ข้อมูลแบบไม่ยัดเยียด ไม่เร่งรีบ หรือคาดหวังมากนัก ค่อย ๆ ชวนคุยให้เกิดประกายความคิดว่า ประชาธิปไตยดีกว่าสิ่งที่ พธม เสนออย่างไร

11.......อย่าคิดเปลี่ยนสีเหลืองเป็นสีแดง
เป็น เรื่องไม่มีประโยชน์ที่จะทำเช่นนั้น เพราะในทางกลับกัน เหลืองคนไหนก็เปลี่ยนแดงเป็นเหลืองไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่เสื้อแดง ควรมีท่าทีกับสีเหลืองคือ การเคารพในตัวตนเสื้อเหลือง สิ่งเดียวที่ทำให้เสื้อเหลืองเปลี่ยนได้ คือ ตัวของเขาเอง ให้เวลาเป็นข้อพิสูจน์และจงเชื่อมั่นว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล ที่สำคัญ เสื้อเหลืองที่คุณพยายามไปเปลี่ยนเขา(ซึ่งยากทีจะสำเร็จ) อาจเป็นคนในครอบครัว เพื่อนสนิท เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนบ้านที่คนเคยคบหากันมาก่อน อย่าให้ความคิดเรื่องการเมือง ทำลายโครงสร้างความสัมพันธ์ที่คุณเคยมีกับเขา โดยเฉพาะคนที่มีผลต่อชีวิตคุณมาก ๆ เช่น คนในครอบครัว จงเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่กับความหลากหลาย และ แตกต่าง แบบสุด ๆ

12.....ทีวีสีแดง และ วิทยุชุมชน
จง เชื่อมโยงตนเองเข้ากับเครือข่ายการสื่อสารของฝ่ายเสื้อแดง ใครพอมีกำลังก็ติดจานดาวเทียม และแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้าน ใช้โทรศัพท์ที่สามารถรับฟังวิทยุได้ เมื่อมีเวลา ก็รับฟังทางวิทยุชุมชน และโทรศัพท์ เขียนข้อความไปแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สื่อสีแดง เป็นช่องทาง 2 ทาง และมีแง่มุมของคนเล็กคนน้อยอยู่ในพื้นที่สื่อเหล่านั้น หมดยุคข้อมูลจากบนลงล่างแล้ว

13.....นักรบไซเบอร์
นอกจากช่วยกัน นำข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มาทำซ้ำแล้ว จะต้องยกระดับในแง่การเปลี่ยนข้อมูล ให้มีแง่มุมในเชิงหลักการ คือ ต้องชี้ให้ชัดว่า ข้อมูลนั้นอยู่บนพื้นฐานทางหลักการอะไร โดยจะต้องเชื่อมโยงทั้งในประเด็นทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ไม่ใช่แค่หยิบจับข่าวการเมืองที่ผ่านปากนักการเมืองมาคุยกันเท่านั้น นอกจากนั้น จะต้องขยายฐานไปยังเวบอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นเวบการเมือง สอดแทรกแง่มุมข่าวสารให้กว้างขวาง (ขยายฐานการรับรู้ และการทำงานการเมืองในโลกไซเบอร์)

14.....เปลี่ยนมวลชน เป็น ผู้ปฏิบัติงาน
สำหรับ คนที่ไปร่วมเวทีการชุมนุมมาระดับหนึ่งแล้ว จะต้องหาที่ยืนใหม่ที่มีความสำคัญมากขึ้น กล่าวคือ ต้องมองว่า ตนเองสามารถมีส่วนร่วมในการขยายผลได้อย่างไร โดยเริ่มจากการสมัครเป็นสมาชิกสถาบันเสื้อแดงในพื้นที่ของตนเอง และเสนอตัวเป็นแกนนำหรือผู้ปฏิบัติงานในการขยายฐานสมาชิก หรือช่วยยกระดับการศึกษาความเข้าใจทางการเมืองให้กับสมาชิกในพื้นที่ใกล้ บ้านที่คุณเป็นสมาชิกอยู่

15.....จงมุ่งมั่นที่จะชนะ แต่อย่าเร่งรีบที่จะชนะ
รักษา ความมุ่งมั่นในการต่อสู้ และต้องปรับความคิดในการที่จะชนะในระยะเวลาสั้น ๆ เพราะจะทำให้การต่อสู้พลาดพลั้งได้ง่าย คิดไปเลย 10 ปี

16....จัดการศึกษาให้นักการเมือง
หาก พรรคเพื่อไทย จะเป็นผู้แทนของคนเสื้อแดง พวกเขาต้องปรากฎตัวและออกมารับฟังความคิดเห็นของประชาชนเสื้อแดง และต้องร่วมต่อสู้ ไม่ใช่หดหัว Play Safe ปล่อยให้เสื้อแดงต่อสู้กับแกนนำบางคนเท่านั้น ต้องมีการปรึกษาหารือระหว่างประชาชนกับนักการเมือง ในการวิเคราะห์ปัญหาบ้านเมืองที่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องทางการเมือง แต่ต้องไปถึงเรื่องนโยบาย และ สถานการณ์ทางสังคม ถ้านักการเมืองยังคงทำตัวเป็นคนที่มีอาชีพเป็นนักการเมือง แต่ไม่ได้เป็นผู้แทน(จิตวิญญาณ)ประชาชน ก็อย่าไปเลือกมัน และถ้านักการเมืองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เอาแต่เล่นเกมอำนาจและผลประโยชน์ ขอให้คนเสื้อแดงตัดใจ ให้บทเรียนกับนักการเมืองเหล่านี้ พรรคการเมืองต้องจัดเวที เปิดโอกาสรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างต่อเนื่อง เน้นการไปนั่งฟัง อย่าไปเน้นการสั่งสอน หรือ โฆษณาหาเสียงกับชาวบ้าน แล้วนำสิ่งที่ชาวบ้านเสนอปัญหาและแนวทางมาพิจารณาในการออกแบบนโยบายพรรค ทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนให้ได้ เลือกเสียที พรรคการเมืองของนายทุน หรือ พรรคของนักการเมือง

17......ศึกษา ค้นคว้า แลกเปลี่ยน
อย่า มัวแต่ตอบกระทู้ด่ากันไปด่ากันมา แต่หาเวลาไปค้นใน wiki ทั้งข้อมูลประวัติศาสตร์ หรือ ข้อมูลต่าง ๆ ตามเวบไซด์ หรือ หยิบจับหนังสือดี ๆ มาอ่าน หรือเข้าร่วมการประชุมเสวนาทางวิชาการ หรือ จะฟังจาก Clip ที่มีคนเอามาเผยแพร่ก็ได้ จากนั้นนำข้อมูลและแง่มุมมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน

18.....เสนอตัว เป็นอาสาสมัคร
ดู ว่าตนเองมีต้นทุนอะไรบ้าง สามารถช่วยเหลือผู้อื่น หรือ การต่อสู้ในด้านใด เช่น ถ่ายภาพ ออกแบบกราฟฟิค จัดฝึกอบรม งานเขียน กระจายสื่อ ฯลฯ แล้วเชื่อมโยงตนเองเข้าไปกับการเคลื่อนไหวและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น


19.......บริหารเวลา
การ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แบ่งปัน และบริหารชีวิตในด้านอื่น ๆ ให้ดี อย่าให้เกิดผลกระทบในระดับวิกฤติ ไม่ใช่เคลื่อนไหวจนบ้านแตก ถูกไล่ออกจากงาน หรือ เรียนหนังสือไม่จบ จงหลอมรวมภารกิจเพื่อประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ไมใช่ทั้งหมดของชีวิต ยกเว้นแกนนำหรือผู้มีความพร้อมบางคนเท่านั้น อย่าลืมว่า การต่อสู้นั้นยาวนาน ชีวิตต้องดำรงอยู่ หากเกิดปัญหาในมิติอื่น ๆ ของชีวิต ย่อมส่งผลต่อการต่อสู้ด้วยเช่นกัน

20.....จงต่อสู้ด้วยจิตใจที่เบิกบาน
ขอ นำคำของหมอเหวง มาแบ่งปัน แม้ว่าเราจะต้องต่อสู้อย่างเข็มข้น เกิดอารมณ์เครียด ท้อถอย หรือ โกรธแค้น แต่ต้องขจัดสิ่งเหล่านั้นออกๆไป จงต่อสู้ด้วยจิตใจที่เบิกบาน ยกระดับจิตวิญญาณให้สูงขึ้น ไม่ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์การต่อสู้ที่ทำลายจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ ให้กลายเป็นสัตว์ร้าย

(จบ)

------------------------------------

ปชป.ทำอะไรก็ดีไปหมด แต่ถ้าทักษิณทำเรื่องเดียวกัน .. เลว ชั่ว ???

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ขนมต้ม
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
4 มกราคม 2552

ความจริง ไม่นึกอยากจะตั้งกระทู้นี้ เพราะเมื่อวาน (เสาร์) จะลองสังเกตดูว่า จะมีจริงหรือไม่ แล้วก็มีจริง

นั่นก็คือ ข่าวที่อภิสิทธิ์ หาเสียงช่วยลูกพรรค ในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.

มองเผิน ๆ อาจจะไม่มีอะไร แต่ที่น่าสังเกตก็คือ หลายท่านคงจำได้ ตอนที่ทักษิณสมัยเป็นนายก ฯ เขาไปทัวร์นกขมิ้น แล้วตอนเย็น หาเสียงช่วยผู้สมัคร ในการเลือกตั้งทั่วไป ปี 48

ยุคนั้น ปชป. นำโดยบัญญัติ เป็นหัวหน้าพรรค

บรรดาลูกพรรคประชาธิปัตย์ และนักวิชาการยุคนั้น รวมถึงนักหนังสือพิมพ์บางคน (ซึ่งปัจจุบันลอกคราบหมดแล้ว) ต่างโจมตีว่า นายกฯทักษิณ ใช้ตำแหน่งบังหน้า ในการหาเสียงช่วยลูกพรรค

ผมจำได้ว่า ในราชดำเนิน ก็มีการพูดคุยกันเรื่องนี้อยู่บ้าง ก็มีคนแก้ตัวแทนนายกฯทักษิณว่า เขาไปนอกเวลาราชการ

กกต. ก็ถือว่า ทำได้ ไม่ได้ใช้อำนาจและตำแหน่ง ในการช่วยผู้สมัครหาเสียงแต่อย่างใด

แต่กระนั้น บรรดา "แมงกะจั๊ว" (ฉายาที่สมาชิกราชดำเนิน เคยเรียกคนบางกลุ่ม) ก็ยังโจมตีถึงความ "ไม่เหมาะสม"

มาวันนี้ อภิสิทธิ์ทำบ้าง ซึ่งเท่าที่นั่งดูอยู่ ยังไม่มีการโจมตีกันในประเด็นนี้แต่ประการใด

อาจจะหมายความได้สองอย่างก็คือ
1). เพราะคนทำไม่ใช่ทักษิณ เลยไม่ผิด
2). อภิิสิทธิ์เลียนแบบทักษิณ แม้แต่วิธีการช่วยลูกพรรคหาเสียง

ทั้งนี้ทั้งนั้น ประเด็นของกระทู้ก็คือ การโจมตีกันอย่างไร้สาระสมัยก่อน ในยุคทักษิณ เป็นการโจมตีของพวกที่สร้างภาพอย่างแท้จริง

ทำให้มองได้ว่า สังคมไทยยุคนี้ เป็นสังคมแห่งการกล่าวหาว่าร้าย แบบอะไรทักษิณก็ชั่วเลวไปหมด ในขณะที่ประชาธิปัตย์และพันธมิตรทำอะไร ก็ดีไปหมด

สิ่งเหล่านี้ กำลังกลายเป็นค่านิยม (หรือเป็นไปเรียบร้อยแล้ว) ที่ว่า ฉันทำผิดได้ แต่ถ้าคนอื่นทำ คนนั้นเลวหมด โดยมีต้นตอมาจากประชาธิปัตย์ และนักวิชาการลอกคราบทั้งหลายหรือไม่

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2552

เพื่อไทยจี้นายกรัฐมนตรี หาตัวคนข่มขู่ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ที่มา MCOT News

สำนักข่าวไทย 3 ม.ค.- “ประชา ประสพดี” เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี เร่งหาตัวผู้ข่มขู่จ้องทำร้ายมาดำเนินคดีให้ได้ มั่นใจรัฐบาลอยู่ไม่นาน หลังประชาชนฟังการอภิปรายนอกสภาของฝ่ายค้านวันที่ 5 มกราคมนี้ วอนรัฐบาลอย่ากีดกันการชุมนุมของคนเสื้อแดงในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่มีคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีประโคมข่าวมีขบวนการลอบทำร้ายนายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องนี้ไม่ทราบว่าเป็นการสร้างภาพหรือไม่ แต่ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีหาตัวผู้ข่มขู่ และจ้องทำร้ายมาดำเนินคดีทางกฏหมายให้ได้ ไม่ใช่ออกมาพูดโดยไม่รับผิดชอบ

ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย จะอภิปรายนอกสภา วันที่ 5 มกราคม ว่า พรรคเพื่อไทยมีเรื่องเด็ดหลายเรื่องที่จะทำให้รัฐบาลกังวล เช่น กรณีเงินบริจาค 200 ล้านบาท ที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย จะแฉว่าเกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร กรณีการรับตำแหน่งของ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กรณีการโอนหุ้นที่ไม่ชอบมาพากลในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงการทุจริตที่ดินในพื้นที่ภาคใต้ โดยการอภิปรายมีเอกสารข้อมูลลึกมาก ซึ่งหลายเรื่องข้าราชการได้ส่งข้อมูลมาให้กับฝ่ายค้านจำนวนมาก เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่ได้นานจึงอยากเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุบสภา

นายประชา กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มเสื้อแดง จะเคลื่อนไหวคัดค้านรัฐบาลในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ที่จะมีขึ้นประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ ว่า รัฐบาลไม่ควรกีดกัน เพราะเป็นการแสดงความเห็นโดยสันติ เพื่อประกาศให้นานาชาติทราบว่า รัฐบาลชุดนี้มาโดยไม่ชอบธรรม. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-03 15:26:45

นักนิติศาสตร์แห่งปี

ที่มา เดลินิวส์

บ้านเรามี “เนติบริกร” เต็มไปหมด เข้าไปรับใช้อำนาจเผด็จการแบบไม่ลืมหูลืมตาก็มาก บางคนวนเวียนรับใช้การปฏิวัติ รัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญมาทั้งชีวิต

ชำนาญในการเขียนบทนิร โทษกรรมเป็นพิเศษ ม.309 ใน รธน. ปิศาจคาบไปป์ คือตัวอย่าง

ถึงขนาดผลิตนวัตกรรมให้การทำผิดได้รับการคุ้มครองทั้งอดีต ปัจจุบัน รวมไปถึงอนาคต สุดยอดมาก

ม.237 ก็ขัดหลักนิติธรรมเห็น ๆ ทำผิดคนเดียว ลงโทษมันทั้งพรรค เมืองไทยเลยมีการยุบพรรคเป็นว่าเล่น ชนิดที่ประเทศประชาธิปไตยในโลกไม่มีใครทำกัน

มีการแช่แข็งนักการเมืองไปแล้วเป็นร้อย ๆ คน ตอนนี้เลยมีแต่ นอมินีของนอมินีเต็มไปหมด

น่าเสียดาย ที่เนติบริกร (ใจใฝ่หาเผด็จการ) กลับได้รับการยกย่อง เชิดชูเป็น ปูชนียบุคคล ทั้งที่ทำลายหลักนิติรัฐอย่างที่สุด ทุกครั้งที่มี การปฏิวัติ รัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ

แต่กลุ่มอธิการบดี นักวิชาเกิน บางคนยังถวายหัวรับใช้อำนาจนอก ระบบ ไม่เสื่อมคลาย

เพียงแค่ได้ตำแหน่งทางการเมือง ก็พร้อมขายตัว ขายวิญญาณ หลักนิติศาสตร์ที่สอนกันมาแต่บรรพบุรุษ ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด ถูกฉีกทิ้งแบบไม่ไยดี !!!


2-3 ปีที่ผ่านมา นักนิติศาสตร์เหล่านี้ ออกมาลอยหน้าลอยตา เสนอความเห็นครอบงำสังคม ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ ว่า มันผิด อย่างนี้ไม่รู้จะเอาหน้าไปสอนนักศึกษาได้ไง

แต่ท่ามกลางกระแส “เนติบริกร” ยังมีกลุ่มอาจารย์นิติศาสตร์กลุ่ม เล็ก ๆ นำโดย ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และพวก 5-6 คน กลับกล้ายืนหยัด ยึดหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด

เพียรพยายามเขียนบทความต่าง ๆ เกี่ยวกับคำตัดสินในคดีความ ต่าง ๆ ทั้งกรณี ยุบพรรค การใช้กฎหมายย้อนหลัง การเขียนกฎหมายขึ้นใหม่ เกินกว่าบทบัญญัติเดิม

เช่น กรณี ครม.มีมติเรื่องปราสาทพระวิหารแล้วถูกลงโทษ กฎหมายเขียนว่า ครม.ทำผิด หากเป็นการกระทำที่จะทำให้เสียดินแดน แต่ในคำวินิจฉัยกลับเขียนว่า อาจจะ ทำให้เสียดินแดน

นี่เท่ากับ มีการเขียนกฎหมายขึ้นใหม่

นักนิติศาสตร์กลุ่มนี้ทำให้ประชาชนตื่นตัว แม้ทั้งหมด จะถูกกดดันอย่างหนัก ถูกกล่าวหาเป็นพวกทักษิณ โดยเฉพาะอาจารย์วรเจตน์โดนหนักกว่าเพื่อน ทั้งรับเงิน ทักษิณยกลูกสาวให้

แต่ยังยืนหยัดโต้กระแสเกลียดชัง อคติ อย่างอดทน

เพื่อให้สังคมได้ยึดหลัก นิติธรรม นิติรัฐ เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกกลุ่ม

ถ้าจะมีการให้คะแนนบุคคลแห่งปี ก็ขอมอบให้ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และ พวก แห่งคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ผู้เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจเสรีชน ผู้รักความเป็นธรรม

ขอให้กำลังใจ และขอให้อาจารย์ได้ยืนหยัด เป็นเทียนส่องใจ ตลอดไป ขอบคุณ และขอบคุณจริง-จริง.

ดาวประกายพรึก

จวกปล่อยข่าวทำร้ายนายกฯ

ที่มา เดลินิวส์

รอคำตอบจาก “ทักษิณ” นัดเจรจา “เทพเทือก” ไม่ท้อต่อสายผ่านคนใกล้ชิดนายกฯไปแล้วแต่ยังไม่มีความคืบหน้า เชื่อเป็นแนวทางสยบทุกปัญหา “บัญญัติ” เป็นห่วงปี 52 การเมืองกระเพื่อม ชู 5 แนวทางให้รัฐบาลใช้ฝ่าวิกฤติ เน้น “ห้ามโกง” เป็นสิ่งสำคัญ “จตุพร” จวกนายกฯปูดข่าวลอบทำร้ายหวังสร้างราคา “สุชาติ” สับนายกฯกลัวเงาตัวเอง จี้ให้ระวังคนในพรรคร่วมรัฐบาลจะดีกว่า เผยเตรียมขุนพลพร้อมชำแหละนโยบายรัฐบาลนอกสภา 5 ม.ค. อภิปรายในโรงแรม “พงศ์เทพ” เหน็บภาวะผู้นำของนายกฯถูกครอบงำ ปชป.สวนกลับต้องให้เวลาโชว์ผลงาน หลายฝ่ายห่วงหลังเลือกตั้งซ่อมรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ “อภิสิทธิ์” ชาร์จแบตจริงทำงานส่งเช็คเบอร์โทรข่มขู่

เมื่อวันที่ 2 ม.ค. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการติดต่อเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและแกนนำกลุ่มเสื้อแดงว่า ได้ติดต่อผ่านคนใกล้ชิดพ.ต.ท.ทักษิณไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ แต่จะพยายามเรื่อย ๆ ทั้งนี้ตนไม่ได้ติดต่อผ่านทางนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวพ.ต.ท.ทักษิณ และไม่ได้กำหนดกรอบการนัดเจรจาว่าต้องจบภายในเวลาใด แต่จะทำให้ดีที่สุดเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศ ส่วนข้อเสนอจากแกนนำ นปช.เรื่องให้นายกฯยุบสภา ก็เป็นแนวคิดที่ต้องพูดคุยกันต่อไป

ด้านนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถาน การณ์การเมืองในปี 2552 ว่า ยังคงวุ่นวายไม่ราบรื่น ต้องยอมรับว่ามีปัจจัยเสี่ยงเรื่องเสียงสนับสนุนรัฐบาลที่ยังปริ่ม ๆ แต่ความชัดเจนคงเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 11 ม.ค. ว่าเสียงจะเพิ่มขึ้นที่ข้างไหนอย่างไร หากตัวเลขหมิ่นเหม่เชื่อว่าคงมีการล็อบบี้กันเกิดขึ้นอีกครั้ง ความชุลมุนวุ่นวาย การงัดเกมต่าง ๆ มาเล่นคงไม่ลดราวาศอกกัน รวมถึงคงมีการเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาอย่างต่อเนื่อง แต่เชื่อว่าแรงหนุนจากภาคธุรกิจ ที่อยากออกจากวิกฤติ และความเบื่อหน่ายของ ประชาชน คงเป็นกำลังใจให้รัฐบาลได้บ้าง

นายบัญญัติ ยังกล่าวว่า กรอบ 9 ข้อที่ ครม. มีมติร่วมกันออกมา นายกฯจำเป็นต้องทำให้ได้ รัฐบาลชุดนี้มีข้อได้เปรียบที่สามารถนำเอาบทเรียนที่ก่อให้เกิดความล้มเหลวของรัฐบาลก่อนมาใช้ประโยชน์ได้ และรัฐบาลจะอยู่ต่อไปได้ คือ ต้องไม่ทำใน 5 ข้อนี้ คือ 1.ไม่แบ่งแยกประชาชน 2.ไม่พูดจาท้าทายประชาชน 3.ไม่เลือกปฏิบัติ ในวงราชการ 4.ต้องไม่ลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในตอนแถลงนโยบาย และข้อ 5.ถือว่าสำคัญที่สุด เพราะทำให้รัฐบาลที่ผ่านมาล้มคว่ำ คือ ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญจะทำให้การเมืองปี 52 ร้อนมากขึ้นหรือไม่อยู่ตรงนี้

นายปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ถึงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ก่อนรับตำแหน่งรองเลขาธิการนายกฯว่า รัฐบาลชุดนี้มีความคาดหวังเหมือนกับรัฐบาลชุดอื่น ๆ ที่จะอยู่ให้ครบวาระ แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจและการเมือง ส่วนตัวเชื่อว่าอายุรัฐบาลอภิสิทธิ์ น่าจะอยู่ยาวพอสมควรแต่บอก ไม่ได้ว่ายาวแค่ไหน เพราะประชาชนเริ่มเห็นแล้ว ว่าถ้าเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้งเสถียรภาพทางการเมืองไม่ค่อยมี จะส่งผลกระทบกับประเทศ ถ้าปีแรกรัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายให้เห็นเป็นรูปธรรมได้หลายเรื่อง อาทิ แก้ปัญหาความแตกแยก ตัวเลขทางเศรษฐกิจได้ ก็จะเป็นบทพิสูจน์ในการทำงาน

ต่อข้อถามว่า มองบทบาทการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคเพื่อไทยอย่างไร นายปณิธาน กล่าวว่า ฝ่ายค้านปัจจุบันปรับตัวได้เร็วเหนือความ คาดหมาย ที่ผ่านมาจะเห็นว่าพร้อมเตรียมอภิปรายแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลมานานติดต่อกันหลายปี เพราะมีข้อมูลอยู่ในมือค่อนข้างมากชำนาญเกี่ยวกับระบบเพียงแต่ว่าอาจต้องใช้เวลาบริหารจัดการ ระบบร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน และหาตัวผู้นำฝ่าย ค้านที่สร้างความเป็นเอกภาพ การเลือกตั้งซ่อมจะมีส.ส.เข้ามาใหม่อีกหลายคน อาจทำให้เสียงในสภาห่างกันไม่มากน่าจะมีผลต่อเสถียรภาพพอสมควร

พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. ให้สัมภาษณ์ถึงบทบาทของกองทัพอากาศต่อสถาน การณ์การเมืองไทยในปี 2552 ว่า การที่มีรัฐบาลเป็นพรรคร่วมก็ค่อนข้างจะมีประเด็นต่าง ๆ ที่ อาจจะมีอุปสรรคบ้าง แต่เราก็ให้กำลังใจอยาก จะเห็นว่าการบริหารงานของนักการเมือง พรรค การเมือง มาร่วมกันจะเห็นได้ว่าปีที่ผ่านมาจะมีอุปสรรคค่อนข้างมาก ดังนั้นเราหวังว่ารัฐบาลที่จะบริหารประเทศต่อไปน่าจะนำบทเรียนดังกล่าวมาปฏิบัติ ส่วนทหารก็คงจะอยู่บทบาทเดิมคือปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคง หากได้รับการร้องขอก็เข้าไปช่วยเหลือในฐานะเจ้าพนักงาน แต่โดยปกติเราก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวอยู่แล้ว

นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง ประเมินเสถียรภาพของรัฐบาล “อภิสิทธิ์” ว่า ขณะนี้รัฐบาลเปรียบเสมือนเด็กที่กำลังตั้งไข่ ดังนั้นการที่จะทำอะไรก็ต้องมีความระมัดระวัง และคิดว่ารัฐบาลจะต้องเจอศึกหนักยิ่งในปีนี้ปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นประเด็นหลักในการทำงาน แต่เรื่องการเมืองก็ยังมีอยู่ทั้งนี้รัฐบาลผสมไม่ใช่จะราบเรียบทุกอย่างเหมือนกระแสคลื่นใต้น้ำ รัฐบาลจะอยู่นานหรือไม่ต้องดูจาก 3 เดือนแรก ในการเลือกตั้งซ่อมวันที่ 11 ม.ค. ที่จะมาถึง หากไปเพิ่มจำนวนส.ส.ให้กับพรรคฝ่ายค้านโอกาสที่จะมีเสียงข้างมากในสภาก็สุ่มเสี่ยงมาก แต่อาจจะมีผลต่อการเสนอกฎหมาย การถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ขณะที่ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์ ถึงการบริหารงานรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ ได้อำนาจในการบริหารมาด้วยวิธีการที่ไม่ชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะการดึง ส.ส.กลุ่มหนึ่งของพรรคพลังประชาชนเดิมไปร่วมรัฐบาลด้วย และนำบุคคลที่มีส่วนร่วมกับการชุมนุมของกลุ่ม พันธมิตรฯมาเป็น รมต. ดังนั้น จึงต้องตอบคำถามกับสังคมถึงความเหมาะสม เมื่อเห็นโฉมหน้าของครม.ชุดนี้โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ทำให้หลายฝ่ายไม่มั่นใจนักธุรกิจหลายคน รู้สึกผิดหวัง นอกจากนี้ ภาวะผู้นำของนายกฯที่มีไม่มากถูกครอบงำจากหลายกลุ่ม ซึ่งแตกต่างจาก พ.ต.ท. ทักษิณ มีความเป็นผู้นำสูงที่นำประเทศแก้ไขปัญหาวิกฤติได้

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายพงศ์เทพ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายอภิสิทธิ์เรื่องภาวะผู้นำและการจัดตั้ง ครม. ว่า เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะออกมาวิจารณ์คนที่เป็นนายกฯไม่ว่าด้านใด แต่ ความจริงนายพงศ์เทพควรจะให้โอกาสนายกฯ และ ครม.ชุดใหม่ได้บริหารประเทศไปซักระยะก่อน จึงค่อยมีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็ไม่น่าสงสัยเพราะนายพงศ์เทพ เป็นรมต.ในชุดรัฐบาลทักษิณ การวิพากษ์วิจารณ์ภาวะผู้นำมีหลายด้าน ควรจะบริหารราชการประเทศเพื่อคนทั้งประเทศไม่ใช่ผู้นำที่เข้ามาเพื่อทำประโยชน์ให้ตนเองครอบครัว และพวกพ้อง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานข่าวจากหน่วยข่าวทางลับว่าจะมีคนลอบทำร้ายนาย อภิสิทธิ์ว่า ตนไม่เชื่อว่านายอภิสิทธิ์กำลังตกอยู่ในอันตราย ตามที่มีรายงานอ้างหน่วยข่าวทางลับ เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ไม่มีความสำคัญจนเป็น สาเหตุให้มีกระบวนการลอบทำร้าย ข่าวที่ออกมาน่าจะเป็นเพียงการสร้างภาพเพื่อเรียกคะแนนความสงสาร ขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อโดยตรงจากนายสุเทพที่จะขอให้ยุติการเคลื่อนไหว แต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะติดต่อมาหรือไม่ทางกลุ่มคนเสื้อแดงก็จะยังคงยืนยันที่จะกดดันให้นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาต่อไป

ส่วนนายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ยอมรับว่ามีรายงานในทางลับถึงความไม่ปลอดภัยของนายกฯว่า นายกฯคงจะคิดไปเองจนกลัวเงาของตัวเองหรือไม่คนในรัฐบาลเดียวกันอาจจะเล่นกันเองก็ได้ อย่างไรก็ตามหากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงสาเหตุอาจมาจากความไม่พอใจของประชาชนต่อการตั้งรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม ดังนั้นนายกฯไม่ควรที่จะสร้างความคับแค้นและความเหลืออดให้ประชาชนอีก

นายสุชาติ กล่าวถึงการอภิปรายนโยบาย รัฐบาลนอกสภาของพรรคฝ่ายค้านในวันที่ 5 ม.ค. นี้ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ว่า มี ส.ส.พรรคเพื่อไทยร่วมลงชื่อขออภิปราย 56 คน นำโดย ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง, นายจตุพร, นายสุนัย จุลพงศธร ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และตนรวมไปถึงส.ส.จากพรรคร่วมฝ่ายค้านอีกหลายคน อาทิ นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช, พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน, นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน นอกจากนี้ตนจะประสานไปยังนายไชยยศ จิรเมธากร ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อแผ่นดินที่อกหักจากตำแหน่งรมต.ให้ร่วมอภิปรายนโยบายของรัฐบาลด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งหน่วยงานด้านการข่าวได้เตือนนายอภิสิทธิ์ว่า อาจจะมีคนคิดปองร้ายนั้น นายกฯ ไม่ได้กังวลแต่อย่างใด แต่เพื่อความไม่ประมาทจึงได้งดเดินทางลงพื้นที่ ทั้งนี้ ได้มีการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ที่โทรฯเข้าไปยังมือถือส่วนตัวของนายกฯเพื่อข่มขู่ พบว่าเบอร์โทรศัพท์ส่วนใหญ่เป็นเบอร์โทรศัพท์แบบเติมเงิน แต่ก็มีหมายเลขโทรศัพท์หนึ่งเป็นหมายเลขส่วนตัว ซึ่งนายกฯได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้ว เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่รายงานว่าเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนที่พยายามก่อความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง อย่างไรก็ตามในช่วงวันปีใหม่นายกฯพร้อมครอบครัวได้ใช้เวลาช่วงไปพักผ่อนเป็นการส่วนตัวที่บริเวณอ่าวไผ่ป้อง จ.กระบี่

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า สิ่งสำคัญที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการเป็นอันดับแรกหลังจากช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่คือเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งจะต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามแม้ว่าตนจะเดินทางมาพักผ่อน แต่ก็ยังคงต้องทำงานและไม่ได้รู้สึกเหนื่อยเพราะการเข้ามาทำงานตรงนี้ เนื่องจากมีความต้องการที่จะทำงานให้กับบ้านเมืองอยู่แล้ว ทั้งนี้ เมื่อเปิดประชุมสภาสมัยสามัญก็คิดว่าฝ่ายค้านคงจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอย่างแน่นอน ซึ่งรัฐบาลก็คงต้องทำงานให้หนักมากขึ้น.

2 ขั้วชิงอำนาจ-ชาติบอบช้ำ!

ที่มา ไทยรัฐ

ท่ามกลางวิกฤติการเมืองไทยที่ก่อให้เกิดความแตกแยกรุนแรงใน หมู่ประชาชนครั้งประวัติศาสตร์ แบ่งสี เลือกข้าง ม็อบเต็มบ้านเต็มเมือง ทะเลาะกันมาราธอนข้ามปี

สิ่งหนึ่งที่แทรกเข้ามาในปรากฏการณ์ ก็คือคำว่า “การเมืองใหม่” ถูกโยนออกมาจากกลุ่มชนชั้นปกครอง และนักวิชาการผู้นำความคิดในสังคม

เพื่อนำไปสู่การเมืองในฝัน นัยว่าเป็นวิธีการสกัดวงจรอุบาทว์ที่นักเลือกตั้งซื้อเสียงเข้ามาทุจริต ถอนทุน กัดกินประเทศไทยไม่สิ้นสุด

จึงต้อง “ล้างน้ำ” กันครั้งใหญ่

แต่เอาเข้าจริงก็ยังไม่มีผู้อธิบายนิยามของคำว่า “การเมืองใหม่” ได้อย่างชัดเจน ยังคลุมเครือๆว่าแนวทางคืออะไร รูปแบบเป็นอย่างไร

ในมุมของม็อบพันธมิตรฯ ก็จ้องแบ่งโควตาผู้แทนราษฎร “เลือกตั้ง” กับ “ลากตั้ง” หรือในมุมของนักเลือกตั้งก็พยายามเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ ปฏิรูปการเมืองกันอีกยก

ยื้อเกม กั๊กอำนาจกัน

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ “การเมืองใหม่” ยังคงเป็นคำกล่าวลอยๆ นามธรรมมากกว่ารูปธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเลย ก็คือ

ปรากฏการณ์แปลกพิสดารทางการเมือง ที่แทรกคิวเข้ามาให้เห็นตลอดช่วงปีที่ผ่านมา

เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยจะได้เห็นในสถานการณ์ปกติทั่วไป

และยังมีแนวโน้มที่อาจจะได้เห็นกันต่อไปอีกในปีนี้ หากวิกฤติการเมืองไทยยังไม่จบ.

ม็อบครองทำเนียบ

จากภาพในอดีตที่ชินหูชินตาของขาประจำอย่างกลุ่มผู้ชุมนุมสมัชชาคนจนฯ ที่เสร็จจากฤดูเก็บเกี่ยวก็จะขนพลขึ้นรถอีแต๋นจากภาคอีสาน มาปักหลักกางเต็นท์กินนอนกันบนถนนข้างคลองเปรมฯ เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนดักดาน

เรียกขานกันว่า “ม็อบประจำฤดู”

หรือไม่ก็สลับคิวด้วยม็อบคนงานบริษัทห้างร้านที่ถูกเลิกจ้าง เจอเถ้าแก่เบี้ยวค่าแรง นัดรวมพลเดินขบวนประท้วงรัฐบาลให้ช่วยเจรจากับนายทุนโหด โดยอารมณ์อย่างเก่งก็ปิดประตูเข้าออกทำเนียบรัฐบาล

เย้วๆกันพอหอมปากหอมคอ

ใครจะคิดว่า วันหนึ่งพัฒนาการทางการเมืองไทยจะเดิน ทางมาถึงจุดที่ม็อบบุกยึดทำเนียบ รัฐบาลสัญลักษณ์ของฝ่ายบริหารประเทศ

จากปรากฏการณ์ที่ผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ นำโดย “มหาจำลอง” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบ เปิดยุทธการดาวกระจายกดดันรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ด้วยการเคลื่อนพลบุกล้อมและยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กระทรวงการคลัง กองบัญชาการตำรวจนครบาล สถานที่ราชการสำคัญ ตั้งแต่เช้ามืดวันอังคารที่ 26 สิงหาคม 2551

ก่อนกรูกำลังเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลแบบเบ็ดเสร็จ นายกฯและคณะรัฐมนตรีต้องระเห็จออกมาอยู่ข้างนอก

จากที่ทำงานของรัฐบาล สถานที่ประชุม ครม. กลายเป็นศูนย์กลางการชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯ มีการตั้งเวทีปราศรัยขนาดใหญ่ กางเต็นท์เป็นที่พักถาวรให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม

แค่นั้นไม่พอ ยังดัดแปลงพื้นที่สนามหน้าตึกไทยคู่ฟ้าฯ ที่ตกแต่งไว้อย่างสวยหรู ใช้เป็นแปลงทำนาปลูกข้าวจนโตออกรวง

และโดยบรรยากาศประวัติศาสตร์ที่หาไม่ได้ง่ายๆในชีวิตประชาชนคนธรรมดา คิวนี้คู่บ่าวสาวหลายคู่ที่พบรักในวงม็อบถือโอกาสจัดงานแต่งเป็นที่ครึกครื้นเฮฮา

ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในอารมณ์ที่แค้นเคืองของนายสมัครต้องแก้ สถานการณ์ด้วยการนำคณะรัฐมนตรี ไปประชุม ครม.เร่ร่อนในเขตความคุ้มครองของทหาร ที่กองบัญชาการกองทัพไทย

และก็ไม่ได้กลับมาใช้ห้องทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้าอีกเลย จนถึงวันที่หลุดจากตำแหน่ง.

ทำกับข้าวตกเก้าอี้

พูดไปใครจะเชื่อ โทษฐานทำกับข้าวโชว์ถึงกับหลุดเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แม้แต่สื่อฝรั่งระดับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นยังออกแนวมุกตลก พาดหัวตีข่าวไปทั่วโลก “THAI P.M. GRILLED OVER TV. COOKING SHOW”

แปลเป็นไทย “นายกฯไทยถูกย่าง เหตุทำรายการอาหารโชว์ทางโทรทัศน์”

ใครก็รู้ว่านายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ชอบทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ ทั้งชีวิตขลุกอยู่ก้นครัว เป็นส่วนใหญ่ มีความสุขอยู่กับการจ่ายตลาด อยู่ในขั้นเซียนผู้ชำนาญการเมนูอาหารคาวหวาน

ช่ำชองถึงขนาดที่มีนายทุนเชิญให้เป็นกุ๊กกิตติมศักดิ์ เช่าเวลาให้จัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” เรตติ้งติดอยู่ในระดับแถวหน้ารายการทำอาหารโชว์ทางโทรทัศน์ ดังมาก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำ แต่เข้าตำรา “หมองูตายเพราะงู”

ภายใต้เงื่อนไขการต่อสู้ทางการเมืองที่ตามล้างตามเช็ดกันแบบถอนรากถอนโคน ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่หาญกล้าประกาศตัวว่าเป็น “นอมินี” อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร โดยไม่สนใครจะต้าน

เปิดคางเชิดหน้าล่อคู่ต่อสู้

หารู้ไม่ว่าโดนจ้องรวบโดยมือสอยโนเนมอย่างนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว. “ลากตั้ง” เด็กสร้างในสายของ “เจ๊เป็ด” คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. เดินหน้ายื่นเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบคุณสมบัติของนายสมัครจัดรายการชิมไปบ่นไปในฐานะ “ลูกจ้าง” ขัดรัฐธรรมนูญ

โดยที่คนถูกร้องเองรวมไปถึงนักกฎหมายทั่วไปก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจ เพราะมองว่าปมมันหยุมหยิมเกินไป ให้ราคาแค่มุกของคนอยากดัง

หยิบเอาเหลี่ยมกฎหมายมาเล่นกันพร่ำเพรื่อ

แต่อย่างว่า “กฎหมายดิ้นได้” อยู่ที่จะแปลความเข้าทางใคร

โดยเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่ก้ำกึ่งระหว่างคำว่า “ลูกจ้าง” กับ “รับจ้าง” สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญต้องอาศัยคำบัญญัติในพจนานุกรมประกอบคำวินิจฉัย ฟันธงนายสมัครเป็นพิธีกรรายการชิมไปบ่นไปถือเป็น “ลูกจ้าง” หลุดจากเก้าอี้นายกฯ

พ่อครัวตายเพราะตะหลิว.

โดดกำแพงหนีสภา

ที่ผ่านมาเคยได้ยินแต่ ส.ส.โดดร่มประชุมสภาฯ สื่อมวลชนโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ใช้เป็นคำอุปมาผู้แทนราษฎรขี้เกียจ ไม่รับผิดชอบต่อประชาชน ไม่สนใจงานในหน้าที่ แต่ใครจะคิดว่าวันหนึ่งจะเกิดเหตุการณ์ที่ ส.ส.ต้องโดดกำแพงสภา ทั้งปีนทั้งโดดกันจริงๆ

เป็นเหตุการณ์ฝ่าวงล้อมม็อบหนีตาย โดยนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นคนนำทีมรัฐมนตรี ส.ส. และข้าราชการ ปีนกำแพงรัฐสภาด้านติดกับพระที่นั่งวิมานเมฆ เป็นเส้นทางหนีม็อบพันธมิตรฯ ที่ปิดล้อมทางเข้าออกประตูรัฐสภา ขวางไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

สถานการณ์ตึงเครียดถึงขั้นนองเลือด

โดยที่ก่อนหน้าก็เป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พร้อม น.ส. ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ บุตรสาวสุดที่รัก และทีมงานใกล้ชิด เป็นหน่วยหน้าทีมแรกที่ปีนกำแพงรัฐสภาหนีม็อบออกด้านหลังก่อนแล้ว เผ่นกันน้ำบาน

แค่นึกภาพท่านผู้ทรงเกียรติไล่ไปตั้งแต่นายกฯ รัฐมนตรี ส.ส. ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ต้องถอดสูท ปลดเนกไท ถอดรองเท้า ยักแย่ยักยันปีนกำแพง หนีตาย ทุลักทุเลพิลึก

นับเป็นความปั่นป่วนต่อเนื่อง จากคิววุ่นๆภายหลังนายสมัคร สุนทรเวช ต้องตกเก้าอี้นายกฯ เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ต้องโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาฯกันใหม่ และจุดป่วนก็เริ่มมาจากพรรคพลังประชาชนแกนนำรัฐบาลที่เปิดเกมหักกันเอง

ซึ่งปกติการเลือกนายกรัฐมนตรีจะต้องตกลงกันล่วงหน้า แต่การรีเทิร์นของนายสมัคร ภายใต้การกำกับของ “แก๊งออฟโฟร์” ที่มีนายเนวิน ชิดชอบ เป็นโต้โผใหญ่ ถูกขวางโดย “สายเลือดแท้นายใหญ่” ที่นำโดยนายยงยุทธ ติยะไพรัช และ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นำทีม

ดึงเกมจนสภาฯล่ม โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้

ยื้อจนสุดท้ายสามารถฉุดกระชากลากถูนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แหกด่านเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี “นอมินีรุ่นสอง” ผจญกับวิบากกรรมสยองๆ.

นายกฯนอกทำเนียบ

ภายใต้ลูกฟลุกของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่จับพลัดจับผลูได้ก้าวขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทย ในสถานการณ์ “ปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง”

แต่ในความโชคดีก็แฝงไว้ด้วยทุกขลาภ ในสถานการณ์การต่อสู้ของสองขั้วอำนาจที่เร่งเกมหักดิบกันให้ได้ โดยความได้เปรียบของม็อบพันธมิตรฯ ที่ยึดทำเนียบรัฐบาลยาวมาตั้งแต่ช่วงของอดีตนายกฯ สมัคร ปักหลักอยู่โยงแบบมาราธอน โดยคำสั่งศาลแพ่งคุ้มครอง

รัฐบาลในฐานะเจ้าของสถานที่ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ

ในขณะที่คณะรัฐมนตรีของนายสมชายต้องบากหน้าไปอาศัยห้องประชุมของ กองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ เป็นที่ประชุม ครม.เร่ร่อน

กลายสภาพเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นยังไงยังงั้น

และก่อนที่จะอนาถาไปกว่านั้น นายสมชายได้สั่งให้ดัดแปลงอาคารสนามบินดอนเมืองเป็นห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ห้องประชุม ครม. รวมถึงห้องแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

รวมๆแล้วก็เรียกกันว่า ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว

กระนั้นก็ยังไม่วายโดนตามไปราวี สุดท้ายภายใต้ยุทธการ “ม้วนเดียวจบ” ของม็อบพันธมิตรฯ ก็เคลื่อนพลเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวสนามบินดอนเมือง และยังตามไปปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป้าหมายแรกคือขวางไม่ให้ นายสมชายที่เดินทางไปประชุมเอเปคที่ประเทศเปรูกลับเข้าประเทศไทย

นายสมชายต้องบินไปลงที่บ้านเกิดเมียจังหวัดเชียงใหม่ และใช้ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่เป็นที่ประชุม ครม. ถูกสื่อกระเซ้าว่าเป็น “ทำเนียบรัฐบาลไทยเหนือ”

แต่ทั้งหมดทั้งปวงเลยในห้วงระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งสั้นๆ 2 เดือนกว่า ชื่อของ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ต้องถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในฐานะนายกฯ ที่ไม่เคยได้เข้าไปนั่งทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล

วาสนาน้อยกว่าเด็กบางคนที่เคยได้นั่งเก้าอี้นายกฯ ในวันเด็กซะอีก.

แฟมิลี่แมนหย่าเมีย

ย้อนกลับไปดูภาพเก่าๆในอดีตที่ยิ่งใหญ่ ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก “พานทองแท้-พินทองทา-แพทองธาร” ใครจะคาดคิดว่า “แฟมิลี่แมน” อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ขึ้นชื่อในเรื่องรักลูก

เป็นโรค “เกลียมัว” กลัวเมียระดับแถวหน้าคนหนึ่งของวงการ

จะมีวันที่เซอร์ไพรส์เป็นพาดหัวข่าวยักษ์หนังสือพิมพ์ “ทักษิณหย่าเมีย”

อดีตนายกฯทักษิณจูงมือคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ไปจดทะเบียนหย่ากันที่สถานกงสุลไทย ประจำฮ่องกง ยุติชีวิตคู่ที่ครองเรือนกันมานานกว่า 30 ปี

ในสถานการณ์เคราะห์ซ้ำกรรมซัด บ้านแตกทั้งๆที่กำลังระเหเร่ร่อนอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ทางการประเทศอังกฤษสั่งถอนวีซ่าห้ามเดินทางเข้าแดนผู้ดี

แต่ประเมินกันอีกที มันก็เป็นอะไรที่มีเหตุให้เอะใจ เบื้องหลังการหย่าช็อกวงการเป็นไปอย่างที่อ้างกันอย่างเป็นทางการว่า คุณหญิงพจมานสุดทนกับชีวิตที่ต้องเผชิญวิบากกรรมต่อสู้ทางการเมือง ห้าม “ทักษิณ” ให้หยุดแล้ว แต่สามีไม่ยอมเชื่อฟัง เลยต้องแยกทางใครทางมัน

หรืออีกมุมหนึ่งฝ่ายตรงข้ามก็ตั้งแง่สงสัย เป็นแค่หย่าทางการเมือง ยุทธศาสตร์ทางกฎหมายในการต่อสู้เพื่อทวงคืนอภิมหาขุมทรัพย์เจ็ดหมื่นกว่าล้านบาทที่ถูกยึดไว้

ซึ่งก็เป็นอะไรที่เข้าเค้า เพราะก่อนหน้านั้นมีลูกน้องสายตรงเดินทางไปเยี่ยมนายใหญ่กับนายหญิง กลับมาส่งข่าวที่เมืองไทย สองผัวเมียเดินกอดคลอเคลียกันไม่ห่าง ต่างฝ่ายต่างให้กำลังใจที่ต้องเผชิญชะตากรรมโหดร่วมกัน

แต่ไม่กี่วันจากนั้นก็มีข่าว “ช็อก” อดีตนายกฯทักษิณหย่ากับคุณหญิงพจมาน

และไม่ว่าเบื้องหลังจริงๆคืออะไร ที่แน่ๆคุณหญิงพจมาน บินกลับเมืองไทยมาเปลี่ยนบัตรประชาชนใหม่ในชื่อ “พจมาน ดามาพงศ์” เป็นที่เรียบร้อย

อย่างน้อยๆก็พูดได้ว่า “การเมือง” ทำบ้านแตก.

'ห้อย'ส่ง 'มาร์ค'ถึงฝัน

โดยคำปรามาสกันถึงขนาดที่ว่า “รอหิมะตกประเทศไทย” หนุ่มน้อยหน้ามนอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ใครจะคิดว่า อิทธิฤทธิ์ของ “พ่อมดเขมร” จะเสกอะไรก็ได้

กับปฏิบัติการสะท้านสะเทือน “ก๊วนเพื่อนเนวิน” ทรยศนายใหญ่ พลิกขั้วแบบ 180 องศา จาก “ไอ้ห้อยไอ้โหน” ที่มีบทบาทอยู่เบื้องหลังเกมฮาร์ดคอร์ของกองกำลัง “ทักษิณ”

“เนวิน ชิดชอบ” กอดกันกลมกับ “อภิสิทธิ์” ในฉากหวานชื่นไปด้วยช่อดอกกุหลาบสีแดง

พ่อมดเขมรทำได้ ภายใต้การช่วยลุ้นตัวโก่งของ “สีเขียว” ตามธงของม็อบพันธมิตรฯ “สีเหลือง”

โดยสถานการณ์เปิดให้เขย่าติ้วกันใหม่ ภายหลังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องหลุดเก้าอี้นายกฯ เพราะผลพวงจากคดียุบพรรคพลังประชาชน

ปิดฉากนอมินีแถวสอง

และก็เป็นเครือข่ายนายใหญ่ที่เดินเกมดัน “นอมินีแถวสาม” ยื้ออำนาจ โดยไม่สนใจว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร นั่นก็เป็นเหตุให้แคนดิเดตเปิดหน้ากันออกมาไล่ตั้งแต่ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายสันติ พร้อมพัฒน์ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ไปยัน “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์

ไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้าของฉายาไดโนเสาร์อย่าง “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง ก็มีชื่อติดโผแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย ในอารมณ์ที่ตาสี ตาสา ใครก็เป็นนายกรัฐมนตรีได้

ในสถานการณ์ที่ภาคเอกชน ประชาชนทั่วไป ยังไม่หายขวัญผวาจากยุทธการม้วนเดียวจบของม็อบพันธมิตรฯ บุกปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยึดสนามบินดอนเมือง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยที่รัฐบาลนอมินี “นายใหญ่” ได้แต่มองตาปริบๆ ถ้าได้นอมินีนายใหญ่กลับมาเป็นรัฐบาลปัญหาก็ไม่จบ

นั่นคือเหตุที่เอื้อ “อภิสิทธิ์” ถึงฝั่งฝัน โดยไม่ต้องรอหิมะตก.

“ทีมการเมือง”

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker