บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กมล กมลตระกูล: คณาธิปไตยทางเศรษฐกิจการเมือง

ที่มา ประชาไท

ระบอบคณาธิปไตย(Oligarchy) คือระบอบการปกครองโดยแก๊งส์หรือก๊วนผลประโยชน์ หรือเครือญาติที่มีเป้าหมายเข้ามากุมอำนาจทางการเมืองและอำนาจรัฐเพื่อปกป้องผลประโยชน์ที่ตนคุมอยู่ หรือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจหรือสัมปทานหรือสิทธิประโยชน์ที่ตนไม่มี โดยขนานนามตัวเองว่าพรรคการเมืองอย่างไร้ยางอาย เพราะว่าไม่มีลักษณะหรือเป็นไปตามคำจำกัดความของพรรคการเมือง (Political party) ตามที่ยอมรับกันในทางสากลหรือตำราทางรัฐศาสตร์
ระบอบการเมืองในวันนี้คือระบอบคณาธิปไตยเต็มรูปแบบ มิใช่ระบอบประชาธิปไตยอย่างที่อวดอ้างกัน
แม้แต่ระบอบประชาธิปไตยที่อวดอ้างกันก็ยังอ้างกันอย่างเอาสีข้างเข้าถู คืออ้างเอาการเลือกตั้งมาเป็นข้ออ้าง และยึดเอาประชาธิปไตยเป็นจุดหมาย(End) คือจบหรือสิ้นสุดที่ “การเลือกตั้ง”
แต่ระบอบประชาธิปไตยตามทฤษฏี หรือ หลักการ คือ เป็น “กระบวนการ” (Means) หรือวิธีการเพื่อมุ่งไปสู่จุดหมาย ที่มนุษยชาติอยู่ร่วมสังคมกันอย่างมีจริยธรรม มีความเป็นธรรม มีความยุติธรรมทั้ง ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม มีหลักนิติรัฐที่มีประสิทธิภาพเท่าเทียมและโปร่งใส
ระบอบที่อ้างเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งแล้วดำเนินการปกครองหรือบริหารบ้านเมืองอย่างไร้หลักการ ใช้อำนาจหน้าที่อย่างมิชอบ ใช้อำนาจอย่างเผด็จการ ละว้นการปฎิบัติหน้าที่ ฉ้อฉล ตะกละตะกลาม คดโกง คอรัปชั่น ฉ้อราษฏรบังหลวงทางนโยบาย เล่นพรรคเล่นพวก รังแกคนดี รังแกข้าราชการที่ดีอย่างไร้จริยธรรม จึงไม่อาจจะอ้างได้ว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยแต่เป็นระบอบคณาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ เพราะเป็นการใช้กระบวนการที่สวนทางกับจุดหมายของระบอบประชาธิปไตย
ดังนั้นสังคมที่หลักนิติรัฐไร้ประสิทธิภาพ กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย ผู้นำไร้อำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย มีการใช้อำนาจหน้าที่อย่างมิชอบ และเลือกปฏิบัติ มีการคอรัปชั่นสูงที่กระบวนการยุติธรรมไร้ประสิทธิภาพ ระบอบตรวจสอบไร้ประสิทธิภาพ ประชาชนไร้กลไกตรวจสอบนักการเมือง ไม่สามารถไช้สิทธิในการตรวจสอบและถอดถอนนักการเมืองทางตรงอย่างมีประสิทธิภาพจึงไม่อาจเรียกว่าสังคมประชาธิปไตย หรือการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย
อาริสโตเติ้ลกล่าวไว้หลายพันปีมาแล้วว่า “เป็นความไม่ถูกต้องอย่างยิ่งในการให้นักการเมืองมีอำนาจสูงสุดเหนือกฎหมาย แต่ตรงกันข้าม กฎหมายต้องมีอำนาจสูงสุด”
จอห์น ล๊อก(John Locke) นักปรัชญาประชาธิปไตยคนสำคัญของยุโรปได้กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง “เสรีภาพ” กล่าวไว้ในทำนองเดียวกันว่า “การใช้อำนาจฉ้อฉลเป็นเชื้อโรค และยาที่จะใช้แก้โรคนี้ได้คือกฎหมาย” (Abuse of power is the disease and law is the cure)
ล๊อกยังกล่าวไว้อีกว่า “รัฐหมดความชอบธรรมในการปกครองเมื่อแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติหรือ ได้ใช้อำนาจ หรือเงินในการซื้อเสียงหรือบังคับให้ลงคะแนนเสียงในทางใดทางหนึ่ง หากเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น ประชาชนมีเสรีภาพในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ไม่ใช้อำนาจอย่างฉ้อฉ้ลและไม่ทรยศต่อเจตจำนงค์และความไว้วางใจของประชาชน” (On Liberty)
สภาพบ้านเมืองไทยในทางการเมืองวันนี้มีลักษณะข้างต้น และเป็นปัจจัยกำหนดลักษณะคณาธิปไตยและอนาธิปไตยทางธุรกิจ ของระบอบการค้าเสรีในยุคทุนครอบโลก คือทุนใหญ่และทุนข้ามชาติใช้ทุนและอำนาจผูกขาดเหนือตลาด(อำนาจสูงสุด)อย่างมิชอบ และฉ้อฉล ใช้ทุนซื้อข้าราชการให้ออกกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ทำผิดกฎหมาย หลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆที่มีไว้เพื่อให้สังคมมีระเบียบและความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
เป็นเรื่องเศร้าที่กลุ่ม แก๊งส์ และก๊วนคณาธิปไตยทางการเมืองกลายเป็นกลุ่ม แก๊งส์ และก๊วนทุนข้ามชาติและทุนยักษ์เดียวกันทางธุรกิจด้วย
คณาธิปไตยทางเศรษฐกิจสร้างกฎกติกา และระเบียบการค้าที่ทำลายสภาพแวดล้อมและสร้างมลภาวะให้กับสังคมด้วยข้ออ้างหรือคาถาการลงทุนเสรี หรือค้าเสรีแบบหมอผีที่ตัวหมอผีเองไม่เคยปฏิบัติตามคาถาของตน คือ รัฐต้องไม่ก้าวก่ายแทรกแซงควบคุมการลงทุนของเอกชน กรณีมาบตะพุดเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ปะทุขึ้นมาฟ้องและสะท้อนระบบคิดข้างต้นที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนเหนือชีวิตมนุษย์และชุมชน
ชุมชน ทุนเล็ก ชนชั้นกลาง และผู้ประกอบการรายย่อย ผู้บริโภค และคนงานกลายเป็นเหยื่อของปรัชญาการค้าเสรีที่ยึดถือกำไรสูงสุดเป็นพระเจ้า โดยไม่คำนึงถึงความหายนะของผู้อื่น(เมื่อแข่งขันไม่ได้ก็สมควรตาย)
ทุกวันนี้มีการใช้ทุนและอำนาจเหนือตลาดมากำหนดกติกาและข้อตกลงทางการค้าเสรีด้วยวิธีคิดและระบบการทำงานอย่างเจ้าอาณานิคม เช่น ระบบอนุญาโตตุลาการ(สิทธิสภาพนอกอาณาเขตยุคใหม่) ระบบสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า แฟรนไชส์ ระบบคอนแทรกฟาร์มมิ่ง ระบบขายตรง ระบบตัวแทนจัดจำหน่าย ระบบขยายสาขาทั้งใหญ่และเล็กของห้างค้าปลีกยักษ์และศูนย์การค้า
ระบบสัมปทาน(ธุรกิจพลังงาน รถใต้ดิน รถไฟฟ้าและทางด่วน) ระบบลูกจ้างชั่วคราว(กฎหมายแรงงานคุ้มครองไม่ถึง) ซึ่งทุนใหญ่หรือเจ้าของระบบเป็นผู้กำหนดกติกา กำหนดเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมแต่มีกฎหมายมารองรับ
ในระบบนี้คู่สัญญาและผู้บริโภคเป็นผู้ลงทุน เป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นผู้ทำงานตัวจริง แต่รายได้ถูกดูดกลับในรูปแบบต่างๆ เช่นค่าเช่า ค่าลิขสิทธิ์ ค่าสิทธิบัตร ค่าแบรนด์ ค่าบังคับซื้อสินค้า การกู้เงินมาทำเป้าตามเงื่อนไขบังคับที่มีลักษณะมัดมือชก ค่าบริหารจัดการซึ่งล้วนเป็นการดูดกำไรกลับสู่มือทุนใหญ่หรือทุนต่างชาติ
รัฐสูญเสียอำนาจการควบคุมและคุ้มครองผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทุนท้องถิ่นและผู้บริโภคปล่อยให้มีบังคับใช้สัญญาที่ไม่เป็นธรรม การคิดค่าเช่าสถานที่ประกอบการสูง(ตามศูนย์การค้าและห้างยักษ์) อย่างไม่เป็นธรรมและไม่มีการควบคุม ทำให้ภาระถูกปัดมาให้ผู้บริโภค และการค้ากำไรเกินควรในทุกภาคส่วนของการค้า เช่นราคาน้ำเปล่าและน้ำแข็งในร้านอาหาร ราคาค่าทางด่วน ราคาน้ำมันและราคาไฟฟ้าที่ไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
ระบบข้างต้นทำลายผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทุนท้องถิ่น ชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจและการจ้างงานที่สำคัญที่สุดของสังคมถูกทำลาย และแปรสภาพจากชนชั้นกลางอิสระกลายมาเป็นลูกจ้างหรือทาสแรงงานทางอ้อม โดยมีทุนธนาคารถือแซ่ควบคุม
ทุกวันนี้ผู้บริโภคกลายเป็นตัวประกันหรือเหยื่อที่ไร้เดียงสาที่ง่ายต่อการใช้สื่อโฆษณาชักจูงไปทางไหนก็ได้ ไม่ต่างกับการเป็นตัวประกันทางการเมืองของนักการเมือง
ระบบข้างต้นมองว่าคนงานไม่ใช่มนุษย์ที่มีลมหายใจ มีความคิด ความรู้สึกและอารมณ์ แต่มองว่าเป็นชิ้นส่วนหนึ่งของการผลิต จะทิ้งขว้างบีบบังคับด้วยกฎ ระเบียบอย่างไรก็ได้ มองว่าทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเป็นของฟรีที่จะแย่งกันหยิบฉวยหรือทำลายได้อย่างเสรี
ระบบข้างต้นทำให้ประเทศและประชาชนมีหนี้สินล้นพ้นตน สถิติหนี้ต่อหัวต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นทุกปี และเป็นต้นตอของความคับข้องใจ ความไม่สงบสุขทางการเมือง ปัญหาครอบครัว ปัญหายาเสพย์ติดและอาชญากรรมที่ตามมา
ระบอบ คณาธิปไตยทางเศรษฐกิจการเมืองข้างต้นควรต้องได้รับการทบทวนและตรวจสอบอย่างจริงจังเพื่อความอยู่รอดของสังคมและชาติไม่ล่มสลายในระยะยาว ประเทศไทยไม่เพียงต้องการระบบการเมืองใหม่เท่านั้น แต่เราต้องการระบบเศรษฐกิจใหม่ที่มีความเป็นธรรมต่อประเทศและประชาชนทุกภาคส่วนด้วย
ตีพิมพ์ครั้งแรก: ประชาชาติธุรกิจ ตุลาคม 52

ความรุนแรงเชิงโครงสร้างต่อเหยื่อคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์

ที่มา ประชาไท

หากการตีแผ่ความฉ้อฉลและการเอาเปรียบ หลอกลวงของกษัตริย์...
การทำลายโซ่ตรวนแห่งความเชื่องมงายทางการเมือง และการยกระดับมนุษย์ที่ต่ำต้อยให้มีฐานะอันสมค่า
หากสิ่งเหล่านี้ถือเป็นการหมิ่นประมาทกล่าวร้าย
ก็ขอให้จารึกนามบนหลุมฝังศพข้าพเจ้าว่านักหมิ่นประมาทเถิด
[1]

โทมัส เพน (Thomas Paine)
มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาไทย หรือกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ (นี่คือชื่อเรียกที่ถูกต้อง โทษที่เรียกว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” นั้นเป็นคำเรียกในทางสามัญที่ไม่ตรงกับหลักการของลักษณะโทษในมาตรานี้) นั้นกล่าวได้ว่า เป็นคดีที่มีบทลงโทษที่รุนแรงมากทั้งโดยตัวมันเอง และโดยเปรียบเทียบ นอกจากนี้ยังมีปัญหาในอีกหลายด้าน อาทิ การตีความ, การนำมาใช้, การลงโทษ, ความล้าหลัง, ความเป็นการเมืองในตัวข้อกฎหมาย เป็นต้น
มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญานั้นเป็นเพียงข้อความสั้นๆ ที่ทรงพลังทางการเมืองตลอดมา (ดังจะอธิบายต่อไป) และได้สร้างกระบวนการ และโครงสร้างทางความรุนแรงผ่านตัวบทกฎหมายนี้ด้วย มาตรา 112 นี้ ความว่า;
ผู้ใดหมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปี ถึงสิบห้าปี[2]
โดยหลักการแล้ว ในทางสากลนั้นการดำรงอยู่ และมีผลบังคับใช้ของกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ โดยแยกแยะมาตรฐานออกจากความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไปนั้น ย่อมเป็นการขัดต่อระบบตรรกะของระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างมาก เพราะนั่นหมายถึงการสร้างหลักความไม่เท่าเทียมกันภายใต้คติของความเสมอภาคของประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังขัดกับหลัก King can do no wrong, because King can do nothing.[3] อีกด้วย และได้ก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นในหลายระดับ ซึ่งเอกสารชิ้นนี้ (ด้วยพื้นที่นำเสนอ และเวลาที่จำกัด คงไม่สามารถนำเสนอทุกรายละเอียดได้ จึงขอนำเสนอเฉพาะในส่วนที่คิดว่าสำคัญที่สุด) จะนำเสนอภาพความรุนแรง 3 ประการของมาตรา 112 คือ 1) การตีความ และโทษ, 2) การเป็นเครื่องมือทางการเมือง, และ 3) การบังคับกล่อมเกลา แล้วจากนั้นเอกสารชิ้นนี้จะนำข้อสรุปจากความรุนแรงทั้ง 3 ประการนี้ มาอธิบายระบบโครงสร้างที่ได้เกิดขึ้นกับ “เหยื่อคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์” นี้ต่อไป โดยเอกสารชิ้นนี้ไม่ได้มุ่งอภิปรายว่ากฎหมายมาตรานี้ควรมีอยู่ต่อไปหรือไม่ (ซึ่งจะต้องแยกประเด็นไปอีกต่างหาก) แต่จะพูดถึง “ผลของการมีอยู่ของกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในฐานะเครื่องมือก่อความรุนแรงในเชิงโครงสร้างขึ้น” หลังจากนั้นแล้ววิญญูชนพึงพิจารณาด้วยตัวปัจเจกบุคคลเองต่อได้ว่า กฎหมายข้อนี้พึงมีต่อไปหรือไม่ อย่างไร
0 0 0
การตีความ และโทษ
กฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งหากกล่าวกันตามหลักการที่สุดแล้ว กฎหมายดังกล่าวนี้เป็นกฎหมายที่ต้องตีความตามตัวอักษรอย่างเคร่งครัด โดยห้ามนำจารีตประเพณี หรือกฎหมายเทียบเคียงมาลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้โดยเด็ดขาด[4] ฉะนั้นหากจะว่ากันตามหลักการอย่างแท้จริงแล้ว กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมการหมิ่นประมาทบุคคลเพียง 4 บุคคลเท่านั้น คือ 1) พระมหากษัตริย์, 2) พระราชินี, 3) รัชทายาท, และ 4) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรืออีกนัยยะหนึ่ง หากตีความอย่างเคร่งครัดตามตัวอักษรอย่างแท้จริงแล้ว กฎหมายนี้ไม่ใช่กฎหมายหมิ่นประมาท‘สถาบัน’ พระมหากษัตริย์เสียด้วยซ้ำ เพราะพระบรมวงศานุวงศ์อื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวถึงไปแล้วนั้น ย่อมไม่มีสิทธิคุ้มครองตามกฎหมายนี้ นอกจากนี้การตีความคำว่า ‘หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้าย” นั้นยังคงอยู่ในขอบเขตของการโต้เถียงที่ไม่รู้จักสิ้นสุดอีกด้วย
คำว่าหมิ่นประมาทนี้ มีรากฐานมาจากคำว่า Libel ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นมาตราที่ประเทศไทยนั้นคัดลอก (แปล) มาจากกฎหมายของอังกฤษโดยตรง[5] ซึ่ง Oxford Advanced Learners’ Dictionary ได้ให้ความหมายไว้ว่า;
noun [U, C] : the act of printing a statement about somebody that is not true and that gives people a bad opinion of them: He sued the newspaper for libel.a libel action (= a case in a court of law)
verb [vn] : to publish a written statement about somebody that is not true: He claimed he had been libelled in an article the magazine had published.[6]
(My Emphasis)
จากจุดนี้เราจะพบว่า รากทางความหมายของคำว่าหมิ่นประมาทนั้นอยู่บนฐานของ 1) เป็นข้อมูลเท็จ (Statement that is not true) และ 2) ข้อมูลเท็จดังกล่าวส่งผลในแง่ลบต่อบุคคลนั้น (that [statement] gives people a bad opinion of them) ฉะนั้นตามหลักการแล้วการจะพิจารณาว่าบุคคลใด กระทำการหมิ่นประมาทต่ออีกบุคคลหนึ่งนั้นควรจะอยู่บนฐานของปัจจัยทั้งสองนี้อย่างเคร่งครัด คือ ต้องเป็นข้อมูลเท็จที่ส่งผลในด้านลบแก่ชีวิตของอีกบุคคลหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่การตีขลุมไปทั่วอย่างไร้หลักเกณฑ์ (ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป)
แต่ปัญหาสำคัญในเรื่องการตีความนี้คือ 1) การตีความอย่างไม่ตรงตามหลักการ และ 2) การตีความอย่างไร้มาตราฐาน ซึ่งในที่สุดแล้วจะก่อร่างเป็นระบบโครงสร้างความรุนแรงที่สำคัญของสังคมไทย ที่ (ในระดับหนึ่ง) ผูกติดชีวิตคนไว้กับอัตตวิสัยทางความคิด ความนิยมชมชอบ และอคติของสถาบันตุลาการ
แท้จริงแล้วสองประเด็นดังกล่าวนั้นก็มีความเกี่ยวข้องกันอย่างสูงมากในระดับที่พอจะกล่าวได้ว่าประเด็นที่ 2 เป็นผลต่อเนื่องจากประเด็นที่ 1 (หรือคิดในอีกแง่ ก็อาจจะบอกได้อีกว่า 1 เป็นผลของ 2) การตีความอย่างไม่ตรงหลักการนั้น เริ่มมาจากการไม่ปฏิบัติตามกระบวนการพิจารณากฎหมายอาญาในระดับพื้นฐานที่สุด (ที่แม้แต่เด็กมัธยมก็ต้องรู้กันแล้ว) นั่นเอง ทั้งนี้เพราะการปฏิบัติตามหลักการอย่างเคร่งครัดนั้นย่อมหมายถึงการจำกัดขอบเขตอำนาจของตุลาการลงด้วย และในกรณีของประเทศไทยนี้การพิจารณาอย่างอยู่ในขอบเขตของหลักการอย่างเคร่งครัดยังหมายถึง “การอนุญาตให้ก้าวล่วงเข้าไปในพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์[7] (ที่บังคับให้ศักดิ์สิทธิ์) มากจนเกินไป” ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อตุลาการไม่พยายามดำเนินการตัดสินตามหลักการ (จนในระยะหลังสำหรับประเทศไทย ในบางแง่อาจจะกล่าวได้ด้วยซ้ำว่า ไม่จำเป็นต้องตัดสินตามหลักการอีกต่อไป) นอกจากจะเป็นการขยายขอบเขตอำนาจของตัวผู้พิพากษาหนึ่งๆ ให้มีอำนาจเหนือความศักดิ์สิทธิ์แท้จริงของตัวบทกฎหมายแล้ว ยังก่อให้เกิดประเด็นความรุนแรงอีกประเด็นคือ “ความไม่มีมาตราฐานในการตัดสิน” ตามมาด้วย
เมื่อความไม่ต้องมีหลักการในการตีความกฎหมายเกิดขึ้นแล้ว นั่นย่อมหมายความว่าอำนาจในการตีความกฎหมายทั้งหมด ขึ้นอยู่กับ “ตัวตน, อคติ, และอัตตวิสัย” แห่งผู้พิพากษา (ผู้ซึ่งได้รับอำนาจมา โดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบ และการตรวจสอบจากสังคมใดๆ เลย) ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าผู้พิพากษานั้นก็ย่อมเป็น “มนุษย์” ที่หาได้ไร้ความรู้สึกผิดชอบ และอุดมการณ์ส่วนบุคคลไป ฉะนั้นการสร้างระบบอันบิดเบี้ยวที่กองอำนาจในการตัดสินชะตาบุคคลใดๆ ไว้กับการพิจารณาโดยปราศจากหลักเกณฑ์ จากบุคคลากรผู้ซึ่งกอปรด้วยอคติได้โดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบ และตรวจสอบทางสังคมใดๆ ย่อมนำพามาซึ่งความไร้ หรือไม่ได้มาตราฐานในการพิจารณาคดี (Autonomous Jurisdiction) ซึ่งหากกล่าวไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรไปจากอำนาจเผด็จการในทางศาล (แต่พยายามเรียกกันให้เสนาะหูขึ้นว่า “ตุลาการภิวัตน์”) และนั่นทำให้โทษหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ที่มีความเกี่ยวพันธ์กับ “อุดมการณ์, สำนึกทางการเมือง และอคติส่วนบุคคล” อย่างลึกซึ้งนั้นกลายมาเป็นมาตราหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดโครงสร้างความรุนแรงในการพิพากษามนุษย์ด้วยกัน ด้วยความไม่เท่าเทียมกัน
ดังเราจะเห็นการทำงานของระบบอันบิดเบี้ยวนี้ได้จากกรณีของดา ตอปิโด หรือชื่อจริงว่า ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ที่ต้องโทษคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ด้วยการจำคุกเป็นเวลา 18 ปีและเป็นการดำเนินคดีอย่างลับ ที่ไม่อนุญาตให้มีการประกันตัวแต่อย่างใด ในขณะที่ข้อความดังกล่าวที่ดารณีกล่าวนั้น ได้ถูกกล่าวซ้ำอีกโดยสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งสุดท้ายกลับ “หลุด” จากคดีนี้ ด้วยเหตุว่า “กระทำไปด้วยความจงรักภักดี” ทั้งที่ตามหลักการแล้วผู้ที่เผยแพร่ซ้ำนั้นต้องระวางโทษเดียวกับผู้ริเริ่มถ้อยคำนั้นๆ (จุดนี้แสดงชัดเจนถึงความ “ไร้หลักการ และไม่ได้มาตราฐานในการพิจารณาไปพร้อมๆ กัน”)
ไม่ต้องเอ่ยถึงกรณีของ ส.ศิวลักษณ์ หรือสุลักษณ์ ศิวลักษณ์ ที่กล่าว “โจมตี/วิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์หลายต่อหลายครั้ง และรุนแรงมากๆ (เช่น มีการใช้คำว่า “เหี้ย” ประกอบ)” กลับ “หลุด” จากคดีลักษณะนี้ทุกครั้ง ด้วยอคติว่า “จงรักภักดี” แต่ดารณีนั้น ไม่ได้กล่าวโจมตีโดยตรงเลย เพียงแต่เอ่ยถึงสีเหลือง, สีฟ้า, ฯลฯ เท่านั้นกลับโดนโทษถึง 18 ปี[8]
ทั้งนี้ ขอให้เข้าใจด้วยว่า เอกสารนี้ไม่ได้มุ่งจะบอกว่าสนธิ ลิ้มทองกุล หรือสุลักษณ์ ศิวลักษณ์ นั้นสมควรโดนจับเข้าคุก หรือเป็นเหยื่อทางตรงต่อมาตรา 112 นี้อีก เพียงแต่มุ่งจะเทียบเคียงให้เห็นภาพถึงภาวะ “อัตตวิสัยในการตัดสินคดีของโครงสร้างเผด็จการทางการศาล” ที่เกิดขึ้นจากมาตรา 112 นี้ เท่านั้น (ยังไม่นับกรณีที่เพียงแค่ ไม่ยืนในโรงหนัง ของนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง และอีกหลายๆ กรณีที่ล้วนแต่ส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกันทั้งในทางตรง และเชิงสัมพัทธ์)
ในแง่ของโทษนั้นค่อนข้างจะชัดเจน (และมีการเอ่ยถึงประเด็นนี้หลายครั้งแล้ว) ถึงความไม่ได้สัดส่วนตามหลักความได้สัดส่วน (Proportionality / Proportional Justice / Retributive Justice) ซึ่งเป็นหลักที่อธิบายถึงคติว่าด้วยการกำหนดโทษต่อผู้กระทำผิดอย่างได้สัดส่วนเหมาะสมกับความผิดที่กระทำนั้นๆ[9] โดยมาตรา 112 นี้มีการกำหนดโทษสูงสุดไว้มากถึง 15 ปี (ซึ่งมากกว่าในช่วงการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งระวางโทษสูงสุดเพียง 7 ปีเสียอีก) ซึ่งระดับโทษของการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นี้ มีมากในระดับเดียวกับ ป. อาญา มาตรา 114 ซึ่งว่าด้วยการตระเตรียมการเพื่อก่อกบฏ ซึ่งเป็นการสะท้อนว่า โทษของมาตรา 112 นี้ได้ให้สัดส่วนความสำคัญกับการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์สำคัญเทียบเท่ากับการพยายามก่อกบฏล้มล้างการปกครอง และยังมีบทลงโทษที่รุนแรงมากกว่าการวางยาพิษคนทั้งชุมชน อย่างในมาตรา 237 ของ ป.อาญา อีกต่างหาก (ไม่ต้องเอ่ยถึงที่หลายต่อร้ายครั้งแม้แต่คดีฆ่าคนตาย ยังได้รับลดหย่อนโทษไปมา จนกระทั่งโทษน้อยกว่านักโทษคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นี้เลย)
ด้วยความที่โทษของ มาตรา 112 มีความรุนแรงมาก และวางอยู่บนฐานของอัตตวิสัยในการตัดสินความ จึงส่งผลให้การนำมาใช้นั้นกลายมาเป็นเครื่องมือชั้นยอดในทางการเมือง และความเป็นเครื่องมือดังกล่าวนั้นก็ได้ก่อระบบความรุนแรงที่น่าสะพรึงกลัวขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทย
0 0 0
การเป็นเครื่องมือทางการเมือง (การนำมาใช้)
กฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้น เป็นกฎหมายที่ถูกนำมาใช้ในฐานะ เครื่องมือ (Mechanism)” ที่สำคัญในทางการเมืองไทยมาตลอดหลายทศวรรษทั้งในแง่ผล 1) ทางตรง (คือการส่งคนเข้าคุก), และ 2) ทั้งในฐานะข้ออ้างทางการเมือง (ทั้งสร้างความชอบธรรมให้แก่ตน และความน่ารังเกียจเดียดฉันท์ให้แก่ผู้อื่น และรวมถึงการเป็นการ “ข่มขวัญ” ไปด้วยในที) ซึ่งประเด็นการนำมาตรา 112 มาใช้เหล่านี้ได้ก่อร่างระบบความรุนแรงในเชิงโครงสร้างในสังคมไทยขึ้นมา
การนำมาใช้ลงโทษในทางตรงนั้น กล่าวได้ว่าเกิดขึ้นอย่างถี่มาก (โดยเฉพาะในกรณีที่ผ่านเข้าสู่สื่อสารมวลชนหลัก) นับตั้งแต่การถือกำเนิดขึ้นของขบวนการที่เรียกว่า “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)” และการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยผลจากการที่การพิจารณา และตัดสินคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้นอยู่บนฐานของความ “ไร้หลักการ และมากด้วยอคติ” ดังได้กล่าวไปแล้วนั้น ทำให้การใช้มาตรา 112 มาลงโทษนี้ (เป็นไปในทางตรงกันข้ามกับข้อเสนอของวรเจตน์ ภาคีรัตน์) เป็นการพิจารณาลงโทษด้วยอุดมการณ์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ใช่อุดมการณ์ตามแบบรัฐธรรมนูญนิยม[10]
การนำโทษมาใช้ในทางตรง คือกระบวนการส่งคนเข้าคุกนั้น เป็นทั้งการสร้างความรุนแรงทางตรง (จากความรุนแรงทางโครงสร้าง) และในขณะเดียวกันยังเป็นกระบวนการที่สำคัญมากๆ ในการก่อตัวของชุดโครงสร้างความรุนแรงที่เป็นผลต่อเนื่องกันมา คือ การใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และเครื่องข่มขวัญ กล่อมเกลา กล่าวคือเอกสารนี้ต้องการจะนำเสนอว่า “การมีอยู่ของตัวมาตรา 112 นั้นไม่ใช่สารถะสำคัญในกระบวนการสร้างความรุนแรง หากแต่เป็นกระบวนการนำมันมาใช้จนปรากฏผลแก่สายตา” ต่างหาก ดังจะเห็นได้จากการที่ประเทศอังกฤษเองก็ยังคง “มีตัวกฎหมาย” ในลักษณะนี้อยู่ “แต่ไม่มีการบังคับใช้ (แม้จะยังคงอยู่ในอำนาจการบังคับใช้ได้)” ระบบความรุนแรงของตัวกฎหมายนี้ก็ไม่เกิดขึ้น เช่นกันกับกฎหมายหมิ่นประมาทประมุข/พระประมุขของรัฐอื่น ในประมวลกฎหมายอาญาของไทยเอง[11] ที่แม้จะเป็นโทษในลักษณะเดียวกัน แต่ไม่มีการบังคับใช้ ก็ย่อมไม่ได้ก่อให้เกิดความหวาดกลัว และความรุนแรงขึ้นทั้งในทางตรง และเชิงโครงสร้าง ดังจะเห็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือด่า ประณามประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งเป็นประมุขของประเทศอเมริกา หรือรัฐอื่นๆ ได้อย่างออกนอกหน้า และไม่ต้อง “หลบๆ ซ่อนๆ” หรือกรณีที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปราศัยประณามสมเด็จฮุนเซ็นข้ามวันข้ามคืน ในช่วงที่มีการประท้วงเรื่องกรณีพิพาทเขาพระวิหาร เป็นอาทิ ที่แม้จะเป็นโทษในลักษณะเดียวกัน แต่ไม่มีการบังคับใช้ ก็ย่อมไม่ได้ก่อให้เกิดความหวาดกลัว และความรุนแรงขึ้นทั้งในทางตรง และเชิงโครงสร้าง ดังจะเห็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือด่า ประณามประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งเป็นประมุขของประเทศอเมริกา หรือรัฐอื่นๆ ได้อย่างออกนอกหน้า และไม่ต้อง
ด้วยเหตุนี้เองกระบวนการลงโทษโดยตรง ให้ปรากฏแก่สายตานั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุด เกี่ยวกับมาตรา 112 นี้ (หากไม่นับประเด็นเรื่อง “การตีความ” ซึ่งกล่าวไปแล้ว) และดังได้กล่าวไปคือ ในบางแง่สำคัญเสียยิ่งกว่าการคงอยู่ของตัวบทมาตราเองเสียอีก เพราะการลงโทษโดยตรงคือการปูทางให้กับความสามานย์อีกหลายประการที่จะกล่าวถึงต่อไป
การถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองประเด็นนี้เป็นภาพที่ชัดเจนมากมาตั้งแต่สมัยนายปรีดี พนมยงค์แล้ว และก็ยังคงใช้อยู่เรื่อยๆ และหนักข้อขึ้นทุกที เหตุผลสำคัญที่มำให้กฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้นถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเสมอนั้นก็เพราะ 1) เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ (เชิงบังคับ) ของชาวไทยโดยตรง, 2) เป็นมาตราที่ใครอยากจะกล่าวอ้าง กล่าวหาก็ได้ นอกจากนี้หลักการในการพิจารณาคดีนั้นยังอยู่บนฐานของอัตตวิสัยที่มีความเลื่อนลอยสูง, และ 3) การมีบทลงโทษที่รุนแรง (ซึ่งเป็นผลโดยอ้อมในกรณีนี้ ดังจะอธิบายต่อไป)
สำหรับภาวะของเรื่องพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ (เชิงบังคับ) และผลโดยอ้อมของการมีบทลงโทษที่รุนแรงนั้น จะขอยกไปพูดในตอนหลังเนื่องจากจำเป็นจะต้องเข้าใจในประเด็นเพิ่มขึ้นจากส่วนนี้ก่อน (ประเด็นเหล่านี้จะชัดเจนในหัวข้อการบังคับกล่อมเกลา ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป)
ในกรณีสำคัญของส่วนนี้นั้นคือประเด็นเรื่องการที่มาตรา 112 นี้อยู่บนฐานที่ว่า “ใครจะฟ้องร้องก็ได้” ไม่จำเป็นจะต้องเป็นตัวเจ้าทุกข์เองโดยตรง (ดังเช่น กฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลโดยทั่วไป) ประเด็นนี้เองทำให้เกิด “ความลื่นไหลในการใช้งาน (Fluency)” และเป็นสิ่งที่ “เมื่อเกิดการฟ้องแล้ว (และหากคดีเกิดดังขึ้นมา)” ในระดับหนึ่งนั้นจะก่อให้เกิด “ความยากในทางเลือกในการตัดสิน ด้วยพลังทางสังคม ที่ไม่ต้องการให้ตัดสินว่าไม่ผิด” เพราะประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่ถูกทำให้รู้สึกว่า เพียงแค่เรื่องนิดๆ หน่อยๆ ก็ผิดแล้ว กล่าวคืออ่อนไหว (sensitive) เอาเสียมากๆ ฉะนั้นการกล่าวหาแบบด้วยประเด็นเล็กๆ น้อยๆ (เช่น การไม่ลุกยืนในโรงภาพยนตร์ ของโชติศักดิ์ อ่อนสูง เป็นอาทิ) หรือการกล่าวหาอย่างยังไม่รู้หลักฐานที่แน่ชัด หรือมีความคลุมเครือสูง (เช่น กรณีที่คณะรัฐประหารกล่าวหาทักษิณ ชินวัตร, หรือกรณีการไปกล่าวปาฐกถาของจักรภพ เพ็ญแข – กรณีหลังนี้ผู้เขียนเห็นว่าไม่ได้มีความผิดเลย – จนต้องลาออกจากตำแหน่ง และอยู่ในระหว่างการดำเนินคดี, เป็นอาทิ) ประเด็นนี้ เมื่อยิ่งเข้าไปผนวกกับภาวะอัตตวิสัยในการตัดสินความด้วยแล้ว ยิ่งก่อให้ระบบความรุนแรงนี้ฝังรากอย่างเหนียวแน่นในสังคมอย่างหนักข้อยิ่งขึ้นไปอีก
ความง่ายในการฟ้องร้อง ที่ใครคิดจะฟ้องก็ได้นี้เองที่ได้แพร่กระจายระบบแห่งความรุนแรงให้สะพัดไปทั่ว เพราะกลายเป็นระบบที่ ทำให้เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ (แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดภาพลบ) ไม่สามารถพูดในที่แจ้งได้ ต้องอาศัยการพูดกันอย่างลับๆ หรือกล่าวในอีกทางหนึ่ง มาตรา 112 นี้สร้างโครงสร้างแห่งความรุนแรง โดยการทำให้ ประชาชนกลายร่างเป็นตำรวจแห่งอัตตวิสัย ภายใต้ภาวะอ่อนไหวอย่างวิตกจริต นั่นเอง ในทางหนึ่งเราจึงพอจะกล่าวได้ว่า การนำมาตรา 112 มาใช้นั้น คือการมอบอำนาจให้ประชาชนก่อความรุนแรงให้กัน และกันเอง
เมื่อผนวกเรื่องการฟ้องร้องจากผู้ใดก็ได้ เข้ากับระบบอคติตัดสินความแล้ว ทำให้เป็นเรื่องที่ง่ายมากในการผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นประโยชน์ในทางการเมือง ในประเด็นนี้สุธาชัย ยิ้มประเสริฐได้เสนอไว้ในงานสัมนาว่าด้วยกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ กับสิทธิมนุษยชนที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2552 ที่ผ่านมา โดยสุธาชัยได้เสนอว่า ในระยะที่ผ่านมา (หลังจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549) ซึ่งมีการแบ่งฝากทางการเมืองอย่างชัดเจน เป็นฝ่ายเสื้อเหลือง (พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) และฝ่ายเสื้อแดง (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ – นปช.) นั้นสุธาชัยชี้ให้เห็นว่า แทบทุกกรณีที่เป็นคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ที่มีโด่งดังในสังคมนั้นมีแนวโน้มที่จำเลยฝ่ายเสื้อแดง หรือมีแนวโน้มไปทางเสื้อแดงมากกว่าเสื้อเหลือง จะโดนตัดสินว่ามีความผิด โดยสุธาชัยได้ยกกรณีตัวอย่างที่สุธาชัยนับได้ประกอบ 17 กรณีมาชี้ให้เห็นว่าทำคนที่โดนตัดสินว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้นมีแนวโน้มอยู่ทางฝ่ายเสื้อแดง (หรือต่อต้านเสื้อเหลืองอย่างชัดเจน) ทั้งสิ้น ในขณะที่คดีที่ฝ่ายเสื้อเหลืองเป็นจำเลยในคดีแทบไม่มี (หรือไม่มีเลย) ที่โดนตัดสินว่ามีความผิด ทั้งที่ลักษณะทางการกระทำคล้ายกัน หรือเหมือนกันเลย หรือโดยสรุปก็คือ สุธาชัยได้เสนอกับว่าในระยะที่ผ่านมานี้ มาตรา 112 คือเครื่องมือที่ฝ่ายเสื้อเหลือง และ “อำมาตย์ (ซึ่งหมายรวมถึงตุลาการ และที่เหนือกว่านั้นขึ้นไปด้วย)” ใช้ในการข่มเหงทางการเมืองต่อฝ่ายเสื้อแดง (ซึ่งก็คงกล่าวได้ว่าจริงโดยมาก)
งานเขียนชิ้นนี้อยากจะเสนอเพิ่มเติมจากข้อเสนอของสุธาชัยด้วยว่า ประเด็นสำคัญ “ในนัยยะทางการเมือง” ต่อการนำมาตรา 112 มาลงโทษประชาชน (ฝ่ายเสื้อแดง) นั้นไม่ใช่การหมายหัวรายบุคคลต่อผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ แต่การลงโทษคนๆ หนึ่งนั้น เพื่ออาศัยพลังทางสัญญะในตัวมันมาสะท้อน / กล่าวหา (แบบเชิงบังคับ) ตัวตนของทั้งขบวนการ ที่กล่าวเช่นนี้หาได้ต้องการลด “คุณค่า และศักดิ์ศรี” ของผู้ถูกกล่าวหาไม่ (อนึ่งผู้เขียนนั้นมีคติในทางตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ) แต่ที่ต้องการจะสื่อนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องทำความเข้าใจ เพื่อจะได้เห็นหน้าที่ในฐานะเครื่องมือทางการเมืองอย่างแท้จริง ของมาตรา 112 ว่า การเป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้น ไม่ใช่ความคิดคับแคบอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล พยายาม “จัดการ” ดารณี หรือจักรภพ ในฐานะการจัดการปัจเจกนั้น ผู้เขียนเชื่อว่าไม่มีทางเป็นไปได้ หรืออย่างน้อยที่สุด “ไม่มีทางเป็นเป้าหมายหลัก” แต่การ “จัดการ” ดารณี หรือจักรภพนั้นคือ การจัดการขบวนการเสื้อแดงทั้งขบวนการต่างหาก เช่นเดียวกันกับภาพที่กว้างขึ้น กับบุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับขบวนการเสื้อเหลือง หรือเสื้อแดง อย่างแฮร์รี่ นิโคไลเดส (Harry Nicolaides)[12] นั้นก็เป็นไปด้วยตรรกะแบบเดียวกัน เพียงแต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองในระนาบที่ใหญ่กว่า สูงกว่ากรณีเสื้อเหลือง – เสื้อแดง คือ การจัดการนิโคไลเดสนั้น คือการจัดการ “ขบวนการไม่นิยมเจ้า” หรือ “ขบวนการไม่นิยมการนิยมเจ้า” ทั้งขบวนการ โดย “ขบวนการนิยมเจ้า[13] นั่นเอง
0 0 0
การบังคับกล่อมเกลา[14]: ประชาชนชาวไทยทุกคน
(รวมถึงชาวต่างชาติในอาณาเขตประเทศไทย)

ล้วนคือเหยื่อของกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น
เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “เหยื่อคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์” แล้ว โดยมากจะพาลนึกถึง “ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์” กัน ซึ่งเป็นเรื่องจริง และชัดเจนว่าพวกเขาเหล่านั้นคือ “เหยื่อที่ชัดเจน และรุนแรงที่สุดจากมาตรา 112 นี้” แต่จากที่งานชิ้นนี้อธิบายมาทั้งหมดนั้น ค่อนข้างจะเห็นได้ชัดถึงทิศทางที่งานชิ้นนี้จะนำเสนอ นั่นก็คือ ระบบความรุนแรงจากกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้น ทำให้ทุกคนที่เป็นคนไทย หรือต่างชาติในไทย ตกเป็นเหยื่อความความรุนแรงนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนิยมเจ้า หรือไม่นิยมเจ้า หรือกลุ่ม / ขบวนการ / สำนักคิดแบบอื่นๆ
ระบบความรุนแรงที่มาตรา 112 และการบังคับใช้มันได้ร่วมกันสร้างขึ้นนั้น ได้ก่อให้เกิดภาวะ “สงัดเงียบทางความคิด และแน่นิ่งทางความคิดความเชื่อ” ขึ้น กล่าวคือ มาตรา 112 ได้กลายเป็นเครื่องกักกันความคิด ที่ไม่อนุญาตให้มีการนำเสนอการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา และด้วยการบังคับใช้ที่เข้มข้นนั้นทำให้ การนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ถูกรีดเร้นเค้นออกมาแต่เพียงด้านเดียว คือ การเยินยอ สรรเสริญ
ด้วยเหตุนี้เองผู้เขียนจึงกล่าวว่าประชาชนชาวไทยทุกคน รวมถึงชาวต่างชาติในประเทศไทยนั้นล้วนตกเป็นเหยื่อของมาตรา 112 นี้ เพราะวาทกรรมด้านเดียวที่ผลิตขึ้นจากระบบความรุนแรงของมาตรา 112 ได้ทำการกล่อมเกลาเชิงบังคับ ให้เกิดความรู้สึกด้านบวกเท่านั้น ต่อสถาบันกษัตริย์ ฉะนั้น “ความเป็นเหยื่อขั้นพื้นฐาน” ที่ทุกคนได้รับเมื่อเกิดบนแผ่นดินนี้ก็คือ ค่านิยมตามแบบคติของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ต้องถูกบังคับให้เป็นไพร่โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว และเชื่อฟังประหนึ่งสุนัขทรงเลี้ยงนั่นเอง
สภาพการถูกกล่อมเกลาเชิงบังคับจากระบบความรุนแรงของมาตรา 112 นี้ทำให้ประชาชนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนถูกกดให้โงหัวไม่ขึ้น หรือจะเงยขึ้นก็ยากนัก และไม่สู้จะเงยได้อย่างเต็มกำลังอย่างที่อยากจะเงย และนั่นทำให้ในหลายๆ ระดับ ไม่เปิดช่องทางอื่นให้ประชาชนเลือกเดิน นอกจากแหงนคอรอความช่วยเหลือจากสถาบันกษัตริย์ (หรือเครือข่าย) และนั่นหมายถึงการเปิดโอกาสให้สถาบันกษัตริย์ลงมาคลุกคลีกับการเมืองทั้งที่ไม่ควรมีสิทธินั้น “ไม่ว่าจะกรณีใดๆ (นอกเสียจากจะต้องมีความรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ และตรวจสอบได้อย่างเต็มที่)” ตามหลัก The King can do no wrong, because The King can do nothing.หรือกล่าวอีกทางหนึ่งก็คือ ในแง่หนึ่งนั้นระบบความรุนแรงของมาตรา 112 ก็คือระบบที่ (เครือข่าย)สถาบันพระมหากษัตริย์สร้างขึ้นมา เพื่อเปิดประตูสู่การเข้าไปคลุกคลีในเวทีการเมืองของตนนั่นเอง
ระบบความรุนแรงของมาตรา 112 นั้นเป็นส่วนเติมเต็มที่สำคัญมากๆ ของพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งนั่นทำให้ความรุนแรงทวีกำลังมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะกับเหยื่อผู้ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์โดยตรง กล่าวคือ เมื่อระบบความรุนแรงดังกล่าวนี้ได้สร้างวาทกรรมด้านเดียวมากล่อมเกลาเชิงบังคับอยู่ตลอดเวลาแล้ว จึงก่อให้เกิดภาวะ “การอะลุ่มอลวย หรือผ่อนผันเพื่อสถาบันกษัตริย์” เป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการ “ปล่อยนักโทษผู้มีความประพฤติดี ในวันเฉลิมฉลองเสด็จพระราชสมภพ (5 ธันวาคม ของทุกปี)” เป็นอาทิ (ไม่ต้องเอ่ยถึง อำนาจการนิรโทษกรรม ที่ให้เอกสิทธิ์สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือกฎหมายทั้งมวล รวมถึงรัฐธรรมนูญด้วย)
ภาวการณ์ “อะลุ่มอลวยเพื่อพ่อ” นี้นี่เองที่ทำให้ผู้ต้องหา/ต้องขัง คดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้นอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ยิ่งขึ้นไปอีก จากที่เดิมทีก็ตกเป็นเป้าประณามของมวลมหาประชาชนที่ตกอยู่ใต้ภวังค์แห่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว เมื่อมาอยู่ในคุกนั้น แม้คดีที่พวกเขาเหล่านั้นก่อนั้น “โดยหลักการ” แล้วจะต้องนับว่าเบากว่าการฆ่าคน หรือค้ายาเสพติดจำนวนมหาศาลมาก แต่ก็จะถูกผลักดันให้อยู่ในระดับเดียวกัน หรืออาจะเหนือกว่านักโทษคดีร้ายแรงทั้งสองประเภทเสียอีก ทั้งนี้แน่นอนว่าในระดับหนึ่งนั้นเป็นเพราะนักโทษเหล่านั้นเองก็มีส่วนที่ตกอยู่ใต้ภวังค์แห่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วย แต่ประเด็นสำคัญนั้นคือ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์คือผู้ซึ่งกระทำผิดต่อบุคคลซึ่งนักโทษเหล่านั้นหวังว่าสักวันหนึ่งจะมาช่วยปลดปล่อยพวกตนไปสู่อิสรภาพ (จากโครงการอะลุ่มอล่วยเพื่อพ่อ, หรือนิรโทษกรรม, ฯลฯ) และนั่นทำให้ผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้นตกอยู่ในสถานะที่ย่ำแย่มาก
ผู้เขียนได้มีโอกาสไปฟังสัมมนาที่คุณ ประเวศน์ ประชานุกูล ทนายของดารณี ชาญเชิงศิลปกุลในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นี้พูดถึงสภาพความเป็นอยู่ของคุณดารณีในเรือนจำ และได้มีโอกาสพูดคุยเป็นการส่วนตัวเล็กน้อย[15] จึงขอนำมาสรุปไว้ ณ ที่นี้ พอสังเขป เพื่อเป็นตัวอย่างประกอบการอธิบายของเอกสารชิ้นนี้
คุณ ประเวศน์ได้ให้ข้อมูล ไว้ว่าเริ่มแรกเลยนั้นสิ่งที่คุณดารณีต้องถูกกระทำก็คือการโดน “กักเดี่ยว”[16] ซึ่งขั้นตอนนี้ผู้ต้องขังทุกคนจะต้องประสบเหมือนกันทั้งหมด โดยผู้ต้องขังจะต้องโดนกักเดี่ยวนี้ประมาณคนละ 1 เดือน (คุณ ประเวศน์เล่าว่า เป็นเหมือนการ “รับน้อง” ของเรือนจำ) แต่กรณีของคุณดารณีนี้เมื่อแรกเข้า กลับโดนกักเดี่ยวมากกว่าผู้ต้องขังผู้อื่นถึง 2 เท่าตัว คือ ประมาณ 2 เดือน (ไม่ได้เข้าสังคมเลยในช่วงกลางวันเป็นเวลา 2 เดือน)
จากนั้นเมื่อพ้นระยะกักเดี่ยวแล้วคุณดารณีก็พบว่า ชื่อและหน้าตาของเธอเป็นที่รู้จักของคนแทบทั้งเรือนจำ เนื่องจากมีการปิดประกาศป้ายชื่อ ซึ่งการปิดประกาศป้ายชื่อดังกล่าวนี้จะปิดเฉพาะนักโทษที่มีคดีร้ายแรงที่สุด 5 คนเท่านั้น (ผู้เขียนเข้าใจว่า นัยหนึ่งก็เพื่อให้มีการระวังตัวกันเองในหมู่ผู้ต้องขังด้วย) ซึ่งคุณดารณี ผู้ต้องขังคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้นได้อยู่บนทำเนียบเดียวกันกับนักโทษคนอื่นๆ อีก 4 คน ผู้มีคดีฆ่าคนตายบ้าง หรือค้ายาเสพติดเกินกว่าหนึ่งหมื่นเม็ดบ้าง ซึ่งนั่นทำให้คุณดารณีเป็นที่จับตามองทั้งในหมู่ผู้ต้องขังเอง และต่อเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ด้วย
จากการเป็นที่จับตามองนี้เอง (ดาราเรือนจำจำเป็น?) ทำให้ในระยะแรกคุณดารณีได้รับเลือกให้เป็น “แม่ห้อง” (คล้ายกับหัวหน้าห้อง ในห้องขังหนึ่งๆ) ซึ่งทำให้เธอมีภาระหน้าที่มากขึ้น แต่ในจุดนี้นั้นคุณ ประเวศน์เล่าว่าตัวคุณดาเองไม่ได้มีปัญหามากนัก แต่การมีภาระหน้าที่มากขึ้นนั้นย่อมหมายถึงการเปิดโอกาสให้จับผิดได้มากขึ้นด้วย ซึ่งคุณดารณีเองก็โดน และถูกปลดออกจากตำแหน่งแม่ห้อง เมื่อนักโทษคนอื่นขึ้นมาเป็นแม่ห้อง ก็ได้มีส่วนในการกลั่นแกล้งคุณดารณี เช่น การไม่อนุญาตให้ไปเข้าห้องน้ำ (คือ เมื่อนักโทษต้องการจะเข้าห้องน้ำจะต้องขออนุญาตแม่ห้องทุกครั้ง และหากแม่ห้องไม่อนุญาตก็จะต้อง “กลั้น” ไว้เช่นนั้นจนกว่าจะถึงเวลาพัก) เป็นต้น
ร้ายแรงยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ เมื่อคุณดารณีป่วย (จนถึงปัจจุบันนี้ด้วย) ซึ่งทางโรงพยาบาลของทางราชทัณฑ์เองรักษาให้ไม่ได้ เนื่องจากขาดอุปกรณ์ จึงมีการทำเรื่องขอต่อศาลเพื่อนำตัวออกจากเรือนจำเป็นการชั่วคราว แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธินั้น โดยศาลอ้างว่าทางราชทัณฑ์เองก็มีโรงพยาบาลอยู่ (ในขณะที่โรงพยาบาลของราชทัณฑ์นั้นเอง บอกให้คุณดารณีหาทางออกมารักษาข้างนอก!!!)
นอกจากนี้อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากในสายตาผู้เขียนก็คือ การบีบให้คุณดารณียอมเซ็น “ไม่อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยม” ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นสิทธิของผู้ต้องขังที่จะให้ญาติเข้าเยี่ยมได้ และทางราชทัณฑ์ไม่มีอำนาจเหนือสิทธินี้ (มีเพียงแค่อำนาจในการตรวจค้น) ผู้ซึ่งตัดสินใจว่าจะให้ญาติเยี่ยมหรือไม่คือตัวผู้ต้องขังเท่านั้น ซึ่งในจุดนี้เองคุณประเวศน์ได้เล่าว่าทางราชทัณฑ์ได้บังคับให้คุณดารณีเซ็นไม่ยินยอมดังกล่าว
อนึ่งคุณประเวศน์ได้(ฝาก)ไว้อีกว่า ทุกๆ ครั้งที่มีการกระจายข่าวเรื่องความไม่ยุติธรรมของคุณดารณีที่เกี่ยวพันธ์กับทางราชทัณฑ์ให้เป็นที่รู้กันในทางสาธารณะจะเป็นการช่วยลดความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดกับผู้ต้องขังผู้นี้ได้ เพราะทางราชทัณฑ์จะทำการระงับ “บทลงโทษ” ที่จัดหามาให้คุณดารณีทันที เพื่อแลกเปลี่ยนกับการแก้ข้อความส่วนที่เกี่ยวกับราชทัณฑ์ออกไป
จากข้อมูลที่เราได้รับจากคุณประเวศน์นี้ทำให้เราได้เห็นถึงวิถีของการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม และรุนแรงต่อผู้ต้องหา/ต้องขังในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ว่าไม่ยุติธรรมยิ่งนัก ทั้งจากสังคมภายนอก, เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ (บางส่วน), และในหมู่ผู้ต้องขังด้วยกันเอง โดยเฉพาะกรณีของคุณดารณีนี้ ที่ยังยืนยันจนถึงบัดนี้ว่าจะไม่ขอพระราชทานอภัยโทษ (Royal Pardon) ซึ่งเท่ากับเป็นการท้าทายอำนาจของ (เครือข่าย)สถาบันกษัตริย์อย่างหนักข้อขึ้นไปอีก
0 0 0
โดยสรุป มาตรา 112 และการนำมาใช้นั้น ได้ก่อระบบความรุนแรงทางโครงสร้างขึ้น ที่บังคับให้ทุกคนคิดได้ในทางเดียว และกำจัดสิ้นความเห็นอีกทางหนึ่งด้วยทุกวิถีทาง โครงสร้างความรุนแรงดังกล่าวนั้นได้ทำให้ประชาชนทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินไทยกลายเป็นเหยื่อของวาทะ เป็นเหยื่อในระบบความรุนแรง ที่เป็นเบี้ยในการทำลายคู่ตรงข้ามของเจ้าของวาทะนั้น ซึ่งนั่นเป็นเรื่องน่าอาลัย และรุนแรงยิ่งบนดินแดนที่ (พยายาม) จะเรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย
ด้วยความเคารพ



[1] อ้างใน จรัล โฆษณานันท์, ความรุนแรงแห่งโทษที่ไม่เป็นธรรม และการปิดกั้น “ความจริง” ในมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา, ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 (เมษายน – มิถุนายน 2552), (กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน), หน้า 91.
[2] เข้าถึงได้จาก; http://www.lawyerthai.com/law/articles.php?articleid=9&cat=524
[3] อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในประเด็นนี้ได้จาก พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล, หลักการประชาธิปไตยว่าด้วย พระราชอำนาจ (ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม – สมบูรณ์), กระดานสนทนาฟ้าเดียวกัน, เข้าถึงได้จาก http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=37069&st=0&p=424584&fromsearch=1&#entry424584 [เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2552].
[4] โปรดดู ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ, หลักกฎหมาย: กฎหมายอาญาภาคทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่ 9, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2550), หน้า 147 – 148.
[5] คำอภิปรายของ ศ.จิตติ ติงศภัทิย์ ใน ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข, ปาจารยสาร ปีที่ 14 ฉบับที่ 6 (พฤศจิกายน – ธันวาคม) 2530, หน้า 39 – 40. อ้างใน จรัล โฆษณานันท์, ความรุนแรงแห่งโทษที่ไม่เป็นธรรม และการปิดกั้น “ความจริง” ในมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา, อ้างแล้ว, หน้า 90.
[6] เข้าถึงได้จาก http://www.oup.com/oald-bin/web_getald7index1a.pl
[7] คำของ นิธิ เอียวศรีวงศ์
[8] คม ชัด ลึก, ฉบับ 28 สิงหาคม 2552.
[9] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก http://en.wikipedia.org/wiki/Proportionality_(law) และ http://en.wikipedia.org/wiki/Retributive_justice
[10] วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เสนอไว้ว่า “มาตรา 112 จะตีความโดยใช้อุดมการณ์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาปรับไม่ได้ จะต้องตีความให้สอบรับกันกับหลักในทางรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินี้ต้องตีความในแง่ที่ เป็นการคุ้มครองบุคคลของรัฐ” อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน; วรเจตน์ ภาคีรัตน์, กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับความมั่นคงของรัฐ ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ, ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 (เมษายน – มิถุนายน 2552), (กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน), หน้า 110 – 118. [ส่วนที่ยกมานั้นปรากฏในหน้า 115]
[11] มาตรา 133 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ความว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปีหรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” (เน้นคำโดยผู้เขียน)
[12] อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมกรณีของนิโคไลเดสได้จาก Times Online (19 January 2009), Writer Harry Nicolaides jailed for insulting Thai King, available at http://www.timesonline.co.uk/tol/news/world/asia/article5544354.ece [Date of Access 30 October 2009]
[13] คำว่าขบวนการนิยมเจ้าในที่นี้นั้นหมายรวมถึง “ราชสำนัก” เองด้วย ซึ่งในทางหลักการแล้ว ต้องนับว่าเป็นขบวนการนิยมเจ้าที่นิยมเจ้ามากที่สุด
[14] เนื้อหาในส่วนนี้อาจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, ถึงบรรดาผู้จงรักภักดี เวลาคุณพูดว่า “ในหลวงทรงทำความดี” (คนไทยจึงเคารพ): “ถ้าผมถามว่าคุณรู้ได้อย่างไร?” คุณตอบไม่ได้หรอก, กระดานสนทนาฟ้าเดียวกัน, เข้าถึงได้จาก http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=20957&st=0&p=239813&fromsearch=1&#entry239813สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, ความจงรักภักดี/ความเป็นศูนย์รวม แท้จริงต้องวางอยู่บนฐานของเสรีภาพ, กระดานสนทนาฟ้าเดียวกัน, เข้าถึงได้จาก http://sameskyboard.com/index.php showtopic=13789&st=0&p=146118&fromsearch=1&#entry146118 . ;
[15] ในเบื้องแรก ผู้เขียนมีความตั้งใจจะไปสัมภาษณ์กับคุณดารณีโดยตรง แต่เมื่อได้คุยกับคุณประเวศน์เป็นการส่วนตัวแล้ว จึงทราบว่า มีโอกาสจะทำเช่นนั้นได้น้อยมากๆ จึงได้ล้มเลิกความตั้งใจดังกล่าวไป แต่ความหวังดีต่อคุณดารณีนั้นหาได้เปลี่ยนแปลงไป และหากงานชิ้นนี้มีประโยชน์บ้าง สักเพียงน้อยนิด ก็ขอยกประโยชน์เหล่านั้นแด่คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล มา ณ ที่นี้ด้วย
[16] การกักเดี่ยวนั้น ไม่ใช่การ “ขังเดี่ยว” แต่เป็นการ กัก หรือ กัน ตัวผู้ต้องขังไม่ให้เข้าร่วมสังคมใดๆ กับผู้อื่นในช่วงกลางวัน ในขณะที่การขังเดี่ยวคือการขังแยกคนเดียวโดดๆ (คำอธิบายจากคุณประเวศน์)

ลุงนวมทอง ผู้สละชีวิตสู้เผด็จการ

ที่มา thaifreenews

โดย Palrak

เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 นายนวมทอง ซึ่งเป็นอดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งป ระเทศไทย บางกรวย ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ โตโยต้า โคโรลล่า สีม่วง ทะเบียน ทน 345 กรุงเทพมหานคร ของบริษัท สหกรณ์แหลมทองแท็กซี่ จำกัด พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะปฏิรูปฯ และได้รับบาดเจ็บสาหัส

ต่อมาในคืนวันที่ 31 ตุลาคม นายนวมทองผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยร ัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้

ในคืน ที่นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีนข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไต�แด่ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ / ตัดต่อและลำดับภาพโดย คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข


เอ...แบบนี้เขาเรียกว่า ชีวิตมันล่องลอยไปตามกรรมหรือเปล่าครับ

ที่มา thaifreenews

เพื่อนน้องน้องพี่

เปล่าครับ

10 เดือนแล้วสินะ

ที่ท่านมาร์ค ได้เข้ามาทำงานบริหารงานให้ประเทศชาติด้วยวิธีการ ยัดเยียด
วึ่งเหตุที่ต้องยัดเยียดเนื่องจากท่านพยายามอาสาแล้ว (แต่โดนประชาชนปฏิเสธ )

"พวกกรูเลยยัดเยียดให้มันเข้ามาแทนให้ได้"

แต่จากการบริหารบ้านเมืองด้วยปากกว่า 10 เดือนที่ผ่านมา

ผมรู้สึกว่า ชีวิตคนไทยมันล่องลอยไปตามยถากรรมเยี่ยงไรก็ไม่รู้

คือแบบว่า จะเดินหน้าต่อไปก็ไปไม่ได้ จะถอยหลังก็ตกเหว มันยึกยักงึกงัก แบบคล้ายกับมีผู้บริหารประเทศ แบบไม่บริหารอะไรเลย

วัน ๆ ก็ลอยไปลอยมา เอาแต่พูด ๆ ๆ ๆ แต่ผลที่ออกมามันเป็นลักษณะ

คนไทยมีชีวิตรันทด และได้แต่เฝ้ามองการทำงานแบบสิ้นคิดของรัฐบาลเสียมากกว่า เช่น

- เรายังไม่ได้ยินคำพูดของพวกเขาเหล่านั้นเลยสักประโยคว่า เราจะหาเงินเข้าประเทศทางใดอีก นอกจาก "การกู้เงิน"

- เราได้เห็นการเอาเงินกู้ไปไล่แจกคนกลุ่มหนึ่ง และให้คนอื่น ๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ทั้งประเทศใช้หนี้แทน

- เราได้เห็นการสวาปามกันทั่วหน้า ไม่ว่าเช่ารถเมล ไทยเข้มแข็ง ชุมชนพอเพียง ฯลฯ โดยประชาชนได้แต่นั่งปลงสังเวช กับความมูมมาม ของรัฐบาลแบบทำอะไรไม่ได้

- เราได้นั่งดู เด็กสองคนฝึกงานการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบลองผิดลองถูก ได้แต่โฆษณาประชาสัมพันธ์ ว่าเรากำลังขึ้น ๆ ๆ ๆ ดีขึ้น ๆ ๆ ๆ แต่ข้อเท็จจริงในสังคมมันกลับตรงกันข้าม คร้านจะออกมาบอกว่า คนไทยผูกคอตายหนีความจน ยิงตัวและครอบครัวตายหนีหนี้ กินยาตายเพียงแค่ลูกคนเล็กมาขอเงิน 5 บาทไปซื้อนมแล้วไม่มี มันมีกี่ข่าวแล้วเรื่องแบบนี้ จนนาทีนี้โจรมันลดกลุ่มเป้าหมาย มาชิงขันทองเหลืองใส่บาตรพระตอนเช้า จากคุณตาคุณยายแก่ ๆ กันแล้วเว้ยยยยยยยยยย

-สังคม ปัญหายาเสพติดไม่ต้องพูดถึง กระผมไม่รู้ว่าไอ้โครงการรั้ว 5 ชั้น ของมาร์ค ในการทำสงครกับยาเสพติด มันบรรลุอะไรเป็นมรรค เป็นผลออกมาบ้าง จากยุคทักษิณ ที่ดูว่าจะรุนแรงไปบ้าง แต่ยาเสพติดแทบจะหายไปจากสังคมไทย แต่ยุคมาร์ค หุ หุ หุ หุ หุ มันหาซื้อกันง่ายอย่างกับร้านสะดวกซื้อ

-สร้างความสมานท์ฉันท์ ในสังคมไทย 10 เดือนที่ผ่านมา ไม่ต้องให้ใครมาให้คะแนนเลยว่า มันล้มเหลวขนาดไหน ใช้เงินไปเท่าไหร่

ปัญหานี้มันดีขึ้นหรือเลวร้ายลง วิณญูชน คงพิจารณาได้เองว่า ผลมันเป็นอย่างไร

10 เดือนแห่งการฝึกงาน

10 เดือนแห่งการอาสา

10 เดือนแห่งการพยายามสะกดจิต ผ่านสื่อต่าง ๆ

เราได้เห็นฝีมือแล้วว่า คนมี"ฝีมือจริง ๆ "กับคน"ดีแต่ปาก"นั้น

มันต่างกันราวฟ้ากับเหวขนาดไหน

10 เดือนของคนไทยแห่งการสูญเสีญเวลาไปแบบเปล่าประโยชน์ที่เรามีผู้บริหารบ้านเมืองที่ พยายามจะบริหาร แต่บริหารไม่เป็น

10 เดือนแห่งการช่วยเหลือตัวเองของคนไทยไปตามยถากรรม

10 เดือนแห่งความอดสู แห่งความอัปยศ และความสิ้นหวัง ของคนไทยและที่มันน่าตกใจกว่านั้นก็คือพวกมันยัง"ไม่รู้ตัวเอง" และคิดว่า 10 เดือนที่ผ่านมามันทำคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมืองมหาศาล

ลอยกระทงปีนี้ อย่าว่ากันเลยนะมาร์ค ถ้าผมจะเอารูปคุณใส่กระทงน้อย

แล้วเช่าเรือไปแถว ๆ ปากอ่าวไทย

โดยขออนุญาตตั้งจิตว่า

"ใน ฐานะประชาชนไทยทีทำงานเสียภาษีให้คุณเอาไปถลุง กันแบบอีลุ่ยฉุยแฉก ผมขอให้มาร์ค...เป็นนายกฯ ของประเทศนี้ครั้งเดียวก็เกินพอ(แล้ว) ขอให้เจ้าแม่คงคา โปรดไปแจ้งให้มาร์คทราบด้วยว่า ที่บริหารบ้านเมืองอยู่ทุกวันนี้ ก็ถือได้ว่ามาร์คได้สร้างกรรมไว้ให้กับคนไทยทั้งประเทศมากโขแล้ว ขออย่าได้ทะเยอทะยาน อยากกลับมาเป็นนายกฯ ของประเทศนี้อีกเลย"

สาธุ................................

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(1พ.ย.):ครบ3ปีสดุดีการลุกขึ้นสู้ภาคพลเมือง

ที่มา Thai E-News



จากคนเสื้อดำยกระดับเป็นขบวนการคนเสื้อแดง-ในเบื้องต้นภาคพลเมืองที่ออกมาต้านรัฐประหาร19กันยาฯพากันใช้สัญลักษณ์เสื้อดำไว้ทุกข์ให้ประเทศไทย และการ"เสียสละชีพ"ของนวมทอง ไพรวัลย์ แต่ต่อมาบก.ลายจุดได้กำหนดสัญลักษณ์เสื้อแดง เพื่อแสดงการต่อต้านไม่ยอมให้ผ่านรัฐธรรมนูญเผด็จการในเดือนสิงหาคม2550 โดยเริ่มใส่เสื้อแดงออกรณรงค์เป็นครั้งแรกเมื่อ5สิงหาคม2550 และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายต่อต้านเผด็จการ ทวงประชาธิปไตยสมบูรณ์นับแต่นั้น


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 วันนี้มารำลึกวีรประวัติการต่อสู้เบื้องแรกของภาคประชาชน ก่อนจะคลี่คลายขยายตัวมาเป็นเสื้อแดงทั่วไทย ฝ่ายประชาธิปไตยทั่วมุมโลกอย่างที่เห็นกันเวลานี้***

***หลังรัฐประหาร19กันยายน คนแรกที่ออกมาต้องบันทึกเป็นเกียรติยศแก่ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร แต่เพราะมาน้อยเป็นวีรชนลุยเดี่ยว เลยโดนพวกมันหิ้วขึ้นรถตู้ไปเก็บที่เซฟเฮาส์ทันควัน***


***พอวันรุ่งขึ้น กลุ่มเครือข่าย19กันยาต้านรัฐประหาร ซึ่งเป็นการรวมตัวกันหลวมๆของนักกิจกรรมนักศึกษาเก่าค่ายธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ บวกกับบก.ลายจุด และอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ ก็พากันแต่งดำไปยกป้ายประท้วงที่ห้างแห่งหนึ่ง ไม่สนกฎอัยการศึกห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน เพราะไปกัน5คนพอดี แม้แต่การจัดชุมนุมที่สนามบอลธรรมศาสตร์ไปกันเป็นร้อย แต่ก็ซอยแบ่งเป็นวงละ5คน รวมแล้วก็ไม่เกิน5 ไม่ผิดกฎหมายเผด็จการ...นี่เป็นตำนานบทแรกของการลุกขึ้นสู้"ภาคพลเมือง"คือประท้วงแบบ"ดื้อแพ่ง"ต่อกฎเกณฑ์เผด็จการ***

***ต่อมาพวกคณะรัฐประหารก็สะดุ้งเฮือกไปมา แล้วหาว่าทักษิณมี"คลื่นใต้น้ำ"จะต่อต้านการรัฐประหาร แต่ก็ไม่เห็นโผล่ซักที มีกระทาชายนายหนึ่งโผล่มาจากรู ใช้ชื่อแฝงว่า"เตมูจิน"คุยคำเขื่องว่าจะระดมคนมาต้านคมช.เป็นหมื่น ฝ่ายประชาธิปไตยก็เห็นหน่วยก้านพอพึ่งพาได้ เลยโดดจะไปร่วม แต่ก็ออกอาการแปลกๆคือไปจัดแถลงข่าวที่โรงแรมรอยัลก็ให้พวกกองเชียร์ควักค่าห้องประชุมแถลงข่าว ค่ากาแฟด้วย พอจะไปหา"บังสนธิ"หัวหน้าคณะรัฐประหารเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง ก็ไม่องอาจมาดผู้นำการต่อต้าน หากแต่"กุมไข่"เข้าไป"ขอรับๆๆ"เป็นหลัก พอวันนัดหมายที่สนามหลวงที่ว่าจะมีคนขนมาเป็นหมื่นก็หาย นายเตมูจินเลยกลายเป็น"คลื่นใต้น้ำลวงโลก" บรรดากองเชียร์ก็เลยเลิกพึ่งพาอาศัย แล้วหันมาพึ่งตัวเองแทน***

***1 พฤศจิกายน 2549 หลังรัฐประหาร 19 กันยายนไม่นานนัก และหลังลุงนวมทอง ไพรวัลย์ "เสียสละ"ไป1วันเพื่อปลุกสังคมไทยให้ออกมาต้านเผด็จการและทวงประชาธิปไตย กลุ่มคนใส่ชุดดำก็ปรากฎตัวที่ท้องสนามหลวงฝั่งธรรมศาสตร์ มีเก้าอี้เล็กๆ1ตัว โทรโข่ง1อันไม่มีใครมีชื่อเสียงบิ๊กเนม เป็นผู้นำอะไรมาก่อนทั้งนั้น มีสิ่งเดียวคือหัวใจที่จะขับไสเผด็จการ เรียกร้องประชาธิปไตยคืนมา***

***เนื่องจากกลุ่มคนที่ไปรวมตัวต้านรัฐประหารที่สนามหลวงนี้เป็นคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ วันปกติต้องทำมาหากิน พอวันอาทิตย์เป็นวันfamily dayก็เลยนัดหมายเจอกันทุกวันเสาร์ นั่นคือปฐมบทของ"คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ" แกนนำก็ต้องหาชื่อแฝงไปก่อน จะสมศักดิ์ สมชาย สมหญิง หรือสุชาติก็ว่ากันไป และเนื่องจากเป็นภาคพลเมืองของแท้ไร้การจัดตั้งใดๆ ก็เปรียบเสมือนการต่อสู้ของชาว"บางระจัน" เพียงแต่บางระจันยุคนี้มันเป็นยุค"ไซออน"แล้ว ก็เลยกลายเป็นรหัสวงในว่า"บางไซ" พอนักข่าวมาถามแกนนำที่ถือโทรโข่งบนเวทีว่าชื่อแซ่อะไรไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เขาตอบไปว่า"ผมชื่อ สุชาติ ณ บางไซ" นักข่าวเลยส่งเข้าไปที่โรงพิมพ์เป็น"สุชาติ นาคบางไทร" ที่ไปที่มาจุดเริ่มต้นของคนวันเสาร์ก็ประมาณนี้แหละขอรับ***

***การต่อสู้ของภาคประชาชนเบื้องต้นก็ต้องบอกว่าใครคิดอะไรได้ก็ทำไป ดังที่ปรากฎว่าขณะที่"สุชาติ นาคบางไทร"กำลังเหยียบเก้าอี้หัวโล้นอยู่ท่ามกลางพี่น้องนับร้อยที่สนามหลวงนั้น ภายในธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์เองทางบก.ลายจุดและเครือข่าย19กันยาต้านรัฐประหารก็รวมพลคนกลุ่มหนึ่งอยู่แถวสนามบอลธรรมศาสตร์แล้วพอได้ที่ก็เคลื่อนขบวนออกจากธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์เพื่อไปประท้วงที่หน้ากองทัพบก ระหว่างเดินผ่านสนามหลวงที่สุชาติ นาคบางไทรกำลังยืนบนเก้าอี้ใช้โทรโข่งด่าคมช.นั้น ก็มีเสียงหนึ่งแทรกมาว่า"เฮ้ยๆนั่นใช่พวกเราพวกต้านรัฐประหารใช่มั๊ย เห็นใส่เสื้อดำเหมือนกัน"ทางฝ่ายที่กำลังเดินขบวนบอก"ใช่" พวกสนามหลวงก็ยุติการอภิปรายแล้วแห่เข้ามาร่วมเดินขบวนไปยังหน้ากองทัพบก คนตอนนั้นนับช่วยแล้วเต็มที่คือซัก 300 คนเห็นจะได้..แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นให้มีเสื้อแดงเรือนแสนเรือนล้านเป็นไฟลามทุ่งในเวลาต่อมา***

***นั่นเป็นการเดินขบวนหนแรกที่จัดการโดยเครือข่าย19กันยาต้านรัฐประหาร เป็นวันแรกที่เป็นจุดกำเนิดคนวันเสาร์ ทั้ง2กลุ่มหลอมรวมไปหน้ากองทัพบกโดยมิได้นัดหมาย และประการสำคัญทั้งที่ปลายฝนต้นหนาวแล้วก็ตาม พอขบวนเคลื่อนไปถึงหน้ากองทัพบก ฝนก็เทลงมาห่าใหญ่ เปียกกันมะล้อกมะแล้กไปตามๆกัน ฝนยังอยู่คู่ฝ่ายประชาธิปไตยเรื่อยมา บางทีหลายครั้งก็มานอกฤดูหน้าตาเฉย! แต่ภาคประชาชนอย่างเครือข่าย19กันยาฯ และคนวันเสาร์ฯค่อยลดบทบาทลง เมื่อทัพหลวงอย่าง3เกลอเริ่มออกศึกในปีถัดมา...แต่เมื่อไหร่ที่ภารกิจเรียกร้อง แน่นอนว่า ภาคประชาชนไม่ได้ลี้กายสลายตัวไปไหน พวกเราจะกลับมา ด้วยวุฒิภาวะที่แกร่งกล้า ประสบการณ์ที่แกร่งกร้าน และยุทธวิธีที่จัดเจนขึ้นกว่าเมื่อแรก เป็นแน่***



***และควรบันทึกไว้เป็นวีรประวัติการต่อสู้ของภาคพลเมืองไทยด้วยว่า นับจากจุดเริ่มต้นการลุกขึ้นสู้ของภาคพลเมืองเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549แล้วต่อมาในวันที่ 5 สิงหาคม 2550 ก็เป็นครั้งแรกที่ภาคพลเมืองผู้เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยพากันใส่"เสื้อแดง"ออกสู่ท้องถนนปรากฎต่อโลกเป็นครั้งแรก โดยจุดเริ่มต้นไอเดียมาจากใครยังต้องตามหาเพื่อให้"เครดิต"กันต่อไป แต่คนแรกที่กำหนดสีสัญลักษณ์และนำพาการรณรงค์คือบก.ลายจุด-สมบัติ บุญงามอนงค์ โดยตอนนั้นฝ่ายอำมาตย์จะเข็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ2550ให้ผ่านจงได้ ฝ่ายประชาธิปไตยจึงใช้สัญลักษณ์สีแดง เหมือนกับ"ไฟแดง"ไม่ให้ผ่านออกมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญ ผลสรุปจบลงที่ฝ่ายอำมาตย์ใช้อำนาจทุกทางผ่านได้ฉิวเฉียด51:49% และสีแดงได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้อันสง่างามและมีเกียรตินับแต่นั้น(ในภาพเป็นเหตุการณ์เสื้อแดงครั้งแรกไปชุมนุมหน้าห้างสยาม:คลิ้กอ่านรายละเอียดข่าวนี้)

***คุณ นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวถึงการเปิดทีวีร้อยช่องว่า จะเริ่มเปิดตัวครั้งแรก วันที่ 1 พ.ย.52 เวลา 12.00 น. โดยเป็นการทดลองออกอากาศ 2 ช่องก่อน คือ

1. O channel เป็นช่องโทรทัศน์สำหรับสินค้า OTOP

2. Clever channel เป็นช่องโทรทัศน์เพื่อการศึกษา โดยเชิญผู้สอนจากโรงเรียนดัง อาทิ มงฟอร์ด เตรียมอุดมฯ ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากมูลนิธิไทยคม

สามารถรับชมได้โดยผ่านทางอินเตอร์เน็ต ที่ http://www.100channeltv.com หรือ http://210.1.61.9/ และภายหลังออกอากาศได้ระยะหนึ่ง จะมีการพิจารณาเรื่องจานรับสัญญานดาวเทียมต่อไป

ปัจจุบัน ประชาชนสามารถสื่อสารกับ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้หลากหลายช่องทาง

1. ทาง twitter โดยคลิกไปที่เวบไซต์ http://twitter.com/thaksinslive เป็นการพูดคุยข่าวสารทั่วไป

2. ทาง twitter ที่พูดคุยเน้นเรื่องทาง business คลิกไปที่เวบไซต์ http://twitter.com/thaksinbiz

3. ทางเวบไซต์ http://thai.thaksinlive.com/ ซึ่งสามารถฟังรายการ talk around the world ย้อนหลังได้ทุกตอนทางเวบไซต์นี้

4. ทางรายการวิทยุออนไลน์ 'talk around the world' ทุกวันอังคาร 20.30 - 21.30 น. โดยคลิกไปฟังได้ที่ http://sites.google.com/site/thaksinlive/ หรือ http://sites.google.com/site/thaksinlive/home/th1 หรือ
http://sites.google.com/site/thaksinlive/home/th2 หรือ
http://sites.google.com/site/thaksinlive/home/usa1 หรือ
http://sites.google.com/site/thaksinlive/home/usa2

5. ทาง facebook ที่ http://www.facebook.com/thaksinlive

6. ทาง โทรทัศน์ 100 ช่อง ที่ http://100channeltv.com หรือ http://www.210.1.61.9/

7. ทาง SMS รับข้อความจาก ดร.ทักษิณ ฟรี เริ่ม 1 พย.52 ท่านที่สนใจ สมัครได้โดยพิมพ์ TS แล้วส่งไปที่ 426425 (ต้องเสียค่าสม้ครเพื่อรับข่าวสารครั้งแรกครั้งเดียว เพียง 3 บาทเท่านั้น)

***วันนี้ เวทีเสวนา เชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย เพื่อจัดตั้งศูนย์ประสานงานกลาง แดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย สร้างองค์ความรู้ร่วมกัน ฝ่าฟันอย่างมียุทธศาสตร์ เสริมสร้างพลังอำนาจของประชาชน ให้ทุกผู้คนได้ร่วมกันต่อสู้
รักและเชิดชูประชาธิปไตย สร้างประเทศไทยเพื่อประชาชน วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2552 ห้องประชุมพรรคเพื่อไทย
อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ( ตรงข้ามวัดพระนอนปูคา )

กำหนดการ
07.30 - 08.30 น. ลงทะเบียน
08.30 - 09.00 น. กล่าวต้อนรับและเปิดงาน โดยคุณสุเทพ สายทอง (รักษาการ) เลขาธิการศูนย์ประสานงานแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย
09.00 – 10.30 น. ปาฐกถา เรื่ององค์ความรู้และยุทธศาสตร์ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วิทยากร ดร.สุนัย จุลพงศธร
10.45 – 12.00 น.ปาฐกถา เรื่องวิถีคนเมืองความเป็นอยู่ร่วมกัน ประสานการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วิทยากร ดร. ธเนศวร์ เจริญเมือง
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหาร
13.00 – 14.00 น. เสวนา การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
วิทยากร คุณสมชาย ไพบูลย์
14.00 – 17.00 น. เสวนาประสาคนเสื้อแดงเพื่อรวมพลังของมวลมหาประชาชนชาวเชียงใหม่ ให้เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ทรงอำนาจ ในการเรียกร้องและปกป้องระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงและสมบูรณ์ พร้อมทั้งการคัดเลือกคณะกรรมการ ศูนย์กลางประสานงานแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย และผู้ประสานงานประจำอำเภอ ซึ่งจะเป็นตัวแทนของคนเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่ในการประสานงานกลุ่มเสื้อแดงทุกกลุ่มสมาชิก ให้ทำงานเป็นเอกภาพและทิศทางเดียวร่วมกัน เพื่อรวมพลังกันทำกิจกรรมเพื่ออนาคตของลูกหลานเรา ที่จะต้องอาศัยในแผ่นดินไทยอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีเสรีภาพที่เท่าเทียมกันตลอดไป

(เชิญร่วมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย )***

***ชาวแดงแห่งบ้านโป่งในนาม(นปช.บ้านโป่ง52) นัดรวมพลเช็คขุมกำลัง เตรียมความพร้อม ขอฝากส่งสารถึงพี่น้องรอบๆบ้านโป่งเรา ร่วมด้วยท่าน สุรชัย แซ่ด่าน และท่าน สุนัย จุลพงศธร รับเชิญมาอภิปรายในแนวทางร่วมกัน พี่น้องอย่าพลาดและให้กำลังใจเปิดตัวพี่น้องที่เตรียมพร้อมไปนอน ณ ทำเนียบ ห้ามพลาด 5 โมงเย็น พุธที่ 4 พ.ย.ณ ลานวัดดอนตูม อาหารฟรีสอบถามรายละเอียดที่ k.บริบูรณ์ 0818907921 และ k แต๋ม 0804229622***

***ขอเชิญพี่น้องชาวเสือแดงร่วมงานชุมนุมคนเสื้อแดงชมรมเสรีชน นครสวรรค์ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2552 ระหว่าง เวลา 16.00-24.00 น. บัตรราคา 50 บาท พร้อมอาหารและเครื่องดื่ม ซื้อบัตรติดต่อ นิภา เสรีชนนครสวรรค์ 087 5205648 หรือ 087 8380548 หรือ ซื้อหน้างาน***

***คุณน้อง พลังสตรีเพื่อประชาธิปไตยแจ้งข่าวดีๆฟรีๆมา วันนี้มีงานมาประชาสัมพันธ์อีกแล้วนะค่ะ รับ 15 ท่าน อบรมฟรีค่ะ

ชื่อโครงการ : เป็นโครงการอบรมคอมพิวเตอร์ให้บุคคลทั่วไปเพื่อสร้างรายได้เสริมด้วยการออกแบบโปสการ์ดค่ะเนื้อหาครอบคลุมถึงเรื่องการเลือกใช้กระดาษ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ การประกอบชิ้นงาน และช่องทางการขายออนไลน์

วันที่จัดอบรม : วันเสาร์ที่ 7 พ.ย. 2552
สถานที่ : ที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต วิทยาเขตพัฒนาการ
เวลา : เปิดรับ 2 กลุ่ม
ช่วงเช้า เวลา 09.30 -11.30 น.
ช่วงบ่าย เวลา 13.30 -15.30 น.
สนใจส่งชื่อและเบอร์โทรฯมาที่เมลล์ young-angel-nong26@hotmail.com ได้เลยนะค่ะ ถ้ามีข้อสงสัยทุกท่านสามารถติดต่อได้โดยตรงที่08 4768 9139 ค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ**

***กิจกรรมดีๆ กำหนดการทอดผ้าป่า อุทยาน ภูคา เดินทางพฤหัสบดี ที่ 12 พฤศจิกายน ปีนี้ ทอดองค์ผ้าป่าศุกร์ที่ 13 พย.นี้ ครับ ใครจะไปรีบแจ้งด่วน จำนวนจำกัด ไหว้พระเก้าวัด เสร็จ เดินทางกลับ วันอาทิตย์แถมได้ไปเที่ยวรับลมหนาว สนับสนุน กองผ้าป่า โครงการ บ้านล้อมป่า อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ร่วมกับ www.dcm-club.comและโรงเรียน บ้านเปียงซ้อ อ.เฉลิมพระเกียรติ จว.น่าน สามารถเข้าไปดูได้ ตามนี้เลย ครับ www.piengsor.org ติดตามรายละเอียด ได้ใน ข่าวประชาสัมพันธ์ www.dmc-club.com เสื้อผ้า ชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน เสื้อกันหนาว หนังสืออ่านเล่น หนังสือเรียน อุปกรณ์ กีฬา และ อุปกรณ์ เครื่องเขียน จักรยาน และ ทุนการศึกษาและ เงินทุนสนับสนุน โครงการ บ้านล้อมป่า สถานที่รับบริจาค ร้าน ดีซายน์ หน้า สนามกอล์ฟ เกียรติธาดา เลขที่ 35/548 ถนน สุคนธสวัสดิ์ ลาดพร้าว 71 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพ 02 570 9624 – 5 กรุณาประสานงานก่อนนำของไปบริจาค กลุ่มแดงลำปาง ติดต่อที่ ร้าน ผึ้งน้อย เบเกอรี่ ลำปาง,กลุ่มเมือง น่าน ติดต่อที่ คุณ ออ โดเรมี หมูกะทะ ห้างนรา ไฮเปอร์มาร์ท สนันสนุนเป็นเงิน บัญชี ธนาคาร กรุงไทย สาขาย่อย ลาดพร้าว 71 ชื่อบัญชี นส.ปิยนุช คืนคงดี (ออมทรัพย์) หมายเลขบัญชี 760 - 0 –05293- 8 หลังจากโอน กรุณา แจ้ง เจ้าหน้าที่ ฝ่ายบัญชี 081 285 8320 ***
*****
*********************************
รู้จักกันวันละเวบ-รู้จักเวบบอร์ดประชาธิปไตย(ฉายซ้ำ)

*******************************

พอดีตอนนี้บอร์ดประชาไทเขาซ่อมอยู่นะฮะ เห็นบอกจะซ่อมไปถึงวันที่ 2 พ.ย. เพราะ มีเรื่องยุ่งๆคนนิสัยไม่ดีไปปลอมชื่อคนอื่นทำให้เป็นเรื่องไม่ปลอดภัยในการใช้งาน ทางประชาไทเขาเลยขอซ่อมซัก2-3วัน เผื่อใครหลงมาแล้วตกข่าว เลยขอแจ้งให้รับทราบ ...จะได้ไม่ลงแดง ระหว่างประชาไทบอร์ดกำลัง"ซ่อมได้"อยู่ในตอนนี้

และระหว่างที่อึดอัดขัดข้องเข้าไปเล่นในบอร์ดประชาไทไม่ได้กันนี้ ท่านสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการไปแจมเวบบอร์ดอื่นๆได้นะครับ ลองอ่านรายนามเวบบอร์ดที่ทางไทยอีนิวส์ได้ลงลิ้งค์ไว้ให้ ตรงเมนูของเวบที่ฝั่งขวามือนะครับ ไล่ลงไปหน่อยเดียวเลยตรงหัวข้อข่าว-บทความล่าสุดก็เจอแล้ว เท่าที่ลงไว้ก็มี


เว็บบอร์ดRedthai
เว็บบอร์ดDemocraticThai
เว็บบอร์ด Thai People Voice
เว็บบอร์ดคนไทยUK
เว็บบอร์ดเสรีชน
เว็บบอร์ด คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ
เว็บบอร์ด คุยกับ เสธแดง
เว็บบอร์ด ชมรมฟ้าใหม่
เว็บบอร์ด ชุมชนฟ้าเดียวกัน
เว็บบอร์ด ประชาไท
เว็บบอร์ด พลังประชาธิปไตย
เว็บบอร์ด มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เว็บบอร์ด ศูนย์เฝ้าระวังการรัฐประหารแห่งชาติ
เว็บบอร์ดนปช.USA
เว็บบอร์ด ห้องราชดำเนิน พันทิป
เว็บบอร์ดThailandmirror
เว็บบอร์ดแดงนนทบุรี


หรือเจ้าของเวบบอร์ดใดเห็นว่าเราลงตกหล่นไม่ได้ลงลิ้งค์บอร์ดสนทนาของท่านไว้ ให้แจ้งมาทางthaienews@googlegroups.comแล้วจะเพิ่มให้ครับ เร็วๆน๊าวิกฤตบอร์ดประชาไทปรับปรุง เป็นโอกาสแจ้งเกิดของพวกท่านแว้วพรุ่งนี้ประชนไทบอร์ดก็ซ่อมเสร็จแว้ว หวังว่ากลับมาหนนี้หน้าตาจะไม่เปี๊ยนไป๋จนจำกันบ่ได้กา นะก๊ะ อิอิอิ***

โลกล้อมไทย พ.ศ.๒๕๕๒

ที่มา Thai E-News



โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 22
1 พฤศจิกายน 2552

ความนับถือที่ผู้นำต่างประเทศมีต่อรัฐบาลไทยหดหายไปจนหมดสิ้น เพราะเขารู้ว่าบัดนี้ผู้นำประชาธิปไตยของไทยถูกแทนที่ด้วยหุ่นเชิดของนักการเมืองหมายเลขหนึ่งของไทย ผู้ซึ่งเป็นนักการเมืองเขี้ยวลากดินที่ห่อหุ้มตัวเองไว้ในเกียรติยศมายาที่สร้างขึ้น และสะสมมานานปี ผนวกกับโฆษณาตัวเองซ้ำซากมากกว่านักการเมืองคนใดในประเทศ จนกลายเป็นการครอบงำอย่างสมบูรณ์




ใครรู้ข่าวผู้นำอาเซียนออกอาการประท้วงเมืองไทยแล้วเกิดโมโหโทโสในทำนองคลั่งชาติหรือกูไม่กลัวมึง โปรดสงบจิตใจและฟังทางนี้สักนิด

แล้วจะรู้ว่าเขาประท้วงใครในเมืองไทย

สิ่งที่เกิดขึ้นเกือบจะเรียกได้ว่า ไม่น่าเชื่อ และเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในอาเซียนหรือสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผู้นำเป็นจำนวนมากพร้อมใจกันแสดงออกอย่างชัดเจนขนาดนี้ต่อสมาชิกระดับก่อตั้ง (founding member) และมีเครดิตสูงอย่างไทย

คำประกาศของฮุนเซ็น หรือสมเด็จเดโช นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชานั้นยังไม่เท่าไหร่ เพราะเป็นจุดยืนทางการเมืองของตัวท่านเองที่จะรักษาความเป็นเพื่อนกับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ขนาดเชิญมาอยู่ในประเทศอย่างถาวรและปลูกบ้านให้อยู่หนึ่งหลัง

จะกระเทือนซางพวกอิจฉาริษยาระดับสูงของไทยถึงขั้นรวมสังขารไม่ติด ท่านก็คงไม่ใส่ใจนัก

แต่เมื่อผู้นำในระดับหัวหน้ารัฐบาล ๕ ประเทศจากทั้งหมด ๑๐ ประเทศ ได้แก่ ประธานาธิบดีสุสิโล บัมบัง ยุดโดโยโนแห่งอินโดนีเซีย สมเด็จพระราชาธิบดีฮาเซนัล บอลเกียห์แห่งบรูไนดารุสซาลัม นายกรัฐมนตรีสมเด็จฮุนเซ็นแห่งกัมพูชา นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัคแห่งมาเลเซีย และประธานาธิบดีกลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโยแห่งฟิลิปปินส์ พร้อมใจกันงดเข้าร่วมในพิธีเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ ๑๕ ณ หัวหิน ประเทศไทย จนถึงขั้นต้องงดการถ่ายภาพหมู่ผู้นำตามประเพณี ตาทุกคู่ก็จ้องเข้ามาที่ประเทศไทย เพราะรู้ว่าผิดปกติ

บรรยากาศอันเงื่องหงอยเซื่องซึม พาให้สาระของการประชุมถดถอยไปด้วย คำกล่าวปิดประชุมของนายกรัฐมนตรีไทยที่ควรเป็นบทสรุปที่เปี่ยมไปด้วยความคิดและความริเริ่มดีๆ จากที่ประชุม กลับกลายเป็นเบี้ยหัวแหลกหัวแตก ขาดสาระที่เป็นหนึ่งเดียวและไม่มีความสร้างสรรค์ใดๆ

ความจริงใบหน้าของคุณอภิสิทธิ์ก็บอกทุกอย่างหมดโดยไม่ต้องพูดสักคำ รวมเอาความผิดหวัง ความสับสนงุนงง โทสจริต และความเบลอคิดอะไรไม่ออกไว้ในนั้นเสร็จสรรพ เรียกว่าโศกนาฏกรรมส่วนตัวก็ว่าได้ เดิมทีคนที่เขาจับตัวอภิสิทธิ์ขึ้นมาตั้งไว้ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเขาหวังว่า คนนี้จะเป็นหน้าตาของเขาในเวทีระหว่างประเทศได้ แล้วก็ผิดหวัง เพราะอภิสิทธิ์ภายใต้ความกดดันกลายเป็นคนที่หมดสิ้นแทบทุกอย่าง คิดไม่ออกบอกไม่ถูก และผู้นำอาเซียนอื่นๆ เขาก็มองด้วยสายตาที่สมเพช ทุกคนที่นั่งเรียงแถวหน้าเวทีในพิธีปิดประชุมที่หัวหิน ต่างรู้ว่าอะไรเป็นอะไรและอภิสิทธิ์เป็นใคร

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรกับประเทศที่เกิดปฏิญญากรุงเทพ พ.ศ.๒๕๑๐ และสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน ประเทศที่คุณทักษิณในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสามารถจัดประชุมสุดยอดเอเปคได้อย่างสะท้านฟ้าสะเทือนดิน?

คำตอบที่ง่าย สั้น และตรงที่สุดคือ ความนับถือที่เขามีต่อรัฐบาลไทยหดหายไปจนหมดสิ้น เพราะเขารู้ว่าบัดนี้ผู้นำประชาธิปไตยของไทยถูกแทนที่ด้วยหุ่นเชิดของนักการเมืองหมายเลขหนึ่งของไทย ผู้ซึ่งเป็นนักการเมืองเขี้ยวลากดินที่ห่อหุ้มตัวเองไว้ในเกียรติยศมายาที่สร้างขึ้นและสะสมมานานปี ผนวกกับโฆษณาตัวเองซ้ำซากมากกว่านักการเมืองคนใดในประเทศ จนกลายเป็นการครอบงำอย่างสมบูรณ์

ถ้าไปแอบถามผู้นำเหล่านี้เป็นส่วนตัว จะพบว่าแต่ละท่านรู้ทั้งนั้นว่าใครเป็นตัวการใหญ่คอยป่วนประเทศไทยถึงขนาดนี้

การไม่ให้ความสำคัญกับคนในตำแหน่งอย่างคุณอภิสิทธิ์ เป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งว่าเขาไม่อยากเสียเวลากับหุ่นเชิดของใคร ยิ่งกระเซอะกระเซิงไปจัดประชุมถึงหัวหิน เพื่ออ้างความเป็นเขตพระราชฐาน เขาก็ยิ่งเข้าใจลึกซึ้งว่าชนชั้นปกครองของไทยกำลังว้าวุ่นแค่ไหนกับการปกป้องตัวเอง

สนใจแต่เรื่องของอำนาจและผลประโยชน์รอบตัว ไม่ได้คิดถึงบ้านเมืองและประชาชนเลยสักนิด อย่างนี้ก็เป็นเหตุให้มายาบางอย่างค่อยๆ หลุดออกทีละชิ้น เหมือนจิตรกรรมฝาผนังที่ไร้การบูรณะจนแม้ต่างชาติต่างภาษาเขาก็เริ่มสังเกตเห็น

ความล้มเหลวทางเกียรติยศในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ ๑๕ ความจริงเป็นอาการท้ายๆ แล้ว เพราะก่อนหน้านั้นแทบจะไม่มีผู้นำเด่นๆ ของโลกมาเยือนประเทศไทยเลย ไม่ว่าในฐานะแขกของรัฐบาลหรือพระราชอาคันตุกะ ผิดกับยุคประชาธิปไตยและเศรษฐกิจเฟื่องฟูที่หัวกระไดบ้านไทยไม่เคยแห้ง

งานที่ติดอันดับโลกอย่างตอนที่กราบบังคมทูลและกราบทูลเชิญกษัตริย์และพระราชวงศ์มาแสดงมุทิตาจิตถวายพระเจ้าอยู่หัวเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ อย่าได้คิดจัดอีกเลย ไม่มีทางเป็นไปได้ในเงื่อนไขปัจจุบันของไทย

อย่างเก่งก็จัดกันแค่นๆ เหมือนตอนเปิดสิ่งที่เรียกกันเสียหรูว่า “โทรทัศน์อาเซียน” หรือ “ASEAN TV” ในวันเดียวกับการประชุมสุดยอดอาเซียน คือมีแต่นายกรัฐมนตรีไทย รัฐมนตรีไทย และเลขาธิการอาเซียนผู้เคยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ร่วมงานกันเต็ม หาตัวแทนของประเทศอื่นๆ ในอาเซียนทำยาไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว เพราะเขาเห็นเป็นเรื่องตลกขบขัน

ผู้นำของระบอบอำมาตยาธิปไตยไทยจงรู้ไว้เถิด คุณได้ทำลายเกียรติยศชื่อเสียงของชาติถึงขั้นที่เขาเห็นเราเป็นตัวตลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปเรียบร้อยแล้ว

คิดแล้วก็ใจหาย ในช่วงก่อนและหลังการประชุมเอเปคที่รัฐบาลทักษิณเป็นเจ้าภาพ ไทยเคยเนื้อหอมขนาดที่ได้รับการทาบทามจากมหาอำนาจที่ใหญ่ที่สุดของโลกถึง ๓ ชาติเพื่อเยือนเมืองไทยพร้อมกับเข้าร่วมประชุมด้วย นั่นคือประธานาธิบดีจอร์ช ดับเบิลยู บุชแห่งสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย และประธานาธิบดีหู จิน เทาของจีน มาคราวนี้ผู้นำอาเซียนและมหาอำนาจกลับเลี่ยงที่จะเยือนประเทศไทยก่อนหรือหลังการประชุมสุดยอด ทันทีที่ปิดประชุมต่างรีบเดินทางออกจากหัวหินเหมือนคนรังเกียจกัน

พูดประสาชาวบ้านได้ว่าเขาเดินทางมาร่วมประชุมในเมืองไทยกันตามหน้าที่ แต่ไม่มีความรู้สึกอยากคบกับรัฐบาลไทยเหมือนที่เขารู้สึกสมัยเอเปค

ความขัดแย้งในหมู่คนไทยที่แบ่งสีแบ่งฝ่ายกันตลอดหลายปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่เทียบไม่ได้เลยกับฐานะที่ตกต่ำของไทยในสายตาโลกที่วัดและประเมินได้จากงานนี้ เศรษฐกิจระหว่างประเทศของไทยที่ต้องพึ่งพาและพึ่งพิงชาติอื่นๆ จะเดินต่อไปอย่างราบรื่นได้อย่างไรเมื่อตรายี่ห้อของไทยไม่ศักดิ์สิทธิ์เหมือนเดิม

แล้วอย่ามาพูดพล่อยๆ ว่าต่างชาติต่างภาษาเขาคิดขนาดนี้เพราะคุณทักษิณหรือมีใครจากเมืองไทยเที่ยวไปบังคับเขา ผมเคยได้ยินอะไรแบบนี้มาบ้างและรู้ทันทีว่าเป็นความคิดปัญญาอ่อนของพวกอำมาตย์ไทยที่คลานกันอยู่แถวนั้นโดยแท้ เขารู้กันทั่วในโลกาภิวัตน์ว่า หาใครไปบังคับใครได้ยากนักในโลกใบนี้

ความรักชอบในประชาธิปไตยและความรังเกียจระบอบเผด็จการโดยตรงและแอบแฝงเป็นความบริสุทธิ์จริงใจของเขาที่ใครไปบังคับไม่ได้

ช้างตายทั้งระบอบ ครอบด้วยใบบัวไม่ไหว

เรื่องมันก็เท่านั้นครับ.
-------------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

บันทึกอดีตสหายเดือนตุลา(8):รุกในยุทธวิธี/ปะตี้ทูโด๊ะ

ที่มา Thai E-news



ขณะที่ผู้ใหญ่จะสั่งสอนไม่ให้ใจร้อน แต่เมื่อพวกเรานั่งล้อมวงวิจารณ์กันถึงยุทธศาสตร์การต่อสู้ 15 ปีผ่านมาเป็นการตั้งรับ ยังไม่รู้ว่าจะต้องรับอย่างนี้อีกกี่ปีกว่าจะถึงขึ้นยัน เราคงต้องยันด้วยไม้เท้าเป็นแน่ อย่างไรก็ตามการเข้าไปในพื้นที่ที่ทางการกุมไว้ถือเป็นการรุกทางยุทธวิธี


โดย วันลา วันวิไล
31 ตุลาคม 2552


12. ปะตี้ทูโด๊ะ



ผู้หญิง 2 คนนั้นสวยมาก เด็กหนุ่มที่เดินขึ้นมาก็หน้าตาดี ทั้งสามคนเป็นลูกหลานของปะตี้ทูโด๊ะ ผมมองอย่างตะลึงเพราะนึกไม่ถึงว่าในป่าจะมีสาวสวยเช่นนี้


ปะตี้ทูโด๊ะ เป็นชื่อชาวกะเหรี่ยง “ปะตี้” แปลว่า ลุง ปะตี้ทูโด๊ะเป็นใครผมไม่รู้จัก เพียงแต่ต้องการพูดถึงลูกสาวคนสวยของเขา จนใจที่ไม่รู้จักชื่อเธอเลยต้องเอ่ยชื่อพ่อของเธอนำ

ชาวกะเหรี่ยงแถบนั้นเหมือนชนเผ่าอิสระ กระจัดกระจายอยู่ทั้งในเขตแดนพม่าและชายแดนไทย คงไม่ได้สังกัดเป็นพลเมืองของประเทศได ทั้งไม่ได้สนใจที่จะต้องสังกัด

ใกล้ ๆ ค่ายของพวกเรามีบ้านกะเหรี่ยงเรียงกันตามที่ราบแคบ ๆ ริมห้วยประมาณ 30-40 หลังคาเรือน ชนชาติภูเขาเผ่านี้เรียกตัวเองว่า“ปากันยอ” สำเนียงพูดต่างไปจากกะเหรี่ยงที่อยู่เหนือขึ้นไป ซึ่งพูดคำ “กินข้าว”ว่า “อั้งมี” แต่ที่นี่พูด “ออมี”

พวกเขาปลูกบ้านด้วยไม้ไผ่ทั้งหลัง ไม่มีเหล็กเช่นตะปูหรือลวด ปนแม้แต่นิดเดียว หลังคามุงหญ้าคาหรือใบไม้ เสาบ้านไม้ไผ่ลำยาวทำใต้ถุนสูงมากจนดูไม่น่าแข็งแรง แต่คนกะเหรี่ยงอยู่บ้านที่ปลูกนั้นไม่นานนัก พอดินในไร่ข้าวเริ่มจืด (ปลูกพืชไม่ค่อยงาม มีแมลงรบกวนมาก) เขาก็จะย้ายไปอยู่ที่อื่นตามแนวห้วยที่ยาวเหยียด

เป็นชีวิตที่ง่าย มือถือมีดพม่าเล่มเดียว สามารถฟันป่า ถางไร่ ขุดดิน ปลูกพืชพันธ์ธัญญาหารกินได้ หาปลาหากบมากินได้ เป็นอยู่กับวัฒนธรรมแบบซื่อๆเฉกเช่นธรรมชาติรอบๆตัว แม่ลูกยืนแก้ผ้าโทง ๆ อาบน้ำในห้วย เห็นคนเดินผ่านยังถูตัววักน้ำขึ้นลูบหน้าเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทั้งหญิงชาย ผู้ใหญ่ เด็ก เคี้ยวหมากปากแดงเขรอะและสูบยาฉุนมวนโต

ต่างหูเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของพวกเขา ทำด้วยไม้ไผ่หรือวัสดุอื่นในป่าอันโตขนาดหัวแม่มือ ทำให้ติ่งหูเป็นรูกลวงและห้อยยาน

ปะตี้คนหนึ่งบอกผมว่า รูขนาดใหญ่ที่ติ่งหูเป็นสัญญลักษณ์ของการต่อสู้ที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับผู้กดขี่ ผมไม่เคยศึกษาประวัติการต่อสู้ของชาวกะเหรี่ยง จึงไม่อาจยืนยันข้อเท็จจริงของคำพูดนี้ แต่ก็รู้สึกว่าเป็นความหมายที่น่าคิด เพราะมันจะแตกต่างกันมากถ้ามีคนบอกว่าพวกเขาคิดว่ามันสวยงามที่มีรูใหญ่ที่ใบหู

อาหารของชาวกะเหรี่ยงมีข้าวเป็นหลัก พวกเขาคดข้าวใส่ชามใบโต (น่าจะเรียกว่ากะละมังมากกว่า) กินกับปลาย่าง น้ำพริกที่มีแต่กะปิกับพริกขี้นก (บางคนเรียกว่าพริกกะเหรี่ยง) เผ็ดจนหูอื้อ แกล้มกับผักสดผักต้มสารพัดชนิด ผมเคยนั่งร่วมวงกินข้าวด้วยกัน น้ำใจไมตรีมีให้เหลือเฟือ เขาจะคะยั้นคะยอให้พวกเรากินเยอะๆเช่นเดียวกับที่พวกเขาแต่ละคนจะคดข้าวให้กัน 2-3 ชามโต

ถ้าเราเลิกใส่ใจกับมาตรฐานการครองชีพและอนามัยตามแบบตะวันตก คนกะเหรี่ยงที่ร่างเล็กอายุคงไม่ได้ยืนยาวนัก แต่ยามทำงานช่างแข็งแรงและทรหดอดทนเหลือเกิน ทำให้ผมอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าชีวิตที่ล้าหลัง (ในสายตาของคนเมือง) มันแย่กว่าความสุขสบายในห้องแอร์แต่กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียกลงทุกวันจริงหรือ

มีชาวกะเหรี่ยงบางครอบครัวที่เคยอยู่ใกล้ชิดกับพวกเรา อพยพลงไปอยู่ตามสายน้ำที่ไหลลึกเข้าไปใกล้หมู่บ้านไทยและอำเภอที่คนหนาแน่น หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ปะตี้ทูโด๊ะ นานๆ เราจึงจะไปเยี่ยมเขาสักครั้งหนึ่งและได้สอบถามข่าวคราวการเคลื่อนไหวของทหารตำรวจในพื้นที่แถบนั้นด้วย

ช่วงหน้าฝนปี 2522 หัวหน้าหน่วยจึงให้ผมกับเพื่อนคนหนึ่งไปบ้านปะตี้ทูโด๊ะ

ภูมิประเทศแถบนั้นงดงามมาก ภูเขาบางลูกมีแต่ไม้ไผ่สีเขียวอมเหลือง ทอดเงาลงในสายน้ำใสกระจ่างที่ทั้งกว้างขวางและตรงดิ่งไปยังพุ่มไม้ครึ้ม ถ้าเดินไปทางถนนซึ่งทำเพื่อชักลากไม้จะสบายมาก แต่เราไม่มั่นใจในความปลอดภัย กลับเดินขึ้นลงภูเขาที่รกไปด้วยหนามและข้ามสายน้ำเชี่ยว

เที่ยงวันที่ 4 จึงไปถึงบ้านปะตี้ทูโด๊ะ เป็นเรือนไม้มีใต้ถุนแบบบ้านคนไทยในชนบท ปลูก 3 หลังติดกัน อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ทั้งพ่อแม่แก่เฒ่าและลูกหลาน แบบของความเป็นอยู่ทุกอย่างเหมือนคนไทย ยกเว้นภาษาเท่านั้นที่เป็นกะเหรี่ยงและทำให้ผมสื่อสารกับเขาไม่ได้

เมื่อผมไปถึงเมียของปะตี้ทูโด๊ะและเด็ก ๆ นอนฟังวิทยุทรานซิสเตอร์เพลงของ สุรพล สมบัติเจริญ สักพักก็หมุนหาคลื่นไปเจอเพลงฝรั่ง แล้วพวกเขาก็หัวเราะกันลั่นบ้าน เพื่อนผมที่พอรู้จักภาษากะเหรี่ยงอยู่บ้างบอกว่า คำในเพลงฝรั่งคล้ายกับคำทะลึ่งในภาษากะเหรี่ยง

สักพักหนึ่งแม่เฒ่านำหญิงสาว 2 คนและเด็กหนุ่มคนหนึ่งขึ้นเรือนมา แม่เฒ่ามาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงแหบๆ 2-3 คำ ฟังไม่รู้เรื่อง ผู้หญิง 2 คนนั้นสวยมาก เด็กหนุ่มที่เดินขึ้นมาก็หน้าตาดี ทั้งสามคนเป็นลูกหลานของปะตี้ทูโด๊ะ ผมมองอย่างตะลึงเพราะนึกไม่ถึงว่าในป่าจะมีสาวสวยเช่นนี้

ปกติโลกมักจะไม่ค่อยยุติธรรม คนหน้าตาดีมักจะเป็นลูกหลานของคนในเมืองร่ำรวย (ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “มีบุญ”) ส่วนสาวชาวนาชาวไร่มักทำงานหนักตากแดดตากฝน ผิวหน้ากร้าน มีสิวฝ้าตามสภาพ ดังนั้นสาวชาวเมืองมักได้เปรียบกว่าสาวชาวบ้านในทุกกรณี ยิ่งในสังคมของทุนและการค้าเป็นใหญ่ อะไร ๆ ก็จะแปรเป็นทรัพย์สินเงินทองได้หมด ถ้าสิ่งนั้นเป็นที่ต้องการ ในคติไทยความสวยก็เป็นรูปสมบัติ มันจึงขายได้ แลกเปลี่ยนได้

ผมไม่ได้บังอาจคิดเลยเถิดไปไกล ความสวยของสาวกะเหรี่ยงควรเป็นสมบัติของชาวกะเหรี่ยง ผมเพียงแต่จ้องมองและเห็นความงามเหมือนความงามของสายน้ำที่ผมเดินผ่านซึ่งไหลตรงดิ่งไปยังขุนเขาสีเขียวและมีหมอกบาง ๆ คลุมอยู่ให้เห็นเลือนลาง

เพื่อนผมเข้ามาสะกิดบอกว่า แม่เฒ่าขอให้ช่วยแทงเข็มรักษาโรคปวดเข่า ชาวบ้านรู้ว่าพวกเราเคยร่ำเรียนวิชาแทงเข็มมาบ้างก็มักจะเชื่อถือให้เราปัดเป่าความเจ็บปวดให้เสมอ ผมแทงเข็มให้แม่เฒ่าดูแกจะพอใจทั้ง ๆ ที่ผมรู้ว่าการแทงเข็มเช่นนั้นคงจะไม่ได้ช่วยรักษาโรคอันเกิดจากความเสื่อมชราได้เลย

หญิงสาวคนสวยบอกว่าปวดหลัง ให้ผมแทงเข็มรักษาด้วย เธอนอนคว่ำลงเลิกเสื้อขึ้นผมเอามือจับหาจุดตามแนวกระดูกสันหลังด้วยความเขิน เธอจั๊กจี้หัวเราะไม่หยุด ทุกคนที่นั่งดูต่างหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน เด็กหนุ่มน้องชายของเธอพูดอะไรออกมาทุกคนยิ่งหัวเราะกันครืน ผมทำหน้าตาเลิกลักเพราะฟังไม่รู้เรื่อง

ไม่ว่าเขาจะเป็นโรคอะไรจริงหรือไม่การแทงเข็มเพียงมื้อเดียวด้วยฝีมือของหมอแทงเข็มงู ๆปลา ๆ อย่างผมคงไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากให้ความรู้สึกสนุกสนานเป็นกันเองระหว่างคนแปลกหน้าแปลกภาษา ความสัมพันธ์อย่างง่าย ๆ เช่นนี้ของคนนับวันจะยิ่งหายากห่างเหินไปทุกที จะมีหลงเหลืออยู่บ้างในชนบทเช่นนี้หรือในชนเผ่าที่ห่างไกลความเจริญเท่านั้น น่าเสียดายที่มนุษย์เราต้องแลกเอาเสมอระหว่างความเจริญทางวัตถุกับความสัมพันธ์ต่อกันที่แห้งแล้ง

คนพื้นบ้านที่ห่างไกลความเจริญเช่นคนลาวมักทักทายกันด้วยความห่วงใยว่า ซำบายดีบ่ เช่นเดียวกับคนกะเหรี่ยงก็มักทักทายกันว่า อูมือกวา...สบายดีหรือ และคำตอบอมตะนิรันดร์กาลพร้อมรอยยิ้มคือ อูมือกึ๊ หรือสบายดี ทั้ง ๆ ที่อาจจะผ่านงานหนักแทบตายมาหยกๆ ผิดกับคนในเมืองใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางความศิวิไลซ์ ซึ่งแม้จะอยู่รั้วถัดกันก็ไม่เคยเหลียวมองอย่าว่าแต่จะทักทาย

ผมกับเพื่อนจากบ้านปะตี้ทูโด๊ะมาโดยไม่ได้ข่าวคราวอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก เนื่องจากบ้านปะตี้ทูโด๊ะเป็นกะเหรี่ยงที่พูดไทยไม่ค่อยได้ และห่างเหินกับหมู่บ้านไทย ระหว่างทางเดินกลับผมถามเพื่อนว่าตอนที่แทงเข็มให้ลูกสาวปะตี้ทูโด๊ะนั้น น้องชายเขาพูดว่าอะไรคนพวกนั้นถึงหัวเราะกันครืน

เพื่อนผมยิ้มแล้วบอกว่า เด็กนั้นทะลึ่งบอกว่าให้หมอแทงพี่สาวด้วยเข็มเล่มใหญ่



13. รุกในยุทธวิธี


ปลายปี 2522 ผมถูกจัดให้อยู่ในหน่วยหนึ่งจากสองหน่วยที่รับหน้าที่ให้เปิดเขตงานด้านเหนือให้ได้ ทำงานมวลชน (โฆษณาอุดมการณ์กับชาวบ้าน)

เป็นหลักหลีกเลี่ยงการปะทะกับทางการจนกว่าจะถึงเวลาจำเป็น ตามยุทธศาสตร์ป่าล้อมเมือง นี่เป็นเพียงการตั้งรับขั้นแรก ตามทฤษฎีว่าเมื่อมีกำลังมากพอก็จะเป็นการรบตามแบบแผนมากขึ้นในขั้นยัน และสุดท้ายจึงจะถึงขั้นรุกเอาชัย

ขณะที่ผู้ใหญ่จะสั่งสอนไม่ให้ใจร้อน แต่เมื่อพวกเรานั่งล้อมวงวิจารณ์กันถึงยุทธศาสตร์การต่อสู้ 15 ปีผ่านมาเป็นการตั้งรับ ยังไม่รู้ว่าจะต้องรับอย่างนี้อีกกี่ปีกว่าจะถึงขึ้นยัน เราคงต้องยันด้วยไม้เท้าเป็นแน่ อย่างไรก็ตามการเข้าไปในพื้นที่ที่ทางการกุมไว้ถือเป็นการรุกทางยุทธวิธี

ครั้งแรกที่ไปถึง เราผูกเปลนอนอยู่ในพุ่มไม้บนเนินริมคลอง บ้านของชาวบ้านอยู่ถัดไป ชานเรือนยื่นลงไปในคลอง เสาบ้านผูกเรือหางยาวไว้ ชาวบ้านคุยกันเราจะได้ยินเสียงงึมงำ เมื่อไปถึงใหม่ ๆ ไม่อยากให้ใครพบเห็นก็อยู่กันเงียบ ๆ

เวลาคุยกันต้องกระซิบเบา ๆ ตลอดเวลา พอตกเย็นหุงข้าวต้องขุดพื้นทรายเป็นเตาทำท่อควันยาว ๆ แล้วเอาใบไม้มาปิดให้ควันขึ้นกระจายไม่เป็นลำให้ชาวบ้านสงสัย กินข้าวเย็นเสร็จผมก็ตามหัวหน้าหน่วยไปนั่งคุยที่บ้านชาวบ้าน อยู่ที่นั่นนานเกือบสองเดือน โดยไม่มีโอกาสรู้เลยว่าหมู่บ้านหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะกลางวันไม่ได้ออกไปไหน นั่ง ๆ นอนๆ อ่านหนังสือและคุยกระซิบกระซาบกันในพุ่มไม้เท่านั้น กลางคืนเดินไปคุยกับชาวบ้าน 2-3 บ้านตามทางแคบ ๆ จนแทบจะจำกิ่งไม้ตามรายทางได้ทุกกิ่ง

เมื่อไม่ได้ผลอะไรคืบหน้าก็กลับเข้าค่ายทำไร่พักหนึ่ง แล้วไปใหม่อีกครั้งกับหัวหน้าหน่วยคนใหม่ คราวนี้โผล่ที่ด้านเหนือของหมู่บ้าน ถือเป็นการสำรวจเริ่มต้นใหม่ ไปพักที่ลาดเขาลิงเสน (ตั้งชื่อเอาเองเพราะไปถึงวันแรกพบลิงเสนฝูงใหญ่)

ตรงข้ามกับท่าน้ำบ้านลุงคง ห้วยไหลคดเคี้ยวไปผ่านหน้าผาใหญ่ ผมและเพื่อนที่ซุกซนอีกคนเดินสำรวจขึ้นไปถึงยอดผานั้น ข้างบนเป็นลานกว้างมีก้อนหินขนาดคนพอยกไหวเต็มไปหมด มีบ่อหินน้ำสีเขียวตะไคร่น้ำขังอยู่หลายบ่อ ในนั้นมีเต่าใหญ่หลายตัว จากหน้าผามองออกไปเป็นทะเลภูเขา เหมือนคลื่นสีน้ำเงินเข้ม ๆ จาง ๆสลับกันไปจนสุดลูกหูลูกตา

เราเริ่มจากบ้านลุงคง เมื่อเข้าไปพูดคุยครั้งแรกแกมีอาการตกใจ ไม่ค่อยพูดจาพอสักพักหนึ่งแกคงรู้สึกวางใจว่าพวกเราไม่ได้เป็นคนอันตราย ผมแวะเวียนไปมาอยู่ 5 บ้านในละแวกนั้น ไม่กล้ารุกไปไกลกว่านั้นเพราะเราหน่วยเล็ก อาจจะควบคุมไม่ได้ถ้าบ้านหลังไกลไม่เป็นมิตรด้วย

ลุงคงเป็นหลักในการช่วยเหลือเราตลอดมา ทั้งซื้อข้าวของให้และบอกข่าวคราวที่เป็นประโยชน์ ผมคิดว่ามีเหตุผล 2 ข้อที่ทำให้ลุงคงทำเช่นนี้ คือ ข้อแรกแกกลัว จึงต้องเดินนโยบายเป็นมิตร ข้อสอง คือ แกใจดี ผมเชื่อในเหตุผลข้อหลังมากกว่า

ชายแก่สำเนียงเหน่อและชอบเคี้ยวกระท่อมคนนี้เรียกพวกเราว่าคุณอา อนุญาตให้พวกเราเดินเข้าออกในบ้านเวลาใดก็ได้ และชอบเก็บพืชผลในไร่ให้พวกเราได้กินเสมอ พวกเราบางคนถึงกับทึกทักเอาว่าแกเป็นพวก “สนับสนุนการปฏิวัติ” แท้จริงแล้ว ลุงคงเป็นคนสมถะและสันโดษ บ้านแกอยู่โดดเดี่ยวและไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ถึงแกจะนิยมพวกเราจริงก็ยากที่จะมีบทบาทเป็นแกนนำหรือแนะชาวบ้านมาเข้าร่วมกับทหารป่า

ผมไปมาหาสู่กับลุงคงอยู่หลายเดือน ความสัมพันธ์ก็อยู่ในระดับเดิม ไม่ขาดไม่หายแต่ก็ไม่คืบหน้าอะไร กลับมีข้อสังเกตว่างานมวลชนที่เราทำไม่ได้มีพื้นฐานทางทฤษฎีสังคมวิทยาเลย แม้จะมีวิธีคิดว่าด้วยงานมวลชนและการปลุกระดมอยู่บ้าง แต่สภาพก็ไม่เอื้ออำนวยนัก จุดสำคัญเราชี้ให้เขาเห็นไม่ได้ว่าเขาควรจะต่อสู้เพื่ออะไร และอย่างไรคือชีวิตที่ดีกว่า ผมอยู่กับชาวบ้านนานจนตัวเองพูดคล่องปรื๋อ ตอบคำถามและโต้ตอบกับชาวบ้านได้หมด แต่มองไม่เห็นว่าอะไรคือกุญแจที่ทำให้เขาคล้อยตาม ทั้งนับวันกุญแจดอกนั้นก็ยิ่งเลือนหายไปจนไม่รู้จะไปหาที่แห่งหนใด

ไม่กี่เดือนต่อมาเมื่อข่าวพวกเราแพร่ออกไป ต.ช.ด. ของทางการก็ขึ้นมาประจำที่หมู่บ้านตอนล่าง และเริ่มลาดตระเวนขึ้นมา ผมก็ต้องผันตัวเองจากผู้ปฏิบัติงานมวลชนมาเป็นนักรบอีกครั้งหนึ่ง พวกเราแบ่งเป็น 3 หน่วย ๆ ละ 5-6 คน ถอยเข้ามาพักในป่าลึกห่างจากบ้านชาวบ้านมาก ตอนเช้าก็ออกเดินไปถึงถนนกลางหมู่บ้าน ลัดเลาะไปตามป่าละเมาะหาดูรอยเท้า ต.ช.ด. และบางครั้งก็ซุ่ม
อยู่ตามแนวถนน เราพบว่า ต.ช.ด.ก็ใช้ยุทธวิธีแบบเดียวกัน คือ แบ่งเป็นหลายหน่วยแล้วซุ่มยิงพวกเรา

2-3 อาทิตย์ผ่านไป ไม่มีการปะทะกันเลยทั้ง ๆ ที่บางครั้งก็เห็นรอยเท้าหมาด ๆ เรากลับเข้าป่าลึกไปนอนหายใจทั่วท้อง 2 คืนกลับออกมาใหม่ วันหนึ่งขณะที่เราซุ่มอยู่ริมทาง เสียงปืนดังขึ้นหลายนัดด้านถนนที่เราเพิ่งเดินผ่านมา อึดใจเดียวเสียงเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินคอกหมู (T28) ก็ขึ้นปฏิบัติการ ทั้งเสียงปืนและระเบิดดังไม่ได้ศัพท์ ระเบิด M26 เริ่มตกใกล้พวกเรา ผมวิ่งตามข้างหน้าไปจับทิศทางอะไรไม่ค่อยได้จนเสียงค่อยลง จึงกลับที่พัก

รุ่งขึ้นอีกหน่วยก็มาหาเราบอกว่าเขาปะทะกับ ต.ช.ด. แต่ไม่มีใครบาดเจ็บ หลายวันต่อมาขณะที่เรานอนพักในป่าลึก ก็ได้ยินเสียงปืนหลายชุด อีกไม่นานนักเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ขึ้นบินเหมือนเดิม เสียงยิงระเบิดดังสนั่นเป็นระยะสลับกับเสียงปืนกล และปืน ค. สนับสนุนจากพื้นดิน ฝ่าย ต.ช.ด.ยิงอยู่ 2 วัน

พอวันที่ 3 อีกหน่วยหนึ่งก็มาหาเราบอกว่าไปปะทะกันที่เชิงเขาใกล้หมู่บ้าน พวกเขาหลบเข้าป่าไปเลย ปล่อยให้ ต.ช.ด.ยิงสุ่มสี่สุ่มห้าให้หนำใจ

มีการยิงเล็ก ๆ อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่หน่วยผมไปดักซุ่มที่ริมไร่ใหญ่แล้วกลับที่พักเฉยๆ อีกหน่วยหนึ่งก็เข้าปฏิบัติการ วันนั้นเฮลิคอปเตอร์ของ ต.ช.ด. ลำหนึ่งก็ถูกยิงจนต้องบินหนีไป

วันสุดท้ายที่ผมเรียกตัวเองว่านักรบ เราไปซุ่มอยู่ริมทางใกล้บ้านชาวบ้านภูมิประเทศเป็นที่ซ่อน แต่ไม่เป็นที่กำบัง พุ่มไม้เตี้ย ๆ ทำให้น่าตื่นเต้นเพราะเราจะพลาดไม่ได้ หากสยบอีกฝ่ายไม่ได้ก็หมายถึงต้องแลกกัน นอนรอจนเที่ยงแดดตรงหัวก็คลานเข้าใต้พุ่มไม้และเริ่มเสียแนว ถึงบ่ายท้องร้องเพราะหิวข้าวก็ยังไม่มีอะไรโผล่มา

เพื่อนผมคนหนึ่งกลิ้งตัวเข้ามากระซิบว่า เขาคงอยู่ที่นี่ไม่ได้และตัดสินใจจะกลับบ้านแล้ว ผมงงอยู่พักใหญ่ก่อนจะทวนให้แน่ใจว่า “ออกจากป่าใช่ไหม” เขาพยักหน้า แล้วเราก็คุยกันจนไม่ได้สนใจเลยว่ากำลังอยู่ในแนวซุ่ม 3 วันต่อมาหัวหน้าหน่วยเริ่มระแคะระคายความคิดพวกเราจึงพากันกลับเข้าค่าย

มีการพูดคุยและอภิปรายกันอีก 3 เดือน ทุกอย่างก็อวสาน

****
บันทึกในตอนที่ผ่านมาทั้งหมด:-บันทึกอดีตสหายเดือนตุลา(7):สหายหญิง และนิยายของชมพู

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker