บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

มาร์คลุย เดินหน้าดับไฟใต้

ที่มา บางกอกทูเดย์

สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงต้องประคับประคองเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้น ท่ามกลางการจับตาจากภาครัฐ ที่หวังจะหาทุกวิถีทางเพื่อนำสันติสุขมาสู่ปลายด้ามขวาน หลังนายกฯ นาจิบ ราซัก แห่งมาเลเซีย ออกมาให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ สัญชาติไทยอย่าง “เดอะเนชั่น”ถึงการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า...ควรให้สิทธิการปกครองตนเองในบางระดับแก่ประชาชนในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยที่ผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมในเรื่องนี้นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวเช่นกันพร้อมระบุว่า...เขาจะหารือถึงแผนการสำหรับเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยที่ติดต่อกับมาเลเซีย เมื่อเขาพานายกรัฐมนตรีนาจิบเดินทางเยือนพื้นที่ดังกล่าว ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมหารือไทย-มาเลเซียประจำปีในเดือน ธ.ค.นี้ก่อนหน้านี้ นายนาจิบ ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นของไทย ซึ่งตีพิมพ์ในฉบับวันจันทร์ (26 ต.ค.) ว่า...ประเทศไทยควรที่จะให้สิทธิปกครองตนเอง “บางรูปแบบ” แก่ดินแดนดังกล่าวที่มีผู้คนเสียชีวิตไปกว่า 3,800 คนนับแต่ที่ความรุนแรงซึ่งมุ่งหมายที่จะแบ่งแยกดินแดนปะทุขึ้นในเดือนมกราคม ค.ศ.2004นายกฯ อภิสิทธิ์ ได้พูดถึงความเห็นนี้ว่า “นั่นเป็นวิธีการที่ถูกต้อง” และ “รัฐบาลของผมกำลังทำงานเพื่อทำให้กลายเป็นจริงขึ้นมา โดยในต้นเดือน ธ.ค.นี้ผมและนายกฯ มาเลเซียก็จะไปเยือนพื้นที่ภาคใต้ด้วย”เช้าวันที่ 2 พ.ย. ภารกิจแรกของนายกรัฐมนตรี คือการเปิดบ้านพิษณุโลก เพื่อหารือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงแทน “สุเทพเทือกสุบรรณ” รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงที่มีอาการป่วยไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ ก็สยบข่าวลือ “เกาเหลา” กับ“รองสุเทพ” ที่ไม่พอใจที่จะนำ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาช่วยงานงานนี้เลยกระทบชิ่งไปถึงการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร.ที่ต้องเลื่อนออกไปก่อนหลังจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รองสุเทพ ยืนยันว่า วันที่2 พ.ย.จะเริ่มประชุม ก.ตร.ได้ ส่วนงานนี้จะเป็นเกมป่วยการเมืองหรือไม่ รองสุเทพฯ น่าจะเป็นคนที่รู้ดีกว่าใครๆส่วนการหารือที่บ้านพิษณุโลก ครั้งนี้ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ถวิล เปลี่ยนศรี เลขาฯสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) วีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศพร้อมด้วย ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ได้หารือกับนายกรัฐมนตรี ราว 40 นาทีหลังการประชุมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า...เป็นการหารือเพื่อรับฟัง

ความเห็นของ “ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ”ซึ่งมีบทบาทเป็นตัวแทนภาคประชาชนในการแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ หลังการรับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อความไม่สงบในพื้นที่รวมถึงการจัดสรรงบประมาณให้แต่ละหมู่บ้านในพื้นที่ซึ่งการแก้ปัญหาความไม่สงบอาจต้องใช้เวลา 2-3 ปีพร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรี ยังปฏิเสธถึงการหารือกรณีที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เข้าพบนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ของกัมพูชา และการเตรียมเดินทางไปประเทศสหภาพพม่าและมาเลเซียส่วนกรณีการใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 4 อำเภอ จ.สงขลา นายกรัฐมนตรีระบุว่า ได้พูดคุยกับทุกฝ่ายแล้วเพื่อปรับลดอำนาจเจ้าหน้าที่จริงอีกด้านหนึ่ง...สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังตำรวจทหารและฝ่ายพลเรือน ต้องทำงานหนักขึ้นเพราะเช้าวันที่ 2 พ.ย. เป็นวันเปิดภาคเรียนวันแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ เลือกใช้สำหรับออกสร้างสถานการณ์ที่จังหวัดปัตตานี โรงเรียนกว่า 300 โรง เปิดเรียนตามปกติโดยช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ทหารได้นำเครื่อง GT200 ตรวจหาวัตถุต้องสงสัยบริเวณโรงเรียนและโดยรอบอย่างละเอียดส่วนตามเส้นทาง ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง สนธิกำลังยืนประจำจุดตลอดเส้นทางที่นักเรียนและครูจะต้องเดินทางผ่านสำหรับโรงเรียนในพื้นที่สีแดง ได้นำรถ V150 ติดอาวุธนำขบวนและปิดท้าย รับ-ส่งถึงโรงเรียน ควบคู่กับการเฝ้าระวังทางเฮลิคอปเตอร์เช่นเดียวกับที่ จ.ยะลา มีกำลังทหาร ตำรวจเข้มงวดดูแลความปลอดภัยครู นักเรียนตลอดเส้นทางส่วนครูที่อย่นู อกพื้นที่มชี ุดทหารค้มุครองดแู ลความปลอดภัยระหว่างเดินทางจนถึงโรงเรียน โดยมีการเตรียมพร้อมตรวจหาวัตถุต้องสงสัยโดยรอบบริเวณโรงเรียนก่อนเปิดเทอมด้วยสถานการณ์ในพื้นที่ยังคงต้องประคับประคองเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้น ท่ามกลางการจับตาจากภาครัฐที่หวังจะหาทุกวิถีทางเพื่อนำสันติสุขมาสู่ปลายด้ามขวานงานนี้จึงเห็น นายกฯ อภิสิทธิ์ เดินเกมดับไฟใต้ ท่ามกลางไฟใต้และไฟการเมืองที่กำลังร้อนแรง! 

ส่งสัญญาณขู่? กลุ่ม16!

ที่มา บางกอกทูเดย์

นายกอร์ปศักดิ์บอกว่ามีเอกสารคำพูดของนายราเกซ ที่นายราเกซลงนามรับรองเอาไว้ด้วย แต่ไม่ได้เปิดเผยออกมาซึ่งน่าประหลาดใจว่า เรื่องนี้เป็นคดีอาญา เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศไทย เอกสารหลักฐานต่างๆ หรือแม้แต่เอกสารที่เกี่ยวข้องล้วนมีความสำคัญต่อรูปคดีทั้งสิ้น แต่ทำไมนายกอร์ปศักดิ์ซึ่งเป็นรัฐบาลอยแู่ท้ๆทำไมจึงไม่เปิดเผยเอกสารเหล่านั้นอย่างเป็นทางการแต่กลับมาปล่อยข่าว ราวกับจะต้องการแค่สื่อความถึงใครบางคนบางกลุ่มว่าอย่าได้ซ่าเป็นอันขาด อย่างนั้นใช่หรือไม่?

เต่าใหญ่ไข่กลบ ในทางชีววิทยา การที่เต่าพยายามที่จะกลบไข่ของตนเองนั้นมี 2 เหตุผลก็คือเพื่อให้อุณหภูมิของทรายที่กลบฝังไข่อยู่นั้น ช่วยในการฟักไข่ให้ลูกเต่าเป็นตัวกับประการที่ 2 เพื่อเป็นการป้องกันภัย ให้กับไข่เต่าเหล่านั้นไม่ถูกเอาไปกินเสียก่อนที่จะฟักเป็นตัวจึงได้มีการนำพฤติกรรมของเต่ามาเป็นสำนวนภาษิตสอนใจ ว่าคนที่พยายามกลบ พยายามปิดบังอย่างเต็มที่นั้น ย่อมจะต้องมีห่วงมีผูกพันอยู่กับสิ่งที่กลบซ่อนอย่างมิดชิดนั้นแน่นอน2 คดีดังทางเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนแล้วเชื่อมโยงกับการเมืองในเวลานี้ กำลังถูกสังคมจับตามองว่า จะเป็นกรณี“เต่าใหญ่ไข่กลบ” หรือไม่นั่นก็คือ คดีนายราเกซ สักเสนาและคดีปล่อยข่าวลือทุบหุ้นซึ่งในบรรยากาศของการเมือง ที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังเสียท่ากับเรื่องภาพลักษณ์ทุจริตโกงกินโครงการไทยเข้มแข็ง เสียภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ทั้งจากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 15และในด้านสัมพันธไมตรีกับประเทศกัมพูชารวมทั้ง แรงกดดันว่ารัฐบาลไม่มีผลงาน และท้าให้ยุบสภามาเลือกตั้งใหม่พิสูจน์ศรัทธาประชาชนกันให้เห็นจะๆ

แจ้งๆ กันไปเลยท่ามกลางพายุการเมืองที่รุนแรงจู่ๆก็ได้คิดปล่อยข่าวลือทุบหุ้นมาเป็นตัวช่วยเบี่ยงเบนกระแสกดดันทางการเมืองยิ่งกรณีนายราเกซ ด้วยแล้วยิ่งกลายเป็นตัวช่วยชั้นดี กลบกระแสข่าวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้ง ไปได้สนิทจนแม้แต่คนระดับที่ปรึกษาที่ทำหน้าที่ให้กับผู้ใหญ่ใ่นพรรคประชาธิปัตย์บางคนยังถึงกับหลุดปากออกมาในวงสนทนามื้อเย็นว่า“เรื่องแบบนี้ประชาธิปัตย์เขาเก่งสร้างสตอรี่มากลบข่าวได้ทุกครั้งเวลาที่จวนตัว”ซึ่งความจริงที่ปรากฏในวันนี้ คงต้องยอมรับว่า เรื่องแบบนี้ประชาธิปัตย์ถนัดจริงๆแม้ว่ากรณีของนายราเกซ ที่ยักยอกทรัพย์ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การหรือ BBC ไปในช่วงปี 2538 – 2539จะมีข้อสงสัยและเชื่อกันมาโดยตลอดว่าทุจริตหรือโกงแบงก์ครั้งมโหฬารจะต้องมีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอนจนทำให้กระแสข่าวช่วงนี้โฟกัสมาว่านายราเกซ ซึ่งถูกนำตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนจะมีการเอ่ยชื่อนักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเหล่านั้นหรือไม่เนื่องจากเชื่อว่านายราเกซได้มีการจ่ายเงินจำนวนมหาศาลไปให้กับนักการเมืองหลายคน ในช่วงที่มีอำนาจในการบริหารแบงก์บีบีซีจริงๆเพียงแต่การจ่ายเงินในลักษณะดังกล่าว เชื่อว่าส่วนใหญ่อาจจะไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดถึงการกระทำความผิดที่จะนำ เอาไปใช้ในการทำ คดีเพื่อสาวไปถึงนักการเมืองเหล่านั้นได้ทั้งหมด เพราะนักการเมืองที่เกี่ยวข้องคงไม่ยอมทิ้งใบเสร็จเอาไว้มัดตัวเองแน่ที่พอจะเป็นไปได้ก็คือ นายราเกซน่าจะยังคงมีหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับเช็คที่สั่งจ่ายให้กับนักการเมือง หรือรายละเอียดสำคัญอื่นๆ ที่สามารถจะระบุถึงการให้เงินกับนักการเมืองบางคนได้ ว่ามีความสนิทชิดเชื้อถึงขั้นให้เงินรับเงินกันแต่รับเป็นค่าอะไร ให้เพราะเสน่หาหรือให้เพราะอะไรเชื่อว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์แน่ เพราะนักการเมืองจะต้องมีข้ออ้างแน่นอนว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทุจริตแบงก์บีบีซี แต่เป็นเรื่องอื่นเพราะแม้แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังรีบออกมาบอกว่าการเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทำได้ยาก เพราะเวลาผ่านมานานแล้วแต่เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำไปตามกฎหมาย

ส่วนการที่เอาผิดได้ยาก เพราะมีฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ระบุว่า นี่คือเหตุผลที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายซึ่งหากเจ้าหน้าที่จะขอความร่วมมือจากพรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวกับข้อมูลการทุจริตก็พร้อมที่จะไปบอก ส.ส.ที่มีข้อมูลให้มาช่วยสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การดำเนินคดีมีประสิทธิภาพแม้ว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อพรรคประชาธิปัตย์บ้างก็ตามในขณะที่ นายธาริต เพ็งดิษฐ์อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ก็ให้ข้อมูลว่า ในทางกฎหมาย คำให้การซัดทอดของจำเลยในชั้นศาล ถือว่ามีนํ้าหนักน้อย เว้นแต่คำ ให้การซัดทอดนั้นจะมีพยานแวดล้อมอื่นมาสนับสนุนจนมีนํ้าหนักน่าเชื่อถืออย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีใครรู้ว่านายราเกซจะให้การอย่างไรจึงยังไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้แต่ที่น่าจับตาอย่ากะพริบ ทั้งในแง่มุมของการขบเหลี่ยมภายในพรรคประชาธิปัตย์และในการช่วงชิงการเป็นต่อจะได้ขี่คอพรรคการเมืองอื่นๆ ก็คือเรื่องที่ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ออกมาโพสต์ผ่านเว็บไซต์ส่วนตัว ว่า ข้อต่อสู้ของนายราเกซอาจทำให้ใครบางคนนั่งไม่ติดเพราะนายราเกซได้ฉายาว่าเป็นพ่อมด ต้องไม่ธรรมดา เชื่อได้ว่าสิ่งที่ได้ดำเนินการไป ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับใครแบบไหน อย่างไร ก็น่าจะมีหลักฐานเก็บไว้มากพอสมควรที่สำคัญนายกอร์ปศักดิ์ ผู้ถูกจับตามองว่าจะไปเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแทนนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ที่ลาออกไปซึ่งจะทำให้ความแน่นแฟ้นกับนายอภิสิทธิ์มีมากขึ้น ก็ยังได้มีการให้ข้อมูล เหมือนกับจะให้นักการเมืองที่เกี่ยวข้องอยู่กับนายราเกซ และกรณีแบงก์บีบีซีอดที่จะรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ไม่ได้ก็คือนายกอร์ปศักดิ์บอกว่ามีเอกสารคำพูดของนายราเกซ ที่นายราเกซลงนามรับรองเอาไว้ด้วย แต่ไม่ได้เปิดเผยออกมาซึ่งน่าประหลาดใจว่า เรื่องนี้เป็นคดีอาญา เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศไทยเอกสารหลักฐานต่างๆ หรือแม้แต่เอกสารที่เกี่ยวข้องล้วนมีความสำคัญต่อรูปคดีทั้งสิ้น แต่ทำไมนายกอร์ปศักดิ์ ซึ่งเป็นรัฐบาลอยู่แท้ๆทำไมจึงไม่เปิดเผยเอกสารเหล่านั้นอย่างเป็นทางการแต่กลับมาปล่อยข่าว ราวกับจะต้องการแค่สื่อความถึงใครบางคนบางกลุ่มว่าอย่าได้ซ่าเป็นอันขาดอย่างนั้นใช่หรือไม่?หรือนี่คือสัญญาณขู่กลุ่ม 16โดยเฉพาะหากเอกสารคำพูดของนายราเกซที่มีการลงนามกำกับยอมรับเอาไว้มีจริงนายอภิสิทธิ์ ควรที่จะสั่งการให้นายกอร์ปศักดิ์นำส่งเป็นเอกสารพยานในคดีนี้

หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้คิดเล่นเกมอะไรจากคดีนี้จริงๆเหมือนกับกรณีการปล่อยข่าวลือทุบหุ้น ที่ประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กระเหี้ยนกระหือเหลือเกิน จนทำให้มีการออกข่าวอักษรชื่อย่อกันออกมาและทำให้คนที่มีชื่อ ย.ยักษ์ มีชื่อ ว.แหวน กินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายคนทั้งๆ ที่สุดท้ายแล้ว ผู้ที่ออกหมายจับกุมคือ น.ส.ธีรนันต์ วิภูชนิน และ นายคชา ปาจริยะพงศ์ แม้จะมีตัว ย. ตัว ว. อยู่ใู่นชื่อแต่ก็ไม่ได้อยู่ใู่นตำแหน่งที่มนุษย์ทั่วไปใช้ใบ้ชื่อแต่ผลจากการไล่บี้ของนายกรณ์ ทำให้ทาง พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่นรองผู้บัญชาการตาํรวจสอบสวนกลาง ออกมาบอกว่า จะขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องในคดีปล่อยข่าวลือทุบหุ้นอีกไม่ตํ่ากว่า 2 - 3 คน ในเร็วๆ นี้ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาชุดใหม่นี้ ไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับ 2 ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัวไปก่อนหน้า แต่อย่างใดซํ้าในการสอบปากคำ น.ส.ธีรนันต์และ นายคชา ก็ยังไม่พบว่าผู้ต้องหาทั้งสองคนมีความเชื่อมโยงกันแต่อย่างใดแสบที่สุดในสายตาของนักลงทุนที่หงุดหงิดอย่างมากที่นายกรณ์ ให้ข่าวในเรื่องนี้อย่างมากมาย ไล่บี้หน่วยงานทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสำ นักงานคณะ

กรรมการกำ กับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือก.ล.ต. อย่างหนักจนนักลงทุนตกอกตกใจกันยกใหญ่และพลอยชะลอการลงทุนไปไม่น้อยแต่เอาเข้าจริงๆ สุดท้าย ผู้ถูกจับกุมทั้ง 2 คน อาจจะเป็นเพียงความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา14 (2) ที่ต้องโทษจำคุก 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับเพราะเรื่องการแพร่ข่าวทางอินเตอร์เน็ต ไม่ใช่ความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และที่จะจับเพิ่มอีก 2 คนที่พัวพันคดีโดย 1 คน เป็นชาย ก็มาอีหรอบเดิมคือมีพฤติการณ์เข้าไปโพสต์ข้อความใน เว็บไซต์ ฟ้าเดียวกัน และ ประชาไทเล่นเอานักลงทุนเซ็งในอารมณ์ไปตามๆ กันเพราะลำพังช่วงวัน 2 วันที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ก็ตกอย่างหนักและพลอยลากให้ตลาดหุ้นของไทยตกตามลงมาด้วยอยู่แล้ว ยังมาเจอเรื่องการเมือง ที่พยายามจะลากเอาตลาดหุ้นเข้าไปเกี่ยวข้องให้ได้อีกนักลงทุนก็เลยกลายเป็นเหยื่อชะตากรรมไปตามๆ กันเพราะในขณะที่ให้ข่าวการจับกุมครึกโครม แต่สุดท้ายแม้แต่นายอภิสิทธิ์ เองก็ยังยอมรับว่า ข้อมูลขณะนี้เป็นเรื่องความผิดส่วนบุคคลแต่อยู่ระหว่างสืบสวนต่อไปว่าเกี่ยวข้องกับใคร หรือไม่อย่างไรการเมืองอาจจะสนุก การเมืองอาจจะได้ประโยชน์ในการเอาข่าวคดีนายราเกซและคดีปล่อยข่าวลือทุบหุ้นมาใช้อย่างได้ผลแต่นักลงทุนไม่สนุกด้วยแน่นอน...อภิสิทธิ์ - กรณ์ ทราบแล้วเปลี่ยน 

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กมม.ท้าปชป. บอกให้ชัด เป็นศัตรูกันไหม

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_43827

วงแตก "บักใส-สำราญ" นอตหลุด จวก"อาคม" กล่าวหาหนุน รถไฟหยุดงาน ท้า ปชป. ประกาศตัวให้ชัดว่า ต้องการเป็นศัตรูกันใช่หรือไม่ โอ่แล้วจะรู้ว่าคนใต้จะเลือกใครระหว่าง ประชาธิปัตย์ กับ การเมืองใหม่

ที่บ้านพระอาทิตย์ บ่ายวันที่ 1 พ.ย. นายสุริยะใส กตะศิลา ว่าที่ เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ และผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยนายสำราญ รอดเพชร ว่าที่ โฆษกพรรคการเมืองใหม่ ร่วมแถลงถึงการปฏิรูปการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ว่า แท้จริงเล้วพรรคการเมืองใหม่มีความประสงค์ที่จะ สนับสนุนให้มีการปฏิรูปเกิดขึ้นแต่เกรงว่าจะเกิดปัญหาใหญ่คือการคอรัปชั่น ส่วนต้นตอของปัญหาในการรถไฟเกิดขึ้นจากนายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. ประเด็นเรื่องการทุจริต และจากกรณี นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เล่นเรงกับสร.ร.ฟ.ท. คงเพราะมีการเจรจากับเอกชนเรียบร้อยเเล้ว ส่วนกรณีพรรคประชาธิปปัตย์ กล่าวหาว่าพรรคการเมืองใหม่ และกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นผู้สนับสนุนการหยุดงานของ สร.ร.ฟ.ท. นายสุริยะใส กล่าวว่า จะประกาศตัวเป็นศัตรูหรือไม่ ถ้าอยากเป็นศัตรูควรจะแสดงออกให้ชัดเจน แล้วให้มองเสียงของคนในภาคใต้จะเลือกใครระหว่างพรรคการเมืองใหม่กับประชาธิปปัตย์ถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

ด้าน นายสำราญ กล่าวว่า การป้ายสีพรรคการเมืองใหม่อยู่เบื้องหลัง สร.ร.ฟ.ท. นั้น นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.กระบี่พรรคประชาธิปปัตย์เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและเป็นการกล่าวหาชุ่ยๆ จงใจ ดิสเครดิตอย่างโจ่งแจ้ง พรรคประชาธิปปัตย์ไม่ควรเอาเรื่องปัญหารถไฟมาเล่นเกมทางการเมือง สิ่งที่ควรจะทำคือทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างสร.ร.ฟ.ท.กับกระทรวงคมนาคม เพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลาย ขอยืนยันว่าพรรคการเมืองใหม่ไม่ได้อยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอนเนื่องจาก ความขัดแย้งภายในระหว่างสร.ร.ฟ.ท.กับฝ่ายบริหาร ร.ฟ.ท. เพียงแค่พรรคการเมืองใหม่เห็นด้วยที่สร.ร.ฟ.ท.ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการทุจริตใน ร.ฟ.ท.มีมายาวนานและมหาศาล

การเมืองใหม่ระดมทุน ลุยเลือกตั้ง ฝันได้200ล้าน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_43825

นายสำราญ รอดเพชร

"สำราญ รอดเพชร" เผย พรรคการเมืองใหม่ เตรียมจัดงานระดมทุน 24 ธ.ค. ใช้ลุยเลือกตั้งปี 2553 "สนธิ" มอบ "บักใส-ประพันธ์" กำหนดรูปแบบการจัดงาน ฝันระดมเงินได้ 200 ล้าน

ที่บ้านพระอาทิตย์ เมื่อวันที่ 1 พ.ย. นายสำราญ รอดเพชร ว่าที่ โฆษกพรรคการเมืองใหม่ กล่าวว่า จากกรณีที่มีการคาดหมายว่า จะมีการเลือกตั้งในปี 2553 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่ จึงกำหนดให้มีงานระดมทุนของพรรค ในวันที่ 24 ธ.ค. โดยคณะกรรมการบริหารพรรค ตั้งเป้า ระดมทุนหารายได้เข้าพรรค ให้ได้อย่างต่ำ 100 ล้านบาท

นายสำราญ กล่าวต่อว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่าที่หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ มอบหมายให้ นายสุริยะใส กตะศิลา ว่าที่เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ และ นายประพันธ์ คูณมี ว่าที่กรรมการบริหารพรรค เป็นผู้กำหนดรูปแบบการจัดงาน เป้าหมายของพรรคการเมืองใหม่ ต้องการให้เป็นงานที่มีส่วนร่วมระหว่างประชาชน นักธุรกิจ และผู้สนับสนุน โดยพรรคคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้ถึง 200 ล้าน

ทุ่งนวมทอง

ที่มา Thai E-News



ในยามใดใจท้อไม่ต่อสู้
กับศัตรูเหมือนมะเร็งเร่งอาสัญ
เมื่อเหนื่อยเกินเดินไกลในไพรวัลย์
คอยนับวันนับคืนไม่รื่นรมย์

ยามนภาฟ้ามืดดาวชืดแสง
ในยามแล้งแห้งผากจนปากขม
ในเวลาหน้าชื่นแต่อกตรม
ในเวลาสังคมไม่สมควร

ยามเช่นนี้มีหนึ่งที่พึ่งได้
เหมือนดวงไฟจากสวรรค์ยามปั่นป่วน
เป็นจิตทองของแท้ไม่แปรปรวน
เดินท้าดวลสวนอำมาตย์ว่าชาติใคร

นั่นแหละนาม “นวมทอง” ทองของชาติ
ชีพประกาศสละทิ้งจึงยิ่งใหญ่
เสรีชนคนแท้ไม่แพ้ไฟ
ประกาศไว้ศักดาประชาชน

ขับรถชนภาพทหารสัญลักษณ์
เสมือนหลักปักเด่นให้เป็นผล
ประกาศกู่ก้องหล้าในสากล
เราล้วนคนเสรีไม่มีกลัว

รอดแล้วมาปลงชีพอย่างชายชาติ
คำประกาศคนไทยก้องไปทั่ว
ลุงนวมทองจากไปก็แต่ตัว
แต่ทิ้งหัวใจไว้ในใจเรา

จดหมายลุงนวมทองของมีค่า
ชาวประชาธิปไตยไม่มีเหงา
หลักการลุงนวมทองก็ของเรา
อำมาตย์เขายึดครองประลองกัน

ประเทศนี้ยกย่องแต่คนใหญ่
แล้วประชาชนไปไหนหมดเล่าท่าน
คนเดินดินธรรมดาสารพัน
ไม่มีวันหวังบุญอย่างขุนนาง

ลุงนวมทองจากไปจึงได้คิด
ประทีปติดประกายไฟไสวสว่าง
เพื่อประชาธิปไตยในเส้นทาง
เรามวลชนร่วมวางระหว่างกัน

ไม่นั่งรออัศวินแม้สีไหน
ไม่ต้องรอเทพใดมาเข้าฝัน
ไม่ต้องรอใครอื่นคอยตื้นตัน
จงสร้างสรรค์รัฐไทยด้วยใจตน

ลุงนวมทองตัวอย่างท่านวางไว้
ฝ่ายขุนนางว่าอย่างไรใครจะสน
รัฐของคน โดยคน และเพื่อคน
เพราะมวลชนคนจริงคือสิ่งเดียว

ลุงนวมทองจากไปคือกายจาก
ใจท่านฝากโจทย์ไว้ไม่โดดเดี่ยว
ประชาชนคนแท้ไม่แดเดียว
ให้ผูกเกลียวเคี่ยวสมานเพื่อบ้านเมือง

ไว้อาลัย...นวมทอง...ทองอร่าม
เกียรติยศงดงามนามกระเดื่อง
มาร่วมสู้ฟันฝ่ารักษาเมือง
ให้รุ่งเรืองเฟื่องฟุ้ง “ทุ่งนวมทอง”.

จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธเรื่อง นสพ.ไทยเรดนิวส์ ฉบับที่ 23
--------------------------------------------------------------

หมายเหตุ: คุณจักรภพฯ ได้แต่งและอ่านบทกลอนชิ้นนี้ครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลาประมาณเที่ยงวัน เพื่อแสดงความระลึกถึง “ลุงนวมทอง ไพรวัลย์” ผ่านทางเว็ปไซต์เสรีชน

พฤศจิกาฯเดือด "ทักษิณ"เร่งเกม"ยุบสภา" รัฐบาลเดินเครื่องตอบโต้

ที่มา มติชน

วิเคราะห์




การเมืองไทยยังคงครองแชมป์ความอ่อนไหว

เมื่อศาลฎีกาประเทศแคนาดาตัดสินเด็ดขาดให้ส่งตัวนายราเกซ สักเสนา อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หรือบีบีซี กลับประเทศไทย เพื่อดำเนินคดีในข้อหาทุจริตเงินธนาคารในช่วงนั้น

การเมืองไทยก็เริ่มวิตกกังวล

เหตุเพราะนายราเกซคนนี้ ทำงานคู่กับนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) และมีสายโยงใยกับนักการเมืองหลากหลาย

รวมทั้งนักการเมืองกลุ่ม 16 ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่มีนายเนวิน ชิดชอบ เป็นแกนนำ

นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นคนคนเดียวกับที่เป็นแกนนำพรรคภูมิใจไทยในปัจจุบัน

ดังนั้น เมื่อปรากฏข่าวว่า ศาลฎีกาประเทศแคนาดาตัดสินให้ส่งตัวนายราเกซ สักเสนา กลับไทย แวดวงการเมืองก็วิจารณ์กันให้แซด

ถ้านายราเกซอ้าปากซัดทอดใครต่อใครที่มีชีวิตอยู่ในขณะนี้ ผลที่เกิดขึ้นก็ย่อมส่งแรงสะเทือนต่อการเมืองไทย

แต่การกลับมาของนายราเกซ ยังร้อนแรงสู้เกมการเมืองภายในไทยที่กำลังห้ำหั่นกันอยู่ในขณะนี้ยังไม่ได้

เมื่อปรากฏออกมาว่า เดือนพฤศจิกายน พลพรรคคนเสื้อแดงเริ่มเกาะกลุ่มเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง โดยมีกำหนดนัดชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

ดีเดย์กันว่า ก่อนสิ้น "ปีวัว" ขึ้นสู่ "ปีขาล" จะคว่ำรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ให้จงได้

ความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงดังกล่าว สอดรับกับความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ผันตัวเองไปเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย

พล.อ.ชวลิตยังคงเดินหน้าพบปะผู้นำประเทศรอบๆ ไทย หลังจากใช้ยุทธวิธี "ยืมปาก" สมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ประจานประเทศไทยสำเร็จมาแล้ว

ครั้งนั้น พล.อ.ชวลิตเดินทางไปประเทศกัมพูชา แต่ครั้งนี้ พล.อ.ชวลิตมีกำหนดเดินทางไปประเทศมาเลเซีย

ไม่รู้ว่าการเดินทางคราวนี้จะ "ปล่อยของ" อะไรมาป่วนการเมืองกันอีก

การเคลื่อนไหวของ พล.อ.ชวลิตครานี้ถูกมองว่า เป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องการให้ประเทศเพื่อนบ้านร่วมกดดัน ให้รัฐบาลไทยประนีประนอมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณถูกการเมืองกลั่นแกล้ง

เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงที่ระดมเพื่อขับไล่รัฐบาล พร้อมโยนข้อกล่าวหา "รัฐบาลจากอำนาจเผด็จการ" และ "กลั่นแกล้ง พ.ต.ท.ทักษิณ" เป็นประเด็นแห่งการเคลื่อนไหว

ดูเหมือนว่าเกมการเมืองของฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มปรากฏอย่างชัดแจ้งแล้วว่า ต้องการการเลือกตั้งใหม่ให้เร็วที่สุด เพราะมั่นใจว่า หากรัฐบาลยุบสภา และมีการเลือกตั้งใหม่ขึ้นมา พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน ทางฟากฝั่งรัฐบาลเองก็มองเกมการเมืองออก

แม้นายอภิสิทธิ์จะมั่นใจว่าหากมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคประชาธิปัตย์จะได้กลับมาครองอำนาจ แต่ในระยะเวลาเช่นนี้ รัฐบาลจะยุบสภาไปทำไม

ยุทธศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์จึงยืนอยู่ตรงกันข้ามกับยุทธศาสตร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ

การเมืองในช่วงเดือนพฤศจิกายนจึงทวีความรุนแรง

แม้การถอดยศและริบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเป็นไปตามกฎระเบียบ และได้รับการยืนยันจากปากคำนายกรัฐมนตรีว่าไม่ได้กลั่นแกล้ง แต่ข่าวการถอดยศและริบเครื่องราชฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่แพร่กระจายออกมาในห้วงเวลานี้ ย่อมสะท้อนภาพแห่งการโต้ตอบศอกกลับให้แลเห็น

ยิ่งประจวบเหมาะกับคำสั่งปัดฝุ่นคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ที่เคยใช้เมื่อสมัยปี 2529 ตอนที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

เหมือนกับการระดมพลระดับ "คีย์แมน" ของแต่ละหน่วยงานราชการมาเพื่อทำ "สงครามข่าวสาร"

วันนี้เป้าหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชัดเจน

นั่นคือ เร่งเกมเพื่อกดดันให้ยุบสภา และทวงอำนาจกลับคืน

วันนี้เป้าหมายของรัฐบาลก็ชัดแจ้ง

นั่นคือ ไม่ทำตามความต้องการของ พ.ต.ท.ทักษิณ

เมื่อเป้าหมายไม่สามารถปรองดองกันได้ การเมืองก็มิอาจสงบนิ่ง

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป การเมืองไทยจะยิ่งร้อนแรง

แม้วรุกหนัก พ.ย.อันตราย!

ที่มา ข่าวสด



กระท่อนกระแท่นผ่านมาได้ 10 เดือน

รัฐบาลผสมที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัว ต่อสำคัญอีกครั้ง

โดยเฉพาะเดือนพ.ย.ที่มีปัจจัยหลายอย่างทั้งภายนอกและภายใน บ่งชี้ว่าเป็นช่วงที่การเมืองจะกลับมาร้อนแรงมากเป็นพิเศษ

ปัจจัยภายนอกที่เห็นกันอยู่คือความเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ได้ระดมยุทธปัจจัยทุกอย่างที่มีอยู่ในมือ เปิดเกมเขย่ารัฐบาลเต็มรูปแบบเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการยุบสภาเลือกตั้งใหม่โดยเร็วที่สุด

เพื่อให้ทันการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านที่งวดเข้ามาทุกที

ในบรรดายุทธปัจจัยของพ.ต.ท. ทักษิณ อย่างแรกคือการดึงเอา พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ เข้ามาเป็น"นอมินี" นำการขับเคลื่อนพรรคเพื่อไทย

ผลงานการล่อ"ป๋าเปรม"ออกจากถ้ำ ต่อด้วยการเดินทางไปพบปะ"ฮุนเซน"นายกฯกัมพูชา และยังมีคิวเตรียมเดินทางไปพบผู้นำเพื่อนบ้านอีก 2-3 ประเทศ

สร้างความหวั่นไหวให้รัฐบาลพอสมควร

หลังจากยุทธการ"อาเซียนล้อมไทย" ที่ทำให้การประชุมอาเซียนซัมมิทที่รัฐบาลเป็นเจ้าภาพกร่อยลงไปถนัดตา

พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเตรียมเปิดสงครามข่าวสารอีกระลอก ดีเดย์ 1 พ.ย. ด้วยการส่งเอสเอ็มเอสผ่านโทร ศัพท์มือถือถึงแฟนคลับระดับรากหญ้า

ว่ากันว่าการสื่อสารด้วยวิธีนี้เข้าถึงชาวบ้านได้กว้างขวาง และง่ายกว่าการโฟนอินหรือวิดีโอลิงก์ หรือเว็บไซต์ทวิตเตอร์ที่พ.ต.ท.ทักษิณใช้อยู่

จะได้ผลมากน้อยขนาดไหน

บททดสอบแรกอยู่ที่การนัดชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดงเดือนพ.ย.นี้

กล่าวกันว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือนพ.ย. มีความแตกต่างออกไปจากการชุมนุมหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาที่มีลักษณะเป็นการชุมนุมแบบวันเดียวจบ รวมตัวกันช่วงบ่ายเพื่อรอ พ.ต.ท.ทักษิณวิดีโอลิงก์เข้ามาในช่วงหัวค่ำ แล้วสลายตัวไม่เกินเที่ยงคืน

แต่ครั้งนี้จะยกระดับเป็นการชุมนุมยืดเยื้อ

ในการโฟนอินถึงคนเสื้อแดง จ.อุดรธานี เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณสั่งการให้ทุกคนตระเตรียมข้าวของเสบียงกรังไว้ให้พร้อมสำหรับการชุมนุมที่คาดว่าต้องอยู่ยาว

สอดรับกับแกนนำคนเสื้อแดงที่เตรียมโหมโรง จัดงานคอน เสิร์ตที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ตั้งเป้าระดมเงินทุนสำหรับการชุมนุมใหญ่ปลายเดือน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประกาศเทหมดหน้าตักในการรบครั้งสุดท้าย

"เราจะนำคนล้านคนมาร่วมตั้งเวทีเดียวจุดเดียวที่ข้างทำเนียบรัฐบาล และไม่เลิกจนกว่ารัฐบาลจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่"

ถ้าดูจากจำนวนคนเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุม ระยะหลังจะยืนอยู่ที่ระดับไม่เกิน 3 หมื่นคน การบอกว่าจะนำคนเป็นล้านมาร่วมชุมนุมนั้น จึงอาจจะเว่อร์เกินไป

อีกทั้งอารมณ์คนที่สะท้อนผ่านการสำรวจโพลบางสำนัก ทำให้เห็นว่าส่วนใหญ่เริ่มเบื่อหน่ายการเมืองแบบแบ่งสีแบ่งฝ่าย และต้องการเลือกยืนอยู่ตรงกลางมากกว่า

ดังที่เห็นได้จากคะแนนนิยมทั้งของ"ทักษิณ"และ"อภิสิทธิ์" ที่หดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับไปปูดที่ตัวเลขของคนที่ไม่ฝักฝ่ายใดถึงร้อยละ 53

ดังนั้น ถ้าหากแกนนำคนเสื้อแดงตีโจทย์ตัวเลขตรงนี้ไม่แตก จับอารมณ์คนส่วนใหญ่ไม่ถูก ก็มีสิทธิ์ถูกกระแสดีดกลับเหมือนเมื่อครั้งการชุมนุมเดือนเม.ย.

ที่จบลงด้วยความสะบักสะ บอมของคนเสื้อแดง

อย่างไรก็ตามมีนักวิเคราะห์บางคนมองต่างออกไป

ว่าในเดือนพ.ย.สถานการณ์การ เมืองอาจยังไม่ถึงขั้นแตกหักตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคนเสื้อแดงอยากให้เป็น

เพราะถึงแม้ว่านายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเที่ยวพูดว่าพร้อมยุบสภาเลือกตั้งใหม่ โดยมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้รับเลือกกลับมาเป็นรัฐบาล

แต่สภาพความเป็นจริงในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคการเมืองจึงทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งภายในมากมาย

อย่างล่าสุดปัญหาความไม่ลงรอยกันในกระทรวงพาณิชย์ ระหว่างนาย อลงกรณ์ พลบุตร รมช.จากพรรคประชาธิปัตย์ กับนางพรทิวา นาคาศัย รมว. จากพรรคภูมิใจไทย

หรือกรณีนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย กับนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม จากเหตุการณ์วุ่นๆ ภายในการรถไฟแห่งประเทศไทยกับสหภาพแรงงาน

ไม่รวมถึงปัญหาทุจริตที่เริ่มส่งกลิ่นรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

และที่สำคัญคือรอยปริร้าวในหมู่แกนนำประชาธิปัตย์อันสืบเนื่องมาจากการแต่งตั้งผบ.ตร. และการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยังเป็นปัญหาคาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน

ความขัดแย้งเหล่านี้ทำให้รัฐบาลไม่สามารถผลักดันผลงานออกมาได้เป็นชิ้นเป็นอัน

ทุกอย่างจึงดูเหมือน"สุกงอม"ในสายตาฝ่ายตรงข้าม

นอกจากนี้การที่รัฐบาลออกมาเปิดเกมเล่นเรื่องถอดยศ-ริบเครื่องราชฯของพ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ต่างจากการกวักมือเชื้อเชิญให้คนเสื้อแดงออกมาร่วมชุมนุมเสียเอง

แต่ปัญหาของคนเสื้อแดงก็คือหากคิดจะชุมนุมยืดเยื้อโดยเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนพ.ย. เมื่อย่างเข้าสู่เดือนธ.ค.ก็จะต้องผ่านวันสำคัญต่างๆ รวมถึงบรรยากาศเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง

ประชาชนอาจไม่มีอารมณ์ร่วมกับสงครามแตกหักทางการเมือง

ด้วยเงื่อนไขข้อจำกัดเรื่องเวลาดังกล่าวอาจช่วยให้รัฐบาลยืดสถานการณ์ออกไปอีก

แต่จะยืดไปได้อีกเท่าใดนั้น

ต้องดูว่ารัฐบาลจะหาทางดับกระแสความร้อนแรงในเดือน พ.ย.นี้ได้หรือไม่

ก่อนถึงช่วงวิกฤตแท้จริงอีกครั้งต้นปีหน้า

ไทยกัดกันไม่เลิก ฆาตกรรมประเทศ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_43530

ภารกิจในเวทีนานาชาติ ผ่านพ้นไปแล้ว

ภาระของประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนถือว่า เสร็จสิ้นสมบูรณ์ หลังเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ชะอำ-หัวหิน

สามารถจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนนัดล้างตาผ่านพ้นไปได้ พร้อมทั้งส่งไม้ต่อให้ประเทศเวียดนามรับหน้าที่ประธานอาเซียนต่อไป

ดับฝันร้ายประชุมล่มที่พัทยา

กู้เครดิตในสายตากลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย

รวมไปถึงประเทศคู่เจรจาอย่าง จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ตลอดจนนานาชาติทั่วโลกที่เฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวของกลุ่มอาเซียนในครั้งนี้

ที่สำคัญ ในแง่ของการเมืองเมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินภารกิจในการจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเสร็จสิ้นไปแล้ว

ก็ถือว่าหมดความกังวลในเรื่องการรักษาภาพลักษณ์ของประเทศที่อาจเกิดเหตุขยายไปสู่เวทีนานาชาติ

แม้ว่าเกิดปัญหาคลื่นแทรก กรณีสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาเปิดปมร้อนในห้วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน

ประกาศตัวเป็นเพื่อนแท้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

โหมประเด็นเตรียมสร้างบ้านหรูให้ "ทักษิณ" พักอาศัยในกรุงพนมเปญ

เล่นบทเห็นอกเห็นใจอดีตนายกฯ ที่ทำงานให้กับประเทศ แต่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และไม่มีแผ่นดินอยู่

แถมประกาศกร้าวจะไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณให้ทางการไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน เพราะมองว่าเป็นคดีการเมือง

จนนายกฯอภิสิทธิ์ต้องออกมาตอบโต้ ขอให้สมเด็จฮุน เซน ไตร่ตรองให้ดีระหว่างความสัมพันธ์ของบุคคล กับความสัมพันธ์ระหว่าง
ประเทศและผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ จะเลือกอะไร

พร้อมส่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ชี้แจงทำความเข้าใจกับ "ฮุน เซน"

ว่ากันไปตามเหลี่ยมคูการเมืองระหว่างประเทศ

ไม่มีอะไรรุนแรงถึงขั้นกระทบกับความสัมพันธ์ทางการทูต

ที่แน่ๆ ภารกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ในห้วงต่อจากนี้ไป คือการเดินหน้าแก้ไขปัญหาต่างๆในประเทศ

ทั้งปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่รุมเร้าอย่างหนัก กระทบถึงความเดือดร้อนปัญหาปากท้องของประชาชน

ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสังคมทั้งหลายแหล่

แต่ละเรื่อง แต่ละปัญหา สาหัสสากรรจ์ทั้งสิ้น

แม้ในห้วงที่ประเทศอยู่ในสภาวะปกติ ถึงจะระดมความร่วมไม้ร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ปัญหาต่างๆเหล่านี้ ก็ยังยากที่จะฝ่าไปได้ง่ายๆ

ยิ่งในสภาวะปัจจุบัน มีปัญหาความแตกแยกแบ่งฝ่ายของคนในชาติ ที่กำลังขยายวง ขยายความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

จนแทบหาจุดร่วมในการสร้างความสมานฉันท์กันไม่เจอ

การเดินหน้าภารกิจในการแก้ไขปัญหาประเทศของรัฐบาล ก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีก

ทั้งนี้จากสถานการณ์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า อุปสรรคสำคัญที่รัฐบาลของนายกฯอภิสิทธิ์จะต้องเจอแน่ๆ ก็คือ

"วิกฤติทักษิณ"

ไล่ตั้งแต่ยุทธการเปิดเกมลุยของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ขยายช่องทางสื่อสารกับมวลชน โหมทำสงครามโฆษณาชวนเชื่อ
ดิสเครดิตรัฐบาลทุกรูปแบบ

โฟนอินจากดูไบตรงเข้าพื้นที่เป้าหมายทุกจังหวัด ปลุกระดมฐานมวลชนที่ให้การสนับสนุนเป็นรายวัน

ส่งวีดิโอลิงค์รุกคืบเข้าไปถึงที่ประชุมพรรคเพื่อไทย ให้นโยบาย บริหารจัดการ สั่งการขับเคลื่อนแนวทางการเมืองของพรรคด้วยตัวเอง

เปิดเว็บทวิตเตอร์เขียนข้อความโต้ตอบ โจมตีรัฐบาล "อภิสิทธิ์" ทุกดอกทุกประเด็นตลอดทั้งวัน

ตามด้วยการสื่อสารระบบเอสเอ็มเอส ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ ยิงตรงถึงตัวบรรดาแฟนคลับทั่วประเทศ

ยังไม่รวมถึงการเปิดโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมโชว์หน้าโชว์ตัวพูดจากับพี่น้องประชาชนที่ให้การสนับสนุนถึงครัวเรือน

แน่นอน ทุกช่องทางสื่อสารของ "ทักษิณ" มีเป้าหมายหลักในการโจมตีหวังโค่นล้มรัฐบาลเต็มที่

เป็นอุปสรรคที่ลิดรอนความมั่นคงของรัฐบาลเต็มๆ

เหนืออื่นใด นอกจาก พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินเกมใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัวโหมโฆษณาชวนเชื่อถล่มรัฐบาลมาจากต่างประเทศแล้ว

อีกทางหนึ่งก็ใช้กลไกตัวแทนอย่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ขับเคลื่อนเดินเกม "เพื่อนบ้านล้อมประเทศไทย"

ดิสเครดิต กดดันรัฐบาลไปพร้อมๆกัน

โชว์ผลงานชิ้นแรกให้เห็นกันมาแล้ว จากการเดินทางไปพบสมเด็จฮุน เซน นายกฯกัมพูชา ช่วงก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน

จุดประเด็นข่าวฮือฮา "ฮุน เซน" เพื่อนแท้ "ทักษิณ"

เปิดช่องให้นายกฯเขมร แขวะประเทศไทยไม่ให้ความเป็นธรรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

ประกาศกร้าว ถ้า "ทักษิณ" เข้าไปพำนักอยู่ในประเทศกัมพูชาจะไม่ส่งตัวให้ทางการไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน เพราะเป็นคดีการเมือง

สร้างความปั่นป่วนให้รัฐบาลในช่วงจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนพอสมควร

ที่สำคัญ พล.อ.ชวลิตยังได้วางโปรแกรมที่จะเดินสายไปพบปะผู้นำประเทศเพื่อนบ้านทั้งมาเลเซีย พม่า เวียดนาม ตามคำสั่งการของ "นายใหญ่"

ทำตัวเหมือนเป็นนายกฯเงาของประเทศไทย

ทั้งนี้ จากการเดินเกมไปพบนายกฯฮุน เซน ของ พล.อ.ชวลิต ถือว่ามีผล เป็นการเขย่าเวทีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ส่งผลกระทบด้านจิตวิทยา ทำลายสมาธิของผู้นำประเทศต่างๆในระดับหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อ พล.อ.ชวลิตมีคิวที่จะไปพบปะกับผู้นำประเทศ เพื่อนบ้านอื่นๆอีก จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาว่า

จะทำให้เกิดปัญหาที่มีผลกระทบต่อรัฐบาลตามมาอีกหรือไม่

ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน ก็เดินเกมในสภาฯตามแนวทางของ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะการขวางลำแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นตามแนวทางของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมกับฝ่ายรัฐบาลและสมาชิกวุฒิสภา

บีบให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องกลายเป็นหมันไปโดยปริยาย

ในขณะที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เป็นฝ่ายปฏิบัติการมวลชนของ "ทักษิณ" ก็เดินเกมขับเคลื่อนการเมืองนอกสภาอย่างต่อเนื่อง

ประกาศเป้าหมายชัดเจน "ล้มล้างรัฐบาล"

กำหนดปฏิทินเคลื่อนไหวเป็นช็อตๆ อุ่นเครื่องด้วยการจัดงานระดมทุนขับไล่รัฐบาลในวันที่ 14 พฤศจิกายน

ต่อจากนั้นจะจัดกิจกรรมสัมมนาแกนนำคนเสื้อแดง กำหนดยุทธศาสตร์ในการต่อสู้กับรัฐบาล ภายใต้สโลแกน "เปิดโรงรบแดงทั้งแผ่นดิน"

เตรียมนัดชุมนุมใหญ่เผด็จศึกรัฐบาล ปลายเดือนพฤศจิกายนนี้

ล่าสุด เมื่อมีข่าวสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะพิจารณาถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ยิ่งเป็นชนวนที่จะชูขึ้นมาเป็นประเด็นปลุกระดมได้ง่ายขึ้น

ที่สำคัญ นอกจากมีการกำหนดปฏิทินนัดระดมพลเคลื่อนไหวใหญ่แล้ว ยังมีการใช้วิธีจรยุทธ์

คอยขัดขวางไม่ให้รัฐบาลทำงานได้อย่างสะดวก

อย่างที่เห็นๆกัน ไม่ว่านายกฯอภิสิทธิ์ หรือรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจก็มักเจอกองกำลังคนเสื้อแดงชูตีนตบ โห่ร้องขับไล่

หันมาทางซีกรัฐบาลเอง การเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคปกติก็มีปัญหาเรื่องความเป็นเอกภาพอยู่แล้ว

ยิ่งแต่ละพรรคจ้องปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง เกิดปัญหาปีนเกลียวกันอยู่บ่อยๆ

ความเป็นเอกภาพในการทำงานแก้ปัญหาของประเทศก็ยิ่งถดถอย

แถมมีปัญหาส่อทุจริตคอรัปชันในโครงการต่างๆผุดขึ้นมาตลอดเวลา ความเชื่อมั่นและเสถียรภาพก็ยิ่งสั่นคลอน

ขณะเดียวกันเมื่อมองไปที่สภาผู้แทนราษฎร ที่ถือเป็นเวทีในการแก้ปัญหาของประเทศในระบอบประชาธิปไตย

ยิ่งมองไม่เห็นความหวัง เพราะแทนที่จะเป็นเวทีแก้ปัญหา กลับกลายเป็นเวทีเพิ่มปัญหา

ไม่มีบรรยากาศในการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ระหว่าง ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ประชุมเกือบทุกนัดมีแต่ฟาดฟันกันแบบเอาเป็นเอาตาย

ระบายความแค้น ความเกลียดชังใส่กันเป็นหลัก

จากสถานการณ์ทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะของประเทศไทย ที่เปรียบเสมือนคนป่วยหนักเข้าขั้นโคม่า

คนไทย 60 กว่าล้านคนอาศัยอยู่ในประเทศที่กำลังโคม่า

แต่คนไทยด้วยกันเองก็ยังแบ่งฝ่ายฟาดฟันกันไม่ลืมหูลืมตา ซ้ำเติมทำร้ายประเทศ

ฉะนั้น คนไทยต้องไปคิดกันเอาเอง

จะจมอยู่ในภาวะร่วมกันฆาตกรรมประเทศอย่างนี้หรือ.

"ทีมข่าวการเมือง"

"เสื้อแดง"รำลึก ‘นวมทอง ไพรวัลย์’ วางเป้าระดมทุน ชุมนุมใหญ่ตลอดธันวาคม

ที่มา ประชาไท

ภาพโดย คำเกิ่ง แห่งทุ่งหมาหลง
(http://www.cbnpress.com/index.php/photos/category/90---3------31-10-2552)
31 ต.ค.52 เวลา 10.00 น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน นำกลุ่มคนเสื้อแดงจัดพิธีรำลึกและอุทิศส่วนกุศลครบรอบการเสียชีิวิต 3 ปี นายนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่ ที่แขวนคอตนเองกับสะพานลอยเพื่อต่อต้านการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 บริเวณสะพานลอย ถนนวิภาวดีรังสิต หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จากนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงไปทำบุญเลี้ยงพระเพลที่สำนักงานวิทยุชุมชนคนรักแท็กซี่ ริมถนนวิภาวดีรังสิต

นายจตุพร แกนนำกลุ่มเสื้อแดง กล่าวว่า หลังจากจัดคอนเสิร์ตที่เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา วันที่ 14 พฤศจิกายนแล้ว จะจัดประชุมแกนนำ นปช.ทั้งหมดเพื่อกำหนดชุมนุมใหญ่แบบยืดเยื้อแบบไม่จบไม่เลิกในเดือนธันวาคมตลอดทั้งเดือน โดยจะปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลและจะไปสิ้นสุดที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ คาดว่าจะใช้เงิน 18 ล้านบาทที่ได้จากการจัดคอนเสิร์ตที่เขาใหญ่ คาดว่าจะมีผู้มาร่วมชุมนุมเป็นล้านคน และขอให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในฯ ไว้ได้เลย อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลนี้อยู่ไม่ถึงสิ้นปีแน่นอน

จตุพรวอนราเกซเปิดนักการเมืองเอี่ยวทุจริต
นายจตุพร ให้สัมภาษณ์กรณี นายราเกซ สักเสนา ถูกส่งตัวมาดำเนินคดีในประเทศไทย กรณียักยอกทรัพย์ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การหรือ บีบีซี ว่า ตนขอเรียกร้องให้นายราเกซ ทำความดีครั้งสุดท้ายในชีวิต ด้วยการเปิดเผยว่า มีนักการเมืองคนไหนได้รับผลประโยชน์จากการล่มสลายของธนาคารบีบีซี ถ้าให้ดีอยากให้ทุกคนไปแกะการอภิปรายของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ สมัยที่เป็นฝ่ายค้าน ก็จะรู้ว่าใครเป็นใคร
นายจตุพร ยังกล่าวถึงการชุมนุมใหญ่ว่า หลังจากการจัดคอนเสิร์ตการเมือง เพื่อระดมทุนที่เขาใหญ่ในวันที่ 14 พ.ย.แล้วเสร็จ นปช.จะประชุมแกนนำทั้งหมด เพื่อกำหนดวันชุมนุมใหญ่แบบยืดเยื้อที่ทำเนียบรัฐบาล ไปจนถึงบ้านสี่เสาเทเวศร์ โดยจะใช้เงินที่ได้จากการระดมทุน ที่คาดว่าจะได้ประมาณ 18 ล้านบาท มาเคลื่อนไหว ยืนยันว่า เราจะชุมนุมยืดเยื้อเพื่อไล่รัฐบาล ชนิดแบบไม่จบ ไม่เลิก คาดว่าจะมีผู้ชุมนุมเป็นล้านคน ขอให้รัฐบาลประกาศ พ.ร.บ.ความมั่งคงล่วงหน้าได้เลย ทั้งนี้ หากเป็นไปตามแผนคงเป็นการเคลื่อนไหวในช่วงเดือนธ.ค.ทั้งเดือน และคิดว่ารัฐบาลคงอยู่ไม่เกินสิ้นปีนี้
ผู้สื่อข่าวถามถึง กระแสข่าวกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอิน มายังงานระดมทุน นสพ.ไทยเรดนิวส์ ที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลลาดพร้าว โดยยอมรับว่า มีเสื้อแดงบางกลุ่มต้องการล้มสถาบัน นายจตุพร กล่าวว่า ตนไม่ได้ฟังต้นฉบับเต็มว่าเป็นอย่างไร แต่ยืนยันตรงนี้ได้เลยว่า กลุ่ม นปช.มีจุดยืนเดียวคือ โค่นล้มอำมาตย์ ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ประธานองคมนตรี และยึดมั่นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และจะรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ให้ยกเลิกกรณีองคมนตรีที่เป็นไพร่ สามารถสำเร็จราชการแทนได้ มาเป็นเฉพาะ องค์รัชทายาท หรือ พระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น
ต่อมาเวลา 18.00 น. ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า กลุ่มวิทยุชุมชนคนรักแท็กซี่ประมาณ 500 คน นำโดยนายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ ตั้งเวทีปราศรัย "ทลายโซ่ตรวนเผด็จการ ครบรอบ 3 ปี รำลึกถึงวีรบุรุษประชาธิปไตย นวมทอง ไพรวัลย์" มีแกนนำชมรมคนรักแท็กซี่ นักวิชาการ และนักแสดง อาทิ นายเมธี อมรวุฒิกุล นายอรรถชัย หรือโด่ง อนันตเมฆ ดาราดัง ร่วมกล่าวปราศรัย โดยเนื้อหายกย่องนายนวมทอง ที่เสียสละชีวิตต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย รวมทั้งกล่าวโจมตีระบอบอำมาตยาธิปไตยและโจมตีการทำงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ พร้อมกับมีการเล่นดนตรีสลับบนเวทีตลอด

ต่อมาเวลา 18.30 น. ที่โรงเรียนมูลนิธิสตรีไทยมุสลิม ถนนเจริญกรุง เขตบางคอแหลม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานรวมใจสู่ชมรมมุสลิมสงเคราะห์ผู้ประสบภัย โดย ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายเจริญ คันธวงศ์ พร้อมชาวไทยมุสลิมเข้าร่วมเนืองแน่น ทั้งนี้ขณะขบวนรถนายกฯ เลี้ยวเข้าโรงเรียน มีกลุ่มเสื้อแดงประมาณ 20 คนมารอเขย่าตีนตบไล่บริเวณฟุตบาธฝั่งตรงข้าม ขณะที่อีกฝั่งเป็นกลุ่มเสื้อเหลืองพร้อมมือตบกว่า 200 คน ทั้งสองฝ่ายต่างตะโกนท้าทายกันประมาณ 10 นาที ฝ่ายเสื้อแดงตะโกนไล่นายอภิสิทธิ์ ขณะที่ฝ่ายเสื้อเหลืองตะโกนอภิสิทธิ์สู้ๆ ท่ามกลางตำรวจและเจ้าหน้าที่เทศกิจคอยดูแล เมื่อฝ่ายเสื้อแดงเห็นว่าคนน้อยกว่าจึงล่าถอยกลับไปโดยไม่มีเหตุรุนแรง ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ใช้เวลาเปิดงานราว 1 ชั่วโมงจึงเดินทางกลับ
เวลา 21.05 น.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้ามาพูดคุยกับผู้ร่วมชุมนุม ทั้งที่ไม่มีกำหนดการมาก่อน โดยพ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวสดุดี นายนวมทองว่าเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การปฏิวัติครั้งที่ผ่านมาถือเป็นครั้งที่แย่ที่สุด เพราะมีแต่การล้างแค้น นายนวมทอง เป็นคนที่รู้สึกถึงเรื่องนี้ เป็นคนแรก ๆ และได้ประกาศให้ทราบถึงความเลวร้ายของการปฏิวัติ ถ้าตนเองได้กลับประเทศ ต้องทำอะไรเพื่อให้คนไทยระลึกถึงนายนวมทอง
พ.ต.ทักษิณ กล่าวอีกว่า รัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากประชาธิปไตย แม้ปากจะบอกว่า เป็นประชาธิปไตย แต่หัวใจเป็นเผด็จการ ดังนั้น ขอให้ทุกคนร่วมต่อสู้เพื่อให้ประชาธิปไตยที่แท้จริงโดยการเลือกตั้งครั้งหน้า ขอให้เลือกพรรคที่ยึดมั่นในระบบประชาธิปไตย หลังการโฟนอิน พ.ต.ท.ทักษิณได้ ร่วมไว้อาลัยร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยขอให้ผู้ชุมนุมจุดเทียนสีแดง และยืนสงบนิ่ง เป็นเวลาครึ่งนาที ส่วนบนเวทีภรรยานายนวมทอง ได้ขึ้นมารับมาอบเงินช่วยเหลือจำนวน 20,000 บาทโดยนายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ สส.กทม.พรรคเพื่อไทย เป็นผู้มอบ


ด้านนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีกลุ่มเสื้อแดงใช้วิธีเปิดโรงเรียนประชาธิปไตยว่า โรงเรียนนั้นเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ส่งผลไปถึงการยกระดับไปให้การชุมนุมรุนแรงมากขึ้น การเคลื่อนไหวไม่ต้องเปิดโรงเรียนสอนก็ทำกันอยู่
ขณะที่พระบรมรูปทรงม้าเวลา 19.10 น. มีแกนนำเสื้อแดงมาร่วมปราศรัยมากขึ้น อาทิ นายอดิศร เพียงเกษ นายสุพร อัตถาวงศ์ และนายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ส.ส.กทม. เพื่อไทย จากนั้นนายไพโรจน์เป็นตัวแทนมอบเงิน 20,000 บาทแก่ครอบครัวนายนวมทอง มีนายชินวัตร แกนนำชมรมคนรักแท็กซี่ รับมอบแทน
แดงขอนแก่นเดือด อดีตผู้ว่าฯ ว่าทักษิณหมาเน่า
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สนามกีฬาต้านยาเสพติดบึงแก่นนคร เทศบาลนครขอนแก่น วันเดียวกัน นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แกนนำคนเสื้อแดงขอนแก่น นายศักดา อ้อพงษ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ประธานกลุ่มมวลชนคนรักประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น นางซาบีน่า ชาห์ ประธานชมรมเสื้อแดงขอนแก่น 51 และคนเสื้อแดงกลุ่มรักทักษิณ อ.บ้านไผ่-โนนศิลา คนรักประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น และคนเสื้อแดง อ.น้ำพอง เมืองพล กระนวน ท่าพระ จ.ขอนแก่น ประมาณ 1,000 คน ชุมนุมแบกโลงศพที่ทำด้วยกล่องกระดาษขนาดใหญ่ประท้วง นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย แห่ไปตามถนนสายต่างๆ ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ไปถึงซอยชาตะผดุง 14 ชุมชนย่อยที่ 50 ถนนชาตะผดุง ต.ในเมือง อ.เมืองขอนแก่น ซึ่งบ้านนายปัญญาอยู่กลางซอย

ต่อมา พล.ต.ต.พัฒนี ศิริพัฒนี ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น พ.ต.อ.สุจินต์ นิจพานิชย์ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น พ.ต.ท.วีระวุฒิ เสียงใส สวป.สภ.เมืองขอนแก่น นำตำรวจควบคุมฝูงชน ภ.จว.ขอนแก่น ประมาณ 300 นาย ตั้งแถวหน้าปากซอยและหน้าบ้านนายปัญญา ทั้งนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงได้เผาหุ่นฟางรูปนายปัญญาและโลงศพเป็นการประท้วง

นางซาบีน่า กล่าวว่า นายปัญญาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นหมาเน่า พวกเราคนเสื้อแดงเป็นหนอนรุมกินหมาเน่า วันไหนที่กินหมดแล้วจะอยู่ได้อย่างไร จึงมาชุมนุมและขอถามนายปัญญาว่าเริ่มต้นมาจากไหน นายปัญญาเกิดมาจากพรรคไทยรักไทย และพลังประชาชน ซึ่งเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ อาศัยบารมี พ.ต.ท.ทักษิณ และชาวขอนแก่นเลือกเข้ามา พวกเราเห็นว่านายปัญญาเป็นหมาเน่าเสียเอง
ที่มา: เว็บไซต์มติชน และเว็บไซต์คมชัดลึก

สัมภาษณ์ไชยันต์ รัชชกูล: ระลึกถึงลุงนวมทอง และ 3 ปี 19 กันยา

ที่มา ประชาไท

ในโอกาส 3 ปี 19 กันยายน 2552 และ 3 ปีแห่งการจากไปของนวมทอง ไพรวัลย์ “อรรคพล สาตุ้ม” สัมภาษณ์ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล อาจารย์ประจำสถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ ในประเด็นสื่อมวลชนก่อนและหลังรัฐประหาร เครื่องมือสื่อสารของคนเสื้อแดง และ “นิสัยตกตะกอนของพวกฝ่ายอำมาตย์”

000
จากบทความของอาจารย์ไชยันต์ รัชชกูล ซึ่งพิมพ์ใน วิภาษา ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 ปี 2550 ใน เรื่องรัฐประหาร ‘19 กันยา’ กล่าวถึง รัฐประหารว่าได้รับการต้อนรับจากกลุ่มสื่อมวลชน ผมขอให้อาจารย์ช่วยขยายความ
ยิ่งผ่านไป 3 ปี ยิ่งไม่น่าประหลาดใจที่สื่อมวลชนตอบรับการรัฐประหารอย่างสุดจิตสุดใจ แต่ตอนนั้น มันน่าตกใจ ว่าการกระทำที่เป็นอาชญากรรมกับประเทศขนาดนั้น สื่อมวลชนกลับเห็นดีเห็นงามไปด้วย หรือไม่ก็แก้ต่างให้ แม้กระทั่งบางฉบับที่อ้างตัวว่า เป็นหนังสือพิมพ์คุณภาพ เป็นเสียงของประชาชน ยึดถือจรรยาบรรณของสื่อ อะไรก็ว่าไปเรื่อย แต่สิ่งที่เขาทำ มันตรงกันข้ามกับที่อ้าง ตอนนั้นก็น่าประหลาดใจ แต่วันนี้ไม่ตกใจแล้ว เพราะโลกทัศน์ของพวกนี้ ก็คือ ดูถูกดูแคลนราษฎรส่วนใหญ่ของประเทศ แม้ว่าเขาจะไม่กล้าพูดว่า เขารังเกียจประชาธิปไตยแบบรัฐสภา แต่จะถากถางบริภาษอ้อมไปว่า ไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงบ้าง เป็นประชาธิปไตยแบบหนึ่งนาทีบ้าง หรือไม่ก็ทำตัวนั่งบัลลังก์ชี้นิ้วว่า ส.ส. กระเลวกระราด โกงกิน คำวิจารณ์ คำด่าทอพวกนี้มันคือมนตร์เดิมๆ ซึ่งเป็นทัศนะคติแบบเดียวกับพวกชนชั้นนำ (Elite) ถ้าจะว่าไปแล้วพวกนี้ ก็ได้รับการสั่งสอนมาจากระบบการศึกษาและมหาวิทยาลัยไทย ซึ่งถ่ายทอดกันมาเป็นรุ่นๆ มัน น่าเศร้า แต่ก็ไม่น่าประหลาดใจ มาถึงวันนี้ ก็ไม่น่าบ่นแล้ว พวกนี้มีทัศนะคาบเกี่ยวกับพวกทำรัฐประหาร แต่เขาจะปฏิเสธ แน่นอน เขาต้องปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่ แต่สิ่งที่อยากจะได้ฟังจากเขาตลอด 3 ปีมานี้ ก็คือ เขายังเห็นแบบเดิมหรือเปล่า เพราะมีเพื่อนผมบางคน เขารู้สึกเสียใจ ที่เขาไปตะโกนชุมนุมขับไล่ทักษิณก่อนรัฐประหาร ซ้ำร้ายเขายังเห็นชอบกับรัฐประหาร แต่ตอนนี้เขาเสียใจ เขาไม่ใช่ตัวแทนของเสื้อเหลืองอะไรทั้งสิ้น ล้วนเป็นเพียงปัจเจกชน
แต่ที่อยากถามพวกหนังสือพิมพ์พวกนี้ก็คือ มันมองย้อนกลับไปไหม มีการสะท้อนความคิดของตนหรือไม่? หนังสือพิมพ์ที่อ้างว่าเป็นของปัญญาชน ผมฝากบอกไปเลยก็ได้ว่า ตั้งแต่หลังรัฐประหารผมไม่อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ เพราะผมไม่ใช่ปัญญาชน แต่ที่สำคัญกว่า คือ ปัญญาชนชอบแต่งตั้งตัวเองเป็นผู้รู้ ชอบสั่งชอบสอน ผมอาจจะพูดตีขลุมไปหน่อย เพราะบางข้อเขียนก็พอทนอ่านได้อยู่ แต่โดยรวมๆก็ไม่น่าประหลาดใจ หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ สมัยพฤษภาทมิฬ ตอนเริ่มต้นเข้าข้างสุจินดา นะครับ ผมท้าให้ไปอ่านดูเลย
ก่อนรัฐประหารจากบทความของอาจารย์ กล่าวว่าสื่อมวลชนสนับสนุนทักษิณน้อยมาก
อย่าว่าแต่จะสนับสนุนเลย ถล่มทักษิณทุกวัน แถมซ้ำยังมัดมือชกข้างเดียวอีกว่า “ทักษิณคุกคามสื่อ” ผมอยากจะมองว่า เป็นความบ้องตื้นต่อการตั้งคำถามและต่อการวิเคราะห์ทางการเมือง พวกนี้รู้ข่าวเยอะมาก รู้รายละเอียดมาก แต่ว่าจะเอาข้อมูลมาสังเคราะห์อย่างไร ผมสงสัยมากเลย แล้วก็อาจจะไปเชื่อพวก Elite (ชนชั้นนำ) พวกปัญญาชน นักวิชาการจำนวนมาก พวก Elite ก็เหมือนกันเป็นไปในแนวเดียวกันนี้หมดเลย
จุดยืนของสื่อ หลังยุคทักษิณ ถูกรัฐประหารไปแล้วเปลี่ยนไปไหมครับ
ผมว่าไม่นะ ไม่เฉพาะแต่พวกเสื้อเหลือง รวมทั้งชนชั้นนำไม่เปลี่ยนไปเลย ถ้าเรามองย้อนไปตั้งแต่พวก กกต. รุ่นวาสนา เพิ่มลาภ ที่ถูกสั่งให้ลาออก แล้วถูกตัดสินจำคุก ตั้งแต่สมัยนั้น จนถึงรัฐประหาร 3 ปี ที่แล้ว แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพวกอำมาตย์ ไม่ได้ระย่อเลยต่อความไม่ชอบมาพากล ไม่สะเทือนเลยต่อสิ่งที่คนเขาระอากันทั่วเมืองว่า ใช้เหตุผลลักลั่น หรือแปลกันว่าเหตุผล 2 มาตรฐาน ไม่มีความละอายตลอดมาจนถึงวันนี้ ตั้งแต่เรื่องฟ้องการปราบ ‘7 ตุลา’ เรื่องดา ตอร์ปิโด เรื่องทำเป็นทองไม่รู้ร้อนกับฝ่ายพันธมิตรฯ คือ เขาไม่ได้รู้สึกอะไรเลยว่า เรื่องเหล่านี้เป็นความวิปลาส พวกนี้ไม่มีหิริโอตตัปปะเลย แสดงว่า เขาคิดว่า เขาถือไพ่เหนือกว่า และคงคิดว่าไอ้พวกเสื้อแดงเนี่ย ไม่มีน้ำยาอะไรหรอก หรือว่าถึงมีน้ำยา เขาก็คิดว่า เขาจัดการได้ และไม่มีการอ่อนข้อ แม้แต่นิดเดียว ถึงทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากล ก็ไม่เกรงใจ ซึ่งผมคิดว่า คนที่สมเหตุสมผล คนที่มีสามัญสำนึกเบื้องต้น ก็เห็นแล้วว่า แบบนี้ มันเป็นเหมือนประเทศแอฟริกาใต้ คือ เป็นประเทศแบ่งแยกสีผิว ว่ากฎหมายหนึ่งใช้กับคนขาว กฎหมายหนึ่งใช้กับคนดำ นี่คือ ระบบ Apartheid เมืองไทยก็เป็นอย่างนั้น บังเอิญก็เป็นสงครามสีเหมือนกัน แต่ที่แอฟริกาใต้เมื่อก่อนเป็นระหว่างสีขาวกับสีดำ ระบบนี้ก็ใช้กับคนปาเลสไตน์ในอิสราเอล ถ้าไปถามว่า พวกอิสราเอลว่ารู้สึกไหม ผมว่ามันไม่รู้สึกหรอก รัฐบาลอิสราเอลมันก็ไม่รู้สึก และมันก็ปราบชาวปาเลสไตน์ต่อไป ผมก็คิดว่าเมืองไทยถึงขั้นนั้น พวกอำมาตย์เขาก็คิดว่า เขาถูกไง และถึงแม้ว่า เขาไม่คิดว่าเขาถูก เขาก็จะว่าอีกข้างหนึ่งเป็นพวกทักษิณ มันแดงไง หรือไปถามคนขาว ที่แอฟริกาใต้ ถามว่า ทำอย่างนี้มันถูกหรือ กูอาจจะไม่ถูกก็ได้ แต่มึงดำไง ถ้าไปถามรัฐบาลอิสราเอล ก็อาจจะบอกว่ากูอาจจะไม่ถูกก็ได้ แต่มึงเป็นพวกปาเลสไตน์ไง เป็นพวกก่อการร้ายไง การปฏิบัติ 2 มาตรฐาน มีในประเทศไหนบ้าง ผมว่ามันเหมือนกันล่ะครับ ประเทศไทยกับประเทศอิสราเอล แอฟริกาใต้ ประเทศเราเจริญทัดเทียมกับประเทศเหล่านี้แล้ว เอวัง
เสื้อแดงกับเครื่องมือโฟนอินในฐานะการสื่อสารจากทักษิณ และจักรภพต่างๆ
ก็ดีนี่ครับ เขาก็มีสิทธิจะโฟนอิน เมื่อเขาอยู่ในประเทศเถื่อนๆ นี้ไม่ได้ เขาจะสื่อสารกับคนในประเทศโดยเทคโนโลยีก็ไม่เห็นเป็นไร ไม่เห็นเป็นประเด็นอะไรเลย คนที่อยู่ต่างประเทศจะใช้เทคโนโลยีสื่อสารแสดงความคิดเห็น ก็เหมือนโทรศัพท์ธรรมดา ทำไมจะโทรศัพท์ไม่ได้เหรอ เพียงแต่ว่า โทรศัพท์อีกข้างหนึ่งพูด ใช่ไหม อีกข้างหนึ่งคนฟังเยอะ ทำไมรัฐบาลไทยจะไม่ให้โทรศัพท์ เหรอ
อย่าง จอม เพชรประดับ ก็ไปเซ็นเซอร์เขา ผมขอเตือนความจำว่าตอนสมัยทักษิณ เป็นนายกฯ มีคนด่าเขาเยอะมากเลยว่า คุกคามสื่อ ตอนนี้มีใครด่าบ้างไหม รวมทั้งนักวิชาการสื่อด้วย ไอ้ 2 มาตรฐาน นี่ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลนะ ไม่ใช่เฉพาะพวกอำมาตย์นะ มันรวมทั้ง พวกนักวิชาการสื่อ รวมทั้งพวกสิทธิมนุษยชนด้วย ผมว่า พวกนี้ อย่าเรียกว่า 2 มาตรฐาน เลย อย่างนี้เรียกว่า หน้าไหว้หลังหลอก พวกตี 2 หน้า ผมอยากฝากถามพวกนักวิชาการสื่อ พวกที่เคยด่าทักษิณว่าตอนนี้ไปไหน แต่เดี๋ยวเขาจะมาด่าผมว่า แล้วมึงทำไมไม่ด่าเองล่ะ คำถามก็คือว่า คุณเสมอต้นเสมอปลายหรือไม่ ในฐานะที่คุณเป็นนักวิชาการสื่อ ที่เรียกร้องเสรีภาพสื่อ คุณทำอะไรคงเส้นคงวาไหม คุณจะทำตัว เหมือนอำมาตย์หรือ ผมก็ไม่เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์จะละอายเลย แต่นี่ก็ไม่ต้องไปหวังอะไรมันอยู่แล้ว การเล่นลิ้น โป้ปด มดเท็จ พูดอย่างทำอย่างนะฮะ ในพรรคประชาธิปัตย์เป็นกันมาก สิ่งที่น่ากลัว ก็คือว่า คนอื่นๆรวมทั้งนักวิชาการสื่อ ก็จะมีลักษณะทำแบบนี้เหมือนกัน มิไปกันใหญ่ เหรอ
พูดเรื่องนี้ก็ได้ คือ เขาบอกว่า สื่อต้องเป็นกลาง และ ‘2 ไม่เอา’ เป็นคำขวัญเก๋ๆ ดี เออ ความคิดแบบนี้ก็ไม่เลวนะ เหมือนกับยาม ที่ ESCAP (Economic and Social Commission for Asia and the Pacific- ESCAP) เลย เขาอยู่ที่ถนนราชดำเนินนอก เห็นการประท้วงตลอดมาหลายสิบปี คำสั่งจากเหนือหัวของเขา คือว่า ต้องกั้นไม่ให้คนเข้าใกล้ตึก UN คุณไปสัมภาษณ์ยาม ที่ ESCAP ดูสิครับ เป็นกลางมากเลย พอสีเหลืองชุมนุมเขาก็ไม่ให้เข้า พอสีแดงชุมนุม เขาก็กั้น ก็against สีแดง เรียกว่ากั้นทั้ง 2 ฝ่าย คือ เขายืนอยู่บนฐานศีลธรรมที่สูงส่งมาก (Moral high ground) แต่นี่ ผมไม่ได้หมายความว่า คุณต้องเลือกข้างนะ เพียงแต่ผมขอตั้งคำถามว่า ไอ้การที่คุณบอกว่าเป็นกลาง มันหมายความว่าไง คุณ ตั้งตนอยู่บนตำแหน่งศีลธรรมสูงกว่าคนอื่นเหรอ สีเหลืองก็ลิงกะล่อน สีแดงก็ลูกกะโล่ทักษิณ เหลวไหลทั้งคู่ ถ้าผมนิยมคนวางตัวแบบนี้นะครับ มีอีกเยอะ ยามที่ ESCAP เขาไม่ได้คิดเอง มาจากหัวหน้าเขา พวกนั่งรถแอร์ ทำงานห้องแอร์ เขาไม่ชอบ ครับ การชุมนุม เขารำคาญ ไปทำงานไม่สะดวกรถติด และไม่สุภาพ
จะทำให้คนเข้าใจเรื่องการสื่อสารประเด็นการชุมนุม ในเรื่องประชาธิปไตยบนท้องถนนอย่างไร
ก็ทำอย่างที่พูด มันมีอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ เปรียบเทียบอย่างนี้ดีกว่า ถามได้อย่างไรว่า พระควรรักษาศีลหรือไม่ ก็ทำตามกำหนดสิ ไม่ใช่ว่า แต่งตัวเป็นพระแล้ว ฉันข้าวเย็น ก็มีรัฐธรรมนูญอยู่อย่างนั้น คุณจะให้ทำอย่างไร จับสึกเหรอ ผมก็ไม่รู้ว่า จะให้พวกทำงานไม่มีเหงื่อเข้าใจได้อย่างไร พวกนี้น่ะครับ นิสัยสั่งสมมานาน จนเป็นนิสัยที่ตกตะกอน คือ ตัดสินคนอื่น ตำหนิคนอื่น อันนี้เป็นลักษณะของพวกที่คิดว่าตนอยู่เหนือสามัญชน เหนือมนุษย์ที่ทำงานเหงื่อตก ตอนนี้ผมดีใจมากเลยนะ ที่มีขบวนการเสื้อแดง เขาไม่ยอมให้ถูกตัดสินข้างเดียวแล้ว กูจะตัดสิน (Judge) มึงบ้าง ให้มึงมาเป็นจำเลยของกูบ้าง
มุมมองต่อสื่อวิทยุ สื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ของคนเสื้อแดง
วิทย ดีมากเลย ดีมากๆ มันต้องอย่างนี้ครับ มีวิทยุท้องถิ่น ผมอยากจะถามสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยว่า ทำไมต้องถ่ายทอดข่าวอย่างเดียวกันทั่วทุกสถานี วิทยุท้องถิ่นให้คนชาวบ้าน Phone in ทำไมสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ไม่ทำอย่างนั้นบ้างล่ะ ไหนว่ารับฟังความคิดเห็นของประชาชนไง ประชาชน มีส่วนร่วมไง ทำไมต้องบังคับให้คนฟังเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่แค่ข่าวราชการนะ แม้แต่ข่าวฟุตบอลอะไรของมัน ทำไมคนไทยทั้งประเทศต้องสมควรรู้เรื่องผลฟุตบอลหรือ
ส่วนวิทยุท้องถิ่นวิเศษมากให้ทุกคนโฟนอินเข้ามาได้ ตอนนี้ได้ข่าวว่า หนังสือพิมพ์ นิตยสารข่าวของเสื้อแดงได้ข่าวว่าขายดีมาก บางฉบับถึงกับต้องพิมพ์ใหม่ การต่อสู้ทางการเมืองสมัยก่อนพิมพ์เป็นใบปลิวไว้แจก ถึงการเขียนข่าวดูแล้วจะเป็นมวยวัดอยู่บ้าง ผมก็ไม่ว่าไม่เป็นไรนี่ มาจาก website บ้าง เขียนแบบไม่ค่อยได้พิถีพิถันบ้าง นี่ก็ไม่เป็นไร ผมเข้าใจว่าคงมาจากทุนเล็กๆ ไม่ใช่เงินถุง เงินถังอะไร คงไม่มีสตางค์จ่ายค่าเรื่องให้นักเขียนดังอย่างพวก ด็อกเตอร์ โปรเฟสเซอร์มือโปร แต่ถ้าเกิดเรามองมาถึง Idea ความเป็นประชาธิปไตย นี่ครับ ก็เป็นปรากฏการณ์ที่น่าทึ่ง ฝากถามนักวิชาการที่เรียกร้องประชาธิปไตยว่าเห็นด้วยไหม ที่อ่านหนังสือของ de Tocqueville ประชาธิปไตยในอเมริกา (แปลโดยสมบัติ จันทรวงศ์ – ผู้สัมภาษณ์) พวกนักวิชาการรัฐศาสตร์คงต้องได้อ่าน de Tocqueville กันมาแล้ว พวกเสื้อแดงกำลังทำทำนองนั้น น่ารังเกียจนักหรือ ขอถามหน่อย เสื้อแดงจะชนะหรือไม่ชนะเป็นเรื่องของกาลข้างหน้า ไม่รู้ได้ แต่ที่รู้ได้ตอนนี้คือ สปิริตประชาธิปไตยที่เติบโตอยู่ขณะนี้น่ายินดีกว่านักมวยไทยได้เหรียญทองโอลิมปิก และถ้าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากรัฐประหาร ‘19กันยา’ พวกอำมาตย์ก็ไม่ได้ชนะฟรีๆเสียแล้ว เสียใจด้วย
ผมอ่านบทสัมภาษณ์ของจอม เพชรประดับ ซึ่งผมสนใจที่ทักษิณ ตอบว่า พวกคนต่างประเทศ ก็รู้หมดแหละว่าไม่ยุติธรรม อาจารย์ไชยันต์ คิดเห็นอย่างไร
เอาอย่างนี้หละกัน ไม่ต้องไปถึงต่างประเทศไกลๆ แค่ข้ามแม่น้ำโขงไปนี้น่ะครับ ผมพบคนลาวในที่ประชุมนานาชาติมาเมื่อเร็วๆนี้ คนลาวรู้หมด คนลาวรับข่าวสารเกี่ยวกับเมืองไทย และรับข่าวกระแสหลักด้วยนะครับ คนลาวเข้าใจดีเลยว่าอะไรเป็นอะไร อะไรไม่ยุติธรรม อะไรบิดเบือน นะฮะ แล้วจะมาบอกว่า คนไทย ที่เป็นพวกเสื้อแดงเป็นพวกเหยื่อของทักษิณ ได้ประโยชน์จากทักษิณ คน ลาวได้ประโยชน์อะไรจากทักษิณหรือเปล่า คนลาว เขายังเห็นเหมือนเสื้อแดงเลยครับ เขารับสื่อข้างเดียวด้วยนะครับ สื่อของฝ่ายเสื้อแดงก็ไม่ค่อยถึงเขา แม้ว่าเขาดูจะโทรทัศน์ จะอ่านหนังสือพิมพ์กระแสหลัก เขาก็รู้ได้ คิดได้ว่า อะไรชอบธรรม อะไรไม่ชอบธรรม นี่เป็นสามัญสำนึก สามัญสำนึกที่ไม่ได้พอกไว้ด้วยอคติ ผมว่าไม่ต้องไปอาศัยสติปัญญาอะไรลึกซึ้งนัก คือ สามัญสำนึกว่า ระหว่างทำกับข้าวกับยึดสนามบินน่ะ อะไรมันทำให้ประเทศฉิบหายกว่ากัน มันมีที่ไหนล่ะครับ ในโลกนี้ที่ยึดสนามบิน แล้วจัดการไม่ได้ ยึดไม่ใช่แค่สนามบิน ยังยึดที่ทำงานรัฐบาลด้วย แต่ว่าอีกด้านหนึ่ง มันเป็นการเปิดเผยให้เห็นสิ่งที่เราเรียกว่า ธาตุแท้ของพวกอำมาตย์ ที่กูจะครองแผ่นดินอยู่อย่างนี้ มึงจะทำไม เราก็ต้องถามกลับบ้างว่า แผ่นดินนี้เป็นของมึงพวกเดียวหรือ
อำนาจของสื่อเสื้อแดง คิดว่าพอจะเพิ่มจำนวนคนเสื้อแดง รวมทั้งแนวทางการต่อสู้ของสื่อสำหรับคนเสื้อแดง
แง่นี้น่าดีใจมาก ภายในเวลาไม่กี่เดือน สื่อออกมาตั้งหลายฉบับ และวิทยุมีตั้งหลายสถานี แล้วแต่ละสถานี กระตือรือร้น (Active) ตลอดน่ะ ไม่ใช่เปิดเพลงคั่นเวลาน่ะครับ คือไม่ใช่ไม่รู้จะพูดอะไรแล้วเปิดเพลงคั่นเวลา และมีคนโฟนอินต่อเนื่อง เท่าที่ผมทราบ ผมก็ไม่ได้ฟังทุกสถานี ก็เปิดไปสถานีนั้นสถานีนี้ ก็รู้สึกได้ว่ามีคนสนใจมาก เมื่อวานนี้เอง ผมออกไปอำเภอรอบนอก เป็นตำบล หมู่บ้านเล็กๆ ยังมีลานชุมนุมเลย ซึ่งคนในหมู่บ้านนั้น เขาก็รู้ว่าใครเป็นใคร ใครคิดอย่างไร แต่ก็มีการชุมนุมกันในหมู่บ้าน เหมือนเป็นสนามหลวงของหมู่บ้าน กอ.รมน. คงรู้แล้วมั้ง ถ้าไม่รู้ ก็ไม่ควรรับเงินเดือนหรอก นี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งมาก ดวงวิญญาณของคณะราษฎรคงจะยินดีอยู่บนสรวงสวรรค์
ผมคิดอย่างนี้น่ะครับ แต่ก่อนขบวนการของประชาชน ส่วนมากเป็นเฉพาะกลุ่ม เช่น ขบวนการแรงงาน สมมติว่า สหภาพแรงงานสไตร์ค เกษตรกร ก็บอกว่าไม่ใช่เรื่องของกู พอเวลาเกษตรกรประท้วงหอมแดงราคาต่ำ สหภาพแรงงานก็บอกว่า เรื่องของมึง หรือในแง่ทางถิ่นที่อยู่ก็ได้ สมมติเรื่องเขื่อนปากมูลที่อุบลฯ คนอุดรฯยังไม่ร่วมด้วยเลย อย่าว่าแต่คนลพบุรี แก่งเสือเต้นประท้วงไป คนระยองก็บอกว่าบอกไม่เกี่ยวกับข้าพเจ้า แต่ปัจจุบันนี้ขบวนการเสื้อแดงรวมคนหลากหลายอาชีพ รวมคนจากถิ่นฐานกระจายทั้งประเทศ ถ้าใช้ศัพท์ฝ่ายซ้ายสมัยก่อน ก็เรียกว่าเป็น แนวร่วมมวลชนอันไพศาล จะมีประเด็นอะไรที่สามารถเป็นร่มให้ผู้คนนานาอาชีพ นานาภูมิหลัง จนกระทั่งนานาความฝันมารวม มาร่วมกันได้กว้างขวางขนาดนี้ มันเป็นการรวมของความทุกข์ ความคับข้องใจ ความรู้สึกต่อความพิลึกของสังคมไทย จนกระทั่งความปรารถนาที่อยากจะเห็นสังคมเราพ้นไปจากตมปลักศักดินา เพราะฉะนั้นขบวนการเสื้อแดงจึงไม่ใช่ขบวนการของกลุ่ม ‘Thaksinists’ (แม้จะไม่มีศัพท์นี้ในโลก แต่ถ้าจะมี ก็ไม่เห็นแปลก ก็ทีคำว่า Thaksinomics พวก นักเศรษฐศาสตร์ใหญ่น้อยทั้งหลายก็ไม่เห็นว่าอะไร) พวกนิยมทักษิณทุกคนเป็นเสื้อแดงนั้นใช่ แต่สมการกลับกันนั้นไม่ใช่ คือ ไม่ใช่พวกเสื้อแดงทุกคนเป็นพวกนิยมทักษิณ ลำพังทักษิณไม่สามารถสร้างเสื้อแดงมาขนาดนี้ได้ ต้องมีตัวช่วย และตัวช่วยตัวสำคัญก็คือ รัฐประหาร ‘19 กันยา’ รวมทั้งอำนาจสนับสนุนอื่นๆ ผมคิดว่า เป็นการพัฒนาทางการเมืองที่น่าประทับใจมาก สรุปง่ายๆก็แล้วกันว่า ผมดีใจกับ 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่รัฐประหาร ระบบอำมาตย์ถูกเขย่าเสาคลอน แม้จะไม่ล้มในตอนนี้ หรืออาจจะไม่ล้มในช่วงชีวิตผมก็ได้ การช่วยกันคนละไม้คนละมือเป็นพลังพังทำนบได้
ขอฟังความเห็นต่อพลังคนเสื้อแดง
กลัวจะพูดซ้ำกับที่เคยสัมภาษณ์มา ขอเพียงเสริมว่า ถ้าจะชุมนุมแต่ละจังหวัด ผมคาดว่า คงอาจจะมีคนมาเป็นหลักหมื่น หรืออย่างน้อยก็หลักพัน ถ้าจัดที่ส่วนกลาง เราเห็นหลักแสนมาแล้ว นี่ไม่ใช่ธรรมดาๆ และ ที่น่านิยมอย่างยิ่งก็คือ การประท้วง เรียกร้องต่างๆนั้นยังอยู่ในรูปเสียงเพลงอีกด้วย แถมมีหลายเพลงเสียด้วย นี่คือสาเหตุที่ก็รู้กันทั่วไปว่า ทำไมฝ่ายโน้นถึงไม่ต้องการเลือกตั้ง แม้ว่าจะราวีกันภายในขนาดไหน
พลังเสื้อแดงยังต้องพิจารณาสัมพันธ์กับฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายโน้นไม่มีความคิดเป็นพลัง เมื่อก่อนเขายังมี “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรเลย สมัยเสื้อเหลืองเรืองรอง ก็มีเรื่องทักษิณโกง แต่ตอนนี้เรื่องนี้ขายไม่ออกแล้ว อุตส่าห์ลงทุนทำรัฐประหารก็ยังหาเรื่องเอาผิดทักษิณไม่ได้ เรื่องที่ทักษิณถูกตัดสินจำคุก ไม่ใช่เรื่องที่เป็นข้ออ้างทำรัฐประหาร และตอนนี้ก็ไม่มีใครพูดเรื่องการเมืองใหม่แล้ว อย่าว่าแต่จะมีคนฟังเลย การที่ไม่มีความคิดเป็นพลัง ทำให้ฝ่ายอำมาตย์และฝ่ายเสื้อเหลืองทั้งฟ่ามทั้งกลวง ข้อเสนอเศรษฐกิจแนวพุทธ แบบชูมาร์คเคอร์ “Small is beautiful” ไทยเวอร์ชั่น เป็นธงรบไม่ได้ นี่คือสาเหตุว่าทำไมตอนนี้จึงไม่มี mass movement จึงต้องใช้ไม้อื่น เลยใช้วิธีติดบิลบอร์ดบ้าง พ่นลมเรื่องความสมานฉันท์บ้าง เอาคนมาร้องเพลงชาติตอนชักธงลงบ้าง ฝ่ายเสื้อแดงเหนือกว่าในแนวรบด้านพลังความคิด น่าเสียดายที่ฝ่ายอำมาตย์มีคนมีปริญญาเยอะมาก ถ้าเอาปริญญามาเรียงต่อกันแล้ว อาจจะยาวเท่าเส้นศูนย์สูตร แต่ไม่มี ideas อะไร มาเสนอ ขนาดคุมสื่อของรัฐ ก็ยังไม่มีเนื้อหาความคิดอะไรมาใส่ เขาถึงต้องใช้พลังอื่นๆมาสู้ นี่คือสาเหตุว่าทำไมสัญลักษณ์ความยุติธรรมจึงกลายเป็นครกกระเดื่องไปแล้ว และทำไมถึงต้องใช้วิธีนักเลงข้างถนน
อาจารย์ไชยันต์ คิดเห็นว่ารัฐประหารจะเกิดขึ้นอีกครั้ง
เรามีรัฐประหาร 17 ครั้ง มาแล้ว แล้วทำไมจะมีครั้งที่ 18, 19 และ 20 ไม่ได้ ประเทศไทยจะดีวิเศษอะไรปานนั้น ทำไมพระศรีอาริย์จะมาโปรดเร็วขนาดนั้น แต่ถ้ามีอีก มันคงไม่ใช่กินรวบแบบครั้งก่อนๆ ส่วนจะเกิดเมื่อไหร่ เราไม่รู้ ไม่ใช่หมอดู
สื่อของกลุ่มคนเสื้อแดงกับการเมืองท้องถิ่นในกรณีเลือกตั้งเทศบาลนครเชียงใหม่
การเมืองท้องถิ่นไปโยงผูกกับการเมืองของชาติ ทั้งที่จริงๆ ประเด็นเทศบาลมันเป็นเรื่องเก็บขยะ แต่ว่าการเมืองระดับชาติทำให้การเมืองท้องถิ่นทั่วไปเป็นไปอย่างนี้ กรณีเชียงใหม่ คนที่อยากได้รับเลือกตั้ง ก็พยายามที่จะอิงตัวเองกับเสื้อแดง พวกสมัครคนอื่นที่เคยอิงกับฝ่ายอำมาตย์ หรือว่า สนับสนุนเสื้อเหลือง หรือว่าไม่ได้เต็มใจกับเสื้อแดง เขาจะพยายามไม่ให้ปรากฏในการหาเสียง ผู้สมัครบางคน เมื่อก่อนใช้ยศทหารหาเสียง แต่ว่าตอนนี้ขายเฉพาะความเป็นดอกเตอร์ เพราะอะไรก็รู้กันอยู่แล้ว ผมคิดว่า การเลือกตั้งเทศบาลคราวนี้ ผู้สมัครที่อิงกับเสื้อแดงคงชนะ อันนี้คงจะเป็นการบอกถึงว่า ขบวนการเสื้อแดง รากหญ้า ไร้การศึกษาไม่ทันคนนั้นไม่เหมือนเดิม ดูสิว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ใครจะชนะ ชนะเท่าไร แล้วจะลบทฤษฎีของพวกหากินด้วยน้ำลายกับน้ำหมึกที่ชอบดูแคลนคนหากินด้วยน้ำ เหงื่อหรือไม่ ผมขอกลับไปประเด็นเดิมอีกครั้ง คือ พวกปริญญายาวเหล่านี้แต่งตั้งวางตัวเองเป็นผู้พิพากษาเหล่านี้รับค่านิยมที่ เป็นนิสัยตกตะกอนของพวกฝ่ายอำมาตย์มา
นิสัยถูกผลิตซ้ำเรื่อยๆ
เพราะเขาเป็นฝ่ายปกครอง เป็นฝ่ายที่คิดว่า ตัวเองอยู่เหนือคนอื่น เราอยู่เหนือคนอื่น เราอยู่เหนือทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางอำนาจทางการเมือง เราก็อยู่เหนือทางศีลธรรมด้วย ก็คิดไปเองน่ะ แต่ถ้าเกิดจะไปว่าเขา หรือวิจารณ์เขากลับ เขาจะจับเอาน่ะครับ เอางี้ ผมยกตัวอย่างให้ว่า กฎหมายหมิ่นประมาท คุณไปด่าว่า ชาวนาโง่ ศาลไม่ตัดสินว่าเป็นหมิ่นประมาทนะ แต่คุณลองไปด่าว่า อาจารย์โง่ซิฮะ เขาฟ้องตายเลยใช่ไหม แล้วศาลก็เห็นว่าผิด และไอ้การที่เรา มีข้อหาหมิ่นศาล คือ มึงอย่ามาตั้งคำถามกับคำพิพากษาของกูน่ะ มันมีกฎหมายเลย ห้ามเลย มึงอย่ามาตั้งคำถาม ส่วนกูจะตัดสินใครยังไงก็ได้
แต่คราวนี้ก็ดีนะ เพราะ 3 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านเขาก็ได้เห็นธาตุแท้หลายอย่าง เช่น นักวิชาการบางคน สมัยเสื้อเหลืองเฟื่องฟู ทำป่าๆ เถื่อนๆ ก็บอกว่าเขาจะไม่เขียนอะไรที่ทำให้เสื้อเหลืองอ่อนแอ โอ้ย ตลกมาก แล้วก็ยังมีพวก ‘2 ไม่เอา’ รวมทั้งพวกอีแอบสีเหลืองด้วย What kind of position is this? อย่างนี้เนี่ย แย่กว่ายาม ESCAP
สมัยหลัง ‘14 ตุลา’ นัก วิชาการเห็นไปในทำนองเดียวกันกับรัฐบุรุษอาวุโส สมัยนี้ก็เป็นเช่นนั้นอยู่ สำหรับนักวิชาการบางคน แต่ที่ต่างกันมาก คือ มันเป็นรัฐบุรุษอาวุโสคนละเบอร์ สมัยนี้บางคนเขาเห็นเหมือนคนเบอร์สองเลยที่ว่าอภิสิทธิ์ควรเป็นนายกฯ
อำนาจ ของนักวิชาการ ที่มีสัมพันธ์กับสื่อทำร้ายเสื้อแดง โดยจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว และนักวิชาการ ก็ออกสื่อต่างๆ และผลิตความรู้สำหรับครอบงำคนได้
อาจ จะมีส่วนกับบางกลุ่ม แต่ผมคิดว่า มันไม่ได้มีอำนาจมากมายอย่างที่เขาคิดหรอก ไม่มีอำนาจเหนือสามัญสำนึก เสมอไปหรอก ไม่ใช่ว่าพูดอะไรแล้วเขาจะเชื่อ ผมประทับใจมากเลย กับคนลาว เขาก็ยังคิดได้ ทั้งที่เขารับแต่สื่อพวกนี้ เขาก็มีสามัญสำนึกว่าอะไรที่มันเกินเลย และการพูดอะไร แสดงความคิดเห็นอะไร มันต้องตัดสินกันข้ามเดือน ข้ามปี เราจะเห็นว่า มีคนพูดกลับไปกลับมา เอาแค่ 3-4 ปี คนพูดกลับไป-กลับมา คนพูดว่า รับร่างรัฐธรรมนูญปี ’50 ไปก่อน รับไปก่อนแล้วค่อยแก้ ตอนนี้แล้วทำไมมึงไม่แก้ มันพูดว่า เราไปเสียรู้เรื่องเขาพระวิหาร นักวิชาการประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีมีอยู่ตั้งเยอะแยะ แหมเฉยเลย เหรอ แล้วตกลงเขาพระวิหารเป็นของไทย เหรอ ทำไมไม่ออกมาเถียงพวกเสื้อเหลืองบ้าง แต่ผมคิดว่า อำนาจของเขาไม่เกินสามัญสำนึกครับ
คิดว่า การรับข้อมูลข่าวสาร คนตื่นตัวกันมากขึ้นในการรับรู้ข่าวสารมากไหม?
ผมคิดว่า คนสนใจติดตามข่าวสารกันมาตั้งแต่รัฐประหาร 3 ปี ที่แล้ว ซึ่งทำให้นำคนมาสนใจและเกี่ยวข้องกับการเมืองกันมากขึ้น แต่ก่อนเขาก็ทำมาหากินของเขา ปลูกหอม ทำนา รับจ้างกันไปแต่ละวัน ไม่ใช่แค่สนใจการเมืองมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ (Distrust) ฝ่ายผู้มีอำนาจ ความรู้สึกนี้แพร่ไปทั่ว เมื่อก่อนเสื้อเหลืองชุมนุม นักปราชญ์ฝ่ายนี้เขาเรียกว่าเป็นมหาวิทยาลัยราชดำเนิน ถ้าเรายืมสำนวนนี้มาใช้ ก็พูดได้เลยว่า มหาวิทยาลัยเกิดขึ้นไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ดีมากๆ เขาฟังแล้ววิเคราะห์วิจารณ์ ชาวบ้านคิดเอง ทำให้เขาไม่เชื่อทางการ ยิ่งชาวบ้านจับโกหกได้ ก็ยิ่งเพิ่มภูมิต้านทานโฆษณาชวนเชื่อ การโกหกโป้ปดมดเท็จ มันมีผลดีได้ผลประโยชน์ระยะสั้น แล้วฝ่ายครองเมืองเขาก็ทำกันอย่างนี้ แต่บังเอิญว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 3 ปี ทำให้คนไม่ลืม เลยเห็นคนโกหกเต็มไปหมด เห็นเด็กเลี้ยงแกะเต็มไปหมด ยิ่งเกิดความไม่ไว้วางใจ มันก็เป็นสามัญสำนึกชาวบ้าน ความจริงน่าจะเป็นบทเรียนของการชอบมุสา คนที่ไม่ต้องศึกษาประวัติศาสตร์การเมือง ตั้งแต่สมัยปรีดี สมัยบรรหารหรอก เอาแค่ 3 ปีนี้ก็เห็นเยอะเลย
จากการที่รัฐบาลประกาศวันรักการอ่าน แล้วอาจารย์คิดเห็นอย่างไรบ้าง
ถ้ามันเป็นเพียงแค่มีวันเฉยๆ มันก็งั้นๆ แหละ สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ เงื่อนไขทำให้คนอ่านหนังสือ มันมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ทำให้คนอ่านหนังสือเพิ่ม เช่น หนังสือราคาถูก มีห้องสมุดทั่วไปให้คนอ่าน และเงื่อนไขของเวลาและโอกาส เป็นที่รู้กันว่า คนอ่านหนังสือในอังกฤษเคยมีมากกว่าปัจจุบัน แต่หลังจากที่มีโทรทัศน์แพร่หลายไปทุกบ้าน ทำให้คนอ่าน หนังสือน้อยลง อัน นี้มีข้อเท็จจริงที่ยืนยัน มีงานวิจัยที่พิสูจน์ประเด็นนี้ ถ้าอยากให้การสร้างการรักการอ่านเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น ก็ต้องสร้างเงื่อนไข ที่เริ่มต้นได้เดือนหน้าเลย คือ ลดเวลาละครโทรทัศน์ลง เลิกข่าวไร้สาระ และโฆษณาบ้าดีเดือด แล้วช่วยเอาเวลาเหล่านี้แทนที่ด้วยการอภิปรายเรื่องหนังสือ เลยอยากจะรู้ว่า นอกจากประกาศวันรักการอ่านแล้ว จะมีมาตรการอะไรบ้าง เช่น มีกองทุนสนับสนุนให้ราคาหนังสือถูกลงไหม ยกตัวอย่างกรณีคุณสุชาติ ทำ โลกหนังสือ ก็ขาดทุน และก็มีความคิดในสมัยรัฐบาลทักษิณ ก็คือ หมอสุรพงศ์ สืบวงศ์ลี ที่จะสนับสนุนโครงการให้มีโลกหนังสืออีก แต่ก็ล้มไป แล้วมีบ้างไหม โครงการแบบนี้ ไม่ใช่บ้วนน้ำลายแล้วหายไป
ผมได้ยินได้ฟังมาว่า สื่อเสื้อแดง เป็นพวกหัวรุนแรง ชอบใช้กำลังทำร้ายผู้คน และปลุกระดมมวลชน อาจารย์คิดว่าอย่างไร
ผมได้ฟังวิทยุคนเสื้อแดงบางสถานี มีคนโฟนอินเข้าไป ก็ชวนให้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ซึ่งมันก็เป็นที่เข้าใจได้ มันเป็นปรอทวัด ความเหลืออด ความโกรธแค้นจากการถูกย่ำยี ถูกข่มเหงรังแก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่า จากความโกรธ ความไม่พอใจนี้ เพราะฉะนั้น จึงต้องปลุกระดมทำร้ายกัน มันไม่ใช่เป็นเหตุเป็นผลที่ต่อเนื่องกัน เพียงแต่ว่าทำให้เราทราบคนรู้สึกอย่างไร แต่ว่าการที่พูดเหมาว่า คนเสื้อแดงชอบปลุกระดมให้คนทำร้ายกัน เป็นการใส่ร้าย ผมเคยไปชุมนุมที่ข้างอาเขต (สถานีรถโดยสารที่เชียงใหม่ - ผู้สัมภาษณ์) ที่ กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้รู้สึกเป็นอย่างนั้น คนเป็นหมื่นเป็นแสน ก็มีคนที่อาจจะคิดอย่างนั้นบ้าง และผมคิดว่า ทางฝ่ายนำก็คงต้องจัดการดูแลไม่ให้เกินเหตุ เกินผลไป อย่าให้ไปถึงขั้นเลือดตกยางออก พูดไปพูดมาเหมือนพวกนักสันติวิธี พวกนักสันติวิธีนี่น่ารักมาก พูดจาสุภาพ ใครๆก็ต้องเห็นด้วย มีผู้นำสันติวิธีคนหนึ่งจิตใจเต็มเปี่ยมไปด้วยการต่อต้านรัฐประหาร อุตส่าห์ตั้ง ครป. แต่นั่นมันสมัยสุจินดา แต่รัฐประหารคราวนี้ทำเป็นเฉย ซ้ำยังเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาตินี่เสียอีก นักสันติวิธี ผู้น่ารัก ยังจะน่านับถือกันต่อไปไหมเนี่ย
เราต้องระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เรา ต้องเชิดชูถึงความเด็ดเดี่ยวของท่าน เป็นคนที่ผมเคารพมากเลย ผมยังไม่เห็นในเมืองไทยเลย ที่คิดว่า มีคนอย่างนี้ ผมไม่ได้หมายความนะครับว่า อยากให้ท่านเสียชีวิต แต่นี่คือ คนยอดคน นี่คือ คนจริง งานศพของท่านอยู่ในวัดเล็กๆ ที่เมืองนนทบุรี เข้าไปลึกหน่อยจากถนนใหญ่ เป็นงานศพของคนกระจอก แต่มีพวงหรีดของสุรยุทธ์ จุลานนท์ด้วย และมีตำรวจเต็มไปหมด ถ้าคนไม่บอก ก็นึกว่า งานศพนี้จัดที่วัดเทพศิรินทร์ ซะอีก ในอนาคตข้างหน้า น่าจะสร้างอนุสาวรีย์ให้ท่าน สร้างที่ลานที่ท่านขับรถแท็กซี่ชนรถถังนั่นแหละ แต่ไม่ต้องออกแบบให้เป็นอัศวินขี่ม้าขาวนะ เอาแบบขี่แท็กซี่ดีที่สุด เป็นเอกลักษณ์ดี ไม่เหมือนใคร

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker