บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554

ข้อมูล ที่ไม่ควรลืม

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


เขียนถึงเรื่องรัฐบาลประชาธิปัตย์บริหารงานแบบสร้างปัญหาให้องค์กรตำรวจมาโดยตลอด ด้วยความสงสัยว่า แล้วจะไปอาศัยมือไม้ตำรวจในช่วงเลือกตั้งนี้ได้อย่างไร

ไปจนถึงจะได้คะแนนเสียงจากชาวตำรวจกว่าสองแสนคน พร้อมครอบครัวญาติมิตรอีกจำนวนมากได้หรือ!?

มีผู้ส่งข้อมูลเข้ามาสนับสนุนเป็นจำนวนมาก

บอกว่าอย่าลืมเน้น ด้วยการบริหารของนายกฯอภิสิทธิ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติหรือก.ต.ช.

ได้สร้างประวัติศาสตร์อัปยศให้องค์กรตำรวจ

ด้วยการไม่มีผบ.ตร.นั่งทำงานเกือบ 1 ปีเต็ม!

แล้วที่ไม่มีผบ.ตร. ไม่ใช่ว่าหาไม่ได้ เพราะมีพล.ต.อ.ที่สามารถขึ้นดำรงตำแหน่งผบ.ตร.ได้ ถูกต้องตามกฎหมาย มีนับสิบคน คุณสมบัติพร้อมทั้งนั้น

แต่ไม่มีความสามารถจะแต่งตั้งได้

พยายามจะดันพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เข้าที่ประชุมก.ต.ช. 2-3 หน ทั้งแพ้และทั้งล่ม

นี่แหละ รอยแผลใจที่นายกฯ คนนี้ฝากเอาไว้ ไม่สามารถหาผบ.ตร.ให้ชาวตำรวจได้

เรื่องต่อมาที่ผู้ส่งข้อมูลบอกให้เน้นหนักๆ ด้วย

คือ การสูญเสียพล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อย่างน่าเศร้า!

นายตำรวจที่ทุ่มเททำงานหนักในพื้นที่ไฟใต้ แล้วปีสุดท้ายของชีวิตราชการ จะต้องได้รับการปูนบำเหน็จด้วยการย้ายไปลงสถานีตำรวจพ้นพื้นที่ไฟใต้ พักผ่อนในช่วงปีสุดท้าย

ที่ไหนได้ ไปติดเด็กนักการเมือง เลยต้องตายคาเก้าอี้ผกก.บันนังสตา

แล้วก่อนจะเสียชีวิต เขาได้เดินทางเข้ามายื่นร้องขอความเป็นธรรมที่ทำเนียบฯ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สุดท้ายเงียบหาย แล้วเขาก็ต้องตาย!

จนป่านนี้ยังไม่มีใครแสดงความรับผิดชอบต่อการบริหารงานอย่างไร้ความเป็นธรรม

นี่คือ 2 กรณีใหญ่ๆ ที่หลายคนส่งข้อมูลมาตอกย้ำ ก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

เพื่อชาวตำรวจจะได้ตระหนัก อย่าวางตัวเอนเอียงไปเข้าข้างพรรคไหน โดยเฉพาะใครที่เคยทำความเสียหายเอาไว้ให้

พูดไปพูดมาทำให้ต้องระลึกพล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ชื่อที่ก.ต.ช.ส่วนใหญ่สนับสนุนให้เป็นผบ.ตร.แต่นายกฯ ไม่ฟัง

หลังเกษียณอายุไปแล้ว จนถึงวันนี้ก็ยังรับผิดชอบภารกิจอันสูงยิ่ง แต่ไม่เคยอวดอ้าง

นายกฯ คงพอจะรู้นะ!

โพลย้ำชัด! ผลงาน‘มาร์ค’แย่

ที่มา บางกอกทูเดย์



แม้อภิสิทธิ์ยังหวิดตก
‘คะแนนปราบโกง’บ๊วยสุด
ตลอดมาจุดแข้.ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ คือการขายภาพลักษณ์

คือการโปรโมทว่าเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีการศึกษาระดับสูง มีสถานะทางสังคมเป็นที่รู้จัก ชาติตระกูลดีมีประวัติ

แต่จุดอ่อนที่ถูกตั้งข้อสังเกตุตลอดมา ก็คือ การทำงานไม่เป็น

เพราะนายอภิสิทธิ์ ในชีวิตยังไม่เคยทำงานอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันที่จะสามารถนำมากล่าวอ้างจริงๆจังๆได้เลย

ในขณะที่การก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแบบข้ามขั้น มาแบบขึ้นลิฟท์ภายใต้การอุ้มของขั้วอำนาจพิเศษ และขั้วอำนาจกองทัพ ยิ่งทำให้การทำงานของนายอภิสิทธิ์ บนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยิ่งดูมีความเป็นเด็กน้อยมากยิ่งขึ้นไปอีก

ซึ่งเรื่องนี้แม้ว่านายอภิสิทธิ์ จะมีองครักษ์เป็นพลพรรคปากกล้า ที่ตั้งขึ้นมาเป็นโฆษกประจำตัวบ้าง โฆษกพรรคบ้าง และแม้แต่กระทั่งโฆษกรัฐบาล แต่ทั้ง 3 โฆษกก็ไม่สามารถที่จะกลบจุดอ่อนในการบริหารของนายอภิสิทธิ์ได้เลย

อย่างล่าสุด “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ที่ได้มีการจัดทำดัชนีการเมืองไทย โดยมีตัวชี้วัดทั้งการบริหารงานของรัฐบาล ฝ่ายค้าน ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน บทบาทสื่อมวลชนและอื่นๆ รวม 25 ประเด็น

ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่จะบอกได้ว่าการเมืองไทย ดีขึ้น แย่ลง หรือเหมือนเดิม

เป็นการสำรวจประชาชนทั่วประเทศเป็นประจำของทุกเดือน เพื่อเปรียบเทียบเดือนต่อเดือน โดยให้คะแนนเต็ม 10 และหาค่าเฉลี่ยภาพรวมของการเมืองไทยออกมา

ปรากฏว่าในเดือนมีนาคมนี้ได้สำรวจดัชนีการเมืองดังกล่าวจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 6,247 คน ระหว่างวันที่ 25-31 มีนาคม 2554 สรุปผลอกมาแล้ว ทำให้ขั้วรัฐบาล และทำให้นายอภิสิทธิ์ คงต้องคิดหนักมากขึ้น

เพราะการที่อยากจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 อาจจะไม่ง่ายอย่างที่ฝันแล้วก็เป็นได้

เพราะวันนี้ประชาชนให้คะแนนดัชนีการเมืองไทย ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 4.21 คะแนน หรือเท่ากับว่าคะแนนการเมืองของไทยในวันนี้ยังสอบตก

ทั้งๆที่นายอภิสิทธิ์ ประกาศปาวๆว่าจะทำการเมืองให้เข้มแข็ง ให้เกิดการปรองดองให้ได้ แต่ประชาชนกลับมองไม่เห็นผลงาน

ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ถ้าจำแนกตามภูมิภาค ประชาชนให้คะแนนดัชนีการเมืองไทย โดยคะแนนเต็ม 10 ภาคใต้ฐานเสียงประชาธิปัตย์เองแท้ๆ ยังให้คะแนนแค่ 4.80

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4.19 ภาคเหนือ 4.16 เป็นเรื่องที่ไม่น่าประหลาดใจ เพราะผลงาน 2 มาตรฐานทางการเมือง และผลงาน 91 ศพที่เกิดขึ้นจากการเรียกร้องประชาธิปไตย จะให้คะแนนการเมืองดีได้อย่างไร

ส่วนภาคกลาง ก็ให้แค่ 4.10 เท่านั้น คงเพราะรู้เห็นและเจออะไรด้วยตัวเองกันเยอะ

แต่ที่แย่ยิ่งกว่า ก็คือกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ในแวดวงข้อมูลข่าวสาร และอยู่ใกล้ชิดสถานการณ์ทางการเมือง ที่จนถึงวันนี้รัฐบาลไม่สามารถที่จะเยียวยาบาดแผลและการแตกต่างทางความคิดใดๆได้เลย

ฉะนั้นคะแนนจากคนกรุงเทพฯจึงให้ต่ำที่สุด คือแค่ 3.89 เท่านั้น

และคะแนนที่สะท้อนออกมาในเรื่องผลงานรัฐบาล ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะผงงานที่ได้คะแนนเกินครึ่งมีเพียง 3 ประเด็นเท่านั้น

เรื่องแรก คือ เรื่องข่าวสารที่เผยแพร่จากสื่อต่างๆให้ประชาชนได้รับรู้ ได้คะแนน 5.15

ตามมาด้วยเรื่องการจัดการศึกษาสำหรับประชาชน ได้เกินครึ่งมานิดหน่อย คือ 5.10 ทั้งๆที่มีการปาวๆว่า นโยบายเรียนฟรีได้ผลงาน... แต่ประชาชนกลับตั้งคำถามว่า เรียนฟรีกับผีที่ไหน

คำว่าฟรี จะต้องฟรีจริงๆ แต่นี่ทุกครอบครัวยังต้องจ่ายค่าเทอม ยังต้องกู้หนี้ยืมสินมาซื้อเสื้อผ้า ซื้อกระเป๋า ให้ลูก

ทุกอย่างเป็นแค่ ดีแต่พูด ไปวันๆ

ขึ้นคัทเอาต์หราแบบไม่ละอาย หรือไม่เช่นนั้น คนทั้งพรรคประชาธิปัตย์ก็คงสอบตกภาษาไทย จึงไม่เข้าใจว่า คำว่า “เรียนฟรี”จะต้องหมายถึงอะไร

สิ่งที่สร้างภาพนั้นใช้คำว่าเรียนฟรีได้หรือ???

และสุดท้ายคะแนนที่สอบผ่านอย่างเฉียดฉิว คือ ผลงานของนายกรัฐมนตรี ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ไปแบบหวุดหวิดแค่ 5.03

เรียกว่าถ้าคะแนนหายไปแค่ 0.04 เท่านั้นนายอภิสิทธิ์ ก็สอบตกแล้ว

ก็จะโทษว่าใครได้ เพราะแม้แต่แค่ปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดภาคใต้ ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ มาแต่อ้อนแต่ออกแล้ว ปรากฏว่านายอภิสิทธิ์ ยังมัวแต่เอ้อระเหย ไม่คิดจะลงไปเยี่ยมเยียน

ไปหลังจากที่ทีมข่าวของช่อง 3 ลงไปทำข่าวแล้วตั้ง 3 วัน

และเชื่อกันว่าเป็นการไปก็เพราะว่ามีเสียงสะท้อนเชิงลบดังระงมไปหมดแล้ว นั่นแหละถึงได้รู้สึกร้อนตัวว่าต้องลงพื้นที่เสียหน่อย

ฉะนั้นคะแนนนายอภิสิทธิ์ในเดือนมีนาคมนี้จึงฉิวเฉียวเจียนตกเอามากๆ

แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือ รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ มีคะแนนผลงานที่ได้คะแนนน้อย ไม่ถึง 4 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 มากมายหลายเรื่อง อย่างน้อยที่สุดคือปาเข้าไปถึง 8 ประเด็นเลยทีเดียว

ไล่มาตั้งแต่การปาวๆว่าจะสร้างความสามัคคีของคนในชาติ แต่ประชาชนมองไม่เห็นว่าทำได้จริงตรงไหน จึงให้คะแนนแค่ 3.74

ทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุยโอ่ว่าเศรษฐกิจดีแล้ว แข็งแรงแล้ว แต่ประชาชนมองตรงกันข้าม แถมยังเห็นว่านอกจากเศณษฐกิจไม่ดีแล้ว คนยังตกงานอีกเพียบ จึงทำให้คะแนนในการการแก้ปัญหาการว่างงานของรัฐบาลนี้ได้แค่ 3.70

และคะแนนการแก้ปัญหาความยากจน ประชาชนบอกว่าเอาไปแค่ 3.62 ก็ถือว่าสูงมากแล้ว

ส่วนเรื่องการปฏิบัติตนของนักการเมือง เรื่องของความสามัคคี รัฐบาลนี้ได้คะแนนไปแค่ 3.57

และเพราะว่าจนถึงวันนี้นอกจากสินค้าขาดแคลนขาดตลาด น้ำมันพืช น้ำตาลทราย มีปัญหาหมด แถมธุรกิจกำลังจ่อคิวขอปรับคาคาสินค้ากันอีกเป็นพรวน คะแนนในเรื่องราคาสินค้าของรัฐบาลชุดนี้เลยมีแค่ 3.56

ขณะเดียวกันเรื่องของยาเสพติดที่กลับมาทำลายสังคม ทำลายจิตใจของพ่อแม่ผู้ปกครอง ทำให้การแก้ปัญหายาเสพติดในสายตาของประชาชน มองว่า 3.47 บางทียังอาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ

ผลงานรองบ๊วยของรัฐบาลชุดนี้คือ การแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล ซึ่งได้คะแนนไปแค่ 3.27 และไม่สามารถที่จะโทษใครได้ เพราะ 2 มาตรฐานทำให้ระบบยุติธรรมยับเยิน จนสังคมมีผู้มีอิทธิพลทั้งในระบบและนอกระบบเกลื่อนกลาดไปหมด

แต่ที่เป็นผลงานย่ำแย่มากที่สุด กลับเป็นจุดขายจุดสร้างภาพลักษณ์ของรัฐบาลนี้ ที่มักจะเอาชั่วโยนใส่คนอื่นมาตลอดว่าเปรอะเปื้อนทุจริต แต่พอมาเป็นรัฐบาลเอง กลับมีคนรอบข้าง มีพรรคร่วมรัฐบาลที่ฉาวโฉ่เรื่องทุจริตคอรัปชั่นซ้ำแล้วซ้ำอีก

ซ้ำซากตลอด จนทำให้ประชาชนให้คะแนนในการแก้ปัญหาคอรัปชั่นของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แค่ 3.25 จากคะแนนเต็ม 10

ก็ไม่รู้ว่าสวนดุสิตโพล จะช่วยเป็นกระจกให้รัฐบาล ให้นายอภิสิทธิ์ได้เพียงใด???

เพราะจิตสำนึกสอนกันไม่ได้เสียด้วย

ความ รักและความอบอุ่นที่พี่น้องแดงยุโรปมีให้กัน

ที่มา thaifreenews

โดย red-eu

ภาพแบบนี้ในต่างแดนหาดูได้ยาก เพราะแต่ละเขตแต่ละเมืองมีแต่ฝรั่งหัวทองทั้งนั้น นานๆจะพบเจอคนไทยสักคน แต่การรวมตัวของพี่น้องแดงยุโรป ในนาม UDD THAI OF EU หรือ นปช.อียู สามารถผนึกกำลังกันได้เหนี่ยวแน่นไม่ว่าจะมีผู้หวังดีประสงค์ร้ายพยายามทำร้ายให้พวกเราเสียหาย แตกแยกพวกเราก็ไม่หวั่นไหว มีแต่เห็นใจและรักกันมากขึ้น พูดอย่างเดียวอาจไม่เชื่อมาดูภาพกันดีกว่า

http://www.thairedeu.com/wp/?p=180

งามไส้‘สภาล่ม’แฮตทริก3วันติดนับองค์ ประชุม2หนยังไม่รอด

ที่มา ข่าวสด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาผ่านกฎหมายเรียงตามมาตรา ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย จนถึงมาตรา 17 ได้มีการสงวนคำแปรญัตติได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางใช้เวลานาน 5 ชั่วโมงเศษ ซึ่งส่วนใหญ่ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากในการแก้ไข แต่ในซีกกรรมาธิการได้ยืนตามมติเสียงข้างมาก

จนกระทั่ง พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุมซึ่งก่อนที่จะมีการขอลงมติในมาตรา17 ของร่าง พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.ซึ่งเกี่ยวกับการกำหนดสัดส่วนคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย

จากนั้น พ.อ.อภิวันท์ ได้สั่งตรวจสอบองค์ประชุมให้สมาชิกแสดงตนก่อนลงคะแนนโดยครั้งแรกปรากฎว่ามี ส.ส.อยู่ในห้องประชุมเพียง 223 คนซึ่งไม่ครบองค์ประชุม แต่ นายธนา ชีรวินิจ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอขอให้มีการตรวจสอบนับองค์ประชุมอีกครั้ง อ้างว่าเนื่องจากมี ส.ส.จำนวนมากที่ติดประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 3 ฉบับ กำลังเข้ามายังห้องประชุมเพื่อแสดงตน

ทั้งนี้พ.อ.อภิวันท์ ได้กล่าวย้ำว่าจะรออีก 3 นาที จากนั้นได้ขอให้ตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้ง ปรากฎว่าองค์ประชุมกลับเหลือจำนวน ส.ส.เพียง 218 คนเท่านั้น เสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งจำนวน 237 คนจากสส.ทั้งหมด 474 คน เมื่อองค์ประชุมไม่ครบจึงทำให้องค์ประชุมล่มและทำให้ไม่สามารถลงมติมาตราดังกล่าวได้ ประธานจึงสั่งปิดประชุมทันทีในเวลา 15.15 น.

ก่อนหน้านี้ ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้ นายชัย ได้กล่าวระหว่างการประชุมก่อนที่องค์ประชุมจะล่มว่า ขอให้สส.ผู้เสนอคำแปรญัตติเห็นด้วยกับคำชี้แจงและการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญ เพราะถ้าผู้เสนอคำแปรญัตติและ กมธ.ไม่สามารถตกลงกันได้ ทำให้ต้องตัดสินด้วยเสียงของที่ประชุมซึ่งอาจจะมีผลให้องค์ประชุมต้องล่มอีกเพราะมีส.ส.จำนวนหนึ่งไม่ได้เข้าห้องประชุม

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าในวันที่ 1 เม.ย. ทางคณะกรรมการประสานงาน(วิป)พรรคร่วมรัฐบาล ได้ประสานขอให้นายชัย งดการประชุมสภาฯโดยอ้างว่ามี ส.ส.ภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์จำนวนหนึ่งจะต้องลงพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม แต่นายชัยยังยืนยันจะกำหนดการประชุมตามเดิมเนื่องจากเป็นเพียงการพิจารณากระทู้ถามสด ซึ่งใช้องค์ประชุมเพียง 1 ใน 5 หรือเท่ากับ 95 คน เท่านั้น

สำหรับการประชุมของฝ่ายนิติบัญญัติในสัปดาห์นี้ได้ยุติลงกลางคันมาแล้วถึง 3 ครั้งติดต่อกัน ตั้งแต่การประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 29 มี.ค.และการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 30 มี.ค.และ ล่าสุดในวันที่ 31 มี.ค

มีรายงานจากรัฐสภาว่านายชัย ได้สั่งการให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทำหนังสือเวียนแจ้งสมาชิกรัฐสภาถึงการนัดประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 19 เม.ย. และ 26 เม.ย. ภายหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายรัฐมนตรี เตรียมประกาศยุบสภาในเดือนพ.ค. เพื่อเร่งพิจารณาเรื่องที่บรรจุอยู่ในระเบียบวาระรอการพิจารณา ซึ่งเป็นเรื่องการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญา ตามมาตรา 190 จำนวน 18 เรื่อง

ในส่วนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้แจ้งกำหนดการประชุมเดือน เม.ย. ก่อนการยุบสภา เหลืออีก 8 ครั้ง ได้แก่ วันที่ 7 เม.ย. ประชุมเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. วันที่ 8 เม.ย. เพื่อพิจารณากระทู้ถามสดและรายงานที่เสนอต่อสภาตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด วันที่ 20 เม.ย. เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. วันที่ 21 เม.ย. เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. วันที่ 22 เม.ย. เพื่อพิจารณากระทู้ถามสดและรายงานที่เสนอต่อสภาฯ วันที่ 27 เม.ย. เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. วันที่ 28 เม.ย. เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. และวันที่ 29 เม.ย. เพื่อพิจารณากระทู้ถามสดและรายงานที่เสนอต่อสภาฯ

"ฮิ โรยูกิ" ตายฟรี "ธาริต" ยันทูตญี่ปุุ่น "ไม่มีพยานหลักฐาน"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าว
ภายหลังนายโนบุอากิ อิโตะ อัครราชทูตฝ่ายการเมือง สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย
และเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่น เดินทางเข้าพบ
เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น
จากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 ว่า



ดีเอสไอได้ชี้แจงความคืบหน้าว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้ส่งสำนวนการชันสูตรพลิกศพ
เพิ่มเติมกลับมาที่ดีเอสไอ โดยสรุปความเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานใดยืนยันว่า
การตายของนักข่าวญี่ปุ่นเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐใดอ้างว่า
เป็นผู้ทำให้นักข่าวญี่ปุ่นถึงแก่ความตาย
ซึ่งหลังจากนี้ดีเอสไอ
จะนำสำนวนการชันสูตรพลิกศพของตำรวจเข้าประชุมหารือกับอัยการสูงสุดต่อไป



นายธาริตกล่าวว่า กรณีนี้เป็นกรณีที่ไม่เคยเกิดขึ้น
ที่เพราะมีการส่งกลับให้ตำรวจทำสำนวนการชันสูตรพลิกศพ ดังนั้น
ต้องรอผลการหารือร่วมกับอัยการสูงสุด จึงยังไม่สามารถระบุถึงแนวทางดำเนินการต่อได้
ทั้งนี้ สำนวนชันสูตรพลิกศพที่ตำรวจส่งกลับมายังดีเอสไอ มีข้อมูลเพิ่มเติม
ทั้งการสอบพยานหลักฐานทั้งบุคคล วัตถุและผู้เชี่ยวชาญ
ซึ่งไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่าการตายของนักข่าวญี่ปุ่นเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ
สำหรับอัครราชทูตญี่ปุ่นไม่ได้แสดงท่าทีพอใจหรือไม่พอใจต่อการชี้แจงของดีเอสไอ
แต่ทำหน้าที่เพียงรับทราบความคืบหน้าของคดี แต่ได้แสดงความเป็นห่วง


http://www.go6tv.com/2011/03/blog-post_5680.html

Re:

จนท.ทูตญี่ปุ่น เข้ามาสอบถามความคืบหน้าการเสียชีวิตของ "ช่างภาพรอยเตอร์" ที่ดีเอสไอ



เมื่อวันที่ 31 มีนาคม เจ้าหน้าที่สถานทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย เดินทางเข้าพบนายธาริต เพ็งดิษฐ์
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
เพื่อสอบถามความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของ ฮิโร มูราโมโต ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์
ชาวญี่ปุ่นที่ถูกกระสุนปืนสังหารเสียชีวิตในวันที่ 11 เมษายน 2553 บริเวณแยกคอกวัว
ระหว่างการสลายการชุมนุม นปช. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1301562048&grpid=02&catid=&subcatid=

Re:

ทูตญี่ปุ่นพบธาริต ทวงคืบหน้า หาคนยิงช่างภาพ



อัครราชทูตญี่ปุ่น เข้าพบดีเอสไอ ติดตามความคืบหน้าคดี "ฮิโรยูกิ มูราโมโต"
ช่างภาพรอยเตอร์ "ธาริต" แจง สตช.ส่งสำนวนกลับมาให้แล้ว
ระบุไม่มีพยานยืนยัน จนท.เป็นยิง ถือว่าการตายเกิดจากบุคคลอื่น
เตรียมหารืออัยการสูงสุดสัปดาห์หน้า...

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 มี.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
นายโนบูอากิ อิโตะ อัครราชทูตญี่ปุ่น ฝ่ายการเมือง พร้อมด้วย
นายจุนมา มารุยามา ตำรวจประสานงานสถานทูตญี่ปุ่น
ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอ เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี
การเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น
ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า ทางดีเอสไอได้แจ้งความคืบหน้าว่า
หลังจากได้ส่งสำนวนให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ทำการสอบสวนเพิ่มเติม
ขณะนี้ทาง สตช.ได้ส่งสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติมมาให้ดีเอสไอแล้ว

โดยสาระสำคัญหลักมีอยู่ 2 ประการคือ
1. ยังไม่มีพยานใดที่บ่งชี้หรือยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐทำให้ นายมูราโมโต ถึงแก่ความตาย
2. ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดอ้างว่าเป็นผู้ทำให้นายมูราโมโต ถึงแก่ความตาย
ดังนั้น ถือว่าการตายเกิดจากบุคคลอื่นซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นใคร จึงส่งสำนวนมายังดีเอสไอ

นายธาริต กล่าวต่อว่า สิ่งที่ดีเอสไอจะดำเนินการต่อไป คือ
ในสัปดาห์หน้าดีเอสไอจะประชุมร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.)
เพื่อพิจารณาดำเนินการหาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป
ซึ่งเรื่องนี้เป็นสาระสำคัญที่ตนได้แจ้งให้อัครราชทูตญี่ปุ่นได้รับทราบ


http://www.thairath.co.th/content/region/160325

คลิบ ณัฐวุฒิดับเครื่องชนท่านผู้หญิง จจ.

ที่มา thaifreenews

โดย Tawan



http://www.youtube.com/watch?v=vsoEEAI5TsM


ายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ พูดปราศรัยบนเวทีราชประสงค์เมื่อเดือนพฤษภาคม53 ก่อนสลายการชุมนุมไม่กี่วัน ผมนั่งชุมนุมอยู่ในวันนั้นด้วย ได้บันทึกวีดีโอไว้ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อการเมืองไทย จึงนำมาถ่ายทอดไว้ เพราะผู้พูดเป็นอดีตรองโฆษกรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ตัวละครอีกสองคน คือ พล.ต.อ พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร และนายอัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น เป็นข้าราชการอยู่ในเหตุการณ์ที่อ้างถึง ท่านผู้หญิง จจ เป็นมือที่มองไม่เห็นคนหนึ่ง ที่การเมืองไทยต้องนำมาศึกษาวิเคราะห์ คำปราศรัยนี้มีคุณค่าควรที่อาจารย์เขียนตำราประวัติศาสตร์การเมือง นำไปอ้างอิง

.....ให้ใช้ความเด็ดขาดในการจัดการเรา เธอชื่อ ท่านผู้หญิงจจ. และผมพูดยอมรับผิดชอบครับ วันนี้ทราบข่าวว่า ท่านผู้หญิงจจ. ได้ให้คนใกล้ชิดออกมาปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่มีอำนาจในการสั่งผบ.ทบได้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ท่านนี้นั้น ผมถ้าไม่ชัวร์ไม่พูด ถ้าไม่ชัด ไม่เอามาแสดงบนเวทีนี้

ท่านผู้หญิงจจ คนนี้ เข้ามาแทรกแซงสถานการณ์การเมือง เป็นคนสำคัญอย่างที่สุดคนหนึ่ง ในการเข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ในการเข้ามาแทรกแซงของการดำเนินการต่างๆ จนกลายเป็นความขัดแย้ง แตกแยกอย่างไม่อาจจะแก้ใขเยียวยาได้ในประเทศไทยปัจจุบัน............................

ผมถามอย่างนี้ครับ ว่าจริงใหม ว่าท่านไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่เคยเข้ามาแทรกแซงใดๆ ถามผ่านสื่อมวลชนอย่างนี้ว่า

1. จริงหรือไม่ เมื่อคราวพันธมิตรชุมนุม ขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ขณะนั้นพล.ต.ท อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พันธมิตรบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล บุกเข้ายึดโน่นยืดนี่ จนมีแนวโน้มที่ฝ่ายกำลังตำรวจจะเข้าไป เพื่อดำเนินการจับกุมผู้ชุมนุม

จริงหรือไม่ ที่ท่านผู้หญิง จ.จ คนนี้ โทรหา พล.ต.ท อัศวิน ขวัญเมือง บอกว่า

อย่าทำอะไรพันธมิตรเด็ดขาด (เสียงโห่ยาวนาน)

ท่านจะตอบอย่างไรตอบมา แต่ผมยืนยันที่ผมพูดได้ยินมาชัดเจน ว่าจริง ท่านบอกว่าท่านสั่งราชการไม่ได้ ท่านบอกว่าท่านไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ท่านโทรสั่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และบอกว่า "อย่าทำอะไรพันธมิตรเด็ดขาด" นี่คืออะไร

ประการที่ 2 ครับ จริงหรือไม่ว่า เมื่อคราวที่พันธมิตรยึดทำเนียบรัฐบาล แล้วนายสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวก เดินทางไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แน่นอนครับ ยึดทำเนียบรัฐบาล ข้อหาร้ายแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมจะจับกุมคัดค้านการประกันตัว จริงหรือไม่ว่า

ในวันเดียวกันนั้น พล.ต.อ พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผุ้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั่งอยู่ พณ ท่านสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีบังเอิญนั่งอยู่ด้วยกันกับพล.ต.อ พัชรวาท พร้อมคนใกล้ชิดนายกสมัครจำนวนหนึ่ง

ท่านผู้หญิง จ.จ โทรศัพท์ไปหา พล.ต.อ พัชรวาทว่า บอกว่า

" ต้องปล่อยนะ อย่าขังไว้ต้องยอมให้ประกันตัว ต้องปล่อยออกมา ขังเอาไว้ไม่ได้" จริงหรือไม่ท่านผู้หญิงจจ (ปรบมือ) ......................................

วันที่ท่านโทรศัพท์ พล.ต.อ พัชรวาท บังเอิญนายกสมัครนั่งอยู่ด้วยกัน พล.ต.อ พัชรวาทวางหูโทรศัพท์เสร็จ ก็บอกนายกสมัครว่า

ท่านผู้หญิง จจ โทรมา แล้วกล่าวอ้างสารพัดสารพัน ทำสถาบันเบื้องสูงให้ผู้คนเข้าใจคลุมเครือ

ท่านนายกสมัครได้ยินอย่างนั้น จึงรู้มูลเหตุว่า ทำไมสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวกไปมอบตัววันนั้นคดียึดทำเนียบรัฐบาล แล้วได้กลับมายึดทำเนียบใหม่ในเย็นวันเดียวกัน ไงครับ (ปรบมือ)........

วันนี้ท่านนายกสมัครล่วงลับ ถ้าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ผมไม่มีทางเอาวิญญาณท่านสมัครมาย่ำยี(ปรบมือ) นี่คือสิ่งที่ท่านสมัคร สุนทรเวชถ่ายเลือดไว้

และผมเห็นว่ามันถึงเวลากับประเทศไทย ถ้าไม่พูดความจริง เราออกจากวิกฤตินี้ไม่ได้(ปรบมือ)

ท่านผู้หญิง จจ ครับ ถ้าท่านบอกว่าที่ผมพูดมันไม่เป็นความจริง ถ้าท่านบอกที่ผมพูดมันไม่ใช่ ทั้งๆที่ท่านสมัครนั่งอยู่ต่อหน้า ผมบอกให้ก็ได้ หมายเลขโทรศัพท์ที่ท่านใช้วันนั้น แต่จะไม่บอกทุกตัวครับ เพราะถ้าบอกอย่างนั้น ก็จะกลายเป็นว่าผมบอกหมายเลขโทรศัพท์ท่าน และผู้คนที่เกิดอารมณ์ความรู้สึก จะโทรไปหรือเปล่า ซึ่งไม่ใช่วิถีของผม ไม่ใช่วิสัยของผม ลูกผู้ชายไม่ปฏิบัติเช่นนั้น(เสียงหวีด ปรบมือ) แต่ผมจะบอกให้ว่า

ในวันนั้นนะครับ ท่านโทรศัพท์เข้ามือถือ พล.ต อ พัชรวาท

ด้วยหมายเลข 081922จุดจุดจุด2 ครับ (เสียงเฮ) 081922เว้นสามตัวแล้วตัวสุดท้าย 2 ครับ (เฮ)

เพราะนี่คือสิ่งหนึ่งที่คับแค้นอยู่ในใจนายกสมัคร สุนทรเวช ในเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี(โห่ยาวนาน)


ประมวลกฏหมายแพ่งและพานิชย์ เรื่อง ตัวแทน

มาตรา 797 อันว่าสัญญาตัวแทนนั้น คือสัญญาซึ่งให้บุคคลคนหนึ่งเรียกว่า ตัวแทน มีอำนาจทำการแทนบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าตัวการ และตกลงจะทำการดั่งนั้น อันความเป็นตัวแทนนั้นจะเป็นโดยตั้งแต่งแสดงออกชัดหรือโดยปริยายก็ย่อมได้

มาตรา 812 ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างใดๆ เพราะความประมาทเลินเล่อ ของตัวแทนก็ดี เพราะไม่ทำการเป็นตัวแทนก็ดี หรือเพราะทำการโดยปราศจากอำนาจหรือ นอกเหนืออำนาจก็ดี ท่านว่าตัวแทนจะต้องรับผิด

มาตรา 821 บุคคลผู้ใดเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี รู้แล้วยอมให้บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นั้น จะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าบุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเป็นตัวแทนของตน


มาตรา 823 ถ้าตัวแทนกระทำการอันใดอันหนึ่งโดยปราศจากอำนาจก็ดี หรือ ทำนอกทำเหนือขอบอำนาจก็ดี ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันตัวการ เว้นแต่ตัวการจะให้สัตยาบันแก่การนั้น

ถ้าตัวการไม่ให้สัตยาบัน ท่านว่าตัวแทนย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดย ลำพังตนเอง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าบุคคลภายนอกนั้นได้รู้อยู่ว่าตนทำการโดยปราศจากอำนาจ หรือ ทำนอกเหนือขอบอำนาจ

สวนดุสิตโพล ชี้ ดัชนีการเมืองไทย” ยังโงหัวไม่ขึ้น!!! สอบผ่านแค่ ผลงานนายกฯ นอกนั้นสอบตกเรียบ

ที่มา มติชน

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จัดทำดัชนีการเมืองไทย โดยมีตัวชี้วัดทั้งการบริหารงานของรัฐบาล ฝ่ายค้าน ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน บทบาทสื่อมวลชนและอื่นๆ รวม 25 ประเด็น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่จะบอกได้ว่าการเมืองไทย ดีขึ้น แย่ลง หรือเหมือนเดิม โดยสำรวจประชาชนทั่วประเทศเป็นประจำของทุกเดือน เพื่อเปรียบเทียบเดือนต่อเดือน โดยให้คะแนนเต็ม 10 และหาค่าเฉลี่ย ( ) ภาพรวมของการเมืองไทยออกมา ซึ่งในเดือนมีนาคมนี้ได้สำรวจดัชนีการเมืองดังกล่าวจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 6,247 คน ระหว่างวันที่ 25-31 มีนาคม 2554 สรุปผลได้ดังนี้

ประชาชนให้คะแนนดัชนีการเมืองไทย ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 4.21 คะแนน

ถ้าจำแนกตามภูมิภาค ประชาชนให้คะแนนดัชนีการเมืองไทย โดยคะแนนเต็ม 10 ภาคใต้ 4.80 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ4.19 ภาคเหนือ 4.16 ภาคกลาง4.10 กรุงเทพฯ 3.89

ผลงานรัฐบาลที่ได้คะแนนเกินครึ่งมีเพียง 3 ประเด็นเท่านั้น ( คะแนนเต็ม 10 )

1 ข่าวสารที่เผยแพร่จากสื่อต่างๆให้ประชาชนได้รับรู้ 5.15
2 การจัดการศึกษาสำหรับประชาชน 5.10
3 ผลงานของนายกรัฐมนตรี 5.03

ผลงานรัฐบาลที่ได้คะแนนน้อย ไม่ถึง 4 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 มีถึง 8 ประเด็น โดยเรียงลำดับจากประเด็นที่มีค่าคะแนนน้อยที่สุด คือ

1 การแก้ปัญหาคอรัปชั่น 3.25
2 การแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล 3.27
3 การแก้ปัญหายาเสพติด 3.47
4 ราคาสินค้า 3.56
5 การปฏิบัติตนของนักการเมือง /ความสามัคคี 3.57
6 การแก้ปัญหาความยากจน 3.62
7 การแก้ปัญหาการว่างงาน 3.70
8 ความสามัคคีของคนในชาติ 3.74

เปิดชื่อ "12 แกนนำเสื้อแดง"ลงสมัคร ส.ส.เพื่อไทย 3 คนขอลงแบบแบ่งเขต เตรียมแจ้งพรรคสัปดาห์นี้

ที่มา มติชน

แหล่งข่าวจากแกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 มีนาคมว่า รายชื่อแกนนำคนเสื้อแดงที่แสดงความจำนงลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมี 12 คน ประกอบด้วย 1.นายจตุพร พรหมพันธุ์ 2.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 3.นายก่อแก้ว พิกุลทอง 4.นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ 5.นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก 6.พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ 7.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย 8.นายชินวัตร หาบุญพาด 9.นายธนฤกต ชะเอมน้อย หรือวันชนะ เกิดดี นักร้องลูกทุ่ง 10.นางอุดมรัตน์ อาภรณ์รัตน์ ภรรยาของ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ 11.นายสมชาย ใจมุ่ง หรือรังษี เสรีชัย นักร้องลูกทุ่ง และ 12.นายสมหวัง อัศราษี ส่วนแกนนำคนเสื้อแดงที่แจ้งความจำนงลงสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตมี 3 คน ได้แก่ 1.นายสมชาย ไพบูลย์ ต้องการลงสมัคร ส.ส.กทม. 2.นายวรชัย เหมะ ลงสมัคร ส.ส.สมุทรปราการ และ 3.จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ลงสมัคร ส.ส.สุรินทร์ โดยนายณัฐวุฒิและนายจตุพรจะนำรายชื่อแกนนำคนเสื้อแดงทั้งหมดแจ้งต่อแกนนำพรรคเพื่อตัดสินใจภายในสัปดาห์นี้


ด้านนายณัฐวุฒิกล่าวถึงกรณีที่ นพ.เหวง โตจิราการ ระบุว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) จะชนะการเลือกตั้งเกินครึ่ง โดยจะอยู่ในจำนวนประมาณ 250-270 เสียงว่า ข้อมูลดังกล่าวออกมาจากผลการทำโพลของพรรคเพื่อไทย และหน่วยราชการบางหน่วย ซึ่งสืบทราบว่าหน่วยราชการนี้จัดทำโพล และเราได้นำเอาออกมาเปรียบเทียบกับผลโพลของพรรคเพื่อไทย ซึ่งก็เห็นว่าตัวเลขทั้งหมดนั้นไม่ได้แตกต่างกันคือพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกมาจากประชาชนในอันดับที่ 1 จะต้องได้ตั้งรัฐบาล และหากทุกพรรคการเมืองดำเนินการตามยุทธศาสตร์นี้ จะเป็นการเริ่มต้นของสันติภาพในประเทศ เพราะมันหมายถึงทุกพรรคการเมืองและผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศรับฟังเสียงความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ที่เลือกพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง แต่หากพรรคที่ได้รับเลือกตั้งอันดับที่ 1 ไม่ได้ตั้งรัฐบาล ประชาชนก็อาจจะสรุปเอาเองได้ว่าผู้มีอำนาจของประเทศนี้ไม่ฟังเสียงของประชาชนและสถานการณ์อาจจะบานปลายเมื่อไรก็ได้

ล้าน คำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 31/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



สิ่งที่สร้าง ทางฝัน บันดาลผล
ความต้องการ ประชาชน อย่าทนฝืน
ความเป็นธรรม ยึดไว้ ต้องได้คืน
มิอาจฟื้น แค่แลเหลียว มาเยียวยา....

เหลือสิ่งเดียว คือได้เลือก อย่าเสือกใส
แม้นดื้อไป ก็บาดหมาง หมดทางหา
อำนาจมืด ยึดครอง เห็นสองตา
ยังจะมา ล่อลวง หลอกปวงชน....

อย่าสร้างความ ฮึกเหิม เพิ่มวิกฤติ
สิ่งถูก-ผิด ผ่านมา พาสับสน
ฉากหน้าสวย แค่สมอ้าง อำพรางตน
หวังหลอกคน สิ้นคิด ให้ปิดตา....

หากดึงดัน ฝันใฝ่ ในอำนาจ
คิดผูกขาด แย่งไป ก็ไร้ค่า
ภาพติดลบ สามานย์ ที่ผ่านมา
ปวงประชา เห็นหมด แล้วจดจำ....

ให้อำนาจ ประชาชน เป็นคนคิด
เลือกถูก-ผิด สิทธิ์เขามี อย่ายีย่ำ
เพราะนั่นคือ เสียงบริสุทธิ์ ยุติธรรม
เพื่อหนุนนำ ไขว่คว้า ประชาธิปไตย....


๓ บลา / ๓๑ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

คำ ถามที่ไม่เคยมีคำตอบคำอธิบาย จากท่านแกน และท่านกานต์ งานเปิดตัว

ที่มา thaifreenews


คำถามที่ไม่เคยมีคำตอบ คำอธิบาย


ทุนสนับสนุนใคร เข้ากระเป๋าใคร
ใครโปรโมทบ่อยๆ บนเวที จำเป็นหรือไม่ เพื่อรำลึกอะไร
... การต่อสู้ ชนะหรือแพ้ (ก็ยังไม่ทราบ?)
รายได้จากการขาย น้อยนิดถ้านำมาเทียบกับตัวเลขใช้จ่ายเพื่อการต่อสู้
แต่ถ้าสำหรับบุคคลแล้ว ก็ถือว่าโอเค ยอดใช้ได้


ขึ้นทะเบียนมวลชนแดงเพื่อรองรับฐานเสียง
เร่งรีบทำบัตรและมวลชนต้องจ่ายค่าทำบัตร 30 บาท แล้วได้เป็น นปช.แดงทั้งแผ่นดิน
ขายได้กี่ล้านใบครับช่วยตอบด้วย แล้วเงินไปอยู่ที่ไหน

"พรรคเสื้อแดงแดง" รอลงเลือกตั้ง (น่าจะสอดคล้องกับข้อเรียกร้องล่าสุด คือ
การยุบสภาสู่สนามเลือกตั้ง โดยเร็วที่สุด ...
ไอเดียใคร ใครแอบไปเจรจา ด้วยท่าทีประนีประนอม หลายครั้ง
จนล่าสุดแตกแยกกันทางความคิด รับเงื่อนไข ถึงเดือน พย.53 สวนทางกับกระแสมวลชนผู้ชุมนุม

.... แล้วสุดท้ายตามแผนในใจ
ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคแดง ? หรือหัวหน้ามุ้งแดงในเพื่อไทย
ใครเอ่ยจะได้ลงสมัคร สส.กันทั่วหน้า และระดับท้องถิ่น รร.การเมือง)

**ปล.การพกบัตรนี้ไม่มีศักดิ์และ สิทธิใดๆในการดำรงชีวิตประจำวัน แต่ในทางเดียวกัน
กลับเป็นภัยมหันต์หากถูกตรวจค้นพบจากฝ่ายรัฐบาลทรราช
ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่ารายชื่อแดงลงทะเบียนเหล่านี้ ไปอยู่ในแฟ้มของ กอ.รมน. แล้ว

ปฎิเสธมาได้ครับ ว่าไม่จริง ...
*ผมเป็นคนช่างสังเกตุครับ อันนี้เขียนตั้งข้อสังเกตุมาตั้งแต่ปีที่แล้วก่อนสลายราชประสงค์

กระบวนการ "พลวัตรของประชาชนนับล้าน" มิใช่บริษัทจำกัดการนำโดยสามเกลอชาวใต้ ...
ย่อมเป็นสิทธิ์ในการไม่เห็นด้วยในแนวทางปฏิบัติ ถ้ามี

การถูกจองจำของแกนนำในขณะนี้ มิใช่เป็นความเสียสละเพื่อมวลชนส่วนใหญ่
แต่อย่างใดที่ไหน หากเป็นการยอมจำนนด้วยรักตัวกลัวตายส่วนตนเพราะจวนตัวพ่ายแพ้
โดยไม่มีเงื่อนไขต่อรองทั้งสิ้น

มิใช่การถอยเพื่อกลับมารุกรบวันหน้า แต่เป็นความพ่ายแพ้หมดรูป ซ้ำสองซ้ำซาก
ของ แม่ทัพผู้อ่อนแอ อ่อนด้อย ครับท่าน เข้าใจตรงกันไหม?


ปกติแล้วผมมิได้ชมชอบ นายจำลองของปลอม หรือ นายจำลอง ผีเมือง คนนี้นัก
นับแต่เดิมทีก่อน พค.35 เสียอีก แต่ภาพโดนล้อมจับเหตุการณ์นี้ ในฐานะแกนนำ
หรือผู้นำการชุมนุม ผมว่า ภาพนี้ สวยงาม ครับ
ในบางครั้งเราก็ต้องนำยุทธวิธีของศัตรูมาศึกษาเพื่อปรับใช้บ้าง


แตกต่างจาก การยอมจำนน ขอมอบตัว กับจนท.ตำรวจ ในวันที่ 19 พค.53 จะอ้างเหตุผลใด
ก็สุดแท้แต่ ..ซึ่งผมก็ไม่มีความเชื่อสักนิดว่า ทหารที่ล้อมปราบเข้ามาวันนั้นจะกล้า ยิงทิ้งแกนนำ
พร้อมคนบนเวทีเป็นสิบคนตายเกลื่อน ต่อหน้าผู้ชุมนุมเป็นหมื่นคน

และการถอยเข้าไปในวัดปทุมทั้งหมดในสายวันที่19พค.53 หลังจากทราบผลว่าโดนรัฐบาลพร้อม
กลุ่ม สว.หักหลังปราบ น่าจะเป็นจุดหักมุมของเหตุการณ์และ การวางแผนหลบหนีของแกนนำ
หลักแล้วกลับมาต่อสู้ใหม่
จะเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่า
"หนีคือสุดยอดกลยุทธ์"... ซุนวู่
แสดงให้เห็นว่า ยังมีจิตใจเข้มแข็งต่อสู้รุกรบในวันหน้า ... ส่วนมวลชนนั้น ให้แกนรองทั้งหลายเป็น
ผู้สืบทอดเพื่อประวิงเวลา น่าจะแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของการนำ การนำจากภายนอกประเทศ
หรือใต้ดิน จะมีพลังในการขับเคลื่อนมวลชนผู้คลั่งแค้นได้เฉียบคมกว่า
ส่วนบนดิน หรือ
ในประเทศให้เป็น ภาระของ แกนนำวาระที่2 ชุดใหม่

เว้นเสียแต่ว่า เป้าประสงค์ของแกนนำ บางส่วน หวังผลเพียงแค่การเข้าไปในสภา โดยเกมส์
เลือกตั้งที่มุ่งหวังแต่ต้น สอดคล้องกันกับการเจรจารอมชอมทุกครั้ง และการแยกตัวออกไปของ ...
หัวหน้ากลุ่มแกนนำ ที่มุ่งหวังเพียงเป้าการเมืองของกลุ่มตัวเองเพื่อความยิ่งใหญ่ส่วนตัว


"กระทู้เสี้ยมให้แตกแยก"

วาทะกรรมที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อใช้ ต่อต้านในโซเชี่ยลเน็ตเวอร์ค เพื่อคอมเพลนกลับ
ประเด็นนี้ น่าจะสายไปที่จะคิดเสียแล้วครับ ด้วยเหตุเพราะ
ความแตกแยกนั้นมีมาก่อนในส่วนของแกนนำ
สืบย้อนหลังไประหว่าง จักรภพ vs จตุพร หรือ กลุ่มวีระ vs กลุ่มอริสมันต์ ซึ่งนำพาให้เกิดการ
ล้มตายพ่ายแพ้ แก่มวลชนผู้สนับสนุน ถ้าเป็นสมัยโบราณนี่ พระอัยการสงคราม ว่าด้วยอัยการศึก
ท่านว่า แม่ทัพผู้หย่อนยานย่อท้อในการยุทธ เพียงครั้งแรกนี่ก็โดน ตัดหัวเสียบประจาน แล้ว
การมี เมตตาเห็นแก่คุณความดีที่มีแต่หนหลัง ให้โอกาสเป็นครั้งที่สองแก้ตัว ยังโลเลเหลาะแหละ
โทษคือ ประหาร ๗ชั่วโคตร ครับ
ผิดพลาดขนาดนี้ ทั้งที่ไม่สมควรจะแพ้ จำต้องมีกระบวนการตรวจสอบ วิพากษ์



ไม่เคยมีการทบทวนบทเรียนความล้มเหลวพ่ายแพ้ เลยซักครั้งเดียว
ในขบวนการแดง นปช. แต่กลับจัดตั้ง กลุ่มต่อต้านการวิพากษ์และปกป้องแกนนำ
...ซ้ำยังเดินตามรอยแนวทางวิธีการเดิม ไม่เปลี่ยน
เชิดชูผู้นำที่หนีกลางคัน มีความพยายามอย่างสูงจะผลักดันชูเชิดให้สวมบทเก่าๆ ...
ใครจะกล้าเดินตามหลังแม่ทัพนักพูดที่มีประวัติการรบ อับอาย แพ้พ่าย และล้มตาย
โดยมิน่า เล่าครับท่านผู้เจริญทั้งหลาย หากทว่าจะมีท่านใดสมัครใจจะตามๆกันไปอีกก็ย่อมเป็นสิทธินะครับ
เพียงแต่ว่า ... อย่าละโมภความเป็นประชาธิปไตยไว้เพียงกลุ่มตนเพียงกลุ่มเดียว แล้วผลักให้กลุ่มอื่นเป็น
พวกเทียมบ้าง พวกล้มเจ้าจะแปดเปื้อนถูกตัวเองบ้าง เท่านั้นเองครับ

อีกเรื่องนะครับ ไหนๆก็ไหนๆ
เลิกร้องเพลงประจำตัวของแต่ละท่านแกน ได้ไหม ครับ
ฟังทีไร เหมือนเพลงประกอบการหาเสียงทุกทีสิผับผ่า ... แกนนำ 20 คน ก็ร้องเสียทุกคน
ไม่นับ เพลงที่ 2 ที่ 3 แลัวยังเพลงของขบวนการอีก และ ศิลปินจริงๆนับไม่ถ้วน .....
เมืองนอกเขาแซวแบบยิ้มๆนะครับสำหรับ ขบวนการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยไทย
เป็นการต่อสู้เผด็จการเพื่อประชาธิปไตยแบบเบิร์ดๆ อะครับ ... น่าสนุกจริงๆ
ทำไมการเรียกร้องแบบสนุกสนาน เสือกตายจริงๆว๊ะ ฝรั่งบอก กรูหละเป็น งง






เชิงอรรถ

17 มีนาคม 2553 นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)
ได้ขึ้นเวทีปราศรัย กล่าวกับผู้ชุมนุม ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ว่าตามที่ได้มีกลุ่มบุคคล 2 กลุ่ม 2 คน
ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานและแนวทางการต่อสู้ของนปช.นั้นแกนนำยินดีรับฟัง

เสธ.แดง มีแนวทางการต่อสู้อย่างไรได้แสดงให้ประจักษ์แล้วคือไม่ใช่แนว ทางเดียวกับนปช.แดง
ทั้งแผ่นดินเช่นเดียวกับนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ วิจารณ์อย่างไรก็รับฟัง
แต่ขอบอกว่านายสุชัยก็ไม่ใช่นปช.แดงทั้งแผนดิน

"จึงต้องประกาศว่าบุคคลทั้งสองไม่ใช่เพื่อนเราไม่ใช่ นปช.แดงทั้งหมดแผ่นดิน ไม่อาจ
ให้มาเคลื่อนไหวในนามของนปช.ใดๆทั้งสิ้น ท่านคงเป็นท่านและอยู่ในกลุ่มของท่าน อย่า
ได้เกี่ยวข้องกันและกัน"


นายวีระ กล่าวว่า หากแม้นแนวทางของแกนนำนปช.ที่เขากล่าวมาผิดพลาด บกพร่อง
นำไปสู่ชัยชนะไม่ได้ จะน้อมรับ แต่ตราบใดที่ยังเป็นที่ยอมรับให้เคลื่อนไหวในนาม
นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ยืนยันว่าจะเอาชีวิตให้ท่านทั้งหลาย ไม่ทรยศต่อท่านอย่างแน่นอน

***ประโยคนี้ผมขออนุญาตท่านที่เคารพเสียมารยาท ด้วยการ ถุย ครับ

"ขอย้ำอีกครั้งว่าไม่มีความปราถนาดีต่อกันอีกต่อไป ตัดขาดจากกัน ไม่เป็นเพื่อนกัน
ในแนวทางการต่อสู้"





โดยส่วนตัวแล้ว ผมชมชอบ

คุณจตุพร ด้วยเหตุลีลาท่าทีประเภท สู้ไม่ถอย กัดไม่ปล่อย แนวๆ Boxer
คุณเต้น ที่โวหารพรรณนา ลูกตอด ลูกต้อน ลูกฮา
คุณวิภูแถลง น้ำเสียงเร้าใจ มั่นใจสูง แลจริงจังจริงใจ
คุณกี้ นี่สู้มานานผ่านมาเยอะ ห้าวโหดหิน ศักดิ์เป็นเพื่อนของเพื่อนกันเสียด้วยสมัยยังร้องเพลงอมฮอลล์
นอกนั้นก็ พบเพื่อผ่าน ครับ

อย่างไรก็ดี อุดมการณ์ความมุ่งมั่นของผม ยิ่งใหญ่กว่าความรักความนิยมส่วนตัวครับ



ทั้งนี้ทั้งนั้น คำว่า "แกนนำ" ในบทความนี้ขอให้ท่าน เข้าใจว่าหมายถึง บทบาท ท่วงที เป้าหมาย
ของ ขบวนการ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ไม่ได้อคติเป็นการส่วนตัวกับท่านใดท่านหนึ่งโดยเฉพาะ
ในการเสนอตัวมาเป็นผู้นำมวลชนเป็นแสนเป็นล้านนั้น ท่านต้องสามารถให้มวลชนตรวจสอบได้
เพราะท่านถือเป็น "บุคคลสาธารณะ" แล้ว อีกอย่างที่สำคัญมาก ท่านอาสานำเราไปสู้ ในหนทาง
ประชาธิปไตย ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ก็อย่าพึงนำเอาวิธีคิดวิธีการของ เผด็จการ มาใช้กับพวกเรา

โดยความเคารพ .... รุ่งศิลา

<a href="http://www.4shared.com/embed/552861996/add2cf49/preview.swf" target="_blank">http://www.4shared.com/embed/552861996/add2cf49/preview.swf</a>

" ไข่มุกดำ "
"วีระอาจหาญ" นายวีระ มุสิกพงศ์ "ไข่มุกดำ"
เรากำลังต่อสู้ล้มล้าง "ลัทธิบูชาเทวดาโบราณ" เพื่อที่จะสร้าง "ลัทธิบูชาเทวดาตนใหม่
พิสิทธิ์คิโอ Pishitchio กับงานคอนเสิร์ต จมูกยาว

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 29, 2011, 12:22:21 AM โดย rungsira » บันทึกการเข้า

...........................
................................รุ่งศิลา
........................บทความ ศาสตราวุธ

โดย rungsira

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker