บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2554

โปรดรับการคารวะจากฉัน:บทกวีแด่วีรชน 10 เมษายน 2553

ที่มา ประชาไท



เพียงคำ ประดับความ:กลุ่มกวีตีนแดง

เสียงปืน ดังขึ้น เมื่อย่ำค่ำ
เพลงรำ หยุดลง ตรงเดือนเสี้ยว
ห่ากระสุน พุ่งเข้าใส่ ใช่ห่าเดียว
ฟ้าสีเปลี่ยว โปรยเพลิง เป็นเปลวควัน

สองมือเปล่า พุ่งเข้าท้า ห่ากระสุน
ร่างแหลกพรุน ล่วงลับ มิดับฝัน
ชูธงแดง แกว่งไกว ไปพร้อมกัน
แม้ไหวหวั่น ไม่สั่นไหว ตายก็ยอม

มัจจุราช บรรเลง เพลงเดือนดับ
เห่กล่อมรับ ความตาย อันหวานหอม
เลือดคาวคลุ้ง กลบกลิ่นฝัน อันตรมตรอม
ไม่ได้เด็ด มาดมดอม หนอ...ประชาธิปไตย

นักสู้..ผ่านฟ้า เธอสละ แล้วทุกสิ่่ง
ขื่นขมเมื่อความจริง แผดเผา เราหม่นไหม้
ทระนงเกินกว่า จะขอเมตตา จากผู้ใด
พลังแห่งคนตาย จักสุมไฟ ให้ไหม้ฟ้า

คนเป็นสู่คนตาย เพียงชั่วไหว ใบไม้เปลี่ยน
ดวงดาวที่หมุนเวียน คือดวงเทียน แสวงหา
ส่งต่อสู่คนเป็น ในคืนเพ็ญ แสงโรยรา
โลกใหม่ใกล้เข้ามา เอื้อมมือคว้า มาแนบใจ

เจตจำนงแห่งคนตาย หล่อเลี้ยงให้ คนเป็นสู้
น้ำตาที่พรั่งพรู ยังไหลอยู่ ไม่ขาดสาย
ลมโศกเดือนเมษา ยังขื่นคาว ปวดร้าวใจ
หยดเลือดคนยากไร้ บนถนน ยังข้นแดง

กระสุนกี่ร้อยสาย พรากใบไม้ ในป่าเปลี่ยว
กระชากกลีบดอกเสี้ยว ให้แหลกร้าว ใต้เงาแสง
คนตายจักเปลี่ยนโลก สุมไฟโศก ให้เดือดแดง
ฟังสิ! เสียงสาปแช่ง ใครสั่งฆ่า น่าชิงชัง

โอ้นักสู้ผ่านฟ้า โปรดรับการคารวะ จากฉัน
เราอาจเคยสบตากัน ในสายธาร แห่งรักและหวัง
ท้องถนนในเมืองนี้ มีร่างเธอทอดลงถมทาง
หัวใจเธอถอดวาง ถางเส้นทาง สู่เสรี

ท้องถนนในเมืองนี้ มีร่างเธอ ทอดลงถมทาง
หัวใจเธอถอดวาง ถางเส้นทาง ประชาธิปไตย

2 เมษายน 2554

โสภณ พรโชคชัย: อย่าตกใจนักกับภัยธรรมชาติในขณะนี้

ที่มา ประชาไท

ช่วงนี้มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นหลายกรณีทั้งแผ่นดินไหว สึนามิ วาตภัย อุทกภัย แม้แต่หิมะตกที่เมืองตากอากาศซาปาของเวียดนาม บางคนก็หลงเข้าใจผิดว่าตกเป็นครั้งแรกหรือตกหนักที่สุด จนทำให้เกิดปริวิตก ไม่เป็นอันกินอันนอน กลัวโลกจะแตก และอาจตกเป็นเหยื่อของพวกอวิชชา ผมจึงขออนุญาตนำเสนอข้อมูลบางอย่างให้ทราบบ้าง

วิบัติภัยในทุกวันนี้ยังนับว่า ‘จิ๊บจ๊อย’ นัก เมื่อเทียบกับภัยธรรมชาติในอดีต ที่หากเกิดขึ้นอีกในวันนี้ บางคนอาจช็อคตาย ฆ่าตัวตายไปเลย หรือเกิดลัทธิอุบาทว์ต่าง ๆ ทำลายชีวิตผู้คนไปมากกว่าภัยธรรมชาติก็เป็นได้

ท่านรู้จักภูเขาไฟกรากะตัวหรือไม่ ภูเขาไฟแห่งนี้ระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2426 หรือเมื่อ 128 ปีก่อนหน้านี้ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพื้นที่สองในสามของเกาะหายไปจากแรงระเบิด เถ้าธุลีลอยสูงขึ้นไปถึง 80 กิโลเมตร (ปกติเครื่องบิน ๆ สูงเพียง 10 กิโลเมตรเท่านั้น ในรัศมี 240 กิโลเมตร มองไม่เห็นแสงอาทิตย์จนคล้ายยามค่ำคืนเป็นเวลาถึง 3 เดือน เพราะเถ้าธุลีปกคลุมไปหมด

เสียงระเบิดดังกึกก้องมาก ถึงกรุงจาการ์ตา ซึ่งตั้งอยู่ห่างไป 150 กิโลเมตร จนผู้คนยังต้องเอามืออุดหู คนในกรุงเทพมหานครก็ยังได้ยินแต่ครั้งแรกนึกว่าเป็นเสียงปืนใหญ่ แม้แต่คนบนเกาะโรดริเกซในหมู่เกาะมอริเชียส ซึ่งตั้งอยู่ห่างไปถึง 4,776 กิโลเมตรก็ได้ยินเช่นกัน ที่สำคัญการระเบิดยังทำให้เกิดคลื่นสึนามิ สูง 30 เมตร เข้าถล่มเกาะต่าง ๆ แรงแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นยังสามารถตรวจจับได้ถึงอังกฤษ รวมแล้วมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ถึง 36,000 คน ซึ่งหากเป็นในสมัยปัจจุบันที่มีประชากรหนาแน่น คงสูญเสียชีวิตนับสิบ ๆ ล้านคน

อย่างไรก็ตามยังมีเหตุการณ์ร้ายแรงกว่านี้ จนภูเขาไฟกรากะตัวกลายเป็นเรื่องเล็ก ๆ ก็คือการระเบิดของภูเขาไฟแทมโบร่าซึ่งตั้งอยู่บนเกาะซุมบาวาใกล้เกาะบาหลี เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2358 หรือเมื่อ 196 ปีที่แล้วในสมัยรัชกาลที่ 2 ความรุนแรงนั้นเท่ากับการระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์ 60,000 ลูก ความสูงของภูเขาไฟแทมโบร่าหายไปถึง 1,400 เมตร มีสภาพเป็นหลุมกว้าง 6 กิโลเมตร ลึก 1 กิโลเมตรในปัจจุบัน เกิดฝุ่นละอองมากกว่าการระเบิดของภูเขาไฟกรากะตัวถึง 7 เท่า เสียงระเบิดดังไปไกลถึง 850 กิโลเมตร ว่ากันว่าต้นไม้ล้มระเนระนาดคล้ายกับโลกทั้งโลกจะพังทลายลงในพริบตา

พื้นผิวโลกได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์น้อยลงถึง 20 เปอร์เซ็นต์เพราะ ชั้นบรรยากาศของโลกเต็มไปด้วยฝุ่นละอองจนอุณหภูมิของโลกลดลงอย่างมาก นักวิทยาศาสตร์เคยพบว่าน้ำแข็งชั้นล่างบนเกาะกรีนแลนด์ในซีกโลกเหนือยังมีฝุ่นละอองจากภูเขาไฟนี้อยู่มากมาย ในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือไม่มีเวลากลางวันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ เพราะถูกฝุ่นละอองภูเขาไฟบดบังแสงอาทิตย์ไว้ และทำให้ไม่มีฤดูร้อนในปีนั้น

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดรุนแรงเป็นชุด ๆ ทั่วโลกในห้วงเวลาเดียวกัน เช่น ภูเขาไฟลาซูฟรีในหมู่เกาะแคริเบียน และภูเขาไฟอะวูเหนือเกาะสุลาเวสี ในปี 2355 ภูเขาไฟสุวาโนเซจิมา ใกล้หมู่เกาะโอกินาวา ในปี 2356 และภูเขาไฟมายอนในฟิลิปปินส์ ในปี 2357 ลองคิดดูว่าถ้าเกิดในวันนี้ ผู้คนคงสิ้นหวัง ฆ่าตัวตายไปเท่าไหร่แล้ว ยิ่งถ้าเจอสื่อเล่นข่าวเอามัน ก็คงยิ่งไปกันใหญ่

ท่านทราบหรือไม่ว่าทั้งหมดข้างต้นยัง ‘จิ๊บจ๊อย’ เมื่อเทียบกับการระเบิดของสุดยอดภูเขาไฟ (Super Volcano) ซึ่งครั้งล่าสุดเป็นการระเบิดของภูเขาไฟโทบา ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตราใกล้กับประเทศไทย เมื่อประมาณ 75,000 ปีที่ผ่านมา โดยลาวาพุ่งไปไกลกว่า 3,000 กิโลเมตรถึงภาคใต้ของอินเดีย อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกลดต่ำลงกว่า 5 องศา นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการระเบิดครั้งนี้ทำให้โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง หลังจากการปล่อยเถ้าถ่าน 2,800 ลูกบาศก์กิโลเมตร พื้นที่ของภูเขาไฟโทบาได้กลายเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดและมีความสวยงามมากที่สุดในเอเชียอาคเนย์ในปัจจุบัน การระเบิดในระดับสุดยอดภูเขาไฟนี่เองที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติ

เห็นหรือยังครับ เหตุการณ์ที่ว่าน่าสะพรึงกลัวในทุกวันนี้ยังเป็นแค่เรื่องเล็กเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต ยังมีมหันตภัยล้างโลกที่เคยเกิดก่อนหน้านี้อีกมากมาย ดังนั้นอย่าไปกลัว ที่สำคัญเราต้องมีสติ คาดว่าเหตุการณ์มหาประลัยทั้งหลายคงไม่เกิดในชั่วชีวิตของเรา แต่ถึงแม้เกิดเหตุร้าย จนเราต้องสิ้นชีวิต เราก็ไม่พึงเสียเวลากลัว เพราะไม่มีใครหนีพ้นความตายดังกล่าว

ความตายเป็นธรรมดา สำคัญอยู่แต่ว่าคุณจะตายอย่างขนนก (เบาหวิวไร้ความหมายเพราะไม่เคยสร้างสรรค์อะไรเลย) หรือจะตายหนักแน่นดุจภูเขาเพราะตายอย่างมีเกียรติเพื่อประชาชนและประเทศชาติ

อ้างอิง

• การเกิดระเบิดของ Super Volcano http://www.vcharkarn.com/varticle/37495 และ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?pid=5730
• ภูเขาไฟกรากะตัว http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7
• Kratatoa. http://en.wikipedia.org/wiki/Krakatoa
• Mount Tambora http://en.wikipedia.org/wiki/Mount_Tambora
• Year Without A Summer. http://en.wikipedia.org/wiki/Year_Without_a_Summer

เมื่อนายทุนเหมืองโปแตชกับข้าราชการอุดรฯ จูบปากกัน ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จึงไม่มีทางออก

ที่มา Thai E-News

โดย ชุมชนฮักถิ่น
2 เมษายน 2554


รายงานสถานการณ์ : วันที่ 2 เมษายน 2554 ในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี

เมื่อนายทุนเหมืองโปแตชกับข้าราชการอุดรฯ จูบปากกัน ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จึงไม่มีทางออก


ขอบคุณภาพจากประชาไท


จากเหตุการณ์ที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) รวมหัวกันกับบริษัทเอเชียแปซิกฟิกโปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (เอพีพีซี) ดำเนินการปักหมุดรังวัดในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี โดยมีข้าราชการระดับสูงในจังหวัดอุดรธานี คอยเอื้ออำนวยเปิดทางให้

ย้อนเหตุการณ์ที่มีการจัดฉากจ้างชาวบ้านไปร่วมเวทีประชุมเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2553 ที่โรงแรมเซ็นทารา จ.อุดรธานี เรื่องการขออนุญาตประทานบัตรตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 และการอนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่ภายใต้รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 67 วรรค 2 และเป็นการชี้แจงการจัดทำรายงานศึกษาสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Environment Assessment: SEA) โครงการเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสาน ตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พอรุ่งเช้าก็เร่งรีบทำการปักหมุดรังวัดขอบเขตเหมืองแร่ในพื้นที่ขอสัมปทานโครงการเหมืองแร่โปแตช แหล่งอุดรใต้ 4 แปลง พื้นที่ 26,446 ไร่ (ครอบคลุมเนื้อที่ ต.โนนสูง ต.หนองไผ่ อ.เมือง และต.ห้วยสามพาด ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม) ทันที

กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เห็นว่าการปักหมุดรังวัดในครั้งนี้ไม่ชอบธรรม เพราะบริษัทเอพีพีซี และ กพร. ไม่ได้ดำเนินการตามมาตรา 88/9 ว่าด้วยการปรึกษาเบื้องต้นกับผู้มีส่วนได้เสีย ในพ.ร.บ.แร่ (ฉบับที่5) ปีพ.ศ.2545 และประชาชนขาดการมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่ยอมรับและออกมาร่วมกันคัดค้าน ตามที่เป็นข่าว

หลังจากนั้นบริษัท เอพีพีซี ก็ได้ป่าวประกาศบอก (ข้าราชการก็ช่วยกันประชาสัมพันธ์อย่างแข็งขัน) ให้ผู้ที่มีที่ดินในเขตเหมืองนำเอาเอกสารสิทธิ์ในที่ดินไปรับเงินค่าลอดใต้ถุนไร่ละ 1,000 บาท ซึ่งเป็นแผนเพื่อบริษัทฯ จะได้หลอกเอาเอกสารสิทธิ์ในที่ดินไปประกอบเป็นหลักฐานในการขออนุญาตประทานบัตร และนำรายชื่อไปแอบอ้างว่าชาวบ้านให้การสนับสนุนเหมืองและเห็นชอบกับการปักหมุดรังวัดแล้ว ส่งผลให้ในพื้นที่ ณ เวลานี้ได้เกิดปัญหาความขัดแย้ง และทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างรุนแรง บางรายถึงขั้นถูกขโมยเอาโฉนดที่ดินไปเพื่อยื่นขอเงินกับบริษัทเอพีพีซี โดยที่เจ้าของที่ไม่รู้และไม่ยินยอมด้วยเลย

ในวันที่ 5 เมษายน นี้ ที่เทศบาลเมืองโนนสูง-น้ำคำ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียร์ริ่ง แอนด์ แมเนจเมนต์ จำกัด (ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทเอพีพีซี) ร่วมกับบริษัทเอพีพีซี จะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยสาธารณะ (Public Scoping) โครงการเหมืองแร่โปแตช ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงการจัดเวทีดังกล่าวไม่ได้ถูกกำหนดให้มี ตามกฎหมายแร่ หรือตามประกาศโครงการหรือกิจการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 67 วรรค 2 เนื่องจากว่ากรณีเหมืองใต้ดินที่มีเสาค้ำยัน (โครงการเหมืองแร่โปแตช) ไม่จัดอยู่ในโครงการรุนแรงตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ บริษัทเอพีพีซี กำลังจะสร้างภาพอีกครั้ง โดยใช้วิธีการจ้างชาวบ้านให้ไปร่วมรับฟัง และให้ยกมือสนับสนุนเพื่ออ้างความชอบธรรม ต่อโครงการฯ

จากการตรวจสอบในพื้นที่พบว่า มีความเคลื่อนไหว คือ ฝ่ายบริษัทเอพีพีซี ได้เข้าไปขอความร่วมมือ (ล็อบบี้) กับข้าราชการระดับสูงในจังหวัดอุดรธานี เพื่อขอให้เปิดทางให้ผู้นำหมู่บ้านได้เกณฑ์ลูกบ้านออกไปยกมือในวันนั้นอย่างน้อยหมู่บ้านละ 5 คน โดยบริษัทฯ ยินดีที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และราคาค่าหัวทั้งหมดให้

ในวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา ข้าราชการในจังหวัดอุดรธานี ก็ได้ลงพื้นที่มาเป่ากระหม่อมผู้นำหมู่บ้าน ที่เทศบาลตำบลหนองไผ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว (ให้พาชาวบ้านไปร่วมเวที) ซึ่งพอได้รับสัญญาณไฟเขียวผู้นำหลายหมู่บ้านเร่งโหมโรงออกเกณฑ์ชาวบ้านกันจ้าละหวั่น โดยมีค่าหัว 200-300 บาท บางหมู่บ้านใช้วิธีการจ่ายก่อน 100 บาท แล้วบอกว่าส่วนที่เหลือให้ไปเอาในวันที่ 5 เมษา โดยกลวิธีต่างๆ นี้ ก็แล้วแต่ใครจะดำเนินการ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ชำนาญกันอยู่แล้ว

เมื่อปี่กลองเชิด บริษัทเอพีพีซี ก็รับลูกทันที โดยในวันที่ 31 มีนาคม ก็ได้เกณฑ์ชาวบ้านฝ่ายสนับสนุนเข้าไปที่บริษัทฯ เพื่อเตรียมการด้วยเช่นกัน ฉะนั้นแล้ว สถานการณ์ 5 เมษา หน้าร้อนนี้ จึงเป็นที่จับจ้องของสาธารณชนว่าผลของเวทีจะออกมาเช่นไร?

อย่างไรก็ตาม มูลเหตุของปัญหา อันเนื่องมาจากการเร่งรัดให้มีการปักหมุดรังวัดเขตเหมืองแร่ โดยการเอื้อประโยชน์จากฝ่ายข้าราชการ เพื่อนำไปสู่กระบวนการออกใบอนุญาตประทานบัตรให้กับบริษัทฯ แต่ไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้องของชาวบ้านในพื้นที่ หรือแม้แต่เสียงทักท้วงจากนักวิชาการ ตลอดจนข้อเสนอขององค์กรอิสระ อาทิ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฯลฯ ที่ได้มีข้อเสนอตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเพื่อให้ กพร.และบริษัทเอพีพีซี ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงตามรัฐธรรมนูญ (การมีส่วนร่วมไม่ใช่เกณฑ์คนมาฟังแล้วให้ยกมือเห็นด้วย) ให้มีการปรึกษาเบื้องต้นกับผู้มีส่วนได้เสีย ตามมาตรา 88/9 ในขั้นแรกของการยื่นขออนุญาตประทานบัตร ตามพ.ร.บ.แร่ (ฉบับที่5) ปี พ.ศ.2545 และให้มีองค์กร หรือคณะทำงานที่มีความเป็นกลางทำการศึกษาศึกษาสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) โครงการเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสาน ฯลฯ กลับเมินเฉย ซ้ำยังถูกบิดเบือนเจตนารมณ์ ดังนั้น จึงก่อปัญหาความแตกแยก และมีความขัดแย้งรุนแรงเกิดขึ้นกับชาวบ้านในพื้นที่มาตราบจนถึงทุกวันนี้ แต่เท่านั้นยังไม่พอยังจะมีฟืนมาสุมไฟให้โหมลุกไหม้แรงขึ้นอีก...

ฝึกจับโกหก นักเล่นละครไทยแลนด์

ที่มา Thai E-News



ตู่:ผมถามสั้นๆ ท่านสละสัญชาติอังกฤษหรือยัง?

มาร์ค:คุณแพ่คุณม่อของผม คุณม่อคุณแพ่ของผม บลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลา บลาบลาบลาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆบลาบลา


โดย Pegasus
3 เมษายน 2554

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นโรงละครโรงใหญ่ มีการเขียนบทให้เล่นละครกันแปลกๆมากมาย ถ้าประชาชนไม่รู้เท่าทันก็จะหลงใหลได้ปลื้มไปกับคนที่ดูดี น่าเคารพหรือดูท่าทางเป็นคนดี คนเก่งอะไรก็แล้วแต่จะโฆษณากันไป แต่ภายหลังกลับพบว่าเป็นคนเลวร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ

เข้าทำนอง เทพบุตร ซาตานอะไรประเภทนั้น

การเตรียมตัวสำหรับประชาชนในการเข้าสู่สนามเลือกตั้ง หรือแม้แต่การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย และรวมถึงการรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ให้แข็งแรงมั่นคงก็อยู่ที่การมีข่าวสารข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ การแข่งกันทำความดีจึงจะเป็นของจริงไม่ใช่การสร้างข่าวเพื่อโปรโมทตัวเองอย่างที่คนดังๆในปัจจุบันนิยมทำกันแบบว่า ไม่อายตัวเองหรือฟ้าดิน จนไม่อาจแยกแยะได้ว่าอันไหนจริง อันไหนโกหก

ด้วยเหตุนี้การฝึกจับโกหกนักเล่นละครในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นคนที่อ้างตัวเป็นคนดี มีคุณธรรม มีอาวุโสเที่ยวสั่งสอนคนนั้นคนนี้ หรือนักการเมืองที่แลบลิ้นปลิ้นตาอยู่ในรัฐสภา คนที่อ้างว่าตัวเองพูดจริงหรือพูดว่า”เชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า”แต่ทว่าคำพูดนั้นจริงแน่ละหรือ

ที่มาของบทความนี้มาจากทีวีซีรีส์ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Lie to me” ซึ่งเป็นเรื่องของการจับโกหก เนื้อเรื่องสนุก น่าติดตามฉายมาเข้าปีที่สามแล้ว

ที่สำคัญคือมีชาวเสื้อแดงจำนวนหนึ่งอาศัยข้อมูลจากหนังทีวีซีรีส์เรื่องนี้มาจับผิดนักการเมือง และผู้ที่มาออกรายการโกหกในรูปแบบต่างๆและนำมาวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองกันเป็นที่สนุกสนาน

ที่น่าประหลาดใจคือมีการนำเอาคลิปของแกนนำทุกฝ่ายที่ขึ้นปราศรัยมาวิเคราะห์กันด้วยว่า ประโยคไหนโกหก ประโยคไหนเป็นความจริง โดยดูจากความขัดแย้งระหว่างคำพูดที่ออกมาจากปากกับสีหน้า แววตา ภาษากายในขณะนั้นซึ่งไม่โกหก เพื่อที่ว่าจะได้เลือกเชื่อในสิ่งที่ชัดเจนว่าไม่โกหกเท่านั้น

ฟังดูแล้วก็รู้สึกเสียวสันหลังแทนแกนนำเหมือนกัน ขอกระซิบว่า ในวันที่มีการปราศรัยสำคัญหลังจากแกนนำได้ขึ้นเวทีครบทุกคนปรากฏว่า มีการจับสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นเหมือนกัน จะผิดถูกอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไป

เพื่อให้แนวทางการจับผิดดังกล่าวมีความชัดเจนขึ้น จึงได้ทำการค้นคว้าจากเจ้าของทฤษฎีการจับโกหกนี้คือนักจิตวิทยาคลินิกชื่อว่า Dr. Paul Ekman แห่ง Langley Porter ตามรูปด้านล่างนี้

ซึ่งรายละเอียดและการฝึกฝนผ่านเนทสามารถทำได้ตามลิงค์ http://www.paulekman.com/about-ekman/ ท่านผู้อ่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ ประการสำคัญคือการวิจารณ์หนังทีวีซีรีส์ดังกล่าวด้วยว่า จุดใดตรงกับทฤษฏีหรือการวิจัย จุดไหนหรือตอนไหนไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

นอกเหนือจากแนวทางของ Ekman แล้ว ผู้เขียนขอเพิ่มเติมภาษากายบางประการเข้าไปด้วย ซึ่งแม้จะไม่เกี่ยวกับการจับโกหกโดยตรง แต่ก็สามารถใช้ประโยชน์ในเรื่องการจับโกหกด้วย

ก่อนอื่นขอเริ่มต้นจากโมเดลของ Ekman ซึ่งแสดงสีหน้าโดย Tim Roth ผู้แสดงนำในซีรีส์ชุดนี้ โดยแยกการตีความสีหน้าบุคคลออกเป็น 7 ประเภทคือ ความสุข (Happiness) การเหยียดหยาม(Contempt) การรังเกียจ(Disgust) หวาดกลัว(Fear) แปลกประหลาดใจ(Surprise) โกรธ(Anger)และ ความเศร้า(Sadness)โดยหากว่าคำพูดที่ออกมาไม่สอดคล้องกับสีหน้า แววตา ดังกล่าวนี้ก็แสดงว่า ณ จุดนั้น มีการโกหกเกิดขึ้นแต่จะเพราะอะไรต้องแกะรอยกันต่อไป

ลองมาศึกษาความหมายและลักษณะของสีหน้าดังต่อไปนี้


เวลามีความสุขจะปรากฏรอยตีนกาขึ้นที่หางตา โหนกแก้มจะยกสูงขึ้นและมุมปากสองข้างจะยกขึ้น

เวลามีอาการเหยียดหยามมุมปากด้านเดียวจะยกขึ้นแบบที่คนไทยรู้จักกันว่า ยิ้มเหยียดๆหรือยิ้มแค่นๆนั่นเอง สำหรับคนไทยอาจมีเสียง หึ หึ ตามออกมาด้วย

เวลารู้สึกรังเกียจ ที่โคนจมูกด้านบนจะย่น และริมฝีปากบนหรือระหว่างปลายจมูกกับริมฝีปากจะยกขึ้น ถ้าคิดแบบไทยๆ ก็อาจมีเสียง แหยะ หรือ แหวะ ตามมาด้วย


เวลามีความกลัว หัวคิ้วจะยกขึ้นและขมวดเข้าหากัน ขอบตาบนยกขึ้น ขอบตาล่างตึง และ มุมปากสองข้างเหยียดออกไปด้านข้างทั้งสองข้าง

เวลาประหลาดใจ คิ้วจะยกขึ้น ตาเบิกกว้างและปากเปิดขึ้นแต่จะปรากฏขึ้นเพียง 1 วินาทีเท่านั้น ถ้าทำตาโตอยู่นานๆแบบพวกนางงามเวลาได้มงกุฎอันนี้แกล้งทำ (fake) เห็นๆ

เวลาโกรธ หัวคิ้วจะกดต่ำลงและขมวดเข้าหากัน ตาถลึงกว้างและเม้มปาก ในทีวีซีรีส์จะใช้รูปแบบหน้านี้ในการจับว่าใครจะก่อกวน ลอบยิง หรือกดระเบิด

เวลาเศร้า จะมีขอบตาบนตกลง ตาเหม่อลอย และมุมปากสองข้างตกลงจนเห็นได้ชัด

ลักษณะการดึงเข้าหากันของผิวหน้าจะเป็นไปตามรูปนี้ จะเห็นได้ว่าจุดสำคัญจะอยู่ที่ คิ้ว ตา โหนกแก้ม ริมฝีปากบนและล่าง


ตัวอย่างอีก 6 รูปจากซ้ายไปขวา จากบนลงล่างคือ อาการกลัว รังเกียจ โกรธ คิด/โกรธ เศร้า เศร้า

การจับอาการดังกล่าว ต้องกระทำพร้อมๆกับการพูดออกมาด้วยคำนั้นๆ และยังมีองค์ประกอบทางภาษากายที่ใช้อธิบายเพิ่มเติมได้ยกตัวอย่างเช่น กรณีการเอามือแตะที่จมูกเมื่อจะพูดโกหกก็เพราะมีการไหลของเลือดมากขึ้นและจมูกจะไวต่อเรื่องแบบนี้

หรือ กรณีการยกมือแตะที่หู หรือ คอ ก็เป็นการแสดงถึงการโกหก ณ เวลานั้น เหมือนลักษณะการแก้เขิน บางทีเมื่อต้องตอบคำถามเมื่อพูดโกหกออกไปจะมีการกลืนน้ำลายอย่างแรงจนสังเกตได้ เป็นต้น

ยังมีการกระทำที่แสดงถึงการละอายใจที่พูดโกหก เช่น การก้มหน้า การถอยห่างจากเพื่อนที่โกหก การเมินหน้าหนีจากคนโกหก ฯลฯ หรือ เตรียมตัวโกหก ด้วยการเอามือกอดอก เอามือมาจับกันบังไว้ข้างหน้า เป็นต้น

การตีความบางทีต้องใช้ความพยายามมาก เช่น การฟังหรือหลอกถามให้ตรงคำถาม แล้วคนปากแข็งรู้สึกว่า หลอกคนฟังได้สำเร็จจะแสดงอาการเหยียดหยามคือยิ้มมุมปากออกมา หรือแกล้งโกหก แล้วคนเชื่อก็จะแสดงอาการมีความสุขออกมาเป็นต้น บางครั้งถ้าถูกจับได้ หรือแทงใจดำจะมีการกำมืออย่างไม่รู้ตัวก็เป็นภาษากายได้อย่างหนึ่ง

หรือจังหวะการพูดเปลี่ยนไปจากเร็วเป็นช้า จากช้าเป็นเร็วแสดงว่า ตรงจุดนั้นกำลังโกหก หรือเตรียมท่องมาก่อน เป็นต้น

เรื่องที่น่าขำคือ บางคนที่ได้รับความเคารพนักถือกันนักหนาในประเทศไทย พอเอาวิทยาศาสตร์แบบนี้เข้าไปจับก็ถึงบางอ้อกันมากมาย

ตัวอย่างเช่น ทนายมีชื่อท่านหนึ่ง เวลาพูดจะชอบยกหัวไหล่เล็กน้อย ซึ่งตามแนวทางของภาษากายในทีวีซีรีส์นี้คือกำลังโกหกนั่นเอง

อย่างไรก็ตามอาจไม่เป็นตามนั้นเสมอไป เพราะอาจเป็นเรื่องของความเคยชินหรือวัฒนธรรม ซึ่งจะใช้คำว่า base line แปลง่ายๆว่า พื้นฐานเป็นอย่างไรมาก่อน เช่น เป็นคนพูดช้า เวลาพูดจริงหรือโกหกหน้าตาจะเป็นไปตามกฎเกณฑ์หรือไม่ หรือไปผ่าตัดมาทำให้หน้าตึงเป็นต้น ต้องทดสอบก่อนเสมอ

ดังนั้นการยกไหล่เล็กน้อยกั บการหมุนมือเวลาโกหกอาจไม่จริงเสมอไป และนอกจากนั้นการโกหกนั้น อาจไม่ใช่การโกหกในคำตอบที่เราคิด แต่อาจเกิดจากเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่อาชญากรรมก็เป็นได้เป็นต้น ต้องดูประกอบกับการสำนึกผิด ด้วยการก้มหน้า หรือการยกตนด้วยการเชิดคาง หรือการแสดงว่า ตัวใหญ่ด้วยการกางแขน ยกตัว เป็นต้น

เช่นบางคนปกติพูดช้า แต่พอถึงจุดสำคัญพูดเร็วก็เพราะท่องบทมาก่อน หรือปกติพูดเร็ว แต่มาพูดช้าก็เพื่อลำดับเหตุการณ์ขึ้นใหม่ด้วยการโกหก คำศัพท์ที่เพิ่มมาแบบฟุ่มเฟือย ก็แสดงถึงการโกหก เพราะตั้งตัวไม่ทั นหรือพยายามกันตัวเองออก เช่น กรณี ที่คลินตันกล่าวว่า “ลูวินสกี้ คนนั้น” คำว่าคนนั้นเป็นการสร้างเกราะป้องกันขึ้นมา แสดงความห่างเหิน ซึ่งไม่จำเป็น ปกติเรียกแต่ชื่อกันเท่านั้นจึงเป็นพิรุธอย่างหนึ่ง

Ekman ยังกล่าวต่อไปว่า ความรู้สึกเศร้า ที่มีมุมปากตกลง กับ ความรู้สึกละอาย และ ความรู้สึกผิดจะมีอาการเดียวกัน ดังนั้นต้องตีความให้ดี ความเศร้านั้นเกิดจากความผิดหวัง หมดหวังจากการสูญเสียคนสนิท ถ้าละอายเป็นการกระทำเกี่ยวกับ ใครและอะไรที่ตัวเอาทำซึ่งปกตินอกจากจะมุมปากตกเหมือนอาการเศร้าแล้วมักจะมีการเอามือมาปิดหน้าแบบไม่รู้ตัวลักษณะอยากซ่อนตัวด้วย ส่วนการรู้สึกผิดนั้นมาจากการกระทำผิดอย่างเดียว ส่วนอาการกลัวกับประหลาดใจนั้นตาเบิกกว้างเหมือนกันแต่ การกลัวนั้นตาจะกว้างชัดเจนกว่ามาก ถ้ากว้างแค่พอประมาณแสดงว่าแปลกใจมากกว่าประหลาดใจ

ยังมีแนวทางดูภาษากายอื่นๆนอกเหนือจากแนวทางของ Dr. Ekman เช่นถ้านั่งพูดแล้ววางท่าป้องกันตัวเต็มที่ด้วยการประสานมือไว้ แต่พอจะโกหก ขาจะมีการเปลี่ยนท่ากะทันหันเช่น แกว่งขาหรือกระดิกเท้า ภาษากายที่ใช้จับโกหกแบบทั่วไปคือการสังเกตการกระพริบตา ดังนั้นจึงควรจับตาคนพูดไว้ตลอดเวลา เพราะเวลาที่พูดโกหกจะมีอาการเครียด เหมือนกับการเปิดตากว้างไว้ และกระพริบตาช้าลง ต่อมาเมื่อพูดโกหกจบลง ก็จะตามด้วยการกระพริบตาจำนวนมากจนผิดปกติถึง 8 เท่า(ดร.ชารอน ลิลล์ มหาวิทยาลัย พอร์ตสมัธ ประเทศอังกฤษ)

อีกแนวทางหนึ่งมาจากหนังสือ never be lied to again โดย Dr.David J. Lieberman กล่าวโดยสรุปไว้ว่า เวลาพูดจริงมือจะแสดงออกเปิดเผย แต่ถ้าเอาซุกไว้ในกระเป๋าหรือกำแน่นเพื่อเก็บนิ้วไว้ในฝ่ามือหรือคว่ำฝ่ามือวางไว้ที่หน้าตัก แสดงว่าไม่จริงใจ หรือซ่อน หรือโกหกอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการใช้มือ ใช้ร่างกายดูแข็งๆไม่เคลื่อนไหว

ปกติ นอกจากนั้นการใช้มือ เช่นการปิดหน้า ปิดปาก แตะลำคอ แตะจมูก เกาใบหูด้านหลัง ขยี้ตา ล้วนแต่เป็นการโกหกทั้งสิ้น

Lieberman ยังกล่าวต่อไปว่า พวกที่พูดแล้วหลบตาก็มักจะกำลังโกหก ไม่ยอมจับหน้าอกและแบมืออย่างเปิดเผย

Lieberman ยังพูดถึงการใช้จังหวะคำพูดและการแสดงออก เช่น บอกว่าผมกำลังโกรธนะ หยุดนิดหนึ่งแล้วค่อยชักสีหน้าแสดงว่าโกหก หน้าสะบัดแตกต่างจากคำพูดเช่น บอกว่าใช่แต่ศีรษะส่ายสั่นแสดงว่าไม่ใช่ หรือ บอกรักแต่กำมือแน่น หรือ การแสดงออกซึ่งใบหน้าเฉพาะที่บริเวณปากเท่านั้น ส่วนอื่นๆของใบหน้าไม่ได้คล้อยตามกันไปก็แสดงถึงการโกหกเช่นกัน

ในส่วนการแสดงออก ถ้ามีการกล่าวหาแล้วหากเป็นคนผิดจะพยามยามป้องกันตัวเองเช่นหลบ ไม่แสดงตัว ส่วนผู้บริสุทธิ์จะยินดีแสดงตัว เช่นการหลบมุม การเบี่ยงตัวจากผู้กล่าวหา หรือหลบตัวเช่นไขว้หลัง ห่อตัว พยายามไปอยู่ตรงทางออก จะไม่พยายามมาสัมผัสตัวหรือมีน้อยมากกับผู้กล่าวหา จะไม่ชี้นิ้วไปยังผู้ที่เขาอยากให้เชื่อถือ จะสร้างเครื่องกัดขวางทางกายภาพเช่น แก้วน้ำ สิ่งของขวางหน้าตัวเองหรือใช้ภาษาเช่น จะไม่พูดถึงสิ่งนั้นอีกแล้ว เป็นต้น

การพูดตอบด้วยคำพูดที่ถูกถามเช่น คุณหยิบขนมไปหรือเปล่า จะตอบกลับมาว่า เปล่าผมไม่ได้หยิบขนมนั้นไป แทนที่จะพูดแค่ว่า เปล่าครับ

หรือกรณีคำฟุ่มเฟือยอื่น เช่น คุณลูวินสกี้คนนั้น คำว่าคนนั้นเป็นคำเกินมาเป็นต้น หรือใช้คำว่ารถคันนั้น แทนที่จะพูดตรงๆว่ารถของผม

อีกตัวอย่างคือการใช้คำพูดประเภทปิดปากไม่ให้ถาม เช่น “ผมเสียใจ เราทำดีที่สุดแล้ว”

สำหรับไทยๆ อาจมีคำพูดอื่นๆสำหรับคนโกหกที่พบได้บ่อยๆเป็นการตัดบท หรือในทางจิตวิทยาเรียกว่าคำพูดปิดปาก เช่น “ก็ต้องยอมรับว่า” “ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า” หรือ “ผมเป็นคนมีคุณธรรม หรือวีรบุรุษไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ” เป็นต้น

นั่นแปลว่ามีปัญหาใหญ่ที่นั่งทับอยู่แน่นอน คนโกหกมักมีคำพูดเกินความจำเป็นมากมายจนผิดสังเกต หรือมักจะตอบไม่ตรงคำถามมักตอบให้คิดไปเองมากกว่าตอบตรงๆเช่น เมื่อถามว่าเป็นคนสัญชาติต่างประเทศหรือไม่ แทนที่จะตอบตรงๆว่า “ผมเป็นคนสัญชาติ..” หรือ “ผมไม่มีสัญชาติ..” แต่กลับตอบให้คิดไปเองว่า “ผมเป็นคนสัญชาติไทย” หรือ “ผมไม่ได้มีสัญชาติ...(แบบคนอื่น)” เป็นต้น

คนโกหกจะไม่ค่อยพูดคำสรรพนามเช่น เขา เธอ และมักพูดไม่เน้นคำพูดสูงต่ำ แต่จะพูดโทนเสียงเดียว หรือเบาๆ เรื่อยเปื่อย ติดจะพูดแบบถามตัวเอง เมื่อพูดจบแล้วหน้ากับตามักเงยขึ้นดังนั้นใครที่เวลาพูดเหมือนลอยหน้า ลอยตาอยู่ตลอดเวลาก็น่าจะเชื่อว่าโกหกอยู่ได้ตลอดเวลา เช่นกัน

ในแง่ภาษา คนผิดจะพอใจแสดงอาการผ่อนคลาย( ปากห่อ ผ่อนลมหายใจ) เมื่อเปลี่ยนเรื่อง ในขณะที่คนปกติจะอยากรู้เรื่องราวต่อไปมากกว่า ปกติคนโกหกจะไม่แสดงอาการโกรธถ้ามีการกล่าวหา

ที่ผิดจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ส่วนคำที่มักใช้คือ “ผมจะโกหกทำไม” “ความจริงก็มีอยู่ว่า” “ตอบตามความจริงคือ”

หรือ มักมีคำอธิบายที่ชัดเจนจนเกินไป เช่น จำเรื่องเมื่อปีก่อนได้ทุกรายละเอียด มักมีการทวนคำถามตลอดเวลาเช่น “ได้ยินมาจากที่ไหน” “อธิบายให้ละเอียดขึ้นได้หรือไม่” หรือทวนทำถามซ้ำ เป็นต้น

หรือ มักใช้คำอ้างที่เหลือจะเชื่อเช่น “ตลอดชีวิตมานี้ไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเลย” หรือ มักมีคำกล่าวนำมาก่อนยืดยาว เช่น “ผมไม่ได้อยากให้คิดอะไรเช่นว่า” เป็นต้น หรือ มักจะใช้คำประเภทปฏิเสธ เช่น “เขามีปัญหาเรื่องชีวิตแต่งงาน แต่คงไม่มีผลกับงานใหม่ของภรรยาเขากระมัง” เป็นต้น

หรือ ไม่ตอบคำถามตรงๆ แต่จะพาออกไปในทางตลกเบี่ยงเบนไป แทนที่จะตั้งใจหาความจริง หรือ มักจะเสนอทางเลือกอื่นๆแทน
มีผู้รวบรวมการจับโกหกไว้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งก็มาจากนักวิชาการด้านจิตวิทยาข้างต้นนี้นั่นเอง

13 เทคนิคจับโกหก

1.การนำมือปิดปาก
2.การนำมือแตะจมูก
3.การดูที่ตาของคู่สนทนาถ้าไม่สบตาหรือมองไปที่อื่นแสดงว่าโกหก
4.การจับปกคอเสื้อเวลาตอบคำถาม แสดงว่ากำลังโกหก
5.การดึงจับใบหู แสดงว่าคู่สนทนาไม่อยากฟังหรือไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้พูด
พูด
6.สังเกตุการกลอกลูกนัยน์ตาของคู่สนทนา ถ้าพูดโกหกจะกลอกตาไปทางซ้าย
เพราะผู้โกหกต้องใช้สมองซีกขวาในการสร้างเรื่องขึ้นมา แต่ถ้ากลอกตา
ไปทางขวาแสดงว่าพูดความจริง(ซ้าย ขวา ของผู้ดู โปรดติดตามภาพที่จะเสนอต่อไป)
7.การกอดอก
8.สังเกตุที่ขา ถ้าเวลาถามตอนที่นั่งอยู่แล้วฝ่ายตรงข้ามมีการเอาขาไขว้ขาเก้าอี้
แสดงว่าอีกฝ่ายมีอะไรปิดบังแน่นอน
9.การนิ่งเงียบ การที่เราถามแล้วอีกฝ่ายไม่ตอบทันทีหรือมีอาการนิ่งเงียบ
แสดงว่าอีกฝ่ายต้องมีพิรุธ
10.การยักไหล่ ถ้าฝ่ายตรงข้ามมีการยักไหล่ในการตอบคำถามก็แสดงว่า
ไม่ได้ให้คำมั่นกับสิ่งที่พูดไป
11.คำพูดหลังคำว่าแต่ ถ้าการตอบคำถามของเขามีคำว่าแต่ขึ้นมาขอให้
นึกไว้ว่าเป็นการโกหก
12.สังเกตลิ้น ถ้าเวลาถามคำถามไปแล้วคนๆนั้นเลียริมฝีปากก่อนตอบ
แสดงว่าคนๆนั้นกำลังโกหกชัวร์ (อาการปรากฏในสภาไทยบ่อยๆ)
13.การจ้องตาจนผิดสังเกต ถ้าฝ่ายตรงข้ามมีอาการจ้องตามากจนผิดสังเกต
เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ให้รู้ไว้ว่านั่นแหละคือพิรุธ


ที่มา : http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=fino4710&date=04-03-2010&group=41&gblog=35

สุดท้าย เป็นการจับโกหกแบบง่ายๆใช้สำหรับคู่สนทนาที่เห็นชัดหรือมีการบันทึกคลิปไว้ ที่มาคือเวลาที่เราพูดความจริงเราจะใช้สมองซีกซ้ายซึ่งเป็นเรื่องของเหตุผลและตัวเลข เวลาคิดจึงออกมาจากสมองด้านซ้ายเป็นลำดับไป

แต่ถ้าจะโกหกต้องเริ่มคิดเรื่องซึ่งต้องอาศัยสมองซีกขวา ซึ่งทำหน้าที่จินตนาการ หรือสร้างเรื่องขึ้นมาเวลาพูด ก็ต้องใช้สมองซีกขวา ตาก็จะมองไปตามนั้น โดยดูจากรูปได้ดังข้างล่างนี้


ยังมีอีกหลายเรื่องในการจับโกหกต่างๆเหล่านี้ แต่สำหรับชาวเสื้อแดงที่รักความจริง แสวงหาความจริง เพียงตัวอย่างเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ก็น่าจะเกินพอแล้วสำหรับจับโกหกพวกคนดีทั้งหลาย รวมถึงแกนนำกลุ่มย่อยคนใกล้ๆตัวของทุกๆท่านด้วย*****************

"ปุระชัย"เปิดตัวคืนการเมือง ลงส.ส.บัญชีรายชื่อเบอร์ 1"รักษ์สันติ" เห็นปท.วิกฤต-ปชช.ทุกข์เฉยไม่ได้

ที่มา มติชน

ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีตรองนายกรัฐมตรี จัดงานแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ "ประเทศไทยในวันพรุ่งนี้" ที่สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย วันที่ 2 เมษายน โดยกล่าวว่า เราอยู่ภายใต้ธงไตรรงค์ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเรื่องของประเทศชาติ ประวัติศาสตร์คนไทยสอนว่า ยามใดที่แตกความสามัคคี มีไส้ศึก เราจะล่มสลาย ดูได้จากการเสียกรุงถึง 2 ครั้งเมื่อ พ.ศ.2112 และ พ.ศ.2310 และเมื่อใดที่มีผู้นำที่มีความสามารถ เข้มแข็ง ซื่อสัตย์ เราจะสามารถผ่านอุปสรรคทั้งปวงได้

"ถ้าประเทศใดมีประชาธิปไตยที่ไม่เป็นระเบียบ ไม่มีความซื่อสัตย์ สุจริต ศีลธรรมจะถือว่าไม่เป็นประชาธิปไตย จะเรียกว่าอนาธิปไตย คงไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น แต่ยืนยันว่าผมไม่ได้มีเจตนาเข้ามาสร้างความขัดแย้งกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือสีใดสีหนึ่ง แต่สีสูงสุดของผมคือสีของธงไตรรงค์เท่านั้น ไม่ประสงค์จะแย่งอำนาจจากพรรคการเมืองใด แต่เมื่อเห็นประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤต ประชาชนเป็นทุกข์ ก็ไม่อาจวางเฉย เหมือนกับชาวบ้านบางระจัน ที่เป็นตัวอย่างที่ดีงาม วันนี้จึงขอฉันทามติจากท่านทั้งหลายว่าผมสมควรจะกลับมาทำงานเพื่อประเทศชาติอีกครั้งหรือไม่”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้สนับสนุนทั้งหมดที่เข้ามาร่วมในงานได้ลุกขึ้นปรบมือดังกึกก้องทั่วห้องประชุมสมาคม ทำให้ ร.ต.อ.ปุระชัยกล่าวต่อว่า ดังนั้นเมื่อพวกท่านมีความประสงค์ให้ตนกลับมาช่วยบ้านเมือง ก็ขอทุกคนไปใช้สิทธิ อย่ากาโนโหวต ให้กาช่องที่ผู้สมัครและพรรคที่ตนสังกัด อย่างน้อยก็ขอให้เป็นทุกคนในห้องนี้

สำหรับงานดังกล่าวเป็นการเปิดตัว ร.ต.อ.ปุระชัยกลับสู่งานการเมืองอีกครั้ง ภายใต้พรรคที่กำลังดำเนินการจดทะเบียนคือพรรค "รักษ์สันติ" โดยพรรครักษ์สันตินี้ จะมี พล.ต.ท.ถวิล สุรเชษฐพงษ์ เป็นหัวหน้าพรรค มี น.ส.พรเพ็ญ เพชรสุขศิริ เป็นเลขาธิการพรรค หลัง กกต.รับรองการจัดตั้งพรรค จะเปิดที่ทำการพรรคอย่างเป็นทางการย่านถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา-เอกมัย โดย ร.ต.อ.ปุระชัยจะลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 และจะเดินสายหาเสียงทั่วประเทศ

"แดง"สวมเสื้อเพื่อไทยสู้เลือกตั้ง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ


ถูกจับตามองเมื่อพรรคเพื่อไทยประกาศเปิดโควตาของแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือคนเสื้อแดง ลงสมัครรับเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ เพื่อหวังดึงกระแสคนเสื้อแดงอุ้มชูพรรคสู่เป้าหมาย การเป็นรัฐบาลพรรคเดียว

แกนนำนปช. ได้เปิดใจถึงการตัดสินใจเข้าสู่ระบบการเมืองแทนการเมืองข้างถนน รวมทั้งลำดับบัญชีรายชื่อ และการนำเสนอนโยบาย เพื่อชนะใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง



ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

แกนนำนปช.


ผมสนใจการเมืองมาตั้งแต่เด็ก มีความตั้งใจทำงานการเมือง และลงสมัครส.ส.ตั้งแต่อายุ 25 ในนามพรรคชาติพัฒนา และปี 2548 เป็นผู้สมัครในนามพรรคไทยรักไทย ตั้งใจจะทำงานการเมืองในระบบรัฐสภาตั้งแต่ต้น

แต่เมื่อมีรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ก็ตัดสินใจออกมาต่อสู้ร่วมกับประชาชน ต่อต้านเผด็จการ จนพัฒนามาเป็นแกนนำนปช. แต่เมื่อมีการเลือกตั้งก็ไม่เคยไม่เสนอตัวเข้ามาทำงานการเมืองในระบบรัฐสภา เพราะเชื่อว่าหากการเมืองในระบบเข้มแข็ง จะเป็นแรงค้ำให้ประชาธิปไตยไม่ถูกอำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซง ประชาชนไม่ต้องเหนื่อยในการต่อสู้

ดังนั้น เราจึงต่อสู้เพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ให้การเมืองในระบบเข้มแข็ง ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ประเทศต้องเดินหน้าด้วยการเมืองในระบบรัฐสภาอย่างนี้ต่อไป

สำหรับโควตาของนปช. ยืนยันว่าผมและนายจตุพร พรหมพันธุ์ รับหน้าที่เป็นตัวเชื่อมประสานระหว่างแกนนำนปช.ที่ต้องการลงสมัครส.ส.กับพรรคเพื่อไทย แต่เราไม่เคยคุยกันเรื่องโควตา ไม่เคยเรียกร้องต่อรองใดๆ และยอมรับการตัดสินใจของกรรมการบริหารพรรค เพราะทราบดีว่ายังมีนักการเมืองที่ทำงานร่วมกับพรรคจำนวนมาก

เราจึงไม่มีโควตาทั้งเรื่องจำนวนคน และลำดับที่ และเชื่อมั่นในดุลพินิจพรรคที่จะพิจารณา

ยืนยันว่าการเป็นแกนนำนปช.ไม่ใช่ใบเบิกทางลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่คนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจนเป็นที่รู้จักของประชาชน ควรได้รับโอกาสพิจารณาเป็นตัวแทนลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย

ส่วนแคนดิเดตนายกฯ นั้น ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยอยู่ในภาวะไม่ปกติ ซึ่งไม่ได้เกิดจากภายใน แต่เกิดจากภายนอก ทำให้เราต้องเดินทางด้วยวิธีพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงและรับมือภัยคุกคามจากอำนาจนอกระบบตลอดเวลา

แต่เชื่อว่าเมื่อพรรคเปิดตัวผู้ที่เสนอชื่อเป็นนายกฯ จะได้รับเสียงตอบรับจากประชาชน และให้การสนับสนุน และเชื่อว่าประชาชนเข้าใจเราถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่

ส่วนพรรคจะเปิดตัวใคร ผมพร้อมยอมรับทั้งนั้น เพราะเมื่อตัดสินใจร่วมมาทำงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทยแล้ว ก็เชื่อมั่นว่าพรรคจะหาตัวบุคคลที่เหมาะสมกับสถานการณ์ สามารถแก้ไขปัญหา และเป็นที่ยอมรับของประชาชนมานำเสนอได้อย่างแน่นอน



ก่อแก้ว พิกุลทอง

แกนนำนปช.


การตัดสินใจลงสมัครส.ส.ของแกนนำบางคน ทำตามยุทธศาสตร์ 2 ขา ของนปช. คือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในลักษณะมวลชนขาหนึ่ง อีกขาหนึ่งคือการลงสมัครส.ส.เพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในสภา เพื่อแก้ปัญหาหลายๆ เรื่อง ทั้งการแก้รัฐธรรมนูญ การติดตามตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียว หากเราเข้าไปทำหน้าที่ในสภา จะง่ายกว่าเดินนอกสภา

ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นตรงกันของแกนนำ ซึ่งขณะนี้มีผู้แสดงความจำนงขอลงสมัครทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อในนามพรรคเพื่อไทยแล้ว 20 คน แต่เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องโควตา เป็นการแสดงความจำนงให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาอีกครั้ง สุดท้าย ผลการตัดสินใจเป็นเรื่องของพรรค

สำหรับลำดับการลงสมัคร ผมคงบอกไม่ได้ แต่หากจะให้แน่นอน ควรอยู่ในลำดับที่ไม่เกิน 50 แต่เป็นเรื่องยากที่คนทั้งกลุ่มจะได้รับการจัดอันดับดีทั้งหมด เพราะต้องมีนักการเมืองกลุ่มอื่นๆ ด้วย

คาดว่าอย่างนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือนายจตุพร พรหมพันธุ์ ต้องอยู่ลำดับดีๆ เพราะเขามีประโยชน์กับคนเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว ส่วนคนอื่นๆ คงได้รับการจัดลำดับตามสมควร แต่กว่าจะนิ่ง คงเช้าวันลงสมัคร เพราะนักการเมืองต้องวิ่งให้ตนเองได้ลำดับที่ดีที่สุดอยู่แล้ว

ส่วนแคนดิเดตนายกฯ ถือเป็นเรื่องสำคัญ จะเป็นตัวบ่งชี้ให้ประชาชนมาลงคะแนนเลือกพรรคเพื่อไทย แต่ก็เหมือนดาบ 2 คม หากเปิดตัวเร็วก็มีโอกาสถูกสหบาทาได้มาก

แต่เมื่อจะมีการเลือกตั้งก็ต้องเปิดตัว เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ

เท่าที่เห็นชื่อที่ปรากฏออกมา ทั้ง 4 คน ประกอบด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นายปานปรีย์ พหิทธานุกร และนายวีรพงษ์ รามางกูร ล้วนมีความรู้ความสามารถด้านเศรษฐกิจ มีความประนีประนอมทั้งในพรรคและนอกพรรค และต้องการให้ประเทศพ้นจากวิกฤต แต่ใครจะเหมาะเป็นนายกฯ คงเป็นเรื่องของสถานการณ์

อย่างน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นคนที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ความไว้วางใจ 100 เปอร์เซ็นต์ และส.ส.ในพรรคก็เกรงใจ แต่คนที่อยู่ตรงข้ามพ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่สบายใจนัก

ส่วนนายมิ่งขวัญ มีส.ส.กลุ่มใหญ่ให้การสนับสนุน หากได้เป็นนายกฯ คงไม่มีปัญหากับส.ส.กลุ่มอื่นๆ แต่อาจมีปัญหาเรื่องความไว้วางใจของพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะมีบทเรียนสมัยที่นายสมัคร สุนทรเวช มาเป็นนายกฯ แล้ว

ขณะที่นายวีรพงษ์ แม้จะมีจุดเด่นเรื่องมีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจสูงสุด แต่ห่างเหินกับส.ส.ในพรรค แต่ได้ความสัมพันธ์กับคนในสังคม โดยเฉพาะจากบ้านสี่เสาเทเวศร์

นายปานปรีย์ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และมีความสัมพันธ์กับภาคส่วนในสังคม

ดังนั้น ทั้ง 4 มีความรู้ความสามารถหมด ใครจะมาเป็นก็ได้ แต่จะให้บอกว่าใครดีที่สุด คงไม่ใช่หน้าที่ของผม



เพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล

แกนนำนปช. กลุ่มรักเชียงใหม่ 51


ได้รับการยืนยันจากผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยว่า จะส่งผมลงสมัครเลือกตั้งแน่นอน ส่วนจะเป็นจังหวัดไหน หรือเขตอะไร หรือจะลงแบบปาร์ตี้ลิสต์หรือไม่ ยังต้องรอความชัดเจนก่อน แต่จะอยู่ในเขตทางภาคเหนือ

หรือถ้าผมไม่ได้ลงส.ส. ก็ได้รับการยืนยันว่าจะได้เป็นนักการเมืองแน่นอน

ที่แน่ๆ ผู้ใหญ่ไฟเขียวแกนนำเสื้อแดงที่จะลงเลือกตั้ง ประกอบด้วย ผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง โดยเราจะทำงานแบบ 2 ขา คู่ขนานกันไประหว่างภาคประชาชน และนักการเมือง

ทั้งนี้ การคัดเลือกบุคคลของผู้ใหญ่ ต้องคัดบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ที่ไม่ใช่ปราศรัยเก่งอย่างเดียว

ยอมรับว่าจากที่เคยเป็นนักปราศรัย ผมคงต้องเปลี่ยนบทบาท เป็นนักสังคมมากขึ้น ต่อไปจะเร่งลงพื้นที่ นำข้อเปรียบเทียบ นโยบายที่เป็นความจริง ระหว่างการทำงานของอดีตพรรคไทยรักไทย กับการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ว่าเป็นอย่างไร ให้ประชาชนนำข้อเปรียบเทียบไปพิจารณา

ส่วนนโยบายการหาเสียงนับจากนี้ ยังต้องรอนโยบายของพรรคอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 เม.ย.นี้ก่อน แต่คาดว่าน่าจะเป็นในทางเดิมคือ นโยบายของไทยรักไทย เพียงแต่เรามาต่อยอด

ที่สำคัญเราจะชู พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เหมือนเดิม หรือพูดง่ายๆ ถ้าเลือกพรรคเพื่อไทยก็จะได้ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะกระแสของพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีตก

ส่วนที่การวิจารณ์ว่าขณะนี้พรรคเพื่อไทยไม่มีหัว มีแคนดิเดตคนนั้นคนนี้นั้น ตรงนี้ไม่ต้องกังวล เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ มีบุคคลในใจอยู่แล้ว ขอให้มีความมั่นใจในพ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อถึงวันนั้นพ.ต.ท.ทักษิณ จะเปิดเผยเอง

มั่นใจว่าการเลือกตั้งที่จะถึง พรรคเพื่อไทยชนะขาดแน่นอน และพรรคประชาธิปัตย์ก็รู้ดีว่าเขาอยู่ในขาลง

แต่ถ้าหลังการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยชนะ แล้วมีทหารเข้ามาบีบตั้งรัฐบาลอีก มั่นใจว่าครั้งนี้คนเสื้อแดงจะออกมามากกว่าครั้งก่อนแน่ และจะแรงกว่าทุกครั้งด้วย

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554

ทัก ษินอ้อนป๋าเหนาะร่วมงานพท.

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินอวยพรวันเกิด "ป๋าเหนาะ" อ้อนร่วมงานเพื่อไทย
มั่นใจพรรคชนะเลือกตั้งท่วมท้น


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
ได้โฟนอินเข้ามาในงานวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 78 ปี ของ นายเสนาะ เทียนทอง
หัวหน้าพรรคประชาราช ที่บ้านพักในสนามกอล์ฟอัลไพน์ ว่า

วันนี้เป็นวันพิเศษ มีนักการเมืองมาร่วมงานอย่างมากมาย
ทำให้ตนนึกถึงงานวันเกิดของนายเสนาะ เมื่อปี 2543
ซึ่งตอนนั้นนายเสนาะ อายุ 67 ปี จำได้ว่าครั้งนั้นเป็นงานที่ยิ่งใหญ่
แบบที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน และยังเป็นปีที่พรรคไทยรักไทยเพิ่งเกิด
และตนได้ใช้เวลาจีบนายเสนาะ มาร่วมงานการเมืองด้วยกันอยู่นาน
เพื่อช่วยกันแก้วิกฤติเศรษฐกิจปี 43 โดยนายเสนาะได้ช่วยดูแลงานทางภาคอีสาน

"ขณะนี้ประเทศยังมีวิกฤติมากจึงขอชวนให้พี่เหนาะมาร่วมงานกับเพื่อไทยอีกครั้ง
รวมทั้งอยากชวนคนอื่นๆ เข้ามาทำงานร่วมกันด้วย
ปีนี้รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้มากินขนมอร่อยๆ ในงานวันเกิด แต่ปีหน้าได้ไปแน่
เพราะมั่นใจว่าเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งเข้ามาอย่างล้นหลาม เหมือนปี 43
ที่ค่อนข้างชัดเจนว่า ไทยรักไทย ชนะเลือกตั้ง
แต่เขาก็เอา ป.ป.ช. มาเล่นงาน
แต่สุดท้ายไทยรักไทยก็ชนะเลือกตั้งอยู่ดี"
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว


http://www.posttoday.com/ข่าว/การเมือง/81874/ทักษินอ้อนป๋าเหนาะร่วมงานพท-

Re:



พ.ต.ท.ทักษิณ ​กล่าวอีกว่า วันเกิดปีหน้า
ตนจะต้องไปร่วมงานด้วยแน่นอน
หลังจากวันนี้แล้วความชัดเจนของพรรคเพื่อไทยที่จะชนะการเลือกตั้ง
จะได้เป็นรัฐบาล ตั้งแต่ปี2548 เป็นปีที่ไทยรุ่งเรือง
คนไทยในต่างแดนต่างภูมิใจ ประเทศไทยมีบทบาทกับโลกอย่างมาก
ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้อย่างรวดเร็ว
แต่ปีนี้บ้านเมืองเราหมดบทบาทจากเวทีโลกแล้ว
หมดเวลาที่เราจะโยนความผิดให้ใคร
ทุกคนน่าจะมีความรับผิดชอบร่วมกัน
และช่วยกันคิด ทำอย่างไรให้สังคมไทยมีความสุข
และกลับมารักกันเหมือนเดิมและภาคภูมิใจในความเป็นไทย

"นอกจากพี่เหนาะ แล้ว
ผมยังคิดจะเชิญพี่ประชา (พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก) มาอยู่พรรคเพื่อไทยด้วย
มาช่วยให้บ้านเมืองของเรากลับมารุ่งเรืองเหมือนเดิม
ผมขอจีบพี่เหนาะ มาอยู่ด้วยกัน เพื่อให้ฟื้นฟูบ้านเมืองของเรา
เชื่อว่าคนที่เป็นักการเมือง ย่อมมีหัวใจรักชาติบ้านเมือง
เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนหยุดเถอะ
หยุดคิดถึงตัวเองซักนิดให้คิดถึงประเทศชาติเป็นสำคัญก่อน"
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวด้วยว่า
กรณีที่ สภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบกับกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
ขอขอบคุณพระเจ้า และทุกคนที่เกี่ยวข้อง
ตราบใดที่ประเทศยังไม่นิ่งต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ
บ้านเมืองจะสงบต่อเมื่อกติกาเป็นธรรม
ไม่ต้องห่วง ไม่ว่าตนจะอยู่ที่ไหน ก็ช่วยพรรคเพื่อไทย และประเทศไทยแน่นอน


จากนั้น นายเสนาะ ได้กล่าวยืนยันว่า
จะทำงานกับพรรคเพื่อไทยนับแต่นี้เป็นต้นไป พร้อมบอกว่า
คนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว คือว่า
ที่นายกรัฐมตรี จะได้หรือไม่ได้อยู่ที่อนาคต ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า
บุคคลที่นายเสนาะ ชี้คือ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์​ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย


http://www.thairath.co.th/content/pol/160643

ไทย เรดออสเตรเลีย กำลังจะจัดงานรำลึกวีรชนประชาธิปไตย วันที่10เมษานี้

ที่มา thaifreenews

โดย nice bad boy



วันอาทิตย์ที่10เมษายน ทางไทยเรดออสเตรเลีย จะมีการจัดงานรำลึกวีรบุรุษประชาธิปไตย ขึ้นที่บริเวณสวนBelmore Park ใจกลางซิดนีย์ ใกล้สถานี Central Station ตั้งแต่เวลา 11:00น.เป็นต้นไป รวมทั้ง การรณรงค์ยกเลิก ม.112 กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จึงขอเชิญผู้ที่สนใจ ช่วยกันแชร์และบอกต่อ เพื่อการประชาสัมพันธ์ ขอบคุณครับ

แห่ศพ ‘เทิดศักดิ์’ เหยื่อกระสุน 10 เมษาฯ พรุ่งนี้ ก่อนฌาปนกิจ 3 เม.ย.

ที่มา ประชาไท

บรรเจิด ฟุ้งกลิ่นจันทร์ พ่อของเทิดศักดิ์ นำภาพศพลูกชายไปร่วมงานรำลึกเหตุการณ์เมื่อ พ.ค.ปีก่อน
1 เม.ย.54 นางสุวิมล ฟุ้งกลิ่นจันทร์ แม่ของนายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ หรือ โบ้ท วัย 29 ปี ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตในวันที่ 10 เม.ย.53 เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (2 เม.ย.) จะมีการเคลื่อนศพลูกชายที่เก็บไว้จนเกือบครบ 1 ปีจากวัดพลับพลาไชย ไปยังสี่แยกคอกวัว สถานที่ที่เขาถูกยิงเสียชีวิตขณะทหารเข้าปฏิบัติหน้าที่ “ขอคืนพื้นที่” เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ปีก่อน จากนั้นจะนำศพไปยังวัดสีกัน ย่านดอนเมือง เพื่อสวดอภิธรรมเป็นเวลา 1 คืน ก่อนจะทำพิธีฌาปนกิจศพในวันอาทิตย์ที่ 3 เม.ย.นี้ เวลา 17.00 น.
ทั้งนี้ เทิดศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2523 เป็นบุตรคนโตของครอบครัวฟุ้งกลิ่นจันทร์ มีอาชีพเป็นพนักงานบริษัท จบปริญญาตรีจากมหวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งแต่ปี 2552 พร้อมครอบครัว จนกระทั่งเสียชีวิตที่ในวันที่ 10 เม.ย.53 บริเวณสี่แยกคอกวัว เวลาประมาณ 20.00 น.เศษ ในใบรายงานการตรวจศพจากโรงพยาบาลรามาธิบดีระบุสาเหตุตายว่าเ สียชีวิตจากบาดแผลบริเวณทรวงอกทะลุหัวใจและปอด บาดแผลฉีกขาดรูปร่างรีขอบค่อนข้างเรียบทะลุทรวงอกซ้าย-ขวา รวม 5 จุด

ปุ ระชัย ทิ้งจดทะเบียนพรรคใหม่ ชื่อรักสันติ เสรี ฉุน

ที่มา thaifreenews

โดย ice angel



ประชาสันติแท้ง ปุระชัย ทิ้งจดทะเบียนพรรคใหม่ ชื่อรักสันติ เสรี ฉุน ไม่ขอยุ่งเกี่ยว

นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา หัวหน้าพรรคประชาสันติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีตรมว.มหาดไทย ได้ขอถอนตัวจากการเป็นหัวหน้าพรรคประชาสันติตัวจริงเเล้ว ด้วยการไปขอยื่นจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองใหม่ กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ชื่อพรรครักสันติ โดยไม่ทราบเหตุผล ทั้งที่ในวันที่ 2 เม.ย.นี้ ร.ต.อ.ปุระชัย จะเปิดตัวในฐานะหัวหน้าพรรคประชาสันติ

นายเสรี กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ยังไม่ทราบว่า พรรคประชาสันติจะเป็นอย่างไรต่อไป เเต่คงส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง เพราะได้ทำกิจกรรมทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง เเละมีสมาชิกพรรคถึง 5 พันกว่าคน ส่วนเหตุผลที่ ร.ต.อ.ปุระชัย ทิ้งพรรค นั้น ต้องไปถามเจ้าตัวเอง ซึ่งเป็นไปได้ว่า อาจเพราะถูกวิพากวิจารณ์ หลังจากเปิดตัวว่ามาเป็นหัวหน้าพรรคก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับตัวเองยังไม่ได้ตัดสินใจ ว่าจะลงรับสมัครรับเลือกตั้งในครั้งหน้าหรือไม่ เเต่จะไม่ย้ายตาม ร.ต.อ.ปุระชัย ไปอยู่พรรคใหม่

http://www.posttoday.com/ข่าว/การเมือง/81869/ประชาสันติเเตกปุทิ้งตั้งพรรคใหม่

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker