บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ถอดความ...ปาฐกถาเจ้าปัญหา

คำแปล “ปาฐกถา” ของ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ถูกหยิบยกเป็นประเด็นทางการเมือง ได้ถูกแปลไว้หลายต้นฉบับอย่างบิดเบือน และเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายจักรภพได้เปิดแถลงข่าว พร้อมกับเปิดเอกสารที่แปลเองตามเจตนาของผู้พูด เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างกับฉบับที่มีผู้พยายามให้ร้าย

ความดังนี้...

ท่านแขกผู้มีเกียรติและมิตรสหายทั้งหลาย ผมตั้งใจจะกล่าวในรายละเอียดถึงเหตุการณ์ที่ผมเพิ่งประสบมา เพื่อที่ท่านทั้งหลายจะได้เข้าใจถึงสถานะของผม ผมเพิ่งออกมาจากเรือนจำของคุณเปรม ซึ่งไม่ใช่เรือนจำทั่วๆ ไป แต่เป็นเรือนจำของคุณเปรม เป็นวิธีการสื่อสารโดยตรงกับสาธารณชนว่า เขาเป็นบุคคลที่ถูกแตะต้องไม่ได้ คุณเปรมเป็นใคร คุณเปรมเป็นตัวแทนของใคร คุณเปรมเป็นตัวแทนของคนคนนั้นจริงหรือ นี่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เราจะพูดคุยกันในคืนนี้ เพราะมันมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตของประชาธิปไตยของไทย ดังที่ท่านทั้งหลายทราบดีอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ท่านทั้งหลายต่างก็มีข้อมูลและความรู้ที่ดีมากเกี่ยวกับประเทศไทย และสถานการณ์ที่สลับซับซ้อนและชวนปวดหัวอย่างไม่จำเป็นของการเมืองไทย โจนาธาน (ผู้ดำเนินรายการ) ได้ตั้งหัวข้อในการสนทนาให้ผมที่กว้างมาก เรื่อง ประชาธิปไตยและระบบอุปถัมภ์ของไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาในเรื่องกระบวนการพัฒนาสู่ประชาธิปไตยของไทย ผมจะพยายามนำเสนอหัวข้อนี้อย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ของประเทศไทย ในขณะนี้คงไม่มีหัวข้ออื่นใดที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยในปัจจุบันนี้ มากไปกว่าหัวข้อที่เราจะพูดคุยกันในวันนี้อีกแล้ว

ผมมีความเห็นว่าวิกฤติทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เกิดจากการปะทะกันโดยตรงของวิถีทางประชาธิปไตย และระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นการปะทะกันอย่างรุนแรง และจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของประเทศไทย ทั้งสองฝ่ายต่างต้องเดิมพันสูงมาก สองฝ่ายนี้ผมหมายถึง วิถีทางประชาธิปไตย และ ระบบอุปถัมภ์ และถ้าท่านนำผลของการลงประชามติเมื่อ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา วิเคราะห์อย่างจริงจัง ท่านจะเห็นความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างคนไทยจำนวนร้อยละ 56 และร้อยละ 41 ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีครั้งใดที่คนจำนวนมากขนาดนั้นจะลุกขึ้นมาประกาศว่าเราไม่ต้องการระบบอุปถัมภ์อีกต่อไป สิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการคือประชาธิปไตย ไม่ใช่ใครสักคนที่จะมาตบหลัง ตบไหล่ แล้วบอกว่าฉันจะทำให้ชีวิตของเธอดีขึ้นเล็กน้อย แต่เธอควรจะต้องสำนึกบุญคุณของฉันเป็นอย่างยิ่ง

บัดนี้ได้เวลาแล้วที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจในเรื่องสิทธิโดยธรรมชาติของประชาชนคนไทยว่า เราไม่แตกต่างกับประชาชนคนชาติอื่นๆ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ผมเชื่อว่าท่านทั้งหลายจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ภายในชั่วชีวิตของท่าน การเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์ที่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ เวลานี้

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยของเราได้เริ่มต้นขึ้นด้วยระบบอุปถัมภ์ ท่านทั้งหลายในที่นี้เกือบทุกท่าน คงได้เคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยและประวัติศาสตร์ของเราโดยย่อ เพราะเราตัดสินใจที่นับประวัติศาสตร์ของเราย้อนหลังไป 700 ปี และข้ามประวัติศาสตร์อีก 300 ปีก่อนหน้านั้น เพราะมันไปเกี่ยวพันกับปัญหาความยุ่งยากในภาคใต้ นั่นคือเหตุผลที่เราเลือกที่จะนับจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ไปที่ 700 ปีก่อน ในยุคสมัยของสุโขทัย เรามีสุโขทัยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรที่ต่อมาได้กลายมาเป็นประเทศไทยในปัจจุบัน

ในช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนานของยุคสมัยสุโขทัย เราได้รับการเรียนรู้ และทำให้เชื่อว่ากษัตริย์พระองค์หนึ่งสมัยสุโขทัย คือ กษัตริย์พระองค์นั้นมีพระนามว่า รามคำแหง ซึ่งถ้าจะเรียกให้ถูกต้อง ต้องเรียกว่าพ่อขุนรามคำแหง คติที่ว่ากษัตริย์คือองค์สมมติเทพยังไม่เป็นที่รู้จักในสมัยสุโขทัย

ดังนั้น ในยุคสมัยสุโขทัยเราจะเคารพและนับถือกษัตริย์เพราะความที่ทรงเป็นเสมือนบิดาผู้ยิ่งใหญ่ ที่มีความเมตตากรุณาต่อประชาชน และเป็นผู้ที่หยิบยื่นสิ่งที่ประชาชนต้องการในเวลาที่ประชาชนต้องการ ตัวอย่างที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งคือ การที่ท่านพ่อขุนรามคำแหงได้จัดให้มีการติดตั้งระฆังไว้ที่หน้าวัง ประชาชนคนใดที่มีปัญหาสามารถมาตีระฆัง แล้วท่านพ่อขุนรามฯ ก็จะเสด็จฯ ออกมา หรือข้าราชบริพารก็จะออกมาแก้ปัญหาให้ นี่คือบทเรียนบทแรกที่เด็กนักเรียนของไทยได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบอบการปกครองของไทยว่า เราต้องการพึ่งพาใครสักคน ถ้าเรามีปัญหา ให้ไปหาใครสักคนที่จะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้

ดังนั้น ก่อนที่เราจะรู้ตัวด้วยซ้ำไป เราได้เข้าไปสู่ระบบอุปถัมภ์ เพราะเราถามหาการพึ่งพาอาศัย ก่อนที่เราจะพิจารณาถึงความสามารถของตนเองในการแก้ไขปัญหา แนวคิดพื้นฐานนี้เองที่ทำให้คนไทยเราแตกต่างจากคนชาติอื่นๆ ทั่วโลก และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรา ในยุคสมัยสุโขทัย เรามีพระมหากษัตริย์ที่ปฏิบัติพระองค์เป็นที่พึ่งพิงของประชาชนเช่นนั้น ดังนั้น ประชาชนจึงมีหน้าที่ในการถวายความจงรักภักดี ประชาชนศรัทธาในระบอบซึ่งปกครองพวกเขา เพราะนั่นคือระบอบการปกครองที่ใช้ได้ผลในยุคสมัยนั้น และไม่มีระบอบอื่นใดที่จะมาแข่งขันหรือแทนที่ หรือถ้าจะกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ในเวลานั้นไม่มีแนวความคิด หรือวิธีการที่เหมาะสมกว่าในการปกครองราชอาณาจักรของไทย ดังนั้น วิธีการปกครองประเทศเช่นนั้นจึงเป็นระบอบที่ดีที่สุดในเวลานั้น

หลังจากนั้นก็ถึงยุคสมัยของอยุธยา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศเป็นเวลานานกว่า 400 ปี คติเรื่องกษัตริย์เป็นสมมติเทพได้รับการเผยแพร่เข้ามาในสมัยอยุธยาผ่านทางอารยธรรมขอม คติที่ว่าถือว่ากษัตริย์เป็นสมมติเทพ กษัตริย์ทรงเป็นตัวแทนของบรรดาเทพเจ้าของศาสนาฮินดูและเทพเจ้าอื่นๆ ได้รับการยอมรับในประเทศไทยในสมัยนี้ ดังนั้นระบบของการอุปถัมภ์ที่ให้ความช่วยเหลือ หรือเป็นที่พึ่งพิงของประชาชน ได้รับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบของการให้ความคุ้มครอง ถ้าท่านจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน ท่านจะได้รับความคุ้มครอง และเพื่อที่จะย้ำให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงการให้ความคุ้มครองนี้ ถ้าท่านมีพฤติการณ์ในทางอื่น ท่านจะต้องถูกลงโทษ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าในสมัยอยุธยามีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง บางคนอาจจะคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบถอยหลัง บางคนอาจจะคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบพัฒนาขึ้น

ไม่ว่าท่านจะคิดอย่างไรก็ตาม ระบบนี้เป็นการผสมผสานกันของการมีความเมตตากรุณาเยี่ยงบิดาผู้ยิ่งใหญ่ เช่น พ่อขุน และระบบของการมีผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เราอาจจะกล่าวได้ว่า พระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยาทรงมีพระราชอำนาจสูงมาก และทัศนคติของการใช้พระราชอำนาจเพิ่งเป็นที่ยอมรับแพร่หลายในสมัยนั้นด้วย และถ้าผู้ที่มีอำนาจมีความเมตตากรุณาด้วย ท่านก็จะได้รับประโยชน์จากอำนาจนั้นเช่นกัน อาจกล่าวได้ว่า สมัยอยุธยาได้สอนคนไทยให้เรียนรู้ที่จะอยู่กับอำนาจ เรียนรู้ว่าจะอยู่กับอำนาจได้อย่างไร จะเอาตัวรอดจากอำนาจได้อย่างไร และทำอย่างไรจึงจะไม่ถูกอำนาจนั้นทำร้าย แต่ยิ่งไปกว่านั้น สมัยอยุธยายังก่อให้เกิดรูปแบบของความสัมพันธ์แบบใหม่ คือ ความสัมพันธ์ของนายกับทาส ความสัมพันธ์ระหว่างขุนนางกับไพร่ หรือสามัญชน และนั่นคือสมัยอยุธยา

หลังจากนั้นเราก็มาถึงยุครัตนโกสินทร์ โดยผมขอข้ามระยะเวลา 12 ปีของสมัยธนบุรี ในยุคสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเราอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์จักรี ผู้ทรงก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้น ยุคสมัยนี้คือสิ่งที่เป็นการผสมผสานระหว่างสมัยอยุธยาและทักษะสมัยใหม่ ที่เราอยากจะเรียกว่า “การบริหารจัดการความรู้” เราอาจกล่าวได้ว่า ความรุ่งเรืองของการปกครองโดยพระบิดาผู้ยิ่งใหญ่ ผสานกับพระราชอำนาจในสมัยอยุธยา และสถานะของพระราชวงศ์ที่เป็นดังสมมติเทพ ได้รับการผสมผสานในยุครัตนโกสินทร์ กับระบบของการ “บริหารจัดการความรู้” ในยุครัตนโกสินทร์คือยุคที่ความรู้คืออำนาจ ดังที่คนจำนวนไม่น้อยเชื่อเช่นนั้น

และนั่นคือเหตุผลที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำรัสเป็นภาษาอังกฤษในราชสำนัก และทรงได้นำการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ ตลอดจนการประดิษฐ์ มาสู่ประเทศไทย และทรงโปรดให้มีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่เป็นเรื่องใหม่ที่คนไทยในยุคนั้นไม่เคยรู้จักมาก่อน ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมีที่มาของพระราชอำนาจอีกประการหนึ่ง ประชาชนไม่ได้คิดแค่เพียงว่าพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ หรือพระบิดาของชาติผู้ทรงเมตตากรุณาเท่านั้น แต่ประชาชนมองว่าพระองค์ทรงเป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกด้วย และเรายังคำนึงถึงพระองค์ท่านเช่นนั้นแม้จนในทุกวันนี้

เราอาจกล่าวได้ว่า ระบอบการปกครองของไทยในสมัยนั้นได้เป็นไปในทิศทางที่ว่า บรรดาผู้นำและผู้ปกครองได้ดำเนินการอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อว่าผู้นำและผู้ปกครองสามารถเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนได้ วิธีการที่แสดงถึงการเป็นหลักเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนในแต่ละยุคสมัย ก็แตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงของเวลาดังที่ผมได้เรียนท่านมาแล้ว

บัดนี้เราอยู่ในยุคของพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 เรามีระบบที่ผสมผสานของแนวคิดทุกอย่าง และจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ยาวนานถึงมากกว่า 60 ปีแล้ว พระองค์ทรงได้รับการยกย่องเป็นตำนาน (Myth) สถานภาพของพระองค์ในประเทศไทยจึงได้รับการเผยแพร่ คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ว่าเรื่องราวต่างๆ ที่เผยแพร่กันไปเกี่ยวกับพระองค์ท่านนั้น เรื่องใดเป็นเรื่องจริง เรื่องใดเป็นความเชื่อ ทั้งนี้เพราะพระองค์ทรงครองราชย์มานานมาก จนพระองค์ทรงเป็นทุกอย่างที่ได้มีการกล่าวถึง พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักมาก และทรงได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ปกป้องระบอบประชาธิปไตยของไทย ในแนวคิดใหม่

ดังนั้น เรากำลังเผชิญเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ที่เป็นตัวแปรอยู่ในสังคม แล้วเราต้องจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ เหล่านี้ใหม่ เราได้พลาดโอกาสที่สำคัญในอดีต เช่น เมื่อ ท่านปรีดี พนมยงค์ ผู้นำพลเรือนได้ทำการอภิวัตน์ในปี พ.ศ.2475 และเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

โดยเหตุการณ์อภิวัตน์นั้นเกิดขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือในหลวงรัชกาลที่ 7 ในภายหลังท่านปรีดีได้กล่าวว่า ท่านได้เห็นอำนาจเมื่อท่านอายุ 32 แต่เมื่อท่านอายุใกล้ 50 ท่านก็สูญเสียอำนาจโดยสิ้นเชิง และต้องลี้ภัยไปอยู่ปักกิ่งถึง 10 ปี และใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายที่ฝรั่งเศส ท่านไม่ได้กลับคืนสู่ประเทศไทยอีกเลย เว้นแต่เถ้ากระดูกของท่านเท่านั้น ท่านได้เคยกล่าวไว้ว่า เมื่อข้าพเจ้ามีอำนาจ ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับอำนาจ เมื่อข้าพเจ้าอายุมากขึ้น และเรียนรู้ว่าควรทำอย่างไร ข้าพเจ้าก็ไร้ซึ่งอำนาจ แนวคิดของการมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานเป็นเสมือนเครื่องเตือนให้เราตระหนักว่า เราอาจต้องการผู้นำที่จะมาดำเนินการจัดลำดับความสำคัญต่างๆ ให้เรา

ท่านเห็นหรือไม่ครับ ทุกสิ่งที่ผมได้เล่าให้ท่านฟังตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ นำไปสู่ความยึดมั่นของคนไทยว่า การที่เรามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีความเมตตากรุณาเช่นนี้แล้ว เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีประชาธิปไตย เราถูกชักนำให้เชื่อว่า รูปแบบของรัฐบาลที่ดีที่สุดคือประชาธิปไตยภายใต้การชี้นำหรือภายใต้พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แนวคิดที่พัฒนามาในลักษณะนี้ ทำให้เกิดเหตุการณ์ในปัจจุบันขึ้น ซึ่งผมมองว่าเป็นการปะทะกันระหว่างวิถีทางประชาธิปไตยของไทยและระบบอุปถัมภ์ หรืออาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า คนไทยถูกทำให้รู้สึกคุ้นเคยกับระบบอุปถัมภ์ เราเริ่มประดิษฐ์คำอย่างเช่น “ไม่เป็นไร”

ซึ่งอาจหมายความเช่นนั้น เพราะไม่มีวิธีการอื่นที่จะกล่าวแล้ว เราคิดค้นระบบของการยิ้มตลอดเวลาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เพราะการยิ้มเป็นทางออกของปัญหาอย่างหนึ่ง อาจเป็นเพราะเราไม่มีวิธีการที่ดีกว่านี้ในเวลานั้น และเรายังมีความเชื่อที่ว่า ค่าของคนคือคนของใคร ซึ่งเป็นการวัดคุณค่าของคนบนพื้นฐานของฐานะหรือสังกัดของคน ซึ่งความคิดและถ้อยคำที่ใช้ในลักษณะนี้มาจากความรู้สึกที่ว่าการอุปถัมภ์เป็นสิ่งที่ยอมรับได้

ผมเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 1992 และในเวลานั้นผมไม่เคยเข้าใจว่าทำไมคนต้องโกรธเมื่อมีคนพยายามช่วยเหลือพวกเขา เพื่อนของผมบางคนตอบโต้ผมด้วยความโกรธ รวมทั้งคนอื่นๆ ที่ผมเกี่ยวข้องด้วย เขาจะบอกว่าไม่ต้องมาทำเป็นดีกับฉัน ไม่ต้องมาช่วยฉัน ผมไม่เคยเข้าใจพวกเขา เพราะการได้รับความช่วยเหลือหรือการอุปถัมภ์เป็นสิ่งที่ถูกต้องในความคิดของผมในเวลานั้น การได้รับการยกยอ หรือชื่นชม ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะชีวิตของเราต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นอยู่แล้ว

ดังนั้นการได้รับการอุปถัมภ์จึงไม่ใช่การไม่มีอารยธรรม แต่เวลานี้เรื่องต่างๆ เหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก และทำให้เกิดความขัดแย้งในปัจจุบัน เพราะเวลานี้มีคนจำนวนมากที่ก้าวออกมาและประกาศว่า เราไม่ต้องการความสุขลมๆ แล้งๆ แบบนั้นอีกแล้ว คนกว่าร้อยละ 41 ได้กล่าวปฏิเสธต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยเผด็จการ และกลุ่มผู้สนับสนุนเผด็จการ ซึ่งเป็นผลของการพยายามในส่วนของภาครัฐที่ใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาล เพื่อที่จะโน้มน้าวให้ประเทศไทยทั้งประเทศกลายเป็นประเทศที่พูดคำว่า “ได้ครับ” เป็นอย่างเดียว ท่านยังคงจำได้เพราะเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น มีคนส่วนหนึ่งเชื่อว่า มีความไม่ถูกต้องเกิดขึ้นในกระบวนการรณรงค์ให้คนยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ หรือการนับคะแนนเสียง แต่เมื่อนับรวมกับวิธีการเทคนิคต่างๆ ที่บรรดา “พี่ใหญ่” ทั้งหลายใช้ พวกเขาได้เสียงสนับสนุนเพียงร้อยละ 56 ซึ่งแท็กติกนั้นรวมถึงการขึ้นป้ายขนาดใหญ่ทั่วทั้งกรุงเทพฯ และอาจจะมีนอกเขตกรุงเทพฯ ด้วย

แต่ผมไม่เห็นนะครับ ผมเห็นแต่ป้ายขนาดใหญ่ตลอดข้างทางดอนเมืองโทลล์เวย์จากสนามบินเก่าของเรา คือ ดอนเมือง ข้อความพวกนั้นก็เป็นไปในทำนองที่ว่า พวกเราคนไทยควรจะออกเสียงไปในทิศทางเดียวกัน เราเชื่อมั่นในสิ่งเดียวกัน เราต้องลงคะแนนเสียงเหมือนๆ กัน แต่สิ่งที่สำคัญมากๆ ก็คือ ชื่อที่ลงท้ายข้อความต่างๆ ในป้ายขนาดใหญ่เหล่านั้น มีการระบุว่าเป็นกลุ่มคนใส่เสื้อเหลือง หรืออีกนัยหนึ่ง เมื่อนับคนใส่เสื้อเหลืองกลุ่มนั้นรวมกับเทคนิควิธีการต่างๆ แล้ว ก็ยังได้คะแนนเสียงแค่ร้อยละ 56 และนั่นคือปัญหาที่ใหญ่มาก ประเทศไทยของเราอยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นสิ่งที่เรากำลังพูดถึงเรื่องราวระหว่างวิถีทางประชาธิปไตยและระบบอุปถัมภ์ก็คือ การที่ประชาชนมีอายุมากขึ้น ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ ตัวผมเองเติบโตขึ้นมาในระบบอุปถัมภ์ ผมเองก็ได้รับการชุบเลี้ยงอย่างดีเหมือนกัน

พ่อของผมรับราชการในกองทัพอากาศ และต่อมาก็มาเป็นกัปตันสายการบินพาณิชย์ให้กับการบินไทย ในตอนที่คุณพ่อของผมเริ่มต้นงานกับการบินไทย ท่านเป็นหนึ่งในนักบินคนไทยกลุ่มแรกของการบินไทย ดังนั้นท่านจึงมีรายได้มากพอสมควรที่จะเลี้ยงดูครอบครัวและผม ให้ไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากของชีวิตเหมือนอย่างที่คุณพ่อของผมเคยผ่านมา ดังนั้นผมจึงเติบโตมาในระบบอุปถัมภ์เช่นกัน แม้แต่เวลาอาหารผมก็ถือว่าเป็นสิทธิที่ผมต้องได้ ต้องมีอาหารเย็นมาเสิร์ฟบนโต๊ะเสมอ ผมไม่เคยรับรู้ถึงความรู้สึกที่ว่าถ้ากินข้าวเย็นวันนี้แล้ว และพรุ่งนี้อาจจะไม่มีอะไรกิน แต่คุณพ่อของผมท่านเคยผ่านประสบการณ์เช่นนั้นแล้ว ผมเติบโตขึ้นมาในระบบเช่นนั้น เรียกว่า อยู่สุขสบายดี ผมเริ่มตั้งคำถามและข้อสังเกตระบบอุปถัมภ์ในภายหลัง เมื่อผมได้มาทำงานเป็นสื่อมวลชนเต็มตัว ทำงานให้กับสถานีโทรทัศน์ และผมเริ่มจะตรวจสอบประเทศไทยและสังคมอย่างจริงจังมากกว่าเดิม ผมพบว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติ ผมใช้เวลานานหลายปี และประสบการณ์ภายใต้การบริหารราชการของรัฐบาลทักษิณ ก่อนที่จะเข้าใจเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ ระบบอุปถัมภ์เป็นตัวปัญหา เพราะมันส่งเสริมให้มีความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียมระหว่างบุคคลทั่วๆ ไป และสิ่งนั้นเป็นการขัดแย้งกับหลักการของประชาธิปไตย เพราะมันส่งเสริมให้คนคิดที่จะพึ่งพิงบุคคลอื่นๆ ระบบอุปถัมภ์ก่อให้เกิดทาสอย่างไม่จบสิ้น ในขณะที่มีนายเพียงจำนวนน้อย ระบบอุปถัมภ์ ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาได้

ดังนั้น เมื่อได้รับการศึกษาอบรมมาเป็นเวลานาน ได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวเกือบทั่วโลกเป็นเวลานาน ไม่เคยได้รับการเลือกปฏิบัติโดยตรงจากวัฒนธรรมต่างประเทศเป็นเวลานานแสนนาน พวกเราจำนวนมาก จึงยังเหมือนเป็นเด็กอยู่ เมื่อท่านสังเกตการต่อสู้ทางการเมืองของไทย ท่านจะพบว่าเป็นเรื่องที่น่าสมเพชเป็นเหมือนเกมของเด็กๆ วิธีการที่เขาเล่นเกมการเมือง หรือเสี้ยมกันทางการเมืองในแบบนั้น เป็นเพราะในระบบอุปถัมภ์ท่านจะยังคงเป็นเหมือนเด็ก ท่านจะยังคงเป็นคนที่ต้องพึ่งพาอาศัยบุคคลอื่น

ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่ความน่าสมเพชนี้มีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ตัวอย่างล่าสุดที่ท่านเพิ่งพบก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับอดีตพรรคไทยรักไทย ท่านทั้งหลายอาจได้อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีปัญหากับชื่อของพรรคไทยรักไทยใหม่ ในขณะที่พรรคไทยรักไทยยังไม่ได้มีการจัดตั้งเป็นพรรคใหม่ ที่ใช้ชื่อว่า พรรคพลังประชาชน หรือ พปช. มีการพยายามใช้เทคนิคการเปลี่ยนหรือแก้ชื่อเพื่อที่ว่าประชาชนจะได้รู้ว่านี่คือพรรคไทยรักไทย ดังนั้นพรรคจึงเปลี่ยนชื่อ และชื่อของพรรคก็ได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง

หลังจากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งก็พบว่าชื่อย่อของพรรคเป็นชื่อย่อของพรรคไทยรักไทย หรือ ทรท. คณะกรรมการเลือกตั้งก็เพิกถอนการให้ความเห็นชอบทันที โดยบอกพวกเขาว่า เขาไม่สามารถใช้ชื่อย่อว่าเป็น ทรท. ได้อีก ฝันร้ายของผมก็กลับคืนมา หรืออาจกล่าวได้ว่าเรื่องน่าสมเพชแบบนี้เป็นอีกตัวอย่างของการที่เราพยายามเอาชนะกันในศตวรรษที่ 21

สมัยคุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ผมได้มีโอกาสทำงานกับท่าน และก็ทำให้ผมชื่นชอบท่านเป็นการส่วนตัว คุณทักษิณเข้ามารับตำแหน่งและแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ เหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว คุณทักษิณได้ดึงอำนาจจากระบบอุปถัมภ์ จากอำนาจในรูปแบบที่เคยเป็นมา และได้เปลี่ยนให้กลายเป็นนโยบายสาธารณะที่สร้างประโยชน์ให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผมทำงานอยู่กับคุณทักษิณ

ผมถึงทราบว่าสิ่งที่คุณทักษิณทำไม่ใช่แค่นโยบายในเชิงปรัชญา คุณทักษิณเพียงแต่ต้องการทำหน้าที่ของท่านเท่านั้น คุณทักษิณต้องการให้คนชอบ ต้องการให้คนรัก ต้องการเป็นมหาเศรษฐีที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคม และนั่นคือวิธีการที่คุณทักษิณคิดในเรื่องต่างๆ แต่รูปแบบการทำงานแบบง่ายๆ ของเขากลับไปขัดแย้งโดยตรงกับระบบอุปถัมภ์ เพราะมันไปแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นระบบอุปถัมภ์ และเกิดขึ้นเร็วมาก แค่เพียงเวลา 5 ปีเท่านั้น ประชาชนในระดับรากหญ้าเริ่มที่จะรู้สึกว่าพวกเขามีสิทธิ ประชาชนในระดับรากหญ้ามีสิทธิที่จะรู้สึกว่าพวกเราต้องการสิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก ไม่ใช่แค่ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ชนชั้นรากหญ้าได้รับทางเลือกใหม่ และคุณทักษิณท้าทายคนทุกคน แต่บางคนก็พ่ายแพ้เพราะสิ่งที่เขาเป็น และสิ่งที่คุณทักษิณทำเมื่อคุณทักษิณชนะการเลือกตั้งครั้งที่ 2 โดยได้คะแนนเสียง 377 ที่นั่งในสภาผู้แทนฯ ซึ่งมี 500 ที่นั่ง การได้เสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย

ในโอกาสต่อไป ผมคงจะได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังฉาก และเป็นการเล่าอย่างไม่เป็นทางการสำหรับการสังเกตเหตุการณ์ต่างๆ ตามความคิดของผมเอง ซึ่งผมต้องขอโทษที่ไม่สามารถพูดในที่นี้ได้ มีเหตุการณ์ที่ชี้ว่ามีบรรยากาศของการข่มขู่คุกคามเกิดขึ้นในทันทีที่ทักษิณชนะเลือกตั้ง ได้ ส.ส. จำนวน 377 ที่นั่ง จากจำนวน 500 ที่นั่ง หรืออีกนัยหนึ่ง เกิดความรู้สึกของคนกลุ่มหนึ่งว่า ไม่ควรไว้วางใจในตัวทักษิณ เพราะทักษิณละเมิดกฎที่ว่าด้วยการต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นๆ ทักษิณเริ่มต้นการเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้นำคนอื่นๆ

และนั่นเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายในระบบอุปถัมภ์ ทักษิณจะผิดหรือถูกคงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่จะตัดสิน ท่านอาจจะลากตัวทักษิณมาขึ้นศาล หรืออาจจะให้เป็นศาลยุติธรรมของประเทศก็ได้ เรื่องนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญก็คือสิ่งที่มาพร้อมทักษิณ และทักษิณได้สร้างรอยไว้ในประเทศไทย เป็นสิ่งที่ประชาชนไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน เขาแทบไม่เคยทำอะไรให้คนกรุงเทพเลย เพราะเขาคิดว่าคนกรุงเทพไม่ได้ต้องการเขาเท่าไรนัก ถ้าคุณถามคนกรุงเทพว่าทักษิณทำอะไรให้เขาบ้าง คนกรุงเทพอาจต้องใช้เวลาถึง 2 อาทิตย์ที่จะคิด และคำตอบอาจจะเป็นอะไรก็ได้

แต่ถ้าคุณไปถามคนชั้นรากหญ้า พวกเขาจะสามารถบอกคุณได้เป็น 10 เรื่อง ในสิ่งที่เขาคิดว่าระบบใหม่ของทักษิณได้หยิบยื่นให้กับเขา แล้วทักษิณให้การอุปถัมภ์คนชั้นรากหญ้าหรือไม่ ในการทำเช่นนั้นก็อาจถือได้ว่าทักษิณเองก็ให้การอุปถัมภ์แก่คนชั้นรากหญ้า แต่เขาไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น และผมจะบอกท่านว่า จากการสังเกตด้วยตัวผมเองว่าอะไรเป็นเหตุให้ทักษิณทำเช่นนั้น และมีนโยบายเช่นนั้น ท่านคงทราบว่าทักษิณได้วางแผนการไว้ว่า ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของรัฐบาลสมัยที่ 2 ของเขา เขาจะใช้เวลาเพียง 1 ใน 3 ในประเทศไทย และอีก 2 ใน 3 จะใช้เวลากับการเดินทางไปทั่วโลก

จากการวางแผนของเขา เขาตั้งใจจะทำหน้าที่ของ “เซลส์แมน” ของประเทศในช่วง 2 ปีสุดท้าย แต่เขาก็ถูกปลดจากภารกิจนั้นเสียก่อน เขาถูกกระทำรัฐประหารในระหว่างที่รอจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ ในทันทีที่เกิดการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เราได้วางแผนการที่จะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น แต่แล้วก็มีโทรศัพท์จากเมืองไทยมาถึง และหลังจากนั้นก็ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ตามความคิดเห็นของผมนั่นคือความผิดพลาด เราควรจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้น เราควรจะดำเนินการต่อไปเพื่อให้ คมช. รัฐบาลของสุรยุทธ์ และพวกที่เหลือทั้งหมดถือเป็นพวกที่กระทำผิดกฎหมาย เราควรทำเพื่อให้พวกเขาขาดความชอบธรรมเหมือนรัฐบาลของเฮง สัมริน เมื่อหลายปีก่อน เราควรจะทำเช่นนั้น แต่โทรศัพท์จากกรุงเทพฯ สายนั้นเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง แล้วเราจะสามารถทำอะไรได้ ผมเป็นแค่คนตัวเล็กๆ ในภารกิจการเดินทางอันยิ่งใหญ่ ในเวลานั้นผมเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากับรองหัวหน้าผู้บริหารประจำทำเนียบขาวในระบบของสหรัฐ แต่ก็เป็นแค่ตำแหน่งเล็กๆ ที่ไม่สามารถผลักดันอะไรได้

ผมอยากจะผลักดันให้มีการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น และถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะเกิดการขัดแย้ง การต่อสู้อย่างรุนแรงในประเทศไทย ดังนั้นถ้าเราจะพูดกันในแง่มุมของประวัติศาสตร์ ว่าแม้แต่นายกรัฐมนตรีที่เข้าสู่อำนาจด้วยพลังของประชาชน เพราะสิ่งที่เขาทำเพื่อปลดปล่อยประชาชนจากระบบอุปถัมภ์ แต่ในเวลาที่สำคัญที่สุดที่ต้องตัดสินใจภายใต้วิกฤติ เขากลับตัดสินใจจากมุมมองจากความคิดในระบบอุปถัมภ์ ดังนั้นระบบอุปถัมภ์ได้ฝังรากลึกมาก และเป็นการขัดแย้งทางอ้อมกับวิถีทางของประชาธิปไตย เราต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงปัญหานี้ เราต้องทำให้ระบบอุปถัมภ์กลายเป็นเรื่องของบุคคล โดยการระบุไปเลยว่าใครยังคงให้การอุปถัมภ์ประชาชน และผมก็เชื่อว่าบัดนี้คือเวลาที่เราต้องทำเช่นนั้น

ถ้าท่านเคยติดคุกแล้วสักครั้ง ทุกอย่างจะธรรมดามาก ท่านจะสามารถติดคุกได้อีกหลายครั้ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายจริงๆ นะครับ มันธรรมดามาก ตอนนี้ผมกำลังรออีกคดีหนึ่งที่ถูกกล่าวหา ที่เรียกกันว่า “คดีดักฟัง” เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ในขณะที่ขึ้นเวทีประท้วงที่สนามหลวง ผมได้เปิดเผยเทปการสนทนาทางโทรศัพท์ของคน 3 คน 2 ใน 3 คนนั้นเป็นผู้พิพากษา คนหนึ่งอยู่ที่ศาลฎีกา และอีกคนอยู่ที่ศาลอุทธรณ์ คนหนึ่งนี้เป็นที่รู้กันทั่วไปว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าเป็นไปในเชิงรักร่วมเพศกับผู้มีอำนาจ และสิ่งที่พวกเขาพูดกันก็คือ จะหาทางบิดเบือนพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้เกิดผลเสียต่อรัฐบาลของทักษิณ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่คนกลุ่มนี้คิดว่าเข้าข้างรัฐบาลทักษิณได้อย่างไร

และสิ่งที่ตามมาก็เป็นอย่างที่พวกท่านทั้งหลายทราบกันอยู่แล้ว ถ้าท่านติดตามข่าวสารในประเทศไทย หรืออาจกล่าวได้ว่า (จากการเปิดเผยเทปในวันนั้น) พวกเขาถูกบังคับให้เผชิญความจริงว่า ระบบอุปถัมภ์ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของประชาธิปไตยแบบไทยๆ ดำเนินการกันอย่างไรว่า

พวกเขาให้การดูแลกันและกัน และใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ต่างๆ อย่างไร ว่าพวกเขาทำร้ายประชาชนด้วยการไม่ยอมรับมติเสียงข้างมากของประชาชนอย่างไร ว่าพวกเขาคิดว่าประชาธิปไตยต้องการการชี้นำอย่างไร กระนั้นก็ตาม เรื่องเทปดังกล่าวจะเป็นคดีที่ใหญ่มากจากนี้ไป ไม่ใช่เรื่องที่ตำรวจจะมาแจ้งข้อหากับผมและเพื่อนอีก 2-3 ราย ว่าลอบดักฟังโทรศัพท์ มันเป็นเทปที่มีการตั้งใจอัดเสียงไว้โดยบุคคลที่สาม ซึ่งอีกไม่นานเขาก็จะแสดงตัวออกมา ท่านนั้นเป็นปลัดของสำนักนายกรัฐมนตรี

ดังนั้น คดีนี้ก็จะถูกดำเนินคดีในชั้นศาลต่อไป เจตนาของผมในเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าผมจะเห็นด้วยกับการดักฟังทางโทรศัพท์หรือไม่ แต่ผมต้องการนำคุณเปรม หรือ พล.อ.เปรม และผู้พิพากษาอีก 2 คนนั้นไปขึ้นศาลต่างหาก นั่นคือเจตนาของผม และเมื่อผมได้เผชิญหน้ากับคุณเปรมในศาล และจะได้ถามเขาว่าทำไมผู้นำที่ยิ่งใหญ่อย่างคุณเปรมถึงตัดสินใจลดระดับของประชาธิปไตยลงเช่นนี้ คุณเปรมเคยเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เคยเป็น ฯพณฯ แต่บัดนี้เขาได้เปลี่ยนไปแล้ว จากบุคคลที่เคยเป็นผู้นำที่เราจะขาดเสียไม่ได้ในอดีต

บัดนี้ได้กลายเป็นผู้นำในเวลาที่ผิดพลาดในประวัติศาสตร์ คุณเปรมเป็นสัญลักษณ์ของหลายๆ อย่าง เราได้เรียนรู้จากคุณเปรมว่า เมื่อคนที่ดีแก่ตัวลงมากๆ และผมไม่ได้หมายถึงอายุ แต่เป็นสภาวะของความรู้สึกว่าตัวเองแก่ ในสภาวะของจิตใจที่จะไม่ผจญภัยอีกต่อไป แต่ถอยกลับคืนเข้าสู่อดีต กลับสู่วันคืนอันดีงามในอดีตที่คุณเปรมรู้สึกคุ้นเคย ซึ่งสภาวะเช่นนั้นไม่ได้เหมาะสมกับประเทศไทยอีกต่อไป

ดังนั้น ผมขอโทษที่ผมใช้เวลาไปค่อนข้างมาก แต่ผมแค่อยากจะบอกว่า เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้ค้นพบทั้งในคุกและนอกคุกว่า ประชาธิปไตยขัดแย้งกับระบบอุปถัมภ์อย่างสิ้นเชิง และการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ ก็จะไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย สถานการณ์หลังการเลือกตั้งจะยิ่งแย่ลงไปอีก เพราะจะมีการใช้แท็กติกและการดำเนินการในเบื้องหลังต่างๆ อย่างมากมาย และจะมีการเปิดเผยเจตนาที่แท้จริงออกมา ในเมื่อคุณไม่สามารถอนุญาตให้มีประชาธิปไตยได้ในประเทศนี้ เมื่อท่านไปที่สนามหลวง ท่านจะได้ความรู้สึกเดียวกับที่ผมมีว่า ประชาชนคนไทยไม่ได้เป็นเด็กอีกต่อไปแล้ว พวกเขาเป็นผู้ใหญ่ที่ถูกบังคับให้เป็นเด็ก และอยู่ภายใต้กรอบของขนบธรรมเนียม พวกเขาสับสนทั้งทางกายและทางความคิด และกำลังพยายามที่จะออกจากกรอบนั้น ผมไม่รู้ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร แต่มันจะต้องมีผลลัพธ์ออกมา

ดังนั้น ผมขอจบการนำเสนอของผมเพียงแค่นี้ ผมหวังว่าความคิดเห็นของผมจะทำให้เกิดคำถาม และการวิพากษ์วิจารณ์ที่ติดตามมา ผมต้องการฟังความเห็นและคำถามของท่านทั้งหลายมาก ผมอยากรู้ว่าพวกท่านคิดอย่างไรกับประเทศไทย เพราะหลายๆ ท่านในที่นี้ก็ได้อยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน หลายๆ ท่านเป็นผู้ที่รักประเทศไทยอย่างแท้จริง และผมไม่อยากทำร้ายความรู้สึกเช่นนั้น ดังนั้นผมจึงอยากที่จะทราบว่าท่านคิดจริงๆ อย่างไร ณ เวลานี้

ขอบคุณครับ


ม็อบมา เงินหด ‘รูปธรรม’ ความเสียหายของชาติ

แม้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 เดือนมกราคม – มีนาคม 2551 จะขึ้นไปอยู่ที่ 6 %

แม้การจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก จะบอกว่าความน่าเชื่อถือทางการเงินของไทยเป็นบวก ด้วยนโยบายการบริหารที่ชัดเจนมากขึ้น มีเสถียรภาพมากขึ้น

แต่ภายในไม่กี่วัน ที่มีการชุมนุมทางการเมืองขนาดใหญ่ พร้อมด้วยภาพที่ถ่ายทอดออกไปสู่สายตาคนภายนอกซึ่งดูรุนแรง

เพียงเท่านั้น หุ้นบางตัวก็ร่วงดิ่งลงมาทันทีกว่า 18 จุด

สมกับความอ่อนไหวของสิ่งที่เรียกว่า “ระบบเศรษฐกิจ” เสียจริง

ปัญหา “ปัจจัยภายนอก” อันได้แก่ ราคาน้ำมันโลก มีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ แต่ก็ถือว่าเป็นปัจจัยเหนือการควบคุม ทุกประเทศทั่วโลกที่ไม่ได้ปิดประเทศ ล้วนแต่ต้องเผชิญปัญหาเดียวกันทั้งนั้น

หากแต่ความเชื่อมั่นที่หล่นวูบครั้งนี้ เกิดจากปัจจัย “ภายใน” ล้วนๆ

นั่นคือ ปัจจัยการเมือง

แม้แต่รายงานของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ยังระบุว่า ปัญหาการเมืองไทย เช่น เรื่องพรรคร่วมรัฐบาลที่มีโอกาสถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องข่าวลือการปฏิวัติรัฐประหาร ฯลฯ

เหล่านี้ล้วนเป็น “จุดอ่อน” ต่อภาพความน่าเชื่อถือของไทยทั้งสิ้น

เพราะสะท้อนความไม่แน่นอน ความผันผวน สะท้อนลักษณะของประเทศที่ “อะไรก็เกิดขึ้นได้” ในนามของ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ”

ที่น่าสมเพชใจ ความเสียหายเหล่านี้ล้วนมีผลมาจากการกระทำของคนที่อ้างว่ารักประเทศชาติ รักบ้านเมือง ถึงขั้นจะเข้ามา “กู้” กันทั้งสิ้น

ไม่รู้ว่ากู้กันประสาอะไร ยิ่งกู้ ก็ยิ่งง่อนแง่น ยิ่งกู้ ความน่าเชื่อถือของประเทศก็ยิ่งลดต่ำ

รายได้จากการจัดม็อบ อาจจะมากมายจนติดใจนัก แต่ก็เป็นผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม

ที่สำคัญ ถือเป็นเม็ดเงินที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับโอกาสทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลที่ประเทศต้องสูญเสีย

ซึ่งแน่นอนว่าหมายถึงอีกหลายสิบล้านคนในชาติต้องสูญเสียไปด้วย

และนี่คือ “รูปธรรม” ของคำว่า “ความเสียหายของประเทศชาติ” อย่างที่ทุกฝ่ายชอบหยิบมาพูดจากันเสมอ

หากปากบอกว่ารักชาติ แต่เมื่อได้เห็นตำตาว่าพฤติกรรมรักชาติของตัวเองมันนำไปสู่ความเสียหายหลานแสน(ล้าน)ขนาดนี้

จะสำนึกอยากกลับตัวกลับใจกันบ้างหรือเปล่าหนอ.

สื่อไร้มารยาท

วันนี้ผม นายพิธาน คลี่ขจาย ขอเนื้อที่ตรงนี้สักวัน เพื่อระบายความในใจ ซึ่งปกติการที่บรรณาธิการบริหาร ซึ่งมีหน้าที่รับใช้พี่ๆ น้องๆ ในกองบรรณาธิการ จะเขียนระบายความในใจกันในฉบับปฐมฤกษ์ และฉบับครบรอบปีของหนังสือพิมพ์

แต่บังเอิญว่า หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน เกิดขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม ประเทศยังตกอยู่ใต้อำนาจของเผด็จการ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 ทำให้ทีมงานทุกคนตระหนักดีว่า มีงานใหญ่ที่ท้าทายรออยู่ข้างหน้า เมื่อทีมงานมีเจตนารมณ์ร่วมกันว่า จะทำหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ให้เป็นสื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย

สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ที่ทีมงานมีเจตนารมณ์ร่วมกันนั้น คือ จะต้องต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ เพื่อให้ประเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ

แม้ว่าในห้วงเวลานั้น ยังเหลือเวลาอีกไม่นานนัก 2 เดือนกับ 23 วัน ก็จะมีการเลือกตั้งทั่วไป แต่พวกเรามั่นใจว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. คงไม่วางมือจากอำนาจที่ครอบงำประเทศอยู่หนึ่งปีครึ่งในทันทีทันใด ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้งทั่วไป

ด้วยเหตุนี้ หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับปฐมฤกษ์ จึงไม่ได้มีการจัดงานเปิดตัวหรือเขียนระบายความในใจในหน้าพิเศษ เหมือนที่หนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆ ทำกัน

ซึ่งสิ่งที่พวกเราตระหนักมาตั้งแต่แรกเริ่มก็เป็นจริงตามคาด หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ถูกมองว่ายืนกันคนละฝั่งกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. และผู้สนับสนุนเผด็จการ

นับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ เหลืออีก 2 วัน ก็จะมีอายุครบ 8 เดือน หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน จะเปลี่ยนแปลงไปก็เฉพาะยอดจำหน่าย แต่เจตนารมณ์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่มีเปลี่ยนสี เพราะหนังสือพิมพ์ไม่ใช่จิ้งจก

แน่นอน เมื่อมีเจตนารมณ์แน่วแน่ ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์จึงถูกมองว่าเลือกข้าง ซึ่งผมก็จะตอบว่า ถูกต้อง พวกผมเลือกข้างความถูกต้อง

แต่ผมปฏิเสธทุกครั้งที่ถูกถามว่า เป็นหนังสือพิมพ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะถ้าเป็นหนังสือของ พ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่บางแค่ 16 หน้า

จากคำถามของพรรคพวกเพื่อนฝูง ผมก็ได้รับการติดต่อจากน้องๆ นักข่าวว่า จะขอสัมภาษณ์แนวทางของหนังสือพิมม์ประชาทรรศน์ เพื่อนำไปลงในนิตยสารของสมาคมนักข่าวฯ โดยจะสัมภาษณ์ พี่สำราญ รอดเพชร จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ลงในนิตยสารของสมาคมนักข่าวฯ ฉบับเดียวกัน

ผมก็ตกลง หากปฏิเสธเดี๋ยวจะถูกครหาว่าไม่ให้ความร่วมมือกับองค์กรสื่อที่ตัวยึดเป็นอาชีพมาตลอดทั้งชีวิต และผมอยากจะเจอพี่สำราญ ซึ่งไม่ได้เจอกันมานาน แม้จะไม่ได้เจอกันโดยตรง เจอกันในบทสัมภาษณ์ก็ยังดี

พอถึงวันนัด น้องๆ นักข่าวก็มากัน 2-3 คน ผมก็ตอบคำถามทุกคำถามที่รู้และตอบได้ แต่มีคำถามหนึ่งถามว่า นสพ.ประชาทรรศน์ เป็นของนักการเมืองหรือไม่ ผมก็บอกน้องนักข่าวไปว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้ามนักการเมืองเป็นเจ้าของสื่อ เท่าที่รู้ นสพ.ประชาทรรศน์ มีการร่วมหุ้นของหลายฝ่าย จะมีนักการเมืองหรือไม่ผมไม่รู้ เพราะผมไม่อยากจะรู้ เพราะรู้มากไปจะเกิดความอึดอัดในการทำงาน นี่คือสิ่งที่ผมบอกกับน้องๆ นักข่าว และรอว่าเมื่อไรนิตยสารของสมาคมนักข่าวฯ จะออกมา เพราะผมจะได้เจอ พี่สำราญ รอดเพชร ในนิตยสารของสมาคมนักข่าวฯ

แต่ปรากฏว่า จนถึงวันนี้ผมยังไม่เห็นนิตยสารของสมาคมนักข่าวฯ แต่การให้สัมภาษณ์ของผมกลับไปปรากฏอยู่ใน นสพ.คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 28 พฤษภาคม ซึ่งผมถือว่าเป็นการกระทำที่ไร้มารยาท ซึ่งผมไม่ค่อยจะเจอนัก ตั้งแต่ผมทำงานหนังสือพิมพ์มาเกือบ 30 ปี

เพราะบางครั้ง ในการสัมภาษณ์นักการเมือง บางประโยค ผู้ให้สัมภาษณ์บอกว่าห้ามลง เป็นที่รับรู้กันว่าไม่ลง หรือบอกว่าให้ใช้ว่าเป็นการเปิดเผยของแหล่งข่าว ก็ต้องเขียนข่าวไปตามนั้น เพราะนั่นเป็นมารยาท

ขนาดนักการเมือง ซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ ที่ผ่านมานักข่าวยังมีมารยาท แต่ผมเป็นเพียงนักหนังสือพิมพ์เล็กๆ ซึ่งตอบรับการติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์ เพราะเห็นว่าเป็นนิตยสารของสมาคมนักข่าวฯ ซึ่งเป็นเรื่องของส่วนรวม ผมจึงคุยกันสนุกนานสองนาน ไม่นึกว่าในยุคนี้มีน้องนักข่าวที่ไร้มารยาทอย่างนี้เกิดขึ้น

มิหนำซ้ำ ยังบิดเบือนไปลงว่า ผมบอกว่ามีนักการเมืองร่วมทุนในประชาทรรศน์ด้วย แต่เป็นใครผมไม่รู้ ทั้งๆ ที่ผมอุตส่าห์บอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ห้ามนักการเมืองเป็นเจ้าของสื่อ

วันนี้ สมาคมนักข่าวฯ ร้องเรียนว่าสื่อถูกคุกคาม ผมไม่ใช่บุคคลสาธารณะที่จะไปนั่งแถลงข่าวให้นักข่าวสัมภาษณ์ แต่ผมก็ต้องพบกับการกระทำที่ไร้มารยาทของนักข่าว นสพ.คม ชัด ลึก คนหนึ่ง

ผมยอมรับว่าเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นจากการกระทำของผู้ร่วมอาชีพเดียวกัน ทำให้นึกสะท้อนใจว่า แล้วคนอื่นล่ะ ซึ่งเขาไม่มีพื้นที่ให้ชี้แจงข้อเท็จจริง เขาจะต้องเจ็บปวดกว่าผมหลายเท่า

เอกฉัตร


วันพุธที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ปิดถนนชาวบ้านเดือดร้อน เสมา 1 แนะตร.จัดการพันธมิตร

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าววันนี้ (28 พ.ค.) ถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ประกาศจะชุมนุมยืดเยื้อ อาจเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ความรุนแรง ว่า หากทุกคนอยู่ในกรอบของกฎหมาย สถานการณ์จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบสาเหตุของการชุมนุมที่แท้จริง เพราะรัฐบาลเพิ่งทำงานมาเพียงไม่กี่เดือน การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐสภา ที่จะพิจารณา ทางที่ดีที่สุดของการชุมนุม ควรคำนึงถึงความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่ ที่ผ่านมามีเสียงสะท้อนที่ต้องการให้ผู้ที่กำกับดูแลกฎหมายได้ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม

"ผมอยู่กระทรวงศึกษาธิการ จะเข้า-ออกกระทรวงฯ ก็ลำบาก แทบจะเข้าไม่ได้ ประชาชน ข้าราชการ นักเรียน และนักศึกษา ก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาการจราจรที่ติดขัดจากการปิดถนน หากจะชุมนุมในกรอบกฎหมาย ต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปลี่ยนเป้าหมายจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการโจมตีขับไล่รัฐบาลที่ไม่ปกป้องสถาบัน ว่า ไม่ต้องการให้มีการกล่าวหากันอย่างไม่มีเหตุผล ปราศจากหลักฐาน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้มาทำงานเพื่อประชาชน จึงไม่เคยคิดที่จะทำอะไรที่ไม่ดีไม่งามเกี่ยวกับสถาบัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมประชุมประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พบว่าในการชุมนุมที่ผ่านมามียอดผู้ชุมนุมสูงสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา คือจำนวน 5,000 คน ส่วนตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้มีผู้ชุมนุมเหลือประมาณ 300 ถึง 400 คน ขณะนี้เริ่มมีพ่อค้า-แม่ค้าและประชาชน เข้าร้องทุกข์แจ้งความกับตำรวจใน สน. ท้องที่ ว่าได้รับผลกระทบจากเสียงการปราศรัย และการปิดถนน เพราะทำให้ได้รับความเดือดร้อน

พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่ายืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่มีการจับกุมแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อย่างแน่นอน ส่วนในวันศุกร์นี้ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศจะจัดชุมนุมใหญ่ ตำรวจจะจัดกำลังเข้าไปดูแลความเรียบร้อยเพิ่มเติม เพื่อป้องกันความวุ่นวายและการปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับกลุ่มต่อต้าน ขอวอนผู้ชุมนุมไม่ให้มีการเคลื่อนขบวน เพราะจะยากต่อการดูแลควบคุมสถานการณ์ ส่วนการจะให้กลุ่มผู้ชุมนุมยอมเปิดถนน หรือย้ายไปชุมนุมในสถานที่อื่นนั้น ตำรวจกำลังพยายามเจรจากับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอยู่ ในช่วงนี้ประชาชนคงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการหลีกเลี่ยงเส้นทางการชุมนุมแทน

ด้าน ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงกรณีผู้ชุมนุมไม่พอใจที่ตำรวจเปิดเครื่องขยายเสียงเพลงรักกันไว้เถิด ขณะกำลังมีการถ่ายทอดเทปการปราศรัยของ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า เป็นเพราะกลุ่มผู้ชุมนุมได้นำลำโพงมาติดตั้งเพิ่มอีก 7 ตัว โดยหันหน้าไปยังลานพระราชวังดุสิต เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ตำรวจเคยไปเตือนไปหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่นำพา จึงจำเป็นต้องใช้เสียงจากรถกระจายเสียงของตำรวจเข้ากลบเสียงรบกวนจากเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย


นพดล ระบุการชุมนุมยืดเยื้อกระทบการลงทุนในไทยระยะยาว


28 พ.ค.- นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมประจำเดือนของหอการค้าสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ว่า ได้พูดถึงบทบาทไทยในฐานะที่จะเป็นประธานอาเซียน พร้อมย้ำว่าจะสร้างอาเซียนให้มีความเข้มแข็ง และให้ความมั่นใจว่าจะพยายามเปิดเสรีทางการค้าภายใต้กรอบอาเซียนมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ชี้แจงถึงสถานการณ์การเมืองของไทย ว่า ไทยมีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม และจนถึงขณะนี้ยัง ๆ ไม่มีปัญหากระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล แต่หากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยืดเยื้อ จะไม่เป็นผลดี เพราะการขู่ขับไล่รัฐบาลใช้กฎหมู่เหนือกฎหมายจะกระทบต่อความรู้สึกของนักลงทุน และจะกระทบต่อการลงทุนในระยะยาว เพราะเสถียรภาพการลงทุนมีผลทางด้านจิตวิทยา เช่น การซื้อขายหุ้นยังมีผลกระทบทำให้ตลาดหลักทรัพย์ผันผวน แล้วการลงทุนขนาดใหญ่คงทำให้เงินทุนไหลออกจากประเทศไทยไปที่อื่น.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 15:39:40


สหรัฐยังสนใจลงทุนในไทยต่อ


ทำเนียบฯ 28 พ.ค.- นายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลัง นายเอริค จี จอนห์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคาราวะ ที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้ (28 พ.ค.) ว่า เป็นการพบปะตามธรรมเนียม ไม่มีการสอบถามถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศที่เกิดขึ้นขณะนี้ และสหรัฐยังจะสานต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ โดยปีนี้ไทย-สหรัฐ จะมีความสัมพันธ์ครบ 175 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เคยหารือกับทูตสหรัฐ เรื่องการจัดงานฉลองในปีนี้แล้ว

“มีการหารือเรื่องการลงทุนของสหรัฐในไทย เพียงแต่ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นโครงการใด โดยได้ย้ำว่า การลงทุนในไทยจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่ แต่ที่ผ่านมาสหรัฐติดปัญหาในรายละเอียดของกฎหมายบางเรื่อง” นายสหัส กล่าว

ทั้งนี้ นายสหัส ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น เมื่อถามถึงเรื่องการดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยกล่าวว่า “ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีไม่เคยเปรยเรื่องการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ขอให้ไปสอบถามจากนายกรัฐมนตรีเอง”.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 15:36:00


สวนดุสิตโพลชี้ประชาชนหวั่นเกิดจลาจล

สวนดุสิตโพล 28 พ.ค.- สวนดุสิตโพล สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่องม็อบชนม็อบ พบว่าประชาชนร้อยละ 32.49 ห่วงว่าจะเกิดการปะทะกันที่รุนแรง การก่อเหตุจลาจล ทำให้เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว และร้อยละ 43.79 เห็นว่าวิธีแก้ปัญหาคือหันหน้าเข้าหากัน

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร เรื่องม็อบชนม็อบ จากกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาชุมนุมเพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วเกิดการปะทะกับกลุ่มต่อต้านพันธมิตร จนทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย และส่งผลกระทบต่อด้านต่าง ๆ เช่นภาพลักษณ์ของประเทศ การเมืองไทย และความไม่สงบในกรุงเทพมหานคร เพื่อสะท้อนแนวทางในการแก้ปัญหาจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวนทั้งสิ้น 1,561 คน ระหว่างวันที่ 26-28 พ.ค. 2551 สรุปผลได้ดังนี้

สิ่งที่ประชาชนรู้สึกห่วงใยจากเหตุการณ์ปะทะกันของม็อบที่มาประท้วง ร้อยละ 32.49 คือการปะทะกันที่รุนแรง การก่อเหตุจลาจล และความชุลมุนวุ่นวาย ร้อยละ 28.29 เศรษฐกิจของประเทศ การลงทุนชะลอตัว ร้อยละ 15.41 ปัญหาการจราจรติดขัด ร้อยละ 14.56 ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และร้อยละ 9.25 ความแตกแยกและความไม่สงบสุขในสังคม วิธีหรือแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนคิดว่าจะทำให้การประท้วงยุติลงได้ ร้อยละ 43.79 ควรหันหน้าเข้าหากัน พบกันคนละครึ่งทาง ร้อยละ 28.76 ส่งตัวแทนหรือหัวหน้าแกนนำทั้ง 2 ฝ่าย เจรจาพูดคุยกัน ร้อยละ 13.73 ใช้มาตรการที่เด็ดขาดสลายการชุมนุมให้ไปโดยเร็ว ร้อยละ 8.50 การมีสติ ควรใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาดีกว่าการใช้กำลัง และร้อยละ 5.22 คงจะแก้ไขได้ยาก ดูจากรูปการณ์แล้วคิดว่าน่าจะบานปลาย

สิ่งที่ประชาชนอยากฝากถึงม็อบพันธมิตรฯ คือ ร้อยละ 29.55 ยุติการประท้วง หยุดการเคลื่อนไหว ร้อยละ 25.75 ควรนึกถึงประเทศชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ ร้อยละ 21.21 ควรใช้วิธีการแบบสันติวิธี ชุมนุมอย่างสงบ ร้อยละ 12.28 ควรใช้สติในการแก้ไขปัญหา รับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน และร้อยละ 11.21 ควรทำสิ่งที่เป็นประโยชน์มากกว่านี้

สิ่งที่ประชาชนอยากฝากถึง รัฐบาล คือ ร้อยละ 30.77 ควรนึกถึงประเทศชาติและประชาชนให้มาก ๆ ร้อยละ 25.64 เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นโดยเร็ว ร้อยละ 18.59 ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง โปร่งใส ชัดเจน ร้อยละ 13.46 มีใจเปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็นของประชาชน และร้อยละ 11.54 มีความจริงใจในการทำงาน.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 15:29:07

สมัคร ร้องเพลงไทยเดิม ไทยสามัคคี เตือนสติคนไทย

กรุงเทพฯ 28 พ.ค. -นายกรัฐมนตรีโชว์ลูกคอร้องเพลงไทยเดิม “ไทยสามัคคี” กับโปรแกรมคอมพิวเตร์ที่ใช้ประกอบการเรียนการสอน ขณะเดียวกันยอมรับนัดรับประทานอาหารกับรัฐมนตรีพรรคพลังประชาชน ศุกร์นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงศึกษาธิการ ว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม และร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง ที่กระทรวงศึกษาธิการ วันนี้ (28 พ.ค.) ทั้งนี้ ก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น นายกรัฐมนตรีได้ชมการสาธิตโครงการศูนย์ซ่อม สร้าง ชุมชน ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้นักเรียนอาชีวะออกไปให้บริการซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ ให้กับชุมชนต่าง ๆ

จากนั้นได้ชมการสาธิตอุปกรณ์การเรียนการสอน โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ที่ สถาบันเอ็มไอที น้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 100 เครื่อง ซึ่งได้พระราชทานต่อให้กับ 2 โรงเรียน ใน จ.นครนายก ใช้เป็นโปรแกรมการเรียนการสอนเกือบทุกสาขาวิชา และนายสมัคร ยังได้ร้องเพลงไทยเดิมชื่อ “ไทยสามัคคี” กับโปรแปรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวด้วย โดยเนื้อหาของเพลงเป็นเรื่องของการให้มีการรู้รักสามัคคี หากมีการยุแยงจะทำให้ประเทศชาติแตกแยก วอดวาย

ภายหลังการประชุม นายสมัครได้พยายามหลีกเลี่ยงให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว แต่ยอมรับสั้น ๆ ได้นัดหารือและรับประทานอาหารร่วมกับรัฐมนตรีของพรรคพลังประชาชน ในวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้ เพราะไม่ได้เจอกันนาน จะได้หารือในเรื่องงานของแต่ละกระทรวง เมื่อถามว่า ได้นัดรับประทานอาหารที่บ้านพักของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช่หรือไม่ นายสมัคร ได้ย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า “รู้ได้อย่างไร” ก่อนขึ้นรถออกไป.

ชมรายละอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 15:12:17




ร.ต.อ.เฉลิม เผยนายกฯ เชิญ รมต.พปช.ทานอาหารค่ำ 30 พ.ค.นี้


28 พ.ค.- ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการนัดรับประทานอาหารค่ำของรัฐมนตรีทั้ง 22 คนของพรรคพลังประชาชน (พปช.) ที่บ้านพักริมคลอง ย่านบางบอน ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ ว่า เป็นการเชิญของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และสาเหตุการพบปะกันในครั้งนี้ขึ้นอยู่กับนายสมัคร ส่วนจะมีนัยทางการเมืองหรือไม่ เป็นเรื่องที่ไม่เปิดเผย

“สาเหตุที่ใช้บ้านพักริมคลอง ย่านบางบอนของผม ในการหารือครั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการหมุนเวียนกันไปรับประทานอาหารร่วมกัน เช่น บ้านนายกรัฐมนตรี” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 15:01:03

สดศรี เผย กกต.จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ พรุ่งนี้

กกต. 28 พ.ค. - “สดศรี สัตยธรรม” เผยร่าง พ.ร.บ.การทำประชามติ จะเข้าสู่การพิจารณาของ กกต. พรุ่งนี้ ก่อนส่งให้สภาฯ 30 พ.ค.นี้ เชื่อหากทุกฝ่ายมีเหตุผล การทำประชามติครั้งนี้จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมืองได้

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2550 ว่า คณะกรรมการฝ่ายกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ ที่มีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ (28 พ.ค.) และจะนำเข้าสู่ที่ประชุม กกต. ในวันพรุ่งนี้ (29 พ.ค.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบ ก่อนส่งให้สภาฯ ภายในวันศุกร์ที่ 30 พ.ค.นี้ ต่อไป

“ที่จริงเราร่างเสร็จมานานแล้ว มีประมาณ 40 มาตรา ไม่แตกต่างจาก พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ฉบับปี 2541 มากนัก แต่ในส่วนของวิธีปฏิบัติอาจแตกต่างไปจากเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ก็จะให้คณะกรรมการฯ ดูข้อกฎหมายและวิธีปฏิบัติ ส่วนการกำหนดคำถามในการลงประชามติ กกต.จะร่างเป็นแนวทางไปก่อน จากนั้นจะให้ฝ่ายสภาฯ พิจารณาต่อไป” นางสดศรี กล่าว

นางสดศรี กล่าวว่า การทำประชามติจะเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสภาฯ ดังนั้น หากมีการประชุมร่วมกัน แล้วแปรญัตติ 3 วาระรวด ก็จะทำให้การพิจารณาเร็วขึ้น ต่อกรณีที่รัฐบาลเห็นว่า พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ปี 2541 ยังไม่สิ้นสภาพตามรัฐธรรมนูญปี 2540 นั้น นางสดศรี กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้กำหนดให้มี พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ปี 2541 ดังนั้น หากรัฐธรรมนูญปี 2540 สิ้นสภาพ ก็น่าจะสิ้นสภาพทั้งหมด

“แต่หากคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ปี 2541 ยังไม่สิ้นสภาพ กกต.ก็คงไม่โต้แย้งอะไร กกต.ก็เสนอร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ไปตามหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่จะทำให้การลงประชามติง่ายกว่า พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ปี 2541” นางสดศรี กล่าว

นางสดศรี ยังกล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ ที่มีผู้เป็นห่วงว่าทหารอาจเข้ามา ว่า บ้านเมืองไม่ใช่ของเล่น เราต้องดูว่าเราจะก้าวถึงจุดไหน หากถอยกันคนละก้าว อยู่กันด้วยเหตุผล บ้านเมืองก็จะเดินต่อไปได้ ในภาวะปัจจุบัน หากมีการแบ่งขั้วแบ่งข้าง 2 ฝ่าย อาจมีการแทรกแซงได้ และบ้านเมืองไหนที่มีความแตกแยกกัน เราคงอยู่กันไม่ได้ แต่หากเราปรับความเห็นตรงกันได้ อาจทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นยุติลงได้รวดเร็ว

“สำหรับ กกต. เราทำภารกิจที่ระบุไว้ตามกฎหมาย เราไม่ได้เอาใจใคร เชื่อว่าจากการทำประชามติครั้งนี้ อาจทำให้สถานการณ์ความเครียดทางการเมืองผ่อนคลายลงได้ หากทุกฝ่ายมีเหตุและผล” นางสดศรี กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 14:25:27


ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker