บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ถ้ากล้า-ไม่ต้องกลัว

ที่มา มติชน

บทนำมติชน



ทั้งการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เหลือเพียง "นายทักษิณ ชินวัตร" และการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ภายหลังจากคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 2 ส่งหนังสือมาถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2552 ลงความเห็นว่า สามารถถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้ เพราะอยู่ในหลักเกณฑ์ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ว่า หน่วยงานต้องปฏิบัติไปตามหลักเกณฑ์ นั่นคือปฏิบัติตามคำแนะนำหรือคำปรึกษาของกฤษฎีกา ไม่มีเรื่องนโยบายเข้าไปเกี่ยวข้อง

แม้นายอภิสิทธิ์จะบอกว่าไม่ใช่เรื่องนโยบาย หากแต่เป็นเรื่องของการปฏิบัติงานไปตามปกติของหน่วยราชการ แต่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเป็นผู้เสนอเรื่องการเรียกคืนเครื่องราชฯของ พ.ต.ท.ทักษิณไปยังสำนักราชเลขาธิการเพื่อกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชฯทุกชั้นตรา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอาจทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกคืนเครื่องราชฯแต่เพียงบางชั้นตราก็ได้ ด้วยเหตุนี้ จึงเท่ากับว่าคนเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นฝ่ายนโยบายจะต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า การตั้งเรื่องกราบบังคมทูลกรณีเรียกคืนเครื่องราชฯ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นจะเป็นอย่างไร รวมไปถึงการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีความเกี่ยวพันอย่างแยกไม่ออกกับการเรียกคืนเครื่องราชฯ นายกรัฐมนตรีก็ต้องร่วมพิจารณา และเหนืออื่นใดต้องรับผิดชอบในทุกด้านกับการกระทำที่จะเกิดผลตามมา ไม่ใช่จะไปโยนให้ข้าราชการประจำฝ่ายเดียว

ต่อผลที่จะเกิดขึ้นหากมีการดำเนินการจริง ทั้งการถอดยศและการเรียกคืนเครื่องราชฯของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นยังไม่มีใครพยากรณ์ได้ว่าจะเป็นอย่างไร พิจารณาในแง่ข้อกฎหมายก็มี พ.ต.ท.ทักษิณและนักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง ฯลฯ ได้ออกแถลงการณ์ให้สัมภาษณ์ในทางโต้แย้งว่าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์แห่งกฎหมายในการลงโทษบุคคล เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้กระทำผิดร้ายแรง อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการขอพระราชทานอภัยโทษตามฎีกาของคนเสื้อแดง 3.5 ล้านคน ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและนักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ ฯลฯ ก็อ้างความเห็นของกฤษฎีกาและหลักเกณฑ์ของระเบียบที่เปิดช่องให้ดำเนินการได้ ในแง่ทางการเมือง ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคนแสดงความเป็นห่วงว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นบ้านเมือง "ลุกเป็นไฟ" ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลดูเหมือนจะมองข้ามประเด็นนี้ อาจเชื่อว่าบ้านเมืองยังมีขื่อมีแปอยู่ และคิดว่าจะรับมือไหว

บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟหรือไม่ ย่อมเป็นเรื่องที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ในฐานะเป็นฝ่ายนโยบายจะต้องวิเคราะห์สถานการณ์และประเมินกำลังและยุทธวิธีการต่อสู้ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณและพวกให้ถูกต้อง ถ้าวิเคราะห์ผิดประเมินพลาดอาจรับมือไม่ทัน สุดท้ายความไร้เสถียรภาพให้กับรัฐบาลก็จะบังเกิดขึ้น

ทั้งการถอดยศและการเรียกคืนเครื่องราชฯได้ถูกรั้งรอมานานแล้ว นับแต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาเมื่อเดือนตุลาคม 2551 ให้จำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ 2 ปี แต่ไม่ปรากฏว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ดำเนินการใดๆ ทั้งๆ ที่หากอ่านระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการถอดยศและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเรียกคืนเครื่องราชฯ ก็จะเข้าใจได้ทันทีว่า การถูกศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นเข้าหลักเกณฑ์การถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชฯ แต่ก็รั้งรอมาจนครบปี หากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์มีความกล้ามากพอก็ไม่ต้องกลัวผลที่จะเกิดขึ้นตามมา ปัญหาอยู่ที่จะกล้าหรือเปล่าเท่านั้นเอง เพราะลำพังแค่ยังไม่ถอดยศและไม่เรียกคืนเครื่องราชฯ ก็ยังวุ่นวาย โกลาหลทั้งในและนอกสภามากมายถึงขนาดนี้

หาเรื่อง?

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ไม่ควรจะเป็นเรื่องก็ทำให้เป็นเรื่องขึ้นมาเสียอย่างนั้น จะอะไรเสียอีกก็ปัญหาการเสนอถอดยศและริบคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี

ดูเหมือนรัฐบาลเองก็พอจะรู้ว่านี่คือ "เผือกร้อน"

เพราะทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และ นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ต่างประสานเสียงว่าไม่ใช่แอ๊กชั่นของรัฐบาล แต่เป็นเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว

และที่กลายเป็นข่าวใหญ่ขึ้นมาเพราะตร.แห่งชาติ ส่งไปให้กฤษฎีกาตีความว่าคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองนั้น จะมีผลเท่ากับศาลฎีกาทั่วไปหรือไม่

กฤษฎีกา ชี้กลับมาว่ามีผลเท่ากันทุกประการ

ขั้นต่อไปคือดำเนินการถอดยศและริบเครื่องราชฯ

ไม่รู้เหมือนกันว่าคนที่ทำเรื่องนี้ต้องการเอาใจรัฐบาล หรือวางยารัฐบาลกันแน่!??

เพราะที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดง พยายามชี้ให้ประชาชนเห็นว่าถูกกลั่นแกล้งและรัฐบาลดำเนินการ 2 มาตรฐานมาตลอด

ไม่ต้องอื่นไกลคดีม็อบเสื้อแดงกับม็อบเสื้อเหลือง เห็นได้ชัดเจนที่สุด

ม็อบแดงที่อาละวาดเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ทั้งในกรุงเทพฯและการประชุมอาเซียนที่พัทยา คดีเดินหน้าแบบพรวดๆ ออกหมายจับและดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องแทบจะครบทุกกระบวนการแล้ว โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น

แต่ม็อบเสื้อเหลืองที่ทั้งยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน สร้างความเสียหายให้ประเทศชาติยิ่งกว่าม็อบเสื้อแดงหลายเท่า

จนป่านนี้คดียังไปไม่ถึงไหนทั้งๆ ที่ผ่านมากว่า 1 ปีแล้ว

ทั้งที่จะว่าไปแล้วการปิดสนามบินเข้าข่ายการก่อการร้ายสากล และพยานหลักฐานก็ชัดเจน ชนิดถ้าเป็นโจรก็ประมาณว่าถูกจับได้คาหนังคาเขา

รัฐบาลเองก็ดูเหมือนจะไม่สนใจเร่งรัดให้ดำเนินการแต่อย่างใด

ยิ่งมาเกิดเรื่องถอดยศและริบเครื่องราชฯ ด้านหนึ่งกลุ่มที่ไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะสะใจ

แต่อีกด้านก็มองได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้งชนิดจองเวรไม่เลิก

เพราะการถอดยศหรือริบเครื่องราชฯ มันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมาเลย

เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ใช้ข้อหา 2 มาตร ฐาน การกลั่นแกล้งของรัฐบาล เรียกร้องขอความเห็นใจจากคนไทยได้มากโขอยู่แล้ว

เชื่อว่าฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทยจะนำเรื่องนี้ไปขยายผลเพื่อขอความเห็นใจมากขึ้นไปอีก

เพราะธรรมชาติของคนไทย เป็นคนขี้สงสารอยู่แล้ว

และถ้าหากจะหาเรื่องกันจริงๆ เกิดมีใครจุดประเด็นให้รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ถอดยศและริบเครื่องราชฯ ของจำเลยทุกคนที่คดีถึงที่สุดแล้ว

มันจะไม่ยุ่งกันใหญ่หรือ!??

"ราเกซ"กลับไทย เตะตัดขาพรรคร่วม หรือขู่"แม้ว"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ




ที่สุดกระทรวงยุติธรรมแคนาดาได้ส่งตัวนายราเกซ สักเสนา อดีตที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หรือ บีบีซี กลับมาดำเนินคดีที่เมืองไทย

ภายหลังศาลฎีกาไม่รับอุทธรณ์ของนายราเกซ ที่ยื่นร้องคัดค้านความเห็นรมว.ยุติธรรมแคนาดา ที่ให้ส่งตัวเขากลับ

นายราเกซ หรือที่หลายคนรู้จักดีในฉายา "พ่อมดทางการเงิน" ตกเป็นผู้ต้องคดีร่วมกับนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ กรรมการผู้จัดการบีบีซี ในคดียักยอกทรัพย์บีบีซีราว 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,000 ล้านบาท

เนื่องจากมีพฤติกรรมปล่อยกู้ที่มีความเสี่ยงสูงให้แก่นักการเมือง ตกแต่งบัญชีให้มีผลกำไรนับพันล้านบาท เปิดบริษัทกระดาษหลายแห่งเพื่อขอกู้จากบีบีซีแล้วผ่องถ่ายเงินโดยไม่ได้ทำธุรกิจจริง โดยนำที่ดินถิ่นทุรกันดารมาค้ำประกันแล้วตีราคาสูงเกินจริง สร้างเกมเทกโอเวอร์หุ้นในตลาดหลัก ทรัพย์ โดยแบงก์บีบีซีสนับสนุนเงินกู้ในการเทกโอเวอร์ให้นักการเมือง เป็นเหตุให้บีบีซีต้องล้มละลาย และธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ายึดกิจการไปบริหารจัดการแทน

ปี 2539 นายราเกซ หนีคดีไปอยู่แคนาดา และถูกตำรวจออกหมายจับเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ปี เดียวกัน อีก 1 เดือนต่อมา คือวันที่ 7 ก.ค. ตำรวจไทยร่วมกับตำรวจแคนาดา จับกุมนายราเกซ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองแวนคูเวอร์ และถูกคุมขังในคุกเมืองแวนคูเวอร์

นายราเกซ แสดงเจตนาไม่ต้องการกลับมาขึ้นศาลในไทย และติดต่อให้นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ เป็นทนายความแก้ต่างในชั้นศาลไทย ฝ่ายไทยทำหนังสือถึงรมว.ยุติธรรมแคนาดา คัดค้านการประกันตัว

ปี 2546 นายมาร์ติน คูชอน รมว.ยุติธรรมของแคนาดา มีคำตัดสินให้ส่งตัวราเกซให้ทางการไทย นายราเกซ ยื่นอุทธรณ์ อ้างว่าถ้ากลับมาไทยจะถูกสังหารหรือถูกทารุณ แต่วันที่ 11 มิ.ย. 2552 ศาลอุทธรณ์มณฑลบริติชโคลัมเบีย มีคำพิพากษาเห็นตามคำตัดสินของรมว.ยุติธรรมแคนาดา

นายราเกซ อาศัยความสลับซับซ้อนของกฎหมายระหว่างประเทศยื้อเวลามากว่า 13 ปี จน หลายคดีหมดอายุความไปแล้วในเดือนก.พ. 2552

ก่อนที่หลายคดีจะหมดอายุความในปี 2553 ศาลฎีกาแคนาดา ยกคำร้องของนายราเกซ ให้ส่งตัวกลับไทย

ขณะที่ นายเกริกเกียรติ พร้อมผู้บริหารระดับสูงหลายคนของบีบีซี ถูกจับกุมดำเนินคดีฐานฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ รวมถึงความผิดตามพ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ และพ.ร.บ. ธนาคารพาณิชย์ หลายคดี 1 ม.ค. 2548 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาจำคุก นายเกริกเกียรติ 3 คดี คดีละ 10 ปี รวมเป็น 30 ปี ปรับ 3,330 ล้านบาท ทั้งหมดอยู่ระหว่างสู้คดีในชั้นอุทธรณ์

การส่งตัวนายราเกซ กลับมาดำเนินคดีที่เมืองไทย ส่งผลกระทบต่อวงการการเมือง เนื่องจากการล้มของแบงก์บีบีซี มีนักการเมืองไทยและแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนี้เข้าไปมีส่วนพัวพันด้วย

เดือนพ.ค.ปี 2539 รัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา สั่งปิดธนาคารบีบีซี ภายหลังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำข้อมูลการทุจริตฉ้อฉลที่สลับซับซ้อนมาอภิปรายเปิดโปงอย่างละเอียด ถือเป็นข้อมูลเด็ดที่ประชาชนไม่เคยรับรู้เกี่ยวกับการฉ้อโกงอย่างมโหฬารของธนาคารอย่างนี้มาก่อน จนประชาชนแห่ถอนเงินจากธนาคาร

เจตนาของนายสุเทพ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านขณะนั้นต้องการเล่นงานและเอาคืนกลุ่ม 16 ที่เคยเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และตัวเขา กรณีส.ป.ก.4-01 จนนายชวน หลีกภัย ต้องประกาศยุบสภา ในเดือนพ.ค. 2538

หลังการเลือกตั้ง 2 ก.ค. 2538 พรรคชาติไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล นายบรรหาร เป็นนายกฯ ขณะที่แกนนำกลุ่ม 16 ได้บำเหน็จเป็นเก้าอี้รัฐมนตรี ประกอบด้วย นายเนวิน ชิดชอบ เป็นรมช.คลัง นายสุชาติ ตันเจริญ รมช.มหาด ไทย ว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี รมช.พาณิชย์

การอภิปรายของนายสุเทพ ส่งผลให้ทั้งหมดต้องลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 23 พ.ค. 2539 แต่ไม่มีใครถูกดำเนินคดี

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2547 ว่า เขาเคยไปพบนายราเกซ ที่แคนาดา นายราเกซสารภาพว่าให้เงินใครบ้าง โดยทำเอกสารและเซ็นชื่อรับรองไว้ด้วย

เมื่อนายราเกซ ถูกนำตัวกลับไทยจริงๆ ในวันนี้ จึงมีการตั้งข้อสังเกตถึงเอกสารหลักฐานที่นายกอร์ปศักดิ์ อ้างว่ามีอยู่ในมือนั้นมีจริงหรือไม่

ขณะที่ นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ อดีตที่ปรึกษากฎหมายของนายราเกซ ระบุว่า สำเนาบันทึกคำให้การของนายราเกซ เป็นการรวบรวมการทำหน้าที่สมัยเป็นที่ปรึกษาบีบีซี ไม่พบในคำให้การมีการพาดพิงถึงกลุ่ม 16 แต่หากมีข้อมูลใหม่ที่พาดพิงถึง เชื่อว่าไม่มีใครเปลี่ยนแปลงความถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรมได้

ด้านนายเนวินปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีของนายราเกซ จึงไม่รู้สึกกังวลหากนายราเกซ จะถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในไทย และได้เคลียร์บัญชีธุรกรรมทางการเงินกับบีบีซีหมดไปนานแล้ว

เช่นเดียวกับ นายสนธยา คุณปลื้ม ที่มองว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรและไม่รู้สึกวิตกกังวล

เรื่อง"เอกสารลับ" ยังไม่กระจ่าง

พรรคประชาธิปัตย์จะใช้เรื่องนี้เป็นเกมสกัดพลังต่อรองของพรรคภูมิใจไทย หรือไม่

หรือว่าจะใช้ประเด็นการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนของนายราเกซ มาข่มขู่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ยืมมือเพื่อนบ้านไทยเคลื่อน ไหวอยู่ในขณะนี้

เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

สวัสดีหลวงพระบาง

ที่มา เดลินิวส์

สมาคม ไทย-ลาว เพื่อมิตรภาพ (ในลาวเป็นสมาคมลาว-ไทย เพื่อมิตรภาพ) ที่มีอาจารย์โกร่ง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เป็นนายกฯ กระตือรือรนมาก มีกิจกรรมต่อเนื่องไม่เคยขาด

แต่ก็ยังมีช่องว่างของความไม่เข้าใจมาแทรกเป็นยาดำ หลายกรณีเกิดโดยไม่เจตนาและรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ล่าสุด เกิดกับ เป้-อารักษ์ พระเอกที่ดังทะลุจอ จากหนังทีวี แจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา ที่แสดงคู่กับดาราเซ็กซี่ตลอดกาล อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ

ดังขนาดนั้น เสียงริงโทนเรียกเข้าของสาวลาว คือเพลง โอ๊ย โอ๊ย ฉันรักเธอ เหมือนสาวไทยไม่ผิดเลย

และตอนนี้ที่ดังมาก ๆ ก็คือละคร ชิงชัง ช่อง 5 (เพิ่งจบไป) ดูกันแทบทุกบ้าน

นี่เป็นการไหลบ่าของวัฒนธรรมจากไทยไปลาว ผ่านละครทีวี เหมือนซีรีส์เกาหลีที่ถล่มไทยตอนนี้

เรื่องของเป้ เกิดระหว่างเล่นหนัง “สวัสดีหลวงพระบางภาค2” โดยภาคแรกพระเอกคือ อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม ที่สุดหล่อเข้ม บวกเจ้าบทบาทมาก คู่กับ ดาราสาวลาว

ถ่ายไปซักพัก นักข่าวถามเป้ว่า มาถ่ายหนังที่ลาว ไม่กลัวจะติดใจ ได้สาวลาวเป็นแฟนหรือ

พี่เป้ ก็พาซื่อ (หรือเซ่อ) ก็ไม่รู้ ตอบ ไม่หรอก ผู้หญิงไทยสวยกว่าเยอะ โอ๊ย โอ๊ย... นี่ถ้ามีลูกเล่นซะหน่อย บอก ผู้หญิงไทย กับ ผู้หญิงลาว สวยกันคนละแบบ เทียบกันไม่ได้หรอกครับ

รับรอง ได้ใจแม่หญิงลาวตรึม เคราะห์ร้ายที่ภริยา รมต.วัฒนธรรมลาวดูทีวีอยู่ เลยไปบอกสามีว่า พูดงี้ เหมือนโดนหมิ่นศักดิ์ศรีอย่างจัง เป้เลยซวยโดยไม่รู้ตัว!!!

ต้องสวัสดีหลวงพระบางจริง ๆ เจ้าของเสียฟิล์มถ่ายไปเป็นล้าน แต่ต้องหาพระเอกใหม่ เวรกรรม !!!

แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรก นักร้อง เท่ห์-อุเทน พรหมมินทร์ ก็เคยถูกกล่าวหา ไปตำหนิแม่หญิงลาว ตัวไม่หอมเท่ห์ยืนยันนั่งยัน ไม่เคยพูด จะพูดได้ไง บรรพบุรุษผมก็ลาว

เปิดเทปย้อนดูกี่ครั้ง ก็ไม่มีคำพูดนี้ แต่ก็ลือจนบานปลาย ที่สุด เรื่องก็เงียบไป เพราะไม่มีมูลจริง ๆ

ทั้งหลายแหล่ หากเจาะถึงที่สุด มันมีเรื่องการเมืองที่รัฐบาลลาวไม่อยากให้ไทยครอบงำวัฒนธรรมเค้า ก็ต้องตัดตอนบ้าง รวมทั้งความรู้สึกลึก ๆ ว่า คนไทยชอบดูถูกคนลาว ปนเปกันไป

ปี 51 ไทยค้ากับลาวถึง 7-8 หมื่นล้าน และไทยเป็นฝ่ายเกิน ดุลกว่าครึ่ง แล้วเรื่องอะไรที่เราจะไม่พยายามเรียนรู้และเข้าใจเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว ให้ลึกซึ้งมากขึ้น

คนไทยที่นึกว่าตัวเองเป็นเทวดา เที่ยวดูถูกคนลาว ก็คงมี บ้างหรอก แต่คนส่วนใหญ่ตรงข้าม พวกชอบดูถูกคนก็ เป็นพวกมี ปมด้อย ต้องสร้างปมเขื่องข่มคนอื่น พวกนี้ ป่วยทางจิต

ก็ดูสิ ในหลวง ทรงพระประชวร แม่หญิงลาว พาลูก ๆ พร้อมรายชื่อคนลาวในเวียงจันทน์ เดินทางมาลงนามถวายพระพรด้วยตัวเอง ขอให้ทรงหายเร็ว ๆ กลับมาเป็นมิ่งขวัญคน 2 ฝั่งโขงต่อไป น้ำใจแม่หญิงลาว

ช่างงดงามเหลือเกิน.

ดาวประกายพรึก

บิ๊กจิ๋วย้อนคนด่า ขายชาติ เคยทำอะไรบ้าง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_43519

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

อดีตนายกฯ จวกรัฐบาลอย่ารีบตัดสินใจว่าเป็นคนขายชาติ โวยทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมานาน สวนกลับคนที่ด่าเคยทำอะไรเพื่อชาติมาบ้าง เผย "ทักษิณ" ปัดไม่ขอพักพิงเขมรกลัวความสัมพันธ์สองชาติร้าว

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อวันที่ 30 ต.ค. กรณีถูกโจมตีภายหลังการพบสมเด็จ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่า เป็นคนชักศึกเข้าบ้าน พร้อมกับโชว์เอกสารที่ นายอิทธิเดช แก้วหลวง ประธานคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย สภาผู้แทนราษฎร ที่เสนอมาให้ในการเดินทางไปพบสมเด็จ ฮุน เซน ว่า เป็นจุดมุ่งหมายในชีวิตที่ต้องทำให้กับประเทศชาติ และราชบัลลังก์ วันนี้คนไทยมีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน การเดินทางไปกัมพูชาไม่มีอะไรผิดแผกเป็นการปฏิบัติภาระหน้าที่เพื่อประเทศชาติ ส่วนที่มองว่า เป็นการชักศึกเข้าบ้าน คงเป็นข้อห่วงใยของรัฐบาล ใครเป็นรัฐบาลก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา ว่าการเดินทางไปจะนำสิ่งไม่ดีไปบอกหรือไม่ อย่าไปห่วง เมื่อรัฐบาลเตือนมาก็รับฟังกันไว้ การเดินทางไปกัมพูชาไม่มีใครมอบหมายตนให้เดินทางไป แต่ได้รับการร้องขอจากน้อง ๆ ที่อยู่ในคณะกรรมาธิการฯได้ประสานมา ถือเป็นเจตนาที่ดีที่ต้องทำให้การเดินทางครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง

"ความสัมพันธ์กับประเทศกัมพูชาไม่มีปัญหาอะไร เพราะทุกอย่างจบแล้วสิ่งที่ผมอยากเห็น และสิ่งที่ สมเด็จ ฮุน เซน เสนอคือ การถอนกำลังทางทหารของทั้งสองฝ่าย แต่พื้นที่ตรงนั้นเป็นความขัดแย้งอยู่ จึงไม่มีใครถอนกำลังทหารออก ทำให้ต่างคนต่างไม่สบายใจ ประชาชนทั้งสองชาติยังรักกันดีไม่มีปัญหาอะไรกัน รวมถึงการค้าขายตามแนวชายแดน ส่วนที่รัฐบาลเกรงว่า การเดินทางไปกัมพูชาจะนำปัญหาให้กับประเทศไทยนั้น ผมทำงานให้ประเทศชาติ ให้แผ่นดิน สนองพระเดชพระคุณ ตั้งแต่ปี 2497ทำงานถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และที่เป็นห่วงผม มันเกิดขึ้นหรือยัง เมื่อมันยังไม่เกิดก็อย่าไปว่าเขา คิดไม่ได้หรือ ว่า พล.อ.ชวลิต ทำอะไรให้บ้านเมืองมาบ้างก่อนที่จะมาชี้หน้าว่า เราขายชาติคิดซักนิดไม่ได้หรือ ถ้าพล.อ.ชวลิต ขายชาติ แล้วคนที่พูดทำอะไรให้กับชาติบ้าง แต่พูดแบบนั้นก็คงไม่ดี เพราะเขาห่วงเรา เราทำงานใหญ่ต้องเปิดใจและยอมรับ" อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว

เมื่อถามว่า การเดินทางไปเยี่ยมประเทศเพื่อนบ้านครั้งหน้าจะทำให้เกิดปัญหาอีกหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า สนุกแน่ เพราะเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ประธานรัฐบาลทหารพม่า รู้จักกันมานานมีความผูกพันกัน ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าค่อนข้างมีปัญหา เราก็จะไปบอกว่าคนกันเอง "กากี่นั้ง" มาเป็นเพื่อนกันดีกว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็ขอให้เข้าใจกันว่าเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อถามถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปพำนักที่ประเทศกัมพูชา พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ตนไม่ได้ถามคนที่อยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะไปอยู่ทำไมมันอากาศร้อนจะตาย มาอยู่ที่กัมพูชาดีกว่า ตนเคยถามว่าทำไมไม่มาอยู่ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกผ่านคนอื่นมาว่า ไม่อยากสร้างปัญหาให้กับประเทศทั้งสองซึ่งเป็นความคิดที่ดี และที่ตนถามเพื่อทดสอบจิตใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าคิดอย่างไร ดังนั้นช่วยกันพิจารณาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนอย่างไร

"พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อยากให้ทั้งสองประเทศเกิดปัญหา ซึ่งไม่ห่วงในเรื่องความสัมพันธ์ของทหารไทย และทหารกัมพูชา เขารักกัน แม่ทัพภาคที่ 2 และ แม่ทัพของกัมพูชา ผูกพันกัน แม้ว่าฝ่ายการเมืองจะติดขัดก็ตาม การเมืองเป็นเรื่องธรรมดา รู้หรือไม่เมื่อ 10-20 ปีก่อน มีนายพลคนหนึ่ง หนีคดีฆาตกรรม สมเด็จ ฮุน เซน จากกัมพูชา มาหลบอยู่ที่ประเทศไทย ทางกัมพูชาส่งหมายมายังประเทศไทยเพื่อขอตัวกลับ แต่ไม่รู้ว่านายคนนั้นไปอยู่ที่ไหน เรื่องนี้ไม่มีอะไรหรอกพี่น้องอย่าตกใจอะไรมาก ส่วนแนวที่เสนอไปรัฐบาลยังปฏิเสธอยู่นั้น ถ้าปฏิเสธก็จะต้องบอกด้วยว่าจะให้ทำอย่างไรไม่ใช่ว่าจะไปทำให้ท่านไม่สบายใจ แต่ผมอยากรู้ว่าจะเอาแนวทางใหม่อย่างไรดี เพราะเราเห็นว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางที่ดีที่สุด แต่เราคิดว่าท่านคงจะมีความคิดอยู่แล้ว อย่าเพิ่งไปคิดว่าจะมีอะไรที่ไม่ดี" พล.อ.ชวลิต กล่าว

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าภารกิจที่เดินทางไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านจะทำให้เกิดความ สมานฉันท์ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า วันแรกที่เข้ามาทำงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทย ว่าตนจะไม่รอดูเหตุการณ์ที่กำลังพัฒนาในประเทศไทย และจะไม่ทิ้งประเทศไทย เพราะเราเป็นข้าในแผ่นดิน เราต้องทำแผ่นดินนี้ให้เกิดความสงบ นี่คือภาระหน้าที่ของพวกเราที่ได้รับการอบรมสั่งสอน และเราเคยทำให้ประเทศนี้ประสบความสงบสุขมาแล้ว เราคงไม่อยากปล่อยให้มาเละเทะในช่วงนี้ มันทนไม่ได้ แต่ก็รอว่าจะมีผู้ใดจะเสนอแนวทางหรือวิเคราะห์ปัญหาของชาติ วันนี้มัวแต่ดูเรื่องรัฐธรรมนูญ ดูเหมือนรัฐธรรมนูญเป็นยาวิเศษในการแก้ไขปัญหา รัฐธรรมนูญมี 18 ฉบับยังไม่พอสำหรับคนไทย จะเอาซักกี่ฉบับนี่คือสิ่งที่ห่วงใย ในฐานะที่ผ่านงานด้านนี้มา

"ผมเห็นว่าถ้าประเทศชาติย้ำอยู่อย่างนี้ พี่น้องจะยากจน และยากลำบาก ถ้าแก้ไม่ได้ก็น่าละอาย เหตุนี้ทำให้ตนเห็นว่า ไม่มีคนที่จะมาวิเคราะห์ปัญหาชาติได้อย่างตรงไปตรงมา และเสนอแนวทางแก้ไข ผมรออยู่และพยายามพูดแต่ก็ไม่เป็นผลจึงต้องเข้ามาดำเนินงานด้านการเมือง ตนอยากพูดอยู่ 5 ข้อ 1.จะทำอย่างไรที่จะลบคำพูดที่เลอะเทอะว่าพรรคนี้สีนี้คนๆ นี้ไม่จงรักภักดี 2.แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง 3.ภาคใต้ 4.ปัญหารอบบ้าน และ 5.ความยากลำบากของประชาชน อย่ากระพริบตาเป็นอันขาด ตนมีเวลา 1 ปีในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เมื่อตนอายุ 79-80 ปีคงไม่ไหวแล้ว" พล.อ.ชวลิต กล่าว

เมื่อถามว่า จะเชิญพ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศไทยได้หรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ยังไม่เคยคุยกัน ส่วนมากเวลาคุยจะผ่านสื่อเสียส่วนใหญ่เพราะมีคนสื่อให้ เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) มาจับมือเพื่อพัฒนาประเทศชาติหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า พล.อ.สนธิ เป็นคนน่ารัก เป็นคนตั้งอกตั้งใจทำงาน ตนได้ส่งหนังสือเชิญ พล.อ.สนธิ ลงไปในพื้นที่ จ.ปัตตานี ในวันที่ 3 พ.ย.นี้ เพราะการแก้ไขจะต้องแสดงถึงความสมานฉันท์ แสดงออกถึงการอโหสิกรรมกันมีจุดร่วมตรงกันเพื่อแก้ไขปัญหา ส่วนที่ พล.อ.สนธิจะเล่นการเมืองนั้น ตนขอแสดงความชื่นชมที่เลือกหนทางนี้

ถอดยศ

ที่มา ไทยรัฐ

หลักเกณฑ์ การปลดและถอดยศ มีระบุไว้ใน พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494, ข้อบังคับ กห.ว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย เลื่อน และลดตำแหน่งข้าราชการกลาโหม พ.ศ.2502, ข้อบังคับ กห.ว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศทหาร และบรรดาศักดิ์ พ.ศ.2507, คำสั่ง ทบ.ที่ 176/2508 ลง 10 มิ.ย. 08 เรื่องการหมุนเวียนกำลังพล

และระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547 โดยมีเนื้อหาว่า เนื่องจากผู้ที่ดำรงอยู่ในยศตำรวจ สมควรประพฤติหรือวางตนให้เหมาะสมแก่เกียรติศักดิ์ มิฉะนั้นย่อมเป็นทางนำความเสื่อมเสียมาสู่หมู่คณะ โดยเหตุผลดังกล่าว หากผู้ใดประพฤติหรือวางตนให้เหมาะสมกับเกียรติศักดิ์ไม่ได้ ก็ไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศตำรวจต่อไป

การเสนอถอดยศตำรวจทั้งแก่ ผู้ที่อยู่ในราชการตำรวจและ ที่พ้นจากราชการตำรวจไปแล้ว ให้กระทำได้มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุด ว่าทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แม้ศาลจะพิพากษารอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษไว้ก็ตาม

โทษต้องเป็นโทษจำคุกหรือหนักกว่าจำคุก ยกเว้น ความผิด ลหุโทษหรือความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท

ต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้เป็นบุคคลล้มละลายเพราะก่อให้เกิดหนี้ขึ้นโดยทุจริต หรือกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและมีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ

ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงสำหรับ ผู้ที่มิได้อยู่ในราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ต้องคดีอาญาแล้วหลบหนีสำหรับผู้มิได้อยู่ในราชการหรือหน่วยงานของรัฐ

ทุกกรณีถ้าจะปฏิบัติกันโดยเคร่งครัด เข้าใจว่าคงจะมีข้าราชการ ที่ถูกถอดยศกันเป็นกระบุง โดยเฉพาะพวกที่ชอบทำตัวมีสีมี อิทธิพล ประพฤติชั่ว ซึ่งหมายถึงข้าราชการ ทหาร ตำรวจโดยทั่วไป

แต่ก็ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมาตลอด

พูดถึงกรณีนักการเมืองหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในอดีตมีบางท่านเคยถูกถอดยศก็ขอยศคืน หรือขอเพิ่มยศให้ตัวเองก็มี เรื่องยศ เรื่องตำแหน่ง เรื่องเครื่องราชย์ฯสมัยหนึ่งถูกชาวบ้านวิจารณ์กันมาก เพราะมีการนำไปแสวงหาประโยชน์อย่างไม่สมควร

ระยะหลังมีการเข้มงวดมากขึ้น นักการเมืองก็ไม่กล้าขยับจะขอเพิ่มยศให้ตัวเอง ส่วนที่มีการกระทำความผิดก็นำเหตุผลอื่นมาประกอบในลักษณะบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น เนื่องจากยศตำแหน่งมาจากการพระราชทานจึงมีการระมัดระวังกันมากขึ้น อดีตนายกฯหลายท่านถูกยัดข้อหาทุจริต ถูกยึดอำนาจ ถูกดำเนินการทำนองเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ก็ไม่ถึงกับถูกถอดยศ เพิ่งจะมากระตือรือร้นเอาในรัฐบาลชุดนี้.

หมัดเหล็ก

ต่อรองเดี๋ยวก็เงียบ!

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_43475

อภิสิทธิ์

"กับทักษิณสั่งปลด แต่คืนยศทรราช"

มุกไวทันกันจริงๆ

โดยลีลาสาดน้ำมัน โหมเชื้อไฟของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ออกมาย้อนศรมาตรฐานประชาธิปไตยของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เดินหน้าถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

แต่ย้อนกลับไปสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ ได้พยายามคืนยศ พร้อมสิทธิทางราชการให้จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกฯ ที่แปดเปื้อนกับเหตุ "ตุลาวิปโยค"

นัยว่า โลกหมุนกลับไปล้อประวัติศาสตร์

ประชาธิปัตย์ก็มี "แผลเป็น" ให้เขี่ยสะเก็ด เรียกเลือดได้เหมือนกัน

ทั้งหมดทั้งปวง มันเป็นอะไรที่ "ไวไฟ" โดยปมถอดยศอดีตนายกฯทักษิณ เป็นชนวนอย่างดีที่จะเขี่ยเชื้อโหมเพลิงในใจของม็อบเสื้อแดงให้พรึบพรับ

จุดติด ลุกลามแล้วดับลำบาก

เดิมพันเกียรติยศ "ทักษิณ" ที่ฝ่ายประชาธิปัตย์เองก็เสี่ยงเหมือนกัน

แต่โดยจังหวะที่ดูจะผ่อนอาการขึงพืดลงไป

ล่าสุดอดีตนายกฯทักษิณ โพสต์ผ่านทวิตเตอร์ ปฏิเสธกรณีที่นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ออกมาตีปี๊บ "ล่อเป้า" ว่า "นายใหญ่" จะนั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวมายังกัมพูชา เพื่อร่วมงานประเพณีลอยกระทง และขอบคุณสมเด็จฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา ในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้

บอกปัดกันตรงๆเลยว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการปล่อยข่าว

พร้อมกับยืนยัน จะอยู่ถิ่นชาวมุสลิมที่เมืองดูไบ ยังไม่ไปไหน และในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ จะ SMS กับคนไทยได้โดยตรงแล้ว โดยจะเปิดช่องทางใหม่ในการติดต่อ และจะเน้นไปที่การพูดคุยด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก

ปรับมุกเล่นใหม่

ในจังหวะ "นายใหญ่" ผ่อนคันเร่งเกม "โลกล้อมประเทศไทย" อาศัย "ตัวช่วยนอกประเทศ" บี้กับ "ตัวช่วยในเมืองไทย" ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

หันไปเน้นจุดขาย โชว์ชั้นเชิงเศรษฐกิจบลัฟปมด้อยรัฐบาลประชาธิปัตย์

"ทักษิณ" ตีกรรเชียง แย็บเก็บคะแนน

สอดรับกับคิวที่ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ประธานพรรคเพื่อไทย ออกมาสำทับออกตัวแทนน้องรัก เป็นทำนองเคยถามอดีตนายกฯทักษิณเป็นการส่วนตัว ไปอยู่ทำไมแถบทะเลทรายร้อนๆ ไม่มาอยู่กัมพูชาสบายๆ

แต่ได้รับคำตอบว่า ไม่อยากสร้างปัญหาให้ประเทศทั้งสอง

เอาเป็นว่า "ปิดเกม" อดีตนายกฯทักษิณไม่มีแผนมาปักหลักลี้ภัยอยู่ในกัมพูชา กดดันฝ่ายคุมเกมอำนาจในเมืองไทยแค่ปลายจมูก

เลิกระแวงกันได้

โดยเกมมันก็น่าจะไม่ผิดไปจากที่ "บักใส" นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานม็อบพันธมิตรฯ ในฐานะเลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ ออกมาตั้งแง่ดักทาง แม้คณะกรรมการกฤษฎีกาจะมีมติเสนอไปแล้ว

แต่ในขั้นตอนถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณสำเร็จหรือไม่ เข้าใจว่าเรื่องนี้อาจถูกโยงเป็นเกมต่อรองทางการเมืองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกับเครือข่ายอดีตนายกฯทักษิณ

หรืออาจทำให้เรื่องนี้ยืดเยื้อไปไม่มีที่สิ้นสุด

โดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อาจใช้วิธีปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป จนพ้นช่วงตัวเองมีอำนาจ แล้วปล่อยให้รัฐบาลชุดใหม่มาตอบคำถามสังคมต่อไป

อ่านทะลุช็อต ไล่ตามเกมทัน

"บักใส" แต้มสูงขึ้นเยอะ หลังโดดลงสนามการเมืองเต็มคราบในฐานะเลขาธิการพรรคการเมืองใหม่
ที่แน่ๆ เริ่มเข้าใจธรรมชาติของนักเลือกตั้ง

ในอารมณ์ของนักการเมืองอาชีพ ยังไงก็ไม่ไล่กันให้จนมุมจนแต้ม

บีบให้ฝ่ายตรงข้าม "สู้ตาย"

โดยเฉพาะในจังหวะที่ตัวเองก็ไม่ชัวร์ว่าจะชนะเด็ดขาด.

ทีมข่าวการเมือง

อิทธิพลสื่อกับการท้าทายอำนาจทางการเมือง

ที่มา ประชาไท

ปิยวรรณ จันทรศรี
สาขาภูมิภาคศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
ปฏิบัติงานสหกิจศึกษา สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

สื่อมวลชนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการชี้นำกระแสทางการเมือง เป็นกลุ่มคนสำคัญที่นำเสนอข่าวสาร ที่ส่งผลและมีอิทธิพลต่อทุกคน ทำให้คนจำนวนมากสามารถรับรู้เรื่องราวในแง่มุมที่หลากหลายได้ในหลายรูปแบบ ทั้งวิทยุ สิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต และโฆษณาต่างๆ หรือเราอาจจะเรียกสั้นๆว่าสื่อ ซึ่งเป็นเหมือนกับ กระจกเงา ที่สะท้อนทั้งภาพ เสียง และข้อมูล ต่างๆที่ได้รับไปสู่มวลชนนั้นเอง แน่นอนว่าถ้าประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารด้านใดด้านหนึ่งเข้าไป ก็จะติดและเชื่อตามนั้นเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะปัจจุบันนี้เกือบทุกบ้านมีวิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งสามารถรับรู้ข่าวสารได้รวดเร็วตลอดเวลา บทบาทของสื่อจึงมีความสำคัญมากที่จะสื่อสารให้คนตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา ไม่ว่าจะอ่านหนังสือไม่ออก หรือเขียนไม่ได้ก็ตาม แต่พวกเขาก็สามารถที่จะรับรู้ข่าวสารได้ และจะตามกระแสนั้นโดยไม่ได้ตั้งคำถามและหาคำตอบว่าความจริงทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังข่าวนั้นเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่จะเชื่อในภาพแรกที่เห็น เป็นธรรมชาติของคนไทยที่เชื่อคนง่าย
สื่อสามารถกู้ชาติได้อย่างไร ?
กรณีของประเทศอินโดนีเซีย ที่เคยตกเป็นอาณานิคมของฮอลันดามาเป็นเวลานานตั้งปี ค.ศ.1614 ชาวอินโดนีเซียยอมจำนนต่อชะตากรรม ยอมให้ฝรั่งขูดรีดอย่างไม่ปราณี โดยไม่ได้คิดที่จะต่อสู้ แต่ต่อมายุคของคนสมัยใหม่ที่ได้รับการศึกษาจากตะวันตก นำโดย ระเด่น มัสติรโตอดิสุระโย (Raden Mas Tirtoadisurjo) ได้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ชื่อ Suenda Berita(ข่าวซุนดา) และหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ชื่อ Medan Prijaji ซึ่งต่อมาก็ได้เปลี่ยนมาเป็นหนังสือพิมพ์รายวัน ปี ค.ศ.1910 มีการเผยแพร่ข่าวสารปลุกระดมมวลชนให้เกิดกระแสชาตินิยม ให้จินตนาการถึงความเป็นชาติแบบไม่เคยมีมาก่อนหน้านี้ จากการรับรู้ข่าวสารที่ตอกย้ำทุกวันว่าเราคือคนอินโดนีเซีย ทำให้พวกเขาเริ่มมีจิตสำนึกร่วมถึงความเป็นชาติเดียวกัน การเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง ทำให้คนอินโดนีเซียมีความตื่นตัว และลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเข้มข้น จนในที่สุดก็สามารถประกาศเอกราชได้ในปี ค.ศ.1945 โดยถือได้ว่า สื่อ (หนังสือพิมพ์) เป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่ง จากหลายๆปัจจัยรวมกัน นำมาซึ่งเอกราชของประเทศอินโดนีเซียในทุกวันนี้
สำหรับสังคมไทย ตัวอย่างที่ทุกคนอาจเคยเจอกับตัว เช่น การเลือกตั้ง ซึ่งหมายถึงก้าวแรกของนักการเมือง ที่ต้องอาศัยสื่อ ถ้าพวกเขาเหล่านั้นลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ไม่มีการโฆษณา ไม่มีการสื่อสาร เพื่อหาเสียง เขาเหล่านั้นก็จะไม่เป็นที่รู้จัก ยากที่จะมีคนยอมรับ เพราะไม่เป็นที่รับรู้ว่าเขามีดีอย่างไร อาจส่งผลต่อการไม่ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง แต่ถ้าคนเหล่านั้นมีการโฆษณา หาเสียง ประกาศกิตติศัพท์ เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวาง นอกจากญาติก็อาจจะทำให้มีคนส่วนใหญ่เชื่อเขาเพราะการโฆษณาหาเสียงนั้นเอง ก็คืออิทธิพลของสื่อที่นักการเมืองสามารถซื้อได้ด้วยเงิน และสามารถนำมาซึ่งอำนาจทางการเมือง นี้ซึ่งเป็นเพียงภาพเริ่มต้นในบ้านเรา
นอกจากสื่อสามารถสร้างกระแสให้คนคล้อยตามจนถึงขั้นเปลี่ยนอุดมการณ์ของคนได้แล้ว สื่อยังมีพลังอำนาจในการสร้างแรงกดดันให้คนยอมทำตามได้
กรณีของน้อง เคอิโงะ ที่ถูกพ่อชาวญี่ปุ่นทอดทิ้งไปนานแล้ว ถึงแม้เขาจะมีเหตุผลใดก็ตาม แต่ถ้ากรณีของน้อง เคอิโงะ ไม่เป็นข่าว ไม่เป็นกระแสที่คนส่วนใหญ่ติดตาม ชายชาวญี่ปุ่นคนนี้ ก็อาจจะยังไม่มีจิตสำนึกมาหาลูกในเร็ววันแน่ หรือไม่รู้หรอกว่ายังมีลูกที่ตามหาเขาอยู่ แต่ด้วยอิทธิพลของสื่อ ที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักของคนส่วนใหญ่ และตกเป็นเป้าสายตา ต้องคอยตอบคำถาม ทำให้ชีวิตของเขาไม่ปกติสุขอีกต่อไป มันกลายเป็นแรงกดดันให้เขาต้องเลือกทำตามกระแส ทำตามความต้องการของสังคม ถึงแม้ว่าเขายังไม่พร้อมและไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงของเขาก็ตาม
จากทั้งสามตัวอย่างที่ได้ยกมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประโยชน์ของสื่อ ที่สามารถนำเสนอข่าวสารได้รวดเร็ว ให้ความรู้ ความบันเทิง แต่มีคนบางกลุ่มที่มองเห็นถึงประโยชน์ของการควบคุมสื่อ และต้องการที่จะเข้าไปแทรกแซง เพื่อที่จะเป็นประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง เข้าไปครอบครองสื่อให้นำเสนอแต่ด้านดีๆของฝ่ายตนเอง เพื่อสร้างภาพและปิดบังความจริงบางอย่างที่ไม่ต้องการให้ประชาชนรับรู้ คือสื่อของใครก็นำเสนอให้เข้าข้างฝ่ายตนเอง เช่น สื่อของรัฐบาลที่เสนอให้รัฐบาลมีแต่ความถูกต้อง แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะนำเสนอข่าวสารเข้าข้างฝ่ายค้าน ซึ่งจากการที่สื่อถูกครอบงำเช่นนี้ ผลที่ตามมาคือเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นในสังคม ประชาชนจะถูกครอบงำด้วยอำนาจของสื่อที่เอนเอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่ง ยากที่จะสามารถรับรู้ความจริงบางอย่างได้อย่างรอบด้านโดยเสรี
อิทธิพลคนกุมสื่อ จึงกลายเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทยในปัจจุบัน เพราะสื่อนั้นถูกแทรกแซงหลายครั้งหลายคราว การนำเสนอข่าวที่ตรงไปตรงมา ถูกต้องตามความจริง เป็นเรื่องที่ทำได้ยากในปัจจุบัน เพราะนอกจากต้องอยู่ภายใต้กฎหมายแล้ว ยังอยู่ภายใต้อำนาจบางอย่าง ที่คอยควบคุมตรวจสอบไม่ให้ข่าวบางข่าวเล็ดลอดออกมาได้ จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจสื่อมวลชน ที่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ และน่าหนักใจแทนประชาชนชาวไทย ที่ไม่สามารถรับรู้ความจริงได้อย่างหมดเปลือก ซึ่งบางเรื่องถูกปล่อยให้คลุมเครือแล้วก็เงียบไป หรือข่าวบางเรื่องไม่มีโอกาสที่จะออกมาเผยแพร่ได้
ดังกรณี คำสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยจอม เพชรประดับ ทางสถานีวิทยุ FM 100.5 MHz ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “รัฐบาลอภิสิทธิ์จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะไม่มีอิสระในการทำงาน เกือบทุกฝ่ายมีคนที่มีอิสระเหนือรัฐบาลเข้าไปแทรกแซง ทำให้เขาไม่เชื่อในกระบวนการความยุติธรรมของสังคมไทย ดังกรณีซื้อที่ดินที่รัชดา ที่คนซื้อไม่ผิด คนขายไม่ผิด แต่ตลกที่คนผิดเป็น ทักษิณ ที่เขาเอาบัตรประชาชนไปค้ำประกันให้ภรรยาซื้อที่ดิน”
จะเห็นได้ว่าเนื้อหาบางส่วนนั้นเป็นการโจมตีรัฐบาล จึงทำให้โดนสั่งห้ามเผยแพร่ข่าวนี้ ทั้งๆ ที่มันเป็นสิทธิของนักข่าวที่จะสัมภาษณ์ใครก็ได้ แม้แต่นักโทษประหารยังมีโอกาสให้สัมภาษณ์ได้ และอดีตนายกฯก็มีสิทธิ์ในการให้สัมภาษณ์ ซึ่งน่าจะไม่ผิดที่สื่อให้ความเป็นกลางนำเสนอข่าวทั้งสองด้าน แต่รัฐบาลไม่ต้องการให้ข่าวนี้นำเสนอออกไป เท่ากับว่ารัฐบาลใช้อำนาจเข้าไปแทรกแซงสื่อไม่ให้นำเสนอข่าวของคนฝ่ายตรงข้าม ทั้งที่เป็นแค่ให้สำภาษณ์ทั่วไปอาจจะเป็นความจริงหรือเป็นแค่การกล่าวอ้าง แต่มันก็คือข่าวที่เป็นการเคลื่อนไหวอยู่ขณะนั้น ซึ่งประชาชนมีสิทธิ์ที่จะรู้
ในทางกลับกันกรณี ของรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ที่สนับสนุนและเปิดโอกาสให้จัดรายการสนทนาวิพากษ์วิจารณ์การเมือง ชื่อรายการความจริงวันนี้ โดยมีเนื้อหาโจมตีฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลอย่างรุนแรง เท่ากับว่ารัฐบาลสมัยนั้นเลือกปฏิบัติและเปิดโอกาสใช้สื่อไม่เท่าเทียมกันทุกฝ่าย โดยใช้สื่อเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาลฝ่ายเดียว
ทั้งสองกรณีตัวอย่างเป็นการแทรกแซงสื่อโดยรัฐบาลที่ได้ตัดสินใจแทนประชาชนว่าไม่ควรรู้ ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะเชื่อคำพูดของใคร การทำให้ประชาชนไม่สามารถที่จะรับรู้ในสิ่งที่อีกฝ่ายตอบโต้ได้ คือประชาชนต้องรับรู้ข่าวสารเพียงด้านเดียว เมื่อรับรู้ซ้ำๆ นานๆ เข้าคนส่วนใหญ่จะเกิดความเชื่อว่านั้นคือเรื่องจริงที่ถูกต้อง ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงข่าวลวงก็ตาม เพราะสื่อสามารถสร้างความเชื่อได้ (เป็นโชคดีของผู้เป็นใหญ่ทุกยุคทุกสมัยที่ใช้อำนาจสร้างความเชื่อได้)
จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงกรณีตัวอย่างที่หยิบยกขึ้นมา เพื่อให้เห็นภาพของอิทธิพลของสื่อ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม อย่างมีพลัง อำนาจ แต่ไม่มีโอกาสอยู่เหนือการควบคุม เพราะสื่อเป็นเครื่องมือ ที่ถูกแทรกแซงโดยผู้ที่มีอำนาจรัฐ ดังนั้นความถูกต้องเที่ยงตรง จริงแท้และยุติธรรม จึงยากที่จะเกิดขึ้นในสังคมข่าวสารของไทย โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง เป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยความสับสน ซับซ้อนและซ่อนเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง เต็มไปด้วยผลประโยชน์ตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่างก้าวเข้ามาเล่นเกมการเมือง และต้องใช้กระแสสื่อเป็นตัวหล่อเลี้ยงอำนาจของตนให้อยู่รอดต่อไป ดังนั้นมันก็เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับนักการเมืองที่ต้องเข้าไปดึงสื่อมาไว้เป็นพวก
สำหรับประชาชนทั่วไปผู้เสพสื่อ ควรจะต้องเพิ่มความระมัดระวังและพิจารณา คิดตั้งคำถามความเป็นไปได้ของกระแสข่าวและควรหาคำตอบเพิ่มเติม ก่อนรับเอาข้อมูลเหล่านั้นมาเชื่อจดจำและวิพากษ์วิจารณ์
สำหรับสื่อมวลชน ผู้นำสื่อ ผู้สื่อสาร ควรที่จะคำนึงถึงจรรยาบรรณ ความถูกต้องและความเป็นธรรมแก่ประชาชนเป็นส่วนใหญ่ ทำหน้าที่นำพาแต่ข่าวสาร ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เป็นกลาง ไร้การควบคุม โดยคำนึงถึงความสมานฉันท์ในสังคมเป็นสำคัญ เพราะสื่อมวลชนคือคนกลางที่สามารถประสานความเข้าใจให้กับทุกฝ่ายได้ ด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่ของสื่อที่ซื่อตรง ที่อาจนำมาซึ่งความสงบสุขในสังคมได้

บทสัมภาษณ์ ดร.ปิยสวัสดิ์ ดีดีคนใหม่ของบริษัทการบินไทย

ที่มา thaifreenews

ชวนอ่านบทสัมภาษณ์พิเศษ ดีดีคนใหม่ของการบินไทย

ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์

"ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมคนไทยเราจะต้องทนดูให้บุคคลเหล่านั้นเข้ามาหาผลประโยชน์กับการบินไทย

ต่อ ไป ผมจึงอาสาเข้ามาแก้ไขปัญหา เพื่อฟื้นฟูการบินไทยให้เป็นองค์กรที่มีความยั่งยืน และแข็งแกร่ง กลับมาเป็นที่ภาคภูมิใจของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริงอีกครั้ง"

ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) คนใหม่ บอกกับพนักงานในวันแถลงนโยบาย ณ วันที่เขาเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 ต.ค.

ขณะที่สภาพการณ์ปัจจุบันการบินไทยประสบปัญหาหนัก จากทั้งปัจจัยภายนอกอย่างที่ทราบ และปัจจัยภายในคือถูกเอาเปรียบจากบุคคลบางกลุ่ม จนกลายเป็นประเพณีปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับที่รัฐวิสาหกิจหลายแห่งถูกกระทำ

ว่าแต่ปัญหาของการบินไทยดูจะหนักกว่าในความเห็นของ ดร.ปิยสวัสดิ์

ดร.ปิยสวัสดิ์ ยังเปิดเผยด้วยว่า เขาถูกตั้งคำถามมากมายจากบรรดาญาติสนิทมิตรสหาย และคนรู้จัก ว่าจะเอาชื่อเสียงที่สะสมตลอดชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ทำไม

บทสัมภาษณ์พิเศษของทีมเศรษฐกิจ

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/42118


วิกฤติศรัทธากอบกู้ใจลูกค้า

นอกจากปัญหาภายนอกที่รุมเร้าอยู่ในขณะนี้ ทั้งวิกฤติเศรษฐกิจโลก การเมืองภายใน ราคาน้ำมัน และการแข่งขันที่รุนแรงระหว่างธุรกิจการบิน ทั้งจากสายการบินคู่แข่งในภูมิ-ภาคที่เข้มแข็งและปรับมาตรฐานการบริการที่ดี ขึ้น การบุกตลาดของสายการบินหน้าใหม่ทุนหนาจากตะวันออกกลาง รวมทั้งการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของสายการบินต้นทุนต่ำแล้ว

ความ อ่อนแอภายในองค์กรยังเป็นปัจจัยสำคัญซ้ำเติมสถานภาพของการบินไทยให้ตกต่ำ รุนแรงต่อเนื่อง จนสะท้อนให้เห็นผ่านผลประกอบการปี 2551 ซึ่งขาดทุนสุทธิสูงถึง 21,450.36 ล้านบาท

แต่ที่สำคัญที่สุด การบินไทยต้องเผชิญกับภาวะการขาดผู้นำที่มีวิสัยทัศน์มาตลอด หลายปีที่ผ่านมา ด้วยปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่รุมเร้า ทำให้การบินไทยสายการบินแห่งชาติของประเทศ ซึ่งเคยครองตำแหน่งสายการบินดีเด่นที่สุดอันดับที่ 2 ของโลก เมื่อปี 2549 หล่นฮวบลงมาอยู่ที่อันดับ 10 ในการจัดอันดับครั้งล่าสุด

"จากการ สำรวจความพึงพอใจของลูกค้าล่าสุด เราได้คะแนนต่ำมากในหลายด้าน ทั้งเรื่องที่นั่ง โปรแกรมความบันเทิงบนเครื่อง (In-Flight Entertainment) เอกสารสำหรับอ่านบนเครื่อง อาหาร การติดต่อสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต และคุณภาพการบริการ ซึ่งข้อหลังนี้เราเคยมีชื่อเสียงมาก แต่ภายหลังถดถอยลงไป"

วิกฤติศรัทธากอบกู้ใจลูกค้า

นอก จากปัญหาภายนอกที่รุมเร้าอยู่ในขณะนี้ ทั้งวิกฤติเศรษฐกิจโลก การเมืองภายใน ราคาน้ำมัน และการแข่งขันที่รุนแรงระหว่างธุรกิจการบิน ทั้งจากสายการบินคู่แข่งในภูมิ-ภาคที่เข้มแข็งและปรับมาตรฐานการบริการที่ดี ขึ้น การบุกตลาดของสายการบินหน้าใหม่ทุนหนาจากตะวันออกกลาง รวมทั้งการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของสายการบินต้นทุนต่ำแล้ว

ความ อ่อนแอภายในองค์กรยังเป็นปัจจัยสำคัญซ้ำเติมสถานภาพของการบินไทยให้ตกต่ำ รุนแรงต่อเนื่อง จนสะท้อนให้เห็นผ่านผลประกอบการปี 2551 ซึ่งขาดทุนสุทธิสูงถึง 21,450.36 ล้านบาท

แต่ที่สำคัญที่สุด การบินไทยต้องเผชิญกับภาวะการขาดผู้นำที่มีวิสัยทัศน์มาตลอด หลายปีที่ผ่านมา ด้วยปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่รุมเร้า ทำให้การบินไทยสายการบินแห่งชาติของประเทศ ซึ่งเคยครองตำแหน่งสายการบินดีเด่นที่สุดอันดับที่ 2 ของโลก เมื่อปี 2549 หล่นฮวบลงมาอยู่ที่อันดับ 10 ในการจัดอันดับครั้งล่าสุด

"จากการ สำรวจความพึงพอใจของลูกค้าล่าสุด เราได้คะแนนต่ำมากในหลายด้าน ทั้งเรื่องที่นั่ง โปรแกรมความบันเทิงบนเครื่อง (In-Flight Entertainment) เอกสารสำหรับอ่านบนเครื่อง อาหาร การติดต่อสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต และคุณภาพการบริการ ซึ่งข้อหลังนี้เราเคยมีชื่อเสียงมาก แต่ภายหลังถดถอยลงไป"

ดร.ปิยสวัสดิ์บอกว่า ข้อบกพร่องที่ลูกค้าติเตียนมานั้น จะได้รับการแก้ไขทันที บางปัญหาต้องอาศัยเวลา โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เช่น การปรับที่นั่งให้สบายขึ้น การเพิ่มความบันเทิงส่วนตัว (จอภาพยนตร์) ให้กับลูกค้าในชั้นประหยัด ขณะที่ปัญหาที่แก้ไขได้เลย เช่น เรื่องของอาหาร เอกสารแมกกาซีนที่ให้บริการบนเครื่อง รวมทั้งระบบอินเตอร์เน็ต จะได้รับการปรับปรุงในทันที


เขาเล่าว่า เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งได้มีโอกาสเข้าไปดูงานด้านอาหาร สำรวจหน้าตาอาหาร ของการบินไทยกับสายการบินอื่นๆ ยอมรับว่าอาหารของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ และสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิก ดูน่ารับประทาน กว่า ทั้งที่มาจากที่เดียวกัน เพราะครัวการบินไทยเป็นคนรับจ้างทำ "เรื่องรสชาติคงไม่มี ความแตกต่าง แต่เมนูเขาน่ารับประทานกว่า หลากหลายกว่า เราจึงต้องปรับเมนู หน้าตาให้ดีขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก"

การไม่สามารถให้บริการได้ตรง ตามความพึงพอใจของลูกค้า ทำให้การบินไทยสูญเสียโอกาสในการตั้งราคาขายตั๋ว ทำให้ขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าสายการบินคู่แข่ง

ปัจจุบันราคาตั๋วการ บินไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 1.90 บาทต่อตั๋วต่อคนต่อกิโลเมตรต่อเที่ยว เปรียบเทียบกับสิงคโปร์แอร์ไลน์ซึ่งอยู่ที่ 2.20 บาท
"สิงคโปร์แอร์ ไลน์ขายตั๋วได้ราคา เพราะมีบริการและคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าสม่ำเสมอ กว่า ของเราบางทีเที่ยวไปได้นั่งเครื่องดี แต่พอเที่ยวกลับต้องบินอีกเครื่อง อย่างนี้เรียกว่าคุณภาพ ผลิตภัณฑ์ไม่สม่ำเสมอ ตรงนี้ต้องปรับปรุงที่เครื่องบิน เรามีแผนทั้งซื้อเครื่องใหม่และปรับปรุงเครื่องที่มีอยู่เดิม เรามีแผนที่จะซื้อเครื่องบินใหม่อีก 4-7 ลำ ซึ่งคงจะสรุปให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ ส่วนแผนซื้อ A380 นั้น ยังไม่ได้ยกเลิก แค่เลื่อนไปก่อน รอช่วงปี 2555-2556 เศรษฐกิจดีขึ้นความต้องการบินระยะยาวกลับคืนมา เราจะได้มีโอกาสในการขายตั๋วในราคาที่ดีขึ้นได้"

ส่วนเส้นทางไหนที่ เป็นภาระ ก็คงต้องมีการทบทวน การบินไทยมีจุดหมายปลายทางมาก แต่เที่ยวบินที่บินในเส้นทางนั้นๆ มีน้อย ทำให้ต้นทุนสูง อีกทั้งโครงสร้างราคาตั๋วเครื่องบินมีหลายราคา บางครั้งราคาตั๋วที่ซื้อตรงจากสำนักงานกับราคาที่ซื้อกับเอเย่นต์ แตกต่างกันมาก ซึ่งก็คงต้องปรับตามความเหมาะสมต่อไป แนวทางหนึ่งที่จะแก้ไขได้ คือการเพิ่มการขายในช่องทางอินเตอร์เน็ตให้มากขึ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ 4% ของปริมาณการขายทั้งหมด ตั้งเป้าหมายให้ขยับถึง 15% ภายในปี 2553 ซึ่งตรงนี้ต้องปรับปรุงระบบอินเตอร์เน็ตทั้งหมด เพราะยังให้บริการได้ล่าช้าอยู่มาก

สะสางเส้นสาย-สิทธิประโยชน์

ดร.ปิยสวัสดิ์ ยังกล่าวถึงคุณภาพของการบริการ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่เขาต้องเข้ามาสะสางว่า ระยะหลังชื่อเสียงด้านบริการของการบินไทยตกต่ำลงไปมาก สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะขวัญและกำลังใจของพนักงานที่ลดลง อันเนื่องมาจากระบบเส้นสาย

"การประเมินผลที่ไม่มีมาตรฐานชัดเจน การโยกย้าย แต่งตั้งที่ใช้เส้นสายรุนแรงมาก ทำให้คนเก่ง คนดีท้อแท้ นำไปสู่คุณภาพและบริการที่แย่ลง การบินไทยถูกร้องเรียนเรื่องวัฒนธรรมเด็กฝากมาตลอด แค่ผมเข้ามานั่งทำงานได้ไม่เท่าไร ก็มีคนเอาเด็กมาฝากแล้ว การบินไทยถูกแทรกแซงจากคนทุกกลุ่ม ทุกวงการ ไม่เฉพาะนักการเมืองเท่านั้น เมื่อมีการแทรกแซง คนดีก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม"

เขาบอกว่า ถ้าจะพยายามหยุดยั้งระบบเส้นสาย ก็จำเป็นต้องมีมาตรฐานการประเมินผลที่ชัดเจน น่าประหลาดใจมากที่การบินไทยไม่มีดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการทำงาน KPI สำหรับพนักงานมาก่อน มีเพียงตำแหน่งดีดีเท่านั้น ที่มี KPI ชี้วัด ซึ่งเขาได้เริ่มต้นใช้ KPI วัดประสิทธิภาพการทำงานผู้บริหารระดับรองกรรมการผู้อำนวยการ (EVP) แล้ว และคงเริ่มกับพนักงานระดับรองลงมาได้ต่อไป รวมทั้งพนักงานต้อนรับบนเครื่อง ซึ่งถือเป็นด่านหน้าที่ต้องเน้นการบริการเป็นสำคัญ

นอกจากนั้น พนักงาน ฝ่ายบริหาร และบอร์ดยังต้องยอมรับกับการถูกปรับลดสิทธิประโยชน์ลง โดยเฉพาะเรื่องตั๋ว เพื่อที่จะนำกลับมาขายให้ลูกค้ามากขึ้น

"เริ่ม ตั้งแต่ตัวผมเอง EVP ผู้บริหารที่เกษียณไปแล้ว จากเดิมให้ใช้บริการเฟิร์สคลาส ลดลงมาเหลือบิซิเนสคลาส ส่วนบอร์ดลดตั๋วฟรีจากปีละ 15 ใบ เหลือ 7 ใบ และจะลดสิทธิ ประโยชน์ตั๋วฟรีในส่วนอื่นลงอีก เราแจกตั๋วฟรีสูงถึงปีละ 180,000 ใบ คิดเฉลี่ยตั๋วใบละ 10,000 บาท คิดเป็นรายได้ที่เสียไปปีละตั้ง 1,800 ล้านบาท"

เขาฝากไว้ว่า หากรักเขา รักการบินไทย ก็ขอให้เห็นใจ อย่านำเด็กมาฝากทำงาน หรือแม้แต่ขอปรับระดับชั้นที่นั่ง (อัพเกรด) จากชั้นอีโคโนมีเป็นบิซิเนส หรือจากบิซิเนสเป็นเฟิร์สคลาส ก็ขออย่าทำ เพราะนั่นคือการแทรกแซงอย่างหนึ่งเหมือนกัน

ก้าวอี้ First Class การบินไทย

ที่นั่ง First Class การบินไทย

ที่นั่ง First Class ของสิงคโปร์แอร์ไลน์



สู่ 1 ใน 5 สายการบินชั้นนำ

ดร.ปิยสวัสดิ์ กล่าวถึงเป้าหมายของเขาว่า 2 ปีแรกของการเข้าทำงาน เป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูการบินไทยให้มีความแข็งแกร่ง ทั้งฐานะการเงิน คุณภาพบริการ จุดหมายปลายทาง อยู่ที่การผลักดันให้การบินไทยผงาดกลับขึ้นติดอันดับ 1 ใน 3 สายการบินชั้นนำของเอเชีย และ 1 ใน 5 สายการบินชั้นนำของโลกอีกครั้ง

ขณะ ที่ 2 ปีหลัง จะเป็นเวลาแห่งการรุกก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง มีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำทางการบินพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะสิ่งอำนวยความสะดวกบนเครื่องบิน ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ผู้โดยสาร จอชมภาพยนตร์ส่วนตัว อินเตอร์เน็ต ให้ทัดเทียมสายการบินชั้นนำ
"ปี 2553 เราจะครบรอบ 50 ปี การปรับปรุง เปลี่ยนแปลงในทุกๆด้าน จะมีเป้าหมายที่ชัดเจน จากนั้นจะเป็นการพัฒนาเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปถึง 100 ปี"

เขาเล่าว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา ถูกตั้งคำถามบ่อยมากว่า ไม่เป็นห่วงการทำงานกับพนักงานการบินไทยหรือ มีแต่พวกเขี้ยวลากดินทั้งหมด
แต่ หลังจากที่ได้สัมผัสพนักงานมาตลอด 3 เดือน เขาบอกว่าเป็นห่วงในเรื่องนี้ น้อยที่สุด เพราะได้พบปะคนที่มีความสามารถและตั้งใจหลายต่อหลายคน ทำงานอยู่ ในทุกส่วนขององค์กร และนี่เป็นที่มาของการเจรจากับบอร์ด เพื่อปรับปรุงหน้าที่ระหว่างดีดีกับบอร์ด ทั้งอำนาจการแต่งตั้งพนักงานระดับผู้อำนวยการใหญ่ (VP) ลงมา และการเพิ่มวงเงินอนุมัติงบประมาณของดีดีจาก 50 ล้านบาท เป็น 200 ล้านบาท
"หาก รัฐบาลต้องการให้การบินไทยเข้มแข็ง ต้องอย่ามัดมือมัดเท้าพวกเราในการทำงาน การบินไทยจะไม่สามารถกลับมายิ่งใหญ่ได้ ถ้าพวกเรา ผู้บริหารและพนักงานไม่ได้เป็นผู้กุมชะตาบริษัท"

เขามั่นใจว่า การก้าวเดินเพื่อฟื้นฟูการบินไทยในครั้งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจาก "ศูนย์" แน่นอน เพราะการบินไทยมีจุดแข็งไม่น้อย ทั้งที่ตั้งของประเทศ ซึ่งเอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางทางการบิน พนักงานที่มีจิตสำนึกของการให้บริการ มีความรู้ความสามารถ นอกจากนั้นการบินไทยยังมีระบบปฏิบัติการด้านการบิน (Operation) ที่ยอดเยี่ยมได้มาตรฐาน ที่มีความปลอดภัยสูง

เขาจะทำงานภายใต้พันธ กิจ 3 ข้อ อันได้แก่ 1. ผลักดันให้การบินไทยเป็นองค์กรปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าได้ ตลอดเวลา และเป็นเลิศด้านการบริการ 2. เป็นองค์กรที่แข่งขันได้ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนให้ อยู่ในระดับต่ำ โครงสร้างทางการเงินที่แข็งแรง และ 3. เป็นองค์กรที่ปรับเปลี่ยนได้รวดเร็ว สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอก

ดร.ปิยสวัสดิ์ยัง กล่าวถึงแผนปรับโครงสร้างทางการเงินของการบินไทยเป็นการตบท้ายว่า ฐานะทางการเงินของการบินไทยยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร เป็นผลมาจากภาระหนี้สินสูงถึง 163,000 ล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะสั้นที่ต้องชำระคืนภายใน 5-6 ปี อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีเงินกู้เข้ามาแล้วจำนวน 35,000 ล้านบาท ซึ่งทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ปีหน้ายังมีหนี้ครบกำหนดต้องชำระคืน 29,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าจะให้ฐานะการเงินมั่นคง ก็จำเป็นต้องเพิ่มทุน

สำหรับปีนี้ การบินไทยตั้งเป้ารายได้จากการดำเนินการรวม 157,000 ล้านบาท จากประมาณ การเดิม 202,000 ล้านบาท ส่วนปีหน้าคาดว่าน่าจะมีรายได้เพิ่มเป็น 186,000 ล้านบาท

"ตอนนี้สภาพคล่องยังพอมีดำเนินกิจการไปได้สักระยะ ซึ่งในระยะเวลาอันใกล้ เราต้องใช้งบกว่า 6,000 ล้านบาท ปรับปรุงเรื่องเก้าอี้นั่ง ส่วนหากจะซื้อเครื่องบินใหม่ก็คงจำเป็นต้องเพิ่มทุนภายในปี 2553 รวมทั้งการยืดอายุชำระหนี้ ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ หากเราปรับปรุงองค์กรให้ดีขึ้น คนก็คงอยากเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุน".

เครื่องแบบปีใหม่ของพนักงานการบินไทย

สามัญชนที่ยิ่งใหญ่ นิคม จันทรวิทุร

ที่มา Thai E-News


สถาบันนิคม หรือมูลนิธินิคม หรือห้องสมุดนิคม ห้องประชุมนิคม จะมีความหมายก็ต่อเมื่อ สามารถสืบสาน “งาน” ที่อาจารย์นิคมยังทำค้างไว้ต่อไป………เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง ขบวนการกรรมกรที่เข้มแข็ง และเพื่อผู้ด้อยโอกาส ที่จะไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบอีกต่อไป



โดย วิภา ดาวมณี
31 ตุลาคม 2552

วันที่ 14 ตุลาคม อาจารย์นิคมสวมเสื้อชุดเก่งเตรียมออกจากบ้านแต่ 6 โมงเช้า แต่ไม่มีใครอาสาพาท่านไปเพราะเห็นว่าป่วย และนั่งรถเข็นตลอด แต่พอได้เวลา 8 โมงก็บอกลูกชายคนโตให้พาพ่อไป ลูกก็ยอมพา ไป…แล้วตอนเย็นยังให้พาไปอีก แต่ฝ่าฝูงคนเข้าไปไม่ไหว …..เย็นวันนั้น ท่านต้องอยู่นอกบริเวณอนุสรณ์สถาน14ตุลาฯ ทั้งๆที่สร้างมากับมือ


วันที่ 31 ตุลาคม 2544 หลังจากร่วมงานเปิดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ที่สี่แยกคอกวัวเพียง 2 สัปดาห์ อาจารย์นิคมก็จากพวกเราไป

เวลา 2 ปีสุดท้ายที่วิภาได้ช่วยงานของ อ.นิคมในฐานะที่ท่านเป็นประธานมูลนิธิ 14 ตุลา นับเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก และยิ่งเมื่อทราบว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมากว่า40 ปี ท่านได้สร้างคุณูปการไว้มากมายในแวดวงผู้ใช้แรงงาน ด้วยความริเริ่มกล้าหาญ จริงจัง ผลักดันกฎหมายแรงงานสำคัญๆ หลายต่อหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นการประกันสังคม การจัดตั้งสหภาพแรงงาน การดูแลสวัสดิการ คัดค้านการนำรัฐวิสาหกิจออกนอกระบบ

รวมทั้งนโยบายก้าวหน้าอีกมากมาย เพื่อประโยชน์ของสามัญชนคนเล็กๆ ที่ด้อยโอกาส ก็ยิ่งรู้สึกเสียดายเวลา เสียดายว่าเราไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้ตั้งคำถาม และไม่ได้ลงเรี่ยว ลงแรงกับ “งาน” อีกมากมายที่ท่านตั้งใจ จะทำ และมอบหมายให้…..

9 โมงตรง เช้าวันที่ 15 ตุลาคมเมื่อปี 2544 หลังจากงานสมโภชน์สถูปดวงวิญญาณวีรชนประชาธิปไตยเพิ่งผ่านพ้นไป เสียงโทรศัพท์ ดังมาคาดไม่ผิดว่าต้องเป็นโทรศัพท์จาก อ.นิคม คำแรกที่อาจารย์ทักทาย ก็คือ “เป็นยังไง เหนื่อยไหม” ต่อด้วย “….งานสำเร็จ เรียบ ร้อยดี ต้องขอบใจหนูมาก ? ”

คนรับโทรศัพท์อย่างเราย่อมรู้สึกหัวใจพองโตเป็นธรรมดา….จนยิ้มออกมานอกหน้า เสียงอาจารย์ฟังดูสดชื่น กระชุ่มกระชวย ไม่หลงเหลือความเจ็บป่วยผ่านน้ำเสียงเหมือนหลายวันก่อนหน้า…. เราได้แต่คิดในใจว่าภารกิจที่อาจารย์พยายามผลักดันได้สำเร็จลงไปแล้วในระดับหนึ่ง อาจารย์คงดีใจ อิ่มใจ เราเองก็พลอยดีใจไปด้วย

“ เอ้อ…หนูพักสัก 2-3 วัน แล้วมาคุย กันว่า จะเชิญผู้เกี่ยวข้องมาประชุมเรื่องดูแลอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา กันยังไง อีกทีนะ เอาล่ะไม่รบกวน ไปพักผ่อนต่อ…..” แม้ท่านจะเคยดำรง ยศ ตำแหน่งทางราชการใหญ่โต แต่มักจะพูดอย่างเกรงใจอย่างนี้เสมอ

ผ่านไปหลายวัน เสียงโทรศัพท์ที่มักจะดังมาทุกเช้า ก็ดูจะหายไป เมื่อโทร.ไปตามที่บ้านสัมมากร ก็ทราบว่าท่านป่วยเข้าโรงพยาบาล คิดในใจว่าคงเหมือนที่ผ่านมา คือท่านจะเข้าออกโรงพยาบาลอยู่เป็นระยะๆ แต่ก็จะโทรศัพท์มาสั่งงานตามงานเกี่ยวกับการ เปิด อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา อย่างสม่ำเสมอ….

มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านถึงกับฝืนคำสั่งแพทย์มาร่วมประชุมเตรียมงานเปิดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาที่ ทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งวันนั้น มีรัฐมนตรีสุธรรม แสงประทุม เป็นประธานการประชุม เหตุที่อาจารย์ต้องมาเอง และพยายามมา ทั้งๆ ที่ สุขภาพไม่อำนวย ใบหน้าอิดโรยจนดูขาวซีด เพราะอาจารย์เป็นผู้เสนอให้จัดการประชุม และหมายมั่นที่จะให้ที่ประชุมรับข้อเสนอที่เตรียมไว้เกี่ยวกับการเปิดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

อาจารย์กล่าวถึงจดหมายที่ส่งให้รัฐมนตรี และแสดงความยินดีที่จัดให้มีการประชุมด้วยเสียงเบา และแหบพร่า คนรถที่พามาแจ้งว่าขอหมออกมา บอกว่าจะมาไม่เกินชั่วโมง จะให้กลับก็ไม่ยอม อาจารย์อยู่ร่วมการประชุมจนครบวาระ

คราวนี้อาจารย์เงียบหายไปนาน และทางบ้านแจ้งว่าไม่อยากให้รบกวน ที่ผ่านมาอาจารย์จะกำชับว่า “อย่าบอกใครว่าเข้าโรงพยาบาล” “ไม่ต้อง มาเยี่ยม หรอก” …“ไม่เป็นไรมาก นิดหน่อย..” ต้องยอมรับว่าท่านเป็นคนที่คิดถึงตัวเองน้อยมาก หรือแทบจะไม่คิดถึงเลย ดูราวกับทุกนาที มีแต่เรื่อง งาน…งาน…งาน

วัยเกษียณ กับฐานะของท่านไม่จำเป็นที่ท่านจะต้องตรากตรำทำงานอะไรเลย ท่านสามารถจะพักผ่อน อยู่กับหลานๆ มีความสุขในบั้นปลายชีวิต แต่ท่านกลับเลือกที่จะทำงานต่อไป….

นอกจากเรื่องของอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แล้วยังมี บทความสุดท้ายเกี่ยวกับปัญหาแรงงาน ที่อาจารย์ฝากให้นำส่งหนังสือพิมพ์มติชน ในโอกาสครบรอบ “มติชน 24 ปี” เมื่อ มกราคม 2544 แม้จะเป็นบทความสั้นๆ แต่ก็สะท้อนความใส่ใจในผู้ใช้แรงงาน ปัญหาของกรรมกร และสะท้อนวิสัยทัศน์ที่มองไปถึงอนาคต สุ้มเสียงที่จริงจังของบทความนี้สะท้อนตั้งแต่ชื่อเรื่องที่ว่า “ระเบิดเวลา ของรัฐบาลใหม่” ท่านวิเคราะห์ว่า

“....ปัญหาระเบิดเวลา ซึ่งจะรุนแรงกว่าเรื่องแรก ก็คือ ปัญหาของพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในช่วง เดือน ที่แล้วได้ประท้วงการแต่งตั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจชุดใหม่ โดยฝ่ายรัฐบาลได้นำบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้ไกล้ชิดนักการเมือง ที่ ไม่มีคุณสมบัติและประสบการณ์ตามที่ระเบียบตั้งไว้ เข้ามา พนักงานที่รัฐวิสาหกิจเกรงว่าการนำบุคคลใกล้ชิดเข้ามาจะเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์อันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ทำให้รัฐวิสาหกิจต้องเสียผลประโยชน์จากการประมูลการก่อสร้างโครงการสำคัญๆ

การประท้วงการแต่งตั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ เป็นเรื่องที่มีเหตุผลและไม่ควรให้เกิดขึ้น รัฐบาลมีรัฐวิสาหกิจอยู่ทั้งหมดในขณะนี้ประมาณ 30 แห่ง มีทรัพย์สินมูลค่าหลายแสนล้านบาท และเท่าที่ผ่านมาเป็นขุมทองของนักการเมืองที่แสวงหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินนี้ โดยแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ที่ตนไว้ใจ ให้ดำเนินการกำกับควบคุม พนักงานรัฐวิสาหกิจตระหนักดีที่จำเป็นต้องเข้าไปดูแลรวมถึงการปรับปรุงกิจการต่างๆ เชื่อได้ว่าพนักงาน รัฐวิสาหกิจซึ่งขณะนี้ได้จัดตั้งเป็นสหภาพแรงงานทุกองค์กรแล้วจึงได้ถือเรื่องนี้เป็นสำคัญที่จะทำงานต่อไป …..”


ระเบิดเวลาลูกต่อไปคือเรื่องแรงงานสัมพันธ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนงานหลายแสนคน......

“....กฎหมายแรงงานฉบับแรกออกมาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว กำหนดกรอบความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างลูกจ้าง เวลาลูกจ้างนายจ้างมีปัญหาให้พูดจาหารือและเจรจากัน 50 ปีผ่านไป ก็ไม่ได้ปฏิบัติกันมาก ในระยะหลังความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างกลับยุ่งยากเลวร้าย ขณะนี้เรามีโรงงานอยู่ประมาณ 2 แสนแห่ง แต่การพูดจาหารือเจรจากันปฏิบัติกันเพียงปีละ 4-5 ร้อยราย

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาแม้กฎหมายจะวางกรอบให้ นายจ้างก็ไม่ยอมพูดจาหารือกับลูกจ้าง เกิดปัญหาความขัดแย้งจนลุกลามไปถึงการประท้วงและการนัดหยุดงาน ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด ก็คือแทนที่นายจ้างจะพูดคุยหารือและต่อรองไกล่เกลี่ย กลับใช้กำลังคนจากบุคคลภายนอกเข้า เผชิญหน้าและบางครั้งถึงกับทำร้ายคนงานเช่น กรณีที่เกิด ขึ้นที่โรงงานไทยเกรียง ชายฉกรรจ์ถืออาวุธทุบตีคนงานหญิงจนได้รับบาดเจ็บเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงมาก มีการเสนอ ข่าวไปทั่วโลกทำให้ภาพพจน์ด้านแรงงานของไทยเป็นที่เสื่อมเสียและเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันในต่างประเทศ….”




คนงานไทยเกรียงกว่า 300 ชีวิต ไม่ได้กลับเข้าทำงาน กฎหมายแรงงานทำอะไรนายจ้างที่ละเมิดกฎหมายยังลอยนวล การกลั่นแกล้งผู้นำสหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นองค์กรถูกต้องชอบธรรมยังมีสม่ำเสมอ คนงาน กรรมกร ทั้งภาคอุตสาหกรรม และบริการ ไม่มีปาก ไม่มีเสียง

สื่อมวลชนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสนใจ ขบวนการกรรมกรอ่อนแอ ฝ่ายนายทุน ฮึกเหิมเอาเปรียบ ลอยแพ ปิดงาน ฟ้องสวนเอาความกับผู้นำกรรมกรเป็นว่าเล่น… อาจารย์นิคมได้บรรจุความหวังดีฝากไว้ให้รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยและต่อๆมาด้วยความห่วงใย แต่เสียงของท่านอาจจะไม่ดังพอที่รัฐบาลจะใส่ใจ และรับฟัง

“……..ปัญหาบ้านเมืองของเรามีมากมาย บางปัญหาสะสมเรื้อรังมานาน บางปัญหาก็เกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ฉะนั้นรัฐบาลใหม่ ที่จะเกิดขึ้นจะต้องเตรียมรับปัญหาเหล่านี้ บทความนี้จะกล่าวถึงปัญหาที่สะสมมานานและรุนแรงขึ้นทุกวัน จนกลายเป็นระเบิด เวลา ที่จะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้….”
อาจารย์นิคม ฟันธงไว้ในบทความเพื่อบอกกล่าวกับรัฐบาลใหม่ขณะนั้น

8 ปีมาแล้วทุกสิ่งอย่างในเรื่องแรงงานสัมพันธ์ ยังเหมือนเดิม

อาจารย์นิคมจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ท่านถึงแก่กรรมด้วยอาการหัวใจล้มเหลว ณ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ในงานสวดพระอภิธรรมศพ ที่วัดเบญจมบพิตร คุณป้าน้อย (ภริยาอาจารย์นิคม) เล่าว่า “ ช่วงที่อยู่ ไอซียู ยังเพ้อแต่เรื่อง “งาน” ให้ตามวิภามาจัดเตรียมการ ประชุม ….ท่านเพ้อซ้ำๆ เช่นนั้น ” ศาลา 100 ปี คลาคล่ำด้วยผู้คน ทั้งผู้นำสหภาพแรงงาน ผู้นำกรรมกร นักวิชาการ ญาติวีรชนเดือนตุลา ข้า ราชการ กระทั่งรัฐมนตรี ผู้ที่ให้ความเคารพรักใคร่ และลูกศิษย์ลูกหาต่างมาร่วมคารวะ และรดน้ำศพ เพื่ออำลาอาจารย์เป็นครั้งสุดท้าย “ ในงานศพ ต่างคนต่างกล่าวว่าจะสืบทอดอุดมการณ์ของท่าน หรีดมากมายหลายร้อยจนเป็นพันไม่มีที่จะแขวน

ภายหลังการจัดงานเดือนครบรอบ 24 ปี 6 ตุลาที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์นิคมได้นัดให้วิภามาพบที่คณะสังคมสงเคราะห์ ท่านถือไม้เท้าพยุงตัวขึ้นบันไดทีละก้าวโดยไม่ยอมให้ช่วย เมื่อใครทำท่าจะเข้าไปพยุง ท่านจะจ้องหน้าไม่พูดอะไร…. แล้วก็ก้าวต่อ เราได้แต่คาดเดาว่าท่านไม่ต้องการให้ใครเห็นว่าเป็นคนชรา และไม่ต้องการความช่วยเหลือ หรือแม้แต่ความรู้สึกสงสาร การแนะนำและคำชี้แจงที่พรั่งพรูจากปากท่านเมื่อแรกพบกัน เพื่อให้เป็นต้นร่างประกอบการประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา ในเดือนมกราคม ล้วน ชัดเจน เป็นระบบ วัยและสังขารไม่ใช่อุปสรรคในการทำงานแต่อย่างใด ท่านทบทวนวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ซึ่งมีอยู่ 6 ประการ ให้เราฟัง อย่างแม่นยำ….โดยไม่ต้องใช้เอกสารประกอบ

1.ร่วมดำเนินการจัดสร้างอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาคม 2516 และร่วมในการดำเนินกิจการของอนุสรณ์สถานฯ

2.ส่งเสริมให้ความสนับสนุนการศึกษา ค้นคว้าและเผยแพร่ด้านประชาธิปไตยและการพัฒนา

3.จัดกิจกรรมที่เป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย

4.ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่อุทิศตนเพื่อการเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตย

5.ร่วมมือและประสานงานกับองค์กรหรือหน่วยงานที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน

มูลนิธิจะไม่ดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการแสวงอำนาจ หรือ ประโยชน์ทางการเมือง การฝักใฝ่ทางการเมืองหรือการสนับสนุนพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดโดยเฉพาะ

6.เพื่อดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์หรือร่วมมือกับองค์การการกุศลอื่น ๆ เพื่อสาธารณประโยชน์


และท่านยังได้ขยายความถึงบทบาทและภาระหน้าที่ ของมูลนิธิ 14 ตุลา ไว้ เพื่อให้บทบาทและภาระหน้าที่ของมูลนิธิมีความชัดเจน และสามารถดำเนินการได้ในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จึงมีการกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) และ ภารกิจในระยะ 3 ปี (Mission) จนถึงวาระครบรอบ 30 ปี 14 ตุลาไว้ดังนี้

วิสัยทัศน์ของมูลนิธิ 14 ตุลา คือ
“....เป็นสื่อกลางในการสนับสนุนพลังใหม่ทางสังคม โดยเฉพาะสนับสนุนเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้เข้าใจอุดมการณ์ประชาธิปไตย เป็นศูนย์เครือข่ายและแกนกลางข้อมูลเกี่ยวกับจิตวิญญาณของวีรชน 14 ตุลา และส่งเสริมให้เจตนารมณ์ของวีรชน 14 ตุลา ไปสู่การปฏิบัติ โดยมีภารกิจในการสร้างฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนกิจกรรมอันสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของมูลนิธิ เพื่อให้เยาวชนมีบทบาทในการสร้างเสริมอุดมการณ์ประชาธิปไตยในสังคมไทย ศึกษารวบรวมเจตนารมณ์ของวีรชน 14 ตุลา และ เผยแพร่และส่งเสริมเจตนารมณ์ตามเป้าหมายของวีรชน 14 ตุลาคม …….

งานหลักในช่วง 3 ปีข้างหน้า คือ เราจะเป็นศูนย์ที่มีข้อมูล เกี่ยวกับ 14 ตุลา ครบถ้วนที่สุด เป็นแหล่งที่ใครอยากรู้เรื่อง 14 ตุลามาติดต่อเรา และส่งเสริมให้เห็นว่าเจตนารมณ์แท้จริงไม่ใช่การก่อความไม่สงบ แต่เป็นการส่งเสริมประชาธิปไตย ทำให้ทราบว่าจิตวิญญาณ 14 ตุลาว่าอยู่ที่นี่ และต้องอุปการะดูแลญาติวีรชน ทั้ง 2 เหตุการณ์ ทั้ง 14 ตุลา และ 6 ตุลา ”


เกี่ยวกับอาคารใช้สอย อาจารย์นิคม ได้ยืนยันว่า อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา จะเป็นอาคารเล็ก ๆ เรียบ ๆ ไม่หรูหรา ไม่โอ่อ่า แสดงถึงจิตวิญญาณประชาธิปไตยของวีรชน 14 ตุลา และอนุสรณ์สถานนี้จะเป็น สถานที่พักผ่อน หย่อนใจของประชาชนในบริเวณใกล้เคียง และให้ความรู้ ให้การศึกษา ถึงเจตนารมณ์ 14 ตุลาและความรู้เรื่องประชาธิปไตย

คุณป้าน้อยเล่าย้อนหลังให้ฟังว่า “ วันที่ 14 ตุลาคม อาจารย์นิคมสวมเสื้อชุดเก่งสีน้ำเงินที่สั่งให้เด็กรีดไว้เมื่อสามวันก่อน เตรียมออกจากบ้านแต่ 6 โมงเช้า แต่ไม่มีใครอาสาพาท่านไปเพราะเห็นว่าป่วย และนั่งรถเข็นตลอด หลังจากออกจากโรงพยาบาลครั้งสุดท้าย พอบอกว่าจะไม่มีใครพาไป ท่านก็เงียบ นิ่งไม่พูดอะไร แต่พอได้เวลา 8 โมงก็บอกลูกชายคนโตให้พาพ่อไป ลูกเค้าก็ยอมพา ไป…หน้าตาก็ดูดีขึ้นมาทันที แล้วตอนเย็นยังให้ป้าพาไปอีก แต่ฝ่าฝูงคนเข้าไปไม่ไหว ได้แต่นั่งฟังนายกทักษิณพูดบนเวที อยู่ห่างๆ…..”

เย็นวันนั้น ท่านต้องอยู่นอกบริเวณอนุสรณ์สถาน ทั้งๆที่สร้างมากับมือ นักการเมืองพากันขึ้นเวที่ที่อยู่บนรถ 10 ล้อขนาดใหญ่ ปิดทางเข้าอนุสรณ์ไว้

ในคำปราศรัย ครั้งสุดท้ายซึ่งท่านได้ร่างขึ้นก่อนหน้างานร่วม 2 สัปดาห์ มีความตอนหนึ่งว่า

“……อนุสรณ์สถานแห่งนี้เป็นที่รวบรวมตั้งแต่อัฐิของผู้เสียชีวิต 14 ตุลา และ ประวัติศาสตร์ผู้ที่เกี่ยวข้อง กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในเหตุการณ์เดือนตุลาคม กล่าวได้ว่าที่นี่เป็นแหล่งรวม ไม่ใช่เฉพาะอิฐปูนและวัตถุต่างๆ ตรงกันข้ามราก ฐานของอนุสรณ์สถาน เป็นที่ตั้ง และรวมจิตวิญญาณของนักประชาธิปไตย เป้าหมายสำคัญของอนุสรณ์สถานอยู่ที่จะเป็น ประจักษ์พยานของนักต่อสู้ผู้ส่งเสริมประชาธิปไตยพร้อมทั้งสืบทอดปณิธานของวีรชนเดือนตุลา เป็นสำคัญ

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ เราควรจะแสดงความยินดีแก่ตัวเราเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถสร้างอนุสรณ์สถานสำเร็จในครั้งนี้ ซึ่งเป็น งานที่ยาก ต้องอาศัยความอดทน และการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ยากที่จะกล่าวนามของผู้มีส่วนสำคัญได้ครบถ้วน เพียงแต่จะขอกล่าว ว่าอนุสรณ์สถานนี้ เป็นความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทั้งชาติ และหวังอย่างยิ่งว่าพื้นฐานดังกล่าวจะดำรงคงอยู่ และสถิตสถาพร ตลอดเวลาของการปกครองระบอบประชาธิปไตย และตลอดไป "



เมื่อได้พิมพ์ร่างคำปราศรัยนี้ให้อาจารย์ ก็เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของท่านมากขึ้น ในการประชุมครั้งหนึ่งของคณะกรรมการจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติอาจารย์นิคมครั้งหนึ่ง มีการอภิปรายกันเรื่องการตั้งสถาบัน หรือมูลนิธิในนามท่าน ลูกชายคนเล็กของ อาจารย์ กล่าวว่า “พ่อพูดกับผมว่า….ให้เอา “งาน” ไว้ก่อน อย่าไปสนใจ ชื่อนิคม แม่ก็ภูมิใจ แต่ไม่อยากให้ติดชื่อ นิคม จันทรวิทุร สิ่งสำคัญ ที่ผมอยากถามทุกท่านคือ เมื่อพ่อผมเสียไปแล้ว มี “งาน”อะไรที่ไม่ได้ดำเนินการต่อไปบ้าง ?? …. อีก 2-3 ปี สังคมไทยจะเกิดอะไรขึ้น งานวิจัยด้านแรงงาน การระดมสมองเกี่ยวกับสังคม และวิวัฒนาการของแรงงาน ใครจะผลักดันเพื่อผู้ด้อยโอกาส…. ควรจะพิจารณาที่ “งาน”เป็นหลัก ให้ลืมคำว่า “นิคม”ไปเลย….”

สถาบันนิคม หรือมูลนิธินิคม หรือห้องสมุดนิคม ห้องประชุมนิคม จะมีความหมายก็ต่อเมื่อ สามารถสืบสาน “งาน” ที่อาจารย์นิคมยัง ทำค้างไว้ต่อไป………เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง ขบวนการกรรมกรที่เข้มแข็งและเพื่อผู้ด้อยโอกาส ที่จะไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบอีกต่อไป

ณ วันนี้อนุสรณ์สถาน14 ตุลา ที่สร้างขึ้นแล้ว ไม่ใช่แค่อิฐปูนที่สร้างไว้กราบไหว้ หรือสร้างให้ยิ่งใหญ่ หรูหรา อลังการ เช่นเดียวกับการรำลึกถึงท่านอาจารย์นิคม จันทรวิทุร ก็ย่อมไม่ใช่จำนวนหรีดนับพันที่นำมาแสดงคารวะ ไม่ใช่ปิยะวาจาหรือสัญญาที่สวยหรู ไม่ใช่สายน้ำตาที่หยาดริน หากคือการสืบทอดอุดมการณ์ ตามรอยปณิธานของท่าน คือการปฏิบัติ คือการทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่เคยมีคำว่าหยุดพัก…….

การคารวะท่านเช่นรูปเคารพจะไม่มีคุณค่าอะไรเลย !! เราเตือนใจตนเองเช่นนี้

**************

มูลนิธินิคม จันทรวิทุร ร่วมกับ สถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เชิญร่วมสัมมนาวันนิคม จันทรวิทุร ประจำปี 2552

เรื่อง “บทเรียนและอนาคตของการประกันสังคมไทยกับเส้นทางสู่รัฐสวัสดิการ”

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 เวลา 8:00-13.30 น. ณ ห้องประชุมประภาสอวยชัย ชั้น 4 ตึกอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

8:15 - 8:30 น. ลงทะเบียน

8:30 - 8:45 น. กล่าวต้อนรับ โดย ศ. ดร. ธีระ ศรีธรรมรักษ์ ประธานมูลนิธินิคม จันทรวิทุร

8:45 – 9:00 น. กล่าวเปิดการสัมมนา โดยรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

9:15 - 9:30 น. แนะนำองค์ปาฐก โดย
• นายพงศักดิ์ เปล่งแสง กรรมการ มูลนิธินิคม จันทรวิทุร

9:30 - 10:15 น. การปาฐกถานิคม จันทรวิทุร ครั้งที่ 7ประจำปี พ.ศ. 2552 หัวข้อ “บทเรียนและอนาคตของการประกันสังคมไทย" โดย
• นายอำพล สิงหโกวินท์ ผู้ทรุงคุณวุฒิประจำคณะกรรมการประกันสังคม

10:15 – 10:30 น. รับประทานอาหารว่าง

10:30 – 11:45 น. การอภิปรายเชิงวิชาการและนโยบาย หัวข้อ “การประกันสังคมไทยกับเส้นทางสู่รัฐสวัสดิการ” โดย

• นายพนัส ไทยล้วน ผู้แทนฝ่ายลูกจ้างในคณะกรรมการประกันสังคม
• นายประสิทธิ์ จงอัศญากุล ผู้แทนฝ่ายนายจ้างในคณะกรรมการประกันสังคม
• รศ.ดร.ปรีชา สิทธิกรณ์ไกร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
• นายโกวิทย์ บุรพธานินทร์ กรรมการมูลนิธินิคม จันทรวิทุร
• ดร.โชคชัย สุทธาเวศ เลขาธิการ มูลนิธินิคม จันทรวิทุร (ดำเนินการอภิปราย)

11.45 -12.15 น. ซักถามและร่วมแสดงความคิดเห็นโดยผู้เข้าร่วมสัมมนา

12:15-12:30 น. สรุปและกล่าวปิดการสัมมนา โดย
• นายฐาปบุตร ชมเสวี รองประธาน และ ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธินิคม จันทรวิทุร
12:30 – 13:30 น. รับประทานอาหารกลางวัน

หมายเหตุ:พิธีกรดำเนินงาน โดยผู้แทนจากสถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker