บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ผลเลือกตั้งซ่อมเขต 6 กทม. "พนิช" ชนะ

ที่มา ประชาไท

กกต.สรุปผลการนับคะแนนเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 อย่างไม่เป็นทางการ "พนิช วิกิตเศรษฐ์" พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 96,480 คะแนน "ก่อแก้ว พิกุลทอง" พรรคเพื่อไทย ได้ 81,776 คะแนน มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 191,598 คน (49.55%) จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 386,660 คน

25 ก.ค. 53 - ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานเขตคลองสามวาว่า เมื่อเวลา 19.30 น. กกต.สรุปผลการนับคะแนนเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 อย่างไม่เป็นทางการ ปรากฎว่า นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 1 ได้รับการเลือกตั้งด้วย96,480 คะแนน ตามด้วยนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทย หมายเลข 4 ได้ 81,776 คะแนน นายนพดล ไชยฤทธิเดช ผู้สมัครส.ส.พรรคชาติสามัคคี หมายเลข 2 ได้ 709 คะแนน นายอนุสรณ์ สมอ่อน ผู้สมัคร ส.ส.พรรคความหวังใหม่ หมายเลข 3 ได้ 684 คะแนน นายนายกิจณพัฒน์ สามลีลา ผู้สมัครหมายเลข 6 พรรคประชาธรรม ได้ 405 คะแนน และนายชูชาติ พิมพ์กา ผู้สมัครส.ส.พรรคแทนคุณแผ่นดิน หมายเลข 4 ได้ 378 คะแนน ทั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 191,598 คน หรือ 49.55% จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 386,660 คน โดยบัตรดีมีจำนวน 180,432 ใบหรือ 94.1% บัตรเสีย 2,931 ใบหรือ 1.53 % และบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 8,235 ใบ หรือ 4.3%

ผู้สื่อข่าวรายงาน ทั้งนี้ในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 6 กทม. นายพนิชสามารถชนะนายก่อแก้วได้ทั้งหมด 4 เขตปกครอง ดังนี้ เขตบึงกุ่ม นายพนิชได้ 28,218 คะแนน นายก่อแก้วได้ 21,614 คะแนน เขตหนองจอก นายพนิช ได้ 26,171 คะแนน นายก่อแก้ว ได้ 22,472 คะแนน เขตคันนายาว นายพนิช ได้ 14,699 คะแนน นายก่อแก้ว ได้ 23,418 คะแนน และเขตคลองสามวา นายพนิช ได้ 27,392 นายก่อแก้ว ได้ 23,418 คะแนน

พท.ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้เลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6
นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธาน ส.ส.ภาค กทม. / ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย แถลงยอมรับความพ่ายแพ้การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 พร้อมขอบคุณทุกคะแนนเสียงของประชาชน ที่เลือกนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย อย่างไรก็ตาม การคง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และการกระทำในหลายเรื่องของรัฐบาล ได้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเลือกตั้งที่ดี อ้างว่ามีหลายคนถูกสวมสิทธิ์ ไม่มีโอกาสได้เลือกตั้ง มีการใช้สื่อของรัฐ คือ วิทยุเอฟเอ็ม 103 กรมประชาสัมพันธ์ พูดโจมตีผู้สมัครของพรรค เป็นภาษาอีสาน

“รู้สึกพอใจคะแนนเสียงที่ได้รับ และจะนำไปปรับกลยุทธ์ในการหาเสียง ส.ก.-ส.ข. ที่จะเริ่มรับสมัครเลือกตั้ง วันพรุ่งนี้ (26 ก.ค.) ยอมรับว่า เป็นห่วงเรื่องการใช้อำนาจรัฐ ที่อาจจะโอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง” นายวิชาญ กล่าว

ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน / แกนนำ นปช. กล่าวว่า ทุกคะแนนเสียงที่ประชาชนมอบให้ เป็นคะแนนที่ยิ่งใหญ่ แม้ผู้สมัครของพรรคจะไม่มีโอกาสออกมาหาเสียง พบปะประชาชน และจะนำผลการเลือกตั้งไปแจ้งกับนายก่อแก้ว ถึงจะแพ้การเลิอกตั้ง แต่ก็ได้ใช้สิทธิ์ในการพูดความจริง ซึ่งมีค่ามากกว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมา และว่า การใช้อำนาจรัฐในช่วงเลือกตั้ง จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย

“จตุพร” ให้รอผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการ
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึง ผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. กทม. เขต 6 ที่ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนนำนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ว่า ทำใจมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่า คะแนนจะออกมาในลักษณะเช่นนี้ แต่ตามหน่วย ตามเขตต่าง ๆ ต้องรอให้มีการนับคะแนนให้ครบถ้วนอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อจะไม่สอดคล้องตามเอ็กซิทโพลแน่นอน อย่างไรก็ตาม นายก่อแก้วคงจะทราบผลคะแนนจากสื่อ เพราะไม่สามารถแจ้งให้ทราบได้ เนื่องต่กเป็นมาตรการของเรือนจำ

ต่อข้อถามว่า ล่าสุดเหมือนจะมีการจับทุจริตการเลือกตั้งได้ และมีการพาดพิงไปยัง ส.ข.พรรคประชาธิปัตย์ นายจตุพร กล่าวว่า มีปรากฏการณ์ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีหน่วยคอมมานโดลงไปตามบ้านเรือนประชาชน เมื่อพบพฤติกรรมแบบนี้ ต้องมีการตรวจสอบ และสอบสวนถึงพฤติกรรมการใช้อำนาจรัฐ ในลักษณะเช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าห่วงใย อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องการออกมาตีโพยตีพาย เพราะผลเลือกตั้งยังไม่ออกมา แต่พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นจริง เชื่อว่าประชาชนไม่ชอบให้ใครมาใช้อำนาจรัฐกดขี่ข่มเหง โดยเฉพาะเรื่องสิทธิการเลือกตั้ง แต่ทั้งหมดได้สะท้อนถึงการแทรกแซงของการใช้อำนาจารัฐในการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความหวัง ไม่สิ้นหวังตามเอ็กซิทโพล

“ปัญหาอยู่ที่ กกต.จะดำเนินการอย่างไร กระบวนการหลังจากนี้เป็นเรื่องของ กกต. ซึ่งผลการเลือกตั้งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน 1 เดือน อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การหาเสียงเลือกตั้งในเขตบ้านมีรั้ว ทำความเข้าใจลำบากมาก แต่พรรคประชาธิปัตย์ใช้สื่อของรัฐ ยิงตรงไปยังบ้าน นี่เป็นความเสียเปรียบในความไม่เท่าเทียมกัน แต่ส่วนใดที่เข้าไปทำความเข้าใจได้ เราชนะขาด ฉะนั้น อยู่ที่การรับรู้ของประชาชนเป็นหลัก” นายจตุพร กล่าว และว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องกล้ายุบสภา จะได้ทดสอบว่า โลกของความเป็นจริงเป็นอย่างไร

"มาร์ค" ต่อสายแสดงความยินดี "พนิช " ชนะเลือกตั้งซ่อม เขต 6 คะแนนอย่างไม่เป็นทางการทิ้งห่างนับหมื่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคะแนนเลือกตั้งซ่อม เขต 6 อย่างไม่เป็นทางการ นายพนิช วิกิตเศรษฐ จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนน 96, 480 คะแนน ขณะที่นายก่อแก้ว พิกุลทอง จากพรรคเพื่อไทย ได้คะแนน 81,776 คะแนน มีผู้มาใช้สิทธิ์ 1.9 แสนคน จากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง กว่า 3 แสน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.30 น. ส.ส.กทม. ปชป.อาทิ นายเจริญ คันธวงศ์ นายสมัย เจริญช่าง นายโกวิทย์ ธารณา น.ส.อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ นายธนา ชีรวินิจ ฯลฯ ต่างทยอยเดินทางมาที่ทำการปชป.เพื่อรอลุ้นผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 โดยเวลาดังกล่าวนายพนิช วิกิจเศรษฐ์ ผู้สมัครของปชป.มีคะแนนนำ ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น จากนั้นเวลา 18.10 น. นายพนิชพร้อมภรรยา ลูกชายและลูกสาว ได้เดินทางมาถึงที่ทำการปชป.ด้วยรถยนต์ตู้แวนสีดำ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลพาร์ท ทะเบียน สส 1777 ซึ่งทันทีที่มาถึงนายพนิชได้เข้าสักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผม จากนั้นส.ส.กทม.ต่างกรูเข้ามาชูมือนายพนิชเพื่อประกาศชัยชนะ

จากนั้นนายพนิชเตรียมตัวแถลงข่าวบริเวณหน้าพระแม่ธรณีบีบมวยผม โดยก่อนหน้านั้นเล็กน้อย นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าปชป.ได้ต่อสายไปหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ที่กำลังพักผ่อนอยู่กับครอบครัวที่เกาะเสม็ด จ.ระยอง เพื่อให้แสดงความยินดีกับนายพนิช โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับนายพนิช และขอบคุณประชาชนในเขต 6 ที่ให้ความไว้วางใจนายพนิช ปชป.และรัฐบาล ยืนยันว่านายพนิชและปชป.จะเดินหน้าทำงานหนักต่อไป ในภาวะที่บ้านเมืองยังมีความยากลำบากในหลายๆด้าน จากนี้ไปนายพนิชก็มีหน้าที่พิสูจน์ความไว้วางใต ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในสภา หรือการเดินหน้าผลักดันนโยบาย

ขณะที่นายพนิชได้กล่าวขอบคุณ ประชาชนเขต 6 หัวหน้าปชป. เลขาธิการปชป. และส.ส.ทุกคนที่เดินทางไปช่วยหาเสียง รวมถึงนายทิวา เงินยวง อดีตส.ส.กทม.เขต 6 ที่เสียชีวิตไป แต่พวกเราก็ยังเคารพรัก ภารกิจแรกที่ตนจะทำในวันที่ 26 ก.ค.คือเดินทางไปขอบคุณพี่น้องในเขต 6 ผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการรักษาประชาธิปไตย และจะทำให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ แม้ว่าเขต 6 จะเป็นพื้นที่เล็กน้อย แต่พลังของพี่น้องเป็นตัวส่งสัญญาว่าประเทศไทยกลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว ทุกเสียงที่ลงคะแนนให้ ไม่ใช่คะแนนเสียงของตน แต่เป็นของปชป. สิ่งที่ตนพกติดตัวตลอดเวลา คือจดหมายที่ ดช.กิตติศักดิ์ มะแงะ ที่พักเป็นจรวดแล้วส่งให้ตน โดยอวยพรให้ได้รับชัยชนะ ทำให้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของพี่น้องในเขต 6

เมื่อถามว่าประเมินหรือไม่ว่าชนะเพราะอะไร นายพนิช กล่าวว่า ประชาชนอยากเห็นความปรองดองและสมานฉันท์ โดย 1 เสียงที่เพิ่มมา จะเป็นกำลังใจในการทำงานของรัฐบาล และจะช่วยผลักดันร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ในวาระสองและวาระสอง รวมถึงกฎหมายสำคัญๆ ก็ยังเป็นกำลังใจว่าปชป.มีความมั่นคง ส่วนภาพรวมการเมืองระดับชาติ ประชาชนคงอยากรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ก้าวเดินไปข้างหน้า เมื่อถามว่าการได้ชัยชนะภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินคู่แข่งอยากหยิบมาโจมตีภายหลังได้ นายพนิช กล่าวว่า ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ใครก็อ้างหรือยกมาเป็นประเด็นได้ พท.มีโอกาสเลือกคนอื่น แต่ก็ไม่ทำ เลือกคนที่ถูกคุมขังอยู่ เพราะนั่นเป็นนโยบายในการหาเสียงของเขา

เมื่อถามว่าแต่คะแนนไม่ได้ทิ้งขาดอย่างที่คาดไว้ นายพนิช กล่าวว่า ดูจากตัวเลขคิดว่าเป็นคะแนนที่เราพอใจมาก ขณะนี้ยังไม่นับผลการเลือกตั้งล่วงหน้าอีก 1.5 หมื่นคะแนน เชื่อว่าจะชนะเกิน 10% จากที่เคยมีโพลล์ระบุว่าจะชนะเพียง 4-5% ตนจึงถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งสำหรับปชป. ซึ่งน่าพอใจอย่างยิ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแถลงข่าว ภรรยา ลูกชาย และลูกสาวของนายพนิช ได้ยืนดูนายพนิชด้วยสีหน้าปราบปลื้มตลอดเวลา เมื่อแถลงข่าวจบ นายพนิชและครอบครัวได้เดินเข้าไปหาครอบครัว พร้อมชูมือให้กับช่างภาพได้ถ่ายภาพ

นับคะแนนเลือกตั้งซ่อมเขต 6 กรุงเทพฯเกือบ 100% แล้ว เผยผลเบื้องต้นพนิชนำก่อแก้ว
เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ผลการเลือกตั้งซ่อมเขต 6 กรุงเทพมหานคร ซึ่งนับคะแนนไปแล้ว 543 หน่วยจากทั้งสิ้น 550 หน่วย ปรากฏว่านายพนิช วิกิตเศรษฐ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนนำ ด้วยคะแนน 87,835 คะแนน รองลงมาคือ นายก่อแก้ว พิกุลทอง จากพรรคเพื่อไทยได้ 77,111 คะแนน

ทั้งนี้สำหรับผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 6 ล่วงหน้า เมื่อวันที่ 17-18 ก.ค.ที่ผ่านมา อย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งนับคะแนนเสร็จไปเมื่อเวลา 16.30 น. พบว่า ผู้สมัครหมายเลข 1 นายพนิช ได้ 3,229 คะแนน หมายเลข 2 ได้ 18 คะแนน หมายเลข 3 ได้ 13 คะแนน ส่วนผู้สมัครหมายเลข 4 นายก่อแก้วได้ 1,440 หมายเลข 5 ได้ 13 คะแนน หมายเลข 6 ได้ 9 คะแนน โดยมีผู้ไม่ประสงค์จะลงคะแนน 228 คน บัตรเสีย 24 ใบ รวมทั้งหมดมีผู้มาใช้สิทธิ์ 4,974

พนิชยังเครียดแม้เอ็กซิทโพลนำโด่ง
18.06 น. เว็บไวต์ข่าวสดรายงานว่าที่พรรคประชาธิปัตย์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนปิดการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมครอบครัว เดินทางเข้าสักการะพระเจ้าตากสินมหาราช ภายในวัดอินทราราม ย่านธนบุรี พร้อมกล่าวขอบคุณชาว กทม.เขต 6 ที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม

นายพนิช กล่าวถึงผลเอ็กซิทโพลที่ระบุเป็นฝ่ายชนะว่า ถือเป็นกำลังใจที่ดีให้กับตนที่ได้ลงพื้นที่และทำงานอย่างหนัก ยอมรับว่ายังเครียด เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแข่งขันระหว่างรัฐบาลกับผู้ชุมนุม ไม่ว่าผลออกมาอย่างไร พร้อมยอมรับ

"ตู่" เมินเอ็กซิสต์โพลล์
ที่ศูนย์ประสานงานของนายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ก.เขตคันนายาว พรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน แกนนำ นปช. ได้เดินทางมารอลุ้นผลคะแนนด้วย โดยมีผู้สนับสนุนพรรคและคนเสื้อแดง ทยอยมาร่วมลุ้นผลคะแนน นอกจากนี้ยังมีอาสาสมัครของพรรคเพื่อไทย ทยอยนำผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการมาส่งให้กับแกนนำพรรค

โดยนายจตุพร กล่าวว่า ยังมีความหวัง ไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวตามที่เอ็กซิสต์โพลรายงานว่าผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนนำ เพราะการเลือกตั้งเมื่อเดือน ธ.ค.ปี 51 เอ็กซิสต์โพลเคยรายงานว่าพวกตนจะได้รับชัยชนะเลือกตั้งในกรุงเทพฯ แบบท่วมท้น แต่ผลที่ออกมากลับแพ้ขาด ซึ่งมีการทำใจล่วงหน้าไว้บ้างแล้วการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการใช้อำนาจรัฐ เช่น มีการส่งตำรวจคอมมานโดหลายนายลงพื้นที่ไปตามบ้านเรือน ชุมชน เพื่อบล็อกแกนนำและหัวคะแนนของพรรคเพื่อไทย แต่กลับไม่ไปยุ่งกับคนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเชื่อว่าประชาชนไม่ชอบการใช้อำนาจในลักษณะนี้

เมื่อถามถึงการจับทุจริตเลือกตั้งที่เขตบึงกุ่มที่มีการแจกของหน้าสำนักงาน ส.ข.ของพรรคประชาธิปัตย์ นายจตุพร กล่าวว่า พฤติกรรมที่เกิดขึ้นชัดเจนอยู่แล้ว และพรรคก็ได้ยื่นแจ้งความดำเนินคดีไปเรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปก็อยู่ที่ กกต.ว่าจะดำเนินการอย่างไร หากเป็นกรณีพรรคเพื่อไทย กกต.ก็คงดำเนินการโดยเร็ว แต่เมื่อเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ต้องดูว่าจะดำเนินการอย่างไร.

ผลโพลล์ "พนิช" ชนะ "ก่อแก้ว" 52/40
สวนดุสิตโพลมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นจากประชาชนที่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส.กทม.เขต 6 (คลองสามวา คันนายาว บึงกุ่ม หนองจอก) ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2553 จำนวนทั้งสิ้น 5,157 คน สรุปผลได้ดังนี้

ประชาชนเลือกใคร? เป็นส.ส.กทม.เขต 6 อันดับ 1 นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 1 ภาพรวม 52.77% เขตคลองสามวา 49.58% หนองจอก 56.88% คันนายาว 48.74% บึงกุ่ม 55.28%
อันดับ 2 นายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย เบอร์ 4 ภาพรวม 40.93% คลองสามวา 41.69% หนองจอก34.42% คันนายาว46.64% บึงกุ่ม 40.91%

อื่นๆได้แก่ นายอนุสรณ์ สมอ่อน, นายนพดล ไชยฤทธิเดช, นายกิจณพัฒน์ สามสีลาฯลฯ ภาพรวม 0.60% เขตคลองสามวา 1.04% หนองจอก 0.56% คันนายาว 0.29% บึงกุ่ม 0.74%
ไม่เลือกใคร ภาพรวม 5.70% คลองสามวา 7.69% หนองจอก 8.14% คันนายาว 4.33% บึงกุ่ม 3.07%

เลขาฯ กกต. ปลื้ม ลต.ซ่อมผ่านฉลุย "เสื้อแดง" กว่า คน จับตานับคะแนน
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวภายหลังปิดหีบเลือกตั้งว่า วันนี้ การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ประชาชนมาใช้สิทธิอย่างคึกคัก แต่จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ กกต. ตั้งเป้าไว้หรือไม่ต้องรอสรุปอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง ส่วนเรื่องการร้องเรียนนั้น ได้มีการร้องเรียนที่เขตบึงกุ่ม โดยมี ส.ก.รายหนึ่ง แจ้งว่ามีการแจกข้าวสาร ซึ่งเรื่องนี้ กกต. ต้องดูรายละเอียดว่าเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งซ่อม หรือ เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ส.ก.ในวันที่ 29 ส.ค.ที่จะถึงนี้หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศการนับคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าที่สำนักงานเขตคลองสามวา เป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 20 คน ร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนนที่เขตดังกล่าว พร้อมกับกล่าวทักท้วงเมื่อกรรมการประจำหน่วยประกาศผลคะแนนผิด

แจกข้าวสาร น้ำปลา วันเลือกตั้งซ่อมเขต 6
เมื่อเวลา 13.00 น.ตำรวจได้รับแจ้งจาก นายณัฐนัย เจนจัดการ ประธานหมู่บ้านสุวรรณประสิทธิ์ 3 ว่า พบการแจกจ่ายข้าวสาร และน้ำปลา ให้กับประชาชน ซึ่งจุดที่แจกอยู่ใกล้กับหน่วยเลือกตั้งที่ 70 เพียง 50 เมตร จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.น.บึงกุ่ม ที่มาดูแลความเรียบร้อยบริเวณหน่วยเลือกตั้ง เข้าตรวจสอบ พบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ที่มารับข้าวสารและน้ำปลาจะมีรายชื่ออยู่ในลิสต์ไม่กี่ครัวเรือน ซึ่งชาวบ้านส่วนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ได้เข้าแถวเพื่อรอรับแจกข้าวสาร และน้ำปลา แต่เมื่อถึงคิวกลับพบว่าไม่มีรายชื่อ จึงไม่ได้รับของแจกกลับไป พร้อมกันนี้ยังระบุว่าบุคคลที่แจกสิ่งของไม่ใช่คนในชุมชน มีเพียงพนักงานห้างคนเดียวเท่านั้นที่เป็นคนในชุมชน โดยระหว่างการแจกได้มีกลุ่ม ส.ข.ของพรรคประชาธิปัตย อยู่ในพื้นที่ด้วย เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวกลุ่มบุคคลที่มาแจกจ่ายข้าวสาร น้ำปลา ไปสอบปากคำที่ ส.น.บึงกุ่ม โดยมี นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. ผอ.เลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เดินทางไปสังเกตการณ์ที่ ส.น.บึงกุ่ม

ประธานหมู่บ้านสุวรรณประสิทธิ์ 3 กล่าวว่า พบหญิงคนดังกล่าวมาแจกข้าวสาร 5 กิโลกรัม พร้อมกับน้ำปลา ในบริเวณใกล้สถานที่เลือกตั้ง จึงได้ตักเตือนไปว่าไม่ควรดำเนินการ เพราะวันนี้เป็นวันเลือกตั้งอาจจะมีความผิด แต่หญิงคนดังกล่าวก็ไม่ฟัง จึงต้องมาแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้ตนเห็นนายอรรถสิทธิ์ ชัยบุรินทร์ ส.ข.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ได้มาสังเกตการณ์ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ได้บันทึกเหตุการณ์ไว้ด้วยกล้องจากโทรศัพท์มือถือความยาวประมาณ 2 นาที และนำมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน ซึ่งในภาพนั้นปรากฎว่ามีหญิงวัยกลางคนสวมเสื้อลายสก็อตสีชมพู พร้อมเจ้าหน้าที่ห้างชื่อดัง 2 คน ช่วยขนของที่ซื้อมากแจกให้ชาวบ้าน ทั้งนี้ในคลิปมีเสียงของหญิงคนดังกล่าวระบุว่า จะให้สิ่งของเฉพาะผู้ที่มาลงชื่อไว้ 50 คน เท่านั้น ใครที่ไม่มีชื่อไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เวลา 14.00 น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. ได้เดินทางมายังส.น.บึงกุ่ม เพื่อสอบปากคำหญิงคนดังกล่าวด้วยตนเอง ทราบชื่อภายหลังว่าคือ นางสมพร ชวดบัว อายุ 58 ปี โดย พล.ต.ต.อำนวย สอบถามว่านำสิ่งของมาแจกเพื่ออะไร นางสมพร กล่าวว่า ต้องการทำบุญเท่านั้น และไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดๆทั้งสิ้น ที่ทำไปก็เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้เท่านั้น เมื่อ พล.ต.ต.อำนวย ถามว่า รู้หรือไม่ว่าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง นางสมพรตอบว่ารู้ แต่ไม่มีเจตนาจูงใจใคร เพราะไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ที่แจกไปนั้นก็แจกไปตามรายชื่อที่เคยสำรวจข้อมูลไว้ พล.ต.ต.อำนวยถามอีกว่า ทำไมต้องรวบรวมรายชื่อ นางสมพรย้ำว่า เพื่อความชัดเจน ใครไม่มีรายชื่อก็ไม่มีสิทธิ์ได้รับแจก อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.อำนวยกล่าวว่า การแจกของดังกล่าวต้องดูข้อกฎหมายว่าเป็นการแจกเพื่อจงใจให้เลือกพรรคการเมืองใด หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือไม่ เบื้องต้นยังไม่พบว่าเป็นการจูงใจ แต่ก็ต้องสอบสวนอย่างละเอียดว่าผู้ถูกร้องได้แจกสิ่งของเป็นประจำตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ รวมทั้งสอบถามไปยังห้างสรรพสินค้าที่ถูกกล่าวอ้าง ว่ามีการซื้อสินค้าในวันเวลาตามที่นางสมพร ระบุหรือไม่ จากนี้จะส่งเรื่องให้ กกต.เขต ดำเนินการสอบสวนต่อไป แต่หากไม่สามารถสอบสวนได้ก็จะส่งเรื่องให้ กกต. กทม.สอบสวนต่อไป

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก:

พนิชยังเครียดแม้เอ็กซิทโพลนำโด่ง (ข่าวสด, 25-7-2553)
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRJNE1EQTFOak14TlE9PQ==

แจกข้าวสาร น้ำปลา วันเลือกตั้งซ่อมเขต 6 (ครอบครัวข่าว, 25-7-2553)
http://www.krobkruakao.com/kkn/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/22014/%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%95-6.html

"ตู่" เมินเอ็กซิสต์โพลล์ (เดลินิวส์, 25-7-2553)
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=8&contentID=80680

เลขาฯ กกต. ปลื้ม ลต.ซ่อมผ่านฉลุย "เสื้อแดง" กว่า คน จับตานับคะแนน (แนวหน้า, 25-7-2553)
http://www.naewna.com/news.asp?ID=220821

ผลโพลล์ "พนิช" ชนะ "ก่อแก้ว" 52/40 (คมชัดลึก, 25-7-2553)
http://www.komchadluek.net/detail/20100725/67712/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A75240.html

นับคะแนนเลือกตั้งซ่อมเขต6 กรุงเทพฯเกือบ 100% แล้ว เผยผลเบื้องต้นพนิชนำก่อแก้ว (โพสต์ทูเดย์, 25-7-2553)
http://bit.ly/bITG46

"มาร์ค"ต่อสายแสดงความยินดี"พนิช "ชนะเลือกตั้งซ่อม เขต 6 คะแนนอย่างไม่เป็นทางการทิ้งห่างนับหมื่น (มติชน, 25-7-2553)
http://matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1280060037&grpid=00&catid=

“จตุพร” ให้รอผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการ (สำนักข่าวไทย, 25-7-2553)
http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/82515.html

พท.ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้เลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 (สำนักข่าวไทย, 25-7-2553)
http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/82514.html

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คอลัมน์อัพเดท 25-07-53

ที่มา Asia Update TV



เอ็กซิทโพลล์”พนิช”ชนะ เลิอกตั้งซ่อม



มูลนิธิเอเชียสังเกตุการณ์เลือกตั้งซ่อม



กะเหรี่ยงพม่าหนีภัยสงครามเข้าไทย



คลองสามวาเลือกตั้ง ส.ส. เหงากว่า ส.ข.



เพื่อไทยจี้ กกต.ตรวจสอบทุจริตเลือกตั้งซ่อม

จะต้อง ‘ยิงตัวตาย’ กันอีกกี่ศพ!!? โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ที่มา vattavan


เมื่อ 27 พ.ค.2553 ผมได้เขียนบทความ
เรื่อง ‘มือปืน’ กับ ‘สไนเปอร์’ ของคู่ประเทศไทย
ให้แฟนๆอ่านกัน ได้ตั้งข้อตั้งข้อสังเกตเอาไว้ตอนหนึ่ง ดังนี้
....ต่อจากนี้ไป คำว่า ‘มือปืน’ กับ ‘สไนเปอร์’
หรือ ‘พลซุ่มยิง’ จะต้องกลายเป็นของคู่กับเมืองไทย ทั้งนี้เพราะ...
ต่อไปนี้ ในกรณีที่มีความขัดแย้งที่รุนแรง
ความต้องการในการจ้างวานใช้ คนที่ใช้ปืนลักษณะการซุ่มยิงได้
ก็จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ยังผลให้จากนี้ไป
ราคงจะได้เห็นความปลอดภัยในชีวิตร่างกายของพวกนักการเมือง
ตลอดจนผู้คนในวงการธุรกิจ จะลดน้อยถอยลง
คนพวกนี้จะ ‘ตายโหง’ กันมากขึ้น!
สำหรับสภาวการณ์ปัจจุบัน ผมมีความเชื่อมั่นว่า...
เมื่อเวลาผ่านไป ข้อเท็จจริงต่างๆ
ก็จะหลั่งไหลมาปรากฏต่อสาธารณชนอีกมากมาย จากทั้งฝ่ายรัฐบาลและคู่ขัดแย้ง
(ดูรายละเอียดได้ที่(
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=227)

นึกไม่ถึงว่าที่ตัวเองคาดการณ์เอาไว้ จะมาถึงเร็วขนาดนี้
เพราะหลังจากที่เขียนคอลัมน์ ลงไปไม่ถึง 2 เดือน
สิ่งที่คาดไว้ก็อุบัติขึ้น แค่วันที่ 11 ก.ค.2553 เท่านั้น
นายอำนาจ ศิริชัย นายก อบจ.นครสวรรค์ ก็ถูกคนร้ายลอบยิง
โดนลอบยิงเข้าที่คออาการสาหัส
ที่สนามหญ้าหน้าศาลากลางหลังเก่า ติดกับถนนโกสีย์ใต้
ต.นครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์
อีกเพียง 5 ชั่วโมงถัดมา
นักการเมืองท้องถิ่นที่กำลังมีแววจะเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง
สามารถเข้าสู่เวทีระดับชาติได้ไม่ยาก และอาจมีโอกาสคว้าตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย
ก็เสียชีวิตลง
เจ้าหน้าที่คาดว่า อาจเป็น “ฝีมือสไนเปอร์” ที่แอบซุ่มยิงอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ
โดยมีผู้ชี้เป้าให้สไนเปอร์
ก่อนลงมือ...ลั่นไกสังหาร!

การชันสูตรพลิกศพของเจ้าหน้าที่ จะทำให้การสอบสวนเรื่องนี้ชัดเจนขึ้น
เพราะจะทำให้ปรากฏชัดว่า

ผู้ตายนั้นตายเพราะ อาวุธปืนอะไร ขนาดไหน?
ประมาณว่าถูกยิงระยะไกลนั้น เป็นระยะทางเท่าใด?
สันนิษฐานได้ว่า คนยิงใช้อาวุธยิงระยะไกล
อำนาจทำลายล้างสูงแบบเดียวกันกับการยิงของ Sniper หรือ ‘พลซุ่มยิง’ ใช่หรือไม่? ฯลฯ

การขันสูตรพลิกศพ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ต่อกระบวนการการสอบสวนเป็นอย่างยิ่ง!



ในเรื่องชันสูตรพลิกศพนี้
คนไทยมีชื่อเสียงมาก่อน จะเห็นได้จากหนังสือเรื่อง “เปาบุ้นจิ้น”
ฉบับขององค์กรคุรุสภาที่พิมพ์ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.2516 ซึ่งมีอยู่ 76 เรื่อง
ซึ่งที่ถือกันว่าเป็นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดที่มีอยู่ขณะนี้
ปรากฏว่ามีเรื่องการพิจารณาคดีของไทยเรา รวมอยู่ด้วย
ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะทางฝ่ายจีน มีความสัมพันธ์กับไทยมายาวนาน
คงประทับใจเรื่องการสอบสวน และตัดสินอรรถคดีของเมืองไทย
ซึ่งมีการชันสูตรพลิกศพรวมอยู่ด้วยนั้น
เพราะเป็นเรื่องที่แสดงความสามารถของผู้สืบสวนสอบสวน
และตุลาการผู้ตัดสินคดี ควรแก่การยกย่อง
หรือสมควรที่คนจีน จะนำมาเป็นตัวอย่างได้
ดังนั้น ฝ่ายจีนจึงนำเข้ามารวมไว้ในเรื่อง “การตัดสินคดีของเปาบุ้นจิ้น” ด้วย
หรือจะเป็นเรื่องที่คนไทย อาจเขียนเสริมเข้าไป
ตรงนี้ก็ต้องขอให้ทางผู้มีความรู้ภาษาจีน ลองตรวจสอบกันดูกับต้นฉบับ
เพราะผมไม่มีความสามารถในเรื่องภาษาจีน
แต่ก็จะขอย่อยเรื่องที่กล่าวถึง ในเวอร์ชั่นของ “วาทตะวัน” ให้ท่านฟังดังต่อไปนี้

ชายหญิงคู่หนึ่งผูกสมัครรักใคร่ แอบได้เสียกัน
ฝ่ายชายชื่อนายกอ ฝ่ายหญิงชื่อ อำแดงญอ เป็นบุตรของนายพอ กับ อำแดง ทอ
นายกออายุ 23 ฝ่ายหญิงวัยกำลังสาว 19 ปี แม้คนทั้งสองจะลักลอบเป็นผัวเมียกัน
แต่ผู้ใหญ่ฝ่ายสาวก็ไม่รู้เรื่อง
และไป รับขันหมากจากชายผู้ไม่ปรากฏนาม สินสอดทองหมั้นก็เป็นเงินมากอยู่พอควร
อำแดงญอเธอรักและหลงไหลนายกอมากได้ให้สัญญาว่า
แม้ฟ้าถล่มดินทลาย เธอก็จะรักผัวคือนายกอผู้นี้ แต่เพียงคนเดียว
และจะเบี้ยวการแต่งงานที่พ่อแม่ไปตกปากลงคำไว้แล้วด้วย
หล่อนไม่พูดเปล่าๆ ดันหอบเอาเงินทองของหมั้นส่วนหนึ่ง
ให้นายกอนำไปเก็บเอาไว้เป็นทุนเมื่อหนีไปอยู่กินร่วมกัน
ผู้หญิงอย่างอำแดงคนนี้ มีให้เห็นเยอะสมัยนี้
แต่งตอนเย็นไม่ให้เจ้าบ่าวนอนด้วย ตื่นเช้ากลายเป็นแม่ยก คือ
ยกเข้ายกของเจ้าบ่าวเกลี้ยงหนีไปอยู่กับผัวเก่า
ปล่อยเจ้าบ่าวต้องขึ้นโรงพักไปแจ้งความกันเลยทีเดียว!

วันเกิดเหตุร้ายนั้น นายกอร่ำสุราเข้าไปมาก
แต่ก็ยังมีสติดีอยู่ ลอบขึ้นเรือนของอำแดงญอ
และได้ร่วมอภิรมย์สมพาสกับแม่สาวไปหนึ่งครั้ง จนเสร็จเรียบร้อย
แล้วเกิดอาการกระหายน้ำ
นายกอจึงให้อำแดงญอ ไปตักน้ำน้ำให้กินชื่นใจ
ตอนนั้นฝนตกอยู่พอดี
สาวเจ้าจึงเอาขันไปรองน้ำฝนจากราง นำไปให้นายกอคู่สวาทสวีทฮาร์ท
ซึ่งก็ดื่มอั่กๆเข้าไปเพราะหิวจัด
ดื่มน้ำแล้วทั้งสองต่างก็หลับไหลไปด้วยอาการหมดแรง
เพราะทำกิรกรรมเข้าจังหวะหนักมากด้วยกันทั้งคู่
พอฟ้าสางอำแดงญอฟื้นตัวตื่น
เห็นแสงตะวันก็ตกใจ รีบปลุกนายกอรีบลงจากเรือนไปเสียก่อนพ่อแม่จะเห็นเข้า
พอเอามือเขย่าร่างของฝ่ายชายดู
ปรากฏว่าร่างเย็นเฉียบ แข็งทื่อตายหมดลมเด็ดสะมอเร่ตายไปเรียบร้อยแล้ว
ยุ่งละซีอีทีนี้!

อำแดงญอเธอร่ำไห้ด้วยความ เสียใจเจียนจะขาดใจตายตาม
แต่เมื่อยังไม่ตายก็ต้องไปบอกพ่อแม่
ซึ่งผู้เป็นบิดามารดาก็ตกใจนัก เพราะลูกสาวได้กระทำการอันบัดสียิ่ง
ซึ่งโบราณเขาเรียกว่า
"เป็นชู้เหนือขันหมาก"

สังคมไทยตอนนั้น รับไม่ได้ (ตอนนี้จะรับกันได้หรือยัง ผมก็ไม่รู้? )
ซึ่งถือกันว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอายยิ่งนัก
แต่ด้วยความที่ตนเองเป็นคนซื่อสัตย์ สองคนผัวเมียผู้เป็นบุพการีของฝ่ายหญิง
ก็ไม่คิดปกปิดความจริง หรือเอาศพนายกอไปทิ้งนอกเรือน
หากแต่ได้ตรงไปบอกพ่อแม่นายกอให้รับรู้
บิดามารดาของผู้เคราะห์ร้าย ก็ตกใจร้องไห้โศกาอาดูรยิ่งนัก
ที่ลูกชายมาด่วนตายไป จึงพากันไปเชิญฝ่ายอำเภอมาชันสูตรพลิกศพ
ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่อำเภอเห็นว่า
ไม่มีร่องรอยการทำร้ายและไม่ปรากฏบาดแผลบนตัวผู้ตาย ก็สรุปว่า
นายกอไม่ได้ตายเพราะถูกฆ่า พ่อกับแม่นายกอจึงนำศพลูกชายไปฝังไว้
เรื่องนี้ทำท่าจะจบลง แต่ไม่เป็นอย่างนั้น
ก็เพราะเมืองไทยมีคนสาระแนอยู่มาก โดยเฉพาะพวกหมอความสมัยนั้น
ได้มีหมอความตัวดีมายุยงให้พ่อแม่ของนายกอฟ้องร้อง ว่า
บิดามารดาของอำแดงญอ ร่วมกับลูกสาวคือตัวอำแดงญอ วางยาพิษลูกชายของตน
ซึ่งพ่อแม่นายกอก็เห็นชอบไปด้วย จึงมีการฟ้องร้องเรื่องนี้ไปสู่ศาลพระราชอาญาสมัยนั้น

ศาลพระราชอาญาจึงมีหมายเรียกตัว สามคนพ่อแม่ลูกจำเลยมาเบิกความ
ซึ่งทั้งพ่อและแม่ของอำแดงญอก็เบิกได้ตรงกัน
แต่อำแดงญอซึ่งเบิกความเจือสมกับพ่อแม่แล้ว ยังได้ให้การเพิ่มเติมไปด้วยว่า
ตนได้ยักยอกทรัพย์ที่ได้จากเงินทองของหมั้น นำไปให้นายกอไปเก็บรักษาไว้
เพื่อนำไปเป็นทุนเมื่อหนีไปอยู่ด้วยกัน
ศาลได้พิจารณาหาสาเหตุการตาย ด้วยการให้หมอมาชันสูตรใหม่
(เข้าใจว่าอำเภอมาตรวจคงไม่ได้ให้หมอมาดู หรือเป็นหมอชาวบ้านไม่มีวุฒิก็ไม่รู้)
คุณหมอพรทุบ (ผมตั้งชื่อให้เอง) ก็ให้ขุดศพนายกอขึ้นมา
หมอเอายากรอกกระทุ้งลงปากศพ แล้วผ่าศพดูลำไส้ก็รู้ว่าเป็นยาพิษ
เท่านั้น ยังไม่พอเพื่อให้ความแน่ใจ
จึงกราบบังคมทูลพระกรุณาเบิกเอานักโทษประหารมาบังคับให้กินยาพิษ
นักโทษตายแล้วก็เอาไปฝัง
พอได้สามวันเท่ากับฝังนายกอแล้วขุดศพขึ้นมา ก็ได้หลักฐานอย่างเดียวกันคือ
พยาธิสภาพของศพ...ไม่แตกต่างกัน!

ศาลพระราชอาญาชั้นต้น วินิจฉัยว่า
อำแดงญอ ร่วมกับบิดามารดาวางยาพิษผู้ตาย
จึงให้ประหารอำแดงญอให้ตายตกไปตามกัน และให้เฆี่ยนพ่อแม่ ๒ ยกหกสิบที
แล้วให้เอาไปขังไว้ตลอดชีวิต
อำแดงญออุทธรณ์
เนื้อความอุทธรณ์ มีสาระสำคัญอยู่ว่า

ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าผู้ตายถูกวางยานั้นชอบแล้ว
แต่ศาลรู้หรือพิสูจน์ได้อย่างไรว่า จำเลยเป็นผู้วางยาพิษ
หรือนายกอถูกวางยามาจากที่อื่นก็เป็นไปได้ และจำเลยได้ให้เหตุผลที่สำคัญว่า
ถ้าตัวอำแดงยอจะฆ่าคนทั้งที
แล้วทำไมจึงเอาทรัพย์สินของหมั้นไปฝากไว้กับคนรักคือ
นายกอที่ตนคิดจะฆ่านั้นด้วยเล่า
ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาลงมาว่า ตัวจำเลยคือ
อำแดงญอได้เบิกความมาเองว่า นายกอนั้นเมาสุรามาก่อน แต่ก็ยังกระทำ
อสัจธรรมสังวาส และขอน้ำกินได้ ตรงนี้ศาลวินิจฉัยว่า
หากนายกอถูกยาพิษเข้าจริง ก็คงไม่สามารถร่วมกิจประเวณี
อันต้องใช้กำลังพอสมควรได้ และศาลเชื่อว่า
คำให้การของอำแดงญอที่บอกว่า ออกไปรองน้ำนำไปให้นายกอดื่มกินนั้น
ทำให้ศาลอุทธรณ์เห็นว่าห้วงระยะเวลานี้เอง
เป็นโอกาสที่ทำให้อำแดงยอสามารถวางยาชู้รักของตัวเองได้
ศาลจึงตัดสินว่าที่ศาลพระราชอาญาชั้นต้นพิพากษาตัดสินมานั้น
เป็นอันชอบแล้วทุก ประการ
อำแดงญอสู้ไม่ถอย เธอยังให้หมอความ ยื่นคัดค้านคำพิพากษาต่อ
เนื้อความมีอยู่ว่า

ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ฝ่ายอำแดงญอไม่เห็นชอบด้วย
เพราะศาลเห็นชอบตามหมอที่ทดลอง
แต่หมอและศาลยังไม่ได้ทดลองเลยสักนิดหนึ่งว่า
คนเมาสุรามากแล้ว ดื่มน้ำฝนแล้ว จะตายได้หรือไม่? (ตรงนี้สำคัญ)

อีกประการหนึ่งศาลอุทธรณ์เอง ก็ยังไม่ได้วินิจฉัยว่า
ถ้าอำแดงญอคิดจะวางยาพิษแล้ว
เหตุไฉนจึงเอาทรัพย์สินของหมั้นค่าถึงหนึ่งพันชั่ง ไปฝากไว้กับคนรักคือนายกอ
ที่ตนคิดจะฆ่านั้นจะเป็นประโยชน์อันใดกันเล่า ?
อำแดงได้กราบบังคมทูล
ขอให้พระเจ้าอยู่หัวทรงวินิจฉัยให้สิ้นสุดกระแสความเสียก่อน
โดยขอให้ไปตรวจหาทรัพย์พันชั่งซึ่งตนยักยอกให้นายกอนำไปเก็บที่บ้าน
หากไม่พบของกลางที่บ้านของนายกอแล้วไซร้
อำแดงญอก็จะก้มหน้ารับพระราชอาญา
รับโทษประหารให้ถูกฆ่าตายตกไปตามกันนั้นเลยทีเดียว
พระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงทศพิธราชธรรม ได้รับฎีกาของอำแดงแล้ว
ทรงลงพระนามส่งฎีกาให้องคมนตรีกรรมการศาลฎีกา ไต่สวนว่า

มีของกลางตามที่อำแดงญอ กล่าวอ้างจริงหรือไม่ ?
ถ้ามีสมจริงตามเนื้อความในฎีกา ก็ให้งดคำพิพากษาไว้ก่อน
และให้ประกาศหาตุลาการ มาพิจารณาหาความจริงแล้วจึงมีคำพิพากษาต่อไป
ปรากฏว่า ผลการตรวจหาของกลาง คือ
ของหมั้นที่อำแดงยักยอกไปให้ชายคนรัก อยู่ในตู้และหีบที่บ้านของผู้ตายจริง
สมดังฎีกาของจำเลยที่อ้างไว้จริง
ดังนั้น องคมนตรีกรรมการศาล จึงต้องประกาศหาตุลาการมาตัดสินคดีนี้
และมีผู้รับอาสามาเป็น ‘ตุลาการ’
ซึ่งเป็น ‘ตัวเอก’ ที่จะมาเดินเรื่องการตัดคดีความ เรื่องที่ยุ่งยากนี้
ชายผู้รับเป็นตุลาการอาสา ชื่อ “นายศี” (ศี สะกดตามต้นฉบับไม่ใช่ศรี)
แต่ชาวบ้านเรียกกันว่า “นายขุนศีแม่ตั้ง”
ซึ่งเป็นผู้สนใจในเรื่องกฎหมาย อีตาคนนี้แกไปศาลทุกวัน
แต่ไม่มีความจะมาให้แกชำระ ผู้คนจึงหัวเราะเยาะเอา เพราะตัวเองไม่ได้เป็นตุลาการ
ผู้คนจึงตั้งฉายาล้อเลียนให้แกว่าเป็น...
“ขุนศีแม่ตั้ง”
คงคล้ายคลึงกับ “คุณหญิงบ่าวตั้ง” ที่เป็นคำเรียกประชดพวกคุณนาย
ที่ยังไม่ได้มีคำนำหน้าเป็น “คุณหญิง” แม้ผัวจะเป็นใหญ่เป็นโต
เพราะเป็นถึงหัวหน้ากบฏที่ยึดอำนาจ
แต่ตัวเองยังไม่ได้เป็น “คุณหญิง” บ่าวไพร่หรือข้าราชการที่เป็นลูกน้องผัว
ซึ่งเป็นหัวหน้ากบฏ ที่มีสันดานสอพลอ จึงเรียกหล่อนว่าเป็น
“คุณหญิง”
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประจบประแจงเอาใจ “คุณนาย”
ที่อยากพาสชั้นเป็น “คุณหญิง” อย่างนี้ผู้คนเขาเรียกว่า
“คุณหญิง...บ่าวตั้ง”

พอมีการประกาศรับสมัครอย่างนั้น ขุนศีแม่ตั้งจึงรับอาสาทันที
และได้รับแต่งตั้งให้เป็นตุลาการมาชำระคดี
ขุนศีแม่ตั้งเป็นผู้มีปฏิภาณไหวพริบ เพราะสนใจใฝ่ศึกษาสงสัยว่า
คนที่มีกำลังพอจะร่วมประเวณีได้
แต่กินน้ำฝนเข้าไปหน่อยเดียว ทำไมถึงแก่ความตายได้ ?
หรือเป็นเพราะในน้ำที่อีตานายกอแกดื่มเป็นพิษ
หรือรางน้ำอันเป็นทางไหลของน้ำ คงมีสิ่งมีอยู่เป็นแน่แท้
จึงให้นักการเอาบันใดปีนขึ้นไปดู เห็นกระดูกสัตว์เช่น
กระดูกหนู ที่นกแสกคาบกินแล้วตกอยู่ในราง
และยังมีกระดูก “งูทับสมิงคลา” ทั้งตัวมีเนื้อเหลือติดอยู่บ้าง ก็นำเอาลงมาให้
ขุนศีแม่ตั้งดู
ขุนศีแม่ตั้งจึงเอากระดูกงูทับสมิงคลาแช่น้ำ แล้วทูลขอพระบรมราชานุญาต
เบิกนักโทษประหารออกมาให้ดื่มเหล้าจนเมา แล้วเอาน้ำแช่กระดูกงูให้กิน ปรากฏว่า
นักโทษดิ้นพราดๆ ถึงแก่ความตาย ไปในบัดดล!
จึงให้เอาศพไปฝัง แล้วขุดนำขึ้นมามาผ่าดูอีก ปรากฏว่า
เครื่องในศพนักโทษ เหมือนกับนายกอทุกประการ
เมื่อได้ความชัดเจนดังนั้นแล้ว ขุนศีแม่ตั้งจึงทำคำพิพากษากราบบังคมทูล
ชี้เหตุแห่งการตายให้พระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ โดยวินิจฉัยว่า
อำแดงญอไม่ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง
พิพากษาให้ปล่อยอำแดงญอ กับพ่อแม่ไปเสีย จากการควบคุมของทางการ
ตัวขุนศีแม่ตั้งซึ่งเป็นตุลาการอาสาสมัคร
ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนหลวงพระไกศี” คือ
เป็นทั้ง “ขุน” “หลวง” และ “พระ” ในฐานันดรเดียวกัน
เพื่อตอบแทนการวินิจฉัยคดีที่รอบคอบและเป็นแบบอย่างอันควรยกย่องสืบไป

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
ที่ผมเล่ามายืดยาวพอสมควร
ก็ด้วยต้องการชี้ให้เห็นความสำคัญของงานด้านชันสูตรพลิกศพ
เพราะเมื่อตอนบ้านเมืองเรา ได้รับความเสียหายร้ายแรงจากคลื่นยักษ์ ‘สึนามิ’
ผู้คนทั้งไทยและเทศต้องล้มตายลงหลายพัน และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก
ในครั้งนั้น นอกจากมีการชันสูตรพลิกศพ
ยังมีวิธีการพิสูจน์เอกลักษณ์ด้วยวิธีการสมัยใหม่อีกด้วย แต่ปรากฏว่า

การชันสูตรในตอนแรกๆนั้น มีการทำแบบลวกๆชุ่ยๆ ไม่ได้มาตรฐานโลก
มีคนเขาแอบถ่ายวีดีโอเอาไว้เป็นหลักฐาน“หมอกบาลฝอย”
เลยโดนเขี่ยออก หมดโอกาสจากการร่วมงานกับทีมแพทย์นานาชาติไป
ทำให้เสียชื่อเสียงประเทศไปโขอยู่ที่เดียว จนต้องมาแก้ไขกันภายหลัง จึงค่อยดีขึ้น

เรื่องการชันสูตรพลิกศพนั้น
เพราะเป็นการตรวจพิสูจน์ทางการแพทย์ และวิทยาศาสตร์สาขาสำคัญเลยทีเดียว
หลักการที่ต้องยึดถือ คือ
ต้องทำตามหลักวิชา ด้วยความละเอียดรอบคอบ ทั้งนี้
เพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริง เพื่อขจัดความสงสัยของผู้คน
และอำนวยความยุติธรรมในการพิจารณาคดีด้วย
ท่านผู้อ่านคงพอสังเกตเห็นได้ว่า
ในยามนี้บ้านเมืองของเรา กำลังมีข่าวลือร้ายๆหลายเรื่อง
โดยเฉพาะข่าวลือที่เกี่ยวข้องกับทหาร ที่ถูกกล่าวหาว่า
สังหารประชาชนอย่างโหดเหี้ยม
โดยเฉพาะการสังหารพี่น้องประชาชนคนไทยไปหลายศพ ใน
วัดปทุมวนารามวรวิหาร ที่ดังไปทั่วโลก และปรากฏต่อมาว่า
ผู้บังคับกองพันทหารม้า
ซึ่งเป็นผู้ขออนุญาตท่านเจ้าอาวาสขอใช้พื้นที่วัดเป็นลายลักษณ์อักษร
และเป็นผู้หนึ่งที่รับผิดชอบในปฏิบัติการกระชากพื้นที่ จนถูกกล่าวหาว่า
กองทหารที่เขารับผิดชอบ มีส่วนต้องสงสัยว่า
เป็น “ฆาตกร” ที่ฆ่าพี่น้องเพื่อนร่วมชาติ!
ระหว่างที่มีการกล่าวหากันวุ่นวาย และความจริงยังไม่ได้รับการพิสูจน์
หนังสือพิมพ์ก็รายงานข่าวว่า

นายทหารคนดังกล่าว ชิงฆ่าตัวตาย โดยการใช้อาวุธปืนยิงตัวเอง!

จากนั้นไม่กี่วัน ก็มีการแก้ข่าวจากทางกองทัพว่า ไม่ได้เป็นการฆ่าตัวตาย
แต่เป็นอุบัติเหตุ..ปืนลั่น!
ผมเห็นว่า หากกองทัพจะพยายามกลบความจริง
เรื่องการที่นายทหารผู้นี้ฆ่าตัวตาย โดยทำให้เป็นเรื่องอุบัติเหตุปืนลั่น
ทั้งนี้เพื่อให้ครอบครัวของนายทหารผู้ตาย
ได้รับสิทธิประโยชน์และบำเหน็จตกทอด จากทางกองทัพอย่างเต็มที่
เพราะหากเป็นเรื่องฆ่าตัวตายแล้ว การเงินที่ทายาทจะได้รับ
และสิทธิประโยชน์สำหรับคอรบครัว ที่อยู่ข้างหลัง จะแตกต่างกันมาก
แม้จะมีความเห็นใจผู้ตาย
ซึ่งเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นหลังคนเขียนอยู่หลายรุ่นก็ตาม
แต่ก็ไม่สนับสนุนที่จะให้กองทัพยกเอา “เรื่องไม่จริง” มาพูดจา
หรือทำให้ผลการชันสูตรพลิกศพบิดเบือนไป ซึ่งไม่เป็นผลดีกับใครทั้งนั้น
เพราะเรื่องอย่างนี้มันใหญ่มาก ผู้คนจับจ้องอยู่
และการพิสูจน์หา “ความจริง” ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย

ผมจึงต้องขอเตือน แพทย์และ/หรือพนักงานสอบสวน
ที่จะทำการแก้ไขผลการชันสูตรพลิกศพ จะต้องคิดถึงผลร้าย
ที่จะติดตามมาในวันข้างหน้า
เพราะผู้รับผิดชอบ อาจต้องเผชิญหน้ากับการแก่ต่าง
ในเรื่องของ “คดีอาญา” เลยทีเดียว
หากให้ผมแก้ปัญหา จะดำเนินการชันสูตรพลิกศพไปตามความจริง
และเสนอใช้เงินราชการลับสัก 10-20 ล้านบาท ให้ครอบครัวผู้ตายไปเลย
เพราะการที่นายทหารคนนี้ต้องเสียชีวิต ก็ด้วยเขาจำต้องเข้าไปมีส่วนร่วม
ในการปราบปรามประชาชน และเป็นเหตุแห่งตายของผู้คนจำนวนมาก

ทั้งนี้ ก็เป็นเพราะรัฐบาล กำหนดเขาให้ทำนั่นเอง!

ดังนั้น จึงสมควรจะตอบแทน ครอบครัวผู้ตายอย่างเต็มที่
เพราะขณะนี้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์การตายของเขานั้น เกิดขึ้นอย่างมากมาย
ผู้คนร่ำลือกันไปต่างๆนานาๆ ตามประสาเมืองไทยเราเป็นแชมป์ข่าวลืออยู่แล้ว
ลือกันจนกระทั่ง เอามาพูดกันทางวิทยุกระจายเสียงเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง
(ผมฟังอยู่พอดี) ในทำนองว่า



...อาจเป็นเพราะผู้ตาย
เกิดอาการ ‘จิตหลอน’ เนื่องจากภาพของประชาชนผู้บริสุทธิ์
ที่ถูกฆ่าตายลงอย่างเหี้ยมโหดในวัดปทุมฯ
ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะทหารของตน
ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและรัฐบาลโลซก
มาปรากฏในห้วงแห่งความนึกคิดของผู้ตายอยู่ตลอดเวลา
จนทำให้เกิดอาการเครียดจัด และนำไปสู่การตัดสินใจ...
...ปลิดชีวิตตนเองในที่สุด!

ตอนนี้ ชาวบ้านเขา ‘เมาท์จนแซ่ด’ ไปต่างๆนานา
ทั้งยังตั้งปุจฉา ซึ่งกันและกันด้วยว่า

ไอ้พวกฆ่าโหดประชาชน มันจะต้อง ‘ยิงตัวตาย’ กันอีกกี่ศพ!!?

************

(***คอลัมน์ ประจำสัปดาห์ตอน จะต้อง ‘ยิงตัวตาย’ กันอีกกี่ศพ!!?
ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 24 กรกฎาคม 2553)

ยุคสมัย สถานการณ์ และการต่อสู้ ...ตามความเป็นจริง

ที่มา ประชาไท

by Rebel

ปี 2010 เทียบไม่ได้กับปี 1900
ประวัติศาสตร์ที่ไหนๆ หรือช่วงเวลาใดๆ ก็ไม่สามารถเทียบ
หรือใช้กับสถานการณ์ของไทยตอนนี้ได้

ความจริงที่ต้องยอมรับ ณ. เวลานี้ พ.ศ. นี้ ก็คือ
เราหรือเขาก็ไม่สามารถใช้กำลังหรือ violence เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะได้

ถึงแม้เราจะรู้สึกว่า "แพ้" จาก violence ครั้งล่าสุด

ที่เขากระทำกับเรา แล้วเรารู้สึกเหมือนกับว่า "แพ้"

แต่เชื่อเถอะ ถ้าพวกเราเข้าใจในสถานการณ์
และไม่ว้อกแว้กไปตามที่พวกนั้นต้องการ
เราจะสามารถใช้ความผิดพลาดของฝ่ายตรงข้ามในครั้งนี้ เป็นใบเบิกทาง ไปสู่ชัยชนะได้
โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อมากไปกว่านี้

ผมอยากจะบอกว่า "เราชนะแล้ว" เพียงแต่ว่า
เราต้องทำให้คนในสังคมนี้เข้าใจใน "ชัยชนะ" ของเรา นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด

เราต้องเข้าใจคำว่า "สังคม"
สังคมประกอบด้วยคน "มากมาย" "แตกต่าง" "ต่างจิตต่างใจ" "ดีบ้าง เลวบ้าง"

คนดี ไม่ได้หมายถึง
คนดีจริงๆ ไม่มีที่ติ หรือ คนเลว จะเลวบริสุทธิ์ เสมอไป กลับตัวกลับใจไม่ได้

เราต้องเข้าใจคำว่า "มนุษย์"
มนุษย์ ก็คือ "คนที่มีทั้งดีและเลว" แล้วคนเรา "เปลี่ยนความคิดไปมาได้ตลอด"

พูดถึงเสื้อแดง เราจะสู้อย่างไรเวลานี้
เราไม่ต้องหวังว่าจะเกิดการปฏิวัติเหมือนอย่างฝรั่งเศส
เพราะจริงๆแล้วก็คือ
การใช้ violence ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดการปฏิวัติอย่างนั้นขึ้นในไทย
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน พ.ศ. นี้
ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมนี้ ไม่ได้ยากจนข้นแค้น
เหมือนอย่างคนจีนตอนที่เหมาเจ๋อตุงชักจูงให้เข้าร่วมการปฏิวัติ
พวกเราพอมีกินมีอยู่
ถ้าให้ต้องจับปืนสู้... มี... แต่มีน้อย นั่นคือ "ความจริง" ที่ต้องยอมรับ

เราไม่ต้องกลัวที่จะต้องพบเจอกับความล้มเหลวเหมือนอย่างเทียนอันเหมิน
ที่ล้มเหลวเพราะ ไม่รู้จักคำว่า "ประชาธิปไตยคืออะไร" แต่... พวกเราก็รู้จักกันแล้วนี่...

เราไม่ต้องสร้างกองกำลัง เราไม่ต้องอยู่อย่าง หลบๆซ่อนๆ...
สิ่งที่พวกเรา "เสื้อแดง" ต้องทำก็คือ "อดทน" "อย่าใจร้อน"
เพราะพวกเราต้องเข้าใจว่า เราไม่ได้สร้างสังคมที่เข้มแข็งได้เพียงชั่วเวลาข้ามคืน
หรือข้ามปี ประวัติศาสตร์ได้สอนเราไว้แล้ว
แต่... "เราต้องทำอยู่ตลอดเวลา"
เราต้อง "ทำความเข้าใจกับคนในสังคม"และ "รอพวกเขา"
เพราะพวกเขาไม่ได้เข้าใจความเป็นไปในสังคมนี้ เหมือนอย่างที่เราเข้าใจ... อย่างถูกต้อง...

ในสังคมหนึ่งๆ จะมีคนที่เข้าใจความเป็นไปในสังคม อย่างลึกซึ้ง... ไม่กี่คน...
หน้าที่ของคนที่เข้าใจก็คือ ทำให้คนที่ไม่เข้าใจ... ตื่นตัว...
และเข้าใจใน "หน้าที่ของความเป็นส่วนหนึ่งของสังคม"
เราจะต้องทำให้คนในสังคมนี้ "ตื่นตัว" ให้ได้มากที่สุด เพื่อรอให้ถึง "วันเปลี่ยนแปลง"

จะเป็นอะไรที่ perfect มาก ถ้าถึงวันนั้น คนไทยส่วนใหญ่รู้แล้วว่า
"พวกเรารออะไรอยู่" และเมื่อถึง "เวลานั้น"
เราทุกคนรู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป โดยที่ไม่ต้องกลัว
เหมือนอย่างที่ฝ่ายตรงข้ามอยากให้กลัว ว่าขาดเขาแล้วเราจะอยู่ไม่ได้

เรามีระบบรัฐสภาอยู่แล้ว
(ถึงแม้ทุกวันนี้ จะทำไม่ได้เหมือนอย่างที่เราคาดหวัง)
ที่สำคัญ เรามี "มาตราหนึ่ง" เป็นของเราอยู่แล้ว อำนาจเป็นของพวกเราอยู่แล้ว
แล้วพวกนั้นจะไม่กล้าที่จะชิงอำนาจในมาตราหนึ่งนี้หรอก เชื่อผม...
เราต้อง ทำให้คนส่วนใหญ่รู้จักมาตราหนึ่งใน รธน. ให้ได้มากที่สุด

เราจะต้องสร้างสังคมที่เป็นสุข "เพี่อลูกหลานชาวไทยในอนาคต... ของเรา" ให้ได้

"อดทน" แล้วที่สำคัญ... "ต้องทำให้คนในสังคมไทยเข้าใจสถานการณ์"... ให้ได้...

ก่อนถึง "วันเปลี่ยนแปลง" ครับ

ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่เป็นคนดี ซื่อ...
แต่บางครั้งก็ซื่อจนเซ่อ โดนเขาหลอก
จะไปบอกว่าเขาโดนหลอก เขาก็ไม่เชื่อ แถมเราจะด่าโดนด่าเอา
การจะอธิบายให้คนเหล่านี้เข้าใจต้องใช้ ความจริง+ความอดทน สูงมากๆครับ

ถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมนี้รู้...
เหมือนอย่างที่พวกเรารู้ อะไรต่างๆก็จะง่ายครับ ผมเชื่ออย่างนั้นครับ

ถ้าใครที่เคยเห็นผมแสดงความคิดเห็นในประชาไท น่าพอจะจับทางผมได้ว่า
ผมก็เป็นคนที่มีความคิดค่อนข้างแรง...

ผมเฝ้าติดตามสถาณการณ์การเมืองมาได้ไม่นานนัก ก็หลังจากเห็นอะไรผิดปกติ
เกิดขึ้นในสังคมนี้ ช่วงแรกๆที่รู้ว่าอะไรคือสาเหตุ ผมก็ไม่ได้ต่างจากคุณที่อยากเห็น
การเปลี่ยนแแปลงให้เร็วเท่าที่ใจอยากให้เร็ว

แต่... คุณต้องยอมรับความจริง ว่า ถ้าคุณออกจากประชาไท แล้วดูความคิดของ
ผู้คนรอบตัวคุณซิ... มีคนที่คิดเหมือนอย่างคนในประชาไทซักกี่คน...

ประชาธิปไตยคือเสียงส่วนใหญ่ ถ้าเสียงส่วนใหญ่ คือคนรอบๆตัวคุณ

คุณคิดว่าเราจะชนะได้เหรอ...

นปช.ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาคประชาชน

ที่มา Asia Update TV



เตือนรัฐอย่าอ้างวันเกิด”ทักษิณ”



“นพดล”ชี้ ปกขาวไม่ได้บ่อนทำลายประเทศ



คุยกันทันประเด็น ตอน ความพร้อม กกต.ก่อนศึกแห่งศักดิ์ศรี



“ประเวศ”แนะประชาชนต้องช่วยกันปฏิรูปประเทศ



สรุปข่าวรอบวัน 24-07-53

นศ.ป.เอกฮาวาร์ดวิเคราะห์ "การเมืองไทย" ผ่านประวัติศาสตร์และโครงสร้างของ "มอเตอร์ไซค์รับจ้าง"

ที่มา มติชน


"อาร์เนาด์ ดูบัส" ได้สัมภาษณ์ "เคลาดิโอ โซปรานเซ็ตติ" นักศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ผู้กำลังเขียนวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ "มอเตอร์ไซค์รับจ้างและการเมืองในประเทศไทย" (ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีงานวิชาการศึกษาเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว) ลงในเว็บล็อกนิว มันดาลา (นวมณฑล) มติชนออนไลน์เห็นว่าบทสัมภาษณ์ดังกล่าวมีเนื้อหาน่าสนใจ จึงขออนุญาตแปลสรุปความบางส่วนของบทสัมภาษณ์และนำมาเผยแพร่ต่อดังนี้


ระบบโครงสร้างของมอเตอร์ไซค์รับจ้าง


ระบบโครงสร้างของมอเตอร์ไซค์รับจ้างในกรุงเทพฯ ได้เปลี่ยนแปลงไปทั้งในระดับกลุ่มย่อยและระดับโครงสร้างใหญ่ ในปี 2548 จากผลของนโยบายจัดระเบียบจักรยานยนต์รับจ้างสมัยรัฐบาลทักษิณ นี่คือเหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้พวกเขามีความเชื่อมโยงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร


ก่อนหน้านั้น แต่ละวินมอเตอร์ไซค์จะมีระบบจัดการที่เป็นอิสระจากกัน และมีมาเฟียหรือผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นคอยควบคุมวินแต่ละแห่ง โดยมากผู้มีอิทธิพลเหล่านั้นจะเป็นตำรวจ ทหาร หรือเจ้าหน้าที่เทศกิจ ทั้งนี้ คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างทุกคนจะต้องจ่ายค่าเช่าเสื้อกั๊กประจำวินและค่าใช้พื้นที่ให้แก่ผู้มีอิทธิพลดังกล่าวเป็นรายวัน


ปัญหาสำคัญในระบบดังกล่าวก็คือคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างจะต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้มีอิทธิพลประจำวินอยู่ตลอดเวลาแม้พวกเขาจะทำงานหรือไม่ก็ตาม


คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างส่วนใหญ่มีพื้นเพมาจากต่างจังหวัด ในแต่ละปี พวกเขาจะมีช่วงเวลาที่ต้องเดินทางกลับบ้านเกิด เพื่อไปเก็บเกี่ยวข้าวหรือทำงานด้านกสิกรรมอื่น ๆ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ก่อนหน้าปี 2548 พวกเขาต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้มีอิทธิพลประจำวิน แม้แต่ในช่วงเวลาที่ไม่ได้รับจ้างขับมอเตอร์ไซค์ แต่เมื่อรัฐบาลทักษิณออกนโยบายใหม่ กำหนดให้ผู้ขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างทุกคนต้องไปลงทะเบียนและรับเสื้อกั๊กสีส้มฟรีจากสำนักงานเขตทั่วกทม. หลายอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป


ในทางทฤษฎี ถือว่าทักษิณได้ตัดขาดอิทธิพลของมาเฟียในแต่ละท้องถิ่นออกจากระบบโครงสร้างของมอเตอร์ไซค์รับจ้าง (แต่ในบางกรณี คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ไปรับแจกเสื้อกั๊กจากทางสำนักงานเขตก็นำเสื้อเหล่านั้นไปขายให้แก่ผู้มีอิทธิพลซึ่งควบคุมวินอยู่ดีก่อนที่มาเฟียเหล่านั้นจะนำเสื้อกั๊กสีส้มไปปล่อยให้ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รายอื่นๆ เช่าต่อ)


อย่างไรก็ตาม มิอาจปฏิเสธได้ว่าการที่ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ได้ส่งผลให้พวกเขาจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยผู้มีอิทธิพลประจำท้องถิ่นบ้างไม่มากก็น้อย


สำหรับพื้นที่ที่มีลูกค้าไม่มาก วินมอเตอร์ไซค์กลุ่มเล็ก ๆ ก็สามารถเกิดขึ้นและจัดองค์กรกันได้เอง โดยจะมี "หัวหน้าวิน" ซึ่งเป็นคนขับมอเตอร์ไซค์เช่นกัน คอยจัดระบบระเบียบการทำงาน ตลอดจนแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายในวิน วินแบบนี้จะมีประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันและมีเสถียรภาพมากกว่า เพราะคนขับทั้งหมดจะเป็นเพื่อนกัน มาจากหมู่บ้านชนบทเดียวกัน และรู้จักครอบครัวของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างดี


ขณะที่สำหรับวินกลุ่มใหญ่แล้ว พวกเขาจะมีหัวหน้าสูงสุดซึ่งไม่ได้ประกอบอาชีพขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง หัวหน้าเหล่านี้ทำงานให้กับผู้มีอิทธิพล และจะเดินทางมาเก็บเงินค่าเช่าเสื้อกั๊กจากบรรดาคนขับมอเตอร์ไซค์ที่วินอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้ ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างในวินขนาดใหญ่จะมีการเปลี่ยนหน้าตากันอยู่ตลอดเวลา


ทักษิณกับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง


แต่นโยบายที่เข้ามาจัดระเบียบจักรยานยนต์รับจ้างเพื่อตัดอิทธิพลของเหล่ามาเฟียออกไปก็ไม่ได้เป็นเพียงเหตุผลเดียวที่ทำให้ทักษิณได้รับความนิยมจากคนขับมอเตอร์ไซค์เหล่านี้


ตามความเห็นของโซปรานเซ็ตติ เหตุผลประการแรกที่ทำให้ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างมีความนิยมในตัวทักษิณ ก็เพราะพวกเขาส่วนใหญ่มีพื้นเพมาจากภาคอีสาน จึงมีโอกาสได้เห็นการผลิดอกออกผลของนโยบายต่าง ๆ ที่ดำเนินการโดยรัฐบาลทักษิณ


หลายคนเชื่อว่าคนอีสานขายเสียงของตนเองให้แก่ทักษิณ แต่ถ้าหากคุณได้ลองไปพูดคุยกับพวกเขาแล้ว สิ่งที่ทำให้พวกเขาชื่นชมรัฐบาลทักษิณก็คือเรื่องนโยบายและการตัดสินใจที่ถูกต้องแม่นยำโซปรานเซ็ตติเดินทางไปภาคอีสานกับเพื่อนของเขาคนหนึ่งที่เป็นผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างซึ่งเดินทางกลับบ้านเกิด


หมู่บ้านแห่งนั้นมีประมาณ100 ครัวเรือน และเพื่อนคนดังกล่าวก็บอกกับนักศึกษาปริญญาเอกจากฮาวาร์ดว่า มีแค่สองสิ่งเท่านั้นที่ได้รับการพัฒนาในหมู่บ้านแห่งนี้ สิ่งแรกคือ "โรงเรียน" ที่ถูกสร้างโดยนักศึกษาธรรมศาสตร์ในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 สิ่งที่สองคือ "ถนนแอสฟัลท์" ซึ่งสร้างด้วยเงินจากกองทุนหมู่บ้านในสมัยรัฐบาลทักษิณ


"นี่คือโอกาสสองครั้งในชีวิต ที่ผมได้เผชิญหน้ากับรัฐไทย" ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างลูกอีสานรายนี้กล่าว


นอกจากนั้น กลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างยังรู้สึกว่าตนเองเป็นหนึ่งในคนกลุ่มหลักที่ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริงจากการบริหารงานของทักษิณคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องกลับไปทำนาในฤดูเก็บเกี่ยว ดังนั้น พวกเขาจึงใช้ชีวิตอยู่ทั้งใน "เมือง" และ "ชนบท" และกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์สองทางจากนโยบายเพื่อคนจนเมืองและคนชนบทของทักษิณ


คล้ายกันกับเหตุผลซึ่งทำให้คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างส่วนใหญ่ให้ความสนใจและชอบแสดงความเห็นทางการเมืองก็เป็นเพราะพวกเขาคือหนึ่งในกลุ่มคนไม่กี่กลุ่มของประเทศซึ่งได้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ใน "สังคมไทยสองมิติ" คือ ทั้งเมืองและชนบท อีกทั้งพวกเขายังไม่ได้สัมผัสกับมิติทั้งสองในช่วงชีวิตที่แตกต่างกัน (เช่น ตอนเด็กอยู่ในชนบท แต่ในวัยทำงานจนแก่เฒ่าเข้ามาลงหลักปักฐานในเมือง) หากแต่ต้องไป ๆ มา ๆ ระหว่างเมืองกับชนบทอยู่ตลอดเวลา ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างจึงได้รับรู้ถึงวิถีชีวิตที่แตกต่างกันระหว่างคนเมืองกับคนชนบท และความเหลื่อมล้ำระหว่างคนทั้งสองกลุ่ม เป็นอย่างดี


มอเตอร์ไซค์รับจ้างกับการเมือง (จากพฤษภาคม 2535 ถึงเสื้อแดง)


คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ประกอบอาชีพนี้อย่างถาวรมักมีแนวโน้มที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองและหลายคนก็ร่วมเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ครั้งเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม2535


น่าสนใจที่ว่า แม้เหตุการณ์เคลื่อนไหวเดือนพฤษภามักจะถูกมองว่าเป็นการลุกตื่นจากความหลับใหลของเหล่าคนชั้นกลางแต่ผู้ประท้วงในเหตุการณ์ครั้งนั้นจำนวนมากกลับมาจากย่านคลองเตยและกลุ่มที่หัวรุนแรงที่สุดก็คือบรรดาผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง


เป็นที่น่าสังเกตว่า กลุ่มคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่มีบทบาทร่วมเคลื่อนไหวในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มักจะเข้ามามีบทบาทกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาด้วย อย่างไรก็ตาม พวกเขาหลายคนมีมุมมองต่อการเข้าร่วมเคลื่อนไหวทั้งสองครั้งอย่างแตกต่างกัน กล่าวคือ ในปี 2535 พวกเขาคือคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ถูกว่าจ้างให้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในสถานการณ์ความขัดแย้งโดยนักการเมืองกลุ่มหนึ่งแต่ในการเคลื่อนไหวครั้งปัจจุบันพวกเขาไม่ได้เข้าไปมีบทบาทต่อเหตุการณ์โดยตรง นอกจากนั้น พวกเขายังสามารถระดมพลจัดตั้งกลุ่มของตนเองมาร่วมชุมนุม โดยไม่ต้องมีนักการเมืองมาข้องเกี่ยว


ในการเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มเสื้อแดง บรรดาคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างจะไม่ยอมนำพาตัวเองเข้าไปยังจุดเสี่ยง พวกเขามีกลยุทธ์ว่าจะไม่ยอมออกไป ถ้าไม่ชนะ นอกจากนี้ พวกเขายังมีวิธีคิดแบบสหภาพแรงงาน คือ คิดว่าการร่วมเคลื่อนไหวครั้งนี้จะส่งผลดีอย่างไรต่อผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างบ้าง กระทั่ง มีคนขับมอเตอร์ไซค์รายหนึ่งกล่าวกับโซปรานเซ็ตติว่า "พวกเราไม่ใช่เสื้อแดงหรือเสื้อเหลือง แต่เราคือพวกเสื้อส้ม"


ดังจะเห็นได้จากการที่คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างบางกลุ่มสามารถแปรพักตร์จากคนเสื้อแดงหากเขาได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลโซปรานเซ็ตติยกตัวอย่างวินมอเตอร์ไซค์กลุ่มหนึ่งจากสมุทรปราการ ซึ่งก่อนปี 2548 พวกเขาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนายตำรวจท้องถิ่นรายหนึ่ง แต่หลังจากนโยบายจัดระเบียบมอเตอร์ไซค์รับจ้างของทักษิณ วินดังกล่าวก็ตัดสินใจปลดแอกตนเองจากนายตำรวจรายนั้น สองปีต่อมา นายตำรวจคนดังกล่าวได้กลับมาจับธุรกิจมอเตอร์ไซค์รับจ้างอีกครั้ง โดยตั้งวินนอกกฎหมายกลุ่มใหม่ขึ้นมาสองกลุ่มตรงปากซอยกับหน้าตลาด ขณะที่วินกลุ่มเดิมซึ่งพยายามปลดแอกจากตำรวจคนนี้รวมกลุ่มกันอยู่ตรงกลางซอย ส่งผลให้วินใหม่ของนายตำรวจได้แย่งชิงลูกค้าจากวินเดิมไปหมด


เมื่อปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไข แม้จะทำการร้องเรียนไปยังเจ้าหน้าที่รัฐในท้องที่แล้ว วินกลุ่มนี้จึงตัดสินใจเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนเสื้อแดง กระทั่งเจ้าหน้าที่ทหารได้เรียกพวกเขาไปพูดคุยภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกล่าวว่า กองทัพไม่ต้องการให้พวกเขาสวมเสื้อวินไปร่วมชุมนุม พวกเขาสามารถไปร่วมชุมนุมได้ แต่ในฐานะพลเมืองคนหนึ่งไม่ใช่ในฐานะคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง กลุ่มวินจากสมุทรปราการจึงทำการต่อรอง โดยเล่าถึงปัญหาที่พวกเขากำลังประสบให้กองทัพได้รับฟังและขอความช่วยเหลือ จากนั้น อีกไม่นานนัก วินนอกกฎหมายสองกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อแย่งลูกค้าจากพวกเขาก็ถูกปิดลงจากการเข้าไปมีบทบาทไกล่เกลี่ยของทหาร วินจากสมุทรปราการจึงกลับไปทำงานเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างของตนเองตามเดิม


มอเตอร์ไซค์รับจ้างกับความรุนแรง


จากการทำงานภาคสนาม โซปรานเซ็ตติไม่เห็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างรายใดที่ติดอาวุธในช่วงเหตุการณ์ความรุนแรงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมาและก่อนหน้าวันที่19 พฤษภาคม เขาก็เห็นเพียงแค่ชายสองคนที่วิ่งไปโดยมีอาวุธปืนอยู่ในมือ ทั้งนี้ เขายอมรับว่าตนเองไม่ได้ทำงานภาคสนามในพื้นที่ที่มีการปะทะมากนัก


อย่างไรก็ตาม นักศึกษาฮาวาร์ดรายนี้ได้เข้าไปในชุมชนบ่อนไก่อยู่บ่อยครั้งในระหว่างเหตุปะทะ และก็มีผู้ประท้วงกลุ่มหนึ่งที่ทำการเผายางรถยนต์ในบริเวณดังกล่าว ส่วนมากของผู้ประท้วงกลุ่มดังกล่าวก็คือคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากย่านคลองเตย โซปรานเซ็ตติไม่คิดว่าพวกเขาจะได้รับการจัดตั้งและถูกส่งมาป่วนสถานการณ์โดยมีบางคนอยู่เบื้องหลัง แต่คนขับขี่มอเตอร์ไซค์กลุ่มนี้เป็นผู้สนับสนุนการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดง และพวกเขายังขึ้นชื่อในเรื่องความใจร้อนอยู่แล้วด้วย


มอเตอร์ไซค์รับจ้างรับเงินใครมาร่วมชุมนุม?


แน่นอนว่ามีมอเตอร์ไซค์รับจ้างกลุ่มหนึ่งได้รับเงินค่าจ้างเมื่อพวกเขาเดินทางมาบริเวณสถานที่ชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงแต่เป็นเพราะพวกเขามารับจ้างทำงานเป็นการ์ดเสื้อแดงนั่นเองดังนั้น จึงเป็นเรื่องเหมาะสมแล้ว ที่พวกเขาเหล่านั้นจะได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานของตนเอง


แต่โซปรานเซ็ตติไม่คิดว่าจะมีคนขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างรายใดที่มาชุมนุมเพราะได้เงินค่าจ้างแม้จะมีผู้บอกว่าคนกลุ่มนี้ได้รับค่าจ้างให้มาชุมนุมรายละ 200 บาท แต่เงินดังกล่าวก็ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยต่อวันของมอเตอร์ไซค์รับจ้างเสียอีก เพราะผู้ประกอบอาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่อยู่ในจุดดี ๆ จะได้รับรายได้ประมาณ 400-500 บาทต่อวัน หรือเดือนละประมาณ 10,000-15,000 บาท


ปัญหาสำคัญที่คนกลุ่มนี้มาร่วมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงจึงเป็นเรื่องนโยบาย ซึ่งพวกเขาชื่นชมนโยบายของรัฐบาลทักษิณ แต่รู้สึกตรงกันข้ามกับนโยบายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ยกตัวอย่างเช่น การที่รัฐบาลอภิสิทธิ์มีนโยบายมอบเงิน 2,000 บาทแก่คนยากจน ทว่ารัฐบาลกลับไปกำหนดว่าผู้ที่จะได้รับเงินก้อนดังกล่าว คือ ผู้มีเงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท ปัญหาที่เกิดตามมาก็คือ กลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีเงินเดือน


นโยบายดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่เข้าใจว่าความยากจนมีความหมายอย่างไร เพราะรัฐบาลได้ตัดกลุ่มยากจนอย่างแท้จริงออกไปจากระบบ ด้วยการมอบเงินช่วยเหลือให้แก่กลุ่มคนที่ไม่ได้ยากจนจริง ๆ แทน


คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างจึงสามารถจะจำแนกแยกแยะความแตกต่างทางด้านนโยบายของรัฐบาลทักษิณกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ด้วยนิยามความหมายที่รัฐบาลชุดหลังมอบให้แก่คำว่า"ความยากจน"


คุณูปการของมอเตอร์ไซค์รับจ้างต่อสังคมกรุงเทพฯ


น่าแปลกใจที่คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างจำนวนมากมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ"ชนชั้นสูง"ในกทม. โซปรานเซ็นติเปรียบเทียบว่า ถ้าเขาเป็นคนรวยในนครหลวงของประเทศไทย คนรับใช้ของเขาจะต้องเดินทางไปจ่ายตลาดโดยพึ่งพามอเตอร์ไซค์รับจ้าง ถ้าเขาเปิดบริษัทของตนเอง ก็จะต้องมีมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาทำหน้าที่เป็นพนักงานส่งเอกสารให้เขา ดังนั้น เขาจึงจำเป็นต้องรู้จักและเชื่อใจในผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เขาและคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างต่างต้องตระหนักว่าตนเองมีสถานะเป็น "เพื่อน" ของกันและกัน จนบ่อยครั้ง ที่ผู้ประกอบอาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้างได้เข้าไปขอรับความช่วยเหลือจากคนที่ตนเองเรียกว่า "ผู้ใหญ่"


จึงอาจกล่าวได้ว่า มอเตอร์ไซค์รับจ้างได้ตัดผ่านโครงสร้างชนชั้นในสังคม เพราะพวกเขามีหน้าที่ให้บริการกลุ่มคนหลากชนชั้น พวกเขารู้จักทั้งตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล และคนรวยชั้นสูง


อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งกลับมีมุมมองของคนกรุงที่เห็นว่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างคือภาพลักษณ์ของความไม่ปลอดภัยความอันตรายพวกขี้เมา แม้เรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงในบางกรณี แต่คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างทั้งหมดก็ไม่ได้มีลักษณะเป็นเช่นนั้นไปเสียทุกคน


มอเตอร์ไซค์รับจ้างจึงดำรงอยู่ท่ามกลาง "ความแตกร้าว" หลายประการ ทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างพยายามสอดส่ายหาพื้นที่บนท้องถนนซึ่งไร้พื้นที่สำหรับยานพาหนะของพวกเขา พวกเขาตัดข้ามผ่านชนชั้นต่าง ๆ ในสังคม พวกเขาวิ่งอยู่ระหว่างอาคารสถานที่ต่าง ๆ และ พวกเขาวิ่งอยู่ระหว่างรถยนต์จำนวนมากในมหานคร


คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างจึงเป็นทั้งศูนย์กลางและชายขอบของมหานครแห่งนี้คนกรุงเทพฯต้องใช้บริการของพวกเขาในทุกวันปัจจุบัน มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่ประมาณ 200,000 คันในกทม. แต่ละคันวิ่งรับส่งผู้โดยสารประมาณ 20 เที่ยวต่อวัน โดยรวมแล้วมีรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างวิ่งรับส่งผู้โดยสารประมาณ 4 ล้านเที่ยวต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากมายมหาศาลยิ่งกว่าการนำจำนวนเที่ยวของรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินมารวมกันเสียอีก


ในช่วงสงครามเวียดนามผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐฯได้เข้ามาช่วยวางแผนพัฒนาผังเมืองกรุงเทพมหานครแผนการแรกของพวกเขาก็คือการเปลี่ยนกทม.ให้กลายเป็นมหานครที่ต้องพึ่งพารถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก นำไปสู่การตัดถนนกันอย่างมากมาย แต่เมื่อถนนเหล่านั้นต้องมาเผชิญหน้ากับตรอกซอกซอยเล็ก ๆ จำนวนมากทั่วกรุงเทพฯ ก็ส่งผลให้ระบบการขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ และมอเตอร์ไซค์รับจ้างเท่านั้นที่จะเป็นพาหนะซึ่งสามารถนำคุณออกจากบ้านไปสู่ป้ายรถเมล์ สถานีรถไฟฟ้า และสถานที่ทำงาน ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว


หากปราศจากคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง กรุงเทพฯ ก็จะกลายเป็นมหานครอันหยุดนิ่ง ผู้ประกอบอาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้างรายหนึ่งกล่าวกับโซปรานเซ็ตติว่า "ถ้าคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างทั้งหมดตัดสินใจหยุดงานพร้อมกันหนึ่งวัน กทม.ก็จะกลายเป็นอัมพาตทันที"


นี่คืออำนาจต่อรองอันยิ่งใหญ่ของกลุ่มคนที่เป็นชายขอบของเมืองหลวง และมักจะถูกมองเป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของภูมิทัศน์ประจำมหานครเท่านั้น

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker