บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เฉย

ที่มา Thai E-News



เมื่อพวกคลั่งเจ้าลากสุรชัยไปเข้าคุก
ฉันนั่งเล่นเน็ตต่อไป
เพราะฉันไม่ใช่คอมมิวนิสต์เก่าแบบสุรชัย

เมื่อพวกคลั่งเจ้าลากสมยศไปเข้าคุก
ฉันก็ยังนั่งเล่นเน็ตต่อไป
เพราะฉันไม่ใช่นัีกสหภาพแรงงานที่ซ่าล่าชื่อเลิกกฎหมายหมิ่นแบบสมยศ

เมื่อพวกคลั่งเจ้าลากอากงไปยัดคุก20ปี
ฉันก็ไม่เกี่ยว ฉันเล่นเน็ตอย่างเดียว
เพราะฉันไม่เคยส่งSMSแบบอากง

เมื่อพวกคลั่งเจ้ามาลากฉันไป..
มันไม่ควรเลย ฉันก็แค่กดlike facebookเฉยๆ
มันไม่ถูกเลย ทำไมใครต่อใครยังนั่งเล่นเน็ตกันเฉย


ปีกซ้าย

ของขวัญปีใหม่ จากใจนายกฯ

ที่มา Voice TV



นายกฯ เผยหลังปีใหม่อาจปรับครม. เน้นถ้าปรับต้องดีขึ้นยันไม่มองข้ามแก้รัฐธรรมนูญ และม.112 แต่ต้องให้ผู้รู้ถกรายละเอียด และต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ Hot Topic โดยระบุถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญรัฐบาลได้บรรจุวาระการแก้ไขไว้แล้ว แต่ต้องเรียนว่าการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน และปัญหาเรื่องน้ำท่วมเป็นเรื่องสำคัญ โดยแก้รัฐธรรมนูญคงต้องดูจังหวะตนยืนยันว่าเป็นกฎหมายบังคับใช้กับประชาชน ทุกคน การแก้ต้องได้ประโยชน์จากทุกคน ส่วนการแก้ไขจะเป็นอย่างไร คงต้องมีหลายขั้นตอน วันนี้ยังอยู่ในการหารือในรายละเอียด แต่ตนมองว่า ต้องตั้งหลักก่อนว่าการแก้ไขต้องฟังประชาชนทุกส่วน ต้องรวบรวมความคิดเห็น และต้องดูว่ามีกระบวนการจะไปจัดการอย่างไร และตนเห็นด้วยว่าคงต้องมีส.ส.ร.ขึ้นมาก่อน แล้วมานำเสนอว่าควรต้องแก้อะไรบ้าง และขั้นตอนจะเป็นอย่างไร ส่วนความเห็นต่อรัฐธรรมนูญปี 50 ตนเห็นว่า ถือว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสียเมื่อเทียบกับปี 2540 แต่ ควรพิจารณาเลือกในสิ่งที่ดีที่สุดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม และตนเห็นว่าควรเป็นเรื่งของประชาชน ฝ่ายการเมืองไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้อง

ส่วนข้อเสนอการทำประชามติ จะแก้หรือไม่แก้ก่อนดำเนินการนั้น เมื่อแก้เสร็จแล้วค่อยมาประชามติเพื่อสอบถามอีกครั้งนั้น นายกฯ กล่าวว่า ตนเห็นว่าการทำประชามติครั้งสุดท้ายน่าจะมีความสำคัญกว่า แต่คงเป็นการพิจารณาของส.ส.ร.ว่าจะตัดสินใจอย่างไร หรือวางแนวทางอย่างไร ส่วนตัวเห็นว่าหากต้องถาม 2 รอบ ไม่แน่ใจว่าจะเกิดประโยชน์มากน้อยเพียงไร

ขณะที่ การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นายกฯ มองว่า เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเรื่องที่ผู้รู้ ต้องหารือในรายละเอียด เพราะอาจมีการมองคนละมุม แต่ตนมองว่าเรื่องหลักคือการไม่นำสถาบันไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม และเรื่องความจงรักภักดีเป็นเรื่องสำคัญที่คนไทยต้องยึดถือในเรื่องนี้

ส่วนเรื่องกลุ่มคนเสื้อเดงอาจ ไม่พอใจ โดยเฉพาะการเพิกเฉย เรื่องการแก้ไขพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ นายกฯระบุว่า ต้องมองที่ปลายทางเป็นสำคัญ ส่วนวิธีการคงต้องกลับมาคุยกัน และต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดู อย่างไรก็ดี ด้วยภารกิจที่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ จึงต้องใช้เวลาในส่วนนี้เป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี ตนมองว่าเรื่องสำคัญคงต้องดูหลักการกฎหมายสากล และให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละฝ่ายเข้ามาดู

ส่วนความพร้อมการก้าวเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน นายกฯ มองว่า ด้วยพื้นฐานโครงสร้างเศรษฐกิจที่ดี เราต้องเตรียมตัวเอาไว้ให้ดี ดูเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำให้ได้มากที่สุด กระจายความเจริญไปให้ทั่ว และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มาก รวมทั้งเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องที่เราต้องวางโครงสร้างให้เร็วที่สุด

ขณะที่ เรื่องการปรับครม.ในปี 2555 นายกฯ กล่าวว่า เรามีการติดตามผลงานคณะรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่านโยบายต่างๆที่ได้สัญญาเอาไว้กับประชาชน ถูกนำไปปฏิบัติและเป็นไปตามที่คาดหวัง ส่วนระหว่างทางผลงานจะเป็นอย่างไร ให้ว่ากันตามรายกระทรวง และคงให้เวลาแต่ละกระทรวง ซึ่งคงต้องให้ผ่านปีใหม่ไปก่อนน่าจะมีความเหมาะสม แล้วค่อยมาพิจารณาผลงาน ส่วนระยะเวลาจะปรับเมื่อไรยังไม่ระบุ เพียงแต่เป็นไปตามสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ตั้งเป้าเรื่องการปรับครม. คงเน้นเรื่องการทำงานเป็นหลัก แต่ย้ำว่าหากปรับครม.จะต้องปรับเพื่อให้ทำงานได้เป็นอย่างดีมากยิ่งขึ้น

สำหรับเรื่องนโยบายของรัฐบาล นายกฯ กล่าวว่า นโยบายการฟื้นฟูหลังน้ำท่วมเป็นเรื่องที่กำลังถูกคาดหวัง คงเป็นเรื่องที่ตอบโจทก์ได้ตรง โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือต่างๆ และเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็เป็นนโยบายที่ร่วมผลักดันวงจรเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ทั้งเรื่องการจ้างงาน การผลิต รวมทั้งการเก็บภาษีกลับมาเพื่อให้ได้มากขึ้นด้วย ส่วนเรื่องแท็บเล็ตพีซีนั้น ตนขอเรียนว่า ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การเตรียมพร้อมในเรื่องการพัฒนาการศึกษา สร้างการเรียนรู้ให้เพิ่มขึ้น ขอย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณมากมาย เน้นเรื่องการต่อรองระหว่างรัฐต่อรัฐ ทางจีนเองก็สนใจที่จะเข้ามาสนับสนุนก็กำลังเจรจากันอยู่ ส่วนเรื่องค่าแรง 300 บาท ต้องเรียนว่าเข้าใจในทุกภาคส่วนทั้งผู้ประกอบการด้วย จึงต้องทยอยดำเนินการ

นายกฯ ยังกล่าวถึงความหวังหลังปีใหม่ว่า ตนเชื่อว่า กยอ. และกนอ. เรื่องการบริหารจัดการน้ำ คงเป็นเรื่องของขวัญที่คนไทยอยากเห็น และเป็นเรื่องที่อยากจะทำให้เห็นความมั่นใจ คงมีแผนรูปธรรมออกมาให้เห็นในช่วงมกราคม 2555 พร้อม ทั้งการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ดีขึ้นควบคู่กันไป รวมทั้งเรื่องของการปรองดองตนเชื่อมั่นว่า ทุกฝ่ายจะร่วมกันสร้างบรรยากาศความปรองดองให้เกิดขึ้น และอยากเห็นรอยยิ้มความสุขกลับมา

“ปี ใหม่นี้ อยากให้พี่น้องคนไทยพบแต่สิ่งที่ดี อย่างน้อยจะได้มีกำลังใจในการฟันฝ่า และเชื่อว่าความสามัคคีของคนไทย จะฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ และให้คนไทยทุกคนมีความสุข ที่สำคัญอย่าลืมเรื่องการให้เวลาในสุขภาพต่อตนเองและครอบครัว เพราะความสุขของครอบครัวเป็นพื้นฐานเรื่องสำคัญ ในการพัฒนาประเทศต่อไป”

เฉลิมตอบกระทู้สด ยิงอบจ สมุทรสาคร ประชุมสภา 29 12 2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=912

อาจารย์หวาน ที่นี่mv5 29 12 2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=910

ชูธง 29-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=907

ข้อเรียกร้องต่ำต้อยที่สุด: ขอไมค์ให้บัลลังก์

ที่มา ประชาไท


ภาพประกอบจาก s_falkow (CC BY NC 2.0)

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา บางกลุ่มออกมารณรงค์ให้แก้กฎหมายมาตรา 112 บางคนเสนอให้แก้ถึงในรัฐธรรมนูญ บางกลุ่มเรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กฎอัยการศึกในภาคใต้

ไม่ เราไม่ได้เรียกร้องอะไรใหญ่โตเช่นนั้น

บางคนเรียกร้องสิทธิการประกันตัวของผู้ต้องหา หลายคนเรียกร้องสิทธิในการรักษาพยาบาลนักโทษ บ้างเรียกร้องให้ยกเลิกโทษประหาร และไม่น้อยอยากให้เลิกการตีตรวน

ไม่ เราไม่ได้เรียกร้องอะไรใหญ่โตเช่นนั้น

เราเรียกร้องสิ่งเล็กน้อยที่สุด เท่าที่มนุษย์ที่ต่ำต้อยที่สุดจะคิดได้ นั่นคือ ไมโครโฟน

000000000

ผู้เข้าฟังคำพิพากษาในคดีของคำหล้า ชมชื่น ผู้ต้องหาคดีปล้นปืน เริ่มต้นรายงานตัวทีละคนๆ ว่าเป็นใคร มาจากไหน ตามที่ผู้พิพากษาที่ขึ้นบัลลังก์สั่ง พวกเขารู้สึกประหลาดใจ เพราะในการเข้าร่วมพิจารณาคดีที่ผ่านมา ไม่เคยพบเห็นการรายงานตัวถ้วนทั่วทุกตัวคนเช่นนี้มาก่อน

จากนั้นการอ่านคำพิพากษาก็เริ่มขึ้น

สักพักพวกเขาก็หันมองหน้ากันเลิกลั่ก

สิ่งที่ปรากฎตรงหน้าคือริมฝีปากบางสีชมพูของผู้พิพากษาวัยกลางคนที่ขยับ ขึ้นลงไปมา พร้อมกับเสียงอ่อนหวานที่ไหลลื่นต่อเนื่องแต่จับความอะไรไม่ได้แม้แต่น้อย

ทุกคนเงี่ยหูฟัง บางคนทำคอยืดคอยาว บางคนโน้มตัวไปข้างหน้าแทบตกเก้าอี้ แต่ก็ล้วนดูไม่เป็นผล ผ่านไปห้านาที คำพิพากษาถูกอ่านไปแล้วหลายหน้า ผู้คนหันมองหน้ากันไปมาอีกครั้ง

นักข่าวหญิงอาวุโสจากหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษหันมากระซิบบอกคนข้างๆ “ยกตูด” คนข้างๆ กระซิบต่อกับคนถัดไป ถัดไป และถัดไปในแถวเดียวกัน ทุกคนพร้อมใจกระทำการดังกล่าว จากนั้นช่วยกันเอามือลากเก้าอี้ให้ขยับขึ้นหน้าไปได้เล็กน้อย นักข่าวอาวุโสหันมาส่งซิกอีกครั้ง ขยับไปได้อีกหน่อย อีกหน่อย และอีกหน่อย

เป็นความสามัคคีที่ดูค่อนข้างประหลาด เก้าอี้แถวหน้าฝั่งซ้ายมือของห้องค่อยๆ กระดึ๊บๆ ไปข้างหน้าจนแทบจะชิดคอกกั้น แต่ก็ไม่มีใครได้ยินสิ่งที่ต้องการได้ยิน หลายคนถอดใจเพราะสถานการณ์ดูไม่มีทีท่าจะดีขึ้น

บางคนเหม่อลอยมองผนังห้อง การตกแต่งห้องพิจารณาคดีไปเรื่อยเปื่อย พร้อมฟังเสียงแอร์เครื่องเก่าที่ครางหึ่งๆ แล้วหันมองจำเลยที่ถูกขังตั้งแต่ชั้นสอบสวนมาเกือบ 2 ปี จนถึงวันพิพากษา เขาอยู่ในชุดนักโทษสีน้ำตาลอ่อน ถูกตีตรวนที่ข้อเท้า จ้องมองไปยังผู้พิพากษาบนบัลลังก์ด้วยแววตานิ่งๆ สีหน้าเรียบเฉย

นักข่าวอาวุโสคนเดิมไม่ยอมแพ้ เอี้ยวตัวนั่งหันข้าง เอามือป้องใบหู ทำท่าเงี่ยหูฟังอย่างชัดเจน

ผู้พิพากษาที่กำลังอ่านคำพิพากษาเหลือบตาขึ้นมามอง หยุดอ่าน ถอดแว่นออกแล้วพูดกับนักข่าวคนดังกล่าวว่าคำพิพากษานี้ยาวนับสิบยี่สิบหน้า หากจะให้ตะเบ็งอ่านด้วยเสียงอันดังโดยตลอดนั้นคงไม่ไหว นักข่าวหญิงแสดงอาการเข้าอกเข้าใจแต่ยังยืนยันให้ช่วยออกเสียงเน้นส่วนที่ สำคัญ แววตาโดยรอบแสดงอาการลิงโลด บางคนแทบโผเข้ากอดฮีโร่ของคนยาก

ผู้พิพากษาก้มลงอ่านคำพิพากษาอีกครั้ง ด้วยเสียงคงเดิม - -“

ทนายความสองคนลุกจากโต๊ะทนายไปยืนชิดติดกับบัลลังก์

ริมฝีปากสีชมพูขยับขึ้น ลง ขึ้น ลง ขึ้น ลง ขึ้น ลง ....

ชื่อเฉพาะบางชื่อ คำบางคำ ที่เล็ดรอดออกมาค่อนข้างชัดเจนถูกจดบันทึกอย่างอึกทึกครึกโครม ราวกับเป็นขุมทรัพย์ที่นักเดินทางพเนจรค้นพบโดยบังเอิญ

ตรงหน้าบัลลังก์ หนึ่งในทนายความหันมากระซิบกับอีกคน ผู้พิพากษาหยุดอ่านอีกครั้ง ถอดแว่นออก และพูดด้วยเสียงดัง

“มีอะไร”

“ไม่มีครับ”

“พูดอะไรกัน”

“ไม่มีอะไรครับ”

กองเชียร์ใจหายวาบ แต่แล้วริมฝีปากสีชมพูก็กลับไปขยับขึ้นลงเช่นเคย

ผู้พิพากษาชายที่นั่งอยู่ด้านข้างก้มหน้านิ่ง และบางครั้งก็เหลือบตามองเพดาน

สักพัก ทนายความคนหนึ่งหันมาทางคนฟัง ทำสัญลักษณ์โดยใช้นิ้วชี้ของมือสองข้างไขว้กันเป็นเครื่องหมายกากบาท

A:“มันคืออะไรวะพี่”

B:“เขาว่าศาลลง(โทษ)แน่นอน”

ภรรยาจำเลยนั่งอยู่ริมสุดของแถวที่นั่ง เธอหันมาตามเสียงการหารือ “อะไรนะพี่”

ไม่มีใครตอบคำถามนั้น ทั้ง A ทั้ง B ต่างหันไปคนละทิศละทาง แล้วเธอก็เริ่มนั่งน้ำตาไหลอยู่เงียบๆ

ริมฝีปากสีชมพูยังขยับขึ้นลงตามปกติ

ผู้พิพากษาหยุดอ่าน แล้วส่งกระดาษให้ทนายความลงชื่อ

จบแล้ว !!!

ทุกคนมองหน้ากันเลิกลั่ก สอบถามกันเองให้วุ่นถึงผลการตัดสินทั้งที่ก็รู้ว่าไม่มีใครได้ยิน

ทนายความคนหนึ่งเดินออกมาจากคอกกั้นแล้วกระซิบกับคนฟังสั้นๆ ว่า “จำคุกสิบปี”

ภรรยาจำเลยวิ่งก้มหน้าออกไปนอกห้อง

ทนายความคนเดิมเดินไปนั่งข้างจำเลยบอกผลคำพิพากษา จำเลยปล่อยตัวลงนั่งพิงกับพนักเก้าอี้ช้าๆ สีหน้ายังเรียบเฉยเช่นเดิม

000000000

“แม้แต่คนเลวที่ทำเรื่องระยำที่สุดในสามโลกก็น่าจะมีสิทธิได้ยินที่มาของ โทษทัณฑ์ของเขา มิพักต้องพูดถึงเรื่องว่าเขาทำผิดจริงหรือไม่ สมควรได้รับโทษทัณฑ์นั้นเพียงใด” ... ขงจื๊อไม่ได้กล่าวไว้

ส่งท้ายปี Quotes of the Year (1): เอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า

ที่มา ประชาไท

ส่งท้ายปี ทีมประชาไท รวบรวมคมคำเด็ดๆประจำปีที่กลายเป็นวลีและประโยคฮิตทั้งในสังคมออฟไลน์และออ นไลน์ ย้อนความทรงจำที่มาที่ไป และแรงกระเพื่อมจากถ้อยคำ ซึ่งหลายคำกลายเป็นผลสะเทือนต่อคนพูดเอง ขณะที่อีกหลายถ้อยคำ ก่อให้เกิดการอภิปรายอย่างหลากหลาย แต่ที่แน่ๆ ล้วนถูกพูดขึ้นมาในจังหวะร้อนและสะท้อนความสนใจของสังคมไทยในสถานการณ์ที่ ช่วยก่อกำเนิดถ้อยคำเหล่านี้ขึ้นมา

0 0 0

สำหรับ Quotes of The year ประจำปีนี้ ประชาไทขอยกให้กับวลี/ประโยคเหล่านี้

  • เอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า
  • ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิต
  • ขอแชร์นะ
  • ดีแต่พูด
  • เอาอยู่ค่ะ
  • คืนนั้นเป็นคืนที่ผมร้องไห้อยู่นานมากครับ
  • เราคืออากง
  • Forgive and Forget และ ไม่แก้แค้นแต่แก้ไข
  • นี่เราพูดอะไรโง่ๆ มากเกินไปหรือเปล่า

“เอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า ?”

รายการ “ตอบโจทย์” ซึ่งออกอากาศตอนดึกทางสถานีไทยพีบีเอส สร้างความฮือฮาในรอบปี เมื่อภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ผู้ดำเนินรายการ ถามคำถามวงแตกกลางจอทีวีกับแขกรับเชิญว่า “เอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า ?”

เอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า กลับมาเป็นประเด็นใหญ่ของสังคมไทยอีกครั้ง และต่อเนื่องมาถึงปี 2554 เมื่อมีการนำสถาบันกษัตริย์มายุ่งเกี่ยวกับการเมืองตั้งแต่ปี 2548 และการนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 เป็นเหตุให้เกิดคำถามและการพูดคุยในกลุ่มคนที่ต่อต้านรัฐประหาร ถึงบทบาทของสถาบันกษัตริย์ต่อการเมืองไทยในเวลาต่อมา และนำไปสู่การตีความและบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นฯ ในการดำเนินคดีกับประชาชนอย่างกว้างขวาง

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ที่เพิ่งได้รับการประกันตัวในคดีก่อการร้าย ได้รับเชิญมาออกรายการซึ่งออกฉายในตอนดึกของวันที่ 8 เม.ย.54 และเป็นแขกรับเชิญรายแรกที่ถูกถามด้วยคำถามนี้จากผู้ดำเนินรายการ

ภิญโญ : นี่ถ้าใช้ภาษาชาวบ้าน ถามกันตรงไปตรงมา คุณณัฐวุฒิเอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า

ณัฐวุฒิ : คือ ผมเป็นคนไทย ผมไม่ต้องตอบคำถามว่าเอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า เพราะผมไม่มีสิทธิจะคิดไปเอาหรือไม่เอา เพราะสถาบันเบื้องสูงอยู่เหนือการเมือง ผมเป็นคนไทยใต้พระบารมี และผมยืนยันจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของผมในทุกกรณี คนที่กล่าวหาพวกผมต่างหากที่มีปัญหาเรื่องนี้

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักกฎหมายมหาชน หนึ่งในคณะนิติราษฏร์ ถูกเชิญมาในรายการตอบโจทย์ หลังจากคณะนิติราษฎร์จัดเสวนาข้อเสนอล้มล้างผลพวงรัฐประหาร เนื่องในวาระครบ 1 ปีของการก่อตั้งคณะนิติราษฏร์ และ 5 ปีรัฐประหาร 19 ก.ย. และจัดเสวนารับฟังความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือ “กฎหมายหมิ่นฯ” ที่จัดทำโดยคณะนิติราษฎร์ วรเจตน์เป็นแขกรับเชิญรายล่าสุดที่ถูกถามด้วยคำถามนี้ ในรายการตอบโจทย์ซึ่งออกอากาศวันที่ 28 พ.ย.54

ภิญโญ : นี่ถามกันแบบภาษาชาวบ้าน ตกลงนิติราษฎร์เอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้าฮะ

วรเจตน์ : ก็ถามว่าเอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้าในแง่ที่ว่าพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ก็ชัดเจนว่าเรายืนยันในการปกครองระบอบประชาธิปไตยในรัฐที่เป็นราชอาณาจักร ไม่เป็นสาธารณรัฐ ซึ่งรัฐที่เป็นราชอาณาจักรก็คือพระมหากษัตริย์เป็นประมุขครับ อันนี้ชัดเจนว่าเราย้อนกลับไปที่ 2475 ซึ่งใน 2475 นั้น เมื่อมีการอภิวัฒน์แล้ว ความลงตัวก็คือว่า คณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นสาธารณรัฐ แต่ยังยืนยันในระบอบประชาธิปไตย แต่ให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ นิติราษฎร์ยืนยันในหลักการอันนี้ครับ แน่นอนครับ

การถามของภิญโญ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายผู้สนับสนุนการแก้กฎหมายมาตรา 112 ด้วยเห็นว่านี่เป็นคำถามที่ไม่ใช่ถาม เพราะบริบทวัฒนธรรมการเมืองไทย ไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถูกถามตอบเป็นอื่นไปได้ (อ่าน คำถามถึงภิญโญ: “คุณเอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า?” และ คำถามที่มีเพียงหนึ่งคำตอบ..!)

อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ดี ก็มีผู้ให้ความเห็นว่า การถามของภิญโญนั้นเป็นการถามจากความรู้สึกนึกคิดของสังคมไทย และเขาน่าจะประเมินได้ว่า ผู้ถูกถามมีศักยภาพที่จะตอบคำถามและอธิบายด้วยเหตุผลและหลักการได้ และปฏิเสธไม่ได้ว่า ภิญโญมีส่วนในการทำให้การพูดจาเรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112 ขยายพื้นที่ไปสู่สื่อโทรทัศน์หลักอย่างไทยพีบีเอส

คอป.เผย 'โคฟี อันนัน' ตอบรับร่วมวงถกปรองดอง

ที่มา ประชาไท

29 ธ.ค.2554 กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ รายงานการประชุมคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่ง ชาติ (คอป.) โดยมี นายคณิต ณ นคร ประธาน คอป.เป็นประธานในที่ประชุม และมีกรรมการเข้าร่วมหารืออย่างพร้อมเพรียง โดยวาระสำคัญของการประชุมคือทิศทางการทำงานของ คอป.ในปี 2555 และติดตามความคืบหน้าการทำงานที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกรรมการ คอป. ได้รายงานต่อที่ประชุมว่า นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในเรื่องการสร้างสันติภาพของโลก ได้ตอบรับการเดินทางเยือนประเทศไทยตามคำเชิญของ คอป. ระหว่างวันที่ 16-19 ก.พ.2555 เพื่อร่วมประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับกระบวนการสร้างความปรองดอง พร้อมพบปะกับฝ่ายต่างๆ ในประเทศไทยเพื่อร่วมค้นหาหนทางคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งและสร้างความ สมานฉันท์ให้เกิดขึ้น

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา นายคณิตและนายกิตติพงษ์ได้เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะ นายโคฟี อันนัน ที่มูลนิธิโคฟี อันนัน กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการสร้างความปรองดองในประเทศไทย รวมทั้งเชิญนายอันนันเยือนประเทศไทยเพื่อแสดงทัศนะในเรื่องการปรองดอง สมานฉันท์

ข้อเสนอแนะของนายอันนันจากการหารือในครั้งนั้นมี 3 ข้อ คือ 1.ผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ขัดแย้งทางการเมือง ควรให้ความร่วมมือต่อกระบวนการสร้างความปรองดองในประเทศอย่างจริงจังและจริง ใจ มิใช่ให้การสนับสนุนแต่เพียงคำพูดว่าจะให้ความร่วมมือกับ คอป.เท่านั้น

2.การเข้าถึงและการมีส่วนร่วมของสาธารณะ (public outreach) ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของ คอป. โดย คอป.ควรดำเนินการให้ประชาชนทราบและเข้าใจถึงบทบาทและอำนาจหน้าที่ (mandate) ของ คอป. ทั้งยังควรเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆ ของ คอป.มากขึ้น เช่น การเยียวยาในระดับชาติ (national healing) หรือการสร้างความปรองดอง เป็นต้น เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการต่างๆ จะเป็นการสร้างความเชื่อถือต่องานของ คอป.เอง

3.คอป.ต้องดำเนินงานอย่างมีอิสระ ไม่อยู่ภายใต้ความกดดันและอิทธิพลทั้งจากในและต่างประเทศ

ที่ประชุม คอป.เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. ยังได้ข้อสรุปเบื้องต้นเกี่ยวกับทิศทางการทำงานในปี 2555 กล่าวคือ จะเปิดเวทีระดับชาติเพื่อขับเคลื่อนเรื่องงานเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 หลังจาก นพ.รณชัย คงสกนธ์ ประธานอนุกรรมการการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความรุนแรง ได้รายงานต่อที่ประชุมว่า จากการลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนประชาชนในช่วงที่ผ่านมา พบว่ายังมีประชาชน นิติบุคคล และภาคธุรกิจจำนวนมากเข้าไม่ถึงการเยียวยาของรัฐ จึงต้องเร่งจัดเวทีเยียวยา โดยกำหนดห้วงเวลาไว้ช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ม.ค.2555 ซึ่งอาจมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการเยียวยาจากอินโดนีเซียมาร่วมถ่ายทอด ประสบการณ์ด้วย

นอกจากนั้น จะมีการเปิดเวทีสาธารณะเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง รวมทั้งเครือข่ายของ คอป.มาระดมสมองเพื่อกำหนดทิศทางการทำงานของ คอป.ต่อไป รวมถึงกรอบเวลาการทำงานของ คอป.ที่จะครบกำหนดตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหา ความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ.2553 ในวันที่ 15 ก.ค.2555 นี้ด้วย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

คอป.เผย 'โคฟี อันนัน' ตอบรับร่วมวงถกปรองดอง

ที่มา ประชาไท

29 ธ.ค.2554 กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ รายงานการประชุมคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่ง ชาติ (คอป.) โดยมี นายคณิต ณ นคร ประธาน คอป.เป็นประธานในที่ประชุม และมีกรรมการเข้าร่วมหารืออย่างพร้อมเพรียง โดยวาระสำคัญของการประชุมคือทิศทางการทำงานของ คอป.ในปี 2555 และติดตามความคืบหน้าการทำงานที่ผ่านมา

ทั้งนี้ นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกรรมการ คอป. ได้รายงานต่อที่ประชุมว่า นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในเรื่องการสร้างสันติภาพของโลก ได้ตอบรับการเดินทางเยือนประเทศไทยตามคำเชิญของ คอป. ระหว่างวันที่ 16-19 ก.พ.2555 เพื่อร่วมประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับกระบวนการสร้างความปรองดอง พร้อมพบปะกับฝ่ายต่างๆ ในประเทศไทยเพื่อร่วมค้นหาหนทางคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งและสร้างความ สมานฉันท์ให้เกิดขึ้น

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา นายคณิตและนายกิตติพงษ์ได้เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะ นายโคฟี อันนัน ที่มูลนิธิโคฟี อันนัน กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการสร้างความปรองดองในประเทศไทย รวมทั้งเชิญนายอันนันเยือนประเทศไทยเพื่อแสดงทัศนะในเรื่องการปรองดอง สมานฉันท์

ข้อเสนอแนะของนายอันนันจากการหารือในครั้งนั้นมี 3 ข้อ คือ 1.ผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ขัดแย้งทางการเมือง ควรให้ความร่วมมือต่อกระบวนการสร้างความปรองดองในประเทศอย่างจริงจังและจริง ใจ มิใช่ให้การสนับสนุนแต่เพียงคำพูดว่าจะให้ความร่วมมือกับ คอป.เท่านั้น

2.การเข้าถึงและการมีส่วนร่วมของสาธารณะ (public outreach) ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของ คอป. โดย คอป.ควรดำเนินการให้ประชาชนทราบและเข้าใจถึงบทบาทและอำนาจหน้าที่ (mandate) ของ คอป. ทั้งยังควรเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆ ของ คอป.มากขึ้น เช่น การเยียวยาในระดับชาติ (national healing) หรือการสร้างความปรองดอง เป็นต้น เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการต่างๆ จะเป็นการสร้างความเชื่อถือต่องานของ คอป.เอง

3.คอป.ต้องดำเนินงานอย่างมีอิสระ ไม่อยู่ภายใต้ความกดดันและอิทธิพลทั้งจากในและต่างประเทศ

ที่ประชุม คอป.เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. ยังได้ข้อสรุปเบื้องต้นเกี่ยวกับทิศทางการทำงานในปี 2555 กล่าวคือ จะเปิดเวทีระดับชาติเพื่อขับเคลื่อนเรื่องงานเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 หลังจาก นพ.รณชัย คงสกนธ์ ประธานอนุกรรมการการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความรุนแรง ได้รายงานต่อที่ประชุมว่า จากการลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนประชาชนในช่วงที่ผ่านมา พบว่ายังมีประชาชน นิติบุคคล และภาคธุรกิจจำนวนมากเข้าไม่ถึงการเยียวยาของรัฐ จึงต้องเร่งจัดเวทีเยียวยา โดยกำหนดห้วงเวลาไว้ช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ม.ค.2555 ซึ่งอาจมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการเยียวยาจากอินโดนีเซียมาร่วมถ่ายทอด ประสบการณ์ด้วย

นอกจากนั้น จะมีการเปิดเวทีสาธารณะเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง รวมทั้งเครือข่ายของ คอป.มาระดมสมองเพื่อกำหนดทิศทางการทำงานของ คอป.ต่อไป รวมถึงกรอบเวลาการทำงานของ คอป.ที่จะครบกำหนดตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหา ความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ.2553 ในวันที่ 15 ก.ค.2555 นี้ด้วย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554

จักรภพ:อำมาตย์จวนตัวใช้แผนแดงฆ่าแดง ประชาชาติไทยถูกผลักไสให้เลือกแนวทางปฏิวัติ

ที่มา Thai E-News


ภาพล่า สุดของจักรภพ เพ็ญแข ใส่เสื้อแดงสกรีนรูปดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำการปฏิวัติ 2475 เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์จากต่างประเทศ ซึ่งไม่ระบุสถานที่แน่ชัดว่า หนทางการปรองดองดูตีบตันเพราะนโยบายของฝ่ายอำมาตย์กำลังผลักไสให้ประชาชนไทย ลุกฮือขึ้นปฏิวัติมวลชนแทน แม้แต่กลไกที่เรียกว่า"แดงฆ่าแดง"ก็ไม่อาจปิดบังโฉมหน้าที่แท้จริงของระบอบ นี้ได้อีกต่อไป
0 0 0 0 0
หมายเหตุไทยอีนิวส์: หลัง จากแกนนำนปช.ในต่างประเทศได้พากันเดินทางกลับบ้านกันเกือบหมดทุกคนแล้ว ล่าสุดคือ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หากไม่นับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีเพียงจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรี อดีตโฆษกรัฐบาล และแกนนำนปช.เท่านั้น

เรา ได้ สัมภาษณ์จักรภพ เพ็ญแข ซึ่งพำนักลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ เพื่อเปิดเผยทัศนะจุดยืนของเขาต่อสถานการณ์การเมืองไทยตลอดห้วง 3 ปีที่เขาเดินทางออกนอกราชอาณาจักร และทิศทางแนวโน้มในปี 2555


1.คน สนใจกันมากว่าแกนนำที่ไปพักพิงลี้ภัยในต่างประเทศก็กลับมาหมดแล้ว ล่าสุดคือคุณอริสมันต์ ไม่ทราบว่าคุณจักรภพประเมินสถานการณ์อย่างไร และพร้อมจะกลับบ้านหรือยัง?

ขอบ คุณครับ ผมทราบว่าพี่น้องมวลชนหลายท่านห่วงใยผม และอยากเห็นผมกลับมาช่วยพัฒนาบ้านเมืองให้แข่งขันกับโลกเขาได้ ยิ่งเห็น “แกนนำ” เดินทางกลับกันจนหมดแล้วอย่างนี้ก็ยิ่งห่วง กลายเป็นกลัวว่าจะถูกโดดเดี่ยวจนอยู่ไม่ได้และมีอันตราย

ขอ อาศัยโอกาสนี้กราบขอบคุณต่อพี่น้องทุกท่านเสียก่อนครับ ขอยืนยันว่ากำลังใจอย่างนี้มีความหมายและมีความสำคัญต่อผมมาก และทำให้สู้ต่อได้อีกนาน

ผม ประเมินว่าเมืองไทย ณ วันนี้มีบรรยากาศคล้ายวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ หรือวันรุ่งขึ้นหลังการปฏิวัติสยามโดยคณะราษฎร สถาบันกษัตริย์ภายใต้รัชกาลที่ ๗ ถูกยึดอำนาจไปแล้วหลังเวลา ๖.๐๐ น. ของวันที่ ๒๔ ด้วยความอ่อนแอหรือประมาทเลินเล่ออย่างไรก็ตาม แต่ปฏิสัมพันธ์ในช่วงหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงทำให้เหตุการณ์กลับตาลปัตร พระปกเกล้าฯ เสด็จฯ กลับจากหัวหินคืนสู่พระนคร และผู้แทนของคณะราษฎรก็ได้เฝ้าฯ เกือบจะในทันที

ผม เข้าใจว่าความกลัวสถาบันกษัตริย์ในส่วนลึกของหัวใจของผู้ปฏิวัติ ประกอบกับความประหลาดใจที่กษัตริย์ไม่ขอลี้ภัย (ซึ่งน่าจะเป็นเพราะห่วงใยพระราชวงศ์ที่ถูกกักขังเป็นตัวประกันอยู่) ทำให้บางคนในคณะราษฎรเกิดความคิดในทางประนีประนอม และยังเผลอคิดต่อไปว่าการ “ปรองดอง” เช่นนั้นจะนำไปสู่ความสงบของบ้านเมือง และทำให้พลเมืองได้รับโอกาสร่วมปกครองบ้านเมืองโดยอัตโนมัติ

แม้ มีลางบอกเหตุหลายอย่างก็กลับไม่สังเกตเห็นหรือมองข้ามไปเสีย อาทิ การที่พระปกเกล้าฯ ขอเติมคำว่า “ชั่วคราว” หลังธรรมนูญการปกครองสยาม พ.ศ.๒๔๗๕ ที่คณะราษฎรอุตส่าห์เสี่ยงหัวขาดเสนอขึ้นมา

จนทำให้เกิดรัฐธรรมนูญแบบ “ปรองดอง” ขึ้นมาแทนในวันที่ ๑๐ ธันวาคมของปีเดียวกันนั้น

ประชาธิปไตยจึงพิการมาตั้งแต่ก้าวแรกที่เริ่มต้น

ผม เห็นว่าถ้าพวกเราใน พ.ศ. นี้ คิดแต่ประโยชน์ส่วนตัวและมองสถานการณ์แค่ปลายจมูก โดยไม่มองโครงสร้างรวมของระบอบการเมืองการปกครองแล้วล่ะก็ ประวัติศาสตร์การเมืองส่วนนี้จะซ้ำรอยให้เราได้เจ็บใจกันแน่

อย่า ลืมว่าการลุกฮืออย่างเงียบๆ ของพลเมืองไทยใน พ.ศ.๒๕๔๙-ปัจจุบัน นับเป็นปรากฎการณ์ที่ยิ่งใหญ่มาก หากเราไม่ตระหนักให้ดีว่าเหตุที่่เขาขอ “ปรองดอง” ก็เพราะเขากำลังเพลี่ยงพล้ำ ไม่ใช่เพราะมีน้ำใจต่อประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง

ท้าย ที่สุดเรานั่นแหละที่จะกลายเป็นผู้เพลี่ยงพล้ำเสียเอง ความคิดนี้ทำให้ผมยังไม่กลับเมืองไทย ขออยู่นอกพื้นที่อำนาจเพื่อทำงานไปตามอุดมการณ์และเป้าหมายไปจนถึงวันที่ เป็นไปไม่ได้เสียก่อนครับ

2.คุณ จักรภพประเมินสถานการณ์การเมืองของไทยอย่างไรนับแต่เดินทางออกนอกประเทศมาจะ ครบ 3 ปี ฝ่ายประชาธิปไตยมีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนต่อสู้ไปเพียงใด


ก้าวหน้ามากครับ ก้าวหน้าทั้งปริมาณและคุณภาพ

ในแง่ปริมาณผมนึกขอบคุณ นปช.ฯ และกลุ่มพลังประชาธิปไตยทุกกลุ่ม ไว้ว่าจะวิเคราะห์สถานการณ์ตรงกันหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่แต่ละกลุ่มช่วยสร้างและเสริมในเชิงกิจกรรมการเมือง ส่งผลให้เราขยายจำนวนสมาชิกของขบวนประชาธิปไตยมาถึงขนาดนี้ และเหนียวแน่นกันระดับนี้ได้

ส่วนคุณภาพเราต้องขอบคุณปัญญาชน นักวิชาการ นักคิด และพลเมืองภิวัฒน์จำนวนมาก ที่ทำงาน “ปิดลับ” โดยผ่านไซเบอร์ และการจัดตั้งด้วยวิธีการอันสร้างสรรค์ต่างๆ จนเรายกระดับแนวคิดขึ้นมาขั้นนี้ได้

ความ สำเร็จทั้งปริมาณและคุณภาพของขบวนประชาธิปไตยในห้วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เป็นความสำเร็จที่เพียงไม่กี่ปีก่อนยังนึกว่าเป็นฝันกลางวัน โดยไม่อาจเป็นจริงได้เลย

แต่ วันนี้ทุกอย่างประจักษ์แก่สายตาและจิตใจแล้วว่าบ้านเมืองกำลังถึงคราวปรับ เปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ อาจจะยิ่งใหญ่กว่า ร.ศ.๑๓๐ และ พ.ศ.๒๔๗๕ เสียด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือการยกตัวขึ้นของขบวนประชาธิปไตยยังไม่สิ้นสุด ยังยกขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีเพดานจำกัด

3.ประเมิน สถานการณ์ในปีใหม่2555และสถานการณ์การเมืองในระยะต่อไปอย่างไร และขบวนการประชาธิปไตยกับแนวร่วมขบวนประชาธิปไตยในภาพใหญ่ควรกำหนดจังหวะ ก้าวอย่างไร

เรามีทางเลือกใหญ่ๆ สองทางสำหรับการทำงานประชาธิปไตย

ทางแรกคือต่างคนต่างทำตามอุดมการณ์และความถนัดของตน หรือต่างคนต่างเดินไปสู่เป้าหมาย (ที่เชื่อว่า) เป็นเป้าหมายเดียวกัน จนกว่าจะพบว่าเป็นคนละเป้าหมายหรือกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน

ทางที่สองคือทำงานร่วมกันโดยกำหนดยุทธศาสตร์และยุทธวิธีร่วมกันขึ้นมา โดยต่างคนต่างทำตามความถนัดและความสามารถของตนเช่นเดิม เพียงมีพิมพ์เขียว (blueprint) ขึ้นมาสักฉบับหนึ่งเท่านั้น

พิมพ์เขียว นี้ก็มิได้มาจากคำสั่งของนายทุนหรือผู้ที่วางตัวเป็นชนชั้นที่สูงส่งกว่า แต่มาจากการทำงานร่วมกันเพื่อให้เป็นกรอบการทำงานที่เราวัดผลและเสริม ประสิทธิภาพในการทำงานได้

ผม คงไม่ก้าวล่วงถึงขั้นไปชี้นำว่า ใครควรทำอะไรและทำอย่างไร แต่บอกได้ว่าการทำงานแบบที่สองคือร่วมมือกันตามยุทธศาสตร์นั้น จะเกิดขึ้นแน่ เริ่มต้นอาจจะไม่กี่ราย และใครรู้ในภายหลังก็เข้าร่วมในภายหลังได้ ไม่ควรคิดน้อยใจหรือคิดอาละวาดสร้างความสำคัญ

ปัญหา อัตตาสูง (ego) เป็นเรื่องที่ถ่วงงานของเราเรื่อยมา จนบางคนกลายเป็นมนุษย์ที่ขอกันดีๆ ไม่ได้ แต่กลายเป็นถูกสั่งได้ เพราะได้เผยจุดอ่อนจนถูกมนุษย์คนอื่นเขาเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไม่รู้ตัว

ผม คิดว่าคนในขบวนประชาธิปไตยนั้น แบ่งประโยชน์ออกได้เป็น ๒ แนวทางตามคำตอบของผมในข้อที่แล้ว ทางหนึ่งคือปริมาณ และอีกทางหนึ่งคือคุณภาพ ซึ่งไม่ได้แปลว่าฝ่ายปริมาณจะไร้คุณภาพหรือฝ่ายคุณภาพจะไร้ปริมาณโดยสิ้น เชิง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นว่าใครเฉดไหนเท่านั้นเอง แต่ละคนจะได้สร้างดวงดาวในสไตล์ของตัวเองขึ้น ขบวนประชาธิปไตยของเราทุกวันนี้ใช้วิธีแบ่งงานกันทำ (division of labor) ได้อย่างสบาย

4.ประเมินสถานการณ์ในปี2555และระยะต่อไปของฝ่ายอำมาตย์อย่างไร และขบวนประชาธิปไตยต้องกำหนดจังหวะก้าวรับ ก้าวรุก อย่างไร

ผม คิดว่าศักดินา-อำมาตย์มาถึงระยะหมดเครื่องมือใหม่ในการรักษาอำนาจ และเริ่มงัดเอาของเก่ามาใช้ประโยชน์ แล้ว ไม่ว่าอำนาจกองทัพ อำนาจศาล-ตุลาการ อำนาจองค์กรอิสระ อำนาจผ่านภาคธุรกิจ อำนาจผ่านสื่อมวลชนในสัมปทานรัฐ อำนาจกำหนดควบคุมทรัพยากรธรรมชาติอย่างมวลน้ำในเขื่อน ใช้มาเรื่อย

จน กลไกเหล่านี้สึกหรอและกระสุนเริ่มด้าน มวลชนก็อยู่ในสภาพ “รู้ทัน” ขณะนี้เขาจึงหันมาใช้เครื่องมือใหม่อย่างรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ตามกรอบความคิด “แดงฆ่าแดง” ที่เราพูดกัน แต่ปัญหาใหญ่จริงๆ ที่เขาเองก็รู้ดีคือความเสื่อมถอย ณ ศูนย์กลางของระบอบ ปัญหามะเร็งในเนื้อในตัวเองทำให้เครื่องมือใดก็ใช้การไม่ได้เต็มที่ วิกฤติการณ์การเมืองไทยจึงจะไม่มี บทจบที่ “สวยงาม” อย่าง ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ หรือ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ อีกและฝ่ายเขาก็รู้ดี ผมคิดว่า “๖ ตุลา” ครั้งต่อไปคงรุนแรงกว่าเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙ ขบวนประชาธิปไตยไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากเตรียมกายและเตรียมใจให้พรั่ง พร้อม การเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองจะเกิดขึ้นแน่ และการบริหารระยะเปลี่ยนผ่านน่าจะเป็นหัวใจของเรื่อง
5.ทางเลือกของสังคมไทยระหว่างการปรองดองกับการปะทะกันอย่างถึงรากถึงโคนสิ่งใดจะเป็นแนวโน้มหลัก

“ปรองดอง” เป็นคำที่ดีและไพเราะ แต่ไม่สอดคล้องต่อธรรมชาติของระบอบการเมืองการปกครองแบบอำนาจสูงสุด (absolutism) ระบอบอำนาจสูงสุดไม่ยอมรับการแบ่งปันในอำนาจและผลประโยชน์ แต่มองตนเองว่าเป็นผู้จัดการอำนาจและผลประโยชน์นั้นเอง

ผู้กุมอำนาจในลักษณะนี้จะไม่เห็นว่าการแข่งขันทางอำนาจเป็นเรื่องปกติ แต่เห็นว่าเป็นศัตรูที่ต้องกำจัดกวาดล้างโดยสิ้นเชิง

หลัก ฐานในการเมืองไทยบอกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “การปรองดอง” ในอดีตไม่มีความหมายใดๆ ในยามที่เกิดการเผชิญหน้าทางการเมืองในระยะต้นและระยะกลาง อาจมีประโยชน์บ้างในระยะปลาย ที่ผู้แพ้และชนะต่างรู้ชะตาของตนเองอย่างค่อนข้างเด็ดขาดแล้ว

ผม ไม่เก่งพอที่จะวิเคราะห์ได้ว่า “การปะทะ” จากนี้ไปจะออกมาในรูปใดและรุนแรงขนาดไหน แต่การสร้างบรรยากาศต่อต้านแนวปฏิรูปอย่างที่กำลังกระทำกับ “กลุ่มนิติราษฎร์” ที่กำลังรณรงค์ต่อต้านกฎหมายหมิ่นฯ ในขณะนี้ เสมือนเป็นปฐมบท (pre-requisite) ที่นำไปสู่ “๖ ตุลา” ครั้งที่ ๒ ได้ ลองสังเกตแนวคิดที่พูดผ่านปากคนต่างๆ ของฝ่ายศักดินา-อำมาตย์ขณะนี้จะพบว่าคล้ายคลึงกัน เช่น ใครที่จะแก้ไขกฎหมายนี้ให้ไปอยู่ต่างประเทศ เป็นต้น ไม่ต่างอะไรนักจากแนวทางของวิทยุยานเกราะ กลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน กลุ่ม ทส.ปช. ของ พ.ศ. นั้น ประเด็นขณะนี้จึงไม่ใช่การเลือกระหว่างปฏิรูปหรือปฏิวัติ หากมวลชนไม่สามารถแม้แต่จะเสนอให้แก้ไขกฎหมายอย่างเปิดเผยตามสิทธิในรัฐ ธรรมนูญแล้ว แนวปฏิรูปจะถูกบีบให้เปลี่ยนเป็นแนวปฏิวัติโดยอัตโนมัติ

6.คุณ จักรภพใช้ชีวิตในต่างประเทศอย่างไร และเป็นไปได้ไหมที่ขบวนการปฏิวัติหรือปฏิรูปอาจก่อตัวมาจากต่างประเทศคล้าย กับคณะราษฎรเมื่อปี2475

ผม ขอรวมคำถามนี้มาตอบพร้อมกันตรงนี้นะครับ การปฏิวัติใดๆ ในอดีตเกิดขึ้นจากความคิดทางอุดมการณ์ก็ได้ จากตำรับตำราหรือลัทธิใดๆ ก็ได้ แต่จะไม่ยกขึ้นเป็นสถานการณ์ปฏิวัติหากไม่เกิดความฉุกเฉินอย่างฉับพลัน (immediacy) ขึ้นก่อน

สถานการณ์โดยรวมจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการปฏิวัติในแต่ละสังคม ไม่ใช่ถูกชี้นำโดยเอกเทศจาก “ผู้นำปฏิวัติ” โดยอัตวิสัยเท่านั้น

สังคม ไทยเราถูกมองว่าเป็นวัฒนธรรมปฏิรูป เพราะไม่ชอบการเผชิญหน้าและไม่ชอบความยืดเยื้อ โดยปกติคงไม่อยากปฏิวัตินัก แต่คำถามคือเรากำลังถูกผลักไสให้ดาหน้าไปสู่สถานการณ์เช่นว่านั้นหรือไม่

ผม คิดว่าเงื่อนไขแบบนั้นกำลังปรากฏขึ้นอย่างช้าๆในสังคมอนุรักษ์นิยมแบบไทย ศูนย์กลางจะอยู่ที่ใดน่าจะไม่สำคัญนัก ซ่อนตัวอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศก็ได้ เพราะขบวนปฏิวัติต้องปรับตัวอีกนับครั้งไม่ถ้วนในสถานการณ์จริง

แต่ถ้าจะตอบกันสั้นๆ ศูนย์กลางในการปฏิวัติประชาธิปไตยไทยที่จะเกิดขึ้นในต่างประเทศมีความเป็นไปได้สูงครับ.

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker