บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

ด้ามขวานหักหาย จากวิทยาศาสตร์ล้ำลึก หรือ ไสยศาสตร์เร้นลับ

ที่มา Thai E-News



โดย ปาแด งา มูกอ
24 เมษายน 2554

บทความครั้งนี้ออกจะไปแนว ทางไสยศาสตร์บวกกับวิทยาศาสตร์มากหน่อย แต่ทั้งสองศาสตร์ดังกล่าว มันกำลังจะทำลายด้ามขวานของประเทศ 14 จังหวัดภาคใต้ ให้หายไปจากแผนที่โลก...!!!!

เรื่องราวเป็นอย่างไร มีความเป็นไปได้หรือไม่ ท่านผู้อ่านทุกท่านเรามาช่วยกันวิเคราะห์ดู ตามที่ผมจะบรรยายและอธิบาย ให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ ดังนี้ครับ

ขอเริ่มภาคแรกจากเรื่อง “ไสยศาสตร์เร้นลับ” กันก่อนน่ะครับ เริ่มกันตั้งแต่สมัยอาณาจักรดั้งเดิมของภาคใต้ เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า บรรพบุรุษชาวใต้ ท่านเหล่านั้น ท่านเชื่อในศาสตร์เร้นลับเหล่านี้อย่างไร และทำไมมันถึงได้เกิดภัยพิบัติที่เพิ่มความรุนแรง,เพิ่มความถี่ของเหตุการณ์ และเพิ่มปราฏกการณ์ใหม่ๆ จนสร้างความสูญต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมายในปัจจุบันนี้

อาณาจักรดั้งเดิมของภาคใต้


อาณาจักรตามพรลิงค์ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น อาณาจักรนครศรีธรรมราชนั้น เป็นอาณาจักรโบราณที่มีมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธศตวรรษที่ 7 มีศูนย์กลางอยู่ที่นครศรีธรรมราชในปัจจุบัน(อาจจะเป็นบริเวณบ้านท่าเรือ หรือบ้านพระเวียง) อยู่ทางด้านเหนือ ของอาณาจักรลังกาสุกะ(บริเวณปัตตานี) มีอาณาเขตทางตะวันออก และตะวันตกจรดทะเลอันดามันถึงบริเวณที่เรียกว่าทะเลนอก ซึ่งเป็นบริเวณจังหวัดกระบี่ในปัจจุบัน

คำว่า "ตามพ" เป็นภาษาบาลี แปลว่า ทองแดง ส่วน "ลิงค์" เป็นเครื่องหมายบอกเพศ เขียนเป็นอักษรภาษาอังกฤษว่า Tambalinga หรือ Tanmaling หรือ Tamballinggam

จีนเรียก ตันเหมยหลิง หรือโพ-ลิง หรือโฮลิง(แปลว่าหัวแดง) บางทีเรียกว่า เชียะโท้ว (แปลว่าดินแดง)

อาณาจักรตามพรลิงค์ มีกษัตริย์สำคัญคือพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช และพระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมราช

อาณาจักรตามพรลิงค์ นี้เป็นเส้นทางการเผยแพร่พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ ไปยังอาณาจักรสุโขทัยและดินแดนทั่วแหลมมลายูเนื่องจากอาณาจักรตามพรลิงค์กับศรีลังกามีความสัมพันธ์แบบบ้านพี่เมืองน้องมาแต่สมัยโบราณ

ความสัมพันธ์กับอาณาจักรอื่น

อาณาจักรฟูนัน

อาณาจักรตามพรลิงค์ เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรฟูนัน ต่อมาใน พ.ศ. 1318 อาณาจักรตามพรลิงค์และเมืองไชยาได้กลายมาเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัย และพ.ศ. 1568 ได้ถูกอาณาจักรโจฬะยกกองทัพเรือเข้ายึดครอง ในปีพ.ศ. 1658 ได้มีการส่งคณะทูตไปเฝ้าฮ่องเต้จีนราชวงศ์ซ้อง ที่เมืองไคฟง

อาณาจักรเขมร

อาณาจักรตามพรลิงค์ ได้ส่งไพร่พลไปช่วยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 สร้างเมืองนครธม พ.ศ. 1813อาณาจักรตามพรลิงค์ได้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของอาณาจักรลังกาสุกะ

และ พ.ศ. 1893 เมืองนครศรีธรรมราชได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา

เมืองนครศรีธรรมราชในระยะแรก ประกอบด้วยเมืองสำคัญ 12 เมือง คือ สายบุรี ปัตตานี กลันตัน ปาหัง ไทรบุรี พัทลุง ตรัง ชุมพร บันทายสมอ สงขลา ตะกั่วป่า และครหิหรือกระบุรี

ใช้สัตว์ประจำปีเป็นตราประจำเมือง เช่น สายบุรีใช้ตราหนู ปัตตานีใช้ตราวัว กลันตันใช้ตราเสือ ปาหังใช้ตรากระต่าย เรียงลำดับไป สำหรับเมืองบันไทสมอ ซึ่งใช้ตราลิงนั้น นักโบราณคดีบางท่าน เช่น หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี สันนิษฐานว่าอยู่ที่เมืองกระบี่ ซึ่งอาจเป็นที่มาของชื่อเมืองกระบี่ในปัจจุบัน

จีน

ในจดหมายเหตุจีน ระบุว่า นครโฮลิง(ตามพรลิงค์) ส่งทูตไปเฝ้าฮ่องเต้จีนใน พ.ศ. 1291,1310,1311,1356,1358 และ พ.ศ. 1361 ต่อมาได้มีการเรียกชื่ออาณาจักรตามพรลิงค์ใหม่ว่า อาณาจักรศิริธรรม ภายหลังเมื่ออยู่ในอำนาจอาณาจักรสุโขทัยได้เปลี่ยนมาเป็น เมืองศรีธรรมราช จากหลักฐานทางโบราณคดีสันนิษฐานว่านิกายเถรวาทนับถือกันมากที่สุด

เมื่อท่านผู้อ่านทราบถึงความเป็นมาของอาณาจักรดั้งเดิมพื้นที่ด้ามขวานนี้แล้ว เราก็จะมาพูดถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันที่เชื่อมต่อทางความคิดในเรื่องของศาสตร์เร้นลับ กันบ้าง

ถ้าผมพูดถึง “จตุคาม” ท่านผู้อ่านโดยเฉพาะนักเล่นพระทั่วประเทศไทยและชาวต่างประเทศ ไม่ว่า มาเลย์เซีย,สิงคโปร์,ใตัหวัน และฮ่องกง (ตัวการที่ทำให้พระจตุคาม ที่ทำบุญครั้งแรกใน พ.ศ.2530 องค์ละ 39 บาท พุ่งพรวดไปถึงองค์ละ 800,000 บาท ในระยะเวลาเพียง 10 กว่าปี)

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ “จตุคาม” ?

สาเหตุที่องค์ “จตุคาม” ( สร้างครั้งแรกในปี พ.ส.2530 มีชื่อว่า พระสุริยัน-จันทรา) เข้ามาเกียวข้องกับเหตุการณ์ ก็เพราะเหตุว่า

ในปี พ.ศ.๒๕๒๘ พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล (ขณะนั้นมียศเป็น พ.ต.อ.)ได้มารับตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รู้จักกับกลุ่มพ่อค้าชาวจีน ๔-๕ คน ซึ่งนิยมชมชอบในการเสี่ยงโชคลาภต่าง ๆ หนึ่งในนั้นเป็นร่างทรง คือ นายอะผ่อง สกุลอมร และมักทำพิธีอัญเชิญเจ้าเข้าทรงเป็นประจำในยามค่ำคืน และสถานที่อัญเชิญร่างทรงนั้น คือ วัดนางพระยา

คืนหนึ่ง พล.ต.ท.สรรเพชญ ได้ติดตามกลุ่มพ่อค้าชาวจีนนี้ไปยังวัดนางพระยาด้วย และคืนนั้นร่างทรงที่ประทับได้กล่าวว่า "กูคือพระยาชิงชัย เป็นแม่ทัพรักษาเมืองด้านทิศตะวันออก" ท่านพล.ต.ท.สรรเพชร มีความเคลือบแคลงสงสัย จึงได้ใช้ธูปจุดไฟหนึ่งกำมือ จี้ไปที่ร่างของคนทรง แต่ไม่ปรากฏอาการอย่างใดเกิดขึ้นกับร่างทรงนั้น และร่างทรงได้พูดขึ้นว่า "เออ มึงไม่เชื่อ เอาอย่างนี้ดีกว่า มึงไปเอาดาบที่กุฏิท่านสมภารมา กูจะสักกระหม่อมให้ดู"

หนึ่งในคณะได้ไปเอาดาบที่กุฏิเจ้าอาวาสวัดตามที่ร่างทรงบอก ทั้งที่ไม่เคยมีใครทราบมาก่อนว่า มีดาบเล่มนี้อยู่ที่กุฏิเจ้าอาวาสมาก่อน เมื่อได้ดาบมาแล้ว ร่างประทับทรงได้จับดาบชูขึ้น แล้วเอาปลายดาบลงทิ่มบนศีรษะของร่างทรงเอง อย่างแรงหลายครั้ง เสียงดังฉึกๆ หากแต่ไม่ระคายผิวหนังแต่อย่างใด เป็นที่อัศจรรย์ต่อสายตาทุกคู่ที่จับตามองอยู่ในขณะนั้น

ในคืนต่อมา ได้มีการประทับทรงอีก โดยกลุ่มพ่อค้าชาวจีนกลุ่มเดิม หากแต่ที่ประทับร่างทรงนั้นกลับไม่ใช่พระยาชิงชัย แต่ก็มีเสียงบอกจากร่างคนทรงว่า "กูใหญ่กว่าอ้ายชิงชัย มันมาโม้ให้พวกสูฟัง กูนี่แหละใหญ่กว่า มึงไปหากระดาษมาวาดใบหน้ากู กูจะบอกลักษณะ แล้วพวกสูพาไปถามอ้ายหนวดดู อ้ายหนวดรู้จักกูดี"

พล.ต.ท.สรรเพชญ ได้ถามร่างประทับทรงนั้นว่า อ้ายหนวดคือใคร ร่างประทับทรงได้ตอบกลับไป "มึงผันหน้าตอนนั่งทำงานไปทางไหน บ้านมันก็อยู่ทางนั้นแหละ ไปหามันได้"

เมื่อร่างประทับทรงตอบกลับมาเช่นนั้น ทุกคนก็ทราบได้ทันทีว่า "อ้ายหนวด" ที่ร่างประทับทรงนั้นบอก คือ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธร เขต ๘ ผู้เป็นที่รู้จักกันดีว่า มีวิชาอาคมแข็งกล้า เป็นศิษย์ฆราวาสของสำนักวัดเขาอ้อ ตักสิลาแห่งพุทธาคมอันเลื่องชื่อของภาคใต้

วันต่อมา กลุ่มพ่อค้าชาวจีน และพล.ต.ท.สรรเพชญ ได้เดินทางไปพบ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ที่บ้านพักเลขที่ ๗๖๔/๕ ภายในซอยราชเดช ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็พบว่า พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้คอยท่าอยู่แล้วคล้ายกับจะรับรู้ว่าจะมีผู้ไปหา

เมื่อทำความเคารพต่อ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้ถามถึงกิจธุระที่มาพบในครั้งนี้ พล.ต.ท.สรรเพชญ จึงได้ยื่นภาพวาดใบหน้าของดวงวิญญาณที่ได้บอกรูปลักษณะผ่านร่างทรงให้ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชดู

เมื่อ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้ดูภาพใบหน้านั้น ก็ได้ถาม พล.ต.ท.สรรเพชญ อย่างตื่นเต้นว่า "ท่านผู้กำกับนำรูปนี้มาจากไหน รูปนี้เป็นอดีตกษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีวิชัย มีพระนามว่า จตุคามรามเทพ หรือ จันทรภาณุ"

พล.ต.ท.สรรเพชญ จึงได้เล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ณ วัดนางพระยา ให้ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช ทราบ

ต่อมาในคืนที่ ๓ นั้น กลุ่มพ่อค้าชาวจีน และ พล.ต.ท.สรรเพชญ ได้ทำการเชิญประทับร่างทรงอีกครั้ง ที่วัดนางพระยา หากคราวนี้ องค์จตุคามรามเทพที่ประทับทรง มีกิริยาอาการที่ดุมาก แล้วบอกว่า "บ้านเมืองลุกเป็นไฟ กูรอมึงมาเป็นพันปีแล้ว กูอยากให้ช่วยสร้างหลักเมือง ทำจากไม้ตะเคียนทอง งอกอยู่ทางทิศเหนือของเมืองนครศรีฯ บัดนี้มันรอมึงอยู่"

นอกจากนั้น องค์จตุคามรามเทพ ยังได้บอกผ่านร่างทรง ถึงขั้นตอนของพิธีต่าง ๆ ที่จะต้องทำกัน ซึ่งมีหลายพิธีที่ต้องใช้เวลา เช่น พิธีกรรมชุมนุมตัดชัย ทำในวิหารหลวง ให้ปักธงศรีวิชัยขึ้นหมู่พระธาตุ เป็นนัยว่า เราเปิดธงรบกับ พวกเหล่าร้าย เช่น พวกโจร หรืออาถรรพ์จัญไรต่าง ๆ ที่รบกวนเมืองนครศรี ฯ พิธีเผาดวงชะตาเมืองเก่า พิธีลอยชะตาเมือง พิธีกรรมสะกดหินหลัก ฯลฯ รวมพิธีกรรมที่จะเป็นทั้งสิ้น ๑๒ พิธี

ทีนี้เรามาช่วยกันวิเคราะห์ดูว่า อาณาจักรนครศรีธรรมราช ที่ครอบครองพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมดตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงยุคปัจจุบัน (ตามความเชิ่อทางไสยศาสตร์) ดังนั้น องค์จตุคามรามเทพ (ที่ประทับทรง) ท่านคงเห็นถึงภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ ไม่ว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือการแบ่งแยกดินแดน แบบทะลุปรุโปร่ง (แต่ท่านองค์จตุคามรามเทพ ท่านคงลีมบอกว่า พวกเหล่าร้าย พวกโจร หรืออาถรรพ์จัญไร ให้หมายรวมไปถึงพวกนักการเมือง และมวลหมู่ข้าราชการเลวๆ ด้วย )

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า หรือจะมีบุคคล,กลุ่มบุคล,ไอ้,อี ตนใด ที่คิดร้ายต่อ “อาณาจักรนครศรีธรรมราช” ทั้งทางตรงและทางอ้อม มันถึงได้เกิดเหตุเภทภัยไปทุกหย่อมหญ้าในปัจจุบัน

ก่อนที่จะปิดท้ายเรื่อง “ไสยศาสตร์เร้นลับ” ผมมีเรื่องเล่ามาบอกฝากท่านผู้อ่านได้รับทราบว่า ผมเชื่อว่าศาสตร์แขนงนี้มีจริงในผืนแผ่นดินนี้ เรื่องของเรื่องก็คือ ผมได้รับฟังจากปากของคุณตาบุศร์ (ท่าน พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช) ที่ผมได้ไปกราบคารวะขอพรท่านในเดือนเมษาทุกปี (โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาของ “จตุคามฟีเวอร์” ปี 2548- 50 ที่มีการสร้างพระจตุคามกันอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ จนกระทั่งล่มสลายในที่สุดในปี 2551 ปิดฉากตำนานองค์จตุคามในทันที)

ท่านได้พูดว่า “การสร้างองค์จตุคามรามเทพ” ใครๆก็สร้างกันได้ หากสามารถปฏิบัติใน ๓ ประการ นี้ได้ ประการแรก วัตถุประสงค์ในการสร้าง สร้างทำไม และ สร้างเพื่ออะไร

ประการที่สองมวลสารศักดิ์สิทธิ์ที่นำมาสร้างเป็นองค์พระ

ประการสุดท้าย พิธีกรรมในการปลุกเศก

หากไม่สามารถปฏิบัติได้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง องค์จตุคามที่สร้างขึ้นมาก็เปรียบเสมือนก้อนดินก้อนทรายเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อันใดเลย สิ่งสำคัญมันจะพบกับความวิบัติฉิบหายทันตาเห็น องค์จตุคามรามเทพ ไม่ใช่มีไว้เพื่อความร่ำรวยเงินทอง หากไม่รู้จักทำมาหากิน และก็ไม่สามารถทำให้หนังเหนียวหรือไม่ตาย เพราะแม้แต่คนที่สร้าง ก็จะต้องตายในวันใดวันหนึ่ง

องค์จตุคามรามเทพ จึงมีไว้สำหรับให้คนยึดมั่นในพระพุทธศาสนา ยึดมั่นในพระธรรม ยึดมั่นในพระสงฆ์ที่ท่านปฏิบัติดีแล้ว พร้อมหมั่นประกอบความดี ไม่ประพฤติชั่ว เท่านั้น พลังองค์จตุคามรามเทพ ก็จะศักดิ์สิทธิ์ตลอดไป”


ท่านผู้อ่านโปรดติดตามเรื่อง “วิทยาศาสตร์ล้ำลึก” ว่ามันจะเชื่อมโยงกันอย่างไร กับ “ไสยศาสตร์เร้นลับ” จนสามารถทำให้ด้ามขวานทองของไทย จักต้องมลายหายไปจากแผนที่โลก ในตอนต่อไปน่ะครับ ไม่นานเกินรอ

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker