คอลัมน์ หักทองขวาง
ที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ยกหัวแม่โป้งกล่าวชม นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ(นปช.) แดงทั้งแผ่นดินว่า
"วีระ นายแน่มาก"
มิใช่เพราะสายสัมพันธ์อันยาวนานของบุคคลทั้ง 2 ตั้งแต่ร่วมก่อตั้งพรรคความหวังใหม่มาด้วยกันหลังรัฐประหารเดือนกุมภาพันธ์ 2534
และมิใช่ว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ คือ ประธานพรรคเพื่อไทย
หากแต่เพราะว่าความสำเร็จของ นายวีระ มุสิกพงศ์ ในการชุมนุมอย่างสันติ เคารพกฎหมายตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา
ที่สำคัญ ยังเป็นความสำเร็จในการเคลื่อนขบวน 53 กิโลเมตร ในกทม.
เป็นการเคลื่อนขบวนตั้งแต่เวลา 10.00 น. เหมือนกับอาการไหลของกระแสน้ำจนถึงเวลา 17.00 น. จึงได้ยุติเมื่อหวนกลับมายังจุดเริ่มต้น
แม้มิใช่ "ชัยชนะ" แต่ก็ต้องยอมรับใน "ความสำเร็จ"
หากถือว่าการชุมนุมอย่างยืดเยื้อของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2549 เพื่อต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือ ความสำเร็จ
ก็ต้องยอมรับการชุมนุมของ นปช.แดงทั้งแผ่นดินในเดือนมีนาคม 2553 เป็นความสำเร็จ
เพราะไม่ว่าการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ว่าการชุมนุมของนปช.แดงทั้งแผ่นดิน
ล้วนเป็นการเคลื่อนไหวของประชาชน แม้ว่าเป้าหมายจะแตกต่างกัน
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มและทำลาย "ระบอบทักษิณ" ขณะที่ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน เรียกร้องให้ "ระบอบทักษิณ" ได้มีโอกาสอีกครั้ง
แต่กำลังพื้นฐานที่ใช้ในการเคลื่อนไหวคือกำลังของประชาชน
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องจารึกชื่อ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะหัวขบวนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยฉันใด
ก็ต้องจารึกชื่อ นายวีระ มุสิกพงศ์ ในฐานะหัวขบวนนปช.แดงทั้งแผ่นดินฉันนั้น
การผนึกตัวรวมพลังแนวร่วมไม่ต่ำกว่า 300 กลุ่มดังที่เกิดขึ้นภายในขบวนการนปช.แดงทั้งแผ่นดินมิใช่เรื่องง่าย
เพราะภายใน 300 กลุ่มก็ย่อมจะมีแกนนำร่วม 400 เป็นอย่างน้อย
แต่ด้วยความสามารถในการประนอมและประสานประโยชน์อย่างสุขุมและเยือกเย็นของ นายวีระ มุสิกพงศ์ ทำให้พลังจาก 300 กว่ากลุ่มเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันภายใต้เสื้อสีแดง
โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นแม่เหล็กแท่งมหึมาอันทรงพลัง
นปช.แดงทั้งแผ่นดินเคยเคลื่อนไหวใหญ่มีคนเรือนแสนเข้าร่วมมาหนหนึ่งเมื่อเดือนเมษายน 2552 แต่ลงเอยด้วยการถูกปราบปราม
แต่ก็สามารถพลิกฟื้นมาอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2553 ด้วยกำลังที่มากยิ่งขึ้น
ที่น่าชมเชยเป็นอย่างมากก็คือ สามารถยืนหยัดบนหลักการสันติ อหิงสา เคลื่อนไหวบนพื้นฐานของกฎหมายรัฐธรรมนูญท่ามกลางสายตาของชาว กทม. และนานาอารยประเทศ
ความสำเร็จนี้ย่อมเป็นหลักประกันให้กับพัฒนาการประชาธิปไตยได้อย่างเป็นรูปธรรม
ที่คะแนนของ นปช.แดงทั้งแผ่นดินและ นายวีระ มุสิกพงศ์ ได้ค่อนข้างสูงสามารถเข้าใจได้
ประการหนึ่ง เพราะว่าฝ่ายตรงข้ามได้สบประมาทและประเมินพลังของ นปช.ค่อนข้างต่ำขณะเดียวกัน ประการหนึ่ง นปช.ได้ลบคำสบประมาทโดยมิได้เป็นอย่างที่อีกฝ่ายประเมิน
อย่าแปลกใจที่สื่อกระแสหลักต่างเทคะแนนให้กับ นปช.แดงทั้งแผ่นดินเป็นอย่างสูง
ที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ยกหัวแม่โป้งกล่าวชม นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ(นปช.) แดงทั้งแผ่นดินว่า
"วีระ นายแน่มาก"
มิใช่เพราะสายสัมพันธ์อันยาวนานของบุคคลทั้ง 2 ตั้งแต่ร่วมก่อตั้งพรรคความหวังใหม่มาด้วยกันหลังรัฐประหารเดือนกุมภาพันธ์ 2534
และมิใช่ว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ คือ ประธานพรรคเพื่อไทย
หากแต่เพราะว่าความสำเร็จของ นายวีระ มุสิกพงศ์ ในการชุมนุมอย่างสันติ เคารพกฎหมายตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา
ที่สำคัญ ยังเป็นความสำเร็จในการเคลื่อนขบวน 53 กิโลเมตร ในกทม.
เป็นการเคลื่อนขบวนตั้งแต่เวลา 10.00 น. เหมือนกับอาการไหลของกระแสน้ำจนถึงเวลา 17.00 น. จึงได้ยุติเมื่อหวนกลับมายังจุดเริ่มต้น
แม้มิใช่ "ชัยชนะ" แต่ก็ต้องยอมรับใน "ความสำเร็จ"
หากถือว่าการชุมนุมอย่างยืดเยื้อของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2549 เพื่อต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือ ความสำเร็จ
ก็ต้องยอมรับการชุมนุมของ นปช.แดงทั้งแผ่นดินในเดือนมีนาคม 2553 เป็นความสำเร็จ
เพราะไม่ว่าการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ว่าการชุมนุมของนปช.แดงทั้งแผ่นดิน
ล้วนเป็นการเคลื่อนไหวของประชาชน แม้ว่าเป้าหมายจะแตกต่างกัน
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มและทำลาย "ระบอบทักษิณ" ขณะที่ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน เรียกร้องให้ "ระบอบทักษิณ" ได้มีโอกาสอีกครั้ง
แต่กำลังพื้นฐานที่ใช้ในการเคลื่อนไหวคือกำลังของประชาชน
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องจารึกชื่อ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะหัวขบวนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยฉันใด
ก็ต้องจารึกชื่อ นายวีระ มุสิกพงศ์ ในฐานะหัวขบวนนปช.แดงทั้งแผ่นดินฉันนั้น
การผนึกตัวรวมพลังแนวร่วมไม่ต่ำกว่า 300 กลุ่มดังที่เกิดขึ้นภายในขบวนการนปช.แดงทั้งแผ่นดินมิใช่เรื่องง่าย
เพราะภายใน 300 กลุ่มก็ย่อมจะมีแกนนำร่วม 400 เป็นอย่างน้อย
แต่ด้วยความสามารถในการประนอมและประสานประโยชน์อย่างสุขุมและเยือกเย็นของ นายวีระ มุสิกพงศ์ ทำให้พลังจาก 300 กว่ากลุ่มเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันภายใต้เสื้อสีแดง
โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นแม่เหล็กแท่งมหึมาอันทรงพลัง
นปช.แดงทั้งแผ่นดินเคยเคลื่อนไหวใหญ่มีคนเรือนแสนเข้าร่วมมาหนหนึ่งเมื่อเดือนเมษายน 2552 แต่ลงเอยด้วยการถูกปราบปราม
แต่ก็สามารถพลิกฟื้นมาอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2553 ด้วยกำลังที่มากยิ่งขึ้น
ที่น่าชมเชยเป็นอย่างมากก็คือ สามารถยืนหยัดบนหลักการสันติ อหิงสา เคลื่อนไหวบนพื้นฐานของกฎหมายรัฐธรรมนูญท่ามกลางสายตาของชาว กทม. และนานาอารยประเทศ
ความสำเร็จนี้ย่อมเป็นหลักประกันให้กับพัฒนาการประชาธิปไตยได้อย่างเป็นรูปธรรม
ที่คะแนนของ นปช.แดงทั้งแผ่นดินและ นายวีระ มุสิกพงศ์ ได้ค่อนข้างสูงสามารถเข้าใจได้
ประการหนึ่ง เพราะว่าฝ่ายตรงข้ามได้สบประมาทและประเมินพลังของ นปช.ค่อนข้างต่ำขณะเดียวกัน ประการหนึ่ง นปช.ได้ลบคำสบประมาทโดยมิได้เป็นอย่างที่อีกฝ่ายประเมิน
อย่าแปลกใจที่สื่อกระแสหลักต่างเทคะแนนให้กับ นปช.แดงทั้งแผ่นดินเป็นอย่างสูง