| คอลัมน์ |
| |
| จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ |
| ปีที่ 11 ฉบับที่ 2762 ประจำวัน จันทร์ ที่ 22 มีนาคม 2010 |
| โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน |
แต่มีน้อยคนที่จะมองว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่คนชั้นกลางและระดับรากหญ้าทั้งในเมืองและชนบทมีความตื่นตัวทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยปรากฏ แม้จะถูกจุดประเด็นจากปัญหาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการขึ้นมาของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำให้สังคมไทยเห็นถึงคุณค่าของคำว่าสิทธิเสรีภาพ นิติรัฐและนิติธรรม โดยเฉพาะความยุติธรรมและคำว่า “ตุลาการภิวัฒน์” กับคำว่า “สองมาตรฐาน”
ความตื่นตัวทางการเมืองของคนชั้นกลางระดับกลางและรากหญ้าจึงเป็นการปฏิรูปทางการเมืองโดยภาคประชาชน เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงของประชาชนและความยุติธรรมกลับคืน ขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบรัฐสภาและพฤติกรรมของนักการเมืองน้ำเน่าที่ยังยึดเกาะอยู่กับอำนาจและผลประโยชน์มากกว่าประชาชน ไม่ต่างกับระบอบอำมาตย์
การชูคำว่า “ไพร่” หรือ “กระฎุมพี (กุฎุมพี)” จึงมีความหมายอย่างยิ่งกับการต่อสู้ของคนเสื้อแดง เพราะไพร่หมายถึงราษฎรสามัญ แต่ในปัจจุบันหมายถึงชนชั้นต่ำ คนจน
ตรงข้ามกับ “อำมาตย์” ที่หมายถึงข้าราชการหรือผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ทางราชการ หากทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและรับใช้ประชาชน ประชาชนก็ยกย่องสรรเสริญ แต่อำมาตย์จำนวนไม่น้อยกลับทุจริตคอร์รัปชันและมีพฤติกรรมในทางมิชอบมากมาย รวมทั้งการกดขี่ข่มเหงประชาชน โดยเฉพาะคนรากหญ้า คนยากจนในชนบท
ดังนั้น คนเสื้อแดงโจมตีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ว่าเป็นรัฐบาลอำมาตย์หรือในระบอบอำมาตย์ นายอภิสิทธิ์ยิ่งต้องรับฟังความรู้สึกของประชาชน ไม่ว่าจะหนึ่งคนหรือแสนคน เพราะคนที่มาชุมนุมนับแสนและที่ไม่มีอีกหลายล้านคนนั้น ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะปลุกระดม ชักจูงหรือให้อามิสสินจ้างได้
เพราะไม่ว่าจะเป็นไพร่หรือคนยากจนที่ต้องหาเช้ากินค่ำหรือกินมื้ออดมื้อ ก็เป็นคนที่มีความรู้สึกนึกคิดและความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่กินหญ้าเหมือนนักการเมืองน้ำเน่าที่ถูกเปรียบว่ามีปัญญาแค่สมองลิงสมองควาย