บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 2 พฤษภาคม 2552

ที่มา ประชาไท

"มาร์ค" ร้องปชช.หนุนกก.ปรองดอง

มติชนออนไลน์ : นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ถึงกรณีฝ่ายนิติบัญญัติลงมติตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์การเมืองระหว่างวันที่ 8-15 เมษายน และคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีหลายฝ่ายรู้สึกเป็นห่วงเนื่องจากมีแต่ฝ่ายการเมือง ว่าองค์กรนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่กระบวนการทำงานของคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด จำเป็นต้องฟังเสียงประชาชน ขณะนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นคนนอกมาร่วมด้วย


เมื่อถามว่า ผู้ทรงคุณวุฒิก็ถูกเสนอโดยฝ่ายการเมืองเกรงจะถูกหาว่าการเมืองครอบงำหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ไม่หรอกครับ ยังมีคนพร้อมเข้าทำงานมาทำ ถ้าบอกว่าการเมืองทั้งหมดคงไม่ใช่ ต้องฟังเสียงประชาชนด้วย เพราะไม่มีประโยชน์ที่คนเพียง 400-500 คน จะไปแก้ปัญหากันเอง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมได้"


เมื่อถามว่า นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าความรู้สึกของสังคมเป็นสิ่งเปราะบาง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นความเห็นที่ควรรับฟัง เพราะถ้าแก้ปัญหาสังคมไม่ได้ ก็แก้ปัญหานักการเมืองไม่ได้ เมื่อถามถึงกรณีที่ระบุว่าจะใช้เวลา 6-8 เดือน ทำให้บ้านเมืองดีขึ้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การประชุมอาเซียนและการฟื้นตัวเศรษฐกิจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 7-8 เดือน จึงจะมีความชัดเจน เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกคาดกันว่าปีหน้าน่าจะดีขึ้น รัฐบาลจะเดินหน้าทำงานต่อไป ส่วนการแก้ปัญหาทางการเมืองให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการปรองดอง ส่วนตัวอยากเรียกร้องให้ประชาชนส่วนใหญ่หันมาสนับสนุนให้กลไกดังกล่าวสามารถ ทำงานได้ ไม่ควรให้บางฝ่ายที่มีวาระซ่อนเร้นอยู่สามารถมาชี้นำประเทศได้

ป.ป.ช.ฟัน "พล.ต.ต.พีรพันธุ์-พ.ต.อ.สีหนาท" ฐานคุ้ยทรัพย์สินสื่อ

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษก แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาเรื่องกล่าวหา พล.ต.ต.พีรพันธุ์ เปรมภูติ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กับพวก ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เกี่ยวกับการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของบุคคลและนิติบุคคลต่างๆ โดยมิชอบ เนื่องจากได้รับหนังสือร้องเรียน (บัตรสนเท่ห์) ตั้งแต่เดือน ก.พ. 2545 ว่า พล.ต.ต.พีรพันธุ์ ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.ศูนย์สารสนเทศและติดตามประเมินผล สำนักงาน ปปง. ให้เข้าไปดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินของบุคคล และนิติบุคคลต่างๆ โดยมีหนังสือสำนักงาน ปปง. ถึงสถาบันการเงินขอให้ตรวจสอบข้อมูลการทำธุรกรรมของบริษัทนิติบุคคล ที่มีรายชื่อถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจสื่อสารมวลชน และเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของบุคคลที่เกี่ยวข้อง สัมพันธ์กับนิติบุคคลเหล่านี้

ทั้งที่ปราศจากข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุอันสมควรในการตรวจสอบ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของบุคคลที่ได้รับความคุ้มครอง ทั้งในด้านข้อมูลส่วนบุคคล หน้าที่การงาน เกียรติยศ ชื่อเสียง และความเป็นส่วนตัว อันเป็นการละเมิดต่อบุคคลดังกล่าว

นายกล้านรงค์ กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณา แล้วจึงมีมติว่าการกระทำของ พล.ต.ตงพีรพันธุ์ และ พ.ต.อ.สีหนาท มีมูลเป็นความผิดทางวินัยร้ายแรง ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 85 วรรค 2 และการกระทำของ พล.ต.ต.พีรพันธุ์ ยังมีมูลเป็นความผิดทางอาญาฐานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยให้ส่งรายงานเอกสารและความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาโทษทางวินัยกับ พล.ต.ต.พีรพันธุ์ และ พ.ต.อ.สีหนาท พร้อมกับส่งไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาล ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีกับ พล.ต.ต.พีรพันธุ์ ตามฐานความผิดดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 92 และ 97 แล้วแต่กรณีต่อไป

เคาะเชื่อส.ว.,ผู้ทรงคุณวุฒิชุดแก้รธน.-สอบเหตุสลายม็อบ

ที่ประชุมวุฒิสภา มีมติเลือกตัวแทนคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการชุมนุมทางการเมือง ระหว่างวันที่ 8-15 เมษายน 2552 และคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้แล้ว
การ ประชุมวุฒิสภา วันนี้ (1 พ.ค.) ในการพิจารณาคัดเลือกรายชื่อ ส.ว. และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสัดส่วนของ ส.ว.เพื่อเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการชุมนุมทางการ เมือง ระหว่างวันที่ 8-15 เมษายน 2552 และคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแต่ละคณะมีสัดส่วน ส.ว. 7 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คน

ผลการลงคะแนนลับปรากฏว่า ผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการชุมนุม ทางการเมือง ระหว่างวันที่ 8-15 เมษายน 2552 ประกอบด้วย พล.ต.ท.พิชัย สุนทรสัจบูลย์ ส.ว.อุดรธานี นายประวัติ ทองสมบูรณ์ ส.ว.มหาสารคาม นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ส.ว.สรรหา นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว.อุทัยธานี นายสุวิศว์ เมฆเสรีกุล ส.ว.สมุทรสงคราม นางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ พล.ต.ต.สุเทพ สุขสงวน ส.ว.สรรหา ผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คุณ คือ นายแพทย์บรรลุ ศิริพานิช และ พล.ต.อ.ล้วน ปานรศทิพ


สำหรับคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ ประกอบด้วย พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา นายกฤช อาทิตย์แก้ว ส.ว.กำแพงเพชร นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหา นายเจริญ ภักดีวานิช ส.ว.พัทลุง นายประเสริฐ ชิตพงศ์ ส.ว.สงขลา และผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คือ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และนายประสงค์ศักดิ์ บุญเดช


หลังจากนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือ วิปวุฒิสภา จะส่งรายชื่อ ส.ว. ทั้ง 2 คณะ ให้นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพื่อลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการทั้ง 2 คณะ คาดว่าไม่น่าจะเกินวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคมนี้ จะสามารถลงนามแต่งตั้งได้ โดยที่ประชุมวิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน และวิปวุฒิสภา มีมติให้นายชัย ชิดชอบ มีอำนาจในการแต่งตั้งประธานทั้ง 2 คณะ

วุฒิฯเห็นชอบกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 7 คน แทนชุดเก่า

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ที่ประชุมวุฒิสภา วันนี้ (1 พ.ค.) มีมติเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจำนวน 7 คน

ประกอบด้วย นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีต ส.ว.อุบลราชธานี และประธานมูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต นายปริญญา ศิริสารการ อดีตรองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานมูลนิธิพัฒนาข้าราชการ

พล.ต.อ.วันชัย ศรีนวลนัด ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นางวิสา เบ็ญจะมโน ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ ศจ.อมรา พงศาพิชญ์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เทพเทือกชี้คดีลอบสังหาร สนธิไม่กระทบสัมพันธ์ รบ.-กองทัพ

ASTV ผู้จัดการออนไลน์ : ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุว่าตนถูกยิงโดยคนในกองทัพ ว่า คงไม่กระทบกับการทำงานของรัฐบาลหรือกองทัพ เพราะการทำผิดกฎหมายเป็นเรื่องของตัวบุคคล เชื่อว่าหลังตำรวจคลี่คลายคดีนี้ได้ทุกอย่างก็จะชัดเจนขึ้น เมื่อถามว่าตำรวจรายงานความคืบหน้าไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว นายสุเทพ กล่าวว่า เขาก็ยังทำงานต่อไป และตั้งใจคดีนี้ให้ได้ โดยส่วนตัวจะไม่เข้าไปกดดันว่าจะต้องทำเสร็จภายใน 3 วัน 7 วัน จะปล่อยให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่ยืนยันว่าจะต้องจับตัวคนทำผิดมาดำเนินคดีให้ได้

นายสุเทพ ยังเปิดเผยว่า จะเรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงรวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ ในเวลา 10.00 น.ของวันนี้ เพื่อพูดคุยถึงการดูแลความปลอดภัยการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียนในวัน ที่ 7-8 พฤษภาคม ที่คาดว่าจะจัดขึ้นในกทม. โดยครั้งนี้จะขอให้ทางทหารเข้ามาช่วยตำรวจในการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น เมื่อถามว่าแสดงว่าจะให้ทหารเป็นด่านหน้าเลยใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ใช่ด้านหน้าหรือด้านหลัง แค่มารักษาความปลอดภัย

เมื่อถามถึงการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงที่จัดขึ้นก่อนวันประชุมเพียง 1 วันจะทำให้เกิดปัญหาหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ก็จะพยายามไม่ให้เป็นปัญหา เมื่อถามว่าการเลื่อนชุมนุมของคนเสื้อแดงเกี่ยวข้องกับการประชุมรมว.สธ.หรือ ไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า คงต้องไปถามผู้ชุมนุมเอง ตนตอบไม่ได้ ตนก็ทำหน้าที่ของตนคือให้งานราชการทุกอย่างเดินหน้าไปได้ เมื่อถามว่าจะขอความร่วมมือจากผู้ชุมนุมไหม เพราะไข้หวัดใหญ่เม็กซิโกตอนนี้ก็เป็นปัญหาของทั่วโลกแล้ว นายสุเทพ กล่าวว่า แต่ละฝ่ายก็ต้องมีความคิดอ่านของตัวเอง

ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม สั่งให้กองทัพทบทวนการปราบจลาจลที่ผ่านมาว่ามีข้อผิดพลาดอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า ผมไม่คิดว่าเขาจัดสัมมนาเพราะมีข้อผิดพลาด แต่ได้รู้มาว่าหลังปฏิบัติการเสร็จทุกครั้งต้องมีการทำบทสรุปว่าได้ดำเนิน การอย่างไร อะไรเป็นข้อดีข้อด้อย ก็ต้องมาสรุปเป็นปกติการทำงานของกองทัพ เมื่อถามว่าการสลายการชุมนุมจะมีการจัดทำให้เป็นมาตรฐานได้อย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า ก็คงต้องดู แต่ยืนยันว่าหากเป็นผู้ชุมนุมตามปกติก็จะไม่ทำอะไร แต่ถ้าฝ่าฝืนกฎหมาย สร้างความเดือดร้อน คุกคามชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน อย่างนั้นเราต้องเข้าไปดำเนินการ ต้องแยกกัน ส่วนวิธีการในวันข้างหน้าเขากำลังคิดหากันอยู่ว่าทำอย่างไรถึงจะจัดการและ แก้ปัญหาการชุมนุมอย่างไร ไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ โดยจะพยายามจัดเครื่องมือให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

นายสุเทพยังปฏิเสธไม่ทราบข่าวกรณีที่มีการรายงานกันในพรรคประชาธิปัต ย์ว่า มีการขนเจ้าหน้าที่ป่าไม้จากภาคเหนือตอนล่างมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง ด้วย และปฏิเสธจะตอบต้องจับตาคนกลุ่มนี้หรือไม่ โดยกล่าวเพียงว่า จะขอเข้าไปดูข้อเท็จจริงก่อน

เมื่อถามว่าหลังกระบวนแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มเดินหน้าจะทำให้รัฐบาล อยู่ได้นานขึ้นหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ก็หวังว่าอยากให้ทุกฝ่ายมีความฉุกคิด เพราะทุกคนต่างก็มีหน้าที่รับผิดชอบปัญหาบ้านเมืองด้วยกัน เมื่อถามว่าการนิรโทษกรรมเหมือนทุกฝ่ายจะยอมรับกันได้แล้ว นายสุเทพ กล่าวว่า อย่ารีบสรุป ธงที่ผมได้ยืนจากทุกฝ่าย คือเราแก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ใช่แก้ปัญหาบุคคล ซึ่งจะนิรโทษกรรมเฉพาะความผิดทางการเมืองหรือไม่ ตนจะไม่เข้าไปยุ่งในรายละเอียด เพราะมีคณะกรรมการทำงานอยู่ซึ่งเขาจะต้องประชุมหารือกันอย่างลึกซึ้ง

เมื่อว่านัดพรรคร่วมส่งการบ้านเมื่อใด นายสุเทพ กล่าวว่า สัปดาห์นี้ก็คงจะต้องทยอยส่งมาแล้ว เมื่อถามว่าจะเชิญแต่ละพรรคมาประชุมอย่างเป็นทางการไหม นายสุเทพ กล่าวว่า หลังงานวันฉัตรมงคล 1-2 วัน คงจะได้ตั้งวงพูดคุยถึงปัญหาต่างๆกัน เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุขอทำงานอีก 6-8 เดือนจากนั้นจะยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือยุบสภา เป็นสัญญาณอะไรหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าไปคาดเดาเลยครับ หมอดูก็ทายผิดไปหลายคนแล้ว เราอย่าทำตัวเป็นหมอดูอีกเลย รัฐบาลตั้งใจแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ได้ เพราะรู้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ซ้ำเติมปัญหาหลายอย่าง เมื่อก่อนมาจากเรื่องสถาบันการเงิน เดี๋ยวนี้มีไข้หวัด และเมื่อมาบวกปัญหาภายในของเราก็ทำให้สถานการณ์

อภิสิทธิ์เชื่อปฎิรูปการเมืองแก้ปัญหาประเทศได้

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์การเมือง ระหว่างวันที่ 8-15 เมษายน และคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า คณะกรรมการทั้ง 2 ชุด เป็นองค์กรที่เป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น ส่วนจะมีการเมืองครอบงำหรือไม่ต้องดูที่กระบวนการ เพราะการทำงานของคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด ต้องฟังเสียงประชาชนในหลายรูปแบบ ซึ่งตนเข้าใจว่า ขณะนี้ได้มีผู้ทรงคุณวุฒิหรือบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมอยู่ในคณะกรรมการแล้ว จึงหวังว่าคณะกรรมการจะเข้าใจในความละเอียดอ่อนของประเด็น และจะเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่

ผมเห็นว่าจริงๆ แล้ว มีคนที่พร้อมเข้ามา คือ ถ้าเราไปคิดว่า เขาเข้ามาเพราะว่าเป็นการเมืองหมดคงไม่ใช่ ควรเปิดโอกาสฟังเสียงข้างนอกให้มาก ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะแก้ไขกันเองเพียง 400-500 คน หรือพันคน มันไม่ช่วยแก้ไขปัญหาสังคม เพราะเรากำลังแก้ไขปัญหาให้คน 60 กว่าล้านคนนายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า จะให้มั่นใจได้อย่างไรว่าไม่ใช่ทำเพื่อสมานฉันท์เฉพาะนักการเมืองเท่านั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระบวนการทั้งหมดต้องเข้าสู่รัฐสภา มีการตรวจสอบหลายด้านและเชื่อว่าสังคมคงไม่ยอม ถ้าคิดจะมาแก้ไขปัญหาให้นักการเมืองด้วยกันเอง เมื่อถามว่า คาดหวังกับคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นทั้ง 2 ชุดว่า จะประสบความสำเร็จหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าเชื่อในระบอบประชาธิปไตย กลไกของรัฐสภา ต้องทำให้เป็นที่พึ่ง และที่หวังของประชาชนได้ ตอนนี้ต้องขอโอกาสให้ทุกฝ่ายทำงานก่อน ไม่อยากให้ไปสร้างความวุ่นวายภายนอก และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย แต่ยอมรับอาจจะมีคนบางกลุ่มมีวาระซ่อนเร้นอยู่ว่า จะทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่แนวทางของรัฐสภา จึงต้องขอความหวังจากสังคมที่ต้องการความสงบ ต้องการให้ประเทศเดินหน้า ช่วยกันตรวจสอบด้วย

ศาลอนุมัติออกหมายจับพ.อ.จ้างฆ่าองคมนตรี "ชาญชัย"
มติชนออนไลน์ : มีรายงานข่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งความคืบหน้าคดีคนร้ายลอบสังหารนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรีว่า ศาล จ.สมุทรปราการได้อนุมัติหมายจับ พ.อ.สกล พันธุ์หงษ์ อายุ 61 ปี อดีตนายทหารกองปราบปรามการก่อการร้าย ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย ในข้อหาใช้จ้างวานฆ่านายชาญชัย เนื่องจากผู้ต้องหาที่ถูกจับก่อนหน้านี้ซัดทอดว่า พ.อ.สกลเป็นคนจ้างวาน และเป็นคนจัดหาโทรศัพท์มือถือมาให้ใช้ หลังติดต่องานเสร็จ พ.อ.สกลได้เก็บโทรศัพท์มือถือกลับไปทั้งหมด และหนีไปตั้งแต่วันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา มีการส่งหมายจับไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศ และชุดสืบสวนได้ติดตามไปยังบ้านเพื่อนของ พ.อ.สกล ที่ จ.เชียงใหม่ แต่ยังไม่พบตัว สำหรับ พ.อ.สกลทำหน้าที่สืบสวนติดตามหาข่าวและปราบปรามการก่อการร้ายมาโดยตลอด ผ่านหลักสูตรการอบรมด้านข่าวกรอง เพิ่งเกษียณอายุปี 2551


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ศสส.ภ.1 ได้จับกุม พ.ต.เทียนชัย เมืองจันทึก หรืออ๊อด อายุ 45 ปี หนึ่งในผู้จ้างวาน นายคมิก สุขกาญจนกาศ หรือจ่าเหน่ง อายุ 32 ปี คนชี้เป้าและติดต่อมือปืน นายศักดิ์ชาย แซ่ลิ้ม หรือแบงก์ อายุ 27 ปี มือปืน นายภานุพงษ์ รัตนาไพบูลย์ หรือกอล์ฟ อายุ 32 ปี คนขับขี่รถจักรยานยนต์ นายสุชาติ ทิพย์มณี หรือเดียร์ หรือแจ๊ค อายุ 24 ปี และ พ.จ.อ.สุกรี ขาวผ่อง

คนขายหวยเตรียมพบ "กรณ์" ขอคำตอบหวยออนไลน์
มติชนออนไลน์ : นายวรวุฒิ ประธานชมรมคนขายหวยบนดิน เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ว่าวันที่ 6 พฤษภาคม สมาชิกชมรมจะรวมตัวกันขอเข้าพบนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อขอทราบความชัดเจน กรณีการเปิดขายสลากเลขท้ายพิเศษ 2 ตัว 3 ตัว ผ่านเครื่องอัตโนมัติ (หวยออนไลน์) ว่ารัฐบาลยังให้ดำเนินการเปิดขายหวยออนไลน์หรือไม่ และหากยืนยันว่ายังต้องการที่จะให้มีการขายหวยออนไลน์ ทำไมจึงล่าช้า ทั้งๆ ที่คนในสังคม และหน่วยงานหลายฝ่ายก็ยืนยันแล้วว่า สามารถดำเนินการได้ผ่าน พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ พ.ศ.2517 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี คนตกงานจำนวนมาก หากรัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจดีขึ้น เหตุใดจึงไม่ช่วยให้คนมีอาชีพและมีรายได้ ซึ่งหากรัฐบาลไม่ให้คำตอบที่ชัดเจน สมาคมจะประชุมใหญ่เพื่อหารือร่วมกันอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร


นายวันชัย สุระกุล ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า ได้รับหนังสือจากบริษัท แอลจีที จำกัด ผู้ให้บริการระบบเกมสลาก (หวยออนไลน์) แล้ว และส่งเรื่องถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว เพราะถือเป็นระดับนโยบายที่ต้องให้กระทรวงการคลังพิจารณา โดยสำนักงานสลากฯเป็นเพียงผู้ปฏิบัติการ และยืนยันว่า หากกระทรวงการคลังอนุมัติให้ดำเนินการได้ สำนักงานสลากฯจะเปิดขายได้ภายใน 45 วัน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ บริษัท แอลทีจี จำกัด เคยทำหนังสือทวงถามไปยังกระทรวงการคลังแล้ว และยืนยันว่า หากไม่ได้คำตอบในต้นเดือนพฤษภาคม จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย จากที่ได้ลงทุนระบบไปแล้วกว่า 2,000 ล้านบาท ขณะที่นายกรณ์ ระบุว่า จะพิจารณาจัดลำดับความสำคัญในการแก้ปัญหาปากท้องประชาชนก่อน เรื่องหวยออนไลน์อาจพิจารณาทีหลัง

สมาพันธ์แรงงานยื่น 7 ข้อร้องนายกฯจี้คุ้มครองสิทธิ
ที่รัฐสภา เมื่อเวลา11.30 น. วันที่ 1 พ.ค. สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (ครสท.) และเครือข่ายแรงงานนอกระบบหลายร้อยคนได้ชุมนุมกันที่หน้าอาคารรัฐสภาและได้ ส่งตัวแทนจำนวน 12 คนนำโดยนายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสรส.และนางวิไลวรรณ แซ่เตีย เลขาธิการ ครสท.เข้ายื่นหนังสือต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ห้องรับรองนายกรัฐมนตรีอาคารรัฐสภา 1 เพื่อเรียกร้องสิทธิแรงงานเนื่องในวันกรรมกรสากลปี 2552

นายสาวิทย์ กล่าวว่า กลุ่มเครือข่ายผู้ใช้แรงงานมีข้อเสนอเรียกร้องไปยังนายกฯ จำนวน 7 ข้อดังนี้ 1.ให้กระทรวงแรงงานตั้งคณะกรรการตรวจสอบสถานประกอบการที่มีปัญหาเพราะที่ ผ่านมามีสถานประกอบการบางแห่งถือโอกาสจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเลิกจ้างและไม่ จ่ายค่าชดเชย รวมทั้งขอให้กระทรวงแรงงานตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือ จ่ายเงินชดเชยให้คนงานที่ไม่ได้รับค่าชดเชย 2.ให้รัฐบาลใช้ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฉบับเดียว เนื่องจากที่ผ่านมามีหลายภาคส่วนเสนอกฏหมายทำให้มีความซ้ำซ้อน 3.ขอให้รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย เพราะมีบทเรียนมาตั้งแต่เหตุการณ์เพลิงไหม้ที่โรงงานเคเดอร์ 4.รัฐบาลต้องยกเลิกการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ 5.รัฐบาลต้องรับรองอนุสัญญาองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ไอแอลโอ ฉบับที่ 87 และ98 เพื่อส่งเสริมเปิดพื้นที่ทางการค้า เพราะอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับ ประเทศใกล้เคียง อาทิ ประเทศกัมพูชาและลาว ต่างก็ประกาศรับรองแล้ว 6.ต้องปรับโครงสร้างการบริหารงานสำนักงานประกันสังคม โดยต้องขยายไปยังแรงงานนอกระบบด้วย และ 7.ให้รัฐบาลตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงให้แก่สมาชิกกองทุน สำรองเลี้ยงชีพ ที่ได้รับผลกระทบจากการลงทุนที่ผิดพลาดของกองทุน

สมาพันธ์ฯขอให้รัฐบาลติดตามข้อเรียกร้องที่เคยเสนอต่อรัฐก่อนหน้านี้อย่าง ต่อเนื่องยาวนาน อาทิ กรณีค่าจ้างที่เป็นธรรม การคุ้มครองสิทธิแรงงาน คุ้มครองแรงงานนอกระบบ คุ้มครองแรงงานข้ามชาติ รวมถึง ประเด็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ควรให้ทำงานร่วมกับคนปกติได้นายสาวิทย์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวภายหลังการรับหนังสือว่า กรณีการตั้งกองทุน และคณะกรรมการสอบสถานประกอบการที่เอาเปรียบลูกจ้าง ของกระทรวงแรงงาน เรื่องนี้ตนได้ให้นโยบายแก่กระทรวงแรงงานแล้ว เพื่อที่จะพิจารณาและดำเนินการต่อไป นอกจากนี้กรณี สิทธิการใช้ประกันสังคม ที่ไม่ครอบคลุมถึง แรงงานนอกระบบ โดยเฉพาะ ลูกจ้างเอกชน และลูกจ้างข้าราชการ รัฐบาลก็จะดำเนินการให้ครอบคลุมในส่วนนี้

"หมอประกิต"หนุนกทม.ขึ้นภาษีบุหรี่มวนละ1บาท
มติชนออนไลน์ : นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าววันนี้ (1 พ.ค.) ว่า มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ขอสนับสนุน นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีแผนขึ้นภาษีบุหรี่มวนละ 1 บาท หรือซองละ 20 บาทอย่างเต็มที่? จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ.2550 พบว่า กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีผู้สูบบุหรี่ซองที่ผลิตจากโรงงาน 684,249 คน เฉลี่ยสูบ 10.21 มวนต่อคนต่อวัน คิดเป็นจำนวนบุหรี่ 6,986,386 มวน หรือ 348,977 ซองต่อวัน หากขึ้นภาษีบุหรี่มวนละหนึ่งบาท จะทำให้ กทม.เก็บภาษีบุหรี่เพิ่มขึ้นได้วันละเกือบ 7 ล้านบาท หรือ 2,547 ล้านบาทต่อปี

เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวต่อว่า กทม.ไม่ได้เก็บภาษีบุหรี่ท้องถิ่น ขณะที่จังหวัดอื่นๆ เก็บซองละ 1-2 บาทมานานแล้ว เนื่องจากติดขัดข้อกฎหมายของ กทม.เอง ทำให้ กทม.ขาดรายได้จากภาษีบุหรี่ที่ควรจะเก็บได้วันละเกือบ 7 แสนบาทที่เข้ากระเป๋าพ่อค้าขายส่งบุหรี่ใน กทม. ดังนั้น กทม. ควรที่จะรีบเร่งดำเนินการออกกฎหมายเพื่อเก็บภาษีบุหรี่ท้องถิ่น เช่นเดียวกับจังหวัดอื่นๆ นอกจากจะทำให้ กทม.มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมากเพื่อใช้ในการพัฒนา กทม.แล้ว ยังจะทำให้คน กทม.มีสุขภาพดีขึ้นจากการสูบบุหรี่น้อยลงด้วย

นพ.ประกิต กล่าวด้วยว่า กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกามีการเก็บภาษีบุหรี่ซองละ 5.26 ดอลลาร์สหรัฐฯ สูงที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้อัตราการสูบบุหรี่ของวัยรุ่นในรัฐนิวยอร์กต่ำที่สุดในประเทศสหรัฐ อเมริกา เมื่อวันที่ 1 เม.ย. นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศขึ้นภาษีบุหรี่ของรัฐบาลกลางซองละหนึ่งดอลลาร์ สหรัฐฯจากเดิมที่เก็บซองละ 63 เซ็นต์ เป็นซองละ 1.63 ดอลลาร์ สหรัฐฯ การขึ้นภาษีครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาเก็บภาษีบุหรี่เพิ่มขึ้นได้อีกวันละกว่า 2พันล้าน บาทและปีละกว่า 7 แสนล้านบาท โดยรายได้จากภาษีที่เก็บได้เพิ่มขึ้นนี้จะนำไปใช้เป็นงบประมาณสนับสนุน เกี่ยวกับสุขภาพเด็กและวัยรุ่นสหรัฐอเมริกา

"อภิสิทธิ์" รับปากดึงแรงงานนอกระบบ 20 ล้านคนสู่ประกันสังคม เริ่มที่ลูกจ้างชั่วคราวก่อน ขบวนการแรงงานแยกวงเช่นกัน

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : 1 พ.ค. เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ และวันแรงงานสากล โดยตั้งแต่เวลา 07.00 น.บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า นาย ไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ร่วมกับกลุ่มผู้ใช้แรงงานได้ร่วมกันทำพิธีทางศาสนา โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานคณะผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จสังฆราชประพรมน้ำพุทธมนต์ให้ผู้ร่วมงาน

ต่อจากนั้น 9.00 น.สภาองค์กสภาองค์การลูกจ้างต่างๆและองค์กรรัฐวิสาหกิจนับหมื่นคนได้ร่วมกัน จัดริ้วขบวนก่อนเคลื่อนไปยังท้องสนามหลวง โดยระหว่างทางได้มีการปราศรัยโจมตีนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ไม่เดินทางมารับข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงาน แต่มอบหมายให้พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ ให้เดินทางมาร่วมแทน เพราะเหมือนกับเป็นการไม่ให้เกียรติ์ลูกจ้าง

ทั้งนี้ ระหว่างการจัดงานที่ท้องสนามหลวง ได้มีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 7-8 คนได้ใช้โทรโข่งกล่าวโจมตีรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามห้ามปราม แต่คนกลุ่มดังกล่าวไม่เชื่อและยังคงอภิปรายต่อโดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการส่ง เสริมสร้างความรู้ทางประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามในส่วนของงานบนเวทีนั้นนาย ชินโชติ แสงสังข์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ที่เป็นประธานจัดงานวันแรงงานกล่าว ถึงข้อเรียกร้องที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขจำนวน 8 ข้อ ซึ่งพล.ต.สนั่น กล่าวว่าจะนำเข้าเรียกร้องของแรงงานเสนอต่อนายกฯเพื่อพิจารณาผลักดันต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการจัดงานวันแรงงานปี นี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้งบประมาณที่สูงมากถึง 3.3 ล้านบาท โดยเป็นงบที่รัฐบาลสนับสนุนในแต่ละปี 1.6 ล้านบาท แต่นายชินโชติได้ของบเพิ่มเติมอีก 1.7 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการขอสปอนเซอร์จากธุรกิจภาคเอกชนอีกหลายแห่ง ทำให้การจัดงานค่อนข้างหรูหรากว่าทุกปีโดยมีการกางเต้นท์ขนาดใหญ่จำนวนมาก ทั่วบริเวณสนามหลวง เพื่อกันแดดให้ผู้มาร่วมงาน

ขณะเดียวกันขบวนการแรงงานอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีเครือข่ายองค์กรแรงงาน 70 องค์กร เช่น คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย สมาพันธ์รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายแรงงานภาคบริการ เป็นต้น จำนวนกว่า 2,000 คน ได้รวมตัวกันที่หน้าอาคารรัฐสภาตั้งแต่เวลา 08.00 .หลังจากนั้นได้เคลื่อนขบวนมายังบริเวณทำเนียบรัฐบาล โดยภายในริ้วได้มีการแห่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจำลองที่ผูกด้วยผ้าสีแดง สีขาว สีเหลือง สีน้ำเงิน สีดำ สื่อถึงความเป็นประชาธิปไตยที่ไม่แบ่งข้าง ไม่แยกสี นอกจากนี้ยังมีขบวนรถเมล์จำลองสาย 111 และ 109 สายบางพลัด - ลาดยาว - เกาะกง โดยมีรูปพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นาย ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ น.พ.เหวง โตจิราการ และ นาย จักรภพ เพ็ญแข แกนนำกลุ่ม นปช.ติดอยู่ข้างนำขบวนตามด้วยขบวนกลุ่มผู้ใช้แรงงานแต่ละเครือข่าย

หลังจากนั้นทั้งหมดได้เดินทางปักหลักที่บริเวณด้านข้างทำเนียบรัฐบาล บริเวณประตู 4 โดยนำรถ 6 ล้อ ดัดแปลงเป็นเวทีปราศรัยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาแรงงานโดยเฉพาะ อย่างยิ่งปัญหาการว่างงาน การตกงาน และ ค่าครองชีพ เป็นต้น ทั้งนี้ที่บริเวณบนสะพานชมัยมรุเชฐ กลุ่มผู้ร่วมชุมนุมที่เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจได้ทำการเผาทำลาย รถเมล์จำลองที่มีรูปแกนนำคนเสื้อแดง โดยระบุว่า เพื่อสร้างความเจริญให้กับประเทศ

ขณะที่กลุ่มพนักงานบริการ ได้ขึ้นเวทีอ่านแถลงการณ์ว่า ขณะนี้รัฐบาลได้ประกาศให้การท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติและได้มีนโยบายรอง รับการว่างงานจำนวนไม่น้อยกว่า 100,000 คน ดังนั้นในฐานะคนงานในภาคการท่องเที่ยว จึงขอให้รัฐยอมรับแรงงานภาคบริการ เป็นแรงงานที่สำคัญของชาติ ให้จัดตั้งกองทุนเพื่อพนักงานบริการ ให้มีนโยบายยกระดับมาตรฐานสุขอนามัยและสถานบริการ พร้อมทั้งให้ยกเลิกกฎหมาย ความผิดที่ไม่ยุติธรรม เพราะเปิดช่องทางให้เจ้าหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์กับแรงงานบริการ ให้ระบุอาชีพบริการเป็นอาชีพถูกกฎหมาย

นายประภัส ตอมอ ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอดส์ ในสถานประกอบการ กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อเอดส์ในโรงงานประมาณ 1.2 ล้านคน ซึ่งถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง นายทุน มาก จึงขอเรียกร้องโดย ไม่ต้องตรวจโรคในขณะก่อนทำงานหรือในระหว่างการทำงาน และ ไม่ให้ไล่ผู้ติดเชื้อเอดส์ออกจากการทำงาน เพราะคนเหล่านี้ยังทำงานอยู่ร่วมกับคนงานปกติได้

นางประทิน เวคะวากยานนท์ ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าวว่า ตอนนี้ชาวบ้าน คนจน ยากลำบากมากเพราะค่าครองชีพที่แพง ข้าวของแพงมาก ดังนั้นจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งควบคุมราคาสิ้นค้า เช่น ข้าว น้ำมัน แก๊สหุงต้ม เพื่อให้ชาวบ้านอยู่ได้ไม่ลำบาก และ ให้รัฐบาลสร้างรัฐสวัสดิการ ไม่ใช่เพียงแค่โปรยเงิน 2,000 บาท ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น คนจนก็ยังจนระยะยาว และ ให้รัฐบาลดูแลพี่น้องผู้ใช้แรงงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานภาคเกษตรที่ไม่มี ปัญหาในการทำกิน โดยต้องปฏิรูปที่ดินให้ทั่วถึง เป็นธรรม

ทั้งนี้ ภายหลังการชุมนุม แกนนำขบวนการแรงงานกลุ่มนี้ อาทิ น.ส. วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย นาย สาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ น.ส. สุจิน รุ่งสว่าง ประธานเครือข่ายแรงงานนอกระบบ เป็นต้น ได้เดินไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อเข้าพบนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาของผู้ใช้แรงงานจำนวน 7 ข้อ อาทิ แก้ไขเศรษฐกิจที่ส่งผลกระบต่อคนงาน ให้เปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคมให้โปร่งใน จัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงจากการตกงาน

นายอภิสิทธิ์กล่าวกับผู้นำแรงงานว่า ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างของสปส.นั้น ก่อนหน้านี้ได้มีรายงานเสนอให้มีการแยกกองทุนออกจากหน่วยงาน แต่ตนเกรงว่าจะเกิดความสับสนจึงได้ส่งเรื่องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกลับไปดู ใหม่ ส่วนเรื่องแรงงานนอกระบบนั้น ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปทำเป็นการบ้าน เพราะอยากให้มีการขยายระบบสวัสดิการหรือประกันสังคมครอบคลุมแรงงานนอกระบบ ทั้ง 20 ล้านคน อย่างไรก็ตามอาจใช้ชมรมหรือองค์กรเป็นตัวการใจการจ่ายเงินสมทบเข้าประกัน สังคม ซึ่งขณะนี้เริ่มต้นที่ลูกจ้างชั่วคราวของรัฐเพราะคนกลุ่มนี้ยังไม่อยู่ใน ประกันสังคม

นอกจากนี้ในประเด็นการลดจ่ายเงินสมทบลงร้อยละ 2 ซึ่งลูกจ้างกลุ่มนี้ไม่เห็นด้วยนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กำลังฟังเหตุผลของฝ่ายที่เสนออยู่ ซึ่งเท่าที่ได้ฟังคือต้องการลดภาระของลูกจ้าง และพยุงให้นายจ้างทำธุรกิจต่อไปเพื่อให้เกิดการจ้างงานต่อไป อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังไม่มีการนำเสนอมายังคณะรัฐมนตรี แต่ก็เห็นฝ่ายค้านทักท้วงอยู่เช่นกัน

สธ.เปลี่ยนเรียก ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009”

ASTVผู้จัดการออนไลน์ : ที่กระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและควบคุมแก้ไขสถานการณ์การระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ ซึ่งในวันนี้ นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มีคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขจัดตั้งศูนย์บัญชาการเตรียมความพร้อมป้องกันและ ควบคุมแก้ไขสถานการณ์การระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ ของกระทรวงสาธารณสุข ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วยคณะกรรมการ 2 ชุด คือ

คณะ กรรมการอำนวยการ มีนายแพทย์ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน คณะกรรมการประกอบด้วย อธิบดีทุกกรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ทำหน้าที่อำนวยการสั่งการ กำหนดแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขสถานการณ์การระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ วิเคราะห์สถานการณ์ และสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายต่างๆ ทั้งงบประมาณ อัตรากำลัง ให้เพียงพอ

ชุดที่ 2 ศูนย์บัญชาการกระทรวงสาธารณสุข มีนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน คณะกรรมการประกอบด้วย หัวหน้าผู้ตรวจราชการ รองอธิบดีทุกกรม รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ทำหน้าที่บัญชาการเหตุการณ์ระดับกระทรวง มีโครงสร้างงาน 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนติดตาม กำกับ ประสานงาน ส่วนกำหนดกลยุทธ์และวางแผน ส่วนสนับสนุนงบประมาณ และการบริหาร ส่วนสื่อสารและประชาสัมพันธ์ และส่วนประสานต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้งานมีความครอบคลุม มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นพ.ปราชญ์ กล่าวว่า ขณะนี้องค์การอนามัยโลก ได้เปลี่ยนการเรียกชื่อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จากที่เคยเรียกว่า ไข้หวัดหมู หรือสไวน์ ฟลู (Swine Flu) และไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก เป็นไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1” (Influenza A H1N1) ซึ่งต่อไปนี้กระทรวงสาธารณสุขไทยจะใช้ชื่อคล้ายกับขององค์การอนามัยโลก แต่เพิ่มคำว่า สายพันธุ์ใหม่ 2009 คือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ 2009 เอช 1 เอ็น 1” หรือชื่อย่อว่า ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009” เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจตรงกัน เชื้อดังกล่าวเป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ มีความรุนแรงน้อยกว่าโรคซาร์ส แต่ติดเชื้อได้ง่าย จึงแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 28-30 เมษายน 2552 สำนักระบาดวิทยาได้รับรายงานจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และสำนักควบคุมป้องกันควบคุมโรคประจำเขต มีผู้ป่วยในข่ายเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่สะสม 4 ราย จาก กทม. สมุทรปราการ และเชียงใหม่ โดย 3 ราย มีประวัติเดินทางจากพื้นที่เสี่ยงในระยะ 7 วันก่อนป่วย อีก 1 ราย เป็นชายชาวออสเตรเลีย มีประวัติเดินทางไปมาเลเซียซึ่งไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงก่อนป่วย 2 สัปดาห์ เดินทางมาประเทศไทยผ่านสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2552 ตรวจพบมีไข้สูงจึงขอนอนพักที่ สถาบันบำราศนราดูร ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ไม่พบรายใดติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จึงตัดออกจากรายการเฝ้าระวังทั้งหมด โดยในวันนี้ แพทย์อนุญาตให้ชาวออสเตรเลียกลับบ้านได้ ซึ่งทางสถาบันบำราศนราดูรได้จัดรถส่งถึงบ้านที่พัทยาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

เช็คสต๊อกยาอาเซียนคาดมีไม่ต่ำกว่า 20 ล้านเม็ด
ASTVผู้จัดการออนไลน์ : นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ประสานไปยังรัฐมนตรีสาธารณสุขประเทศอาเซียนซึ่งจะเดินทางมาประชุม เพื่อหารือถึงมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A/H1N1 ที่ประเทศไทยในสัปดาห์หน้า ถึงการสต๊อกยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ในแต่ละประเทศ ซึ่งในส่วนของไทยมีสต๊อกอยู่ประมาณ 5 ล้านเม็ด ขณะนี้กำลังให้องค์การเภสัชกรรมผลิตเพิ่มอีก 1 ล้านเม็ด เพื่อให้ได้ประมาณ 10 % ของประชากร ขณะที่ประเทศสิงคโปร์มีมาตรการเตรียมความพร้อมที่เข้มข้น โดยมีการสต๊อกยาต้านไวรัสไว้ถึง 5 ล้านเม็ด เช่นเดียวกับประเทศไทย แม้จะมีประชากรน้อยกว่าก็ตาม ส่วนประเทศอื่นๆก็มีการสต๊อกยาบางส่วนไว้แล้ว คาดว่าในส่วนของประเทศอาเซียนน่าจะมีสต๊อกยาโอเซลทามิเวียร์ประมาณ ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านเม็ด และว่า ในส่วนของประเทศไทยนอกจากสต๊อกยาไว้ใช้ในประเทศแล้ว บางส่วนอาจต้องสนับสนุนให้กับประเทศในแถบอินโดจีนที่มีชายแดนติดกับประเทศ ไทย เช่น กัมพูชา และ ลาวด้วย

จดหมายรักถึง "นักข่าว" (แรงงานแห่งเสรีภาพ)

ที่มา ประชาไท

ธิติ มีแต้ม

เนื่องในวันแรงงาน ขอมอบบทกวีให้สำหรับนักข่าว ที่อึดอัด สงสัย กระทั่งเสียใจ เมื่อรู้ว่ามีเรื่องไม่โปร่งใสเกิดขึ้นในบ้าน (บริษัท) ของตัวเอง

ที่ว่าเสียใจนั้น ทำนองว่า คุณได้รับการอบรมสั่งสอน และเคี่ยวกรำมาอย่างหนักหน่วงจากรุ่นพี่หรือหัวหน้างานของคุณว่า "เรามีหน้าที่ตรวจสอบให้บ้านเมืองโปร่งใสที่สุด" แต่เมื่อคุณทำงานไปได้สักระยะ คุณกลับพบว่าเป็นคนใกล้ตัวและอยู่ในบ้านของคุณเองที่เริ่มทำเรื่องสกปรก! และไม่ว่าคุณจะพยายามทำความสะอาดเท่าไหร่ (เพราะคุณได้รับการฝึกมาแบบนี้) แต่คุณก็ยังถูกห้ามปรามไว้ (จะเรียกว่าสกัดดาวรุ่งหรือเซ็นเซอร์) อะไรก็แล้วแต่ คุณอาจรู้สึกสูญเสียพลังหนุ่มสาวไปมาก และทำได้เพียงแค่อดทน?

ประเด็นนี้ สามารถโยงมาที่วันสำคัญอย่างวันแรงงานนี้ได้อย่างน่าสนใจ เพราะขณะที่ชนชั้นผู้ใช้แรงงานก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อค่าแรงขั้นต่ำและสวัสดิการพื้นฐานทางชีวิตอื่นๆ ที่เขาจำเป็นต้องมี ไม่ใช่มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ (ซึ่งบางคนอาจไม่รู้สึกว่าจำเป็น เพราะความเป็นศิลปิน, ฐานันดรที่ 4 หรือความมั่นคงทางวิชาชีพของคุณนั้นเพียงพออยู่แล้ว) ส่วนวันแรงงานนั้น ถ้ามันเป็นพิธีกรรม ก็เป็นวันที่เขาพร้อมใจกันจัดพิธีกรรมเพื่อประกาศเจตจำนงถึงสถานะของตัวเองได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลจะกล้าประกาศยกเลิกวันแรงงานทิ้งเสีย และปล่อยให้สังคมผู้มั่งคั่ง สาปแช่งกันต่อไปว่าทำให้รถติด! และทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหาย

ผู้ใช้แรงงานตามความเข้าใจทางสังคมที่เป็นแรงงานจริงๆ นั้น เขาเรียกร้องอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีก็บอกว่าไม่มี ถ้าอยากได้ เขาก็บอกว่าอยากได้ และทำตามกระบวนการที่ชอบธรรมทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าประสงค์นั้น แม้จะมี "ขบวนการ" คอยโค่นล้มการจัดตั้งของพวกเขามาตลอด เช่น การจัดตั้งสหภาพแรงงาน ที่ไม่มีเจ้าของกิจการ-ผู้บริหารคนไหนกล้า หรือใจกว้างพอสนับสนุนให้เกิดขึ้นอย่าง "จริงใจ" แม้จะเป็นผู้บริหารที่ประกาศความเที่ยงธรรม-โปร่งใสให้ตนเองก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า การเรียกร้องอย่างตรงไปตรงมาของผู้ใช้แรงงานนั้น คือ การยืนยัน "ความเท่ากัน" และ "เป็นธรรม" อย่างชัดเจนที่สุด

ขณะที่การตั้งคำถาม ต่อเพื่อนนักข่าว หัวหน้าข่าว บรรณาธิการ หรือแม้แต่ผู้บริหารระดับสูง ในเรื่องที่คุณเคลือบแคลงสงสัยและอยากเห็นความกระจ่าง คุณไม่สามารถทำได้ อาจเนื่องมาจากข้ออ้างทางวัฒนธรรมองค์กร หรือวัฒนธรรมเคารพผู้อาวุโส คุณก็ได้แต่ลืมๆ ไป เช้าวันรุ่งขึ้นคุณก็ต้องเผชิญกับกระแสธารข่าวสารที่ทะลักล้นวันต่อวัน

ที่น่าแปลกใจ คือ ในขณะที่ "แรงงาน" ทำงานหนักเพื่อแลกข้าวเป็นอันดับแรก เมื่อได้ไม่เต็มอิ่มอย่างที่ควรจะเป็น ก็เรียกร้องให้ได้จนเต็มอิ่ม ใช่หรือไม่ว่า สำหรับนักข่าวแล้วจะทำงานหนักเพื่อแลกกับสิ่งใดถ้าไม่ใช่เสรีภาพ เมื่อคุณรู้สึกว่าเสรีภาพมันพร่องไปเพราะนายจ้างของคุณไม่เปิดโอกาสให้ ทำไมคุณถึงทน แม้รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่อิ่ม นี่ยังไม่ต้องกล่าวถึงการแทรกแซงสื่อจากรัฐบาลเลย หากคุณยินดีที่จะปิดหูปิดตาตัวเองแล้วก็จบ! และอย่าอ้างนะว่า "บางเรื่องก็ไม่สามารถพูดได้ เพราะวัฒนธรรมบ้านเราเป็นแบบนี้” แต่คุณจะปฏิเสธวิธีการเล่าเรื่องอย่างแนบเนียน เพื่อให้สารนั้นได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างหรือ

ถ้าคุณปฏิเสธ เช่นนั้นแล้วองค์กรสื่อในรูปของบริษัทจำกัด/จำกัด (มหาชน) จะต่างอะไรกับองค์กรที่เพียงแต่แสวงหากำไร โดยมี "ข่าว" เป็นสินค้าชั้นดี เพราะผู้บริโภคเชื่อถือ

ถ้าคุณประกาศความภาคภูมิใจต่อวิชาชีพของคุณ แต่เป็นความภาคภูมิใจในการล่องคลื่นเกมส์การเมือง ที่บางครั้งคุณก็ลืมไปว่าตัวเองกำลังเป็นผู้เล่นเสียเอง คุณยังรู้สึกว่าเป็นวิชาชีพที่เท่อยู่ไหม

นักข่าวที่รัก หากคุณประสบภาวะเช่นนี้ คุณย่อมรู้แก่ใจดี หลังจากนั้นเป็นเรื่องที่คุณต้องตัดสินใจเอง...

สะอึกสะอื้นไห้ พ่ายแพ้หรือไรหนอ

น้ำตาคลอ น้ำมูกเยิ้ม น้ำลายไหล

หัวปั่น ฟั่นเฟือน หรือกระไร

กระซิบได้ภายในว่าไหวหวั่น

ตอบวันนั้น หนึ่งผยอง สองตั้งคำถาม

กับอาณาจักรที่คุกคามความใฝ่ฝัน

เป็นบรรษัท(มหาชน) มาหาชัยกัน?

ที่จริงเพียงจริงนั้น หรือนิยมการมุสา

เอาล่ะ--มันไม่ใช่เรื่องของเด็ก

เป็นเรื่องเล็กของคนธุรกิจหนา

เราทำได้เพียงแค่เดินออกมา

พ้นชายคาโครงสร้างการหน้าไหว้ฯ

.....

เราทำได้ แค่เพียงเสวนา

เดินออกมาขีดเส้นสัจจะเอง

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เสื้อแดงนัด6พ.ค.ชุมนุมทวง-เปิด"นิวดีสเตชั่น" พท.ซัด"ทหาร-เนวิน"บุกอีสานสลายกระแสตามข้อตกลงลับ

ที่มา มติชน

แกนนำเสื้อแดงอีสานถกท่าที เตรียมเคลื่อนไหวต่อ พท.ปูด "ทหาร-เนวิน" บุกอีสานแจงชาวบ้าน เสื้อแดงเล็งเปิด"นิวดีสเตชั่น" นปช.นัด 6พ.ค.ชุมนุมทวง"ดีทีวี"ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ญาติผู้สูญหายร้อง"ดีเอสไอ" แกนนำวิทยุแท็กซี่มอบตัว "แดง-น้ำเงิน"ขอนแก่นสมานฉันท์ ญาติผู้สูญหายร้อง"ดีเอสไอ" "แดง-น้ำเงิน"ขอนแก่นสมานฉันท์

แกนนำเสื้อแดงอีสานถกท่าที


ที่โรงแรมดิไอยรา ถนนจอมพล ข้างไนท์บาซาร์วัดบูรพ์ เขตเทศบาลนคร นครราชสีมา เมื่อวันที่ 30 เมษายน นายฉลอง แสงราษฎร์เมฆินทร์ หรือน้อยแสง แกนนำคนโคราชรักประชาธิปไตย พร้อมนายจรัล ดิษฐาภิชัย กรรมการสิทธิมนุษยชน แกนนำ นปช. และนายเขื่อนเพชร โพนลัมม์ แกนนำอีสานล้านนา จัดการประชุมในหัวข้อ "รวมพลังกลุ่มคนเสื้อแดงอีสาน" โดยมีแกนนำ นปช.ในเขตอีสานใต้ จาก จ.นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ สระบุรี และขอนแก่น กว่า 200 คนเข้าร่วม


นายฉลองกล่าวว่า การระดมพลคนเสื้อแดงครั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อขับเคลื่อนก้าวต่อไป มีการหารือว่าจะดำเนินการในทิศทางใดเพื่อให้ได้รับชัยชนะที่เรามีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล รวมถึงสรุปบทเรียนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงที่ผ่านมา ทุกคนที่มาร่วมประชุมมีอิสระในการเคลื่อนไหว โดยยกระดับชักนำกลุ่มคนแนวร่วมที่อยู่ในมุมมืดออกมาเพื่อร่วมกับเรา แต่วันนี้แนวร่วมค่อนข้างติดขัด เนื่องจากหน่วยงานด้านความมั่นคงในอีสานสกัดทุกวิถีทาง ไม่ให้คนเสื้อแดงรวมตัวกัน


"สำหรับ กอ.รมน.ที่อ้างชี้แจงข้อเท็จจริงการใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงนั้น เป็นการให้ข้อมูลด้านเดียวและกล่าวหาเราต่างๆ นานา ทำให้พี่น้องประชาชนสับสน เราทราบดีว่ารัฐบาลกำลังเล่นเกมล้างสมองผู้นำชุมชนและผู้บริหาร อปท. (องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น) ซึ่งเราจะไม่ตอบโต้ แต่จะรวบรวมข้อเท็จจริงมาพิสูจน์ ขอยืนยันว่าไม่เคยมีความคิดต่อสู้ด้วยการใช้กำลังอาวุธ ยังยืนยันในสันติวิธี รัฐบาลอย่าขุดระบบคอมมิวนิสต์มากล่าวหาคนเสื้อแดง" นายฉลองกล่าว


พท.ซัด "ทหาร-เนวิน" บุกอีสาน


นายสมคิด บาลไธสง ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของทหารในพื้นที่ภาคอีสาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ติดตามมาตลอด แต่กองทัพแก้ตัวว่าส่งทหารลงพื้นที่เป็นเรื่องปกติ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ส่งลงเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานเพื่อหวังผลทางการเมือง เป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพกับกลุ่มเพื่อนเนวิน เพื่อสลายกระแสคนเสื้อแดงในภาคอีสาน ตามที่เคยตกลงกันเอาไว้ก่อนเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์


นายสมคิดกล่าวว่า แผนการสลายคนเสื้อแดงในภาคอีสานไม่เพียงการอบรมแกนนำชาวบ้านเท่านั้น แต่กองทัพพยายามส่งทหารที่มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคอีสาน กลับลงพื้นที่บ้านเกิด เพื่อพูดชักจูงให้ชาวบ้านเชื่อว่าทหารไม่ได้ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุม นอกจากนี้กลุ่มเพื่อนเนวิน ก็เป็นกำลังสำคัญในการแจกจ่ายวีซีดี การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงให้ประชาชนในพื้นที่ภาคอีสาน เพื่อแก้ตัวให้กับกองทัพ แต่การลงพื้นที่ของกองทัพและกลุ่มเพื่อนเนวินนั้น ไม่ได้ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เชื่อ เพราะชาวบ้านรู้ว่าสองมาตรฐานนั้นเป็นอย่างไร และยิ่งทำให้ชาวบ้านรู้สึกโกรธเกลียดกองทัพมากขึ้น

เสื้อแดงเล็งเปิด"นิวดีสเตชั่น"


วันเดียวกัน ที่สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ดี สเตชั่น ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล เวิลด์ลาดพร้าว มีกลุ่มประชาชนคนเสื้อแดงกว่า 200 คน มาปักหลักชุมนุมที่บริเวณหน้าห้องส่ง เพื่อให้กำลังใจผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ดีทีวี โดยนายอดิศร เพียงเกษ ประธานบริษัท ดี สเตชั่น จำกัด แถลงข่าวบริเวณหน้าห้องส่งว่า สถานีโทรทัศน์ดี สเตชั่นตั้งขึ้นมาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีลักษณะเดียวกับเอเอสทีวี แต่รัฐบาลอ้างว่าที่ต้องปิดสถานีดี สเตชั่นเพราะผิด พ.ร.บ.วิทยุโทรคมนาคม พ.ศ.2498 ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ และใช้ 2 มาตรฐาน เนื่องจากยังไม่มีใครไปปิดสถานีและยึดทรัพย์สินสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ที่เคยมีการปลุกระดมพันธมิตรบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และสนามบินสุวรรณภูมิ ตนจะทำหนังสือถึงนายกฯและคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ให้คืนสิทธิและเสรีภาพกับดี สเตชั่นโดยเร็ว และบริษัทเตรียมฟ้องร้องกลับทุกกรณี


"ผมจะเปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมขึ้นมาใหม่ ชื่อ นิว ดี สเตชั่น ภายใน 2 สัปดาห์ ส่วนจะใช้สถานที่ใดออกอากาศยังไม่เปิดเผย เพราะเกรงว่าการจะรัฐบาลจะคุกคามอีก และจะตั้งสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเป็นร้อยแห่ง" นายอดิศรกล่าว


นปช.นัด6พ.ค.ชุมนุมทวง"ดีทีวี"


นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายสุพร อัตถาวงศ์ 2 แกนนำ นปช. และนายวัชระ แววดำ แกนนำคนเสื้อแดงลาดพร้าว ร่วมกันแถลงการณ์ประณามการกระทำของรัฐบาลที่สั่งปิดสถานี ดี สเตชั่นว่า เป็นการคุกคามสื่อมวลชน ซึ่ง นปช.จะทำทุกวิธีทางเพื่อทวงคืนสถานีโทรทัศน์ ดี สเตชั่นกลับมา โดยจะจัดชุมนุมที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ในวันที่ 6 พฤษภาคม ตั้งแต่เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป จากนั้นจะเดินขบวนได้ไปยืนหนังสือถึงนายกฯที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงคืนสถานีโทรทัศน์ดี สเตชั่น และจะเพิ่มกิจกรรมรณรงค์ระดมทุนเพื่อการจัดตั้งสถานีดี สเตชั่นใหม่ ในการชุมนุมที่ จ.ลพบุรี และ จ.เชียงใหม่


ต่อมา พล.ต.ต.ศรีวรางค์ รังสิพราหมณ์กุล รอง ผบช.ก. และ พ.ต.อ.สาธิต ต ชยภพ รอง ผบก.กองปราบปราม พร้อมด้วย นายพงษ์ศักดิ์ ทรัพยาคม เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการระดับสูง กทช. นำตำรวจกองปราบปรามและ กทช. เข้าตรวจสอบห้องส่งสถานีโทรทัศน์ดี สเตชั่น ซึ่งใช้เป็นห้องเก็บทรัพย์สินที่เจ้าหน้าที่อายัดไว้ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา โดยมี นายศุภคุณ สุรทวีคุณ กรรมการบริหาร บริษัทดี สเตชั่น จำกัด เฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ มีกลุ่มประชาชนคนเสื้อแดงกว่า 200 คน ที่อยู่บริเวณหน้าห้องส่งแสดงอาการไม่พอใจ แต่ไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น นายพงษ์ศักดิ์เปิดเผยเพียงสั้นๆ ว่า เบื้องต้นพบว่าทรัพย์สินทุกอย่างยังอยู่ตามปกติ และยังไม่มีการขนย้ายไปเก็บไว้ที่อื่น

ญาติผู้สูญหายร้อง"ดีเอสไอ"


ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ไทยรักไทย โดยนางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ พร้อมญาติผู้สูญหายจากเหตุสลายการชุมนุมบริเวณสามเหลี่ยมดินแดงเมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา นำเอกสารรายชื่อผู้สูญหาย 10 คน มายื่นต่อ นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ให้เร่งรัดติดตามผู้สูญหาย เนื่องจากผู้สูญหายบางรายเคยโทรศัพท์แจ้งให้ญาติทราบว่าถูกคุมขังอยู่แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถติดตามตัวพบ ไม่ทราบว่าเสียชีวิตแล้วหรือไม่


นางประทีปกล่าวว่า นอกจากนี้จะไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ช่วยเร่งรัดติดตามผู้สูญหายต่อไป
ด้านนางสุวณากล่าวว่า จะตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่ถูกระบุเป็นผู้สูญหายทั้ง 10 รายว่ามีรายใดถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำหรือไม่ หากไม่พบตัวจะประสานตรวจสอบไปยังกรมการปกครอง ว่ามีการเดินทางออกนอกประเทศ หรือมีรายการเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรหรือไม่ คาดว่าจะต้องใช้เวลาตรวจสอบไม่ต่ำกว่า 2 เดือน


แกนนำวิทยุแท็กซี่มอบตัว


วันเดียวกัน นายชินวัตร หาบุญพาด แกนนำวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อม นายอุดม โปร่งฟ้า ทนายความ เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ที่ห้องประชุม บก.น.1 บช.น.เพื่อมอบตัวในข้อหามั่วสุมเกินกว่า 10 คนขึ้นไป ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยใช้ตำแหน่ง นายสุรเชษฐ์ ชัยโกศล ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.พระนครศรีอยุธยา ค้ำประกัน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายชินวัตรมอบตัวมีกลุ่ม นปช.มามอบดอกไม้ให้กำลังใจกว่า 20 คน ซึ่งก่อนหน้านั้นนายเพชรทาย วงษ์คำเหลา หรือ "หม่ำ จ๊กมก" ดาราตลกชื่อดัง เดินทางมาที่ บช.น. เพื่อเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้โครงการชุดจู่โจม บก.น.1 ของ พล.ต.ต.วิชัย ทำให้กลุ่ม นปช.ฮือฮาเป็นอย่างมาก เพราะ"หม่ำ" ใส่เสื้อสีส้มออกแดงเข้ามา จึงขอถ่ายรูป "หม่ำ" เมื่อทราบเรื่องจึงเปลี่ยนเสื้อกับทีมงานทันที ก่อนที่ พล.ต.ต.วิชัยจะให้เสื้อสีดำกับ "หม่ำ" เพื่อใส่เดินทางกลับ


"แดง-น้ำเงิน"ขอนแก่นสมานฉันท์


วันเดียวกัน นายอภิชาต อินสอน อายุ 21 ปี หรือ ดีเจอ้วน อยู่บ้านเลขที่ 70/6 หมู่ 1 ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ กลุ่มเสื้อแดงรักเชียงใหม่ 51 เข้ามอบตัวที่ สภ.เมืองพิษณุโลก ตามหมายจับในข้อหาใช้กำลังทำร้ายนายอดิศร ธีรศานติพันธ์ และนางมธุรส ธีรศานติพันธ์ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552


ที่ จ.ขอนแก่น นายยรรยง ผิวผ่อง นักศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ ปี 5 อดีตนายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วยนางซาบีน่า ซาส์ และนายสัญญา สิมมา หรือดีเจไชยา 2 แกนนำคนเสื้อแดงขอนแก่น เข้ารายงานตัวตามหมายเรียกที่ สภ.เมืองขอนแก่น ข้อหาข่มขู่เจ้าพนักงานสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีให้งดออกอากาศ และกระทำผิดกฎหมาย พ.ร.บ.การจราจร ปิดถนนมิตรภาพแยกบ้านกุดกว้าง ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น และมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อเหตุวุ่นวายในบ้านเมือง


วันเดียวกัน ชาวขอนแก่น 200 คน สวมเสื้อหลากสีชุมนุมที่หน้าโรงพยาบาลเวชประสิทธิ์ ถนนศรีจันทร์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น เพื่อรณรงค์ "คนขอนแก่น สร้างสมานฉันท์ สร้างรักและผูกพัน ถวายพ่อของแผ่นดิน" โดยนายณฐพลษ์ วิเชียรเพริศ รองผู้ว่าฯขอนแก่น พร้อมข้าราชการ นายเจตจำรูญ สามหาดไทย แกนนำคนเสื้อแดงขอนแก่น และกลุ่มคนเสื้อสีน้ำเงิน เข้าร่วม แต่ไม่มีแกนนำคนเสื้อเหลืองเข้าร่วม

จริงใจหงายไพ่เล่น?

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_3042
อภิสิทธิ์ - ชวรัตน์

"ยังยืนยันว่า จะไม่มีการเปลี่ยนสีเสื้อน้ำเงิน เนื่องจากเป็นสีของพระมหากษัตริย์ ถ้าคุณเอาสีน้ำเงินออกจากธงชาติไทย ธงนั้นจะกลายเป็นธงชาติอินโดนีเซียทันที แล้วทำไมต้องรังเกียจสีน้ำเงินด้วย"

ชั้นเชิงเหลือรับประทานจริงๆ

ในลีลาขิงแก่แต่เผ็ดจี๋ "ปู่จิ้น" นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โชว์ลูกเก๋า ตอบคำถามนักข่าว เคลียร์ประเด็นร้อนที่คนเสื้อสีน้ำเงิน สีประจำพรรคภูมิใจไทย กำลังโดนเพ่งเล็งในฐานะ "มือที่ 3" สอดแทรกระหว่างเสื้อแดงกับเสื้อเหลือง

พัวพันข้อหาอยู่เบื้องหลังเกมป่วนเมือง

"ปู่จิ้น" พลิกเหลี่ยม เด้งเชือกออกจากมุมอับได้เนียนเลย

ที่แน่ๆโดยการยืนยันหนักแน่น นายชวรัตน์ตีธงเดินหน้า กระทรวงมหาดไทยอาสา เป็นเจ้าภาพใหญ่ในการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติในวันฉัตรมงคล 5 พฤษภาคม ภายใต้ ชื่องาน "ร้อยดวงใจเทิดไท้องค์ราชัน"

ตั้งเป้าระดมคนร่วมงานทะลุ 3 แสนคน

เน้นกันเป็นพิเศษจริงๆ

นั่นก็เพราะเจ้าของไอเดียนี้คือนายเนวิน ชิดชอบ ผู้กำกับฉากเบื้องหลัง "พลังสีน้ำเงิน" เป็นการเดินยุทธศาสตร์ต่อเนื่องมาตั้งแต่การเลือกใช้สีน้ำเงินเป็นสีประจำพรรค การเลือกฤกษ์เปิดที่ทำการพรรคภูมิใจไทยในช่วงเย็นตามตำราโหรหลวง

พ่วงออปชั่นกันให้เห็นๆ

โดยยี่ห้อ "เนวิน" บททุ่มก็สุดตัวอยู่แล้ว

ในอารมณ์เดียวกันกับการกอดคอพรรคร่วมรัฐบาล ชั่วโมงนี้น้ำต้มผักยังไม่ขม "เนวิน" ยังมีความสุขดีกับบทถ้อยทีถ้อยอาศัย ทุ่มใจให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการรัฐบาล

แลกกับ "สัญญาลูกผู้ชาย"

ล่าสุด นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล ยืนยัน นายกฯอภิสิทธิ์ได้เคลียร์กับนายชวน หลีกภัย และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน 2 จอมเก๋าแห่งประชาธิปัตย์ ชัดเจนว่า ยินดีให้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โดยต้องมีเป้าหมายตรงกัน ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และประชาชนต้องมีส่วนร่วม

ส่วนเรื่องนิรโทษกรรม ถ้าเป็นความผิดทางการเมืองก็สามารถเจรจาได้

การเมืองช่วงผลประผลประโยชน์ลงตัว อะไรๆก็ลงล็อกง่ายๆ

แม้แต่คนที่ไม่ใช่นักเลือกตั้งอาชีพอย่าง "บิ๊กบัง" พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ยังอ่านเกมขาด ที่ผ่านมารัฐบาลสามารถแก้ไข สถานการณ์บ้านเมืองได้ดี เนื่องจากรัฐบาลสามารถตกลงเจรจากับทุกพรรคการเมืองได้ รวมถึงพรรคฝ่ายค้านด้วย

นั่นก็เพราะรัฐบาลก็ต้องการความปรองดอง และถอยคนละก้าวอยู่แล้ว

โดยบรรยากาศที่เริ่มรู้สึกได้ถึงความผ่อนคลาย ภายใต้เงื่อนไขแก้ รัฐธรรมนูญ เปิดทางนิรโทษกรรมพวกโดนลูกหลงสงครามล่า "ทักษิณ"

นักเลือกตั้งอาชีพจูนกันติด

เริ่มปรับหางเสือเดินเข้าสู่วิถีการเมืองปกติ

แต่ทั้งหมดทั้งปวง โดยกระแสต้านรัฐบาลที่ลดอุณหภูมิลงวูบวาบ เปิดช่องให้ได้หายใจหายคอ

ส่วนหนึ่งต้องยกให้บทจริงใจของ "อภิสิทธิ์"

ภายใต้เงื่อนไขผู้นำหนุ่มที่มีเดิมพันอนาคตทางการเมืองอีกยาวไกล กับยุทธศาสตร์เดินเกมการเมืองไม่ได้หวังผลแค่เอาตัวรอดเฉพาะหน้า

อย่างที่นายกฯอภิสิทธิ์ยอมรับตรงๆในระหว่างบรรยายพิเศษ เรื่องแนวนโยบายในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม

ขณะนี้มีข่าวร้ายที่ตัวเลขการจัดเก็บภาษี ในปีงบประมาณนี้ จะต่ำกว่าเป้าไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท อย่างแน่นอน ซึ่งคาดว่า ในไตรมาสแรกจะมีตัวเลขติดลบเศรษฐกิจ ร้อยละ 5 ขึ้นไป แต่การทรุดตัวของเศรษฐกิจจะไม่มากกว่าปัจจุบัน

พูดกันแบบเปิดอก ระยะ 6-7 เดือน หลังจากนี้ สถานการณ์ทางการเมืองยังละเอียดอ่อน เพราะมีการประกาศต่อสู้กับรัฐบาล ระดับการป้องกันต้องเข้มข้น

อย่างไรก็ตาม หลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น ก็ไม่ขัดข้องที่จะยุบสภา

หงายไพ่เล่น วัดใจกันไปเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

โหมโรงวันแรงงาน: คลิปรณรงค์ May Day ปีที่ 119 ของสมาพันธ์แรงงานเกาหลี (KCTU)

ที่มา ประชาไท



ชุดที่ 1 ความยาว 2.21 นาที (ที่มา: KCTU)








ชุดที่ 2 ความยาว 45 วินาที (ที่มา: KCTU)




ชุดที่ 3 ความยาว 56 วินาที (ที่มา: KCTU)





ชุดที่ 4 ความยาว 59 วินาที (ที่มา: KCTU)

สมาพันธ์แรงงานเกาหลี หรือ KCTU (Korean Confederation of Trade Unions) ซึ่งมีสมาชิก 6.8 แสนคน จากสหภาพแรงงานที่เป็นสมาชิกมากกว่า 1,200 แห่ง นับเป็นองค์กรแรงงานที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ได้ทำวิดีโอคลิปรณรงค์การชุมนุมในวันกรรมกรสากลเผยแพร่ในเว็บ http://nodong.org/ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของ KCTU ทั้งหมด 4 ตอน โดยมีเนื้อหาเชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมการชุมนุมและจุดเทียนเนื่องในวันกรรมกรสากล ปีที่ 119 ของโลก ในวันที่ 1 พ.ค. นี้

สำหรับความเป็นมาของวันกรรมกรสากล เริ่มต้นจากสหพันธ์แรงงานในสหรัฐอเมริกาและแคนาดากำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1886 เป็นวันนัดหยุดงานครั้งใหญ่ และจัดการชุมนุมเดินขบวนเพื่อเรียกร้องระบบสามแปดคือ ทำงาน 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง และศึกษาหาความรู้ 8 ชั่วโมง มีการเดินขบวนทั่วสหรัฐอเมริกา จนถึงวันที่ 3 พฤษภาคม มีการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตรวจชิคาโกกับขบวนการแรงงาน ทำให้กรรมกรเสียชีวิต 4 รายและบาดเจ็บอีกหลายราย

ต่อมาในวันที่ 4 พฤษภาคม ผู้นำแรงงานที่นิยมแนวอนาธิปไตยนัดชุมนุมที่จัตุรัสเฮย์มาร์เก็ต ศูนย์กลางการค้าสำคัญของชิคาโก ในเวลาราวสี่ทุ่มขณะที่ผู้ปราศรัยคนสุดท้ายกำลังกล่าวปิดการชุมนุม และตำรวจกำลังสั่งให้ผู้ชุมนุมสลายตัว ได้มีคนโยนระเบิดลูกหนึ่งใส่แถวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ตำรวจนายหนึ่งเสียชีวิตทันที ตำรวจจึงเปิดฉากยิง มีคนงานยิงตอบโต้บ้าง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายได้รับบาดเจ็บจากระเบิด แต่ตำรวจอีกหลายคนที่เสียชีวิตนั้นเป็นเพราะการยิงกันเองในหมู่ตำรวจเนื่องจากความมืด ทำให้ตำรวจ 7 นายและกรรมกรอย่างน้อย 4 รายเสียชีวิต กรรมกรที่บาดเจ็บมีเป็นจำนวนมาก

จนถึงล่วงมาถึง ค.ศ. 1889 ในการประชุมสมัชชาสังคมนิยมของสภาสากลที่สอง ซึ่งมีตัวแทนจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมประชุมถึง 20 ประเทศ มีมติให้ชุมนุมเดินขบวนเรียกร้องเพื่อให้มีการลดชั่วโมงทำงานลงอีกครั้งในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1890 และเพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุจลาจลที่เฮย์มาร์เก็ต การเดินขบวนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จนทำให้ชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกพร้อมใจกันกำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปีเป็น วันกรรมกรสากลโดยในปีนี้เป็นปีที่ 119 ของการรณรงค์เนื่องในวันแรงงานสากล

ที่มา: เรียบเรียงจาก

http://nodong.org/

และ จุลสารเสมอภาค: ภัควดีเล่าเรื่องกำเนิดวันแรงงาน, ใน ประชาไท, 29 เม.ย. 51

นปช.ประณามรัฐคุกคามสื่อ เตรียมเปิด “นิวดีสเตชั่น”

ที่มา ประชาไท

30 เม.ย. 52 - เวลา 09.30 น. มีกลุ่มประชาชนคนเสื้อแดง จำนวนกว่า 200 คน ได้เดินทางมาปักหลักชุมนุมที่บริเวณหน้าห้องส่งสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมดี สเตชั่น (ดีทีวี) ตั้งอยู่บนชั้น 5 ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว เพื่อให้กำลังใจผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ดีทีวี รวมทั้งช่วยกันปกป้องไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามายึดอุปกรณ์ถ่ายทอดสัญญาณประจำห้องส่งของดีทีวีไป โดยมีคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งนำกระดาษมาปิดปาก และปิดตา เพื่อร่วมประท้วง รวมทั้งได้ร่วมกันกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับความเป็นธรรมในสังคมที่ตามไปแล้ว พร้อตะโกนกันว่า "รัฐบาลทรราชย์จงฉิบหาย" หลังจากทุกคนได้รับแจ้งข่าวภายในว่า จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองปราบปรามเดินทางมาปิดสถานีและยึดอุปกรณ์ถ่ายทอด สัญญาณ

ต่อมานายอดิศร เพียงเกษ ประธานบริษัทดีสเตชั่นจำกัด ในฐานะ ผอ.สถานีโทรทัศน์ ดี สเตชั่น เปิดแถลงข่าวหน้าห้องส่งยืนยันว่า ดีทีวี ตั้งขึ้นมาโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจัดตั้งในลักษณะเดียวกันกับ สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี (ASTV) แต่ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสาธิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อ้างว่า ที่ต้องปิดสถานีดี สเตชั่น เพราะดำเนินการผิด พ.ร.บ.วิทยุโทรคมนาคม พ.ศ.2498 จึงเป็นการเลือกปฏิบัติ ใช้ 2 มาตรฐาน เพราะวันนี้ยังไม่เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ดำเนินการปิดสถานีและยึดทรัพย์สินสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ที่เคยมีการปลุกระดมมวลชน เมื่อครั้งที่พันธมิตรฯ บุกยึดทำเนียบรัฐบาล และสนามบิน ซึ่งตนจะทำหนังสือถึงนายกฯ และ กทช. เพื่อให้คืนสิทธิและเสรีภาพให้กับดี สเตชั่น และยืนยันว่าการที่รัฐบาลสั่งปิดดี สเตชั่น ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทางบริษัทเตรียมที่จะดำเนินการฟ้องร้องกลับในทุกกรณี

นายอดิศร กล่าวอีกว่า ในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาล คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ซึ่งเป็นเผด็จการทหารยังไม่เคยสั่งปิดสถานีโทรทัศน์เลยสักครั้ง แต่การที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นอ้างว่าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยกลับมีการคุกคามสื่อ สั่งปิดสถานีโทรทัศน์ดี สเตชั่น ถือเป็น รัฐบาลเผด็จการทรราชย์ พวกตนไม่เกรงกลัวในการทำของรัฐบาล พร้อมจะเปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมขึ้นมาใหม่ ในชื่อ "นิว ดี สเตชั่น" ภายใน 2 สัปดาห์จากนี้ ส่วนจะมีการใช้สถานที่ใดออกอากาศนั้นยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะว่าการจะมีการคุกคามจากรัฐบาลอีก และจะมีตั้งสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมขึ้นมีเป็นร้อยแห่งเพิ่มขึ้น

วันเดียวกัน เวลา 10.30 น. นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และนายสุพร อัตถาวงศ์ 2 แกนนำ นปช. พร้อมด้วยนายวัชระ แววดำ แกนนำคนเสื้อแดงลาดพร้าว ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของรัฐบาลที่สั่งปิดสถานี ดี สเตชั่น ว่า เป็นการกระทำที่คุกคามสื่อมวลชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐ ถือเป็นการคุกคามสิทธิและเสรีภาพประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง ซึ่ง นปช.จะทำทุกวิธีทางในการทวงคืนสถานีโทรทัศน์ ดี สเตชั่นกลับมา ด้วยการจะจัดชุมนุมที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ในวันที่ 6 พ.ค. ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป จากนั้นจะเดินขบวนได้ไปยืนหนังสือถึงนายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงคืนสถานีโทรทัศน์ดี สเตชั่นกลับมา และจะเพิ่มกิจกรรมรณรงค์ระดมทุนเพื่อการจัดตั้งสถานีดี สเตชั่นใหม่ ในการชุมนุมที่ จ.ลพบุรี และเชียงใหม่

เวลา 12.15น. พล.ต.ต.ศรีวรางค์ รังสิพราหมณ์กุล รอง ผบช.ก. และพ.ต.อ.สาธิต ต ชยภพ รอง ผบก.กองปราบปราม พร้อมด้วย นายพงษ์ศักดิ์ ทรัพยาคม เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการระดับสูง กทช. นำตำรวจกองปราบปรามและ กทช. เข้าตรวจสอบห้องส่งสถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่น บริเวณชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว ซึ่งใช้เป็นห้องเก็บทรัพย์สินที่เจ้าหน้าที่อายัดไว้ก่อนหน้านี้ โดยมีนายศุภคุณ สุรทวีคุณ กรรมการบริหาร บริษัทดี สเตชั่น จำกัด เฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด อในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ เข้าตรวจสอบ ได้มีกลุ่มประชาชนคนเสื้อแดงผู้สนับสนุนสถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่น ที่เฝ้าอยู่บริเวณหน้าห้องส่งแสดงอาการไม่พอใจแต่ไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น ภายหลังใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 15 นาที เจ้าหน้าที่ทั้งหมดได้เดินทางกลับ

นายพงษ์ศักดิ์ เปิดเผยเพียงสั้นๆ ว่า เบื้องต้นพบว่าทรัพย์สินทุกอย่างยังอยู่ตามปกติ และยังไม่มีการขนย้ายไปเก็บไว้ที่อื่น

ปล่อยตัวชั่วคราว"แกนนำเสื้อแดง"
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 30 เม.ย. นายชินวัตร หาบุญพาด ประธานชมรมวิทยุชุมชนคนรักแท็กซี่ แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (นปช.) ม็อบเสื้อแดง 1 ใน 27 คนที่ถูกออกหมายจับความผิดมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปประทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยเป็นหัวหน้าหรือผู้สั่งการ และข้อหาชุมนุมมั่วสุมตั้งแต่ 5 คนฝ่าฝืนข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตาม มาตรา 9 ข้อ 1 และมาตรา 18 เข้ามอบตัวสู้คดีกับ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ( ผบก.น.1)และคณะพนักงานสอบสวนนครบาลร่วมสอบปากคำรับทราบข้อกล่าวหา ขณะที่เจ้าตัวยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น ชี้แจงเพียงสั้นๆว่า หลังเกิดเหตุจนถูกออกหมายจับไม่ได้หลบหนีไปไหน แต่ที่ยังไม่เข้ามอบตัวเพราะเกรงจะไม่ปลอดภัยและไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากตำรวจมีการปฏิบัติ 2 มาตรฐานอย่างชัดเจน

ภายหลังเสร็จสิ้นสอบปากคำนานกว่า 2 ชั่วโมงนายอุดม โปร่งฟ้า ทนายความผู้ต้องหาได้ใช้ตำแหน่งนายสุรเชรษฐ์ ชัยโกศล ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย พร้อมยื่นหลักทรัพย์วงเงิน 5 แสนบาทขอประกันตัวโดยพนักงานสอบสวนพิจารณาอนุญาติให้ปล่อยตัวชั่วคราวหลังยอมรับเงื่อนไข 3 ข้อแต่โดยดีคือ 1.ห้ามมิให้กระทำการใดๆที่เป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการรวบรวมพยานหลักฐานในสำนวนคดี 2.ห้ามมิให้ผู้ต้องหาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองและ 3.ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าหลังจากนายชินวัตรได้ออกจากห้องสอบสวนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงที่มาให้กำลังใจพร้อมมอบดอกกุหลาบแดงแสดงความยินดีก่อนที่ทั้งหมดจะเดินทางกลับไป

สำหรับผู้ต้องหาตามหมายจับ 27 คนจากเหตุการณ์ " สงกรานต์เดือด " นั้นประกอบด้วย 1.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 2.นายวีระ มุสิกพงศ์ 3.นายจตุพร พรหมพันธุ์ 4.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 5.นายจักรภพ เพ็ญแข 6.นายอดิศร เพียงเกษ 7.นายเหวง โตจิราการ 8.นายสิรวิชญ์ พิมพ์กลาง 9.นายพีระ พริ้งกลาง 10.นายณรงค์ศักดิ์ มณี 11.นายณัฐพงศ์ อินทะนาง12.นายชิณวัฒน์ หาบุญพาด 13.นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง 14.พ.ต.อ.สมพล รัฐกาญจน์ 15.นายนิสิต สินธุไพร 16.นายนพพร นามเชียงใต้ 17.นายสำเริง ประจำอ 18.พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ 19.นายธนกฤต หรือ วันชน ชะเอมน้อย 20.นายสิงห์ทอง บัวชุม 21.นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ 22.นายศักดา นพสิทธิ์ 23.นางศิริวรรณ นิมิตศิลปะ 24.นายธรชัย ศักดิ์มังกร 25.พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ 26.นายวรชน เหมะ 27.นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์

ก่อนหน้านี้ได้ทยอยกันเข้ามอบตัวสู้คดีแล้ว 10 คนคือนายวีระ นายณัฐวุฒิ นายอดิศร นายแพทย์เหวง นายอริสมันต์ นายสุพร นายสิรวิชญ์ นายพีระ นายณรงค์ศักดิ์ หรือเป๋คลองเตย และล่าสุดนายชินวัตร โดยใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: เว็บไซต์ไทยรัฐ, เว็บไซต์คมชัดลึก

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 1 พฤษภาคม 2552

ที่มา ประชาไท

ครูประทีปร้องดีเอสไอระบุมีเสื้อแดงสูญหาย 10 คน
เว็บไซต์ไทยรัฐ - วันนี้ (30 เม.ย.) ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ตัวแทนมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ไทยรักไทย พร้อมด้วยญาติผู้สูญหายจากเหตุสลายการชุมนุมบริเวณแยกสามเหลี่ยมดินแดง วันที่ 13 เม.ย. นำเอกสารรายชื่อผู้สูญหาย จำนวน 10 คน เข้ายื่นต่อนางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ เพื่อขอให้ช่วยเร่งรัดติดตามผู้สูญหาย จากนั้นได้เข้ายื่นหนังสือต่อ พ.ต.อ.ฌรัตช์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้ตรวจสอบเช่นเดียวกัน

นางประธีป กล่าวว่า ในช่วงการสลายการชุมนุมได้มีผู้สูญหายบางรายโทรศัพท์แจ้งให้ญาติทราบว่า ถูกควบคุมตัว แต่ถึงขณะนี้ไม่สามารถติดตามตัวพบ ไม่ทราบว่าผู้สูญหายเสียชีวิตแล้วหรือไม่ มาตรการสลายการชุมนุมของรัฐบาลรุนแรงเกินไป ไม่เป็นไปตามหลักสากล มีการเล็งและยิงปืนใส่ฝูงชน

ด้านนางสุวณา อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิ์ฯ กล่าวว่า จะตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่ถูกระบุเป็นผู้สูญหายว่า มีรายใดถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำหรือไม่ หากตรวจสอบไม่พบ จะประสานตรวจสอบกับกรมการปกครอง ว่ามีการเดินทางออกนอกประเทศ หรือมีรายการเปลี่ยนแปลงในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรหรือไม่ อาจใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 เดือน

วุฒิสภา ขอใช้สิทธิ์ ม.161 เปิดอภิปรายทั่วไปไม่ลงมติ นายกฯเข้าแจงแก้วิกฤตขัดแย้ง พรุ่งนี้
เว็บไซต์แนวหน้า - นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 เปิดเผยว่า การประชุมวุฒิสภา วันที่ 1 พ.ค. ในช่วงเช้าจะมีการพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต. 1ตำแหน่ง และให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 7 คน จากนั้นจะเป็นการคัดเลือกรายชื่อ ส.ว.และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่จะเข้าไปเป็นกรรมการสอบการสลายการชุมนุม และกรรมการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาโดยแต่ละคณะจะมีส.ว. 7คนและผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คน

จากนั้นในช่วงบ่าย ที่ประชุมจะพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อให้ครม.แถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 ที่ ส.ว. 51 คนได้ยื่นญัตติในกรณีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ ได้รับการประสานจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีว่า พร้อมที่เข้าร่วมประชุมได้ก่อนเที่ยง ในเบื้องต้นเจ้าของญัตติและคณะประมาณ 5 คน จะได้สิทธิ์อภิปรายเวลา 2 ชั่วโมง และส.ว.ที่ร่วมลงชื่อในญัตติประสงค์จะอภิปรายด้วยจำนวน 37 คน นอกจากนี้ ยังมี ส.ว.ที่จะอภิปรายเพิ่มเติมด้วย หากมีผู้แสดงความจำนงจะอภิปรายกันมาก เวลาในการอภิปรายจะน้อยลง

กกต. รับลูกดีเอสไอ สอบเงินบริจาค 258 ล้าน อ้างเชื่อมโยง พรบ.พรรคการเมือง พร้อมตั้งคณะอนุฯ สอบเพิ่มให้เสร็จภายใน 30 วัน
เว็บไซต์แนวหน้า - ที่สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ส่งสำนวนเงินบริจาค 258 ล้านบาท และเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ ปี 2548 มาให้กกต.ตรวจสอบว่า ที่ประชุม กกต. มีมติตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ตามความเห็นของคณะทำงานจากสำนักกิจการพรรคการเมือง ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารที่ทางดีเอสไอส่งมา ทั้งนี้ กกต.ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมกรรมการสอบสวนใน 2 ประเด็น คือ 1. สำนวนเงินบริจาคจำนวน 258 ล้านบาท และ 2.สำนวนการใช้เงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ที่พรรคประชาธิปัตย์ใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ร้อง ซึ่งให้เวลาคณะอนุกรรมการฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน

เบื้องต้นคณะทำงานตรวจสอบเอกสารของดีเอสไอ ได้สรุปความเห็นเสนอที่ประชุม กกต. ว่า เรื่องนี้มีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 ซึ่งเข้าข่ายอำนาจของ กกต. ที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริง นายสุทธิพล กล่าว

ด้าน นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวว่า การที่ กกต. ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมานั้น เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพราะสำนวนที่ดีเอสไอส่งมอบให้ กกต.นั้น ยังไม่ได้มีการเชิญฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์มาให้ข้อมูล อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่ได้ยืดเยื้อในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีเงินบริจาคของพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้านบาทนั้น ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกมาระบุว่า รัฐบาลอาจมีการโยกย้ายพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพราะกำลังดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการกระทำผิดของพรรคประชาธิปัตย์ ทางกกต.ทั้ง 5 คนในขณะนั้นได้รับเอกสารจำนวน 1 หน้ากระดาษ ที่ส่งมาทางไปรษณีย์ โดยระบุชื่อสำนักงานของอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาเล่าถึงการกระทำความผิดของพรรคประชาธิปัตย์ในกรณีดังกล่าว รวมทั้งยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายของรัฐมนตรีช่วยร่วมรัฐบาลคนหนึ่ง

ทั้งนี้เอกสารดังกล่าวไม่ได้ระบุว่า เป็นหนังสือร้องเรียน รวมทั้งไม่มีการลงชื่อ จึงทำให้กกต.ไม่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.และนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งมองว่า เป็นเพียงบัตรสนเท่ห์หรือใบปลิวที่ส่งมาให้กกต.ดูเท่านั้น ทั้งที่ตามกฎหมายกกต. ได้เปิดช่องให้นายอภิชาต ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง สามารถดำเนินการสอบสวนได้ หากความปรากฏ ซึ่งแม้จะไม่การระบุชื่อผู้ส่ง แต่ระบุชื่อสำนักงานที่ส่งเอกสารมา ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่า มาจากที่ใดและถ้าจะสืบสวนขยายผลก็สามารถทำได้

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 29 เม.ย.พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้คนมายื่นหนังสือต่อกกต.ขอให้พิจารณาคุณสมบัติของนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ โดยระบุว่าเนื่องจากมีการยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้นายชัยที่เป็นส.ส.สัดส่วนของพรรคพลังประชาชนในขณะนั้นขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งประธานสภา ดังนั้น การทำหน้าที่ประธานในการประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี และอื่นๆ นั้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ

ประวิตรสั่งกองทัพจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ รับมือสถานการณ์
เว็บไซต์แนวหน้า - พล.ต.จิตตสักก์ เจริญสมบัติ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยผลการประชุมสภากลาโหมว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เน้นย้ำให้กองทัพเน้นมาตรการรักษาความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น หลังจากที่มีการกล่าวหาว่า ทหารใช้ความรุนแรงมีการใช้อาวุธสงครามและใช้กระสุนจริง ในการสลายกลุ่มคนเสื้อแดง

อย่างไรก็ตาม ได้ให้กองทัพพิจารณาเตรียมข้อมูลข่าวสาร และพิจารณาจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ เช่น โล่, กระบอง,หมวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระสุนยางแทน กระสุนแบลงค์ หรือ กระสุนซ้อมยิงที่อาจใช้ไม่ได้ผลในอนาคต รวมทั้งให้นำเหตุการณ์ครั้งที่ผ่านมา มารวบรวมและจัดทำ เพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์เตรียมการในการแก้ไขปัญหาและสร้างความสงบเรียบร้อยต่อไป

เผย กกต. ถกกรณี "นพดล" ชี้ พิจารณาข้อกม.อย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูเจตนาขณะทำผิดด้วย
เว็บไซต์แนวหน้า - รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) แจ้งว่า กกต.ได้มีมติตั้งอนุกรรมการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนายนพดล พลซื่อ อดีตส.ส. ร้อยเอ็ด เขต 3 และอดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อแผ่นดินที่ถูกศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ใบแดง) ซึ่งอาจเข้าข่ายมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ ที่พรรคเพื่อแผ่นดินอาจถูกยุบพรรค โดยให้ตรวจสอบให้เสร็จภายใน 30 วัน เนื่องจากเห็นว่ายังมีปัญหาข้อกฎหมายตามที่คณะทำงานด้านกิจการพรรคการเมืองเสนอมายังกกต. เพราะนายนพดลได้กระทำผิดในช่วงวันที่ 20 และ 28 ตุลาคม, 10 ธันวาคม , 12 ธันวาคม และ 13 ธันวาคม 2550 ขณะมี พ.ร.ก.เลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไป ซึ่งการกระทำผิดของนายนพดลอยู่ในช่วงก่อนและหลังได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ของพรรคให้เป็นรองเลขาธิการพรรคเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2550 และก่อนที่นายทะเบียนพรรคการเมืองจะตอบรับเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2550

ข่าวแจ้งว่า หลังจากคณะทำงานด้านกิจการพรรคการเมืองได้ศึกษาคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เพิกถอนสิทธินายนพดลแล้ว จึงเสนอข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมกกต.ว่ายังมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องพิจารณาอยู่ 2 ประเด็นคือ 1.นายนพดลเป็นกรรมการบริหารพรรคโดยยึดวันที่ประชุมใหญ่ของพรรคหรือไม่ และ 2.นายนพดลเป็นกรรมการบริหารพรรคสมบูรณ์เมื่อวันที่นายทะเบียนพรรคการเมืองตอบรับตามมาตรา 41 ของพ.ร.บ.พรรคการเมืองหรือไม่ และเห็นควรตั้งที่ปรึกษากฎหมายขึ้น ทำให้ที่ประชุม กกต.ต้องถกเถียงว่าการกระทำความผิดของนายนพดลนั้นจะดูเพียงข้อกฎหมายไม่ได้ แต่ต้องดูเจตนาของนายนพดลด้วยว่ามีเจตนากระทำผิดขณะเป็นกรรมการบริหารพรรคใช่หรือไม่ ไม่ใช่ยึดแต่ข้อกฎหมายความเป็นกรรมการบริหารพรรคสมบูรณ์เมื่อนายทะเบียนให้การตอบรับ ที่ประชุมจึงมีมติให้ตั้งอนุกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอีกครั้งก่อนเสนอความเห็นมายังกกต. เพื่อพิจารณาว่าพรรคเพื่อแผ่นดินจะถูกยุบพรรคหรือไม่

ป๋าเหนาะ ร่วม เป็น คกก.สมานฉันท์- แก้ไข รธน. เอง
เว็บไซต์แนวหน้า - ผู้สื่อข่าวรายงานล่าสุดว่า สำหรับรายชื่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง ในส่วนของพรรคประชาราชและพรรคราษฎรซึ่งได้ 1 ที่นั่ง ได้ แก่ นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคประชาราช เช่นเดียวกับ คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในสัดส่วนของพรรคประชาราช และพรรคราษฎร ซึ่งได้ 1 ที่นั่ง ได้ส่งเชื่อ นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ร่วมเป็นกรรมการดังกล่าว

ไทยเตรียมถกไข้หวัดเม็กซิโกในเวทีอาเซียน 7–8 พค.ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ
เว็บไซต์แนวหน้า - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ว่า ขอประชาชนอย่าวิตก รัฐบาลจะหาทางป้องกันอย่างเต็มที่ โดยสัปดาห์หน้า จะนำเรื่องนี้เข้าหารือในการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพ ในวันที่ 7 – 8 พฤษภาคมนี้

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่รับวัฒนาอุทธรณ์คดีคลองด่าน
เว็บไซต์คมชัดลึก
- ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่รับอุทธรณ์คดี วัฒนา อัศวเหม" อดีต รมช.มหาดไทย ทุจริตจูงใจ จนท. ที่ดิน สมุทรปราการ ออกโฉนดคลองด่านทับที่สาธารณะ ส่งผลให้คดีถึงที่สุด รอตามตัววัฒนา ที่หลบหนีไปต่างประเทศ รับโทษจำคุก 10 ปี ภายในอายุความ 15 ปี ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ คดีที่นายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย เป็นจำเลย ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้จำคุกนายวัฒนา เป็นเวลา 10 ปี ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 ที่ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือจูงใจให้เพื่อให้บุคคลใด มอบให้ซึ่งทรัพย์สิน ด้วยการบังคับซื้อที่ดิน ต.บางเหี้ย ( คลองด่าน) อ.บางเหี้ย ( บางบ่อ ) จ.สมุทรปราการ จากราษฎรหลายราย และข่มขืนใจหรือจูงใจด้วยการบังคับขู่เข็ญ หรือกระทำการโดยวิธีการอื่นใด ให้ข้าราชการสังกัดกรมที่ดินแลกรมการปกครอง ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ในการออกโฉนดที่ดิน 5 แปลง

วธ.ตั้งศูนย์ปราบสื่อลามกให้สตช.-ไอซีทีคุมเว็บ
เว็บไซต์ไทยรัฐ - 30 เม.ย. นายธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่าจากการประชุมศูนย์ปฏิบัติการสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2552 โดย วธ.ได้เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฯ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการสำนักงาน เลขาธิการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสถาบันวิจัยแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล และสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ รมว.วธ. กล่าวเพิ่มว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาถึงแนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์โดยผู้แทนจากสำนักเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการได้เสนอความคิดเห็นว่า การทำงานของศูนย์ปฏิบัติการฯควรให้ความสำคัญในการส่งเสริมการผลิตสื่อที่ดี เนื่องจากมาตรการปราบปรามสื่อที่ไม่เหมาะสมการออกกฎข้อบังคับผู้ผลิตสื่อ หรือผู้บริโภค มักจะถูกมองว่าเป็นการออกมาตรการบังคับโดยภาครัฐ ซึ่งอาจจะไม่ได้รับการสนับสนุน อีกทั้งยังถูกต่อต้านจากคนในสังคมอย่างรุนแรง

นายธีระ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมจึงมีความเห็นตรงกันว่าในระบบการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการฯ จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาด้านสื่อในปัจจับุนอย่างเร่งด่วนโดยมอบหมายให้สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ประสานกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ทำหน้าที่ปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามในเรื่องการปิดกั้นเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะ สม ได้แก่ เว็บไซต์ลามกอนาจารขัดต่อศีลธรรมอันดีของสังคม เป็นต้น ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศร่วมกับเจ้าหน้าที่ปกครองส่วนท้องถิ่น และวัฒนธรรมจังหวัดเร่งกวดขันดูแลเรื่องร้านเกมอินเตอร์เน็ตในแต่ละจังหวัด

ครม.สั่งจับตา คุมพืช-สัตว์พันธุ์'เอเลี่ยนสปีชี่ส์'
เว็บไซต์ไทยรัฐ - 30 เม.ย. นางฉวีวรรณ หุตะเจริญ คณะทำงานชนิดพันธุ์ต่างถิ่น หรือเอเลี่ยนสปีชี่ส์ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้อนุมัติให้ทุกหน่วยงานเฝ้าระวังเรื่องชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่สร้างปัญหาและรุกรานที่จะเข้ามาในราชอาณาจักรไทยแล้ว โดยมีคำสั่งให้แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำมาตรการและแผนดำเนินการที่จะต้องจัดการกรณีที่จะรับเอเลี่ยนสปีชี่ส์นั้นๆ ทั้งที่เป็นพืชและสัตว์ หากมีการแพร่ระบาดออกไป ทั้งจะนัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร ฯลฯ มาประชุมกันในวันที่ 12 พ.ค.นี้

นางฉวีวรรณ กล่าวว่า เอเลี่ยนสปีชี่ส์ที่สร้างปัญหา ที่หลายฝ่ายกำลังเป็นห่วงในขณะนี้ เช่น ต้นไมยราบยักษ์ กระถินยักษ์ หญ้าคา สาบเสือ สาบหมา สัตว์ เช่น เต่าญี่ปุ่น ปลาดุกรัสเซีย มดน้ำผึ้ง กุ้งขาว ซึ่งอย่างหลังสุดนี้ ทางกรมประมงกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด โดยเอเลี่ยนสปีชี่ส์ที่เข้ามาในประเทศไทยส่วนใหญ่ คนนำเข้าจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือคิดไม่ถึงว่าจะส่งผลกระทบอย่างมาก เช่น ที่มีการซื้อขายสัตว์แปลกซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเอเลี่ยนสปีชี่ส์ในตลาดนัดสวนจตุจักร ทั้งคนซื้อและคนขายไม่มีใครคิดว่าผลของการเลี้ยงและกระจายพันธุ์พืชและสัตว์เหล่านั้นจะส่งผลกระทบกับระบบนิเวศน์ในประเทศไทยอย่างมาก เช่น ที่เคยเอาปลาดุกรัสเซียมาเลี้ยงจนทำให้ปลาดุกอุยเกือบสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย อย่างไรก็ตาม หลังจาก ครม.มีมตินี้ออกมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีมาตรการเข้มงวดหากมีการครอบครองเลี้ยงดูพืชและ สัตว์เหล่านั้นมากขึ้น รวมถึงการจัดอบรมเจ้าหน้าที่ และประชาชนที่ทำงานอยู่ตามชายแดน เพื่อเฝ้าระวังการเข้าออกของพืชและสัตว์เหล่านี้ด้วย

รากหญ้า เฮ! รัฐกลับใจ ปรับงบโครงการชุมชนพอเพียงปี 53 เพิ่มอีก 20%
เว็บไซต์แนวหน้า - นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการชุมชนพอเพียง กล่าวยอมรับว่า งบประมาณรายจ่ายปี 2553 ที่รัฐบาลได้ปรับลดวงเงินไป 2.5 แสนล้านบาทนั้น ในส่วนของโครงการชุมชนพอเพียง ในปีงบประมาณ 2553 ที่มีกระแสข่าวจะปรับลดงบประมาณลง แต่ขณะนี้คาดว่ารัฐบาลอาจจะปรับงบประมาณเพิ่มอีกอย่างน้อย 20% เพราะถือว่าเป็นโครงการใหม่ที่จะต้องมีการทบทวนและปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่แทนของเก่าที่ได้รับ 1-3 แสนบาทต่อชุมชน

การทบทวนจะดูความแข็งแกร่งของชุมชน ไม่ใช่เฉพาะจำนวนประชากรเราจะฝึกและให้ประชาชนในชุมชนทำให้เป็น แต่ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ แต่คาดว่าปี 53 จะเพิ่มงบให้ได้อย่างน้อย 20% หรือประมาณ 3-4 พันล้านบาทในรูปแบบใหม่ ตรงนี้ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนใจสำหรับโครงการนี้ อย่างไรก็ตามการประชุมครม.ในวันที่ 6 พ.ค.นี้จะมีความชัดเจนขึ้น

ส่วนงบประมาณในโครงการต้นกล้าอาชีพที่อาจจะปรับลดลงด้วยนั้น นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า ตนยังไม่เปิดเผย แต่คาดว่างบประมาณปี 2553 ในโครงการนี้อาจจะอยู่ที่ 7 พันล้านบาท

นายกอร์ปศักดิ์ ยังตอบข้อสังเกตที่ว่า เหตุใดจึงจะปรับลดบประมาณ 53 ในส่วนของรากหญ้าแทนที่จะปรับงบจากโครงการขนาดใหญ่หรือโครงการประจำว่า โครงการประจำมีน้อยมากในงบ 53 ซึ่งเป็นคนละตัวกับโครงการงบผูกพัน และทุกอย่างก็ต้องไปหาแหล่งเงินที่เป็นทุนที่มาเป็นงบประมาณ

นายกฯ ยันกู้เพิ่มเพื่อแก้ไขปัญหา

เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ - นายกรัฐมนตรี แจงสภายัน กู้เงินเพิ่ม เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ทำเท่าที่จำเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตอบกระทู้ถามสดในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการเพิ่มเพดานการกู้ยืมเงินของรัฐบาล ที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยเป็นผู้ตั้งกระทู้ ว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 ได้จัดทำตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 2551 ซึ่งโครงการส่วนใหญ่รวมทั้งโครงการของกระทรวงกลาโหม และกองทัพ เป็นโครงการของรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่ต้องใช้งบประมาณส่วนนี้ และเมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารงาน การใช้จ่ายงบประมาณ จะพิจารณาจากโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และหากโครงการไหนไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์อย่างชัดเจนก็จะให้ทบทวนใหม่หรือปรับลดตามสมควร

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนการจัดเก็บรายได้นั้น เกิดจากการหดตัวของการส่งออกและนำเข้า ซึ่งเกิดขึ้นกับทั่วโลก และรัฐบาลก็ดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้น งบประมาณที่จัดสรรเพิ่มเติมในภาคการเกษตร เป็นการอนุมัติและขยายเพิ่มเติมจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ส่วนเรื่องเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ก็ใช้เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชน เมื่อต้องรับมือกับภาวะเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องธรรมดาที่รายจ่ายของรัฐบาลต้องเพิ่มขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นกับทั่วโลก

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความจำเป็นในการกู้ยืมเงินเพิ่มเติม จะทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้นและไม่ประสงค์หลีกเลี่ยงกระบวนการของรัฐสภา ในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้ จะสรุปตัวเลขการใช้เงินทั้งในส่วนของปีงบประมาณ 2552 ต่อเนื่อง ไปจนถึงงบประมาณอีก 2 ปีข้างหน้า ทั้งในส่วนที่เป็นโครงการที่มีการใช้จ่ายอยู่แล้ว ไปจนถึงโครงการที่จะมีการลงทุนอีก 2-3 ปีข้างหน้าที่มีความจำเป็นต่อไทย เช่น โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ เส้นทางคมนาคม ปรับปรุงสถานศึกษา การปรับปรุงสถานบริการด้านสาธารณสุข ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมเศรษฐกิจไทยที่จะดำเนินการต่อไป

100วันโอบามาเจอปัญหารุมเร้า
โลกวันนี้ - วอชิงตัน : ประธานาธิบดีบารัค โอบามา บริหารงานในฐานะผู้นำสหรัฐครบ 100 วันเมื่อวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางสารพัดปัญหาที่รุมเร้าทั้งในและนอกประเทศ ขณะที่นางมิเชลล์ โอบามา ภริยา ก็ถูกจับตามองในวาระนี้ด้วยเช่นกัน

สื่อมวลชนในสหรัฐต่างรายงานข่าวนี้กันอย่างคึกคัก สวนทางกับทำเนียบขาวที่ดูไม่ค่อยให้ความสำคัญกับวาระนี้นัก ขณะที่นายโอบามาจะใช้โอกาสดังกล่าวเดินทางเยือนเมืองเซนต์หลุยส์ ในรัฐมิสซูรี เพื่อร่วมประชุมแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จากนั้นจะเดินทางกลับสู่กรุงวอชิงตันเพื่อแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ซึ่งคาดว่าอาจพูดเรื่องการประเมินผลงานของตัวเองในรอบ 100 วันที่ผ่านมาด้วย

ด้านนายโรเบิร์ต กิบบ์ โฆษกทำเนียบขาว ให้คะแนนนายโอบามาอยู่ที่บีบวก และคิดว่านายโอบามาและรัฐบาลชุดนี้น่าจะพอใจกับผลงานที่ทำมาในรอบ 100 วัน เพราะรัฐบาลเข้ามาในช่วงที่สหรัฐต้องเผชิญกับวิกฤตสินเชื่อ และความผันผวนทางการเงิน แต่ล่าสุดได้มีแผนฟื้นฟูและฟื้นการลงทุนออกมาแก้ปัญหาดังกล่าว

นอกจากแผนกอบกู้เศรษฐกิจมูลค่า 787,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว นายโอบามายังทำในสิ่งที่สวนทางกับนายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดีคนก่อน ด้วยการวางตัวอย่างถ่อมตนมากขึ้นในเวทีประชาคมโลก พยายามเข้าถึงกลุ่มมุสลิม และหวังยุติข้อขัดแย้งกับอดีตคู่อริอย่างคิวบาและอิหร่าน ทั้งยังปรับเปลี่ยนนโยบายที่มีต่อจีน เม็กซิโก และคิวบา รวมถึงขอโทษกลุ่มยุโรปที่สหรัฐมีท่าทีแข็งกร้าวในช่วงที่ผ่านมา

นายโอบามายังมีแผนปิดศูนย์กักกันผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายในอ่าวกวันตานาโม ไม่ให้มีการทรมานนักโทษ และสั่งให้ถอนทหารออกจากอิรัก พร้อมทั้งมุ่งเน้นไปที่การกวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน และปากีสถาน ทั้งยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของอากาศ และเรียกร้องให้โลกปลอดอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นการวางนโยบายที่ท้าทายที่สุดนับจากทศวรรษ 1960

ด้านผลสำรวจความเห็นของซีเอ็นเอ็น/โอพิเนี่ยน รีเสิร์ช คอร์ป พบว่าคนอเมริกัน 63% ให้การรับรองการบริหารงานของนายโอบามา 75% บอกว่านายโอบามามีคุณสมบัติที่จำเป็นเพียงพอต่อการเป็นประธานาธิบดี และ 57% เห็นด้วยกับนายโอบามาในเรื่องต่างๆ

ในขณะที่นางมิเชลล์ที่ปฏิบัติหน้าที่สุภาพสตรีหมายเลข 1 มาได้ครบ 100 วันเช่นกัน ดูเหมือนจะประสบพบเจอแต่เรื่องที่น่าสนุกเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งการได้รับเชิญให้โพสท่าเป็นนางแบบขึ้นปกนิตยสารชื่อดัง และอื่นๆ

ช่วง 100 วันที่ผ่านมา นางมิเชลล์ได้ทำหน้าที่ตามอย่างที่อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 คนก่อนๆทำกันคือ การปรากฏตัวร่วมกับประธานาธิบดีสหรัฐในงานสำคัญหรือขึ้นพูดในที่สาธารณะสำหรับบางประเด็นที่น่าสนใจ แต่มีบางครั้งที่นางมิเชลล์ตัดสินใจแหวกกรอบของสุภาพสตรีหมายเลข 1 ด้วยการโอบกอดกับสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ ด้วยความสนิทสนม หรือการลงมือลงแรงปลูกผักในสวนที่ทำเนียบขาว เพื่อสนับสนุนการบริโภคอาหารปลอดสารพิษ นางมิเชลล์ยังมักสวมเสื้อแขนกุดออกงานเป็นประจำ และเป็นชุดที่หาซื้อได้ตามร้านทั่วไป ต่างจากสุภาพสตรีหมายเลข 1 คนก่อนๆที่นิยมสวมชุดสูทหรูหราราคาแพงเป็นหลัก

การที่สื่อมวลชนต่างจับตาความเป็นไปของนางมิเชลล์ทุกฝีก้าว ทำให้เกิดความรู้สึกว่านางโอบามาเป็นสุภาพสตรีหมายเลข 1 ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และมีความเป็นมิตร อาจเรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ตัวเองให้เข้าถึงใจของประชาชน

นางดีดี ไมเยอร์ส โฆษกทำเนียบขาวสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน มองว่านางมิเชลล์สอบผ่านในเรื่องบุคลิกท่าทาง และการสร้างความประทับใจแก่ประชาชน ผลสำรวจของแกลลัพ โพล เมื่อเร็วๆนี้ยังพบว่านางโอบามามีคะแนนนิยมมากกว่าสามีเสียอีก โดยอยู่ที่ 72 : 69%

Silence of the Lamp: เขียนถึง..ด้วยความคิดถึง

ที่มา ประชาไท

สุภัตรา ภูมิประภาส

คิดถึง คณาจารย์ผู้ห่วงใยสื่อ

คิดถึง มีเดียมอนิเตอร์

คิดถึง นักวิชาการสื่อสารมวลชน

ในสถานการณ์อึมครึมของข่าวการปลด บก.เสื้อแดงฯ ข่าวนักการเมืองไม่พอใจการ์ตูนล้อการเมืองจนต้องร้องเรียนสภาการหนังสือพิมพ์ รวมถึงสถานการณ์การวิพากษ์วิจารณ์การนำเสนอข่าวแบบเลือกข้างของสื่อกระแสหลักต่างๆ ชวนให้ผู้เขียนต้องย้อนไปอ่านแถลงการณ์ของกลุ่ม คณาจารย์ผู้ห่วงใยสื่อ ที่ออกมาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2551 โดยคณาจารย์ผู้ห่วงใยสื่อ แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์คุกคามสื่อในขณะนั้นไว้ว่า

...ในช่วงหนึ่งเดือนเศษที่ผ่านมา รัฐบาลได้แสดงท่าทีกดดันสื่อมวลชนที่มีจุดยืนแตกต่างจากกลุ่มการเมืองในฝั่งรัฐบาล ทำให้สื่อมวลชนเกิดความหวาดกลัว หวาดระแวง และขาดความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนอย่างเป็นอิสระ บรรดาสื่อมวลชนทั้งหลายก็จะลดหรือละเลยบทบาทการตรวจสอบรัฐบาลและการเป็นกระจกสะท้อนความคิดความต้องการของสาธารณชนลงไป และให้ความสำคัญกับการทำสื่อเพื่อเอาตัวรอดทางธุรกิจเป็นหลัก สังคมประชาธิปไตยไทยอาจจะเดินเข้าสู่ความตกต่ำและเกิดวิกฤติศรัทธาและความชอบธรรมทางการเมืองได้

สาธารณชนย่อมมีความคาดหวังต่อรัฐบาลประชาธิปไตยมากกว่ารัฐบาลเผด็จการ ในทำนองเดียวกัน รัฐบาลประชาธิปไตยก็มีหน้าที่สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้สาธารณชน ข้าราชการ พนักงานของรัฐ และสื่อมวลชนได้เห็นเป็นประจักษ์ว่าจะสามารถทำหน้าที่ในทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตยควบคู่ไปกับรัฐบาลได้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี ยึดหลักวิชาการและวิชาชีพของตนเองได้อย่างเป็นอิสระ ได้มากกว่าหรืออย่างน้อยก็ไม่ด้อยกว่ารัฐบาลเผด็จการ (อ่านแถลงการณ์ฉบับเต็มได้ที่นี่ http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=11487&Key=HilightNews )

สถานการณ์ที่ฝ่ายเสื้อแดง และอีกหลายฝ่าย วิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้องความเป็นกลางในการนำเสนอข่าวของสื่อยังชวนให้ผู้เขียนคิดถึงกลุ่ม มีเดียมอนิเตอร์ที่เคยติดตามนับจำนวน ทำสถิติความไม่เป็นกลางในการนำเสนอข่าวของสื่อต่างๆในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมาอย่างแข็งขัน

ในสถานการณ์เช่นนี้ คณาจารย์ผู้ห่วงใยสื่อ และ มีเดียมอนิเตอร์ รวมถึงนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน หายไปไหนกัน?

นับตั้งแต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ขึ้นบริหารประเทศท่ามกลางความขัดแย้งแตกขั้วทางการเมืองที่รุนแรงมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา และการเลือกข้างที่ชัดเจนมากขึ้นของสื่อสารมวลชนทุกแขนงนั้น ทั้งคณาจารย์ผู้ห่วงใยสื่อ และ มีเดียมอนิเตอร์ รวมถึงนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนกลับหายเงียบไปไม่ออกมาทำหน้าที่ตักเตือน ตรวจสอบการแทรกแซงสื่อของรัฐบาลและการทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชนเช่นที่เคยทำในรัฐบาลที่ผ่านมา

สมาชิกของกลุ่ม คณาจารย์ผู้ห่วงใยสื่อและกรรมการของมีเดียมอนิเตอร์บางคนไปปรากฎชื่ออยู่ในคณะกรรมการชุดต่างๆที่เป็นกลไกของรัฐ รวมทั้งในคณะกรรมการนโยบายของทีวีไทย ทีวีสาธารณะที่ทำหน้าที่อย่างแข็งขันในการเป็นกระบอกเสียงของรัฐฯในสถานการ์ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งล่าสุด

เมื่อรัฐบาลประชาธิปัตย์สั่งปิดสื่อทุกประเภทของฝ่ายเสื้อแดง ทั้งสถานีเคเบิลทีวี ดี-สเตชั่น สถานีวิทยุชุมชน และเวบไซด์ คณาจารย์ผู้ห่วงใยสื่อ และ มีเดียมอนิเตอร์ ที่เคยห่วงใยสถานการณ์การคุกคามสื่อในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา หายเงียบไปแบบปิดหู ปิดตา ปิดปาก

คณาจารย์ผู้ห่วงใยสื่อ และ มีเดียมอนิเตอร์ รวมถึงนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนที่เคยแสดงความห่วงใยกับการผลิตซ้ำภาพความรุนแรงเมื่อสถานีเอ็นบีทีนำภาพที่กลุ่มนักรบศรีวิชัยพร้อมอาวุธบุกรุกสถานีฯมาฉายซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ คณาจารย์ผู้ห่วงใยสื่อ และ มีเดียมอนิเตอร์ รวมถึงนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กลับปิดหู ปิดตา ปิดปาก กับการที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ และทีวีไทย ทีวีสาธารณะนำภาพความรุนแรงที่กลุ่มคนเสื้อแดงบุกรุกสถานที่ประชุมอาเซียน ซัมมิทที่พัทยา และเหตุการณ์รุมทุบขบวนรถนายกรัฐมนตรีที่กระทรวงมหาดไทย มาฉายซ้ำแล้วซ้ำอีกมากครั้งยิ่งกว่า

นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนที่เคยวิพากษ์วิจารณ์รายการ ความจริงวันนี้ ในช่วงรัฐบาลชุดที่ผ่านมาว่าเป็นการใช้สื่อของรัฐสร้างความแตกแยกในสังคม แต่ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนกลับ ปิดหู ปิดตา ปิดปาก กับรายการ ลงเอย...อย่างไร ที่กำลังออกอากาศเพื่อความแตกแยกยิ่งขึ้นอยู่ขณะนี้

ด้วยเห็นว่า คณาจารย์ผู้ห่วงใยสื่อ และ มีเดียมอนิเตอร์ รวมถึงนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ปิดหู ปิดตา ปิดปาก เว้นวรรคการทำหน้าที่กันมานานเกินควร

จึงเขียนถึง ด้วยความคิดถึงจริงๆ

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker