บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2551

พันธมิตรกับแนวทางสันติ


คอลัมน์ : ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

โดย -ศุภชัย ใจสมุทร-


เมื่อวันอาทิตที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา ที่กรมประชาสัมพันธ์เครือข่ายเสวนาเพื่อสันติธรรม ได้มีการประชุมใหญ่ โดยในวันนั้นได้เชิญ นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ขึ้นกล่าวปาฐกถาหัวข้อ “ยุติความรุนแรง แสวงสันติด้วยการเสวนา”

นายสุเมธ ตันติเวชกุล ได้กล่าวเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรง ต้องช่วยกันหันมารักษาบ้านเมืองให้ปลอดภัย เกิดความสงบสุขของคนในชาติ พร้อมอันเชิญพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานไว้หลังเกิดเหตุการณ์ พฤษภาคม 2535 บางตอนที่ว่า

“ประเทศของเราไม่ใช้ประเทศของหนึ่งคนสองคน เป็นประเทศของทุกคน เข้าหากันไม่เผชิญหน้ากัน แก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ ที่เวลาเกิดจะใช้คำว่า บ้าเลือด เวลาคนมีการปฏิบัติรุนแรงมันลืมตัว ลงท้ายเขาไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วจะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดคือประเทศชาติ”

แต่พลันที่นายสุเมธ ตันติเวชกุล ได้แสดงปาฐกถา ดังกล่าว ในคืนวันที่ 27 ตุลาคม นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลับออกมากล่าวโจมตีบนเวทีพันธมิตรฯ

ประเด็นที่สำคัญที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวก็คือ ให้ นายสุเมธ ตันติเวชกุล หยุดพูดและหยุดแสดงความคิดเห็น แล้วหันมายืนข้างฝ่ายถูกต้องมากกว่าจะมาสอนให้สามัคคีกัน

นอกจากนี้ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังได้แถลงด้วยว่า ตามที่กลุ่มวิชาการและองค์กรภาคส่วนต่างๆ เสนอใช้เวทีสานเสวนาเพื่อคลี่คลายวิกฤตนั้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มองว่าความขัดแย้งดำเนินมาไกลเกินกว่าจะมีการเสวนาเกิดขึ้นได้ เครือข่ายคนรักทักษิณ และนปช. ไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาล อีกทั้งยังจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงอย่างโจ่งแจ้ง ดังนั้นการกระทำดังกล่าวจึงไม่สามารถนำมาพูดคุยในวงเสวนาได้ พันธมิตรฯยังคงยืนยันว่า ทางออกของวิกฤตมีทางเดียวคือรัฐบาลนอมินีต้องลาออก แสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ 7 ตุลาคม จึงอยากให้กลุ่มบุคคลที่เสนอสานเสวนายอมรับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วย หากจัดสานเสวนาขึ้น สังคมจะเกิดข้อกังขาว่าเหตุใด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่กระทำความผิดและถูกคำตัดสินของศาลยังไม่ถูกดำเนินคดี

และนี่คือท่าทีอันชัดเจนนขอพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต่อแนวทางสานเสวนาเพื่อแสวงสันติ ที่หลายฝ่ายได้พยายามริเริ่ม เพื่อหาแนวทางยุติความัดแย้งในบ้านเมือง ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อการแสดงท่าทีที่เป็นการปฏิเสธเช่นนั้น ย่อมแสดงให้เห็นได้ชัดเจนกันว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มิได้มีแนวคิดในการเจรจาหรือเสวนา หากแต่ยังมีแนวทางการใช้ความรุนแรง เพื่อให้เกิดคามแตกหัก ดังที่เคยสำแดงให้ปรากฏอย่างต่อเนื่อง นับแต่การชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2549 จนถึงปัจจุบันก็ตาม ดังนั้นไม่ว่าบุคคลเช่น นายสุเมธ ตันติเวชกุล ซึ่งเป็นผู้ที่ได้ยอมรับว่า ทำงานใกล้ชิดเนื้องพระยุคลบาท จะเป็นผู้เสนอและเรียกร้องให้ใช้แนวทางสันติวิธีก็ตามที แต่ที่สุดแล้วก็ได้หามีคุณค่าพอที่จะทำให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเปลี่ยนท่าทีและท่วงทำนองได้แต่อย่างใด ถึงแม้กระนั้นก็ตามเชื่อว่า เครื่อข่ายสานเสวนาเพื่อสันติธรรม คงไม่คิดถอดใจ หากแต่คงต้องหาแนวทางใดที่จะทำให้เกิดความสอดคล้องต้องตรงกัน ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง เพื่อให้ความสามัคคีเกิดขึ้นจริง

ในส่วนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น การได้แสงดงคำพูดที่ปฏิเสธแนวทางการเจรจาครั้งนี้ ยิ่งทำให้เห็นได้ว่า แท้ที่จริงแล้วที่กล่าวอ้างเหตุผลที่ชักจูงให้ประชาชนได้ยินได้ฟังถึงความจำเป็นในทางชุมนุมนั้น กลับสวนกับการแสดงให้ปรากฏว่า พันธมิตรฯ เองคือผู้ปฏิเสธแนวทางสันติวิธี และเห็นได้ว่าความอยากความใฝ่ปรารถนาของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่โยงเข้ามาหาตัวตน อยากเพื่อตัวเอง เป็นการอยากได้อยากเอา อยากให้ผลเกิดขึ้นแก่ตนเอง ไม่ว่าจะไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งใดก็เพื่อให้สิ่งนั้นอำนวยผลประโยชน์ให้แก่ตน ซึ่งหากกล่าวในเชิงศาสนาแล้ว สิ่งที่พันธมิตรฯ มีก็คือ ตัญหานั้งเอง และเมื่อยิ่งพิจารณาถึงพฤติการณ์การกระทำ วิธีคิด และการพูดจาแสดงออกมาของบรรดาแกนนำพันธมิตรฯ ทั้งหลายก็ยิ่งพบว่าบรรดาท่านทั้งหลายดูเหมือนความอยากให้ตัวเองยิ่งใหญ่ ความอยากได้อำนาจ หรือที่เรียกเป็นศัพท์เฉพาะ “มานะ” ยิ่งกว่านั้นยังมีความอยากที่ต้องการเสนอความยึดถือของตัวเอง ตัวเองยึดถืออย่างไรก็จะต้องให้เป็นอย่างนั้นให้ได้ มีอาการคลั่งลัทธิและยึดถืออุดมการณ์อย่างรุนแรง ซึ่งก็คือการมี ทิฐิ โดยความอยากที่ว่าทั้งหมดหาใช่สิ่งซึ่งเป็นความอยากที่เป็นกุศลที่เรียกกันว่า “ฉันทะ” อันเป็นสิ่งที่งดงามสำหรับบ้านเมือง

ดังนั้น ตราบเท่าที่ความอยากของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เราอาจเรียกกันโดยง่ายๆ ว่า “ความเห็นแก่ตัว” ยังเกาะติดแน่นติดตรึงหัวใจอยู่เช่นนั้นแล้ว จึงมิใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะให้การสานเสวนาเกิดขึ้นได้ แม้นั่นคือความต้องการจากประชาชน

แต่การที่พันธมิตรฯ ได้ประกาศยืนยันชัดเจนออกมาเช่นนี้ก็นับว่าดี เพราะจะทำให้ผู้คนที่หลงใหลได้ปลื้ม ชื่นชมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประดุจดั้งพระผู้มาโปรด จะได้รู้เช่นเห็นชาติและตัวตนของพันธมิตรฯ ว่า คำว่า “สันติวิธี” มิได้เคยอยู่ในสารบบของพันธมิตรฯ หรอก จะบอกให้


ประชาทรรศน์ตูน


‘เสธ.แดง’ชี้มีคนหมั่นไส้จ้องหวด‘พันธมาร’เพียบ

‘นักรบใบกระท่อม’กร่างจนได้เรื่อง‘เสธ.แดง’ระบุชัด เชื่อที่ผ่านมาแค่เตือนพันธมิตรไม่หวังชีวิตผู้บริสุทธิ์ มีหวังรอบหน้าอาจเจอเอ็ม 79-อาร์พีจี คุย‘นัดรบพระเจ้าตาก’ฝีมือพระกาฬ

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวถึงเหตุระเบิดที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ บริเวณเขตรักษาความปลอดภัยของการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า คงไม่สามารถระบุได้ว่ามือระเบิดเป็นกลุ่มใด แต่แน่นอนว่าขณะนี้มีหลายกลุ่มที่ไม่พอใจพฤติกรรมของแกนนำพันธมิตรฯ และนักรบศรีวิชัย พร้อมจะปฏิบัติการให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกจากทำเนียบรัฐบาล

“น่าจะมีคนจองกฐินเล่นงานพันธมิตรฯ หลายกลุ่ม แต่ครั้งนี้น่าจะหนักกว่าทุกครั้ง เพราะเป็นอาวุธสงครามเป็นของจริง มั่นใจว่าน่าจะเป็นระเบิดเอ็ม 67 เป็นลูกเกลี้ยงแบบขวาง ระยะหวังผล 200 – 300 เมตร ระเบิดรุ่นนี้มี 2 ขนาด ถ้าเป็นอเมริกันจะลูกใหญ่ อีกรุ่นผลิตให้กับคนฝั่งเอเชีย ซึ่งให้เหมาะกับกำลังในการขว้างสู่เป้าหมาย ผู้ที่จะใช้ระเบิดประเภทนี้ได้แค่ฝึกฝนวิธีถอดสลัก รู้น้ำหนัก ระยะทาง รวมทั้งใจกล้า ก็ทำได้”พล.ต.ขัตติยะกล่าว

พล.ต.ขัตติยะ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเห็นการ์ดพันธมิตรฯ กร่างมาตลอด แต่เจอของจริงอย่างนี้ก็เงียบไปเยอะ คนทำก็คงหวังสั่งสอนพวกการ์ดที่ทำตัวเป็นอันธพาล ไม่ได้หวังชีวิตผู้มาชุมนุม ที่สำคัญเป็นการเตือน และสร้างความกลัวไม่ให้คนเข้ามาชุมนุมที่ทำเนียบฯ ทั้งนี้ เชื่อว่าคนที่จองกฐินงานนี้ ต้องงัดอีกหลากหลายวิธีการมาจัดการแน่ ต่อไปก็คงเจอระเบิดเอ็ม 79 หรือ อาร์พีจี ที่ใช้ปืนยิงสู่เป้าหมาย ซึ่งระยะในการยิงได้ระยะทางไกลกว่า 700 เมตร หรืออาจจะมีการเผารถที่จอดไว้แถวนั้น เพื่อสร้างความหวาดกลัว ไม่ให้ผู้ชุมนุมหวาดกลัว ไม่มาชุมนุม

“การจะยิงเข้าไปนั้น ไม่ใช่ยิงเข้าไปแบบสุ่มสี่สุ่มห้า โดนคนบริสุทธิ์หมด ถ้าคนคิดจะทำมันต้องดูพิกัด ตรวจสอบจากกูเกิ้ลเอิร์ธ ตั้งศูนย์การยิงในตำแหน่งที่พอเหมาะ รับรองไอ้พวกนักรบศรีวิชัยที่กร่างๆ โดนแน่ ส่วนกรณีที่ชายคนที่ถูกยิงอย่างปริศนาที่บริเวณถนนพิษณุโลกติดกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล และ เหตุระเบิดที่บ้านของนายจรัญ ภักดีธนากุล คงไม่ใช่กลุ่มเดียวกับที่ขว้างระเบิดกลุ่มพันธมิตรฯ สองกรณีนี้เป็นพวกแขกไม่ได้รับเชิญ น่าจะมาแบบร่วมด้วยช่วยกัน”พล.ต.ขัตติยะกล่าว

พล.ต.ขัตติยะ กล่าวว่า ตนไม่ขอออกความเห็นกรณีที่มีข่าวว่า เป็นฝีมือของสมาชิกนักรบพระเจ้าตากที่ออกปฏิบัติหน้าที่ หลังจากที่ตัวเองได้ฝึกฝนมาอย่างดี แต่ยอมรับว่าในการฝึกนั้น นอกจากฝึกท่าเตรียมอาวุธตามพื้นฐานแล้ว ก็มีการขว้างระเบิดด้วย ซึ่งคนเหล่านี้ไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไม่มีบัญชีหนังหมาในสารบบตำรวจ ดังนั้น ออกไปทำอะไรหวังผลได้อย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฝึกที่สนามหลวงแล้ว ก็อยากแย่งกันไปปฏิบัติจริง



‘เสธหนั่น’เสนอพปช.-ปชป.รวมขั้วตั้งรัฐบาลแก้ปัญหาชาติ


พล.ต.สนั่นแนะทางออกประเทศให้รวมพปช.รวมขั้วปชป.ตั้งรัฐบาล ให้พรรคร่วมเป็นฝ่ายค้าน เชื่อ ‘ทักษิณ’ไม่พูดให้สังคมแตกแยก

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโทรศัพท์ข้ามประเทศเข้ารายการ "ความจริงวันนี้สัญจร ต้านรัฐประหาร" ในวันพรุ่งนี้(1 พ.ย.) ว่า ตนไม่ทราบว่าพ.ต.ท.จะต่อสายโทรศัพท์มาพูดเรื่องอะไรบ้าง แต่อยากให้ทุกฝ่ายมองเป็นมุมที่ดีก่อน ทั้งนี้เชื่อว่าพ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนที่มีความคิดดี ย่อมพูดในสิ่งที่ไม่ทำให้สังคมแตกแยก

ส่วนกรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่เสนอให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยกชุด โดยหาคนดีมาเป็นรัฐมนตรีแทน พล.ต.สนั่นกล่าวว่า บุคคลสำคัญหลายคนรวมถึง นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เคยให้ข้อเสนอมาแล้วเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ แต่ทำไม่ได้ และข้อเสนอของ พล.อ.ชวลิต ก็ทำไม่ได้ รวมทั้ง พล.อ.ชวลิต มีมุมมองที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดังนั้น น่าจะเสนอหนทางที่ทำได้และสำเร็จด้วย

“ในความคิดของผม คือ หาก 2 พรรคการเมือง คือ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชาชนต้องการที่จะทำให้บ้านเมืองสงบจริงๆ ก็ให้ 2 พรรคนี้จัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน และให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน โดยรัฐบาลที่ตั้งขึ้นมาใหม่จะบริหารประเทศไปอีก 3 ปี ก็จะแก้ไขปัญหาของชาติได้”

"ผมขอร้องให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากัน แนวทางนี้จะทำให้ความขัดแย้งระหว่าง กลุ่ม นปช. และพันธมิตร ยุติลง จากนั้นให้เสนอในสิ่งที่ต้องการ เพื่อให้รัฐบาลใหม่แก้ไข ในส่วนของพรรคชาติไทยยินดี เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในประเทศ"พล.ต.สนั่น กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้แล้วหรือไม่ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าวว่า ยังไม่ได้ปรึกษาหารือกับนายบรรหาร แต่คิดว่านายบรรหาร ต้องเห็นด้วย หากทำให้ความสงบของชาติเกิดขึ้น


‘บาฮามาส’ยก'ทักษิณ'เป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์

รัฐบาลบาฮามาส ออกโรงจี้รัฐบาลอังกฤษไม่ควรส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณกลับไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน มั่นใจรัฐบาลจะดูแลทำทุกวิถีทางที่จะปกป้องพลเมืองชั้นดีของบาฮามาส

สถานีโทรทัศน์ ZNS Bahamas ของรัฐบาลบาฮามาส รายงานข่าวโดยระบุว่า นาย ฮิวเบิร์ท อเล็กซานเดอร์ อิงแกรห์ม วัย 61 ปี นายกรัฐมนตรีของบาฮามาส ได้สั่งการให้ นาย ธีโอดอร์ เบรนท์ ซิมโมเน็ทท์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับกฎหมาย และการเมืองอังกฤษเป็นอย่างดี ให้เตรียมหาช่องทางในการให้ความช่วยเหลือต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย หากถูกทางการอังกฤษตัดสินให้ส่งตัวกลับประเทศไทย ในฐานะของผู้ร้ายข้ามแดน

ทั้งนี้ในรายงาน ระบุว่า นาย อิงแกรห์ม ยืนยันว่า รัฐบาลบาฮามาสจะทำทุกวิถีทาง เพื่อปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีสถานะเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ของบาฮามาส อย่างถึงที่สุด เพราะถือว่าอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เปรียบเสมือนเป็นชาวบาฮามาสไปแล้ว แม้ว่าจะไม่ใช่ชาวบาฮามาส โดยกำเนิดก็ตาม ในเมื่อ ดร. ทักษิณ เป็นพลเมืองบาฮามาส เราก็มีหน้าที่ในการปกป้องพลเมืองของเราอย่างถึงที่สุดและทางอังกฤษไม่มีสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่จะส่งตัวบุคคลที่มีสถานะเป็นพลเมืองบาฮามาสของเรา ไปรับโทษในประเทศอื่น

ก่อนหน้านี้นายเคน แฮรรีย์ คลาร์ก วัย 68 ปี อดีตนายกรัฐมนตรีมหาดไทยของอังกฆษ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างเดือนเมษายนปี 1992-พฤษภาคมปี 1993 ในสมัยของอดีตนายกรัฐมนตรี นายจอห์น์ เมเจอร์ จากพรรคอนุรักษ์นิยม(Conservative Party) ออกมาให้ความเห็นต่อการที่ฝ่ายตุลาการของไทย กำลังมีความพยายามที่จะนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยกลับไปดำเนินคดีในประเทศ ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ว่า ผู้เกี่ยวข้องของฝ่ายไทย จะต้องพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนก่อนว่า การนำตัวอดีนนายกฯของไทย กลับไปดำเนินคดีในครั้งนี้ไม่ได้มีปัจจัยทางการเมืองซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่อยู่เบื้องหลัง

ทั้งนี้ยังต้องแสดงให้เห้นว่า กระบวนการยุติธรรมของไทย มีมาตรฐานดีเพียงพอ ที่จะให้ความเป็นธรรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยไม่ถูกชี้นำจากฝ่ายใด หรือสถาบันใด ซึ่งหากไทยไม่สามารถสร้างความกระจาย ในเงื่อนไขทั้ง 2 ประการ ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้ตัวอดีตนายกฯของไทยกลับไปดำเนินคดีในประเทศ



‘ไข่มุกดำ’ลมออกหูจวก‘สนธิ’อย่าโยนบาปขว้างบึ้ม

ย้อนให้‘พันธมาร’มองดูการกระทำยึดทำเนียบที่เหนือกฏหมาย ชี้อย่ากล่าวหาโบ้ยมือบึ้มเป็นคนระบอบ‘ทักษิณ’ ด้าน‘พงษ์เทพ’เผยไม่เคยต่อสายคุยส่วนตัวกับอดีตนายกฯ เชื่อรัฐบาลไม่ป้องคนผิดเหตุระเบิดป่วนพัธมิตร


นายวีระ มุกสิกพงษ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงความพร้อมในการจัดงาน ความจริงวันนี้ สัญจรในวันพรุ่งนี้(1 พ.ย.)ว่า ขณะนี้พร้อมแล้ว 90 เปอร์เซนต์ ทั้งสถานที่และเจ้าหน้าที่ ส่วนในเรื่องของมาตราการรักษาความปลอดภัยนั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 1,000 นาย ให้การรักษาความเรียบร้อยทุกประตูทางเข้าออก ซึ่งจะมีการตรวจอาวุธและวัตถุระเบิดต่างๆโดยเครื่องมือของตำรวจ เพราะฉะนั้นยืนยันว่ามีความปลอดภัย 100 เปอร์เซนต์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของ นปช.เองจะคอยตวรจสอบปัญหาและให้บริการอีกกว่า 500 คน

ส่วนกรณี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะต่อสายโทรศัพท์ผ่านทางรายการ โดยจะเป็นการพูดให้คนไทยเข้าใจผิดหรือเกิดความแตกแยกนั้น นายวีระ กล่าวว่า เชื่อว่าสิ่งที่ พ.ต.ท. ทักษิณ จะพูดนั้นจะเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ เพราะเป็นคนที่มีดุลยพินิจในการพูดที่เพียงพอว่าอะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูด ทั้งนี้เชื่อว่าภายหลังการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองดีขึ้น

“คนที่เป็นห่วงเป็นใยก็ต้องขอขอบคุณ ส่วนใครที่ห้ามปรามนั้น ขอถามว่าท่านรู้จักสิทธิเสรีภาพของคนอื่นหรือไม่ ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยฉะนั้นคนไทยย่อมมีสิทธิที่จะพูดจา และมีสิทธิที่จะสื่อสารถึงกันด้วย แต่จะดีหรือไม่ดีควรประเมินหลังจากนั้น ไม่ควรประเมินล่วงหน้า ไม่ถูกต้อง”นายวีระ กล่าว

สำหรับการชุมนุมในวันพรุงนี้นั้น นายวีระกล่าวยืนยันว่า จะไม่มีเหตุการชุลมุนอย่างแน่นอน เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามอยู่กันคนละพื้นที่ รวมทั้งวัตถุประสงค์คนละอย่าง การชุมนุมในวันพรุ่งนี้เป็นการชุมนุมที่ถูกกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ และได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญทุกอย่าง ที่สำคัญคือมีวัตถุประสงค์เพื่อการสันติ และเรียกร้องประชาธิปไตย หากผู้นำเหล่าทัพจะมาร่วมฟังหรือจะส่งลูกน้องมานั่งฟังก็สามารถทำได้เราไม่ปิดกั้น บางทีหูตาอาจทำให้หูตาสว่างขึ้นก็ได้

นอกจากนี้ นายวีระยังกล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวหาว่ากลุ่มคนร้ายที่ปาวัตถุระเบิดใส่บ้าน นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำของกลุ่มคนในระบอบทักษิณ ว่า สำหรับเรื่องนี้ต้องถามว่าประชาชนในขณะนี้ยังเชื่อพันธมิตรอยู่หรือไม่ เนื่องจากมีการกล่าวหาคนในบ้างเมืองว่าเป็นผู้สร้างเหตุการณ์นี้ขึ้น ทั้งที่ไม่ได้มีการสอบสวนหรือสืบสวนแต่อย่างใด แต่กลุ่มตนเองที่ยึดทำเนียบรัฐบาล ทำผิดกฎหมายบ้านเมืองอยู่ขณะนี้กลับเป็นเรื่องที่มองไม่เห็น ดังนั้นคำกล่าวหา หรือข้อกล่าวหาที่พยายามตั้งให้บุคคลอื่นนั้น ไม่น่ารับฟัง จนกว่าจะสลายตัวกลับบ้านหรือไปชุมนุมในที่ชอบด้วยกฎหมายจึงน่าฟัง

'จตุพร'เชื่อจัด'ความจริงวันนี้'ราบรื่น

วันนี้ (31 ต.ค.) นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวถึงรูปแบบการจัดรายการความจริงวันนี้ว่าจะเป็นการพูดการร้องและเชื่อว่าการจัดรายการในวันพรุ่งนี้ (1 พ.ย.) จะเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งผู้ชมจะได้ทั้งเนื้อหาสาระและข้อมูลทางการเมืองและจะมีการปราศรัยเกี่ยวกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตยและคัดค้านการรัฐประหารซึ่งเมื่อมีกระแสขึ้นมาก็ต้องพูดกันในเรื่องนี้เพื่อจะพาบ้านเมืองไปสู่ประชาธิปไตยเพื่อเป็นทางออก

อย่างไรก็ตาม รายการความจริงวันนี้จะไม่มีการถ่ายสดแน่นอน หากผู้ที่อยากจะมาร่วมงานต้องการทราบข้อเท็จจริงทางการเมืองก็ให้มาร่วมงานในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ส่วนช่วงเวลาที่จะต่อสายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น นายจตุพร กล่าวว่า จะเป็นช่วงเวลาช่วงหัวค่ำที่มีนายวีระ ขึ้นเวทีปราศรัยแต่รูปแบบการสนทนายังไม่ได้กำหนด ซึ่งขณะนี้ได้เช็คระบบที่ทางโทรศัพท์ไว้หมดแล้ว ซึงหากมีการตัดสัญญาณจริงตามกระแสข่าว เราจะมีแผนการรับรองเหตุการณ์ นอกจากนี้ นายจตุพร ยังกล่าวถึงระบบการรักษาความปลอดภัยว่า ไม่ถึงขั้นต้องนำกำลังทหารมาดูแล เพราะเชื่อกำลังตำรวจและอาสาสมัครที่มีอยู่เพียงพอ

‘พงศ์เทพ’ชี้‘ทักษิณ’มีสิทธิ์โฟนอิน

นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีเกิดเหตุคนร้าย ปาระเบิดใส่เวทีชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ว่า เรื่องนิ้เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตรวจสอบให้ละเอียด รวมทั้งกลุ่มพันธมิตรเองก็ต้องให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ว่าความจริงเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้กระทำ เชื่อว่ารัฐบาลจะต้องลงโทษผู้กระทำผิด

อย่างไรก็ตามบริเวณดังกล่าวมีกล้องวงจรปิดน่าจะตรวจสอบความจริงได้ไม่ยาก อีกทั้งหลักฐานจากกองพิสูจน์หลักฐานก็จะสามารถบอกได้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเหตุการณ์เป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ปกป้องคนผิด

ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหาว่า รัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์นั้น นายพงษ์เทพ กล่าวว่า หากมีการกล่าวหา รัฐบาลควรจะออกมาชี้แจงว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ควรนิ่งเฉยปล่อยให้พันธมิตรพูดจากล่าวว่า เพราะประชาชนที่ฟังเรื่องราวอาจหลงเชื่อในคำกล่าวหา หากไม่มีการชี้แจง

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่นั้น นายพงษ์เทพ กล่าวว่า ปกติการสร้างสถานการณ์จะไม่มีการบาดเจ็บของกลุ่มตัวเอง เว้นแต่กรณีที่ไม่ใช่การสร้างสถานการณ์แต่เกิดเหตุขึ้นนั้นอาจจะเป็นบุคคลมือที่สามที่ต้องการให้เกิดความแตกแยก แต่ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์อื่นๆ นั้นเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ ควรปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ตรวจสอบหาพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิด

นอกจากนี้ นายพงษ์เทพ ยังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จะต่อโทรศัพท์สายตรงผ่านรายการความจริงวันนี้ สัญจร ในวันพรุ่งนี้(1พ.ย.)แต่หลายฝ่ายออกมาวิพากวิจารณ์ว่าเป็นเรื่องไม่ควร ว่า เรื่องนี้นั้น พ.ต.ท. ทักษิณ ท่านก็ยังเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีสิทธิ์เสรีภารในการออกมาแสดงออกเหมือนคนทั่วไป ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะเดือดร้อนอะไรหากคนไทยคนหนึ่งจะแสดงความคิดเห็นบ้าง ไม่ควรตีตนไปก่อนไข้ ส่วนจะมีการต่อสายจริงหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบเนื่องจากไม่ได้เป็นผู้จัดงาน“เรื่องนี้ไม่สามารถยืนยันได้ เพราะโดยส่วนตัวไม่ได้ต่อสายพูดคุยเป็นการส่วนตัวมานานแล้ว”

'โคทม-ปลื้ม'บอกปัดไม่คุยการเมือง

นายโคทม อารียา ประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรมีการตอบโต้คำพูดของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และนายดิษธร วัชโรทัย อย่างรุนแรงว่า สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ไม่ควรจะมีการแอบอ้าง แต่ถามว่ากลุ่มไหนจะมีการแอบอ้างนั้นต้องลองไปถามกลุ่มพันธมิตรดูว่าแอบอ้างจริงหรือไม่ ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรมีการพาดพิงถึงตนนั้น ตนไม่รู้ว่าหมายถึงตนหรือไม่ก็ให้ไปถามกลุ่มพันธมิตรดูเอง

ด้านม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล พิธีกรชื่อดังในช่วงนี้บอกว่าตอนของดให้สัมภาษณ์เรื่องการเมืองในทุกๆกรณี


เชื่อพันธมิตรบึ้มพวกตัวเอง ป้ายสีรัฐบาล-จูงจมูกปฏิวัติ


จากเหตุการณ์ช่วงเช้ามืดวันที่ 30 ตุลาคม ที่มาผ่าน ได้มีการขว้างระเบิดที่บริเวณสะพานมัฆวานฯ และมีการก่อเหตุซ้ำที่สะพานชมัยมรุเชฐ ทำให้มีการ์ดของกลุ่มพันธมิตรฯ ได้รับบาดเจ็บจำนวน 9 คน และมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตที่หลังกองบัญชาการตำรวจนครบาลนั้น

กรณีดังกล่าวได้กลายเป็นประเด็นที่มีความพยายามพุ่งเป้าเข้าใส่รัฐบาลอย่างน่าสงสัย ทั้งการ์ดพันธมิตรฯ ที่ออกมาให้การเป็นฉากๆ ทั้งที่ปกติไม่เคยเคารพและคิดอาศัยกระบวนการของรัฐ อีกทั้งการให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็ละเอียดยิบราวกับอยู่ในเหตุการณ์

โดยการ์ดพันธมิตรฯ ให้การว่า เข้าเวรเป็นการ์ดอาสาสมัครพันธมิตรฯ ตั้งแต่เวลา 00.00 -06.00 น. จนกระทั่งช่วง 01.00 น. เห็นชายฉกรรจ์สวมชุดดำ สวมแจ็กเกตสีดำ กางเกงสีดำ สวมหมวกนิรภัย ขี่รถจักรยานยนต์แบบผู้หญิง ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน ขับขี่มาวนเวียนอยู่หน้าบริเวณสะพานมัฆวานฯ 2 รอบ โดยเริ่มขับขี่มาจากบริเวณจากแยก จปร. ใช้เส้นทางถนนราชดำเนินกลาง จนมาถึงบริเวณแยกสะพานมัฆวานฯ จึงเลี้ยงขวาไปทางถนนกรุงเกษม จากนั้นวนไปวนมาอีก 2 รอบ โดยทิ้งระยะห่างรอบละประมาณครึ่งชั่วโมง

จากนั้นในรอบที่ 3 พบว่า ชายคนดังกล่าว ขับกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ มีผู้ซ้อนท้ายมาด้วย 1 คน แต่งกายในลักษณะเดียวกัน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ ได้หยุดรถที่บริเวณทางแยกสะพานมัฆวานฯ จากนั้นคนที่ซ้อนท้าย ก้าวลงจากรถ แล้วขว้างระเบิดใส่บริเวณสถานที่การ์ดพันธมิตรฯ ยืนรักษาการณ์อยู่ จากนั้น กลับไปขึ้นรถที่เพื่อนยังคงติดเครื่องรออยู่เพื่อหลบหนีไป

ด้าน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวหาว่าขณะนี้ฝ่ายรัฐบาลกำลังทำสงครามเต็มรูปแบบ ฆ่าประชาชนผู้รักชาติทั้งในที่ตั้งและนอกที่ตั้ง พร้อมกันนี้ พล.ต.จำลอง ยังเล่าเรื่องในมุมนู้นมุมนี้เป็นฉากๆ ราวกับเป็นเรื่องละคร หรือนิยายที่มีการแต่งเนื้อเรื่องไว้แล้ว พร้อมทั้งยังพูดจาเต็มปากเต็มคำราวกับตาเห็นว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของ นปก. ที่เป็นไปตามคำสั่งรัฐบาล

นอกจากนี้ยังระบุว่าคนที่ถูกยิงเสียชีวิตด้านหลัง บช.น. นั้นไม่ใช่คนของพันธมิตรฯ
ซึ่งการพูดดังกล่าวทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อไม่ใช่คนของพันธมิตรฯ ก็หมายความว่าพันธมิตรฯ เป็นคนยิงอย่างนั้นหรือเปล่า และเรื่องดังกล่าวยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าน่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มพันธมิตรฯ เอง เนื่องจากพบพิรุธหลายอย่าง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ทราบดี แต่ไม่สามารถพูดอะไรได้มาก

ทั้งยังมีการตั้งข้อสังเกตกันด้วยว่าก่อนการระดมคนของพันธมิตรฯ ทุกครั้ง มักจะมีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นก่อนเสนอ เพื่อเป็นเหตุในการระดมคน

รวมทั้งยังเชื่อว่าพันธมิตรฯ กลัวคนเสื้อแดงที่จะมีการรวมตัวกันในวันที่ 1 พฤศจิกายน บุกทำเนียบรัฐบาล จึงต้องมีการระดมคน เพราะจากข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณการว่าในคืนวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีผู้ร่วมชุมนุมเพียงประมาณ 200 คนเท่านั้น

2 ปี นวมทอง ไพรวัลย์ พลีชีพ : ประชาธิปไตย สู้ตาย!


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย สุวิทย์ เลิศไกรเมธี

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย

“ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก”
ยังจำประโยคนี้ได้ไหม ยังจำชายชราคนที่ขับแท็กซี่ชนรถถังได้ไหม ฯลฯ และยังจำได้ไหมว่า นักวิชาการสันติวิธีผู้โด่งดังแห่งรั้วธรรมศาสตร์ เคยกล่าวว่า รัฐประหารไม่รุนแรง แล้วการตายของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ จะเรียกว่าอะไรดี การตายของ ณรงศักดิ์ กรอบไธสง จะให้เรียกว่าอะไร รวมทั้งของฝ่ายพันธมิตรฯ อีก 2 ศพบาดเจ็บอีกหลายร้อย จะให้เรียกว่าอะไร ยังไม่นับความเลวร้ายที่ฝ่ายเผด็จการทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าอีกมากมาย ทั้งหมดนี้คือผลพวงของการรัฐประหารและการต่อสู้ของ 2 ฝ่า ยตลอด 2 ปีเศษที่ยังคงก่อความรุนแรงอย่างลึกซึ้งมาถึงทุกวันนี้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแต่ทางกายภาพเท่านั้น แต่มีความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม บลาๆๆๆ อย่างที่นักสันติวิธีและราษฎรอาวุโสชอบใช้ภาษาทำนองนี้

ผมเชื่อว่าการตายของลุงนวมทองสร้างความสะเทือนใจแก่ผู้รักประชาธิปไตยไม่น้อย และผมก็เชื่อว่าการพลีชีพครั้งนั้นสร้างแรงบันดาลใจในการต่อสู้ไม่น้อยเช่นกัน แต่ก็เป็นการตบหน้าพวกนักสันติวิธี นักประชาธิปไตย และนักสิทธิมนุษยชนจอมปลอมทั้งหลาย นักวิชาการ สื่อมวลชน นักการเมือง ชนนั้นนำ รวมทั้งเหล่าทรราชภาคประชาชน และอีกมากมายหลายวงการที่สนับสนุนการรัฐประหาร คนพวกนี้ล้วนมีส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการฆ่าลุงนวมทองทั้งสิ้น ที่เลวร้ายไม่แพ้กันคือ หลังจากลุงนวมทองตายไปแล้วก็ยังถูกกระทำย่ำยีใส่ร้ายป้ายสีบิดเบือนซ้ำอีก นับเป็นการฆ่าซ้ำสองอย่างเลือดเย็น ต่างกันลิบลับกับการตายและเจ็บของฝ่ายพันธมิตรฯ ที่ก่อเหตุรุนแรงเมื่อ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา
ผมเดาว่าความตายของลุงนวมทองอาจจะไม่เกิดขึ้นก็เป็นได้ หากมีการต่อต้านรัฐประหารเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทันทีจากหลายๆ ฝ่าย แต่กลับตาลปัตร มีการต่อต้านน้อยมาก มีแต่ฝ่ายสนับสนุนเป็นส่วนใหญ่ เราจึงได้เห็นปฏิบัติการเดิมพันชีวิตสู้ตายกับเผด็จการด้วยการขับแท็กซี่พุ่งชนรถถัง หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันก็ตามมาด้วยการผูกคอตายประท้วงที่หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ผมเดาเอาว่ารัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คงทำให้ลุงนวมทองตายไปเกือบจะพร้อมๆ กับระบอบประชาธิปไตย ก่อนหน้าวิญญาณจะออกจากร่างเมื่อคืนสุดท้ายของเดือนตุลาคมเสียอีก

31 ตุลาคม 2551 ครบ 2 ปีการจากไปของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ น่าจะได้มีการผลักดันอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้นบ้าง เท่าที่สติปัญญาผมพอจะคิดออก ซึ่งผมได้เคยเสนอไปบ้างแล้วตอนที่ขึ้นเสวนาที่สนามหลวงเมื่อคืนวันที่ 23 ธันวาคม 2550 โดยผมได้นำเสนอต่อแกนนำ นปช. เพื่อไปเสนอต่อรัฐสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วเช่นกัน และจะขอนำเสนอในที่นี้อีกครั้ง

ผมอยากจะพุ่งเป้าเสนอไปที่รัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาผู้แทนราษฎร (วุฒิสภาจะเอาด้วยผมก็ไม่ขัดข้อง) ควรจะได้ร่วมกันมีมติยกย่องเชิดชูเกียรติคุณลุงนวมทองเป็น "รัฐบุรุษหรือวีรบุรุษประชาธิปไตย" ทำนองเดียวกับการมีมติให้วันที่ 14 ตุลาคม เป็นวันประชาธิปไตย (ต่อมามีมติเปลี่ยนเป็นวัน 14 ตุลา ประชาธิปไตย) เพื่อเป็นการยืนยันว่าลุงนวมทองคือบุคคลสำคัญของประเทศที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยหวังว่าจะกลายเป็นประเพณีที่รัฐสภายกย่องเชิดชูบุคคลสำคัญที่ทำประโยชน์ให้กับระบอบประชาธิปไตย และประเทศชาติในอนาคตข้างหน้าต่อไป สมควรอย่างยิ่งที่รัฐสภาต้องยกย่องคนธรรมดาสามัญที่จิตใจยิ่งใหญ่ไม่แพ้รัฐบุรุษจอมปลอมบางคน ที่ทั้งชีวิตไม่เคยอยู่ข้างประชาธิปไตย มีบางคนเสนอมาว่าให้รัฐสภามีมติให้วันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันสำคัญ อาจใช้ชื่อว่าวันนวมทอง หรือวันต้านรัฐประหารแห่งชาติอะไรทำนองนี้ด้วยซ้ำ เหตุที่ผมพุ่งเป้าไปที่รัฐสภาเพราะรัฐสภาเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความชอบธรรมสูงสุดในระบอบประชาธิปไตย เพราะมีมือของประชาชนทั้งประเทศหนุนหลังอยู่นั่นเอง การยกย่องด้วยวิธีนี้จึงสมศักดิ์ศรีสมเกียรติสูงสุดยิ่งกว่าการยกย่องจากบุคคลหรือสถาบันใดๆ

สิ่งที่ควรจะตามมาหลังจากรัฐสภามีมติยกย่องแล้วก็คือ การสร้างสิ่งที่สามารถรำลึกถึงได้ เช่น สร้างอนุสรณ์สถาน ณ บริเวณสะพานลอยหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ทำบริเวณนั้นให้เป็นสถานที่สำคัญ อาจจะเปลี่ยนชื่อสะพานเป็นสะพานนวมทองก็ยังได้ ทุกครั้งที่คนเดินผ่านสะพานลอยจะได้นึกถึงวีรกรรมของลุงนวมทอง จัดสรรงบประมาณตามสมควรให้จัดงานทุกปี ฯลฯ การสร้างอะไรต่อมิอะไรที่ผมกล่าวมา รัฐสภาควรเป็นเจ้าภาพร่วมกับหลายฝ่าย เช่น องค์กรประชาธิปไตย ประชาชนทุกกลุ่มที่ประสงค์จะมีส่วนร่วม รวมทั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐด้วยที่ลุงนวมทองให้เกียรติมาเสียชีวิตที่นั่น ไม่เว้นแม้แต่พรรคการเมืองและนักการเมืองทั้งที่อยู่ในประเทศและที่ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ เพราะนักการเมืองทุกคนได้รับประโยชน์โดยตรงจากการต่อสู้ของผู้รักประชาธิปไตยมาตลอด การร่วมกิจกรรมทางการเมืองทำนองนี้ถือเป็นการขอบคุณประชาชนผู้รักประชาธิปไตยไปด้วยในตัว

นอกจากนั้น รัฐบาลควรดูแลครอบครัวลุงนวมทองให้ดีที่สุด ให้สมกับที่ได้เสียสละอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อชดเชยกับความสูญเสียให้กับครอบครัว ผมจำได้ว่ารัฐบาลเผด็จการสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เคยไปสัญญิงสัญญาเอาไว้ว่าจะให้ความช่วยเหลือ ก็ไม่รู้ว่าได้มีการช่วยเหลือจริงหรือไม่ ผมคิดว่าคงไม่มีใครไปต่อว่าอะไรถ้ารัฐบาลจะทำการช่วยเหลือเยียวยากรณีนี้ ขนาดว่ามีการจัดสรรงบประมาณเยียวยาให้กับผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ยังทำมาแล้ว ถ้าจะทำเรื่องนี้อีกก็ไม่เห็นจะเสียหาย เพราะพูดกันให้ถึงที่สุดแล้วต้องบอกว่าการเสียชีวิตของลุงนวมทองมีสาเหตุโดยตรงมาจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั่นเอง

ข้อเสนอที่กล่าวมาทั้งหมด ที่จริงแล้วไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการคืนความเป็นธรรมให้กับลุงนวมทอง (และครอบครัว) ที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีบิดเบือนมาตลอดตั้งแต่ขับรถแท็กซี่ชนรถถังใหม่ๆ จนกระทั่งตายไป เช่น หาว่าแกถูกจ้างมาบ้างล่ะ หาว่าสติไม่ดี เมา และอีกสารพัดคำดูถูกดูแคลน นักหนังสือพิมพ์ใหญ่บางคนถึงขนาดเขียนแสดงความรู้สึกขำขัน พร้อมกับดูถูกดูแคลนการพลีชีพว่าเป็นวีรชนง่ายเกินไป เป็นวีรบุรุษประชาธิปไตยง่ายไป ฯลฯ

นักประวัติศาสตร์บางคนเห็นว่าการพลีชีพของลุงนวมทองน่าจะเป็นกรณีแรกที่จงใจพลีชีพเพื่อประชาธิปไตย (ประท้วงเผด็จการ) ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการพลีชีพที่มีลักษณะจงใจเช่นนี้มาก่อน จะมีแต่การพลีชีพด้วยเหตุผลอื่น เช่น กรณี คุณสืบ นาคะเสถียร ชาวนาผูกคอตายประท้วงรัฐบาล เป็นต้น การคืนความเป็นธรรมด้วยการเขียนประวัติศาสตร์เสียใหม่ให้ถูกต้องจึงสำคัญที่สุดเสียยิ่งกว่าการสร้างอนุสรณ์ใดๆ แม้จะไม่สามารถนำชีวิตลุงนวมทองกลับคืนมาได้ แต่ก็เปรียบได้กับการเกิดใหม่ของลุงนวมทองในหน้าประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และลุงนวมทองจะมีชีวิตอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์นี้ไปอีกนาน และผมก็ยังหวังอีกว่าจะมีการชำระประวัติศาสตร์คืนความเป็นธรรมให้กับคนและเหตุการณ์อื่นๆ ในอดีตด้วยเช่นกัน

ขอปิดท้ายเพื่อเป็นการรำลึกถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของลุงนวมทองอีกครั้ง ด้วยบทกวี “เขาชื่อ...นวมทอง” ของ จิ้น กรรมาชน

นวมทองขอพลีชีพ จุดประทีปแห่งสมัย
เกิดมาเพื่อรับใช้ พิทักษ์ไว้อุดมการณ์
เชื่อมั่นต่อจุดยืน เขาลุกขึ้นอย่างกล้าหาญ
คัดค้านเผด็จการ รัฐประหารน่าชิงชัง
เป็นเพียงสามัญชน พุ่งรถยนต์ชนรถถัง
หนึ่งคนมิอาจยั้ง เกินกำลังจะประลอง
วีรชนไม่ตายเปล่า หากปลุกเร้าเราทั้งผอง
คนซื่อชื่อนวมทอง จักเรียกร้องความเป็นธรรม

และสุดท้ายของสุดท้าย ผมก็หวังเช่นเดียวกับลุงนวมทองว่า “ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก” แต่อย่างไรเสีย ชาตินี้ขอสู้ตายเพื่อประชาธิปไตยก่อนก็แล้วกัน
//////////////////////////////////
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของกลุ่ม


“นวมทอง ไพรวัลย์” วีรบุรุษประชาธิปไตย


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

โดยเอกฉัตร


00หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ร่วมต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มาจากปากกระบอกปืน กากเดนของเผด็จการ ฉบับวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2551 เอกฉัตร เข้าเวรประจำการตามปกติ ท่ามกลางกลิ่นตุๆ เขียวขี้ม้ามากระทบจมูก ที่คนบางพวกบางกลุ่มสร้างสถานการณ์ ยังเดินหน้ายั่วยุ ยุแยงให้ทหารออกมา เพื่อหวังจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง หวังใช้การเมืองใหม่ ที่คนในทำเนียบสุมเศียรจินตนาการกันขึ้นมา จนถึงวันนี้รูปแบบที่เปิดเผยออกมายังสับสนหาข้อสรุปไม่ได้ เป็นแค่ลัทธิ ไม่ใช่ระบอบการปกครองที่ทั่วโลกใช้ในการปกครองประเทศ ระเบิดปริศนาเมื่อคืนวันวานนั่นคือตัวจุดชนวนนัดสุดท้าย เหมือนกับที่เคยประกาศสงครามครั้งสุดท้าย

00วันนี้เมื่อสองปีที่ผ่านมา ผู้ร่วมขบวนการต่อต้านรัฐประหาร มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยในหัวใจ คงจำกันได้ว่า ได้สูญเสียวีรบุรุษประชาธิปไตย ตัวจริง เสียงจริง ที่ชื่อ “นวมทอง ไพรวัลย์” อดีตพนักงานการไฟฟ้างบางกรวย แต่จิตใจสูงส่งกว่าคนที่ทำงานด้วยกัน ที่เป็นผู้นำสหภาพ ปากบอกว่ารักประชาธิปไตย แต่ไปขึ้นเวทีเรียกหาเผด็จการ ขณะที่ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ยอมสละชีวิตเพื่อต่อต้านการทำรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตรย์ เป็นประมุข ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะ เมื่อวันที่ 19 กันยายน ปีเดียวกัน

00คำว่า วีรบุรุษประชาธิปไตยตัวจริงเสียงจริง ที่ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเอง แต่ได้รับการเชิดชูจากผู้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย เพราะการกระทำที่หาญกล้า เมื่อวันที่ 30 กันยายน หลังประชาธิปไตยถูกปล้นไป 11 วัน ทนเห็นภาพบาดตาคาใจไม่ได้ จึงขับรถแท็กซี่คู่ชีพ พุ่งชนรถถังที่จอดให้ประชาชนผู้หลงผิดได้ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก วันนี้คงจะนึกได้แล้วว่า ครั้งหนึ่งเคยร่วมทำร้ายประเทศชาติ โดยการมอบดอกไม้ให้กำลังใจผู้ร่วมกันทำลายประชาธิปไตย

00การสร้างวีรกรรมเพื่อต้องการให้โลกรับรู้ คนไทยไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับคณะเผด็จการทั้งประเทศของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ แทนที่ผู้ร่วมขบวนการทำลายประชาธิปไตย จะสำนึกฉุกคิดสักนิดว่าผิดไปแล้ว และ เอ่ยคำขอโทษขออภัยกับวีรบุรุษประชาธิปไตยตัวจริงเสียงจริงที่ยังมีลมหายใจ เพื่อโหยหาประชาธิปไตย พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษกคณะรัฐประหาร กลับเยาะเย้ยถากถาง เอาความคิดและสามัญสำนึกของตัวเองเป็นที่ตั้ง สบประมาทว่าไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้ ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้เหมือนกันที่ทหารปฏิญาณตนว่า จะยอมสละชีวิตเพื่อชาตินั้น เป็นแค่การท่องจำที่ทำต่อๆ กันมาหรือไม่ ก็ในเมื่อสบประมาทผู้มีจิตวิญาณประชาธิปไตยได้หน้าตาเฉย ประชาชนมีสิทธิ์ตั้งข้อสงสัย ในคืนวันที่ 31 ตุลาคม 2549 รถถังกลับที่ตั้ง ไม่มีให้ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้ปฏิบัติการซ้ำสอง จึงต้องใช้วิธีผูกคอตายบนสะพานลอย

00สองปีจากการจากไปของวีรบุรุษประชาธิปไตยตัวจริงเสียงจริง เพื่อให้ผู้มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย ได้รำลึกถึงวีรกรรมที่ทำให้ทั่วโลกประจักษ์ในการต่อต้านเผด็จการ เอกฉัตร ต้องขอบคุณ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ซึ่งถือว่าเป็นมนุษย์ดวงแข็งแห่งปี ถูกยิงปางตาย แต่มีภารกิจใหญ่รออยู่ข้างหน้า ทำให้เกิดแรงฮึด ร่างกายกลับเข้าสู่ปกติในเวลาไม่กี่วัน จึงเป็นแม่งานใหญ่ทำเรื่องเสนอให้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้กำหนดวันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปีเป็น “วันต่อต้านการรัฐประหารแห่งชาติ” ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใช่ไหมขอรับ

00แน่นอน หากกำหนดวันที่ 31 ตุลาคม วันสละชีวิตของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เป็น วันต่อต้านการทำรัฐประหารแห่งชาติ ถือว่าเหมาะสมทั้งความรู้สึกและวันเวลา เพราะทุกๆ ปีของเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นฤดูการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปีของข้าราชการทุกหน่วยงานแต่ที่ประชาชนจับตามองเป็นพิเศษคือการแต่งตั้งโยกย้ายทหารทั้ง 3 เหล่าทัพ โดยมีข่าวลือปฏิวัติรัฐประหารกระหึ่มเป็นอาหารเสริมกันตั้งแต่ต้นเดือนยันปลายเดือน หากกำหนดวันต้านรัฐประหารแห่งชาติขึ้นมาได้ ในอนาคตมีการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นมา ผู้ร่วมขบวนการทำลายประชาธิปไตยจะได้เตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้ากับการชุมนุมคัดค้านต่อต้านรัฐประหารประจำปี

00วันนี้วันสุดท้ายของ เดือนข่าวลืออัปมงคลปฏิวัติรัฐประหาร โดยบรรดาหมอดูหมอเดาหลายสำนักสู่รู้คอยผสมโรง สร้างสีสันการเมืองให้ตื่นเต้นเร้าใจตลอดทั้งเดือน หากวันนี้ผ่านไปโดยไม่มีอะไรขับเคลื่อนผิดปกติ และพรุ่งนี้วันที่ 1 พฤศจิกายน งานพบปะครอบครัวความจริงวันนี้ ครั้งที่ 2 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก สามารถดำเนินการไปได้ตามโปรแกรมที่วางไว้ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะส่งเสียงโฟนอินข้ามทวีปเข้ามายังเวทีปราศรัยตามที่ได้สัญญาใจกันไว้ วงการหมอดูน่าจะสังคายนากันใหม่ หรือ จะให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการทำให้วิตกจริตช่วยชำระสะสาง

๐๐ ในที่สุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ได้ใช้ความกล้าหาญตัดสินใจครั้งสำคัญในการเข้ามาทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ยอมตัดสินชี้ขาดคดีผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จ.อุบลราชธานี ถูกร้องเรียนกล่าวหาทุจริตเลือกตั้งภายในชาตินี้ ผลการชี้ขาดที่ออกมา ใครเป็นแฟนประจำหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ คงจำได้ เคยพาดหัวข่าวไว้เมื่อฉบับวันที่ 15 สิงหาคม จากวันนั้นถึงวันนี้สองเดือนครึ่งพอดี ผลการตัดสินชี้ขาดกับที่หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์พาดหัวไว้ 1 แดง 2 เหลือง 1 ขาว ตรงกันเป๊ะ เอกฉัตร จึงกราบขออภัยท่านผู้มีอุปการคุณ ที่นำข่าวเก่าฉบับวันที่ 15 สิงหาคม มาให้ท่านอ่านอีกในฉบับวันที่ 30 ตุลาคม


กลัวแล้วจ้า…พธม.เด็ก


คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย ปฏิญา ยอดเมฆ


อ่านข่าวที่ “พันธมิตรฯ เด็ก” ไปยื่นหนังสือเรียกร้องให้ท่านผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ตรวจสอบเว็บไซต์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ และราชบัลลังก์ บรรทัดแรกๆ ก็ไม่มีอะไรน่าแปลก เป็นเรื่องปกติธรรมดาของประชาชนคนไทยที่มีส่วนร่วมในการเป็นหูเป็นตาให้กับสังคม แต่จะมาตงิดๆ ก็ตรงบรรทัดสุดท้ายที่อ่านแล้วก็ทั้งสมเพชและขบขันในใจ เพราะไม่วายทิ้งลายความเป็นพันธมิตรฯ เสียจริงๆ

เนื้อความข่าวนี้ลงท้ายว่า “...หากกองทัพบกไม่สามารถดำเนินการได้ ทางกลุ่มยังแพด (พันธมิตรฯ เด็ก) จะเข้ามาดำเนินการปิดเว็บไซต์เอง...” อ่านจบแล้วต้องร้องโอ้โห...ดังๆ 3 ครั้งติดต่อกัน “ใคร” มันจะ “ใหญ่” คับฟ้าได้ขนาดนั้น ขนาดที่ว่าข่มขู่ผู้บัญชาการกองทัพบกว่าถ้าไม่ทำแล้ว (กู) จะทำเอง...

“ใหญ่” ขนาดนั้นก็เห็นจะมีแต่ “โจรทำเนียบ” เท่านั้นล่ะขอรับเวลานี้...

กฎหมายยังไม่สะท้าน รัฐบาลยังต้องเกรงใจ ตำรวจยังทำอะไรไม่ได้ นี่ก็จะบอกกลายๆ ว่า แม้แต่ “กองทัพ” ก็ยังต้องเชื่อฟัง แล้วประชาชนตาดำๆ อย่างเราจะไม่หลีกทางให้ท่านๆ ได้อย่างไรกันเล่านี่ ต้องยกนิ้วให้ความกล้าหาญชาญชัยของ พธม.เด็ก แต่ที่สำคัญต้องขอซูฮกคารวะสามจอกให้ “แกนนำพันทะมิด” ที่นอกจากมีชื่อเสียงเรื่องล้างสมอง ตอนนี้ก็สามารถใส่โปรแกรม “กูคือกฎหมาย” เข้าไปในตัวตนแกนนำรุ่นเยาวชนได้แล้ว...เหนือชั้นจริงๆ

ใครที่กำลังกลัวว่าบ้านเมืองภายภาคหน้าจะเข้าสู่ภาวะจลาจล ปั่นป่วน ไร้กฎหมาย โจรผู้ร้ายเต็มเมือง ก็เห็นทีจะไม่เป็นการประสาทแดกเกินไปเสียแล้ว เพราะบุคลิกลักษณะตลอดจนทัศนคติที่สะท้อนผ่านออกมาทางคำพูดของคนแก๊งนี้ (โจรทำเนียบ) มันเป็นไปในทางเดียวกันนี้จริงๆ และแม้กำลังท้าทายกฎหมาย แต่โจรแก๊งนี้ก็มักจะอ้างว่าตัวเองกำลังทำเรื่องที่ถูกต้อง ชอบธรรม เป็นความดีที่ทุกคนต้องศิโรราบให้

ทำให้นึกถึงการ์ตูนญี่ปุ่นที่โด่งดังมาถึงประเทศไทยเรื่อง “เดธโน้ต” หรือสมุดสั่งตาย เป็นเรื่องเกี่ยวกับสมุดเล่มหนึ่งของซาตานที่ทำตกมาอยู่ในมือมนุษย์ สมุดเล่มนี้มีความพิเศษคือ ถ้าเขียนชื่อใครลงไปในนั้น คนนั้นก็จะตายตามที่ถูกระบุเอาไว้ มนุษย์คนที่เก็บสมุดเล่มนี้ได้ใช้ชื่อว่า “คิระ” เป็นนักเรียนกฎหมาย เชื่อมั่นในความยุติธรรมและเชื่อว่าตัวเองมีวิจารณญาณตัดสินดีชั่วผิดถูกของคนอื่นได้อย่างไม่มีบกพร่อง ผลก็คือใครต่อใครที่ “เลว” ในสายตาเขา ก็จะถูก “สั่งตาย” ผ่านสมุดเล่มนั้นทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ผู้บริสุทธิ์ที่บังเอิญมาขวางทางโดยไม่ตั้งใจ

เห็นมารในนามพันทะมิดที่คิดว่าตัวเองกำลังบูชายัญให้ความดีแล้วก็เศร้าใจ ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ที่ได้อำนาจจาก “ซาตาน” ตนนั้นเลย


สานเจตนา ลุงนวมทอง


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

บิ๊กโบ๊ต


31 ตุลาคม 2551 ครบรอบการจากไปเป็นเวลา 2 ปี ของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ และเป็นเวลากว่า 2 ปี นับเนื่องจากการปฏิวัติรัฐประหาร ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เมื่อ 19 กันยายน 2549
ที่จนป่านนี้บ้านเมืองก็ยังไม่ฟื้นตัว

ยังฝากร่องรอยอัปยศ ฝากกับดักการเมืองเอาไว้มากมาย รวมทั้งบรรดา “ทายาท” เผด็จการทั้งหลายท่ามกลางกลุ่มคน “เสื้อแดง” ที่ยังคงทวงถามหาประชาธิปไตย และยังต้องรวมตัวกันไว้ให้มั่น พร้อมต้านรัฐประหารที่ยังมีข่าวลือกระเส็นกระสายไม่เว้นแต่ละวัน

และเชื่อว่าจะเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ หากทหารคิดอ่านจะปฏิวัติกันอีกครั้ง เพราะคงเป็นเรื่องที่บรรดานักประชาธิปไตย หรือผู้คนที่เคารพในกติกาประชาธิปไตยทั้งหลาย คงจะไม่ยอมให้ใครเข้ามาปู้ยี่ปู้ยำประเทศชาติได้อีก

แบบเดียวกับวีรกรรมของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อบอกเล่าให้โลกรู้ว่าไม่ก้มหัวให้เผด็จการทหาร ที่ใช้กำลังมากกว่าใช้สมอง รวมทั้งการเสียชีวิตของลุงนวมทองก็มีคุณค่าต่อวิถีประชาธิปไตย และมากพอที่จะเรียกว่า “วีรบุรุษ”เพราะเป็นการประกาศแลกเลือดเนื้อกับความถูกต้องในบ้านเมือง เป็นความจงใจที่จะ “ชน” กับเผด็จการนับตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2549 หลังการรัฐประหารเพียงไม่กี่วัน

ที่ลุงนวมทองตัดสินใจขับรถแท็กซี่ที่เป็นเครื่องมือหาเลี้ยงชีวิต พุ่งเข้าใส่รถถัง แม้ว่าชีวิตของประชาชนพลเมืองธรรมดาตัวเล็กๆ และเสียงแผ่วๆ อย่างลุงนวมทอง จะไม่สามารถทำให้บรรดาทหารได้สำเหนียก
แถมยังมีนายทหาร “ปากเสีย” บางคน ออกมาหมิ่นเกียรติ หมิ่นศักดิ์ศรี ไม่เชื่อว่าจะมีคนที่ยอมตายได้เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นที่มาของเหตุการณ์น่าสลดใจของบรรดาผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย แต่ขณะเดียวกัน “มัน” ไอ้คนที่พูดพล่อย จนลุงนวมทองต้องใช้ชีวิตพิสูจน์ให้เห็น ไม่เคยปรากฏว่าได้แสดงความรับผิดชอบ ไม่เคยเห็นมีการยืดอกรับหรือแสดงความเสียใจแบบชายชาติทหาร ไม่รู้ว่าโรงเรียนนายร้อย จปร. ที่สอนให้เคร่งครัดเรื่องเกียรติ วินัย และศักดิ์ศรี มันทำให้มองคุณค่าความเป็นคนแตกต่างกันไปหรืออย่างไร

เหล่านั้นเป็นข้อสงสัยที่ถูกถามมานาน แต่อาจไม่มีใครหวังคำตอบ ในเมื่อสิ่งที่สืบเนื่องต่อมาเห็นชัดเจนอยู่แล้วว่าการปฏิวัติรัฐประหารเป็นเรื่องของผู้กระหายอำนาจ

รวมทั้งเป็นเรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์ โดยไม่สนผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนและชาติบ้านเมือง
แม้ว่าการจากไปของลุงนวมทองจะเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของทั้งครอบครัว และของระบอบประชาธิปไตย
แต่อย่างน้อยก็เป็นบทพิสูจน์ชัดว่า การปฏิวัติรัฐประหาร โดยเฉพาะเมื่อคราว 19 กันยายน มีคนไม่เห็นด้วยอีกมาก
ไม่ใช่อย่างที่พยายามอวดอ้างว่าเป็นการยึดอำนาจโดยสงบ แล้วก็เอาโคโยตี้มาถ่ายรูปกับรถถัง อวดอ้างไปทั่วโลกราวกับเป็นเรื่องน่าภูมิใจ

ในวันที่ผ่านมากลุ่ม นปช. ได้ไปยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสาระสำคัญ 2 เรื่องหลักๆ
ประการแรกให้เชิดชูเกียรติลุงนวมทองเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย

ซึ่งเชื่อว่าสามารถทำได้โดยไม่ขัดเขิน เพราะทุกคนประจักษ์ในข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่า เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยหัวใจ

ไม่ใช่การออกไปร่วมแก๊งป่วนเมือง หรือทำงานให้พวกกบฏทำลายชาติไม่ใช่เดินสะดุด “ตีน” ตัวเอง แล้วระเบิดที่พกมาด้วยก็เกิดตูมตามขึ้นมา

ส่วนประการที่สอง ที่ขอให้ประกาศเอาวันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี เป็น “วันต้านรัฐประหารแห่งชาติ” เป็นเรื่องที่ดีมากในหลักการ

แต่อยากจะขัดคอในรายละเอียดสักนิดว่า ในความเป็นจริงแล้ว การต้านปฏิวัติรัฐประหารคงไม่สามารถจะเลือกเอาวันหนึ่งวันใดได้ และคงต้องช่วยกันเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา

กลับกัน...เปลี่ยนเอาวันนี้มาประณามพวกยึดอำนาจ ทำลายชาติบ้านเมือง จะดีกว่ามั้ย...
ถึงวันนี้...ขอให้วิญญาณลุงนวมทองไปสู่สุคติ หมดความวิตกกังวลได้ครับ เพราะวันนี้คนไทยตื่นตัวกันแล้ว
หากมีปฏิวัติรัฐประหาร หรือเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากล พวกเราจะพร้อมเพรียงกันที่ท้องสนามหลวงทันที...!!


31 ตุลาวันต้านรัฐประหารแห่งชาติ


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ไม่มีครั้งไหนที่ระบอบประชาธิปไตยบ้านเราจะถูกคุกคาม เท่าครั้งนี้อีกแล้ว ผู้คนที่ฝักใฝ่เผด็จการอาจไม่มีความรับรู้ด้วยระบบประสาทใด เพราะชีวิตและจิตวิญญาณพวกเขาถูกแช่แข็งอยู่ในน้ำครำเจือยาพิษของเผด็จการเสียแล้ว ประสาทความรับรู้เรื่องราวใดๆ ในฝั่งฝาประชาธิปไตยจึงชาชินไปหมด พวกเขายินดีที่จะรับใช้เผด็จการ และยินดีที่จะให้ลูกหลานเติบโตขึ้นมาภายใต้อำนาจไม่เต็มใบ

แต่สำหรับคนที่รักอิสรเสรีภาพ ย่อมต้องการปลดเปลื้องพันธนาการทุกชิ้นอันที่จะมาครอบคลุมมัดกุมสิทธิและหน้าที่ทุกขณะจิต ประชาธิปไตยจึงมีอยู่ในจิตใจของคนที่รักอิสรเสรีภาพเท่านั้น

ไม่มีอำนาจจากมือใครมาบดบัง ปิดกั้นคนที่รักประชาธิปไตยได้ ต่อให้เป็นกระบอกปืนอันมีอำนาจทะลุทะลวงสูงขนาดไหน หรือรถถังคันมหึมา หัวใจคนที่รักประชาธิปไตยพิสูจน์แล้วว่าใหญ่ทรงอานุภาพกว่ามากนัก จำนามนี้ได้ไหม นวมทอง ไพรวัลย์

วันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2549 วีรบุรุษประชาธิปไตยตัวจริงท่านนี้ ได้เขียนประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งในหัวใจคนรักประชาธิปไตย ด้วยการขับรถแท็กซี่คู่ชีพที่หาเลี้ยงครอบครัวทุกเช้าค่ำ พุ่งเข้าชนรถถังของคณะรัฐประหาร คมช.

จริงอยู่เมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์แล้ว รถแท็กซี่ลุงนวมทองไม่มีอะไรสู้รถถังอาวุธสงครามที่บอกประชาชนว่าซื้อมาเพื่อปกป้องดินแดนอธิปไตยของไทยได้ (แต่รู้สึกว่าจะจอดผิดที่อยู่เรื่อย) ซ้ำลุงนวมทองยังซื่อสัตย์เกินกว่าที่จะซุกระเบิดคาร์บอมบ์เพื่อเสริมความห่างปอนด์ต่อปอนด์ให้แท็กซี่คู่ชีพ เพราะลุงไม่ต้องการทำร้ายใคร พุ่งเข้าชนเพียงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้เผด็จการรัฐประหารรับรู้ว่า ประชาชนตาดำๆอย่างลุงเกลียดการลุแก่อำนาจ ชิงชังการรัฐประหาร
ลุงนวมทองช้ำใจที่ถูกฝ่ายเผด็จการถากถางว่า “ไม่มีใครมีอุดมการณ์มาก ขนาดยอมพลีชีพได้”

แน่นอนเผด็จการไม่มีวันรับรู้รสชาติแห่งเสรีภาพประชาธิปไตย เฉกเช่น ทัพพีไม่มีวันรู้รสชาติแห่งต้มแกงที่คนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2549 ลุงนวมทองตัดสินใจแขวนคอตาย ที่สะพานลอยริมถนนวิภาวดี เพื่อประกาศให้เผด็จการรับทราบว่า มีคนที่รักประชาธิปไตย ขนาดยอมพลีชีพได้

คนขับแท็กซี่หาเช้ากินค่ำ คนหนึ่งอุทิศลมหายใจให้ประชาธิปไตย ลุงนวม ไม่ใช่คนที่ใช้พื้นที่ประชาธิปไตยเพื่อเข้าสู่อำนาจ ไม่ใช่คนมีปริญญาบัตร ไม่ใช่นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ที่คนใฝ่เผด็จการคิดว่าควรมีสิทธิ์ในการหย่อนบัตรเลือกตั้งมากกว่าคนรากหญ้า แต่มีใครกล้าสละชีวิตเพื่อรักษาประชาธิปไตยเยี่ยงเขาหรือไม่

วันนี้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยต่างกระซิบถามกันด้วยความหวาดระแวงปนความเบื่อหน่าย ว่าจะมีการปฏิวัติหรือไม่ เพราะฝ่ายพันธมิตรเรียกร้องโจ่งแจ้งให้ทหารออกมาปฏิวัติอย่างน่าด้านที่สุด

พี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านครับ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะร่วมใจกัน ตั้งวันต้านรัฐประหารแห่งชาติ เพื่อขจัดความหวาดระแวง และเตือนให้เผด็จการรู้ว่า ไม่มีวันที่คุณจะมายึดอำนาจของประชาชนไปง่ายๆ เหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว พอกันที ไม่ต้องมาอ้อนแกมขู่ โปรด...ฟังอีกครั้ง กูไม่ฟังมึงอีกแล้ว

เพื่อระลึกถึงวีรกรรมหาญกล้าของ นวมทอง ไพรวัลย์ เราผู้รักประชาธิปไตย จะ ยึดถือเอาวันที่ 31 ตุลา นี่แหละ เป็น “วันต้านรัฐประหารแห่งชาติ” แสดงเจตจำนงว่า นับจากนี้ไป สองมือ เราจะสู้กับรถถังอันมาจากภาษีของเรา แต่ดันจะมายึดอำนาจประชาชน


'นพดล'เปิดตัว'ผมไม่ได้ขายชาติ'พ้อตกเป็นเหยื่อทางการเมือง!


'อ๋อย'ควง'พงศ์เทพ'แสดงความยินดีกับ'นพดล'เปิดตัวพ็อกเก็ตบุ๊ค'ผมไม่ได้ขายชาติ' ลั่นถูกพันธมารกลั่นแกล้งจนตกเป็นเหยื่อทางการเมือง

วันนี้ (31 ต.ค.) นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและที่ปรึกษาด้านกฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เปิดพ็อกเก็ตบุ๊ค'ผมไม่ได้ขายชาติ' โดยมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัวพ.ต.ทักษิณ และนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยเข้าร่วมแสดงความยินดี

โดยนายนพดล กล่าวว่า แนวทางที่ตนเสนอแนะการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จะไม่เกิดความรุนแรงขึ้นหากทำตามที่ตนแนะนำ อย่างไรก็ตามนายนพดล ยังกล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาตรา 190 ว่า ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนระหว่างคำแถลงการร่วมและการทำสนธิสัญญา ยืนยันการที่ตนเซ็นเอกสารไปนั้นเป็นการแถลงการร่วม ไม่ใช่สนธิสัญญา

นอกจากนายนพดล ยังกล่าวอีกด้วย ตนตกเป็นเหยื่อทางการเมืองซึ่งฝ่ายพันธมิตรฯได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวมาโจมตีจึงทำให้เกิดปัญหา อีกทั้งตนก็ไม่สามารถชี้แจงได้ จึงได้รวบรวมเอกสารหลักฐานทั้งหมดไว้ในหนังสือเล่มนี้เพื่อให้เป็นข้อเท็จจริงสำหรับประชาชน ทั้งนี้ยอดพิมพ์เบื้องต้นมี 5 พันเล่มและในวันพรุ่ง (1 พ.ย.) จะนำไปขายในการจัดรายการ'ความ
จริงวันนี้'และในวันนั้นตนจะไปแจกลายเซ็นด้วย


‘เสธอู้’ยันทหารคุมปะทะอยู่มือ เชื่อไม่ปฏิวัติ


ส.ว.สรรหา ยันทหารคุมเหตุปะทะได้ เชื่อไม่มีการปฏิวัติ ระบุยุบสภาคือทางออกของประเทศ แขวะปรับครม.ตามโควต้าพรรคร่วมไม่เกิดผล

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา กล่าวเป็นห่วงถึงกรณีการชุมนุมใหญ่ของรายการความจริงวันนี้สัญจร ในวันที่ 1 พ.ย.ที่สนามราชมังคลากีฬาสถานว่า สถานการณ์อาจจะมีการเผชิญหน้าทำให้เกิดปัญหา แกนนำต้องมีการควบคุมมวลชนของตนเองให้ดี ส่วนทหาร-ตำรวจ ก็ได้มีการเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากมีเหตุการณ์ปะทะเกิดขึ้นทหารก็พร้อมออกมาทำหน้าที่ทันที

ส่วนที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่าจะมีกลิ่นไม่ดีภายใน 1- 2 วันนี้ ตนมองว่าท่านคงพูดด้วยความเป็นห่วง และผู้ในฐานะผู้ใหญ่ โดยอาจจะเป็นการคาดการณ์ว่าอาจมีความรุนแรงเกิดขึ้นอีก แต่ตนไม่เชื่อว่าทหารจะออกมาปฏิวัติเนื่องจากยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม แม้ทหารจะมีความพร้อมในการปฎิบัติการป้องกันเพื่อไม่ให้ประชาชนปะทะกันก็ตาม ซี่งในฐานะที่ตนเป็นส.ว. พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในการหาทางออกให้กับวิกฤตการเมือง

พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะให้มีการยุบสภา โดยมองว่าเป็นอีกหนึ่งทางออก แต่ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่าจะดำเนินการหรือไม่ ส่วนข้อเสนอในการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในการแก้ไขปัญหานั้น ตนมองว่าหากมีการปรับครม.ในสัดส่วนของ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเช่นเดิม ก็คงไม่มีประโยชน์ แต่หากจะเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาร่วมด้วย ก็ต้องถามความสมัครใจก่อน อย่างไรก็ตามคณะครม.ชุดนี้ยังไม่สร้างปัญหาให้อะไรให้กับประเทศชาติ และคาดว่าสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองยังคงไม่เกิดขึ้นในอีก 1- 2 เดือนข้างหน้า แต่อาจะมีผลหลังจากการตัดสินคดียุบพรรค

ส่วนการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตนเห็นว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล และเป็นการเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว หากไม่ออกมาโฟนอินจริงๆ ก็เท่ากับว่าเป็นการหลอกลวงประชาชนให้มาร่วมชุมนุม แต่ทั้งนี้ขอเรียกร้องว่าสื่อรัฐไม่ควรจะทำการเผยแพร่


‘พงเทพ’ชี้‘ทักษิณ’มีสิทธิ์โฟนอิน

อดีตรองหัวหน้าทรท.ระบุ ทักษิณ มีสิทธิเสรีในการแสดงออกในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เผยไม่เคยต่อสายคุยส่วนตัว เชื่อรัฐบาลไม่ป้องคนผิดเหตุระเบิดป่วนพัธมิตร ด้าน‘โคทม-ปลื้ม'ปัดไม่คุยการเมือง

นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีเกิดเหตุคนร้าย ปาระเบิดใส่เวทีชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ว่า เรื่องนิ้เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตรวจสอบให้ละเอียด รวมทั้งกลุ่มพันธมิตรเองก็ต้องให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ว่าความจริงเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้กระทำ เชื่อว่ารัฐบาลจะต้องลงโทษผู้กระทำผิด

อย่างไรก็ตามบริเวณดังกล่าวมีกล้องวงจรปิดน่าจะตรวจสอบความจริงได้ไม่ยาก อีกทั้งหลักฐานจากกองพิสูจน์หลักฐานก็จะสามารถบอกได้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเหตุการณ์เป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ปกป้องคนผิด

ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหาว่า รัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์นั้น นายพงษ์เทพ กล่าวว่า หากมีการกล่าวหา รัฐบาลควรจะออกมาชี้แจงว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ควรนิ่งเฉยปล่อยให้พันธมิตรพูดจากล่าวว่า เพราะประชาชนที่ฟังเรื่องราวอาจหลงเชื่อในคำกล่าวหา หากไม่มีการชี้แจง

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่นั้น นายพงษ์เทพ กล่าวว่า ปกติการสร้างสถานการณ์จะไม่มีการบาดเจ็บของกลุ่มตัวเอง เว้นแต่กรณีที่ไม่ใช่การสร้างสถานการณ์แต่เกิดเหตุขึ้นนั้นอาจจะเป็นบุคคลมือที่สามที่ต้องการให้เกิดความแตกแยก แต่ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์อื่นๆ นั้นเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ ควรปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ตรวจสอบหาพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิด

นอกจากนี้ นายพงษ์เทพ ยังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จะต่อโทรศัพท์สายตรงผ่านรายการความจริงวันนี้ สัญจร ในวันพรุ่งนี้(1พ.ย.)แต่หลายฝ่ายออกมาวิพากวิจารณ์ว่าเป็นเรื่องไม่ควร ว่า เรื่องนี้นั้น พ.ต.ท. ทักษิณ ท่านก็ยังเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีสิทธิ์เสรีภารในการออกมาแสดงออกเหมือนคนทั่วไป ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะเดือดร้อนอะไรหากคนไทยคนหนึ่งจะแสดงความคิดเห็นบ้าง ไม่ควรตีตนไปก่อนไข้ ส่วนจะมีการต่อสายจริงหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบเนื่องจากไม่ได้เป็นผู้จัดงาน“เรื่องนี้ไม่สามารถยืนยันได้ เพราะโดยส่วนตัวไม่ได้ต่อสายพูดคุยเป็นการส่วนตัวมานานแล้ว”

'โคทม-ปลื้ม'บอกปัดไม่คุยการเมือง

นายโคมทม อารียา ประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรมีการตอบโต้คำพูดของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และนายดิษธร วัชโรทัย อย่างรุนแรงว่า สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ไม่ควรจะมีการแอบอ้าง แต่ถามว่ากลุ่มไหนจะมีการแอบอ้างนั้นต้องลองไปถามกลุ่มพันธมิตรดูว่าแอบอ้างจริงหรือไม่ ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรมีการพาดพิงถึงตนนั้น ตนไม่รู้ว่าหมายถึงตนหรือไม่ก็ให้ไปถามกลุ่มพันธมิตรดูเอง

ด้านม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล พิธีกรชื่อดังในช่วงนี้บอกว่าตอนของดให้สัมภาษณ์เรื่องการเมืองในทุกๆกรณี



'คนเสื้อแดง'ยกพลเข้ากรุง!ต่อสายคุย'ทักษิณ'เวทีความจริงวันนี้

มาแล้วตามคำสัญญา‘คนเสื้อแดง’ทยอยเข้ากรุงเทพบ้างแล้ว ขณะที่‘คนรักอุดร’ส่งสัญญาณคืนนี้เดินทางนับพันคน ด้าน‘ตู่’เผยต่อสายคุย‘ทักษิณ’โฟนอินช่วง‘วีระ’ขึ้นเวที

นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร และ พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ ส.ส.พรรคพลังประชาชน จ.อุดรธานี ได้กล่าวออกอากาศทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 97.50 ในเช้าวันนี้(31 ต.ค.) ว่า ขณะนี้ความพร้อมของกลุ่มคนรักอุดรที่จะเดินทางไปร่วมชุมนุมใหญ่ที่สนามราชมังคลาฯในวันพรุ่งนี้เกือบเต็ม 100 เปอร์เซนต์แล้ว โดยคาดว่าจะมีผู้ชุมนุมจากกลุ่มคนรักอดรประมาณ 5,000 คน

ทั้งนี้จะออกเดินทางออกจาก จ.อุดรธานี ในเวลา 18.00-22.00 น.วันนี้ โดยเตรียมรถทัวร์ไว้ประมาณ 100 คัน เพื่อจะไปรวมตัวกันที่กรุงเทพฯ และยืนยันว่าการเดินทางในครั้งนี้ จะไม่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 05.00น.วันนี้(31 ต.ค.)ได้มีกลุ่มคนเสื้อแดง เดินทางโดยรถตู้ออกจาก จ.อุดรธานี กว่า 10 คัน เดินทางเข้ากกรุงเทพฯ ขณะที่ส่วนหนึ่งได้นั่งรถโดยสารประจำทางและรถไฟ เดินทางเข้มาล่วงหน้าตั้งแต่เมือคืนที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.เชียงใหม่ว่า ในวันพรุ่งนี้(1พ.ย.)คนกลุ่มเสื้อแดง จ.เชียงใหม่ จากกลุ่มต่างๆ นับพันคน พกตีนตบ ทยอยเดินทางเข้ากรุงเทพ เตรียมสมทบชุมนุมใหญ่ในเวทีความจริงวันนี้

ขณะที่วานนี้(30 ต.ค.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วพรรคพลังประชาชน ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้สัญจร กล่าวว่า เมื่อคืนตนได้โทรศัพท์คุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่าท่านยังยืนยันว่าจะโฟนอินเข้ามาในรายการเหมือนเดิม และยังบอกด้วยว่า คนที่ออกมาวิจารณ์รู้ได้อย่างไรว่าจะมีการพูดเรื่องอะไร การแสดงความกลัวถือเป็นการตีตนไปก่อนไข้ ควรฟังให้ครบถ้วนก่อนแล้วจึงวิจารณ์

“พ.ต.ท.ทักษิณจะโฟนอินเข้ามาในช่วงที่นายวีระ มุสิกพงศ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยเนื้อหาจะมีหลายเรื่องและจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย”นายจตุพร กล่าว



วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ทำไมไทยจึงไปไม่ถึงโลกดาวอังคารสักที????.....


โดย : ป้าพลอย

วันพฤหัสบดีที่ 30 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2551

ในยุคที่เจริญแล้วนี้ไม่คิดเลยว่าจะยังมีคนหัวโบราณยังอยู่ในโลกใบนี้ ใครทราบช่วยแถลงไขให้คนที่ไม่ทราบให้ได้ทราบด้วย ตัวป้าเองก็อายุครึ่งค่อนคนไปแล้วไม่เห็นมีความคิดโบร่ำโบราณอยู่ในสมองเลย คิดแต่โลกใหม่ๆว่าทำอย่างไรจึงจะไปให้ถึงยังโลกดวงดาวแข่งกับอเมริกาที่ได้ไปเยียบพระจันทร์มาแล้ว

แต่โลกใหม่ที่อเมริกายังไปไม่ถึงเพราะหมดงบคือดาวอังคาร ตอนนี้สหภาพยุโรปรวมตัวกันกับรัสเซียจะปล่อยยานอวกาศขึ้นไปสำรวจยังดาวอังคารในไม่ช้านี้ ทำไมคนฝรั่งมันช่างคิดไปไกลจริงหนอน่าอิจฉาพวกเขา หันกลับไปมองไทยแลนด์บ้านเกิดมันเศร้า เศร้าที่สุด คนต่างประเทศพวกที่เรียนสูงๆ เขาต่างช่วยประเทศร่วมกันพัฒนาหาข้อมูลวิจัยสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ต่างคิดค้นสิ่งใหม่ๆในระบบเทคโนโลยีใหม่ ต่างร่วมมือกันค้นคว้า แม้แต่ระดับศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย เขาจะทำงานกันอย่างเอาจริงเอาจังไม่มีใครมาเล่นการเมือง หรือออกมาสนับสนุนการเมืองพรรคไหน ต่างทำหน้าที่ของตน หน้าที่การเมืองปล่อยให้เป็นงานของนักการเมืองถล่มกันเอง โดยที่ไม่มีนักวิชาการคนไหนเข้ามาแทรกแซง เพราะต่างคนต่างมีหน้าที่ของตนที่รับผิดชอบไม่เข้าก้าวก่ายกัน

จะเห็นได้ว่าทุกองค์กรเขามีระเบียบวินัยผิดกับประเทศไทยเล่นแทรกแซงมั่วไปหมดบางอย่างไม่ใช่หน้าที่ของตนก็ยัง ส.เข้าไปจุ่นจ้านขาดวินัย ทั้งที่ร่ำเรียนมาสูงๆจบมีปริญญามาจากต่างประเทศอย่างโก้หรูทั้งนั้น แต่เปล่านอนกอดมันเอาไว้เฉยเลย ส่วนใหญ่ที่เห็นทำได้แค่ภาคทฤษฏี แต่ภาคปฏิบัติละที่ร่ำเรียนมาทำไมจึงไม่นำเอามาใช้แบบต่างประเทศบ้าง? ลองประดิษฐ์อะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่งให้โลกตลึงบ้างซิ? ประเทศเกาหลีใต้เขายังผลิตรถยนต์เอามาขายแข่งกับยุโรปเลย ฝรั่งยังซื้อขับกันมากมาย ประเทศไทยทำไมจึงต้องซื้อของต่างประเทศมาใช้? ญี่ปุ่นครองตลาดไทยมาหลายสมัย แล้วสินค้าในไทยมีแต่ของญี่ปุ่นแทบทุกอย่าง ประเทศไทยเสียดุลการค้ากับญี่ปุ่นปีหนึ่งเท่าไหร่? แล้วคนไทยเคยสังเกตบ้างมั๊ยว่า

สินค้าญี่ปุ่นที่ส่งไปขายในประเทศไทยและส่งไปขายยังต่างประเทศในเครือยุโรปมันแตกต่างกันเพียงใด? เอาง่ายๆบะหมี่ญี่ปุ่นที่ส่งมาขายในยุโรปเส้นหมี่ต้มแล้วจะนิ่มอร่อยรวมทั้งเครื่องปรุงก็ผิดกัน บะหมี่ญี่ปุ่นที่ส่งมาไทย หรือผลิตที่ไทยเส้นจะแข็งไม่นิ่มไม่เหมือนที่ส่งเข้าตลาดในต่างประเทศ เพราะได้ทดลองกับตัวเอง เพราะอะไรหรือเพราะว่าหากผลิตคุณภาพต่ำทางการต่างประเทศที่ตรวจสอบเกี่ยวกับอาหารเขาจะทดสอบของทุกชนิดก่อนออกมาจำหน่าย หากตรวจแล้วพบว่าคุณภาพต่ำเขาจะสั่งห้ามเข้าประเทศ เมื่อเร็วๆนี้ก็ได้ตรวจพบในบะหมี่ที่ชื่อว่ามาม่าของไทยในเครื่องปรุงพบสารชูรสมากเกินอัตรา ซึ่งอันตรายสำหรับผู้บริโภคที่กินเข้าไปมากๆ และก็สั่งห้ามใบมะกรูดไทยเข้ามา เพราะในใบมะกรูดตรวจแล้วพบเชื้อราตามใต้ใบที่มีจุดด่างสีดำๆเกาะอยู่ ร้านค้าของเอเชียทุกร้านต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ฝ่าฝืนโดนปรับแพงมากและปิดร้านไปเลย เหมือนเช่นร้านอาหารหากในครัวสกปรกเตือนครั้งหนึ่งแล้วยังไม่ยอมปฏิบัติสั่งปิดทันทีเมื่อมาตรวจพบคราวต่อไปร้านยังอยู่ในสภาพสกปรกเหมือนเดิม

นี่คือตัวอย่างกฎในต่างประเทศที่เป็นข้อบังคับของเขา ในประเทศไทยไม่ทราบว่าทำแบบต่างประเทศหรือเปล่า? นี่คือเรื่องจริง ฉะนั้นคนไทยที่อยู่ยังต่างประเทศจึงบริโภคอาหารทุกชนิดได้อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพดี สมองก็โปร่งเพราะผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดปราศจากสารพิษใดๆในอาหารในผักและในเนื้อสัตว์ต่างๆ นี่คือกฎหมายต่างประเทศ จะเห็นเขาพัฒนาทุกอย่างแม้แต่เรื่องสุขภาพของประชาชน ผู้ที่ทำหน้าที่นี้ต่างห่วงใยการกินอยู่ของประชาชนเข้มงวดตรวจตราของทุกอย่าง คิดแล้วเศร้าบ้านเราเทียบเขาไม่ได้จริงๆ


จาก thaifreenews

ชาวเว็บลุยไอซีทีต้านปิด‘ประชาไท’


จากกรณีกลุ่มเครือข่ายเยาวชนกู้ชาติ (young PAD) หรือพวกพันธมิตรเด็กน้อย ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ตรวสจสอบและจัดการเวบไซต์ที่หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีการเหมาะรวมเอาเวบไซต์ที่ไม่ได้มีเนื้อหาหมิ่นเหม่ดังกล่าว แต่อาจะไม่เห็นด้วยกับแนวทางของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่าง www.prachatai.com ซึ่งเป็นเวบทางวิชาการเข้าไปด้วยนั้น

คุกคามสื่อลามถึงเวบไซต์

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ประธานมูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า สำหรับในเรื่องดังกล่าวนั้น ในความเป็นจริงทำได้ยาก เพราะต้องใช้มาตรการทางศาล และมีผลกระทบเยอะซึ่งเรื่องนี้ต้องมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาจัดการ

ซึ่งความพยายามของพันธมิตรฯตนมองว่าเป็นการคุกคามอย่างชัดเจน ซึ่งแน่นอนว่าเวปไซต์ “ประชาไท” เป็นเวทีวิชาการของทั้ง 2 ฝั่ง เปิดเป็นสนามความคิดเห็นให้นักวิชาการที่ไม่กล้าใช้แนวคิดวิพากษ์วิจารณ์กับสังคมโดยตรงจะใช้เป็นกระบอกเสียงขยายความคิดเห็นใหม่ ซึ่งความเห็นเหล่านั้นไม่ได้เป็นผลดีกับพันธมิตรฯ

พธม.รู้ตัวยังแพ้ในสื่อเวบไซต์

หากสังเกตุได้ตามเวปบอร์ดต่าง ๆ จะแยกออกโดยชัดเจนว่าประชาชนส่วนใหญ่จะมีความเห็นเข้าทางกลุ่มที่ต่อต้านพันธมิตรฯเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งพันธมิตรฯรู้ถึงจุดด้อยในแนวรบสื่ออินเตอร์เน็ท จึงพยายามเข้ามาคุกคาม ให้เวปไซต์ที่นำเสนอแนวคิดที่แตกต่าง ต้องปิดตัวไปหรือทำให้เชื่อถึงบารมีของพันธมิตรฯ ว่าสามารถสั่งการอะไรก็ได้ และทำให้เวปไซต์เปลี่ยนจุดยื่นเข้าหาพันธมิตรฯ หรือแม้แต่หวังผลให้ลดช่อทางแนวรบของคนเสื้อแดงให้ได้มากที่สุดเท่านั้นเอง

ปิดเวบไซต์แค่เรื่องฮา ฮา

นายสมบัติ กล่าวต่ออีกว่าส่วนตัวตนรู้สึกเฉย ๆ ฮา ๆ มากกว่า หากสื่อไปเต้นตามกระแสจริงหรือบ้าจี้ตามก็จะเกิดปัญหาใหญ่ขึ้น ดังนั้นคิดว่าไม่ควรจะไปใส่ใจอะไรมากมาย และในความเป็นจริงหากมีความพยายามปิดเวปไซต์ปัญหาจะเกิดขึ้นกับพันธมิตรฯอีกมาก กระแสตีโต้กลับจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง สังคมจะเกิดความไม่พอใจ

ซึ่งในช่วงนี้ได้มีการหารือในบรรดาเวปมาสเตอร์ด้วยกันเอง โดยมีความพยายาจะผลักดันให้กระทรวง ICT เข้ามาดูแลถึงเรื่องดังกล่าวด้วย

เชื่อจงใจปลุกระดมทหารปฏิวัติ

อ.จรัล ดิษฐาภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า สำหรับเรื่องดังกล่าวตนมองว่าเป็นความพยายามผสมโรงของกลุ่มพันธมิตรฯที่พยายามยุยงให้ทหารออกมาลุยจัดการแทน ซึ่งเรื่องตรงนี้ถือเป็นที่อันตรายมาก ตนมองว่าเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขและช่องทางสุดท้ายที่เหลือไว้ให้เกิดการรัฐประหารขึ้น

แต่ในความเป็นจริงการปิดเวปไซต์นั้นเรื่องทำได้ยาก ซึ่งต้องใช้ขั้นตอนทางกฎหมายและกระบวนการที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญควบคุมดูแล

อย่าไปกลัวม็อบแบบมติชน

ด้าน น.พ.เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย กล่าวในทำนองเดียวกันว่า กองทัพมีมาตรการดูแลเข้มงวดอยู่แล้ว ดังนั้น พันธมิตรฯจึงไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว และในความเป็นจริงพันธมิตรฯใช้อะไรเป็นบรรทัดฐานตัดสินใจ โดยขั้นตอนการดูแลกระทรวง ICT ก็มีการตรวจสอบอยู่แล้ว

“การกระทำพันธมิตรฯในขณะนี้ถือเป็นการเหยียบย่ำกฎหมายทุกฉบับ ใช่กฎหมู่เข้ามาตัดสินแทน ตนจึงอยากฝากบอกว่าสื่อไม่ควรที่จะไปกลัวหรือไปย่อมสยบต่ออำนาจที่ไม่เป็นธรรม ไม่ใช่โดนบีบเข้าหน่อยเลยต้องเปลี่ยนท่าที่ไปประจอ ประแจ๋ แบบเดียวกับ มติชน” น.พ.เหวง กล่าว

แค่แผนดึงมวลชนเข้าร่วม

รศ.อรุณีประภา หอมเศรษฐี อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า มันน่าเบื่อมาก และไม่เห็นจะต้องไปสนใจกับการเคลื่อนไหวของเขา เพราะว่าเขาหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องมีการออกมาเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาก็เหมือนกับยุทธศาสตร์ดาวกระจายของเขานั้นแหละ

“การที่เขานำเรื่องที่เป็นจุดเซ็นซิทีฟของคนไทยมาเป็นจุดขาย มองว่าไม่ควรนำประเด็นนี้มาเป็นประเด็นในการเคลื่อนไหว แต่เนื่องจากประเด็นดังกล่าวจะสามารถดึงมวลชนเข้ามาร่วมกลุ่มได้มาก แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่ไม่ควรนำมาหยิบยกหรือเอามาให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กัน”

ที่แท้ก็ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น

รศ.อรุณีประภากล่าวต่อไปคนกลุ่มเขารู้ว่าประเด็นนี้ไม่มีใครที่จะหยิบจับ แม้แต่สื่อเองก็หลีกเลี่ยงในประเด็นดังกล่าว แต่คนกลุ่มนี้กล้าที่จะนำเสนอ เพราะรู้ว่าจะเป็นผลประโยชน์กับตัวเอง การออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าวไม่ได้เป็นการกระทำอิงผลประโยชน์ของส่วนร่วม แต่เป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

อีกทั้งประเด็นในเรื่องดังกล่าวก็มีคนมีเจ้าหน้าที่ที่คอยตรวจสอบดูแลอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเสนอให้เรียกร้องให้เขามาตรวจสอบ

แนะบอยคอตพันธมิตรไปเลย

“การเอาเรื่องที่ไม่ควรนำมาพูดแต่เอามาพูดให้เกิดลักษณะของการวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง แล้วการที่ทางกลุ่มเขามีการแอบอ้างทั้งโพกผ้า ทั้งอ้างอิง แบบนั้นทำไมไม่มีใครไปเรียกร้องดูบ้าง”

นอกจากนี้ รศ.อรุณีประภา ได้กล่าวในตอนท้าย ว่าอยากเรียกร้องให้สื่อมวลชนเลือกสนใจในการนำเสนอข่าวของกลุ่มพันธมิตรฯ และสื่อเองควรจะสร้างกระแสในการบอยคอตไปเลย เพื่อเป็นการช่วยปกป้องสถาบัน ไม่มีคนมาพูดถึงได้ สื่อจะไม่ถูกคุกคามถ้าเราไม่ไปเล่นประเด็นตามที่เขาพยายามสร้างกระแส

รู้น้อยแต่อยากมีบทบาทมาก

ทางด้านนายวรดุลย์ ตุลารักษ์ คอลัมน์นิตส์ ประจำเว็ปไซต์ประชาไท กล่าวว่า ผมมองว่าคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความน่าสนใจน้อยที่สุด ทั้งโลกทัศน์ วัยวุฒิ ประสบการณ์ต่างๆ และมีความรู้ความเข้าใจต่อการเมืองน้อยมาก

การกระทำที่เกิดขึ้น ดูเหมือนเป็นไอเดียที่มีลักษณะเป็นแฟชั่นของการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีความเข้าใจผิดๆต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นเหมือนหน่ออ่อนของกลุ่มอนุรักษ์นิยม

“ผมอยากเรียนว่าสื่อทางเลือก ที่อาจจะมีความเห็นต่างจากประเด็นหลักๆสังคมในลักษณะนี้มีอยู่โดยทั่วไป ต่างประเทศก็มีมาก การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้ เป็นผลสะท้อนของการศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ล้มเหลว”

อีก10ปีข้างหน้าต้องอายตัวเอง

นายวรดุลกล่าวต่อไปว่าการที่คนกลุ่มนี้พยายามไปเรียกร้องกับทหารนั้น แสดงว่าไม่มีความเข้าใจในหลักประชาธิปไตยที่ผ่านมาเลย ทั้งเหตุการณ์เมื่อพฤกษภาทมิฬ และเหตุการณ์เมื่อ 14 ตุลาที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่พยายามกั้นทหารให้ออกจากการเมือง นี่เป็นการกระทำที่คุกคามสื่อที่มีความเห็นต่าง

“ซึ่งความเป็นจริงในทางปฏิบัติแล้วไม่สามารถที่จะกระทำได้ในการที่จะออกมากล่าวว่าจะทำการปิดเว็ปไซต์เอง เป็นเหมือนการการอิงกระแสกันไป คนกลุ่มนี้ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าอาจจะมองย้อนมารู้สึกละอายกับสิ่งที่ตัวเองทำไปในวันนี้ก็ได” นายวรดุลย์กล่าว

ยืนยันระวังเรื่องหมิ่นถึงที่สุด

ด้านนายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการบริหารเวบไซต์ประชาไท กล่าวว่าไม่ได้ติดใจอะไรที่มีกลุ่ม young PAD ออกมาเคลื่อนไหว เพราะเป็นเรื่องของเวลาที่จะพิสูจน์ความจรอิงว่าเป็นอย่างไร และทีมงานประชาไท ตระหนักต่อปัญหาที่จะสุ่มเสี่ยงต่อการหมิ่นสถาบันอยู่แล้ว รวมทั้งตระหนักถึงการหมิ่นประมาทบุคคลด้วย

ดังนั้นเราจึงใช้ทรัพยากรบุคคลกว่าครึ่งสำหรับการดูแล และระมัดระวังในเรื่องดังกล่าว ส่วนที่เหลือก็เป็นเรื่องเวลา ที่จะพิสูจน์กันต่อไป

รวมตัวบุกไอซีทีต้านปิดเว็บ

แหล่งข่าวระบุด้วยว่าในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ เวลาประมาณ 10.00 น. เวบมาสเตอร์ของเวบไซต์หลายแห่งที่ถูกกลุ่ม young PAD พยายามยัดข้อกล่าวหาจะรวมตัวกันไปยังกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) เพื่อต่อต้านการปิดเวบไซต์

ทั้งยังมีรายงานว่าหลังจากมีกระแสดักล่าวก็มีการให้กำลังใจเวบไซต์ต่างๆ อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเวบไซต์ประชาไท ที่ได้ชื่อว่าเป็นเวบไซต์วิชาการ ที่มีนักวิชาการหมุนเวียนเขียนบทความจำนวนมาก และมีปัญญาชนเข้ามาใช้บริการมากที่สุด


'อภิวันท์'รับลูกนปช.ยกย่อง'นวมทอง ไพรวัลย์'วีรบุรุษประชาธิปไตย


'รองปธ.สภา'ขานรับเชิดชูเกียรติ'นวมทอง ไพรวัลย์'เป็นวีระบุรุษประชาธิไตย ต่อต้านรัฐประหาร ขณะเดียวกันยอมรับส.ส.-ส.ว.แตกแยกแทบทำงานร่วมกันไม่ได้ และด้านทหารแตกสองขั้ว จี้‘อนุพงษ์’นั่งเจ้าภาพกาวใจ เพราะมีหน้าที่โดยตรง

ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.30 น.ได้มีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) นำโดยนาย สมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด้จการแห่งชาติ (นปช.) เข้ายื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง โดยเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรเชิดชูเกียรตินาย นวมทอง ไพลวัลย์ เป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย ที่โดยแขวนคอตายต่อต้านการรัฐประหาร

ด้านพ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ทางรัฐสภาจะรับเรื่องดังกล่าวไว้ และจะพยายามดำเนินเรื่องตามคำร้องขอตามความเหมาะสม

เมื่อถามว่า คิดเห็นอย่างไรหากกลุ่มพันธมิตรฯเรียกร้องให้มีการยกย่องเชิดชูเกียรติ 2 ผู้เสียชีวิตเหตุการณ์ปิดล้อมรัฐสภาเมื่อ 7ต.ค.ที่ผ่านมา รองประธานสภาระบุว่า คงรับเรื่องไว้ แต่ต้องพิจารณาตามหลักการ และเจตนาในการเรียกร้องประชาธิปไตย โดยในส่วนของนายนวมทอง ก็มีความชัดเจนในการสละชีวิตเพื่อต่อต้านการยึดอำนาจรัฐประหาร เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็เหมือนกับตนเองที่เคยขึ้นเวทีเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นเพราะตนไม่ยอมรับการรัฐประหารเช่นกัน

จากนั้นพ.อ.อภิวันท์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงเหตุการณ์ระเบิดที่สะพานมัฆวานเมื่อคืนที่ผ่านมาว่า ต้องวิเคราะห์ว่าใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ในฐานะที่ตนทำงานด้านการข่าวมาคิดว่าน่าจะเป็นการกระทำของมือที่สามของกลุ่มที่ได้ประโยชน์ ตอนนี้มีข่าวลือเรื่องมือที่สามอยู่มาก เพราะไม่อยากให้บ้านเมืองสงบ และการพูดของนาย สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาทำให้เห็นแสงสว่างของความรักความสามัคคี แต่การก่อเหตุดังกล่าวจะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดได้ยากขึ้น

พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ขณะนี้ความแตกแยกกระจายไปทั่วทุกหัวระแหง ทหารในกองทัพยังมีความคิดแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ในส่วนของสภาส.ส.และส.ว.ก็แตกแยกกัน ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ทั้งนี้ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอที่ให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นตัวกลางในการเจรจา 4 ฝ่ายในการหาทางออกให้กับบ้านเมือง แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.เข้ามาเป็นเจ้าภาพเชิญทุกฝ่ายมาเจรจาจะเหมาะสมกว่า เพราะถือว่ามีหน้าที่โดยตรงในการรักษาความสงบเรียบร้อยทั้งใน และนอกประเทศ จะมองว่าปัญหาเริ่มมาจากการเมืองคงไม่ได้ เพราะตอนนี้การเมืองเกี่ยวพันไปในทุกเรื่อง แม้ช่วงแรกพล.อ.อนุพงษ์เคยทำแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ตนก็อยากให้ทุกต่อไปด้วยความอดทนและเสียสละ


‘โจรพันธมาร’ถ่อยรายวัน ทุบ‘วินมอร์ไซค์’ยึดATM


‘นักรบใบกระท่อม’ถ่อยอีกแล้วรุมทุบ‘วินมอรน์เตอร์ไซค์’ดวงซวย บังคับบอกรหัสเอทีเอ็ม เหตุแค่ติดสติ๊กเกอร์‘เบื่อพันธมิตรฯโว้ย’หน้ารถ ด้านเจ้าตัวแจ้งความสน.ดุสิตเอาเรื่องลากคอเข้าตระราง

เมื่อเวลา 11.00 น.นายแอม ดาวสิงห์ อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 38 หมู่ 3 ต.ภูฝ้าย อ.ขุนหาญ จ.ศรีษะเกษ อาชีพขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง หน้าสยามสแควร์ ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท.ขรรค์ชัย เดิมยิริง ร้อยเวร สน.ดุสิต ว่า ถูกการ์ดพันธมิตร(นักรบศรีวิชัย)รุมทำร้ายร่างกาย ทำให้ขมับซ้ายบวมปูด จนต้องเดินทางไปรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ

โดยนายแอม ให้การว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น วันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีป้าคนหนึ่งว่าจ้างตนจากสยามสแควร์ ให้ไปส่งที่ทำเนียบรัฐบาล โดยคิดค่าจ้าง 70 บาท ก่อนขับรถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ สีส้ม ทะเบียน รคล 129 กรุงเทพมหานคร ไปส่ง ไปถึงเมื่อเวลาประมาณ 18.00 น.

ทั้งนี้ขณะที่ตนกำลังเลี้ยวรถกลับได้มีกลุ่มการ์ดพันธมิตรที่อยู่บริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์ประมาณ 10 คน สวมเสื้อสีดำและสีขาวกรูเข้ามาหาพร้อมถือไม้เข้ามาด้วย บังคับไม่ให้ตนไป

“ผมถามว่าผิดอะไร พวกนั้นบอกว่าที่หน้ารถติดสติ๊กเกอร์ ‘เบื่อพันธมิตร โว้ย’ ตนจึงบอกปัดไปว่าเพื่อนนำมาติดให้ตั้งนานแล้ว และไม่ได้คิดอะไร จากนั้นกลุ่มการ์ด คนหนึ่งก็กระโดดขึ้นมาซ้อนท้าย ก่อนทำการล๊อคคอฉุดกระชากลากถูไปเข้าห้องปิดตายคล้ายห้อง รปภ. บริเวณศาลกรมหลวงชุมพรฯ ที่ติดกับรั้วโรงเรียนพาณิชยการพระนคร”หนุ่มจักรยานยนต์รับจ้าง กล่าว

นายแอม กล่าวต่อว่าจากนั้นการ์ดกลุ่มดังกล่าว ก็เข้ามาซักถามพร้อมข่มขู่ให้ยอมรับสารภาพว่าใครเป็นผู้จ้างวานให้มาก่อกวน และถูกจ้างมาราคาเท่าไหร่ ซึ่งตนก็พยายามอธิบายว่าแค่มาส่งผู้โดยสาร จึงถูกรุมตบและเตะเข้าที่ใบหน้าและลำตัว หลังจากนั้นกลุ่มการ์ดก็ได้ค้นตัวตนเพื่อนำบัตรประชาชน และใบอนุญาตขับขี่ ไปถ่ายรูปทำหลักฐานเก็บเอาไว้

“นอกจากนี้ผมยังถูกยึดบัตรเอทีเอ็ม ไปพร้อมถูกบังคับให้บอกรหัสบัตร เมื่อผมไม่บอกก็โดนตบตี จนทนไม่ไหวต้องยอมบอกในที่สุด แต่เมื่อกลุ่มการ์ดนำไปกดที่ตู้เอทีเอ็ม ปรากฏว่าไม่มีเงิน จึงนำบัตรมาคืน ซึ่งคาดว่าถ้ามีเงินในบัตรก็คงจะหมดตัวไปแล้ว ซึ่งกว่าจะถูกปล่อยตัวกลับบ้านก็ผ่านไปกว่า 4 ชั่วโมงแล้ว จนวันต่อมาบาดแผลเริ่มบวมช้ำจึงตัดสินใจไปหาหมอที่ รพ.ตำรวจ ก่อนเดินทางมาแจ้งความกับตำรวจ ผมไม่คิดว่าคนไทยเหมือนกันจะกระทำการป่าเถื่อนขนาดนี้ บอกกันดีๆ ก็น่าจะเข้าใจกันแล้ว” นายแอม กล่าว


'อดิศร'ดักคอกองทัพอย่าริสร้างเงื่อนไขเหตุบึ้มทำปฎิวัติ!


'อดิศร'เตือนทหารอย่าสร้างเงื่อนไขเหตุระเบิดกลางกรุง 2 จุดทำรัฐประหาร! ด้าน'จตุพร'ดักคอ'พันธมิตร’ต้องร่วมมือตร.จับมือบึ้ม ยืนยัน 1 พ.ย.นี้ไม่เคลื่อนพล'คนเสื้อแดง'มาทำเนียบฯ

วันนี้ (30 ต.ค.) นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีที่เกิดเหตุการณ์คนร้ายลอบปาระเบิดกลางกรุง 2 จุดว่า จะไม่ส่งผลต่อการจัดงานรายการ “ความจริงวันนี้สัญจร ต้านรัฐประหาร” โดยยืนยันจะชุมนุมโดยสันติ ดังนั้นความรุนแรงใดๆ ไม่ใช่เกิดจากพวกเรา แต่เป็นเรื่องกฎแห่งกรรม และขอทหารอย่าใช้เป็นเงื่อนไขทำการยึดอำนาจ

ส่วนกรณีที่ส.ส.พรรคพลังประชาชน โดยกลุ่มผู้แทนปวงชนชาวไทย อยากให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทบทวนเรื่องการปราศรัยผ่านโทรศัพท์ในวันที่ 1 พ.ย.นั้นนายอดิศร กล่าวว่า เป็นสิทธิในการเสนอความเห็น แต่ก็เป็นสิทธิของพ.ต.ท.ทักษิณจะพิจารณา แต่ตนไม่เข้าใจว่าจะไปกลัวอะไรกับพ.ต.ท.ทักษิณ มากมาย

‘จตุพร’เชื่อเหตุบึ้มพันธมารหวังชนวนยึดอำนาจ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สส.พรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาตนได้พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยอดีตนายกฯได้มีการยืนยันว่าจะมีการโฟนอินมาในรายการความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 2 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้แน่นอน พร้อมทั้งกล่าวถึงบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์ ควรรับฟังข้อความให้ครบก่อนว่าอดีตนายกฯ จะพูดสิ่งใด

ส่วนกรณีการปาระเบิดเข้าที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อคืนที่ผ่านมาว่า ตนขอประนามการกระทำในครั้งนี้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการพิสูจน์หลักฐาน เพื่อหาคนผิดมาลงโทษ รวมทั้งเห็นว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการสร้างสถานการณ์ที่จะนำไปสู่การปฏิวัติ รัฐประหารและทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวจนไม่กล้าที่จะมาร่วมงานในวันที่ 1พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ และส่วนตัวเชื่อว่าหากกลุ่มพันธมิตรฯ จะยุติการชุมนุมได้นั้นต้องมีเพียงการปฏิวัติเท่านั้น แม้ว่าหาก นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี จะลาออกจากการเป็นนายกฯ กลุ่มพันธิตรฯ ก็จะยังคงอยู่ในทำเนียบรัฐบาลต่อไป

นอกจากนี้นายจตุพร กล่าวยืนยันว่าในวันที่ 1 พฤศจิกายน จะไม่มีการเคลื่อนกำลังไปเผชิญหน้าไปปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่อย่างใด

เมื่อถามว่า นายดิสธร วัชโรทัย ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชาชูปถัมภ์ ระบุ อยากให้ทุกคนอยู่กับบ้าน และไม่ควรมาชุมนุม นายจตุพร กล่าวว่า ตนน้อมรับ แต่ถ้าพันธมิตรกลับบ้าน คืนทำเนียบฯให้รัฐบาล เสื้อแดงก็พร้อมกลับบ้านเช่นกัน หรือถ้าเอเอสทีวีปิด รายการความจริงวันนี้ก็จะปิดทันทีเช่นกัน ส่วนที่มองว่า เป็นการไม่น้อมรับฟังนั้น อยากถามว่าอยากให้พันธมิตรฯ ทำร้ายคนอื่นฝ่ายเดียวหรืออย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ เผยแพร่คลิป ผู้ชายควง 2 สาวเข้าโรงแรม โดยตั้งข้อสังเกตว่าหน้าเหมือนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ หรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า ประเทศไทยมีคนหน้าเหมือนเต็มไปหมด ถือว่าเป็นการจับโยงทำลายเรื่องส่วนตัว แต่เรื่องสามานย์อย่างนี้ คนที่รู้จักนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นอย่างดี จะรู้ว่าใครเป็นมือวางอันดับหนึ่ง

คนรักอุดรยันมาแน่

นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร เปิดเผยว่า ตนขอประกาศเชิญชวนสมาชิกคนรักอุดร ให้เดินทางไปร่วมงาน'ความจริงวันนี้' สัญจรครั้งที่ 2 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อร่วมเดินทางแล้วกว่า 1,000 คน ซึ่งจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯโดยเหมารถทัวร์ 20 คันและจะออกจากจังหวัดอุดรธานี เวลา 22.00 น.ของวันที่ 31 ต.ค.

อย่างไรก็ตามประธานคนรักอุดรกล่าวอีกว่า เมื่อถึงกรุงเทพฯ จะไปให้กำลังใจนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี จากนั้นจะเดินทางไปพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพื่อถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวกับจุดยืนในระบอบประชาธิปไตย

เฝ้าจับตามอง

ด้าน พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก กล่าวว่า กองทัพเตรียมเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะมีการโฟนอินเข้ารายการความจริงวันนี้ ในวันที่ 1 พ.ย. ที่หลายฝ่ายเกรงว่า อาจจะมีการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม หรือหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ซึ่งหากมีเหตุการณ์เช่นนั้นจริง ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะเข้าไปดำเนินการตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ เห็นว่าเรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ด้วยว่าจะมีการสั่งห้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ได้หรือไม่ ซึ่งในส่วนของกองทัพจะไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ก็ไม่ได้สั่งจับตาเป็นพิเศษ เพราะได้สั่งการไปก่อนหน้านี้แล้ว
เสนาธิการทหารบก ยังกล่าวย้ำว่า กองทัพยังคงเฝ้าระวังและดำเนินการกับผู้ที่หมิ่นสถาบันเบื้องสูง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

ยันไม่ถ่ายถอดสดออกเอ็นบีที

อนึ่งก่อนหน้านี้นายสุริยงค์ หุณฑสาร รักษาการผู้อำนวยการสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที กล่าวยืนยันว่า สถานีจะไม่ถ่ายทอดคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต่อสายตรงโฟนอินข้ามประเทศมายังรายการความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 2 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ดำเนินรายการจะนำเทปมาออกอากาศซ้ำหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทางสถานีจะตรวจสอบเทปหรือรายการใดๆ ก่อนออกอากาศทุกครั้ง

การ์ดพันธมารขี้ขึ้นหัว!สั่งเข้มทำเนียบหวั่นถูกปาบึ้ม

กลุ่มการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ดูแลความปลอดภัยบริเวณประตูทางเข้า-ออกภายในทำเนียบรัฐบาลและสะพานมัฆวานรังสรรค์สถานที่ชุมนุม ยังคงเฝ้าตรวจค้นกระเป๋าถือกลุ่มผู้ชุมนุมที่เดินทางเข้ามาภายในทำเนียบรัฐบาลอย่างเข้มงวด ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ปาระเบิดบนสะพานมัฆวานรังสรรค์จนกลุ่มการ์ดพันธมิตรได้รับบาดเจ็บสาหัสรวม 10 ราย รวมถึงกรณีนายสังเวียน รุจิโมระ ถูกยิงจนเสียชีวิตที่ข้างรั้วสำนักข่าวกรองแห่งชาติ หลังกองบัญชาการตำรวจนครบาลเมื่อคืนที่ผ่านมา

ผบ.สส.ชี้หน้าที่ตร.เคลียร์เหตุบึ้มกรุง2จุด

วันนี้ (30 ต.ค.) พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) กล่าวว่าเหตุการณ์ระเบิดกลางกรุง 2 จุดเมื่อกลางดึกวันนี้ (29 ต.ค.) ว่าจะนำไปสู่ความแตกแยกหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง

นอกจากนี้ผบ.สส. ยังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะต่อสายเข้าความจริงวันนี้ ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ว่า ส่วนตัวไม่เคยพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แม้จะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนเตรียมทหารก็ตาม และคงจะไปแนะนำอะไรมากไม่ได้ เพราะอดีตนายกรัฐมนตรีเองก็เป็นผู้ใหญ่มากแล้ว ทั้งนี้ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นว่ากรณีของอดีตนายกรัฐมนตรีนั้นมีความเหมาะสมหรือไม่ ในฐานะที่ถูกศาลพิพากษาว่าเป็นผู้กระทำผิด ซึ่งบอกแต่เพียงว่าขณะนี้ได้ติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาและต้องไปตรวจสอบกับนักกฎหมายเอง


“คนเสื้อแดง” ต่อต้าน การปฏิวัติรัฐประหาร


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** พบกันอีกแล้วครับ เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอแผล็บเดียว ต้องมาเจอกับท่านผู้อ่าน หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน “สื่อทางเลือกเพื่อประชาธิปไตย” ฉบับที่ถืออยู่ในมือท่านนี้ เป็นฉบับที่ 272 วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม 2551 อยู่กับ แทง แทนไท เข้าประจำฐานปฏิบัติการเพื่อร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับ “คนเสื้อแดง” ต่อต้าน การปฏิวัติรัฐประหาร อย่างออกนอกหน้า เพราะไม่อยากให้เหล่า อำมาตยาธิปไตย นำพาชาติไปสู่เส้นทางหายนะ ... ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

** วันนี้ช่วงเช้า ชินวัฒน์ หาบุญพาด นำคณะเข้าพบ ชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้มีการกำหนดวันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปีเป็นวัน “ต่อต้านการรัฐประหารแห่งชาติ” เพื่อร่วมรำลึกในเหตุการณ์ คุณลุง “นวมทอง ไพรวัลย์” วีรชนผู้กล้า ขับแท็กซี่ชนรถถัง และสุดท้าย ท้าพิสูจน์!!! คำพูดของนายทหารปากเสียในกองทัพบก ไม่เชื่อจะมีคนมีอุดมการณ์สละชีพเพื่อประชาธิปไตย คุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ตัดสินใจสละชีพที่สะพานลอยคนข้ามถนน เยื้องๆ กับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ทิ้งจดหมายลาตายที่เขียนเอาไว้ชัดเจน!!! “เกิดชาติไหนขออย่าได้เจอการปฏิวัติรัฐประหารอีกเลย”

** วีรชนผู้กล้า “นวมทอง ไพรวัลย์” จากไปไม่สูญเปล่า ปลุกเร้ามวลชนคนสนามหลวง ให้มาร่วมกัน สวมเสื้อสีแดง ต่อต้าน การปฏิวัติรัฐประหาร อย่างไม่เกรง กลัวภยันตรายจากปลายหอก ปลายดาบ ปลายปืน ท็อปบู๊ต อีกต่อไป…!!!... ดังนั้น ส.ส. ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องร่วมกันสนับสนุนให้ วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันแห่งการ ต่อต้านการรัฐประหารแห่งชาติ จะเท่ากับเป็นการ ชุบชีวิตร่างไร้วิญญาณของคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ให้ขึ้นมา เขย่าขวัญ เขย่าประสาท คณะปฏิวัติรัฐประหาร ที่จะเกิดขึ้นมาในวันข้างหน้า ตามเจตนารมณ์ของวีรชนผู้กล้านักประชาธิปไตย ตัวจริง!!! ตกเย็นย่ำค่ำ เชิญคนเสื้อแดง รวมพลที่ “ท้องสนามหลวง” เพื่อร่วมปราศรัยในการรำลึกถึงนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยผู้นี้ และเช้าวันที่ 31 ตุลาคม ไปร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศล ณ สถานที่ประวัติศาสตร์ สะพานลอยข้ามถนนวิภาวดี เยื้องหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ทราบแล้ว...เปลี่ยน

** ชัยชนะฝ่ายประชาธิปไตยอยู่แค่เอื้อม!!! ในที่สุด...เหล่าอำมาตยาธิปไตย เกิดรอยปริร้าวหนัก!!! ถึงขั้น ทะเลาะกันเอง!!!... เมื่อ The Old Soldier never dies ออกมากระแทกแรงๆ กับแนวคิดสานเสวนา “หันมาพูดจากัน” บอกว่า “พูดง่าย ทำยาก” ความคิดชุดเดียวกับ “แป๊ะลิ้ม” ใช้สันดานเก่า ขู่กรรโชก บอกว่าหากไม่หุบปากจะเอาข้อมูลการทุจริตในโครงการต่างๆ ของสำนักงานซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบันมาแฉ บอกว่ามี 20 หมัดเด็ด นับวันการพูดการจา สะท้อนสันดาน!!! น้ำเน่ายิ่งกว่านักการเมือง ไหนว่ารักชาติ รักประเทศ แน่จริง มีข้อมูลจริง ทำไมไม่เปิดเผย จะปกปิด ปิดบัง เอาไว้ข่มขู่คน แบบนี้หรือ ที่เรียกว่า “การเมืองใหม่” ไอ้พวกสมองหนาปัญญาทึบที่ไปรวมฝูงอยู่กับเขาน่ะ ... รู้เช่นเห็นชาติ หูตาสว่างกันหรือยัง

** ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ จากสถิติที่ได้ติดตาม พักหลังๆ นี้เราจะได้ยินเสียงปลุกเร้าถี่ขึ้นเรื่อยๆ ให้ รีบออกมาบ้าง ให้มารวมตัวกันเช็กจำนวนกันบ้าง เสียงเรียกรวมตัว ถี่ และ บ่อย พร้อมกับความหงุดหงิดของแกนนำที่ขึ้นบนเวที เพราะเรียกเท่าไรมีคนเพียง 1-2 พันคน แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า คนไม่เอาด้วย ไม่เข้าร่วมด้วย แกนนำจึงกลัวถึงขนาดจะออกใบอนุญาตให้การ์ดพกอาวุธ…บรึ๋ยส์!!! … นี่มันอะไรกันวู้ย(ส์) ตั้งตัวเป็นรัฐอิสระ ทำตัวเป็น “กบฏ” แบ่งแยกดินแดนชัดๆ น่าสงสารก็แต่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ...เข็ด...ขยาด...ไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม ไม่เป็นอะไร วันหนึ่งสังคมถึงจุดเดือด ไม่ยอมให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายขึ้นมาบ้าง...!!!... ตำรวจ-ทหาร กรุณาอยู่เฉยๆ ในที่ตั้งแล้วกัน เพราะมีหน้าที่รักษากฎหมายแล้วไม่ทำ

** เรื่องฮา...ของประเทศสาระขันบ้าง พรรคร่วมรัฐบาล ยังคงปล่อย มุกฮา ไม่เว้นวัน อยู่ๆ พรรคเพื่อแผ่นดิน ลงมาสร้างความปั่นป่วน ในการ ปล่อยข่าวใบลาออกจากตำแหน่ง มท.3 ของ ประสงค์ โฆษิตานนท์ แต่เจ้าตัวปฏิเสธลั่นในเวลาต่อมา พับผ่า!!! ประชาทรรศน์ เคยลงข่าวไปก่อนหน้านี้ เพื่อเตือน สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ไปตั้งแต่ตั้ง ครม.แล้ว รัฐมนตรีของพรรคเพื่อแผ่นดิน เขาแปลกๆ เพราะมี ระบบโควตานายทุนพรรค ประมูลเก้าอี้กัน แล้วจ่ายเงินกันไม่ครบ ระวังนะมันจะเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมา แล้วเป็นที่ชัดเจนออกมาเรื่อยๆ เรื่องนี้กระทบกับเสถียรภาพรัฐบาล และจะเข้าล็อกพวกที่อ้างจะทำการเมืองใหม่ เห็นไหม... เห็นไหม... การเมืองเก่ามันเลวแบบนี้นี่เอง เอาเก้าอี้รัฐมนตรีมาประมูลกัน

** บรรทัดนี้ แทง แทนไท ดักคอไว้ก่อนเลยว่า พรรคการเมือง ที่ล้าหลังมีไม่กี่พรรค นักการเมืองไม่กี่คน การพัฒนาการเมืองกำลังจะเดินหน้าไปได้ด้วยดี จากการใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เกิดปัญหาขึ้นมานี้ก็เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ต่างหาก ที่ทำให้ประเทศชาติถอยหลังลงคลอง “การเมืองใหม่” ที่ว่า จะทำให้ประเทศถอยหลังลงทะเลไป... เสียด้วยซ้ำ เพราะเต็มไปด้วยการเอื้อประโยชน์ให้เทือกเถาเหล่ากอของ “อำมาตยาธิปไตย” ในการใช้รัฐธรรมนูญ 2540 มีข่าวบ้างไหมที่นำเก้าอี้มาต่างตอบแทน หรือประมูลกัน 40-50 ล้าน ไม่มีข่าวนี้ให้เห็นเลย...ไม่ใช่หรือ

** หันมาหา “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ “อ้าปากเห็นลิ้นไก่” โจมตีรัฐบาลหลายเรื่อง เพียงเพื่อต้องการจะ ตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” วาดฝันกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีรอบสอง แต่ที่น่าปวดใจที่สุด ที่ต้องบอกคือไม่รู้ใคร ไปแบกหามเอามาอยู่ร่วมคณะรัฐบาล พูดหน้าตาเฉยเหมือนไม่รู้ว่าที่สังคมเขาพูดถึง เรื่อง “อำมาตยาธิปไตย” หมายถึงอะไร พยายามบิดเบือนเฉไฉไปเรื่องเบื้องสูง ทั้งที่คำศัพท์นี้อธิบายได้ในเชิงวิชาการ และคนละความหมายกับที่พยายามบิดเบือน บิ๊กจิ๋ว วันนี้เลือกหนทางที่จะทรยศประชาชนหรืออย่างไร เพราะกลัวผลสอบสวนในฐานะผู้สั่งการในเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 จะออกมาไม่สวยใช่หรือไม่? กลัวกันเกินกว่าเหตุแล้วล่ะ

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker