บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ละเว้นถวายความปลอดภัย กับ คดีหมิ่น!!!

คอลัมน์: ตะแกรงข่าว

ก่อนอื่นต้องขอทักทายผู้อ่านเป็นอันดับแรก หลังจากหายหน้าหายตาไประยะหนึ่ง ก็คงไม่มีอะไรมากกว่าต้องไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งก็หนีไม่พ้นในเรื่องของการข่าว

อย่างไรก็ตาม ข่าวคราวและความเคลื่อนไหวทางการเมืองในระยะนี้ เชื่อว่าหลายท่านก็คงนึกคิดเช่นเดียวกับผม

นั่นก็คือ เรื่องของการใช้กระบวนการยุติธรรมเข้าตัดสินคดีความ ซึ่งดูเหมือนบุคคลที่อยู่ในฟากฝั่งต่อต้านเผด็จการที่ต้องคดี กลับได้รับการปฏิบัติที่แตกต่าง!!!

พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อถูกตั้งคำถาม ก็ตอบออกมาอย่างเฉไฉ ไหลลื่น ตีความกฎหมาย ตะแบงเหตุผลข้ออ้าง ผิดจากคนส่วนใหญ่เขานึกคิดออกไป ได้อย่างหน้าตาเฉย

หรืออาจเป็นอย่างที่นักคิด นักเขียน นักวิชาการหลายท่านให้ความเห็นว่า ความคิดของตุลาการเหล่านี้ “คร่ำครึ”!!!

โดยเฉพาะยังคงยึดถือการใช้กำลังอาวุธของกองทัพเข้ายึดอำนาจ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายสูงสุด แต่ก็ยอมสยบ ปิดตำรา กลืนหลักการ อุดมการณ์ของนักกฎหมายอย่างไม่ไยดี

แถมกระหน่ำความรู้สึกของสังคมที่หดหู่ให้หนักขึ้นไปอีก ด้วยการยกย่องอำนาจที่ได้มาอย่างไม่ชอบธรรมเหล่านั้น “เป็นรัฐาธิปัตย์” ที่ถูกต้อง คนไทยจึงต้องวังเวงด้วยประการฉะนี้...

อย่างไรก็ตาม เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเดินทางมาถึงจุดนี้ อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องๆ หนึ่ง ที่มีความใกล้เคียงในระนาบเดียวกัน แต่ก็ได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งอยู่ในกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น

นั่นก็คือ การดำเนินงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ สตช. ในการเอาผิดกับประชาชน และการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยกันเอง!!!

เรื่องหนึ่ง กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ถูกจับกุมคุมขัง ไม่ให้ประกันตัว ขณะที่อีกเรื่องหนึ่ง ปล่อยให้กลายเป็นคลื่นกระทบฝั่ง เงียบหายเข้ากลีบเมฆ

และก็ดูจะเกี่ยวพันในระนาบเดียวกัน กับการฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ผมและคนไทยหลายคนไม่สบายใจไปตามๆ กัน!!!

หากยังจำกันได้ ข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง เกิดขึ้นร่ายเรียงมาตั้งแต่อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกรัฐประหารยึดอำนาจไปเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

ข้อกล่าวหานี้ก็ถูกนำมาเป็น 1 ใน 4 ข้ออ้าง ที่เป็นเหตุผลแห่งการเข้ายึดอำนาจด้วย แต่ภายหลังอัยการสอบสวนแล้วก็สั่งยกฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรีไปแล้ว

ต่อมาก็ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือที่ชาวบ้านพลิกมาเรียกขานเป็นพันธมาร ก็ประสบกับข้อกล่าวหานี้เช่นเดียวกัน

แต่อัยการก็สั่งไม่ฟ้องมาแล้วหนหนึ่ง ด้วยข้ออ้างพิลึกคือ เพื่อความสมานฉันท์ หากยังจำกันได้

และล่าสุดนายสนธิคนเดียวกันนี้ ก็โดนข้อกล่าวหานี้ซ้ำเข้าไปอีก ซึ่งเป็นคดีความที่ต่อเนื่องมาจากการเข้าจับกุม นางดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด

จะด้วยข้ออ้างอย่างไรก็ตามจะไม่ขอพูดถึง แต่ ดา ตอร์ปิโด ไม่ได้รับการประกันตัว ขณะที่นายสนธิกลับได้รับการประกันตัว!!!

แต่จนแล้วจนรอด เรื่องที่ผมเก็บเงียบมานานนี้ก็ยังคงเงียบกริบอยู่ที่ สตช. จนกระทั่งอีกนั่นแหละครับ เมื่อผมได้รับสำเนาหนังสือจากกรมราชองครักษ์ ลงนามโดย พล.อ.สายัณห์ คัมภีร์พันธุ์ สมุหราชองครักษ์ ส่งไปถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงวันที่ 26 มกราคม 2550 เรื่อง ให้นายตำรวจราชสำนักประจำพ้นตำแหน่ง

ใจความทั้งหมดสรุปได้ว่า ทาง สตช. เคยมีหนังสือขอตัว พล.ต.ท.ฉัตรชัย โปตระนันทน์ ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ กลับไปปฏิบัติหน้าที่ที่ สตช.

แต่กรมราชองครักษ์ไม่เห็นด้วย เพราะได้พิจารณาคุณสมบัติต่างๆ ของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย แล้ว มีความเหมาะสมที่จะถวายความปลอดภัยต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไป

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ผมเก็บมานาน ไม่ใช่เรื่องของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อน พล.ต.ท.ฉัตรชัย จะเข้ามารับหน้าที่อันสำคัญนี้ในการถวายการอารักขา!!!

หนังสือของกรมองครักษ์ฉบับนี้ ระบุไว้ช่วงหนึ่ง เป็นหมายเหตุที่อยู่ในวงเล็บของการเข้ามารับหน้าที่ของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 ไม่กี่วัน เพราะเหตุอดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 19-25 กันยายน 2549 โดยไม่มีเหตุอันควร เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรมราชองครักษ์ถือว่าเป็นความผิดอย่างร้ายแรง สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งนี้ จึงให้พ้นหน้าที่ไป

และนายตำรวจที่พ้นหน้าที่ไปนี้ก็คือ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ปัจจุบันก็กลับไปอยู่ สตช. ปฏิบัติหน้าที่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ!!!

ส่วนเมื่อครั้งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. เรืองอำนาจ มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการ สตช. พล.ต.อ.วิเชียร ผู้นี้ก็ได้รับหน้าที่เป็นนายตำรวจใหญ่ที่ดูแลการเลือกตั้งทั่วประเทศนั่นเอง ซึ่งคงไม่ต้องพูดอะไรว่า นายตำรวจท่านนี้ยืนอยู่ฟากฝั่งไหน

อย่างไรก็ตาม ความสำคัญที่จะกล่าวถึง คงไม่ใช่เรื่องที่นายตำรวจท่านนี้มีความคิด มีความเอนเอียงอยู่กับฝ่ายเผด็จการหรือฝ่ายประชาธิปไตย

แต่ความสำคัญของเรื่องคือ การไม่ไปปฏิบัติหน้าที่ถวายอารักขาในช่วงเหตุการณ์บ้านเมืองตึงเครียด เรื่องแบบนี้ถือได้หรือไม่ว่า ไม่เห็นความสำคัญในหน้าที่ต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพของประชาชนชาวไทย ดังที่หนังสือระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นความผิดอย่างร้ายแรง!!!

แล้ว สตช.ได้ดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่างชัด ให้เกิดเป็นตัวอย่างของผู้ที่ละเว้นปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญนี้หรือไม่???

แต่ที่แน่ๆ ได้กลายเป็นที่โจษขานกันขึ้นแล้ว ทั้งในวงการสีกากี รวมไปถึงข้าราชการในสำนักพระราชวังอย่างถ้วนหน้า

ส่วนผมก็ได้แต่เทียบเคียงระหว่างประชาชนผู้ถูกกล่าวหาหมิ่นเบื้องสูงด้วยวาจา ถูกจับกุมคุมขัง ที่ถูกฟ้องร้องโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กับผู้ที่ละทิ้งการอารักขา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดของ สตช. ดังความที่กรมราชองครักษ์แจ้งเป็นที่ประจักษ์นั้น อยู่ในระนาบเดียวกัน สูงกว่า หรือต่ำกว่ากันเพียงใด ที่จะได้รับการยกเว้น???

เพราะแม้จะอ้างว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน และแจ้งให้ พล.ต.อ.วิเชียร ชี้แจงแล้ว แต่ก็ดูจะเนิ่นนานจนผิดสังเกตจริงๆ...

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ในสายตาประชาชนแล้ว สตช. ต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้ประจักษ์ออกมาโดยเร็วเสียแล้ว

มิเช่นนั้น จะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สังคมอาจต้องวิพากษ์วิจารณ์ สตช. อีกครั้งว่า มีหลายมาตรฐานในการดำเนินการ...

พร ภัทร



จับตา “มาเฟียยาบ้า” หมูไปไก่มาผ่านผู้ไม่หวังดีจ้อง...“ล้มรัฐบาล”

คอลัมน์: ตะแกรงข่าว

ปัญหายาเสพติดในขณะนี้ ต้องยอมรับว่ารุนแรงมากครับ มีการระบาดเข้าไปทุกแห่งหน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต้องรับพิษภัย มีเพียงไม่กี่คนที่เสวยสุขบนมหันตภัยของเพื่อนมนุษย์ ทำให้หลายคนคิดถึง “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กล้าประกาศสงครามกับยาเสพติด ปฏิบัติการอย่างเอาจริงเอาจังและต่อเนื่อง

คงจำกันได้ว่า รัฐบาลไทยรักไทยที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ใช้มาตรการ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” กับวายร้ายในขบวนการค้ายาบ้า จนสถานการณ์เบาบางลงไปทันตาเห็น เป็นผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรม แม้จะถูกผู้สูญเสียผลประโยชน์ออกมากล่าวหารัฐบาลในขณะนั้นว่า เป็นการจับกุมแบบหว่านแห

ผมจำได้ว่า ตอนนั้นรัฐบาลมีมาตรการแนวทางการปฏิบัติหลายอย่างออกมาเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามผู้ค้าและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับยาบ้าอย่างเฉียบขาด การประสานขอความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นแหล่งผลิตยาบ้า และเป็นแหล่งที่มีการผลิตสารตั้งต้นในการผลิตยาบ้า เพื่อป้องกันไม่ให้มีการผลิตและขนเข้ามาจำหน่ายในประเทศ นับว่าเป็นที่ถูกอกถูกใจประชาชนทุกระดับชั้น โดยมีฝ่ายปกครองและตำรวจ รับลูกไปดำเนินการอย่างจริงจัง

การกลับมาของยาบ้าในวันนี้น่าเป็นห่วงจริงๆ ครับ เพราะมีปริมาณเพิ่มขึ้นทั้ง “ผู้เสพและผู้ขาย” ทั้งในกรุงเทพฯ ในเมืองใหญ่ๆ และในชุมชนท้องถิ่น มีข่าวการจับกุมมาเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ครั้งละเป็นหมื่นเป็นแสนเม็ด ที่เล็ดลอดไปได้อีกไม่รู้เท่าไร ที่ยังวนเวียนอยู่ในเมืองไทย เพื่อจำหน่ายให้ผู้เสพที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น และแน่นอนว่า ได้สร้างผลประโยชน์ให้กับ “มาเฟียยาบ้า” อย่างมหาศาล และสามารถเชิดหน้าอยู่ในสังคม ในสภาพฉากหน้าของคนที่เป็นผู้ใจบุญบริจาคเงินครั้งละมากๆ

เงินที่ได้จากการค้ายาบ้านี่แหละ ที่วายร้ายเหล่านี้สามารถซื้อทุกอย่าง จนความเป็นธรรมต้องยุติลง เพื่อไม่ให้ภัยมาถึงตัว ไม่แปลกอะไรที่จะยอมทุ่มเงินจำนวนมากมายมหาศาล เพื่อเข้าร่วมอยู่ในขบวนการที่ประกาศตัวว่า เป็นคนรักชาติ ต้องการกู้ชาติกู้บ้านเมืองให้พ้นจากหายนะ

ที่น่าห่วงคือ มีเด็กและเยาวชนเข้าไปเป็น “ทาสยาบ้า” มากขึ้น ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะในยามที่มีปัญหาทางด้านค่าครองชีพที่สูงขึ้น ต้องอยู่กันอย่างปากกัดตีนถีบ ต้องเอาชีวิตให้รอดไปวันๆ ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่บอบช้ำจากรัฐบาลที่แล้ว

สิ่งที่อุบัติขึ้นในสังคม เป็นปรอทวัดสถานการณ์ที่เกี่ยวกับยาบ้ายานรก คือมีเด็กผู้หญิงเดินมาสู่เส้นทางวิบัตินี้เป็นจำนวนมาก ทั้งอยากลองเองเพราะความอยากรู้ อยากสัมผัส หรือการเห็นดีเห็นงามตามที่ถูกเพื่อนชักจูงก็ตาม ด้วยการใช้ยาบ้า มาทำให้มีความกล้าที่จะเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้ได้เงินมาซื้อยาบ้า หรือสิ่งที่เป็นความต้องการอื่นๆ

เราจึงเห็นเด็กที่เป็นทาสยาบ้ายานรก มาขายตัวกันมากขึ้น พบแม้กระทั่งแม่เล้าอายุน้อยๆ ที่รวบรวมเด็กอายุ 13-14 ปี มาอยู่ในสังกัด ออกเร่ขายบริการทางเพศเกิดขึ้นในสังคมนี้

มีการศึกษาพบว่า การใช้ยาบ้าในปริมาณเล็กน้อยในระยะแรก ทำให้ร่างกายเกิดความรู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ทำงานมากกว่าปกติ มีอารมณ์คึกคะนอง อยากลอง

ผลเหล่านี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ยาบ้าช่วยเพิ่มพลังทางเพศ

ถ้าใช้ติดต่อกันนานเข้า ผู้เสพต้องเพิ่มปริมาณ เพื่อให้ได้ผลใกล้เคียงกับเมื่อเริ่มเสพในครั้งแรก ผลที่ได้รับคือ มีอาการทางประสาทและทางจิตตามมา

พิษภัยของยาบ้ามีการโยงใยไปถึงเพศสัมพันธ์ เนื่องจากผู้เสพกล้าพบปะกับผู้คนมากขึ้น ทำให้กล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ หรือคิดว่าไม่ควรทำ รวมทั้งทำให้ความกังวลน้อยลงในการมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เมื่อมีครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2-3-4-5 ก็ตามมา จนมองว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่หารู้ไม่ว่า วันเวลาที่ผ่านไปได้สะสมพิษภัยให้กับตัวเอง และได้สร้างปัญหาให้กับสังคม

เด็กผู้ชายก็ไม่ต่างไปจากนี้หรอกครับ ที่ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อได้เงินจากผู้ชายที่ชอบไม้ป่าเดียวกัน ทั้งคนไทยและต่างประเทศ มาใช้จ่าย มาซื้อยาบ้ายานรกนี้เสพ

ที่ตอกย้ำว่าสังคมขณะนี้ฟอนเฟะมีปัญหาจริงๆ คือ การจับกุมแม่ที่ค้ายาบ้า อ้างว่าหาเงินส่งเสียให้ลูกเรียนครับ
นี่เป็นสัญญาณอันตรายของประเทศ เยาวชนที่จะมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต้องตกเป็นทาสยาเสพติด โอกาสที่จะเล่าเรียนเป็นอันปิดประตูไป เมื่อติดยาบ้า ก็ต้องหาทางให้ได้มาเสพจนได้ กล้าทำในสิ่งที่รู้ว่าผิดกฎหมาย

นี่ถือเป็นมหันตภัยของสังคม ที่จะต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายในการแก้ปัญหานี้ให้ได้

ย้อนกลับไปดูการปราบปรามยาบ้าในปี 2546 “สวนดุสิตโพล” ทำการสำรวจในรอบ 3 เดือน ระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2546 มีผลออกมาดังนี้

1.พอใจ 56.1% เพราะเป็นวิธีการที่เด็ดขาดฉับไว มีผลปราบปรามที่ทันใจ ปราบปรามได้ดีไม่เว้นผู้มีอิทธิพล 2.ค่อนข้างพอใจ 38.04% เพราะมีผลงานอย่างต่อเนื่อง มีการจับกุมผู้เสพผู้ค้าได้จำนวนมาก 3.เฉยๆ 3.18% เพราะควรทำมานานแล้ว เป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขอยู่แล้ว 4.ไม่พอใจ 2.57% เพราะเจ้าหน้าที่บางคนจับกุมผู้บริสุทธิ์ไปเป็นผู้ต้องหา ทำไปเพื่อสร้างผลงานให้ตัวเอง

เมื่อถามว่า ประชาชนคิดว่าความสำเร็จในการปราบปรามยาบ้า ควรยกให้กับบุคคลใด
1.นายกรัฐมนตรี 37.22% 2.ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 18.61% 3.ประชาชนทุกคน 17.98% 4.ตำรวจ 15.11% 5.คณะรัฐบาล 11.08%

มาถึงคำถามการปราบปรามยาบ้าให้สิ้นซาก

1.ทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรทำๆ หยุดๆ 30.20% 2.มีบทลงโทษที่รุนแรงเด็ดขาดกว่านี้ 21.96% 3.ต้องพยายามสืบให้ถึงต้นตอ/ตัวการใหญ่/ปราบผู้มีอิทธิพล ผู้ค้ารายใหญ่ด้วย 20.06% 4.ประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการต่อต้านยาเสพติดทุกชนิด 15.21% 5.ควรปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีเรื่องยาเสพติด ให้ความรู้ถึงคุณและโทษของยาเสพติดอย่างจริงจัง 6.89% 6.อื่นๆ เช่น ผู้เสพควรได้รับการบำบัดอย่างจริงจัง รักษาผู้เสพให้หายขาด 5.68%

จึงไม่แปลกที่จะมีคนคิดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะยอมรับในผลงาน และต้องการคนมาสานต่อ เพื่อให้การแพร่ระบาดของยาบ้าลดลง

ขอฝากไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ ได้โปรดรับเรื่องนี้ไปทำให้จริงจังเสียทีเถอะครับ อย่าเอาอย่างใครบางคนที่รู้ทางข่าวดี มาตีกินว่าตัวเองนี่เก่งกาจเหลือหลาย รู้จักตัวการที่ผลิตยานรกนี้ มาหลอกกันอีกเลย

อย่ายอมให้คนในขบวนการค้ายาบ้า ลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมได้ เพราะให้การสนับสนุนกลุ่มคนที่ไม่หวังดีต่อรัฐบาลและประเทศชาติอย่างที่เคยทำกันมา

ถ้ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่จัดการปราบปรามอย่างจริงจังในตอนนั้น ก็ไม่รู้ว่าป่านนี้จะมีเยาวชนที่ไม่ติดยาบ้าเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน

ว่ากันว่า การปราบปรามอย่างเอาจริงเอาจัง ได้ทำลายขุมประโยชน์ของ “มาเฟียยาบ้า” เป็นหมื่นล้าน จึงยอมทุ่มเงินล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลงให้ได้ เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ผลประโยชน์ของตัวเองอยู่ได้ โดยยืมมือคนที่ไม่หวังดีมาเป็นเครื่องมือ

วันนั้น...การ “ฆ่าตัดตอน” เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการนำมาใช้ยับยั้งการปราบปรามอย่างจริงจัง

วันนี้...ก็เชื่อว่ายังใช้วิธีการนี้อยู่ ก็แค่หมูไปไก่มา ธรรมด๊า...ธรรมดา ไม่มีอะไรซับซ้อน

อัฐศิริ



คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2551 นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ปรับคณะรัฐมนตรีนำร่องไปแล้ว ขอพระราชทาน นายเตช บุนนาค จากตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักราชเลขาธิการ มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ถูกจังหวะถูกเวลา หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ของท่านผู้มีอุปการคุณ ก็จะยกเครื่องปรับปรุงเนื้อหาสาระให้ถูกจังหวะถูกเวลาเช่นกัน เริ่มวันที่ 1 สิงหาคมนี้ เพิ่มเนื้อหา ขุดรากถอนโคนขบวนการมารศาสนา ทันสถานการณ์โดย สอาด จันทร์ดี ชื่อนี้ มหา 5 ขัน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ยินแล้วหนาว เพราะรู้จริงรู้ลึกถึงกำพืดแต่หนหลัง เห็นทีบนเวทีพันธมิตรฯ จะต้องซื้อประชาทรรศน์ไปฉีกโชว์ทุกคืนแน่นนอน

00 ยุทธการดาวกระจาย เดินสายยั่วยุ ไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดของ กลุ่มพันธมิตรพันธมาร ถือว่า ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เมื่อเจ้าของพื้นที่สุดทนกับพฤติกรรมก่อความวุ่นวายทำลายชาติ รวมตัวกันต้าน เหตุปะทะกันเป็นเรื่องธรรมดา ในเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายมองหน้ากันเป็นศัตรู ตั้งแต่วันแรกที่กลุ่มพันธมิตรพันธมารรวมตัวกัน แล้วตีกันชิมลาง กลุ่มผู้ต่อต้านบาดเจ็บไปหลายคน แต่ไม่มีใครให้ความสนใจ แต่ไม่มีใครร้องโวยวาย ฟ้องร้ององค์กรโน้นองค์กรนี้ให้ประเทศชาติเสียชื่อ เรียกว่า เจ็บอย่างเสือ แต่ทีกลุ่มพันธมิตรพันธมาร โดนเข้าบ้าง ร้องเอ๋งๆ ทำเรื่องฟ้ององค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย โดยไม่สนใจว่าชื่อเสียงของประเทศชาติจะเสียหายในสายตาชาวต่างประเทศ

00 เกมนี้มี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำคนสำคัญคอยบงการ อ่านไม่ยาก เมื่อนึกถึงเดือนพฤษภาคม 2535 จนถึงวันนี้ ปฏิเสธคอเป็นเอ็น ก็ไม่มีใครเชื่อว่า ไม่ได้พาคนไปตาย เพราะงั้น ยุทธการดาวกระจาย เปิดขึ้นมาเพื่อหวังให้มีการสอยดาว เพื่อจะได้ฟ้องชาวโลกยกระดับอาณาจักรมัฆวานฯ ให้ชาวโลกรับรู้ เหมือนเช่นกลุ่มขบวนการก่อการร้ายในพื้นที่ภาคใต้พยายามจะให้รัฐบาลส่งคนไปเจรจาอย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับขบวนการ

00 เห็นกันชัดๆ ตั้งแต่ปะทะกัน รับกันเป็นทอดๆ เริ่มกันตั้งแต่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่จ้องจอทีวีช่องเอ็นบีทีทุกเช้าวันอาทิตย์ เพื่อจ้องจับผิดหยิบยกคำพูดของ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช มาวิพากษ์วิจารณ์ ตามสไตล์ฝ่ายค้านมืออาชีพและตลอดชีพ แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯ สมัคร พูดถึงวันภาษาไทย ไม่ข้องแวะเรื่องการเมือง ทำเอาทีมงานจ้องจับผิดของพรรคประชาธิปัตย์ พากันหงุดหงิด ไม่รู้จะหยิบประเด็นอะไรมาเป็นข่าว สยองขวัญวันหยุด แต่ไม่วายที่ เทพไทขนเพชร นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ออกมาลอยหน้าลอยตาเป็นมโนราห์หลงโรง บอกว่า นายกฯ สมัคร ไม่พูดเรื่องการเมือง เป็นไปตามที่ เทพไทขนเพชรแนะนำให้ ปากเข้าพรรษา สถานการณ์ต่างๆ จะดีขึ้น

00 เมื่อก่อนออกจากห้องสมุดวิพากษ์การเมืองไทยปีละครั้ง แต่วันนี้แล้วแต่โอกาสอำนวย เอกฉัตร แปลกใจกับการแสดงความคิดเห็นของ อ.ธีรยุทธ บุญมี แสดงอาการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกากเดนของเผด็จการทหาร ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ อ.ธีรยุทธ บุญมี ชื่นชมรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ใครต่อใครอยากจะให้หยิบขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่ ใช้แทน ฉบับหน้าแหลมฟันดำ

00 หายหน้าไปนาน โผล่มาอีกที ยังยิ้มไม่ได้เต็มหน้า ต้องขอบคุณที่ บิ๊กบัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เจ้าของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่ตั้งขึ้นมาโดยไม่ต้องโปรดเกล้าฯ แต่ยังทู่ซี้หน้าด้านทำงานรับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน บิ๊กบังออกมาพูดว่า ยุคนี้คงไม่มีใครปฏิวัติแล้ว แต่ถ้า บิ๊กบัง ต่อท้ายสักประโยคว่า ยุคนี้ทหารโง่ๆ เกษียณหมดแล้ว จึงไม่มีใครปฏิวัติ นั่นแหละ จะเป็นพระคุณอย่างสูงขอรับ

00 ไม่ใช่เรื่องเข็มขัดสั้นแต่อย่างใดกับกรณี ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประทับรับฟ้องคดีหวยบนดิน ทำให้ ลี้กิมเลี้ยบ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จับมือกันดิ้นเฮือกสุดท้าย ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า ข้อกล่าวหาจากรัฐบาลชุดก่อน มีผลมาถึงรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ ต้องรออีก 7 วัน รู้คำตอบ นับจากนี้ไปรัฐมนตรีทั้ง 3 คนต้องทำใจ หาสำลีอุดหูไว้ดีที่สุด เพราะจะมีเสียงกระทุ้งจาก พรรคประชาธิปัตย์ สอดรับกับ เสียงจากเวทีพันธมิตรฯ ให้แสดงสปิริต

00 สงเอยสงสาร ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อุตส่าห์เฝ้ารอมากว่า 20 ปี เพื่อนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่นั่งได้ 5 เดือนเศษ มีอันต้องอำลา แม้ปากจะบอกว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ วันวาน เหมือนมีลางสังหรณ์ว่า อาจจะหลุดวงโคจรไปเลย ทำให้ สารวัตรเหลิม ลา ไม่ประชุม ครม. กะทันหัน

00 ที่ บ้านริมคลองคงเลี้ยงแต่สุนัข ไม่ได้เลี้ยงแมวกระมัง ทำให้ สารวัตรเหลิม ไม่รู้นิสัยของแมวว่าเป็น สัตว์จอมดันทุรัง หากดึงหางไว้มันจะเดินหน้า การตั้งกลุ่มระดม ส.ส. มาเลี้ยงข้าว และจะดูแลให้ทั่วถึงในห้วงเวลานี้ มีความเป็นไปได้ที่ นายกฯ สมัคร มองว่า ท้าทายกดดันรวมหัวกันไม่ให้ปรับพ้นเก้าอี้ มท.1 โอกาสหลุดโผ ครม. ชุดใหม่ เป็นไปได้สูง ด้วยประการฉะนี้

00 จนถึงนาทีนี้ เอกฉัตร มั่นใจเต็มร้อย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นั่ง เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ แถมควบรองนายกรัฐมนตรี เพื่อกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แทน นายกฯ สมัคร สุนทรเวช เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ย้อนอดีตไปหมาดๆ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ถูกปลดพ้นเก้าอี้ ผบ.ตร. เพราะใคร และใครตามไล่บี้ทั้งๆ ไม่มีความผิด กลับมาใหญ่คราวนี้ ถึงแม้ พล.ต.อ.โกวิท ไม่ใช่คนมีความแค้น แต่บังเอิญความจำดี ชะเอย

เอกฉัตร


3 รัฐมนตรีไม่ต้องฟังกติกาโจร

คอลัมน์ : ความจริงวันนี้

รายการความจริงวันนี้ ในคืนวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ยังคงมากไปด้วยสาระน่าสนใจ โดยมีนายวีระ มุสิกพงษ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ และมี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นแขกรับเชิญเช่นเคย

ประเด็นที่นำมาสนทนามีทั้งเรื่อง ของ 3 รัฐมนตรี และเรื่องของ 9 ป.ป.ช. ที่ล้วนอยู่ในกระแสสนใจทั้งสิ้น

วีระ– เนื่องจากวันนี้เป็นวันมหามงคลคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร ข้าพระพุทธเจ้าในนามรายการความจริงวันนี้ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพร ขอจงทรงพระองค์ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน

สวัสดีครับท่านผู้ขม รายการความจริงวันนี้พบกันเช่นเคยนะครับ วันนี้วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม สีเหลือง ความจริงวันนี้ก็อาจจะเป็นความจริงสีเหลือง เรื่องราววันนี้เป็นเรือ่งเด่น 2 เรื่องด้วยกัน คิดว่ามันมีความจำเป็นที่จะต้องมาพิจารณากับตามเวลาที่ได้ เราเริ่มเวลากันตอน 4 ทุ่มครึ่ง ฉะนั้น ความจริงมันก็หดลงไปตามเวลา ไม่ให้เสียเวลาเราก็ต้องเรียนกันคืออย่างงี้ เรือ่งของ 3 รัฐมนตรี ที่ว่าต้องคดีถูกนำไปฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีนักการเมืองนี่นะครับ ว่าด้วยเรื่อง “หวยบนดิน” ทุกท่านคงทราบข่าวตลอดวันนี้มันมีเรื่องวิพากษืวิจารณ์กันตลอดวัน ที่พูดว่า ถ้าศาลฎีกาท่านรับฟ้องคดีนี้ รัฐมนตรีก็อาจต้องพักงาน ปัญหาอยู่ที่ว่าจะพักงานจริงหรือไม่จริงอย่างไร เรามาดูรายละเอียดกันดีกว่า

ตั้งแต่เวลาที่ศาลรับคดีนี้ ท้าวความหน่อยนึงนะครับว่ามาจากคตส. คตส.ทำเรื่องนี้มาโดยตลอด ตามขั้นตอนปกติก็ต้องส่งไปอัยการ ถ้าอัยการเห็นสมควรก็จะส่งไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมือง แต่ว่าเรื่องนี้พอส่งไปให้อัยการแล้ว ปรากฎว่าอัยการก็ส่งกลับมาบอกให้หาหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อให้สำนวนสมบรูณิยิ่งขึ้น แต่คณะกรรมการคตส.รู้สึกคล้ายๆ สำนักงานอัยการสูงสุดจะมีใจโน้มเอียง ไปข้างฝากถูกกล่าหาหรืออย่างไรไม่ทราบได้ ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน และเมื่อเวลามันใกล้ถึงกำหนดจำเป็นที่คตส.จะใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ คือเป็นคนฟ้องคดีเอง เพราะนั้นเรื่องก็เลยมาถึงศาลฎีกาแผนกคดีการเมือง ปรากฎว่าศาลได้ชี้ขาดวว่ารับเรื่องนี้ไว้พิจารณา

การรับเรืองนี้ไว้พิจารณาก็เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกัน เนือ่งจากว่าคดีนี้มีจำเลย 47 คน 47 คนนั้นพ้นจากอำนาจหน้าที่ไปแล้วส่วนใหญ่ มี 3 คนที่นั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน บังเอิญว่ามาจากพรรค ใครจะให้รายละเอียดดีไหมครับ จตุพรจะให้รายละเอียดไหมครับ ว่ารัฐมนตรี 3 ท่านที่มาจากต่างพรรคเป็นใครบ้าง และท่านจะคิดอย่างประการใดต่อไป

จตุพร - เอ่อ..รัฐมนตรีทั้ง 3 คนก็คือ คุณหมอสุรพงษ์ สืบวงค์ลี ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คนที่สอง คุณ อุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คนที่ 3 คือคุณ อนุรักษ์ จุรีมาศ คุณอุไรวรรณอยู่พรรคประชาราช คุณอนุรักษ์ อยู่พรรคชาติไทย อันเป็นผลพวงมาจากการฟ้องทั้งหมด 47 คน นำโดยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

วีระ – ผมอยากจะให้คุณจตุพร ช่วยอ่านชื่อผู้ถูกกล่าวหาหน่อยครับ เพราะว่าผู้ถูกกล่าวหาใหญ่ๆทั้งนั้น แต่ไม่จำเป็นต้องอ่านถึง 47 คน เอา 4 – 5 คนเท่านั้นเป็นตัวอย่าง

จตุพร - คนที่ 2 นะครับ พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ ตอนนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี คนที่ 3 คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คุณจาตุรน ฉายแสง ร.ต.อ.ปุรุชัย เปี่ยมสมบรูณ์ คุณวิษณุ เครืองาม

วีระ – อือหือ ... นี่ไม่รู้จะอุทานว่ายังไงแล้ว หมดคำอุทาน

จตุพร – คุณสุดารัรตน์ เกยุราพันธ์ คุณเนวิน ชิดชอบ หลายคนครับ

วีระ – ก็คณะรัฐมนตรีมีอยู่ 35 คนใช่มั้ยครับ โดนถูกกล่าวหาไป 30

จตุพร – คนที่ไม่โดยเพราะวันนั้นไม่ได้เข้าประชุมคณะรัฐมนตรี

วีระ – คือโดดร่มก็โชคดีไป กลายเป็นอย่างนั้น และที่เหลือก็เป้นกรรมการโน่น กรรมการบอร์ดของการสลากน อธิบายความหน่อยซิครับว่า.. เดี๋ยวพี่น้องประชาชนจะลืมไปซะว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง

ณัฐวุฒิ – คือเรื่องมันเกิดขึ้นจากกรณีที่รัฐบาลก่อนการยึดอำนาจ โดยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเนี่ย ก๋เกิดความคิดว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลก็คือล๊อตตาลี่ที่ขายกันอยู่เนี่ย ก็มีคนไปออกเลขท้ายสองตัว สามตัว ซึ่งเค้าเรียกว่าหวยเบอร์ที่เขาซื้อกันอยู่ หวยเบอร์ที่เขาซื้อกันอยู่เนี่ยนอกเหนือจากล๊อตตาลี่ทชาวบ้านเขาก็เรียกติดปากว่าหวยใต้ดิน หวยใต้ดินเนี่ยไม่มีกฎหมายรองรับก็ถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทีนี้เนี่ย แต่ก่อนร่อนชะไลมาคนขายหวยใต้ดินก็มักจะเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ตามพื้นที่ ตามท้องถิ่นตามอำเถอจังหวัดตำบล ก็แล้วแต่

วีระ – เจ้ามือหวยๆ เป็นผู้ทรงอิทธิพล

ณัฐวุฒิ – ครับ เป็นผู้ทรงอิทธิพล แล้วก็ผุ้ทรงอิทิพลดังกล่าวจะทรงอิทธิพลได้ ก็ต้องแตะมือกับเจ้าหน้าที่รัฐนอกแถวนอกส่วนบางคน เพื่อที่จะสร้างอิทธิพลแล้วทำมาค้าหวยใต้ดิน เนี่ยโดยที่ตัวเองก็อยู่รอดปลอดภัยโดยที่ตัวเองอยู่เหนือกฎหมาย ก็เป็นอย่างงี้ตลอด เพราะฉะนั้นรายได้ผลกำไรของการขายหวยใต้ดิน ก็จะตกอยู่เป็นประโยชน์เพิ่มผลให้กับคนกลุ่มนี้ คือเจ้ามือหวยและก็เจ้าหน้าที่รัฐนอกแถวบางส่วนบางคน ก็กินกันอยู่อย่างนี้

คุณทักษิณมาก็เห็นว่า กรณีอย่างนี้ พูดกันตรงไปตงมานะครับท่านผู้ชมที่เคารพครับ คือจะห้ามคนไทยไม่ให้ซื้อหวยก็เห็นว่าจะเป็นเรื่องยากเต็มที แต่ที่นี่เมื่อห้ามกันไม่ได้ เห็นว่าการซื้อหวยนี่มันเป็นวิถีชีวิตของคนไทยจำนวนหนึ่ง ก็แทนที่จะปล่อยให้มันอยู่ใต้ดินเป็นประโยชน์เก็บกินของคนเพียงไม่กี่คนไม่กี่กลุ่ม

จตุพร – คือรับบาลก่อนหน้า มีหวยใต้ดินที่ผิดกฎหมาย อยู่ทุกรัฐบาล แต่ว่าไม่มีการดำเนินคดีกับรัฐบาลที่มีหวยใต้ดิน

วีระ – แต่รัฐบาลดึงขึ้นมาเอาไว้บนดิน

ณัฐวุฒิ – ก็เอาขึ้นมาไว้บนดิน เพราะหวยนี้มันไม่เหมือนถั่วเขียวนะครับคุณวีระ ที่แช่ไว้เฉยๆแล้วจะขึ้นมาเป็นถั่วงอก มันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นมันไปอยุ่ใต้ดินจะกี่สิบกี่ร้อยปีก็ตาม ถ้าไม่มีใครดึงมามันก็ไม่ขึ้น ที่นี้รัฐบาล ชุดนั้นเขาก็ดึงหวยใต้ดินมาไว้บนดิน แล้วก็ขายกันถูกต้องตามกฎหมาย ก้พี่น้องประชาชนห้างร้ายนค้าต่างๆ นานา ตามต่างจังหวัดภุมิภาคทั่วประเทศ ก็เป็นตัวแทนจำหน่ายหัวบนดิน

วีระ - ขายเสร็จแล้ว กำไรเอาไปไหนอ่ะ

ณัฐวุฒิ - ก็ได้กำไรแล้ว ส่วนหนึ่งเปอร์เซ้นต์ก็เอาไปให้กับผู้ที่ขาย แล้วว่วนหนึ่งก้คืนมาให้หลวง กองสลากก็จะเก็บรายได้จากหวยบนดินเนี้ยไว้ เอามาไว้เสร็จแล้วก็จะมีโครงการใหม่ๆของรัฐบาล ที่ส่งไปถึงเนื้อถึงตัวพีน้องประชาชนจากกำไรหวยบนดิน

วีระ – ท่านเล่าให้ผมฟังไม่ใช่เหรอ ว่าเงินนี้ไม่ได้เอามากองรวมกับล๊อตตาลี่

ณัฐวุฒิ – ใช่ครับเงินคนล่ะก้อน

จตุพร – คืออย่างนี้ครับ เงินนี้แยกเป็นสองกอง กองลีอตตาลี่ก้แยกเป็นต่างหาก แต่กองเลขท้าย2ตัว3ตัว นายกฯทักษิณ ชินวัตร ในเวลานั้น ก้มอบหมายให้กับคุณจาตุรน ฉายแสงเป็นคนดูแลโครงการนี้ เงินที่ได้จากหัว 2 ตัว 3 ตัว ปีละหมื่นล้านเนี่ยนะครับ ใช้เพียงแค่ 2 ภารกิจเท่านั้น คือ ภารกิจส่วนใหญ่คือทุนการศึกษาของเด็กนักเรียน ทุนที่สองคือ ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ติดตามทำคดีต่างๆ มีคนเพียงแค่สองกลุ่มเท่านั้น ไม่มีนักการเมืองไม่มีนักการเมือง ไม่มีส่วนอื่นใดเกี่ยวข้องกับเงินกองทุนนี้เลย

จะเห็นได้ว่า เงิน 1 ทุน 1 อำเภอ หรือทุนที่ได้จากการเรียงความ รวมกระทั่งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้เป็ฯนายกตำรวจที่มีเกียรติไม่รับเงินหวยใต้โต๊ะ ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ นะครับ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการเอาเงินนี้คืนให้กับคนจน จะเห็นได้ชัดว่าเงิน 1 กองทุน 1 อำเภอ ลูกหลานคนไทยที่ได้รับทุน ไปเรียนทั่วโลกไม่ใช่กระจุกกันเฉพาะในบางประเทศ คือมองการไกลไปวันว่า เมื่อเด็กยากจน ยากจนแต่เรียนดี ก็มีความสัมพันธืกันทั่งโลก ในวันข้างหน้าเขาจะเป็นตัวแทนแห่งประเทศ

วีระ – พูดจากันง่าย มีเพื่อนมีฝูง กันอยู่ในทุกประเทศ

จตุพร – ฉะนั้นตอลดระยะเวลาที่ดำเนินการหวยบนดิน พี่น้องประชาชนมีความสุข 1. ลูกหลานเขาได้ทุนการศึกษา 2. รายได้ตกอยู่กับรัฐ ไม่ตกกลับไปอยู่คนมีอิทธิพล มันจะสอดคล้องกับการประกาศสงครามต้านยาเสพติด และเอาหวยกลับไปอยู่บนดิน ทุกอย่างไม่มีปัญหาอะไรเลย พอคตส.ไปตรวจสอบ คนที่ตรวจสอบก็ยืนยันว่าไม่มีการทุจริตคอรัปชั่น

วีระ – คุณจาตุรน เขาดุแลรับผิดชอบเรื่องการให้ทุนนักศึกษา เขายืนยันว่าหากมีการทุจริตเรือ่งนี้หล่ะก็เอาไปประหารชีวิตซะก็ได้ เอาไปตัดหัวซะก็ได้ แต่ไม่มี แต่ว่าไม่ทุจริต แต่เขาก็มองว่ามีความผิด เขาที่ว่านี้ก็คือเขาทมี่เขามายึดอำนาจการปกครองเมื่อ 19 กันยายน 2549 เมื่อโค้นล่มรัฐบาลเก่าก็จำเป็นที่จะต้องอยู่เอง ที่จะต้องปราบเสี่ยนหนาม ก็เลยเอาเรื่องนี้มาเป็นเรื่องที่สำคัญ เลยต้องตั้งคตส.มาแล้วก็เอามาตรวจสอบกัน ในทีสุดก็อย่างที่เราได้เห็นในวันนี้ว่า คณะรัฐมนตรี35 คนนั้น ตกเป็นจำเลย 30 ที่เหลือเป็นคณะกรรมการกองสลาก และแต่ละคน ผมดุแล้วก็ขำดี ซึ่งก็บอกว่าขำมาตั้งนานล่ะ ตั้งแต่เขาตั้งข้อกล่าวหาว่าคณะรับมนตรีทั้งคณะต้องมีความผิดเนี่ย โดยเฉพาะ พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธของผมเนี่ย ผมสนใจมากว่าใครจะไปประกันตัวท่าน และมันต้องมีการประกันตัวกันรึเปล่า ผมต้องไปประกันตัวลูกพี่ของผมหน่อยแล้ว

จตุพร – ในชั้นนี้ยังครับ

วีระ- ในชั้นนี้ยังนะ เอ่าหล่ะ แต่ว่าปัญหาที่ตามมาคือว่าท่านเหล่านั้นไม่เป็นไรเพราะอยู่บ้าน จะเลี้ยงหลานเลี้ยงนกเขาก็สุดแล้วแต่ แต่ว่าคนที่อยู่ในตำแหน่งรับมนตรีในขณะนี้ เขาก็เกิดมีความกังขามีความสงสัยว่า การที่ศาลฎีกาแผนกคดีการเมืองเนี่ย รับฟ้องเนี้ยจะเป็นเหตุให้เขาถูกพักงานตามตัวบทกฎหมายที่เขียนไว้หรือไม่
จตุพร – คดีนี้เนี่ยจะนัดพิจารณาคดีครั้งแรกในวันที่ 26 กันยายน วันนั้นกระบวนการประกันตัวก็ต้องว่าในชั้นนั้น

วีระ – แต่ขั้นนี้เนี่ย พอรับฟ้องแล้วจะพักหรือไม่ เพราะมันเป็นขอ้กำกวมในทางกฎหมาย ที่บัญญัติไว้ คือก็ตีความไปสองทาง คือการที่เขาถูกฟ้องและศาลรับฟ้อง แล้วต้องพักงานนั้น เหตุเพราะกฎหมายไม่ต้องการให้เขาซึ่งนั่งอยู่ตำแหน่งหน้าที่ใหญ่ๆ ไปใช้อิทธิพลต่อสู้คดี หรือสั่งการนู้นนี้ให้มันยุ่งยากวุ่นวาย เพราะฉะนั้นเขาเลยสั่งให้พักงานทันที แต่นั้นต้องหมายความว่าคุณถูกกล่าวหาใรฐานะรับมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้วศาลรับฟ้องในขณะรับมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คุณต้องพักงาน ...คุณในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถูกฟ้อง ศาลรับฟ้องในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พักงาน ทางนั้นชัดเจน แต่ปัญหาเรื่องนี้อยู่ที่ว่า ท่านเหล่านี้ เมือ่ครั้งถูกกล่าวหา ท่านเป็นรับมนตรีกระทรวงอะไรกันก็ไม่รู้

จตุพร – คุณหมอสุรพงษ์ กระทรวงไอซีที คุณอนุรักษ์ จุรีมาศ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ คุรอุไรวรรณ กระทรวงวัฒนธรรม

วีระ – แล้วได้เป็นอยู่ 2 ปีมาแล้ว เพราะว่าคณะยึดอำนาจเขามายึดอำนาจซะ 17 เดือน นับมาจนบัดนี้ก็เท่ากับว่าท่านว่างเว้นหน้าที่ มาแล้ว 2 ปี แล้วก็กลับมารับหน้าที่ซึ่งเป็นหน้าที่ใหม่ ของรัฐบาลใหม่ เปรียบเสมือนหนึ่งเกิดใหม่ มาจากการเลือกตั้งของประชาชนครั้งใหม่ ปัญหามีอยุ่ว่ม่านจะต้องพักงานนี้หรือไม่ ก้ชวนให้สงสัยได้ เพราะเรื่องมันขาดตอน ฉะนั้นก็ทั้ง 3 คนปรึกาหารือกัน และก็มีมติกันใน 3 คน ว่าจะทดลองดุให้มันเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายนั่นก็คือการยังไม่พักงาน แต่ว่าจะหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะที่เป้นที่ปรึกษาทางกฎหมายาของรัฐบาล ในวันพรุ่งนี้ ดูว่ากฤษฎีกาจะแนะนำว่ากระไร แนะนำแล้วท่านก็จะคคิดต่อไปอีกว่าจะตัดสินใจอะไรต่อไป ในขณะนี้เนี่ยก็จะยังไม่มีการพักงาน

ณัฐวุฒิ - คือวันพรุ่งนี้เนี่ย คุรหมอสุรพงษ์ยืนยันว่าจะไปเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี

วีระ – ซึ่บความเห็นส่วนตัวของผมนะ ผมก็คิดว่าน่าจะลองดู เพราะว่ายังไม่เคยใช้กฎหมายนี้มาก่อน ไม่มีใครเคยวางบรรทัดฐานเอาไว้ เมื่อไม่ใครเคยวางเอาไว้ก็ต้องทดสอบดูว่า บรรทัดฐานที่ดีงามที่ถูกต้องนั้นควรจะอยู่ตรงไหน อย่างไร แต่ว่านั่นก็เป็นเหตุผิวเผินนะที่อ้างแบบนี้

จตุพร – คณะกรรมการป.ป.ช.คุณวิชา มหาคุณ และคุณสมลักษณ์ จัดกระบวนพล ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน

วีระ – นักกฎหมายทั้งคู่

จตุพร – นักกฎหมายทังคู่ เป็นคณะกรรมการในป.ป.ช.ทั้งคู่

วีระ – คุณวิชา มหาคุณ บอกว่าไง

จตุพร – บอกว่า ดูตามกฎหมายของป.ป.ช. มาตรา 55 เนี่ย ก็คือว่าต้องเทียบเคียงกัน แต่กรณีคุณสมลักษณ์บอกว่า มาตรา 272 (4) ระบุชัดเจนว่า การถูกกล่าวหาต้องเป็นหน้าที่ตามข้อกล่าวหา ไม่ใช่หน้าที่ขณะที่ป.ป.ช.มีมติ ความเห็นไม่ตรงกันนะครับ

วีระ – เห็นไหมครับ นักกฎหมาย 2 คนอยู่ที่เดียวกัน ยังเห็นไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้นจะไปโทษคนอื่นว่าเห็นไม่ตรงกันไม่ได้ ต้องยอมรับความเห็นที่แตกต่างในทางกฎหมาย แต่ผมเนี่ยต้องบอกว่าผมเห็นลึกไปกว่านั้น ผมเห็นลึกไปกว่านั้นก็คตือ ผมเห็นว่า กฎหมายคตส.ออกมาโดยคณะยึดอำนาจ ผมเคยใช้คำว่าพวกนี้คือ “โจรปล้นประชาธิปไตยของประชาชนไป”

ณัฐวุฒิ - ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาถือว่าเป็นความผิดฐานกบฎนะครับ

วีระ – อ่า..เป็นโจรกบฎ เมื่อโจรกบฎยึดอำนาจไป แล้วไปตั้งองค์กรต่างๆขึ้น ผมถือเป็ฯองค์กรของโจรด้วยกัน ผมไม่ให้ความเชื่อถือ ผมไม่ให้การรับรอง และผมไม่ปฏิบัติตาม นี่เป้นความเห้ฯส่วนตัวของผมนะ ไม่ผูกมัดกับใคร คือผมอยากให้รัฐมนตรีทั้งสามคน ได้แข็งขอ้อย่างเนี่ย คืออย่าไปปฏิบัติตาม แต่ก็เสียสูตรไปหน่อยนึงว่า ท่านไม่ได้อ้างเหตุผลแบบเดียวกับผม คือท่านไม่ยอมทำตามเพราะท่านไม่ยอมรับกติกาโจร แต่ผมต้องการพุดว่าไม่ยอมรับกติกาโจร ท่านเพียงแต่บอกว่าต้องการให้ดูบบทัดฐานทางกฎหมาย เพราะฉะนั้นถ้าถามผม..ผมอยากให้ไปไกลถึงขั้นนู้นเลย คือมันต้องรื้อโครงสร้าง คือมันต้องรื้อโครงสร้างของประเทศ เสียใหม่ ผมไม่อยากให้ปนกัน

ผมเรียนท่านผู้ชม ที่เคารพอย่างยิ่ง ก่อนนี้บ้านเมืองเราเป็นอธิปไตย ถุกต้องสมบรูณ์ทุกประการไม่มีปัญหาอะไรเลย แล้วก็มายึดอำนาจกันในวันที่ 19 กันยายน 2549 บ้านเมืองกลายเป้นเผด็จการ พอเป็นเผด็จการแล้วก็มาดูแลบ้านเมือง 17 เดือน ใน 17 เดือนนั้น เป็น 17 เดือนในเผด็จการ ซึ่งทั่วโลกไม่มีใครนิยมยกย่องสักคน มีแต่คนเค้าประนามทั้งนั้น ฉะนั้นเวลานี้เรากลับเข้ามาสู่ความเป็นประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่งแล้ว มีการเลือกตั้งแล้ว มีสภาจากการเลือกตั้ง มีรัฐบาล

จากการเลือกตั้ง ผมอยากให้เรามาตั้งต้นประเทศว่าเราไม่รับกติกาโจร เรารับกติกาประชาธิปไตย เราอยากพูดถึงผู้พิพากษาด้วย อัยการด้วย ตำรวจด้วย พูดไปถึงองคืกรอิสระต่างๆ เรามาทำใจกันใหม่ได้ไหม เมื่อบ้านเมืองเราเป็นประชาธิปไตยเช่นนี้แล้ว เราอย่าไปรับกติกาเผด็จการมาใช้ซิครับ เราต้องใช้กติกาของประชาธิปไตย มาใช้ในระบอบประชาธิปไตย อย่าเอากติกาของระบอบเผด็จการมาใช้ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนเขาสับสน

จตุพร – พวกเราเคยวิพากษ์วิจารณ์กันมาตั้งแต่ที่มาของคตส. แม้ว่าจะเป็นอำนาจ ของหัวหน้ารัฐประหารที่แต่งตั้งก็ตาม แต่ว่าเมื่อเป็นองค์กรที่เรียกว่าไปตรวจาสอบผู้อื่นอย่างงี้เนี่ย ปกติการตั้งคณะกรรมการองค์ใดก็ตาม ต้องมีความชัดเจนในเรือ่งความเป็นกลาง แต่กณณีของคณะกรรมกาคตส. ถามความรู้สึกของคนไทย ว่ คณะรัฐประหารไปเลือกพวกที่เป็นปฏิปักษ์ กับพ.ต.ท.ทักษิณ ผุ้ถูกกล่าวหา ฉะนั้นจะเห็นได้ชัดเจนว่าที่ผ่านมาในห้วงทำนอง การสืบสวนสอบสวนเนี่ยเป้ฯการโฆษณาชวนเชื้อ นำข้อเท็จจริง เห็นปรากฎการณ์การตามอายัดทรัพย์บัญชี ของครอบคัวอดีตนายกรัฐมนตรี ผมเห็นได้ชัดเจนว่าคววามจริงคตส.สามารถข้อข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยมากองรวมกันได้ไว้ทั้งหมด เพราะเป็นทรัพย์สินที่เปิดเผยไม่ได้เป้นความลับ หรือไปซุกแอบทีไหน อยู่ในบัญชีสาระบบธนาคาร แต่ที่คตส.ใช้วิธีทยอยเปิดบัญชีทุกวันจันทร์ ในทำนองให้ความรู้สึกประชาชนว่าตามได้เท่านี้ล่ะนะ ตามมาได้เท่านี้ล่ะ

วีระ – ราวกับว่าไปค้นขุมทรัพย์เขาซ้อนเร้น แหมตามมาด้วยความสามารถเลย เราก็ได้มากองนึง รุ่งขึ้นอีกกองนึง ไอ้คนฟังก็ โอ้โห! เขาเอาไปแอบซ่อนไว้ที่ไหน ความจริงไม่มีอะไรหรอก มันอยู่ในธนาคาร เอามาวันแรกเลยก็ได้

จตุพร – ความจริงของเรา มีเรื่องที่ต้องพูดถึงสตง. ถึงกรรมการผู้ว่าสตง.คนหนึ่งเนี่ย ที่มีความลึกลับซับซ้อน โฆษณาเอาไว้เลยนะครับ

วีระ – แต่ว่าเฉพาะเรื่องนี้เนี่ย เฉพาะหวยใต้ดิน สตง.ตรวจแล้วว่าไม่มีความทุจริต อันนี้เฉพาะอ่ะเราก็ต้องทิ้งไว้

ณัฐวุฒิ – ทีนี้เรื่องในบิ๊กสตง. คนหนึ่งซึ่งเป็นสุภาพสตรี โฆษณาไว้เลยนะครับ มีข้าราชการในสตง.หลายคนเหลือเกินติดต่อเรา มาทางรายการ และเอาข้อมุลมาให้ขอเวลารวบรวมประมวลข้อมูลสักนิดนึง แล้วใครติดตามผู้ยิ่งใหญ่คนหนี่งของสตง.คนหนึ่งที่เป็นสุภาพสตรีตอ้งดูรายการนี้ ทีนี้ผมสนใจเรื่องของคุณ วิชา มหาคุณ เพราวันนนี้ผมก็ได้แถลงประเด็นป.ป.ช.ที่ตั้วข้อสังเกตุเมื่อคืนนี้ คุณวิชาบอกว่า อยากให้นพ.สุรพงษ์ คุณอุไรวรรณ คุณอนุรักษ์ ได้ตัดสินใจที่จะยุติการทำงาน เพราะต้องพิจารณาตามตัวบทกฎหมาย โดยไปอ้าง พระราชบัญญัติประกอบรับธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ก็คือพ.ร.บ.ป.ป.ช.เอามาเทียบเคียงแล้วบอกว่าตัวบทกฎหมายเป็นอย่างนี้

ที่นี้ผมอยากตั้งคำถามกลับไปที่คุณวิชา มหาคุณเหมือนกัน เพราะคุณวิชาเรียกร้องให้ 3 รัฐมนตรียึดตามตัวบทกฎมหายในมาตรา 55 ของพ.ร.บ.ประกอบรับธรรมนูญว่าด้วยป.ป.ช.เนี่ย แล้วเวลาเราเรียกร้องให้คุณ วิชา ยึดตัวบทกฎหมาย มาตรา 112 ของพ.ร.บ.ฉบับเดี่ยวกันว่าด้วยการเข้าดำรงตำแหน่ง และปฏิบัตินหน้าที่โดยให้มีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งโดยองค์พระมหากษัตริย์ คุณวิชากลับไม่ยึดตาม

วีระ – คุณวิชากลับไม่สนใจ แต่ว่าเดี๋ยวหมดเวลาเรามาต่อด้วยเรื่องนี้ได้ไม่มีปัญหา ยเอาล่ะอนุญาติให้ณัฐวุฒิพูดต่อ

ณัฐวุฒิ-พ.ร.บ.ป.ป.ช. ใจคอจะให้บังคับใช้เฉพาะ 3 รัฐมนตรี จาก ป.ป.ช.9 คนที่คนเรียกร้อง ใครต่อใครเรียกร้องว่าให้ดูมาตรา 12 ว่าด้วยที่มาและการเข้าดำรงตำแหน่ง คุณวิชาก็เพิกเฉย

จตุพร -ไม่จำมาตรา 12 จำแต่มาตรา 55

ณัฐวุฒิ -แล้วมาบอกให้ 3 คนนี้มาเคารพมาตรานี้ คุณวิชาอ้างว่าที่ตัวเองไม่ต้องคำนึงถึงบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ป.ป.ช. ก็เพราะว่าตัวเองแต่งตั้งโดย รัฐาธิปัตย์ คือ พลเอกสนธิ บุญรัตนกริน ซึ่งพูดอย่างตรงไปตรงมาตามภาษากฏหมายอย่างที่คุณวีระบอกประมวลกฏหมายวิธี หรือเป็นหัวหน้ากบฏ คำถามของผมคือ ถ้าคุณวิชา มหาคุณ ถ้าเอากันอย่างนี้ ความหมายว่า วันนี้ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี คุณอุไรวรรณ เทียนทอง และคุณอนุรักษ์ จุรีมาศ ถ้าได้แต่งตั้งโดยรัฐาธิปัตย์ ก็ไม่ต้องหยุดงานใช่ไหม เพราะว่าคุณวิชาเขามาโดยไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.นี้ แล้วอ้างตามที่รัฐาธิปัตย์ตั้ง

จตุพร-โดยมาตราฐานของคุณวิชา มหาคุณ วันนี้ออกสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ มีกรณีที่นักข่าวไปถามกรณีที่ดีเอสไอไปจับหลานชาย ซึ่งคุณวิชา ก็ยอมรับว่าเป็นหลานชายจริงๆ ว่ามีการหนีภาษี 300 ล้าน คุณวิชาบอกว่าเรื่องนี้เป็นการกลั่นแกล้งกัน คุณวิชาบอกว่าเรื่องนี้ต้องเป็นหน้าทีของศุลาการไม่ใช่หน้าที่ของดีเอสไอ ผมมองโดยมโนสำนึกตัวเองเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะชอบหรือไม่ชอบเราวิจารณ์ไปแล้ว ก็ควรให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไป ในเมื่อตัวเองเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. นี้ออกมาชี้ตูมเลยว่านี้เป็นการกลั่นแกล้งและเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของตนเอง

ณัฐวุฒิ -ผมอยากจะกลับมาถามคุณวิชาว่า ตกลงอำนาจรัฐาธิปัตย์มันยิ่งใหญ่แค่ไหน ทำอะไรได้ทุกอย่างหรือครับ รัฐาธิปัตย์ตั้งมาแม้ว่าขัดพ.ร.บ.เดียวกันแต่คุณวิชาอกมาปฏิเสธ พร้อมกับยืนยันจะอยู่ในวาระครบ 9 ปี แต่นี้ประชาชนเขาเลือก และได้มีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง พร้อมดับเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่ขัด พ.ร.บ.นี้คุณวิชาบอกให้เคารพและหยุดตามตัวบทกฏหมายทันที

วีระ -เรื่องรัฐาธิปัตย์มีคนพูดได้ไว้หลากหลาย ความจริงแล้วก็เป็นนักกฏหมายเหมือนกัน ถ้าจะเอาคำว่า รัฐาธิปัตย์มาอ้าง อาจจะอ้างได้ในช่วงที่พลเอกสนธิ บุญรัตนกริน เป็นหัวหน้ายึดอำนาจไว้ในกำมือ ตรงนั้นถ้าจะพอจะอ้างก็สามารถอ้างได้ แต่ ณ วันที่คุณสนธิ ขอพระราชทานการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ตัวเองเป็น หัวหน้าคณะ คปค. นั้นคือฐานะในการเป็น รัฐาธิปัตย์ ของคุรสนธิ บุญรัตนกริน จบสิ้นลงไปแล้ว มีนักกฏหมายบอกว่าถ้านับเรื่องรัฐาธิปัตย์ เพราะฉะนั้นต่อจากนั้นจะเห็นว่า คุณสนธิในฐานะที่เป็นหัวหน้าในการยึดอำนาจจะแต่งตั้งใครตั้งใครต้องขึ้นทูลเกล้า แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีต้องขึ้นทูลเกล้า ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฏหมายหมด

จตุพร - แต่ว่ามาเว้นอยู่ 14 คน มาเป็นรัฐาธิปัตย์มาอยู่ในหัวใจของคุณวิชาและพวก

วีระ -เพราะฉะนั้นเป็นคำถามที่คุณวิชาจะต้องตอบ เพราะว่าเราจะไม่หยุดอยู่แค่ตรงนี้ให้หมดเวลา เพราะว่ามันยังมีเรื่องตกค้างมาจากเมื่อคืนนี้ เรื่องที่ตกค้างมาจากเมื่อคืนและต้องการความกระจ่าง จาก กกต.

จตุพร -ผมอ่านประเด็นให้ฟังเลยนะครับคาดว่าท่านจะติดตามรายการของเราอยู่ และตอบมาตามสิ่งที่เราถามเลยแต่คำตอบจะตรงคำถามหรือเปล่าต้องฟังกัน

ณัฐวุฒิ -เลขาธิการ กกต. คุณสุทธิพล ทวีชัยการ มาพูดเรื่องการสอบสวนสืบสวนบัตรเลือกตั้ง ในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนมาที่ประธาน กกต.พ.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย ไปร้อง เลขา กกต.ได้กล่าวว่าตนได้รับรายงานจากอนุกรรมการสอบสวนทั้ง 4 ชุด สรุปสำนวนข้อเท็จจริงมาที่คณะอนุกรรมการ และขณะนี้คณะอนุกรรมการกำลังสรุปสำนวนเพื่อเสนอให้ทาง กกต. เชื่อว่าจะนำเสนอให้ทาง กกต.ได้โดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้การสอบสวนของอนุกรรมการทั้ง 4 ชุดได้สอบสวน คณะกรรมการ กกต. โรงพิมพ์ เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเอาเท่านี้ก่อน ผมจะถามคุณ สุทธิพล ทวีชัยการ ว่าพ.ต.ต.เสวก ไปถาม กกต.ทั้ง 5 คนรวมถึงคุณสิทธิพลที่เป็นเลขาฯ ด้วยพิมพ์เลือกตั้งมาเกินทำไมตั้ง 20 % รวมกันทั้งแบบแบ่งเขตและแบบเลือกตั้งรวมกันประมาณ 50กว่าล้านใบ แล้วก็น่าจะตอบได้เลยไปตั้งกรรมการสอบใคร คือเราถามห้าท่านนั้นบวกหนึ่งคือคุณสิทธิพล และก็ต้องตอบได้เลย เพราะพนักงานโรงพิมพ์ พนักงาน กกต. เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เขาทำตามโยบายของ 5 ท่านนี้ แล้วก็การดำเนินการของคุณสิทธิพล พอเราไปถามตรงๆ ก็บอกว่าต้องตั้งอนุกรรมการขึ้นมา 4 ชุด แล้วก็มีอนุกรรมการชุดใหญ่ชุดหนึ่งคอยรับเรื่องจาก 4 ชุดนี้ มันจะไม่อารมณ์ขันไปหน่อยหรือครับ

วีระ -หนึ่งไม่ตอบเรื่องว่าเพราะเหตุใด ว่าทำไมถึงได้พิมพ์บัตรเลือกตั้งมากมายอย่างนั้น คำถามที่สองและเป็นคำท้าทายด้วย ถามว่าบัตรที่เหลืออยู่ที่ไหน ขอไปดูกัน พิสูจน์กัน เอาผู้สื่อข่าวทุกสาขาที่ให้ความสนใจรายการเราก็จะไปด้วยขอไปดูว่าบัตรที่เหลืออยู่ที่ไหน

ณัฐวุฒิ -ถ้าเอาบัตรที่เหลือมาดูไม่ได้ กกต.ก็เหลือบัตรเดียว ก็คือบัตรเสีย

จตุพร -แต่ว่ามีประเด็นเพิ่มเติม อย่างแรกมีเจ้าหน้าที่ กกต.ได้ทำหนังสือไปยัง พ.ต.ต. เสวก มาให้ปากคำ และหลีกเลี่ยงการที่จะมาให้ชื่อ โดยใช้วิธีการป็มลายมือแทน เพื่อที่จะแสดงตน แต่ประเด็นที่เพิ่มเติมมาก็คือว่า มีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบสัดส่วนมีจำนวนเกินกว่าที่จะใช้จริง มีการระบุว่าผู้ควบคุมการพิมพ์ของบริษัท ที.เค.เอส. แมเนจเมนท์ ซึ่งทำการพิมพ์บัตรแบบสัดส่วนได้ทำการแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ กกต.ที่ควบคุมการพิมพ์ว่า มีการพิมพ์บัตรเกินรันนิ่งนัมเบอร์ผิดไปเป็นจำนวนกว่า 1 ล้านฉบับ และเกินกว่า 55 ล้าน นี้เป็นล้านที่ 56 บัตรนี้อยู่ที่ไหน

วีระ -ท่านผู้ชมอาจจะตั้งข้อสังเกตหรือถามพวกผมทั้งสามคนก็ได้ว่าพวกนี้สนใจอะไร เรื่องบัตรเกิน มานั่งพูดอยู่ได้ ผมก็จะอธิบายเลยครับ เพื่อที่ท่านจะได้คลายความสงสัย ว่าคุณเสวก ปิ่นสินชัย ตั้งข้อสังเกตว่าที่พิมพ์บัตรเกิน เอาบัตรนี้ไปหมุนเวียนที่คนลงเสียง วันที่ได้มีการเลือกตั้งล่วงหน้า ไปเลือกตั้งและไดมีการใส่หีบจริง เสร็จแล้วก็เอาหีบนั้นทิ้งไป แล้วก็เอาบัตรที่เกินนี้ล่ะครับมาใช้กากัน ตามความประสงค์ที่อยากจะให้พรรคไหนชนะก็กาพรรคนั้น เสร็จแล้วเอาหีบใบนี้ไปแทนที่ นี่คือความสงสัยของคุณเสวก ปิ่นสินชัย และต้องการรอการพิสูจน์ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าในกรุงเทพมหานครว่าทำไมผลเอ็กซิกโพลมันถึงได้มีการผิดพลาดมาก มันเป็นไปไม่ได้เพราะเราเห็นว่าผลเอ็กซิกโพลทำมากี่รอบก็เฉียดฉิว

ณัฐวุฒิ -เราจะเห็นว่าการเลือกตั้งล่วงหน้ากับการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 มันสวนทางกัน ผมได้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ กกต.ว่ามันมีบางเขตในกรุงเทพฯ กรรมการนับคะแนนแยก เอาหีบล่วงหน้านับต่างหาก ผลปรากฏว่าผลคะแนนในหีบเลือกตั้งล่วงหน้าผู้สมัครพรรคจากประชาธิปัตย์ได้ 21,000 คะแนน ผู้สมัครพรรคพลังประชาชนได้คะแนนประมาณ 800 คะแนนเศษ แต่ปรากฏว่าผลคะแนนในวันเลือกตั้งจริงมีความสู่สีใกล้เคียงกันอย่างยิ่ง นั้นหมายความว่าคนที่เลือกตั้งล่วงหน้าเลือกพรรคประชาธิปัตย์เป็นส่วนใหญ่ แล้วที่หลังค่อยนึกได้ในวันเลือกตั้งจริงกลับมาเลือกพรรคพลังประชาชน

วีระ -นี้ก็เป็นประเด็นปัญหา และก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่จะพูดให้ชัดกันไปเลย ว่าที่เขามีการตั้งข้อหาว่ามีการฮั้วกันเพื่อพิมพ์บัตร ระหว่าง 2-3 บริษัท ทางกกต.ได้มีการประชุมกันหลายครั้งบรรดากรรมการทั้ง 5 คน แต่ผิดปกติอยู่ว่า กรรมการท่านหนึ่งซึ่งค่อนข้างที่จะตรงฉินท่านไม่เข้าประชุม

ณัฐวุฒิ -ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าเรื่องการพิมพ์บัตรลงคะแนนได้มีความไม่ชอบมาตั้งแต่การพิมพ์บัตรรับ-ไม่รับร่าง รธน.

วีระ -ผมเรียนให้ประชาชนได้เข้าใจอย่างชัดเจนว่าการลงมติรับ-ไม่รับการร่าง รธน.นั้นคือการซ่อมการเลือกตั้งครั้งแรกอย่างเป็นทางการ แต่เรื่องนั้นไม่มีโจทย์ เพราะว่าเป็นเรื่องของประชามติ แต่ที่จริงแล้วเขาซ้อมก่อนที่จะมาถึงในวันข้างหน้าก็คือวันที่ 23 ธันวาคม

จ-ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งบอกว่าคนมาเลือกตั้งไม่เกิน 80 ฉะนั้นพิมพ์บัตรก้ไม่น่าจะเกิน 90-95 % ยกเว้นถิ่นทุรกันดารเอาบัตรไปสำรองไว้ 100% แต่ว่าเวลาที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิมพ์เกินมา 22 %

ณัฐวุฒิ -ปรากฎว่าผลการประกวดราคา การจัดซื้อจัดจ้างทั้งการพิมพ์ประชามติ และบัตรการเลือกตั้งได้แค่สองบริษัทคือ บริษัทจันวานิชซีเคียวริตี้ พริ้นติ้ง จำกัด และบริษัท ที.เค.เอส. สยามเพรส แมเนจเม้นท์ ก็ได้มีการประชุม กกต.และก็พูดเรื่องนี้เป็นระยะๆ ปรากฏว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เมื่อทางเจ้าหน้าที่ทางกกต.คนหนึ่งส่งข้อมูลมาให้เราเป็นรายงานการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีทั้งหมด 5 ท่าน ส่งข้อมูลมาให้ ปรากฏว่าน่าแปลกมาก ในแต่ละวันที่ได้มีการคุยกันเรื่องการพิมพ์บัตรในการลงคะแนนไม่ว่าจะเป็นบัตรประชามติ หรือบัตรการเลือกตั้ง มีคณะกรรมการกาเลือกตั้งคนหนึ่ง มักจะลาประชุมและไม่อยู่ในที่ประชุม คณะกรรมการท่านนั้นปรากฏหลักฐานว่าไม่อยู่ในที่ประชุมทุกวันก็คือคุณสดศรี สัตยะธรรม ที่ท่านไม่เอาประชุมอย่างนั้นเพราะว่า

วีระ -จะเป็นเพราะว่าท่านไม่อยากจะร่วมมือกับคนที่คิดการณ์ไม่ดี

ณัฐวุฒิ -ผมเข้าใจว่าคุณสดศรีคงไปเห็นข้อพิรุทบางประการ การประชุมเพื่อการพิมพ์บัตรประชามติของกกต. มีวันที่ดังต่อไปนี้14 มีนาคม 2550คุณสดศรีลา 4พฤษภาคม 2550คุณสดศรีลา คุณสดศรีมาเข้าประชุมครั้งแรกและครั้งเดียวในการพิจารณาเรื่องนี้คือวันที่ 18 กรกฎาคม เข้าปุ๊บได้เรื่อง เพราะว่าคุณสดศรีได้ตั้งเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประชุมกันอยู่ก่อน 3 ประเด็นดังนี้1.บริษัททั้งสองที่ได้รับการประกวดราคา เป็นบริษัทเดิมที่ได้รับการประกวดราคาให้พิมพ์ในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา จากสำนักกรรมการการเลือกตั้งด้วยวิธีพิเศษ โดยไม่มีการประกวดราคาแต่อย่างใด ซึ่งแสดงว่าทั้งสองบริษัทนี้มีความเกี่ยวพันกับทาง กตต.มาก่อนอย่างยาวนาน 2.บริษัททั้งสองมีเรื่องร้องเรียนว่ามีผู้มีอิทธิพลในคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดเดิมมีหุ้นส่วน แต่ถ้าดูแล้วว่ามัผู้มีอิทธิพลจากกรรมการชุดเดิมก็ไม่น่าจะมีอิทธิพลต่อชุดนี้ นี้แสดงว่ามีอิทธิพลต่อเนื่อง 3.สำนักงานกรรมการการเลือกตั้ง มีการอนุมัติการจัดจ้างครั้งนี้ในช่วงเวลากระชั้นชิด คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีเวลาเพียงพอในการพิจารณารายละเอียดประกอบกับผลการตรวจสอบทางเทคนิคของโรงพิมพ์ที่เสนอราคาผ่านการพิจารณาเพียง 3 รายเท่านั้น ซึ่งสองบริษัทเดิมก็เข้าอยู่แล้ว นี้คุณสดศรีเข้าครั้งเดียวแล้วก็ทีกท้วงเลย ปรากฎว่าหลังจากนั้นวันที่ 23 กรกฎาคม 2550คุณสดศรีลาประชุม แต่คุณประพันธ์ นัยโกวิทย์ ซึ่งอยู่ในที่ประชุมได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบหลังจากที่คุณสดศรีประท้วง บอกว่าการเสนอเรื่องการพิมพ์บัตรลงประชามติต่อคณะกรรมการที่ประชุมการเลือกตั้งในวันที่ 18 กรกฎาคม 2550ไม่ทราบเรื่องและรายละเอียดมาก่อน ทั้งที่เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นการเสนอเรื่องการบริหารจัดการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้เสนอผ่านตามสายงานและไม่ได้แจ้งให้ทราบมาก่อน ประกอบกับการเสนอเรื่องดังกล่าวไม่ได้บรรจุเป็นวาระการประชุมอย่างเป็นทางการ ซึ่งไม่ได้มีส่วนในการพิจารณาหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง ขอให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบบันทึกข้อชี้แจ้งให้ทราบต่อไปคือ 1.เหตุใดจึงต้องพิมพ์บัตรเกินกว่าจำนวนที่มีผู้ออกเสียงเป็นจำนวนมาก

จตุพร -นี้แสดงว่ามีปัญหาตั้งแต่เรื่องบัตรการลงประชามติแล้ว

วีระ -ทางคณะกรรมการ กกต.ก็ยังตั้งข้อสังเกตแบบเดียวกับเราอย่างไม่ได้นัดหมาย

ณัฐวุฒิ -2.เหตุใดต้องพิมพ์บัตรตัวอย่างเป็นจำนวนมาก และราคาพิมพ์บัตรดังกล่าวเป็นราคาที่สมควรหรือไม่ คือคุณประพันธ์ ก็มีข้อสงสัยหลังจากที่คุณสดศรีได้มีการทักท้วง แล้วก็ได้พูดไว้ให้เป็นบันทึกในการประชุมซึ่งผมไม่แน่ใจว่าหากมีการดำเนินคดีใดๆ คุณประพันธ์อาจจะใช้เป็นหลักฐานว่าตัวเองนั้นได้ทักท้วง ประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่าหากมีการพิมพ์บัตรลงประชามติมากเกินผู้ที่มีสิทธิ์อย่างที่คุณประพันธ์ว่า

วีระ -ที่นี้การลงประชามติทำอย่างเดียวกันกับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 คือลอกแบบกันออกมาเลย

ณัฐวุฒิ -คือการประชุม กกต.ในการพิจารณาบัตรเลือกตั้งวันที่ 9 ตุลาคม 13 พฤศจิกายน 20 พฤศจิกายน คุณสดศรีไม่เข้า 27 พฤศจิกายน เธอเข้าแต่ก็ไม่ได้มีมติอะไรสำคัญในการประชุมวันนั้น แล้วหลังจากนั้นในวันที่ 23 ธันวาคม คุณสดศรีก็ไม่ได้เข้าประชุมเช่นเดียวกัน อันนี้ผมพูดกันแบบบ้านๆ ว่าหากเรื่องนี้มีการฟ้องร้องคดีในชั้นศาล ซึ่งในขั้นตอนการสอบสวนก็ต้องมีการเดินหน้า ตามที่ พ.ต.ต.เสวกฟ้องร้องอยู่ คุณสดศรีอาจจะถูกกั้นไว้เป็นพยานหรือเปล่า

จตุพร -คือวันนี้ในส่วนของโรงพิมพ์ทั้งสองแห่งทางดีเอสไอ ก็แถลงเตรียมออกหมายจับ โดย พันตำรวจเอกสุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ส่วนคดีที่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษว่า กกต.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หลังได้รับการแจ้งข้อมูลภายหลังการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวนผู้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งล่วงหน้า ดีเอสไอก็ได้แจ้งสำนวนส่งให้ทาง ป.ป.ช.ไปแล้ว

วีระ -ส่งไปทาง ป.ป.ช.ก็ส่งหายสิครับ

จตุพร
-คือว่าเรื่อง ที่เป็นสาระหลักส่งไปที่ทาง ป.ป.ช.ส่วนเรื่องที่ดีเอสไอสามารถดำเนินการได้เองและเตรียมออกหมายจับก็คือ 2 โรงพิมพ์ กรณีฮั้วการประมูลในการพิมพ์บัตรการเลือกตั้ง

ณัฐวุฒิ -กรณีฮั้วอยู่ในอำนาจของดีเอสไอสามารถตรวจสอบได้

จตุพร -จะมีการเชิญคณะกรรมการเลขาธิการการเลือกตั้งมาให้ข้อมูลในประเด็นโต้แย้งในการสอบสวนของดีเอสไอ แต่ว่าตัวดีเอสไออย่างไรก็แล้วแต่ในการฮั้วการประมูลสามารถสอบสวนเองได้

ณัฐวุฒิ -ส่วนประเด็นที่เหลือของทาง กกต.ส่งไปให้ ป.ป.ช. เอาลูกรัฐาธิปัตย์มาตรวจสอบกันเองจะได้ผลหรือครับ

จตุพร -ประเด็นคือว่าถ้าทาง กกต.โต้แย้งในประเด็นฮั้วการประมูล ก็อาจจะมีปัญหาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นวันที่ 31 หลังจากที่ได้มีการโต้แย้งกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ว่าถ้าทางดีเอสไอดูข้อมูลแสดงว่าเป็นมีหลักฐานครบถ้วนที่จะดำเนินคดี

วีระ -
สรุปคือว่าท่านทั้งหลายที่เป็น กกต.ท่านไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ พวกผมถือว่าไม่มีอำนาจในการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ต้น และไม่มีสิทธิ์ที่จะรับเงินเดือนค่าตอบแทนตามพระราชบัญญัติเงินเดือน อันนี้ขอยืนยันคำกล่าวของเราตั้งแต่ต้นประเด็นต่อมาก็คือ ผลงานที่ท่านที่เราได้เรียบเรียงให้ฟังในแต่ละเรื่องไม่น่าไว้วางใจ ไม่มีความโปร่งใสและดูท่าที่ไม่พร้อมที่จะให้คนอื่นตรวจสอบ ไม่มีศักดิ์ศรีที่จะทำหน้าที่ผดุงความยุติธรรม ท่านไม่ได้ตอบคำถามในสังคมให้คนได้เห็นอย่างตรงประเด็น อ้อมไปอ้อมมา ท้ายที่สุดความในที่คุยกันมันรั่วไหลอกมาข้างนอกได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ยังไม่จบ

ณัฐวุฒิ -ท่านกกต.ทั้งหลายครับคุณวีระถามเชิงท้านะครับว่า บัตรเลือกตั้ง ที่เหลือเกือบ 50 ล้านใบอยู่ที่ไหน

วีระ -แม้แต่บัตรเลือกตั้งที่ใช้ไปแล้วที่ยังไม่ได้ทำลาย และต้องขอดูด้วยเหมือนกัน

จตุพร -คือเรื่องประชาธิปไตย เรื่องความโปร่งใส ควรจะได้รับการพิสูจน์ว่าโปร่งใสอยู่
เราเห็นคนทั้ง 14 คนเข้าดำรงตำแหน่งโดยไม่ได้รับการแต่งตั้ง

ณัฐวุฒิ -ยกเว้นคนทั้ง 14 คนที่มีความภาคภูมิใจเหลือเกินในการเป็นมรดกเผด็จการก็เห็นแล้ว เห็นผลการดำเนินการของคน 14 คนต่อบ้านเมืองโดยเฉพาะเรื่องบัตรการเลือกตั้ง อยู่ที่ไหนครับทางกกต. เราจะไปดูเพื่อมาถ่ายทำและมาดูกัน


“สุวิทย์ คุณกิตติ” ต่อมสปิริตเพิ่งกระตุก

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ต้องถือว่าเป็นความโชคดีของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ตามประสาคนที่ดวงกำลังขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ใครต่อใครมองกันว่าใกล้วิกฤติ เมื่อ นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ประกาศลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แถมยังโมเมว่า พรรคเพื่อแผ่นดินจะถอนยวงจากรัฐบาล ทำให้สมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดิน ออกมาตอบโต้ทันควันว่า การประกาศของนายสุวิทย์ไม่ได้เป็นมติพรรคแต่อย่างใด

วันนี้ แม้สถานภาพการเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินของ นายสุวิทย์ คุณกิตติ ยังดำรงอยู่ แต่ในทางพฤตินัย ต้องถือว่า นายสุวิทย์ คุณกิตติ สิ้นสภาพการเป็นหัวหน้าพรรคไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อสมาชิกพรรคส่วนใหญ่ไม่ยอมรับสิ่งที่นายสุวิทย์โมเมให้ตื่นเต้นในวันที่ประกาศลาออก

ซึ่งถือว่าเป็นการซ้ำเติมให้สถานการณ์การเมืองที่เริ่มจะดูดีขึ้นมา เมื่อนายกฯ สมัคร สุนทรเวช เตรียมปรับคณะรัฐมนตรีล็อตใหญ่ เพื่อให้ภาพดูดีขึ้นกว่าเดิม โดยการขอพระราชทานตัว นายเตช บุนนาค จากที่ปรึกษาสำนักงานราชเลขาธิการ มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

เข้าทำนองจุดไฟเผาบ้านที่ตัวเองเคยใช้เป็นที่ซุกหัวนอน ก่อนจะเดินออกไป

ไม่ต่างจากกลุ่มงูเห่า ที่มี นายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นพญางู ก่อกำเนิดขึ้นมาในพรรคประชากรไทย เมื่อครั้งที่ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค

พฤติกรรมของนายสุวิทย์วันนี้ จึงถูกเรียกขานกันว่า “งูเห่า ภาค 2”

เหตุผลสามสี่ข้อที่นายสุวิทย์ยกขึ้นมาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองนั้น ไม่สมเหตุสมผลเลยกับสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ ในเมื่อสถานการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งได้ตั้งโต๊ะเจรจากันมาแล้ว 2 ครั้ง และวันนี้ประเทศไทยยังไม่ได้เสียดินแดนแต่อย่างใด หรือปัญหาเศรษฐกิจวันนี้ หลังจากรัฐบาลได้ประกาศนโยบาย 6 มาตรการ 6 เดือน ผลสำรวจของโพลสำนักต่างๆ ออกมาชัดเจนแล้วว่า สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ระดับหนึ่ง ซึ่งยังมีอีกหลายมาตรการที่รัฐบาลจะนำออกมาแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติ

จะมีอยู่เพียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับหน้าแหลมฟันดำ ที่นายสุวิทย์ยกขึ้นมาอ้างเพื่อเอาความดีใส่ตัว โยนชั่วให้คนอื่นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มากกว่าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชน

ใครก็ตามที่สนใจการเมือง เมื่อได้ฟังเหตุผลนี้ จะต้องถามนายสุวิทย์ว่า ในวันที่นายกฯ สมัคร สุนทรเวช นัดหัวหน้าพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลไปรับประทานอาหารกันก่อนปิดสมัยประชุมสภานั้น นายสุวิทย์นั่งไฝเหนือริมฝีปากกระดิกอยู่ด้วยไม่ใช่หรือ ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมอบให้เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ

นอกจากนั้น วันนี้ พรรคเพื่อแผ่นดินก็เป็นอีกพรรคหนึ่งที่จะถูกยุบพรรค เมื่อ นายนพดล พลซื่อ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด กรรมการบริหารพรรค ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. สอยด้วยใบแดง

เออ...ถ้านายสุวิทย์บอกว่า ที่ต้องตัดสินใจคนเดียว ประกาศลาออกโดยโมเมแอบอ้างเป็นมติพรรคจะถอนยวงออกจากรัฐบาล เพราะตอนนี้ยิ่งนานวันลายเริ่มออก มีข่าวแว่วๆ มาบ้างแล้วว่า กำลังจะถูกจับได้คาหนังคาเขาในการเล่นบทตีสองหน้า ทำตัวเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาล เป็นเหตุผลที่พอฟังได้ในการลาออก

เออ...ถ้าบอกว่าในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ จะให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือรองนายกรัฐมนตรี เพียงตำแหน่งเดียว หรืออาจจะต้องเขี่ยพ้นไปเลย จึงต้องตัดสินใจลาออกก่อน ก็เป็นเหตุผลที่พอรับฟังได้

ซึ่งในความเป็นจริง นายสุวิทย์น่าจะสำเหนียกสำนึกได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้ใครชี้ทางสว่างให้ตาเห็นทางธรรม โดยไม่ต้องนุ่งขาวห่มขาว ให้พระทำพิธีบังสุกุลเป็นบังสุกุลตาย อย่างที่นายสุวิทย์เคยทำมาแล้วว่า ตั้งแต่เป็น ส.ส. สอบตก แม้จะยังเป็นหัวหน้าพรรคอยู่ แต่ความสง่างามไม่มีมานานแล้ว

หรือที่เรียกกันว่า ไม่มีไพ่ในมือให้เล่นมาตั้งนานแล้ว

นายสุวิทย์ผ่านสนามการเมืองมานาน น่าจะสำนึกได้ว่า การที่เป็น ส.ส. สอบตกไม่เป็นท่า เพราะคนขอนแก่นต้องการจะดัดสันดานคนที่เห็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เพลี่ยงพล้ำ แล้วกระโดดหนี

มิหนำซ้ำยังหลงตัวเอง ประกาศตัวจะเป็นคนสายเลือดอีสานคนแรกที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมั่นใจแรงหนุนจากเผด็จการที่กุมอำนาจรัฐอยู่ในขณะนั้น

ดังนั้น การลาออกของนายสุวิทย์ไม่ใช่เรื่องตื่นเต้นอะไร เพราะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะยกมือในสภา ในทางกลับกัน เป็นความโชคดีของ นายสมัคร สุนทรเวช ที่คนประเภทนี้พ้นไปจากคณะรัฐมนตรี

ต่อมสปิริตของ นายสุวิทย์ คุณกิตติ น่าจะกระตุ้นให้สำนึกตั้งแต่วันแรกที่เป็น ส.ส. สอบตกในระบบเขตเลือกตั้ง ในพื้นที่ที่ตัวเองเคยเป็น ส.ส. มาหลายสมัย น่าจะละอายใจมานานแล้ว

เอกฉัตร



เหี้ย 9 ตัว

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะต้องเคลื่อนไหวกดดันให้ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ที่มีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และส่อเข้าช่ายละเมิดพระราชอำนาจ ออกจากการทำหน้าที่ให้ได้

โดยในเบื้องต้นจะมีการนัดหมายทำกิจกรรมกันทุกวันอังคาร และจะเพิ่มความถี่ ความเข้มข้นมากขึ้นเป็นลำดับ ตามความ “หนา” ของผู้ถูกประท้วง

อย่างเมื่อวันอังคารที่ผ่านมากลุ่มต่อต้าน ป.ป.ช. ก็พากันเดินทางไปหน้าที่ทำการ พร้อมกับสื่อด้วยการทุบกระเบื้องอย่างหนา 9 แผ่น และจุดประทัดไล่ 2 พันดอก ที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เดินทางไปกดดัน

ซึ่งยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องเพิ่มจำนวนประทัดเป็นกี่พัน หรือกี่หมื่นดอก

เพราะเท่าที่ดูท่าทีแล้ว ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ยังไม่มีทีท่าว่าจะแสดงสปิริตลาออกง่ายๆ ยังคงเกาะเก้าอี้แน่น และทำท่าว่าจะดึงดันทำงานไปจนครบวาระ 9 ปี

แต่ในขณะที่ตัวเองไม่เคารพกติกา ไม่ยอมออกจากตำแหน่ง และยังใช้ความเป็นนักกฎหมายบิดเบือนให้ตัวเองและพวกพ้องได้รับประโยชน์อยู่นั้น

กลับออกมาจี้ให้ 3 รัฐมนตรีร่วมรัฐบาล ทั้ง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ นางอุไรวรรณ เทียนทอง หยุดการปฏิบัติหน้าที่

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วสถานภาพของ 9 ป.ป.ช. กับ 3 รัฐมนตรี มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เริ่มตั้งแต่ที่มา กระบวนการของรัฐมนตรีทั้ง 3 คนนั้น ผ่านระบบการเลือกตั้ง ผ่านกระบวนการทางสภา มาจนถึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยมีเสียงของประชาชนทั่วทั้งประเทศที่ไปใช้สิทธิใช้เสียง รับประกันอยู่อีกชั้นหนึ่ง

เรียกได้ว่ามีที่มาถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ

และเราเรียกกติกาต่างๆ เหล่านี้ว่าระบอบ “ประชาธิปไตย”

ในขณะที่ 9 ป.ป.ช. เกิดขึ้นในสมัยการปฏิวัติรัฐประหาร ที่ชาวบ้านเขาเรียกว่ามาด้วยอำนาจ “เผด็จการ”

มิหนำซ้ำการอ้าง “รัฐาธิปัตย์” ยังส่อว่าจะเป็นการละเมิดพระราชอำนาจ เพราะการปฏิวัตินั้น เป็นเพียงการยึดอำนาจการบริหารประเทศ เป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลเท่านั้น

แต่พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไม่ได้ถูกยึดไปด้วย หรือพูดแบบชาวบ้านก็คือในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครที่จะสามารถทดแทนองค์พระมหากษัตริย์ได้ ไม่ว่าในเรื่องใดๆ หรือด้วยเหตุผลใดก็ตาม

ซึ่งแม้แต่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ 9 ป.ป.ช. อ้างว่าเป็นองค์รัฐาธิปัตย์ ก็ยังตระหนักดีในประเด็นดังกล่าว เพราะแม้แต่ตำแหน่งประธาน คมช. ก็ยังต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ

แล้ว ป.ป.ช. เองจะปฏิเสธ เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้ ป.ป.ช. เริ่มปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ได้อย่างไร

อีกประการ ตัวหนังสือไทย ภาษาไทยเขียนไว้อย่างไรก็ย่อมแปลตามตัวได้อย่างนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญระบุว่าจะต้องมีการโปรดเกล้าฯ ก็ย่อมหมายถึงเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น

เชื่อว่าหากนำเรื่องนี้ย้อนไปถาม พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ว่าได้ทำหน้าที่ตรงนั้นแทนองค์พระมหากษัตริย์ไปแล้วอย่างนั้นหรือเปล่า พล.อ.สนธิ ก็คงต้องรีบตอบปฏิเสธ

เพราะประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ต่างก็รู้กันดีว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันสูงสุด อยู่ในที่ที่คนไทยทั้งประเทศเคารพเทิดทูน ไม่มีใครกล้าคิดอาจเอื้อม

จึงน่าแปลกอยู่ว่าในเมื่อ ป.ป.ช.เองก็เป็นคนไทย ทำไมจึงกล้าออกมาเอ่ยอ้างอย่างนั้นได้

ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ก่อนที่จะมารับตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ก็มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีเชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูลกันมาตามสมควร

ทำไมวันนี้จึงละทิ้งหลักการ ไม่เคารพกติกา และยอมที่จะให้ชื่อเสียงที่สั่งสมมานานมาเสียหายเอาตอนแก่

มันคุ้มค่าหรือไม่ที่จะนั่งให้ผู้คนก่นด่า ให้ผู้คนประณามว่าห่วงผลประโยชน์มากกว่านิยมความถูกต้อง

และคุ้มหรือไม่ที่ต้องให้ผู้คนมาขับไล่พ้นตำแหน่งทุกวี่ทุกวัน

เหมือนอย่างเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา การประท้วงด้วยกระเบื้องอย่างหนา เป็นการสื่อตรงๆ ที่ทำให้คนฟังมองเห็นภาพและคล้อยตามได้ง่ายๆ

ในสัปดาห์หน้า ถ้า 9 ป.ป.ช. ยังไม่ยอมออกไป ก็อาจจะมีพิธีปล่อยเหี้ย หรือตัวเงินตัวทอง 9 ตัว ที่ตอนนี้มีคนตระเตรียมไว้ให้เป็นที่เรียบร้อย

ส่วนจะเป็นการปล่อยเอาฤกษ์เอาชัย หรือเพื่อสื่อความหมายอย่างไร...

คงต้องติดตามเรื่องราวของเหี้ย 9 ตัว กันต่อไป...!!

บิ๊กโบ๊ต



พยานหายไม่กระทบหลักฐานซีดีมัดแน่นเชื่อถึงยุบพรรคปชป.

สอบเพิ่มพยานมัด “วิฑูรย์ นามบุตร” ที่จะนำไปสู่การยุบพรรคประชาธิปัตย์แล้ว 3 ปาก เผยพยานที่หายตัวไปไม่ได้ทำให้เสียรูปคดี เพราะมีข้อมูลชัดเจนในซีดีที่บันทึกไว้ และมีพยานใหม่เพิ่มเติมเข้ามา ชี้เคยให้ปากคำ กกต.อุบลฯ ไปแล้ว แต่บันทึกไม่ครบ ส่อพิรุธช่วยเหลือ ปชป. แถมยังพยายามโบ้ยให้เจ้าของโรงหนังรับผิดชอบ ปัดความผิดบรรดา ส.ส. ขณะที่กลุ่มสตรีฯ บุก กกต. ทวงถามความคืบหน้า ระบุยื้อเวลา ทั้งที่พรรคอื่นโดนเล่นงานกันไปหมดแล้ว

จากกรณีมีผู้ร้องเรียนนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 4 และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายวุฒิพงษ์ นามบุตร นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี และนายวิทวัส พันธ์นิกุล ผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ด้วยการแจกบัตรชมภาพยนตร์ และสลับกันขึ้นปราศรัยหาเสียง ที่พยานสำคัญรายหนึ่งได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ที่คาดกันว่าอาจจะเป็นการตัดตอนที่อาจส่งผลถึงการยุบพรรค นั้น

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายสมบัติ รัตโน ส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีว่า มีการสอบปากคำพยานไปแล้ว 3 ปาก กรณีแจกบัตรชมภาพยนตร์ ในประเด็นนี้หลักฐานทุกอย่างสมบูรณ์ สามารถเอาผิดได้แน่นอน

ส่วนกรณีสลับกันขึ้นปราศรัยหาเสียงและแจกเงินนั้น พยานปากสำคัญที่เป็นคนถ่ายวิดีโอ ซึ่งที่รับปากไว้ว่าจะมาเป็นพยานหายตัวไป ไม่สามารถติดต่อได้ ตรงนี้แม้จะไม่มีคนถ่ายวิดีโอมายืนยัน แต่เราก็มีวีซีดีภาพเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่และสามารถหาพยานใหม่มาให้ปากคำเพิ่มเติมได้

“พยานที่เป็นคนถ่ายวิอีโอเป็นคนของพรรคเพื่อแผ่นดิน เล่าให้ฟังว่าถูกข่มขู่ว่าจะแจ้งตำรวจมาจับเพราะไปถ่ายวิดีโอในสถานที่ห้ามถ่าย แล้วเขาก็หายตัวไป ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย ทั้งนี้ในเบื้องต้นได้เขาไปคุยไปให้ปากคำอย่างละเอียดกับ กกต. อุบลราชธานีไว้แล้ว แต่อนุกรรมการสอบสวนไม่ได้เขียนลงทุกคำ นำมาสรุปเขียนบางประเด็นเท่านั้น ทำให้เกิดความยุ่งยาก กกต. กลางจึงต้องสอบปากคำพยานใหม่” นายสมบัติ กล่าว

นายสมบัติ กล่าวอีกว่า ในกรณีขึ้นปราศรัยหาเสียงและแจกเงินนั้น แม้พยานปากสำคัญหายตัวไป แต่เราก็มีวีซีดีเป็นหลักฐาน และจะหาคนมาเป็นพยานเพิ่มเพื่อให้ทุกอย่างมีน้ำหนักสามารถมัดตัว นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส. สัดส่วน และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายวุฒิพงษ์ นามบุตร นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส. อุบลราชธานี และ นายวิทวัส พันธ์นิกุล ผู้สมัคร ส.ส. อุบลราชธานี แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการทำงานของ กกต. กลาง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่า พยานบุคคลและพยานวัตถุ มีความชัดเจนน่าจะเอาผิดได้ แต่ก็ต้องดูเล่ห์เหลี่ยมของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คนด้วย เพราะเตรียมพยานบุคคลมาให้สอบ 40-50 ปาก

“ความจริง กกต. อุบลราชธานี น่าจะฟันธงได้เลย คนในพื้นที่ ทั้งเมืองได้ตั๋วหนัง รู้ดีว่าเขามีพฤติกรรมอย่างไร แต่ กกต.อุบลราชธานีก็ยื้อเรื่องไว้ ทำให้เรื่องจางลง พยานบางคนก็ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะ 5-6 เดือน ไม่ยอมพิจารณาทั้งที่เรื่องร้องมาก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง แต่ไม่ยอมนำมาพิจารณาอย่างเร่งด่วน

ยืนยันว่าหลักฐานที่เป็นวัตถุที่มีสามารถเอาผิดได้ แต่อนุกรรมการ อุบลราชธานี สอบเรื่องนี้ กลับสอบไปในทางที่ให้เจ้าของโรงภาพยนตร์รับผิดชอบเรื่องนี้เพียงคนเดียว นายวิฑูรย์ไม่ต้องรับผิด การทำงานของอนุกรรมการสอบสวนมีพิรุธ แต่เราก็จะหาหลักฐานมามัดให้ได้ การหายตัวไปของพยานปากสำคัญ อาจไม่ส่งผลต่อรูปคดี เพราะยังมีคนอื่นมาให้การแทนได้ และวีซีดีก็ยืนยันได้ เปิดเมื่อไรก็เป็นรูปโรงหนัง เป็นเรื่องการหาเสียงเหมือนเดิม สถานที่เดียวกัน” นายสมบัติ กล่าว

ขณะที่วันเดียวกันนี้ กลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย ได้เดินทางไปยัง กกต. ติดตามเรื่องดังกล่าว

“สมัคร”เอาคืนงูเห่า24ส.ส.จ่อซบพปช.

ลูกพรรคเพื่อแผ่นดิน ประกาศชัดอยู่ร่วมรัฐบาล ชี้ข้ออ้าง "สุวิทย์” ไร้มีน้ำหนัก แย้ม 2 ทางออก หากเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคไม่ได้ อาจตัดสินใจเข้าร่วมพรรคพลังประชาชน รับที่ผ่านมาการทำงานห่างเหินหัวหน้าพรรค เพราะไม่ได้เป็น ส.ส. ส่วน“หมอแว” ขออยู่ต่อเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาล อ้างไม่พอใจการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ แต่ปฏิเสธเรื่องวืดเป็นรัฐมนตรี สะพัด ”สมัคร” เอาคืนงูเห่า

การประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลของนายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ในช่วงการปรับครม. โดยอ้างว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกรณีเขาพระวิหารและความขัดแย้งของคนในชาติ พร้อมกับทิ้งระเบิดว่ามีการจ่ายเงินให้ลูกพรรคแยกตัวออกไปนั้น
ลูกพรรคยันไม่เดินตาม “สุวิทย์”

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน และประธาน ส.ส. พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า ขณะนี้ยังติดต่อนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินไม่ได้ สิ่งที่นายสุวิทย์แถลงต่อสื่อมวลชนไปนั้นยืนยันว่า ไม่ใช่มติของพรรค เพราะตามรัฐธรรมนูญ 2550 ระบุว่า ส.ส.มีเอกสิทธิ์ นอกจากนี้ตนคิดว่าเหตุผลที่นายสุวิทย์ยกมาอ้างไม่มีน้ำหนักพอ เนื่องจากกรณีการแก้รัฐธรรมนูญ ก็ยังไม่มีข้อยุติ แต่พรรคเพื่อแผ่นดินก็ร่วมเสนอที่จะแก้รัฐธรรมนูญด้วย ส่วนกรณีปราสาทพระวิหารขณะนี้ก็มีรมว.ต่างประเทศคนใหม่มาทำงานแล้ว

นายสุรเดชกล่าวต่อว่า สำหรับกระแสข่าวที่มีการซื้อตัว ส.ส.ในพรรค นั้น สำหรับตนไม่ได้รับการติดต่อแต่อย่างใด แต่เห็นว่าไม่น่ามีประโยชน์หากมีการซื้อตัวจริง เนื่องจากพรรคเพื่อแผ่นดินมี ส.ส. 24 คน หากจะซื้อตัวไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มากนัก รัฐบาลก็ยังทำงานได้จึงไม่มีประโยชน์ที่จะมีการซื้อตัวไป

รับที่ผ่านมาทำงานกับหัวหน้าลำบาก
“นายสุวิทย์ไม่น่าน้อยใจ หากถูกปรับออกจาก ครม. เนื่องจากก็เคยเป็น รมต. มาหลายครั้งแล้ว จึงไม่น่าจะยึดติด อย่างหัวหน้าพรรคชาติไทย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ก็ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี การปรับคณะรัฐมนตรีควรปรับตามความสามารถ ซึ่งพรรคเพื่อแผ่นดินก็มีผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายท่าน” นายสุรเดชกล่าว

เมื่อถามว่าจากการที่นายสุวิทย์กล่าวว่า หวังว่าในพรรคคงจะไม่มีงูเห่าเหมือนในอดีต ชี้ให้เห็นว่าหัวไปทาง หางไปทางหรือไม่ นายสุรเดช กล่าวว่า ขณะนี้ต่างสมัย ต่างวาระ ต่างรัฐธรรมนูญ อย่างนั้นคงต้องบอกว่ารัฐธรรมนูญนี้เขียนให้งูเห่าเกิด อย่างไรก็ตามตนเห็นว่าปัญหาขณะนี้เกิดจาก ส.ส.ในพรรคห่างเหินกับหัวหน้าพรรค เนื่องจากนายสุวิทย์ไม่ได้เป็น ส.ส. แต่มีตำแหน่งเป็น รองนายกฯ และ รมต.อุตสาหกรรม จึงมีภาระมาก การทำงานร่วมกันในพรรคจึงค่อนข้างลำบาก

“หมอแว” ขอเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาล
ทางด้าน นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า หลังการแถลงลาออกจากรัฐบาลของนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค นายสุวิทย์ได้โทรศัพท์มาขอโทษ และยังอ้างสิทธิ์ความเป็นหัวหน้าพรรคที่ได้รับมอบอำนาจการตัดสินใจจากคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรค ซึ่งตนได้ตำหนิไปว่าถึงทำได้ก็ไม่ควรทำโดยพลการ เพราะทำให้สมาชิกตกใจ

“ผมและนายมานพ ปันตนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน ตัดสินใจถอนตัวจากการสนับสนุนรัฐบาล โดยจะขอทำหน้าที่ตรวจสอบหรือที่เรียกว่าฝ่ายค้านในรัฐบาล เพราะผมยังสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดินอยู่” นพ.แวมาฮาดีกล่าวและว่า เหตุผลของการถอนตัวจากการสนับสนุนรัฐบาล เพราะจากการร่วมงานมา 6 เดือนตนยังไม่เห็นความชัดเจนของการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้ทำหน้าที่ท้วงติงในการประชุมสภาหลายครั้ง แต่กลับถูกตำหนิจากพรรคร่วมรัฐบาลว่าไม่ควรจะมาค้านนโยบายของรัฐบาล
ตำหนิหัวหน้าทำโดยพลการ

นพ.แวมาฮาดีกล่าวว่า ในการประชุมพรรควันที่5 สิงหาคม ตนจะเข้าร่วมประชุมด้วย แม้ที่ผ่านมาจะไม่ได้เข้าร่วมนานแล้ว เพราะเห็นว่าพรรคไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตนเสนอ โดยเฉพาะแนวทางการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ตอนเชิญเข้าร่วมทำงานพรรคบอกตนว่าจะดำเนินการตามนโยบายที่ตนเสนอ แต่สุดท้ายไม่ได้ตอบสนองแนวคิดตนเลย อย่างไรก็ตามตนอาจเข้าไปประชุมด้วย เพราะอยากไปฟังเหตุผลของแต่ละกลุ่มที่เคลื่อนไหวในวันนี้

ซึ่งจะตำหนิกลุ่มต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวว่าไม่ควรทำโดยพลการเช่นกัน ควรให้พรรคเรียกประชุมและกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกัน ส่วนผลการประชุมวันที่ 5 สิงหาคม ถ้าพรรคมีมติร่วมรัฐบาลต่อไป แม้รัฐธรรมนูญจะให้เอกสิทธิ์ส.ส.ไม่ต้องปฏิบัติตามมติพรรคได้ แต่ตนจะไม่ย้ายพรรค และหากมองว่าวันนี้พรรคเพื่อแผ่นดินเกิดความแตกแยก หรือแบ่งเป็นกลุ่มคงไม่ใช่ เพราะเป็นธรรมชาติของทุกพรรคการเมืองที่แยกกันเป็นกลุ่มเล็กๆ

เมื่อถามว่าการถอนตัวจากรัฐบาลถูกมองว่าน้อยใจที่ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี นพ.แวมาฮาดีรีบปฏิเสธทันทีว่า ไม่ได้น้อยใจ แม้ได้เป็นรัฐมนตรี ก็ทำได้เฉพาะปัญหาของกระทรวงที่ดูแล แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ภาพรวม ซึ่งการมาเป็นฝ่ายบริหารตอนนี้ไม่ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะภาคใต้ ที่ปัญหาต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ
ส.ส.1ใน4เรียกประชุมพรรคได้

ด้านนายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งแล้ว หรือไม่ ซึ่งคงจะต้องติดตามผลการประชุมของพรรคเพื่อแผ่นดินอีกครั้ง ส่วนโควตาตำแหน่งรัฐมนตรีในส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดิน เชื่อว่ายังเป็น 4 ตำแหน่งเช่นเดิม แต่อาจมีการปรับ เปลี่ยนกระทรวงตามความเหมาะสม เพื่อให้ภาพของคณะรัฐมนตรีดีขึ้น ส่วนเรื่องตำแหน่งหัวหน้าพรรคที่จะมาแทนนายสุวิทย์ คุณกิตตินั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะนายสุวิทย์ประกาศ ลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ได้ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน และขณะนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

นายมั่น พัธโนทัย กล่าวอีกว่า จะมีการประชุมกรรมการบริหารของพรรค หลังจากที่มีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยจะให้โอกาสหัวหน้าพรรค เป็นผู้เรียกประชุมตามข้อบังคับก่อน แต่หากหัวหน้าพรรคไม่เรียกประชุม ก็จะใช้กรรมการบริหารพรรค 1 ใน 4 ของทั้งหมด หรือ 6 คนในการเรียกประชุมแทน เนื่องจาก ส.ส.ของพรรคทั้ง 24 คน มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือการอยู่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลต่อไป ยืนยันว่าพรรคเพื่อแผ่นดินไม่ใช่กลุ่มงูเห่า 2 อย่างที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ แต่เนื่องจากพรรคมีแกนนำหลายคน และอาจมีข้อขัดแย้งกันบ้าง แต่ท้ายที่สุดก็จะหาข้อสรุปได้ชัดเจน และเชื่อว่า เรื่องที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรค

ยันครม.ใหม่เพื่อแผ่นดินลงตัว
ส่วนการส่งรายชื่อคณะรัฐมนตรี ตามโควตาของพรรค ขณะนี้ได้มีการส่งให้บุคคลใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีแล้ว ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งมีความใกล้เคียงกับข่าวที่ออกมา และพรรคต่างมีความพอใจกับการปรับตำแหน่งในครั้งนี้

นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวหลังจากเดินทางกลับมาจากจังหวัดขอนแก่น กรณีสมาชิกบางส่วนไม่ยอมรับการถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ยืนยันว่าไม่มีอะไรต้องคุยหรือชี้แจงกับสมาชิกพรรค โดยมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของระบอบประชาธิปไตย ที่มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ทางด้านนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังส.ส. พรรคพลังประชาชนกลุ่มอีสานพัฒนาเข้าพบนายกรัฐมนตรีภายหลังในพรรคมีกระแสคลื่นใต้น้ำ โดยสนับสนุนให้นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ เป็นรัฐมนตรี ว่า ตนก็ไม่เคยรู้มาก่อน อย่างที่เคยบอกว่าใครรักใครชอบใครเขาก็อยากสนับสนุนแต่คนที่ตัดสินใจคือ นายกรัฐมนตรี ถือเป็นเสรีภาพ ความเห็น เชื่อว่านายกฯ จะปรับให้ดีขึ้น

ถามว่า การปรับครม.ครั้งนี้จะดูดีขึ้นในสายตาประชาชนแต่ภาพลักษณ์ภายในพรรคจะเกิดความสั่นคลอน นายสมชายกล่าวว่า ภายในพรรคไม่มีปัญหา เมื่อปรับเสร็จก็ทำงานกันตามปกติ ก่อนปรับใครแสดงความคิดเห็นอะไรก็ปกติ ต่อข้อถามว่า ครม.ใหม่จะออกมาดูดีใช่ไหม นายสมชายกล่าวว่า ก็ดูดี ส่วนอื่นตนไม่ทราบ ส่วนการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลโดยส่วนตัวก็คุยกันเรื่องตำแหน่งต้องคุยกับนายกฯ ทั้งนี้แล้วแต่พรรคร่วมจะส่งใครมา

“สมชาย” ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามกติกา
สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้จะประคองอายุรัฐบาลให้อยู่ได้นานมากน้อยแค่ไหน นายสมชาย กล่าวว่า ทุกคนอยากประคองให้อยู่ได้นาน ตามกติกาอยู่ได้ 4 ปี เว้นแต่มีการยุบสภา ลาออก เมื่อถามว่าเท่าที่เห็นคิดว่าจะมีอะไรเป็นปัจจัยสอดแทรกเข้ามาทำให้เกิดเหตุการณ์นั้น นายสมชาย กล่าวว่า ปัจจัยสอดแทรกก็มีทุกวัน พูดตรงไปตรงมาตน ไม่ค่อยกังวล เพราะคิดว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันปรับครม. เป็นไปตามกฎหมาย เมื่อมีตำแหน่งว่างก็ต้องปรับเข้ามา แล้วการเข้ามาก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชน หน้าที่เมื่อเข้ามาแล้วก็ทำงานเพื่อประชาชน ทำงานดี ประชาชนก็ชอบ ทำไม่ดีประชาชนไม่ชอบเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนจะมีปัญหาอะไรต้องไม่มองข้ามประโยชน์ประชาชน

“หลักการเป็นรัฐบาลต้องปฏิบัติหน้าที่ตามคำมั่นสัญญากับประชาน ใครจะไปใครจะมา คิดว่าอยู่ในหลักนี้ทั้งสิ้น ตามกติกา การออกจากรัฐมนตรีถ้านายกฯพ้นหน้าที่ก็ออกไป ตั้งนายกฯใหม่ ครม.ใหม่ แต่ถ้านายกฯอยู่ก็มีสิทธิ์จะปรับใครเข้าออก เป็นกติกานอกจากนั้นก็ทำอะไรไม่ได้” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

ที่มีการตั้งข้อสังเกตในครม.ว่านายสุวิทย์ทำตัวแตกต่างในรัฐบาล และเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจนนำไปสู่การปรับออก และถอนตัว จริงหรือไม่นั้น นายสมชาย กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะคิดว่าเป็นความคิดของนายสุวิทย์ที่คิดถอนตัว มาจากอะไรไม่รู้ตอบแทนไม่ได้ เมื่อถามว่า ได้คุยกันหรือไม่ นายสมชายปฏิเสธว่า ไม่ได้คุย เนื่องจากตนไม่ใช่ผู้มีอำนาจ ส่วนท่าทีของนายสุวิทย์ ก็เป็นไปเหมือนกับครม.คนอื่นที่มีสิทธิ์แสดงความเห็น
ซัดเหตุผล “สุวิทย์” ฟังไม่ขึ้น

นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ ประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ว่า เหตุผลในการถอนตัวของนายสุวิทย์เป็นเหตุผลที่ยกขึ้นมาลอยๆไม่มีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะเรื่องเขาพระวิหาร และการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นเรื่องเก่าแต่เอามาพูดใหม่ ซึ่งเหตุผลที่แท้จริงนั้นคิดว่าตัวเองคงถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรีเลยต้องหาเรื่องถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

“การแก้ตัวเป็นธรรมดา พูดแต่เรื่องดีๆ แต่ผมเข้าใจว่าเป็นเหตุผลส่วนตัวของนายสุวิทย์ ที่จะถูกปรับลดบทบาทลงในครม. เลยถอนตัว ซึ่งเท่าที่ฟังก็ถอนตัวไปคนเดียว เพราะคนอื่นยังยินดีที่จะร่วมรัฐบาล ทั้งนี้ไม่แน่ใจที่นายสุวิทย์มาแถลงเป็นมติพรรค ที่ถูกต้องตามข้อบังคับหรือตามกฎหมายพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะหลายคนในกรรมการบริหารเพื่อแผ่นดินบอกว่าไม่ใช่มติของกรรมการบริหาร แต่เป็นเรื่องส่วนตัวของหัวหน้าพรรค อันนี้เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อแผ่นดินต้องไปตรวจสอบเอาเอง”นายสุขุมพงศ์กล่าว

ไม่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาล
เมื่อถามว่าตัวแทนวิปรัฐบาลจากพรรคเพื่อแผ่นดินได้ประสานมายังวิปรัฐบาลในกรณีนี้หรือไม่ นายสุขุมพงศ์กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้ประชุมวิป แต่หากตัวแทนของพรรคเพื่อแผ่นดินเข้าร่วมประชุมแสดงว่ายังอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรคที่เหลือคงจะต้องมีการหารือกรณีที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินดำเนินการเช่นนี้ถือเป็นการถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ส่วนพรรคชาติไทยนั้นเท่าที่ทราบจากรองหัวหน้าพรรคชาติไทยก็ยืนยันว่าจะร่วมรัฐบาลต่อไป

ทั้งนี้ยืนยันว่าแม้พรรคเพื่อแผ่นดินจะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาลจริง ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะเมื่อหักจำนวนส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดินจำนวน 24 เสียง รัฐบาลจะมีเสียงส.ส.จำนวน 280 เสียง ซึ่งเกินครึ่งไป 50 เสียงก็ถือว่ายังมั่นคงอยู่

24 ส.ส.จ่อย้ายเข้าพลังประชาชน
อย่างไรก็ดีมีข่าวว่ากลุ่มส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน อาจจะมีการประชุมกันเพื่อเฟ้นหาตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ เนื่องจากส.ส.ทั้งหฟมดเห็นพ้องต้องกันว่าจะร่วมรัฐบาลต่อไป หรือหากติดขัดในข้อกฎหมายหรือปัญหาใดๆ ก็ตามอาจตัดสินใจเข้าร่วมพรรคพลังประชาชน

ในส่วนของความเคลื่อนไหวในการปรับ ครม.นั้น นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม เนื่องจากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาบอกให้ตนลาออกเพื่อไปรับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ไม่ได้บอกว่าให้ไห้ไปอยู่กระทรวงไหน ส่วนตัวเองนั้นไม่ได้สนใจว่าจะไปอยู่กระทรวงไหนเป็นพิเศษ และไม่ได้ยึดติดกับเรื่องผลประโยชน์ เพียงแต่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

ส่วนที่มีข่าวว่าจะมีการผลักดันนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข มาเป็นรองประธานสภาฯ แทนนั้น นายสมศักดิ์กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา ขอให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่จะเป็นผู้พิจารณา ที่ผ่านมาตนไม่ได้วิ่งเต้นขอตำแหน่ง ส่วนตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรที่มาแทนตนนั้นยังไม่มีการหารือและเคงไม่มีเรื่องโควตามาเกี่ยวข้อง

เสธ.หนั่นเชื่อปรัครม.ปัญหายุติ
พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย เปิดเผยว่า การปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ครั้งนี้ ภาพของรัฐบาลน่าจะดีขึ้น เพราะการปรับครม.ต้องทำในสิ่งที่ดี ๆ ให้กับประชาชน ส่วนปัญหาพรรคเพื่อแผ่นดินกรณีที่ นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค ประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล คิดว่าคงไม่ส่งผลกระทบกับรัฐบาล โดยในส่วนของพรรคชาติไทย จะต้องหารือกับพรรคเพื่อแผ่นดิน ว่า พรรคเพื่อแผ่นดิน มีปัญหาหรือข้อข้องใจในการร่วมรัฐบาลอย่างไร จนถึงขณะนี้ ยังเห็นว่า ส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดิน ส่วนหนึ่งก็ยังอยู่กับรัฐบาล ดังนั้น จึงเชื่อว่าเสถียรภาพของรัฐบาลไม่มีปัญหา ถ้า ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ถอนตัวทุกคน ก็คงต้องมาดูเงื่อนไข 5 ข้อ ที่พรรคชาติไทยทำไว้กับพรรคเพื่อแผ่นดิน แต่ถ้ายังมีส่วนหนึ่งร่วมรัฐบาลอยู่ คิดว่าขณะนี้ยังไม่มีเงื่อนไขอะไรที่พรรคชาติไทยต้องถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล ถ้าพรรคถอนตัวแบบทันทีทันใด คงเป็นการมารยาท

รุบุ “สุวิทย์”มีปัญหาภาวะผู้นำ
มีรายงานข่าวแจ้งว่า กรณีการเกิดปรากฏการณ์งูเห่าในตอนนี้ ได้มีการจับตามองการทำงานของนายสุวิทย์ คุณกิตติมาระยะหนึ่งแล้ว และมีการประเมินกันว่า นายสุวิทย์คงไม่อยู่ร่วมหัวจมท้ายกับรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวชได้ เพราะมีปัญหาภายในพรรค จากภาวะความเป็นผู้นำของหัวหน้าพรรค และการเอาตัวรอดจากการที่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลทำการตรวจสอบและถอดถอนคณะรัฐมนตรี ซึ่งสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดินส่วนใหญ่มีความประสงค์จะอยู่ร่วมกับรัฐบาล เพื่อให้มีผลงานทางการเมืองสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป จนมีการพูดกันว่า เป็นการเอาคืนของนายสมัคร สุนทรเวช ที่เคยประสบกับปัญหาเรื่องชาวนากับงูเห่ากับตัวเองมาแล้ว

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยรายชื่อในโผคณะรัฐมนตรีใหม่ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับการเสนอชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ โดยคาดว่าจะมีการปรับใหญ่ราว 10 เก้าอี้ ซึ่งมีรายงานข่าวว่า พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต ผบ.ตร.จะได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามารับตำแหน่ง รมว.มหาดไทย แทน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่จะถูกปรับออกจาก ครม. โดยวานนี้ พล.ต.อ.โกวิท ได้เดินทางเข้าไปพบ ร.ต.อ.เฉลิม ที่กระทรวงมหาดไทยแล้ว

มิ่งขวัญสลับนั่งอุตสาหกรรม

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ จะถูกโยกไปดูแลงานกระทรวงอุตสาหกรรม แทนนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ประกาศถอนตัวออกไป โดยนายมิ่งขวัญ จะรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุตสาหกรรม ขณะที่นายไชยา สะสมทรัพย์ ซึ่งต้องพ้นสภาพจากความเป็นรัฐมนตรีไปก่อนหน้านี้จะกลับเข้ามาเป็น รมว.พาณิชย์ และนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล จาก รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะโยกมานั่งเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข

ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นๆ ในโควตาของพรรคพลังประชาชน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ มาเป็น รมว.วัฒนธรรม ขณะที่นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ โยกไปเป็น รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่วนอีกกระแสคาดหมายว่านายสมศักดิ์จะเข้ามารับตำแหน่ง รมว.พัฒนาสังคมฯ
กลุ่มบ้านริมน้ำคว้าก.พาณิชย์

ด้านโควตาของพรรคเพื่อแผ่นดิน นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ แกนนำกลุ่มบ้านริมน้ำจะได้เข้ามาเป็น รมช.พาณิชย์ แทนนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่จะถูกปรับออก และมาในโควตาเก้าอี้ของนายสุวิทย์ ขณะที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ มาเป็น รมช.คลัง แทน ว่าที่ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี และ นายประสงค์ โฆษิตานนท์ นายทุนของพรรคจะเข้ามาเป็น รมช.มหาดไทย แทนนายสิทธิชัย โควสุรัตน์

ส่วนนายมั่น พัธโนทัย จะได้รับมอบหมายให้เป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบเก้าอี้ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

รายงานข่าว เปิดเผยว่า กระแสข่าวอีกด้านหนึ่งยังปรากฏชื่อ นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร ที่จะถูกผลักดันจากฝั่งพรรคพลังประชาชนเข้ามารับตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ รวมทั้งด้านพรรคชาติไทย แม้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี จะออกมายืนยันว่าไม่มีการปรับ ครม.ในโควตาพรรคชาติไทย แต่ก็มีกระแสข่าวว่ามีการผลักดันให้นายวราวุธ ศิลปอาชา บุตรชายนายบรรหาร หัวหน้าพรรค เข้ามาเป็น รมช.พัฒนาสังคม



“สุวิทย์” เผาหัวเกมแรง

ยักไหล่ ยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี

โดยภาษาทางกายที่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แสดงท่าทางประกอบการตอบคำถามกรณีที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน แถลงข่าวใหญ่ถอนตัวออกจากรัฐบาล ไม่ได้มีผลกระทบการปรับ ครม.

ตีบทให้เห็นเลยว่า ไม่ยี่หระ

ก็แน่นอนล่ะ โดยสถานการณ์ที่ปรากฏตามข่าว ภายหลังนายสุวิทย์แถลงถอนตัวไม่ถึง 5 นาที ก็มีเสียงโวยวายจากลูกพรรคในก๊วนของนายสุชาติ ตันเจริญ สวนควันทันที

ไม่เคยรู้เรื่องด้วยเลย

โบ้ยเป็นการตัดสินใจส่วนตัวของนายสุวิทย์เพียงลำพังคนเดียว ไม่ใช่มติของคณะกรรมการบริหารพรรคแต่อย่างใด

แต่ช็อตที่ “ลุงหมัก” มั่นใจถือไพ่เหนือกว่า

โดยอาการชิงสวามิภักดิ์ ลูกทีมก๊วนนายสุชาติและเครือข่ายสายบ้านสวนหลวงของนายวัฒนา อัศวเหม ได้ล่ารายชื่อส่งแฟกซ์ถึงทำเนียบรัฐบาลเมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 29 กรกฎาคม

“เพื่อแผ่นดิน” แตกค่าย แสดงตนเป็นเมืองขึ้น

และรุ่งขึ้นอีกวัน ก็เป็นนายมั่น พัธโนทัย รมว.ไอซีที ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการ จากการรวบรวมรายชื่อ ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน 20 กว่าคน

ยืนยันสนับสนุนรัฐบาลต่อไป

โดยได้แจ้งให้นายกฯสมัครทราบ พร้อมกับได้ส่งรายชื่อปรับรัฐมนตรีในส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดินให้นายกฯเรียบร้อย

รวบรัดตัดความ รีบปิดเกมเลย

และผลของการหักดิบกันเอง เสียง ส.ส.ส่วนใหญ่ของพรรคเพื่อแผ่นดินที่มีสิทธิยกมือโหวตในสภายังพร้อมร่วมรัฐบาลต่อไป โดยโควตา 4 คน 5 ตำแหน่งรัฐมนตรีก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ สลับหน้าเล่น

นายมั่นยังอยู่ในเก้าอี้ รมว.ไอซีที พร้อมควบรองนายกฯอีกตำแหน่ง ขณะที่หน้าใหม่ เป็นคิวของนายทุนใหญ่ที่ให้การสนับสนุนพรรคมาตั้งแต่ต้น โดยนายประสงค์ โฆษิตานนท์ อดีต ส.ว.เพชรบูรณ์ เจ้าของอาณาจักรสุโขทัยหินอ่อน จะเข้ามาเสียบตำแหน่ง รมช. มหาดไทย แทนนายสิทธิชัย โควสุรัตน์

ขณะที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ นักธุรกิจเหมืองแร่และพลอยในปักษ์ใต้ จะมานั่งเก้าอี้ รมช.คลัง แทน ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี และ กลุ่มบ้านริมน้ำของนายสุชาติ ส่งนายพิเชษฐ์ ตันเจริญ พี่ชายของนายสุชาติ นั่งเก้าอี้ รมช.พาณิชย์

คืนโควตา รมว.อุตสาหกรรมกลับไปให้พรรคพลังประชาชน เปิดทางให้โยกนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ เข้าเสียบแทน

ขยับไปขยับมาจนลงล็อก เกลี่ยโควตากันลงตัว

ยังดีที่ได้ลูกเก๋าคุมเกมไม่ให้มั่ว ในยามที่กระบี่มือหนึ่งอย่าง นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี ฯลฯ ทำได้แค่นั่งลุ้นอยู่ข้างสนาม

ตีประคองเกมไป

รักษาเส้นทางพรรคเพื่อแผ่นดินให้อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล

คนที่หลุดวงโคจรไปก็คือ “สุวิทย์” กับสถานะใหม่ “โดดเดี่ยวผู้น่าสงสาร”

แต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้ใจ โดยปมที่ถูกเขี่ยพ้น ครม. ข้อหาหมั่นไส้ฐานทำตัวเป็นผู้นำฝ่ายค้านในคณะรัฐมนตรี ขวางทางปืนมันซะทุกเรื่อง แถมยังมีพฤติกรรมฝักใฝ่ม็อบพันธมิตรฯ โดนระแวงแฝงตัวจ้องเสียบเก้าอี้นายกฯรักษาการหลัง ครม.โดนถอดถอนยกชุดจากปมปราสาทพระวิหาร

“สุวิทย์” ก็ได้คะแนนจากฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเหมือนกัน

ทั้งหมดทั้งปวง ประเมินจากคิวหักดิบ “สุวิทย์” เสมือนการเผาหัวเกมรบขั้นแตกหัก อ่านหมากปรับ ครม.ที่ “ลุงหมัก” เน้นปรับทัพภายในพรรคพลังประชาชน

ทิ้งทวนเข้าสู่โหมดการต่อสู้เต็มรูปแบบ

ประกอบกับล่าสุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งรับฟ้องคดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรี กรณีเห็นชอบให้เอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้พม่า วงเงิน 4,000 ล้านบาท ในโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของพม่า

ไม่นับคดีที่ดินรัชดา คดีหวยบนดิน คดีเลี่ยงภาษี ฯลฯ

โดยสถานการณ์ ต้องนับถอยหลังกันตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป

เกมบีบให้สู้ยิบตา ก่อนลี้ภัย.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน




พล.อ.ชวลิต แนะตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล

หนองบัวลำภู 30 ก.ค.-พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เห็นว่าการถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อแผ่นดิน แสดงให้เห็นความแตกแยกอย่างรุนแรง พร้อมแนะควรตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลบริหารประเทศ

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมโครงการสร้างเขื่อนดินลำน้ำบอง บ้านตาดไฮ ต.โคกม่วง อ.โนนสัง ตามคำเชิญขององค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู ก่อนปาฐกถาเรื่อง "สร้างความสามัคคีในชาติด้วยอำนาจปวงชน" โดยกล่าวรัฐบาลไม่ได้ตั้งใจ หรือแสดงให้เห็นว่า มีความพยายามแก้ปัญหาเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ กับกลุ่มต่อต้านอย่างจริงจัง และเสนอแนวทางแก้ปัญหาด้วยรัฐบาลเฉพาะกาล โดยแต่งตั้งจากตัวแทนพรรคการเมืองหลายพรรคที่มีความสามารถ เข้ามาร่วมกันแก้ปัญหาโดยให้เวลา 2 ปี

ส่วนการถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นการแสดงให้เห็นถึงความแตกแยกขั้นรุนแรงของพรรครัฐบาล นักการเมืองทุกพรรคควรร่วมมือกันหันหน้าเข้าหากัน ไม่มีพรรครัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ควรจะเลิกทะเลาะกัน เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกหลาน และหากเกิดการยุบสภา จะกลับมาเล่นการเมืองหรือไม่นั้น ต้องรอดูก่อนว่าประชาชนจะให้โอกาสหรือไม่ ที่สำคัญตอนนี้ต้องดูสังขารว่าไปไหวหรือไม่ด้วย.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-31 01:10:52



เอ็กซิมแบงก์

กรุงเทพฯ 30 ก.ค.- คดีเอ็กซิมแบงก์ ถือเป็นคดีที่ 2 ต่อจากคดีหวยบนดิน ที่ คตส. ได้ยื่นฟ้องเอง หลังจากเห็นต่างจากอัยการ และศาลฎีกา มีมติรับฟ้องไว้ คดีนี้มีความเป็นมาอย่างไร ติดตามจากรายงาน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-07-30 20:34:49



แฉ‘เจ๊ปอง’ตอแหลคำโตอ้างทหารร่วมม็อบล้มรัฐ

“อัญชลี ไพรีรักษ์” ตอแหลคำโต อ้างนายทหารผู้ใหญ่ส่งกำลัง 4-5 กองร้อย ปะปนในม็อบพร้อมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ตั้งแต่ตี 5 ระบุมีทั้ง สห. ทัพบก ทัพอากาศ ขณะที่บิ๊กทหารตอกหน้าหงาย ทหารส่วนใหญ่ไม่มีใครสนับสนุน ถ้าจะมีทหารไปร่วมชุมนุม คงมี “ทหารแก่” แค่ 4 นาย ยืนยันชัดไม่มีการทำหนังสือขอกำลังทหารเข้าไปดูแล ระบุทหารมีศักดิ์ศรี อย่าเอาไปแอบอ้างเป็นเครื่องมือทางการเมือง ส่วนทนายความที่ขับรถชนรั้วพันธมิตรฯ กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ ที่แท้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ท่ามกลางความพยายามของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะปลุกกระแสการชุมนุมโดยอ้างดีเดย์ในวันที่ 1 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ ปรากฎว่าได้มีความพยายามปลุกระดมทุกรูปแบบ ตั้งแต่การที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำออกมาประกาศสงครามกับกัมพูชา ทั้งที่การเจรจาระหว่าง 2 ประเทศกำลังดำเนินไปด้วยดี

ล่าสุด น.ส.อัญชลี ไพรีรักษ์ หรือที่กลุ่มม็อบเรียกกันว่าเจ๊ปอง ได้ขึ้นเวทีปราศรัยในช่วงเช้าวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ประกาศถึงการเคลื่อนไหวในวันที่ 1 สิงหาคม และบอกกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่า มีนายทหารผู้ใหญ่ส่งกำลังทหารเข้าร่วมการชุมนุม 4-5 กองร้อย โดยขณะนี้ปะปนอยู่ในม็อบเรียบร้อยแล้วในชุดนอกเครื่องแบบ ขอให้ทุกคนปรบมือต้อนรับ

ทั้งยังระบุว่าทหารเหล่านี้จะอยู่ร่วมต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยมีทั้งสารวัตรทหาร ทั้งกองทัพบก กองทัพอากาศ ซึ่งได้เข้าร่วมการชุมนุมตั้งแต่เวลา 05.00 น. ที่ผ่านมา ขอให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมทุกคนอุ่นใจได้ว่าจะมีทหารอยู่เคียงข้างผู้ชุมนุม

การแอบอ้างทหารมาเป็นเกราะกำบัง และสร้างราคาให้กับการชุมนุมดังกล่าวได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และถูกปฏิเสธจากกองทัพว่าไม่มีนโยบายอย่างนั้นแน่นอน

ระบุแค่ทหารแก่4คนร่วมการชุมนุม
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวว่า การจะส่ง สห.ไปคุ้มครองตามพื้นที่ต่างๆ ที่มีการปะทะกัน ถ้าเกิดไปรักษาความสงบก็สามารถทำได้ หากขอมาก็จำใจที่จะต้องไป แต่ความจริงเขาไม่อยากไป เพราะทหารไม่ได้สงสารตรงกันข้ามอยากสมน้ำหน้า และหมั่นไส้

ที่ผ่านมาการเปิดเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ เอาแต่ด่าทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าข้างกลุ่มพันธมิตรฯ อีกทั้งเชื่อว่าไม่มีทหารเข้าไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะทหารไม่ได้เข้าไปยุ่งเรื่องนี้ หากจะมีก็มีทหารแก่ๆ เพียง 4 นายเท่านั้นที่ร่วมชุมนุมและขึ้นเวทีปราศรัยของพันธมิตรฯ

“ผมไม่เชื่อหรอกนะว่าทหารจะเข้าไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ”
อย่างไรก็ตาม พล.ต.ขัตติยะ กล่าวอีกว่า การจะโค่นล้มรัฐบาลไม่สามารถทำได้ เพราะ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาลที่เข้มแข็ง และการถอนตัวออกจากรัฐบาลของพรรคเพื่อแผ่นดินก็ไปเพียง 2 คนเท่านั้น ซึ่งไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล และตนเชื่อว่าไม่มีเรื่องการปฏิวัติแน่นอน เพราะเงื่อนไขไม่มีอะไรรุนแรง เป็นเพียงความขัดแย้งของภาคประชาชนเท่านั้น

ยันไม่มีหนังสือขอกำลังดูแลม็อบ
ด้าน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ในส่วนของกองบัญชาการทหารกองทัพบกยังไม่ได้รับแจ้งจากผู้บัญชาการทหารชั้นผู้ใหญ่ในเรื่องส่งกำลังคุ้มครองผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งนี้ตนยังไม่เห็นหนังสือขอกำลังมายังกองทัพบก อีกทั้งนโยบายของกองทัพบกเรื่องการขอกำลังคุ้มครองต้องมีหนังสือขอกำลังเป็นทางการและไม่ใช่ขอแค่ลมปาก ซึ่งในเรื่องของการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯทางกองทัพบกไม่ได้เข้าไปยุ่งมากนัก เพราะที่ผ่านมากองทัพบกยุ่งในเรื่องการประชุมมอบนโยบายช่วยเหลือพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

อย่างไรก็ตามในเรื่องความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมตนไม่สามารถแสดงความเห็นได้ เพราะไม่ได้สนใจเรื่องการชุมนุมสักเท่าไร แต่หากต้องการกำลังจากกองทัพบกต้องมีหนังสือและมีการเซ็นเอกสารรับรองจากข้าราชการทหารหรือตำรวจเท่านั้น อีกทั้งยังไม่แน่ใจว่าจะส่งกำลังทหารไปคุ้มครองด้วยได้หรือไม่

ซัดอย่าแอบอ้างทหารเป็นเครื่องมือ
ขณะเดียวกันแหล่งข่าวกองทัพบก กล่าวว่า เรื่องการส่งกำลังทหารไปคุ้มครองผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ทางกองทัพบกยังไม่เห็นหนังสือขอกำลังคุ้มครอง อีกทั้งบุคลากรกองทัพบกต้องมีวิจารณญาณในการเข้าไปดูแลหรือร่วมชุมนุม และทุกคนก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ต้องมองในเรื่องของความเหมาะสมด้วย คนที่เป็นกลุ่มพันธมิตรฯ และไม่ใช่พันธมิตรฯ ควรแสดงออกด้วยความเหมาะสมและอยู่ในขอบเขต ซึ่งบุคคลที่จะให้แสดงความเห็นในเรื่องความเหมาะสมหรือไม่ต้องเป็นบุคคลระดับหัวหน้า แต่โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นคนไทยด้วยกันต้องมีความสามัคคีกันให้มากที่สุด บ้านเมืองถึงจะมีความเจริญ

อย่างไรก็ตามเป็นไปได้ว่าการมีนายทหารบางคนไปร่วมเวทีพันธมิตรฯ ก็อาจจะขนลูกน้องไปร่วมการชุมนุมได้บ้าง เพราะหลายคนก็คงมีอำนาจอยู่บ้าง แม้จะเป็นเรื่องไม่ถูกต้องก็ตาม แต่การระบุว่ามีทหารหลายกองร้อยนั้น ไม่มีแน่ และไม่ควรที่จะแอบอ้างทหารสร้างราคาให้ตัวเอง

“ทหารมีศักดิ์ศรีมากกว่าที่คุณคิด ขอร้องอย่าได้เอาเราไปแอบอ้างเป็นเครื่องมือของพวกคุณ”

ทนายความขับรถชนรั้วพันธมิตร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเวลา 03.10 น. วันเดียวกันนี้ได้เกิดเหตุนายสโรชคริษฐ์ พรหมอักษร อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ 8 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กทม. อาชีพทนายความ และเจ้าของร้านอาหารเรือนคำหยาด เมาแล้วขับรถยนต์ ยี่ห้อ แลนด์โรเวอร์ สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน พว 2243 กทม. ชนรั้วเหล็กแผงกั้นทางเข้า-ออก เวทีปราศรัยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ถนนเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์

จากการค้นในตัวนายสโรชคริษฐ์ พบว่า สวมเสื้อเกราะพกอาวุธปืนขนาด .357 และขนาด 11 มม.อยู่ 2 กระบอก และตรวจค้นภายในรถพบอาวุธปืนซุกซ่อนอยู่ด้วยกัน 4 กระบอก ประกอบด้วย ปืนพกสั้นขนาด 9 มม. ขนาด.32 มม. .380 และปืนลูกซองยาว อย่างละ 1 กระบอก และเครื่องกระสุนจำนวนมาก

พ.ต.อ.วิบูลย์ยุทธ สันทัดเวช ผกก.สน.นางเลิ้ง กล่าวว่า ผู้ต้องหาให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้ดื่มสุราที่ร้านเมื่อเมาได้ที่ได้นึกครึ้มใจ อยากมาสักการะพระบรมรูปทรงม้า จึงได้ขับรถมา เมื่อถึงจุดเกิดเหตุพบว่าเป็นที่มืด ไม่มีสัญญาณไฟ หรือป้ายบอกทางใดๆ ประกอบกับความเมา จึงได้พุ่งชนแผงเหล็ก เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาพกพาอาวุธปืน ไปในที่สาธารณะในเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต ขับรถโดยประมาท และขับรถขณะมึนเมาสุรา

โอละพ่อคนชนรั้วที่แท้สมาชิกปชป.
นายสโรชคริษฐ์ ให้การยอมรับว่าไม่ชอบกลุ่มพันธมิตรฯและไม่ทราบว่า พันธมิตรฯมาชุมนุมอยู่ในบริเวณดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งให้นำหลักฐานใบพกพาอาวุธปืนมาแสดง แต่ผู้ต้องหายังอยู่ในอาการมึนเมาและแจ้งว่า ต้องการแจ้งความกลับข้อหาทำร้ายร่างกายและขอพักผ่อน เจ้าหน้าที่จึงให้พาตัวไปสงบสติอารมณ์ในห้องขัง อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบหลักฐานเบื้องต้นพบว่า นายสโรชคริษฐ์ มีอาชีพเป็นครูสอนยิงปืนและเป็นทนายความจริง

จากเหตุดังกล่าวกลุ่มพันธมิตรฯ ได้พยายามโยงเรื่องว่าเกี่ยวพันกับพรรคชาติไทย เนื่องจากพบเสื้อยืดของพรรคและบัตรสมาชิกพรรคชาติไทย โดย น.ส.อัญชลี ได้ประกาศบนเวทีว่าเรื่องนี้นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ต้องรับผิดชอบ

กรณีดังกล่าวนายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทย แถลงว่า นายสโรชคริษฐ์เคยเป็นสมาชิกพรรคชาติไทย แต่ได้ลาออกตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2550 เพราะฉะนั้นพรรคจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนที่ยังพบบัตรสมาชิกพรรคชาติไทยด้วยก็ไม่ทราบเป็นไปได้อย่างไรเพราะการลาออกทางพรรคจะต้องขอบัตรสมาชิกคืน และการลาออกได้แจ้งให้กกต.รับทราบแล้ว

อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบฐานข้อมูลของ กกต. ยังพบว่านายสโรชคริษฐ์เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2543 จนถึงปัจจุบัน


‘ผู้พันปุ่น’ยำใหญ่‘กริพเพน’โคตรแพง

* จี้ทัพอากาศแจงเหตุราคาสูง 2 เท่าตัว
“ศิธา ทิวารี” ออกโรงยำกองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบินรบ “กริพเพน” แพงผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการจัดซื้อของประเทศอื่นแล้วแพงจนน่าตกใจ มีราคาสูงกว่าถึง 2 เท่าตัว ส่วนตัวเครื่องบินดีจริง แต่ราคาสูงกว่า เอฟ-16 ที่กองทัพอากาศคุ้นเคยถึง 4 เท่า แถมยังมีเงื่อนงำการจ่ายเงินค่ามัดจำที่โยกมาจากงบประมาณบำรุงกองทัพสูงจนผิดปกติ ระบุบรรดาผู้เกี่ยวข้องจะต้องออกมาชี้แจงให้ประชาชนหายสงสัย ขณะที่ “ชูศักดิ์ ศิรินิล” ชี้ชัดการสั่งซื้อฝูงบินรบ ส่อผิด ม.190 เพราะผลกระทบผูกพันทางเศรษฐกิจ

จากประเด็นข้อกังขาในการจัดซื้อเครื่องบินรบ “กริพเพน” ของกองทัพอากาศในยุค พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข เป็น ผบ.ทอ. และรักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ด้วยมูลค่า 19,000 ล้านบาท ในลักษณะงบประมาณผูกพัน 5 ปี ที่มีการอนุมัติอย่างรวดเร็วในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และมีการตั้งข้อสงสัยทั้งเรื่องของการจัดซื้อที่อ้างว่าเป็นแบบ G To G รวมไปถึงเรื่องของราคา ระยะเวลาเตรียมการ การโยกงบประมาณ ตลอดจนข้อสงสัยที่ส่อว่าอาจจะมีผู้ได้รับผลประโยชน์หลายพันล้านบาทตามที่ “นสพ.ประชาทรรศน์” นำเสนอไปแล้วนั้น

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ออกให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีดังกล่าวว่า กองทัพอากาศไม่มีอำนาจที่จะส่งเรื่องเข้าสภาเพราะเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภา ดังนั้นภาระดังกล่าวเป็นหน้าที่ของ ครม. หากเรื่องนี้ไม่ชอบธรรม ไม่ถูกต้อง ก็ยังมีเรื่องการจัดซื้อทำสัญญาระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลอีกจำนวนมากมาย

ขณะที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการจัดซื้อครั้งนี้อาจเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา190 วรรคสอง ว่า เรื่องนี้ต้องดูว่าเป็น เรื่องสนธิสัญญาหรือไม่ หากเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศเหมือนกับกรณีที่นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ ถูกศาลวินิจฉัยเรื่องการเซ็นลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ก็เข้าข่ายสนธิสัญญา

อย่างไรก็ตาม ตนมองว่ากรณีกองทัพอากาศสั่งซื้อเครื่องบินกริพเพน เข้าข่ายวรรคสองของมาตรา 190 เต็มประตูอยู่แล้ว เพราะมีผลกระทบผูกพันทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ซึ่ง เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องวินิจฉัย คงจะตอบแทนศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้

ทางด้าน น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตโฆษกพรรคไทยรักไทย กล่าวว่าเรื่องการจัดซื้อเครื่องบินรบกริพเพนต้องแบ่งการพิจารณาเป็น 2 ประเด็น ประการแรกคือเรื่องของสมรรถนะ และประการที่สองความคุ้มค่าของจำนวนเงินที่จัดซื้อไป ซึ่งถ้ามองในส่วนของกองทัพถือว่าเครื่องบินขับไล่ชนิดนี้สมรรถนะดีกว่าเครื่องบินขับไล่เอฟ 16 และกองทัพกำลังมีความต้องการทดแทน

แต่หากมองดูงบประมาณที่จะต้องเสียไปในการจัดซื้อครั้งนี้ ราคาสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ถือว่าสูงมาก ที่สำคัญเท่าที่เห็นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ราคาซื้อเครื่องบินรุ่นนี้แค่กว่า 40 ดอลลาร์สหรัฐ แต่กองทัพของไทยกลับซื้อถึงลำละกว่า 90 ดอลลาร์สหรัฐ จะเห็นว่าแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งส่วนตัวก็ไม่สามารถให้คำตอบตรงนี้ได้

“เราพิจารณาจากกองทัพ เราก็อยากได้ แต่การที่จะเอาเงินภาษีของประชาชนมาใช้ในส่วนนี้มากขนาดนี้ มันเหมาะสมหรือเปล่า ต้องให้กองทัพเป็นคนตอบ โดยส่วนตัวที่เป็นนักบินถ้าถามว่าอยากได้หรือไม่ก็อยากได้ แต่เราสั่งซื้อในรัฐบาลเผด็จการ เราจึงไม่สามารถตรวจสอบงบประมาณตรงจุดนี้ได้”

น.ต.ศิธา กล่าวต่อไปว่า นักบินในกองทัพอากาศไม่มีใครต้องการพูดถึงกรณีงบประมาณที่สูงเกินไปในการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน เพราะกลัวว่าจะไม่ได้เครื่องบิน ซึ่งในฐานะนักบินแล้ว ใครๆ ก็ต้องการเครื่องบินรุ่นใหม่ๆ มาไว้ในกองทัพ เพื่อแสดงศักยภาพของกองทัพ แต่นักบินทุกคนในกองทัพอากาศต่างก็ทราบว่าราคาเครื่องบินแพงกว่าปกติ

“เมื่อเทียบกับราคาเครื่องบินขับไล่เอฟ 16 แล้วถือว่าราคาเครื่องบินกริพเพนสูงกว่า 4 เท่า แต่เมื่อมองที่สมรรถนะ ถือว่าดีกว่า ส่วนค่าบำรุงนั้นไม่ได้ต่างกันมากนัก แต่เงินที่กองทัพนำไปจ่ายรอบแรกเพื่อเป็นค่ามัดจำนั้นสูงผิดปกติ จึงเห็นสมควรว่ากองทัพจะต้องมีการพิจารณาในส่วนนี้”

อย่างไรก็ตาม ในข่าวที่มีการพูดถึงของสมนาคุณเป็นเครื่องบินลำเลียงนั้น น.ต.ศิธา ปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แต่เท่าที่ทราบคือมีเครื่องแอร์บอนด์เออร์ลี่อายที่ติดมากับเครื่อง ถ้ารวมงบที่ต้องใช้ไปทั้งหมดในการจัดซื้อเครื่องบินและของสมนาคุณแล้ว ยังถือว่าราคาพอเข้าใจได้ แต่ถ้ามาแจ้งว่างบทั้งหมดเฉพาะค่าเครื่องบินนั้น ถือว่าสูงมากเกินไป ไม่มีทางเป็นไปได้

“เรื่องความจำเป็นไม่ติดใจ แต่กองทัพจะต้องตรวจสอบราคาเปรียบเทียบจากประเทศอื่นว่า ราคานั้นๆ ตรงกับของเราหรือเปล่า อีกทั้งของเราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรัฐบาลด้วย ต้องการให้กองทัพอากาศออกมาคลี่คลายความสงสัยต่อสังคม ทั้งนี้เพื่อความสง่างามของกองทัพเอง” น.ต.ศิธา กล่าว

จากข้อมูลในวิกิพีเดีย ระบุว่า ราคาขายต่อลำ ในปี 2541 อยู่ที่ 25 ล้านดอลลาร์ และในปี 2549 ราคา 45-50 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากเป็นไปตามนั้นมูลค่าของเครื่องบินดังกล่าวที่ทางการไทยจัดซื้อรวม 12 ลำ จะเท่ากับเพียง 600 ล้านดอลลาร์หรือราว 20,400 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 34 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่กองทัพอากาศของไทยระบุซื้อเครื่องบินดังกล่าวจากสวีเดนถึง 34, 500 ล้านบาท

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

อนงค์วรรณแนะให้พรรคร่วมรัฐบาลอดทน

จ.นครปฐม 30 ก.ค. - หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตยแนะให้พรรคร่วมรัฐบาลอดทน เห็นแก่ประเทศชาติ ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรีในส่วนของพรรค ยังไม่ได้รับสัญญาณจากนายกรัฐมนตรี

นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม / หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อแผ่นดินประกาศถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลว่า ตนไม่ทราบมาก่อน แต่ในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ต้องมีทั้งเรื่องที่พอใจและไม่พอใจ โดยส่วนตัวเห็นว่าในสถานการณ์บ้านเมืองที่เปราะบาง ต้องอดทน เก็บเรื่องไม่พอใจไว้ เพื่อเห็นแก่ประเทศชาติ ประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้วิกฤติยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม พรรคจะมีการหารือในเรื่องนี้ต่อไป แต่ก็ไม่รู้สึกหนักใจ เพราะมีจุดยืนชัดเจนตั้งแต่ก่อนร่วมรัฐบาลที่จะยึดทางสายกลาง ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรีนั้น ยังไม่ได้หารือกัน เนื่องจากยังไม่ได้รับสัญญาณจากนายกรัฐมนตรี แต่ยอมรับคงต้องทบทวนเนื้องานบ้าง. – สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-30 13:29:28

วิปรัฐบาลอัด สุวิทย์ หาเหตุถอนตัวเพราะรู้ว่าถูกลดบทบาทใน ครม.


รัฐสภา 30 ก.ค. รองประธานวิปรัฐบาล อัด "สุวิทย์" ถอนตัวเพราะถูกลดบทบาทใน ครม.เลยหาเหตุถอนตัว พร้อมย้ำแม้แต่กรรมการบริหารพรรคเพื่อแผ่นดินยังยืนยันไม่ใช่มติพรรค เชื่อหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลอีก 5 พรรคจะหารือเรื่องนี้เพื่อชี้ว่าเป็นการถอนตัวหรือไม่ ยืนยัน พรรคชาติไทยยังเหนียวแน่น ชี้แม้พรรคเพื่อแผ่นดินถอนตัวเสียงของรัฐบาลยังมั่นคง

นายสุขุมพงษ์ โง่นคำ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ว่า เหตุผลในการถอนตัวของนายสุวิทย์ เป็นเหตุผลที่ยกขึ้นมาลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักและไร้ความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะเรื่องเขาพระวิหาร และการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นเรื่องเก่าแต่เอามาพูดใหม่ ซึ่งเหตุผลที่แท้จริงนั้นคิดว่า ตัวเองคงถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรีเลยต้องหาเรื่องถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

"การแก้ตัวเป็นเรื่องธรรมดา พูดแต่เรื่องดี ๆ แต่ผมเข้าใจว่า เป็นเหตุผลส่วนตัวของนายสุวิทย์ ที่จะถูกปรับลดบทบาทลงใน ครม. เลยถอนตัว ซึ่งเท่าที่ฟังก็ถอนตัวไปคนเดียว เพราะคนอื่นยังยินดีที่จะร่วมรัฐบาล ทั้งนี้ไม่แน่ใจที่นายสุวิทย์มาแถลงเป็นมติพรรค จะถูกต้องตามข้อบังคับหรือตามกฎหมายพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะหลายคนในกรรมการบริหารเพื่อแผ่นดินบอกว่า ไม่ใช่มติของกรรมการบริหาร แต่เป็นเรื่องส่วนตัวของหัวหน้าพรรค อันนี้เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อแผ่นดินต้องไปตรวจสอบเอาเอง"นายสุขุมพงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าตัวแทนวิปจากพรรคเพื่อแผ่นดินได้ประสานมายังวิปรัฐบาลในกรณีนี้หรือไม่ นายสุขุมพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้ประชุมวิป แต่หากตัวแทนของพรรคเพื่อแผ่นดินเข้าร่วมประชุม แสดงว่า ยังอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรคที่เหลือคงจะต้องหารือถึงกรณีที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินดำเนินการเช่นนี้ จะถือเป็นการถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ส่วนพรรคชาติไทยนั้นเท่าที่ทราบจากรองหัวหน้าพรรคชาติไทย ยังยืนยันว่า จะร่วมรัฐบาลต่อไป ทั้งนี้ ยืนยันว่าแม้พรรคเพื่อแผ่นดินจะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาลจริง ไม่ได้ส่งกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะเมื่อหักจำนวน ส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดินจำนวน 24 เสียง รัฐบาลจะมีเสียง ส.ส.จำนวน 280 เสียง ซึ่งเกินครึ่งไป 50 เสียงก็ถือว่ายังมั่นคงอยู่.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-30 13:17:36



ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker