บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551

ที่มาและแนวทางของระบอบ “อำมาตยาภิวัตน์”

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

ทฤษฎีการเมืองใหม่ที่เสนอโดยแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ยึดทำเนียบรัฐบาล ใช้เป็นฐานกำลังในการโค่นล้มรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ จนถึงขณะนี้ถึงแม้จะยังไม่มีรูปธรรมชัดเจนว่าต้องการอะไรกันแน่ แต่ข้อเรียกร้องที่ให้จัดสัดส่วนระหว่าง ส.ส. ที่มาจากการสรรหากับ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง ในอัตรา 70 : 30 และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้นำมาขยายผล แต่เปลี่ยนสัดส่วนเป็น 50 : 50 หรือแม้แต่โมเดลใหม่ล่าสุดที่ให้ ส.ส. มาจากการเลือกตั้งตามเขตพื้นที่ 50 เปอร์เซ็นต์ และเลือกตั้งจากตัวแทนกลุ่มอาชีพอีก 50 เปอร์เซ็นต์ ประกอบกับการที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้เปลี่ยนชื่อเรียกจากคำว่า “ประชาธิปไตย” เป็น “ประชาภิวัตน์” นั้น

เมื่อพิเคราะห์และต่อจิ๊กซอว์ให้ครบแล้ว เราก็จะมองเห็นภาพการเมืองใหม่ที่ว่าได้อย่างแจ่มชัดยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถนำมาเรียกชื่อเสียใหม่ได้ว่าเป็น “ระบอบอำมาตยาภิวัตน์” ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างระบอบอำมาตยาธิปไตยแบบดั้งเดิม กับระบบ “โปลิตบิวโร” ในระบอบคอมมิวนิสต์ สมัยใหม่ที่ประธานเหมาได้ก่อกำเนิดขึ้นมาในประเทศจีน เมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว และใช้สืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง ทั้งนี้ โดยจะดูได้จากที่มาจำนวน 4 ข้อ ดังต่อไปนี้

1.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549
1.1 มาตรา 35 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ 9 คน ซึ่งไม่ใช่ศาล แต่มีอำนาจสั่งยุบพรรคการเมืองที่กระทำความผิดภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว

1.2 มาตรา 36 บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทุกฉบับ ที่ออกระหว่างวันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

1.3 มาตรา 37 บรรดาการกระทำทั้งหลายในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รวมตลอดทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่อง หรือได้รับมอบหมาย หรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ที่ได้รับมอบหมาย อันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้น ไม่ว่าจะให้มีผลบังคับทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง

2.ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)
2.1 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 20 กันยายน 2549
- ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
2.2 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 13 ลงวันที่ 19 กันยายน 2549
- คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
2.3 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 14 ลงวันที่ 21 กันยายน 2549
- ผู้ตรวจการแผ่นดิน
2.4 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549
- คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
2.5 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549
- ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคที่ถูกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค มีกำหนด 5 ปี
2.6 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 30 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549
- ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) จำนวน 12 คน เพื่อให้ใช้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อำนาจของคณะกรรมการ ปปง. และอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรในเวลาเดียวกัน

3.บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
3.1 มาตรา 68 วรรคสี่ และมาตรา 237 วรรคสอง ซึ่งเป็น “มรดกทางอำนาจ” ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 35 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 27 ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่โดน กกต. ให้ใบแดงฐานฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง อันนำไปสู่การเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อว่าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย อันจะส่งผลให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกสั่งยุบพรรคนั้น ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปีด้วย

3.2 มาตรา 265 (1) (2) และวรรคสาม ซึ่งห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รวมทั้งคู่สมรส และบุตร ไปดำรงตำแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ไม่เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

3.3 มาตรา 267 ซึ่งห้ามมิให้นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี มีตำแหน่งในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเพื่อหากำไร หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด ซึ่งลักษณะต้องห้ามดังกล่าวก็ได้กำหนดไว้ในมาตรา 207 (3) ที่จะใช้บังคับกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการ ป.ป.ช. กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรรมการการเลือกตั้งด้วย แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็คงใช้บังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรทั้งห้าเหล่านั้นไม่ได้ เพราะผู้ที่มีอำนาจที่จะชี้ขาดว่าใครจะต้องพ้น หรือไม่พ้นจากตำแหน่งเพราะเป็นลูกจ้างใครหรือไม่ ก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญ นั่นเอง

3.4 มาตรา 162 วรรคสอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอิสระที่จะลงมติเลือกใครหรือไม่เลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ โดยไม่ต้องฟังมติพรรค หรือตกอยู่ใต้อาณัติมอบหมายใดๆ

4.บทเฉพาะกาลที่ “ไม่เฉพาะกาล”
4.1 ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งใช้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 20 กันยายน 2549 และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 252 และบทเฉพาะกาลมาตรา 301) ไปจนกว่าจะครบวาระตามบทเฉพาะกาล

4.2 คณะกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 5 คน ซึ่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 13 ลงวันที่ 20 กันยายน 2549 และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 235 มาตรา 236 และบทเฉพาะกาลมาตรา 299) ไปจนกว่าจะครบวาระ 7 ปี ในวันที่ 19 กันยายน 2556

4.3 ผู้ตรวจการแผ่นดิน จำนวน 3 คน ซึ่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 14 ลงวันที่ 21 กันยายน 2549 และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 244 และบทเฉพาะกาลมาตรา 299) ไปจนกว่าจะครบวาระ 6 ปี ของแต่ละคน

4.4 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จำนวน 9 คน ซึ่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 250 และบทเฉพาะกาลมาตรา 299) ไปจนกว่าจะครบวาระ 9 ปี ในวันที่ 21 กันยายน 2558

4.5 คณะกรรมการสรรหา ส.ว. ตามมาตรา 113 จำนวน 7 คน ซึ่ง 4 ใน 7 คนดังกล่าว ประกอบด้วย ประธานของ 4 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 และบทเฉพาะกาลตามข้อ 1-4 ข้างต้น เป็น “เสียงข้างมากเด็ดขาด” ในการที่จะชี้ขาดว่าผู้ใดจะได้เป็น ส.ว. ประเภทสรรหา จำนวน 74 คน

4.6 บทเฉพาะกาลมาตรา 309 มีผลทำให้องค์กรและคณะบุคคลทั้ง 5 ประเภทดังกล่าวข้างต้นอยู่ในฐานะที่ “ทำอะไรไม่ผิด” ไปตลอดอายุการใช้บังคับของรัฐธรรมนูญ 2550 เพราะบทเฉพาะกาลมาตราดังกล่าวได้ “นิรโทษกรรมล่วงหน้า” ไว้ให้แล้ว
4.7 บทเฉพาะกาลมาตรา 306 มีผลทำให้ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมและพนักงานอัยการ ซึ่งครบเกษียณอายุราชการตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นไป สามารถดำรงตำแหน่ง “ผู้พิพากษาอาวุโส” และ “อัยการอาวุโส” ในชั้นศาล และในตำแหน่งที่ตนเกษียณได้จนกว่าจะอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์

ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากที่มาของ “ลายแทง” การสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร 19 กันยายน ทั้ง 4 ข้อข้างต้น จึงสรุปได้ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนจากรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 มาเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับ คมช. แอนด์โก” และด้วยการช่วยเหลือส่งเสริมจากบทเฉพาะกาลที่ “ไม่เฉพาะกาล” จึงกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ “จตุรมาตยาธิปไตย” ซึ่งหมายถึง ระบบการปกครองที่อำนาจทางการเมืองตกอยู่ในมือของ “ขุนนางชรา 4 เหล่า” อันได้แก่ ขุนนางกองทัพ ขุนนางข้าราชการ ขุนนางตุลาการ และขุนนางอำนาจที่สี่ และทันทีที่มีข้อเสนอเชิงรุกของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นฐานต่อสู้เพื่อล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยในเรื่องการเมืองใหม่

โดยกำหนดสัดส่วนระหว่าง ส.ส. ที่มาจากการสรรหา กับ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง ในอัตรา 70 : 30 ซึ่งต่อมา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้รับลูกมาเล่นต่อ และเสนอเป็นอัตรา 50 : 50 รวมทั้งการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจาก ส.ส. เลือกตั้ง ซึ่งหมายความว่า จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 93 และมาตรา 171


ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ระบบการเมืองใหม่ ซึ่งสามารถเรียกได้ว่าเป็น “ระบอบอำมาตยาภิวัตน์” อย่างเต็มรูปแบบ เพราะตามระบบดังกล่าว ส.ส. และ ส.ว. ที่มาจากการสรรหาจะเข้ายึดตำแหน่งผู้นำทั้งของรัฐสภา และของฝ่ายบริหารไว้ในมือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา จะเหลือไว้บ้างก็คงเพียงแค่ตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร” เท่านั้น

ที่เรียกว่าเป็น “ระบอบอำมาตยาภิวัตน์” ก็เพราะเป็นการผสมพันธุ์กันระหว่างระบอบอำมาตยาธิปไตยแบบเก่า กับระบบ “โปลิตบิวโร” ของคอมมิวนิสต์สมัยใหม่ ซึ่งภายใต้ระบบการเมืองเช่นนี้ ส.ส. ส.ว. และพรรคการเมือง ก็จะเป็นได้แค่ “ลูกจ้าง” ของระบบเท่านั้น และเป็นเสมือนลูกไก่ในกำมือ เพราะถ้าแสดงท่าทีกระด้างกระเดื่องเมื่อไร จะถูกปลดออกจากตำแหน่ง หรือถูกยุบพรรค และถูกสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ง่ายๆ

ส่วนผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือแม้แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการในองค์กรอิสระทั้งหมด ก็จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก “โปลิตบิวโร” ซึ่งประกอบด้วยบรรดาบุคคลระดับหัวกะทิของขุนนางชรา 4 เหล่า นั่นแหละ เป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาด และที่คล้ายกันมากกับระบอบคอมมิวนิสต์คือ ผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศคือ “ประธานกรรมาธิการทหาร” ซึ่งมีอำนาจเหนือกว่าทั้งฝ่ายตุลาการ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ และตำแหน่งนี้จะไม่มีเกษียณอายุ จนกว่าจะตาย ซึ่งเมื่อตายไปแล้ว “โปลิตบิวโร” ก็จะคัดเลือกคนหนึ่งในโปลิตบิวโรขึ้นมาดำรงตำแหน่ง อย่างไรก็ดี ผู้มีอำนาจในระบบการเมืองใหม่นี้จะยังคงให้มีรัฐธรรมนูญ และใช้คำว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” อยู่ต่อไป เพื่อหลอกคนไทยและหลอกชาวโลก

คณิน บุญสุวรรณ

ห่วงใย อ.ชินวัฒน์!


คอลัมน์ : ละครชีวิต

ช่วงนี้หลายคนเกิดอาการเบื่อๆ เซ็งๆ ข่าวการเมือง บางคนเลิกติดตามไปเลย กลับมาอีกทีก็รู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อ.ชินวัฒน์ หาบุญพาด นายกสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ถูกยิงบาดเจ็บสาหัส

โดยชนวนเหตุมาจากการทะเลาะวิวาท ไม่ใช่ปัญหาการเมือง หรือความขัดแย้งกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

รายละเอียดของคดีนี้เราคงไม่อยากรับรู้อะไรมาก เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนตัว คงต้องปล่อยให้ว่ากันไปตามกฎหมาย

ขณะที่ อาการของ อ.ชินวัฒน์ ปลอดภัยแล้วแต่ยังอ่อนเพลีย แพทย์ให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลเปาโลเพื่อติดตามอาการ

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวมีบรรดาลูกศิษย์ลูกหาและคนที่รักใคร่ อ.ชินวัฒน์โทรศัพท์มาสอบถามอาการด้วยความห่วงใย

บางคนก็แสดงความคิดเห็นผ่านรายการวิทยุ และอินเตอร์เน็ตกันอย่างคึกคักตลอดทั้งวัน ทำให้ผมรู้สึกตื้นตันใจในความมีน้ำใจของคนรักประชาธิปไตยเสียจริงๆ

อ.ชินวัฒน์ เป็นผู้ที่มีจิตใจดี รักพวกพ้อง มีอุดมการณ์ กระทั่งในวันนี้ได้นั่งตำแหน่งนายกสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่

บรรดาโชเฟอร์ผู้ขับรถแท็กซี่ต่างก็รักใคร่ เพราะช่วยเหลือ “คนจน” ให้ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยผลงานมีมากมาย เช่น ร้องเรียนขอความเป็นธรรมให้รัฐบาลจัดหาสถานที่จอดแท็กซี่ สามล้อ ไว้ให้จอดรับ-ส่ง ผู้โดยสารอย่างเพียงพอ

นอกจากนี้ อ.ชินวัฒน์ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลเรื่องราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ปัญหาผู้มีอิทธิพล มาเฟียที่เรียกเก็บเงิน

รวมทั้งเป็นแกนนำเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศกระทรวง ฉบับที่ 26 พ.ศ.2539 ที่กำหนดให้แท็กซี่ติดตั้งวิทยุสื่อสาร และเสียค่าบริการให้กับศูนย์วิทยุเดือนละ 300-500 บาท อีกด้วย

ผลงานต่างๆ เหล่านี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่ง ขณะที่อีกบทบาทหนึ่งของ อ.ชินวัฒน์ คือ “นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย”

ในช่วง 2 ปี หลังเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คนรักประชาธิปไตยต่างก็รู้จักมักคุ้นกับ อ.ชินวัฒน์ มากขึ้น

งานแรกที่รู้จักกันดี คืองานเปิดตัวกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ ที่เปิดตัวพร้อมกับกลุ่มพีทีวีที่ท้องสนามหลวง

ซึ่งคณะทำงานชุดนี้ประกาศเป้าหมายจะคว่ำรัฐธรรมนูญฉบับ คมช. และให้นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาใช้เลือกตั้งให้เร็วที่สุด

การต่อสู้ของ อ.ชินวัฒน์ ยืนหยัดอย่างต่อเนื่องมาตลอด 2 ปี พร้อมกับอุดมการณ์เดิมคือขับไล่เผด็จการ

ขณะเดียวกัน อ.ชินวัฒน์ ก็มีสถานีวิทยุชุมชน "เอฟเอ็ม 92.75" เพื่อเป็นเวทีให้คนรักประชาธิปไตยได้แสดงออกและเปิดโอกาสให้ชาวรากหญ้าได้มีสิทธิมีเสียงเรียกร้องในสิ่งที่ควรจะได้

วันนี้ อ.ชินวัฒน์ ถูกยิงได้รับบาดเจ็บจึงมีผู้แสดงความห่วงใยมากมาย ผมอยากจะยกเพียงบางส่วนมานำเสนอเพื่อให้กำลังใจ

คุณ saipin แสดงความเห็นว่า “อ.ชินวัฒน์ หาบุญพาด เป็นแกนนำที่สำคัญคนหนึ่งที่อยู่ฝ่ายรัฐบาลประชาธิปไตย และต่อต้านพันธมิตรฯ มาโดยตลอด ท่านเป็นผู้นำและดำเนินรายการวิทยุ ชุมชนคนรักแท็กซี่ ซึ่งประชาชนมากมายเป็นแฟนรายการของท่าน พูดคุยในรายการและโทร.เข้าไปแสดงความคิดเห็น ส่วนตัวได้พูดคุยกับท่านเป็นประจำ คาดว่า ท่านจะปลอดภัย เพราะกระสุนไม่ถูกที่สำคัญ”

คุณ hybrid แสดงความเห็นว่า “คุณชินวัฒน์ได้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาโดยตลอด ผมรู้สึกชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญของคุณชินวัฒน์ อยากให้กำลังใจให้สู้ต่อไปอีกนานๆ เหตุการณ์ครั้งนี้มีคนห่วงใยเป็นจำนวนมาก หวังว่าจะทำให้มีกำลังใจมากขึ้นนะครับ”

คุณ pong2007 แสดงความเห็นว่า “ติดตามการต่อสู้ของ อ.ชินวัฒน์ มานาน ตั้งแต่สมัยหลังปฏิวัติใหม่ๆ รู้สึกว่าคนคนนี้กล้าหาญชาญชัยและมีอุดมการณ์แน่วแน่จริงๆ ขอให้อาจารย์หายป่วยเร็วๆ และมาสู้กับพันธมารต่อไปนะคะ”

ข้อความที่กล่าวถึงนี้เป็นเพียงบางส่วนที่มีผู้ส่งกำลังใจถึง อ.ชินวัฒน์

สำหรับ “นักสู้เพื่อประชาธิปไตย” ที่ควรยกย่องเชิดชูจริงๆ ครับ!

ลวดหนาม

อุบัติการณ์ข่มขู่ “ชัย-สมชาย”คุกคามจิตวิญญาณประชาธิปไตย

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

อุบัติการณ์ที่ จ.นครศรีธรรมราช เมืองแห่งพุทธธรรมของพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ที่มีแนวร่วมพันธมารนครศรีธรรมราช ขัดขวางการจัดงาน “รัฐสภาพบประชาชน” ของรัฐสภา ที่มี นายชัย ชิดชอบ ประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ ไปเป็นประธาน และการเดินทางกลับบ้านเกิดของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถูกตะโกนใส่หน้าว่า “ขายชาติ”

มีการปิดล้อมสนามบินสุราษฎร์ธานี เมืองคนดี ที่แสดงการต่อต้านนายกรัฐมนตรี ทำให้นักท่องเที่ยวต้องได้รับความเดือดร้อน หิ้วกระเป๋ากันอย่างทุลักทุเล ก็เพราะฝีมือของกลุ่ม “อันธพาลการเมือง” เหล่านี้

เป็นกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียวที่ไม่สนใจว่า ความเสียหายที่เกิดตามมาจะส่งผลต่อชื่อเสียงของจังหวัดและประเทศชาติอย่างไร เพียงต้องการให้เป็นข่าวเท่านั้น

เป็นการพิสูจน์ว่า กลุ่มพันธมารและแนวร่วมไร้จิตวิญญาณประชาธิปไตย จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดและเรียกร้องความเป็น “ประชาธิปไตย” ได้อีกแล้ว เพราะพฤติกรรมบ่งชัดว่า คนเหล่านี้ยังยืนหยัดยืนยันที่จะกระทำการเพื่อขัดขวางและทำลายประชาธิปไตย เดินตามลายแทงของ “เผด็จการ” อย่างชัดเจน

ตามรัฐธรรมนูญนั้น ขอย้ำว่า ประชาชนคนไทยทุกคนสามารถเดินทางไปไหนมาไหนในประเทศนี้ได้ โดยถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และยิ่งเป็นคนระดับที่เป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารด้วยแล้ว ก็ไม่มีความชอบธรรมอันใดเลยที่จะมาต่อต้านขัดขวาง

นอกเสียจากไม่เคารพ ไม่เห็นความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

เพราะฉะนั้น ความหวังของรัฐบาลที่จะสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น ดูท่าจะเป็นหมันแล้วล่ะครับ

และนั่นคืออุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งในการที่รัฐบาลจะเข้ามาฟื้นฟูแก้ปัญหาของประเทศ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการพัฒนา นำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง เพราะนโยบายจะดีอย่างไร มีบุคลากรที่มีความสามารถมีฝีมืออย่างไร ถ้าไร้ความร่วมมือร่วมใจก็ยากที่จะสัมฤทธิผลได้

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องสำเหนียกว่า ตราบใดที่ภายในยังเอาไม่อยู่ แล้วจะบอกกล่าวตะโกนร้องกู่ก้องให้โลกรับรู้ ให้ต่างประเทศยอมรับ เชื่อถือเชื่อมั่น ผมว่าฝันกลางวันยังง่ายกว่าครับ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ วันนี้ความสำนึกสำเหนียกในการเป็น “ประชาธิปไตย” หดหายไป และ “การเมืองใหม่” กำลังสำแดงบทบาทมากขึ้น เมื่อไม่เห็นด้วยก็แสดงออกถึงความเถื่อนถ่อยก้าวร้าวรุนแรง มากกว่าการสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นอย่างผู้ที่เจริญแล้วควรจะทำกัน

ถามว่าทำไมเหตุการณ์อัปยศอย่างนี้จึงเกิดขึ้นที่ภาคใต้

เพราะภาคใต้เป็นฐานที่มั่นทางการเมืองของ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ปลูกฝังความเป็นภาคนิยมที่รุนแรงที่สุด

คนที่เป็น ส.ส. ในพื้นที่ไม่รู้ระแคะระคายอะไรมาก่อนเลย หรือว่ามีส่วนร่วมด้วยช่วยกันหรือเปล่า ก็สุดจะเดาได้

เพราะเหตุนี้กระมัง พรรคประชาธิปัตย์จึงไม่สามารถเติบโต ครองความนิยมชมชอบ ความไว้วางใจรักใคร่ยอมรับจากประชาชนในภาคอื่นๆ ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ให้สมกับที่เป็นพรรคเก่าแก่ของประเทศนี้

จึงไม่แปลกที่พรรคการเมืองพรรคนี้ยังล้มลุกคลุกคลาน ล้มคว่ำล้มหงาย เพราะเกิด “วิกฤติศรัทธา” จากคนไทยทั้งประเทศ อย่างที่เห็นๆ กันอยู่

แทนที่จะได้สำนึก กลับยังใช้วิธีการเก่าๆ ใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง มาฉกฉวยผลประโยชน์ เล่นเกมการเมืองที่ไร้การพัฒนาอย่างซ้ำซากจำเจ

“การเมืองใหม่” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ขาดความชัดเจน เหมือนกับว่าที่เสนอมานี้เป็นการขัดตาทัพ เพราะยังนึกอะไรไม่ออก ทราบมาว่าทางแกนนำพันธมารได้จัดการระดมสมองเพื่อจะผลักดันให้สามารถนำ “การเมืองใหม่” ออกมาใช้

แต่ที่แปลกเห็นจะเป็นการที่คิดอ่าน งุบงิบทำกันเฉพาะกลุ่มเฉพาะก๊วน แม้แต่ “สื่อมวลชน” ยังถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปรับฟัง นั่นคือต้องรายงานข่าวตามที่กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการเท่านั้น เหมือนเดิมครับ

ก้าวแรกของ “การเมืองใหม่” ก็ชวนให้สงสัยเสียแล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะให้กลุ่มก้อนต่างๆ ส่งตัวแทนมาเป็น ส.ส. อย่างที่พันธมิตรฯ ต้องการ เพราะฉะนั้นไม่ต่างอะไรกับบรรดา ส.ว. ลากตั้ง ที่ คมช. ส่งมา “ทำงาน” ในสภาตอนนี้ ยังไงยังงั้น

วันนี้ “จิตวิญญาณ” การเป็น “ประชาธิปไตย” ได้เหือดหายไปจากคนไทยบางกลุ่มบางก๊วนแล้ว จึงเป็นสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่จะต้องทบทวนบทบาท เพื่อตอกย้ำแสดงให้เห็นว่ายังรักและหวงแหนอำนาจอธิปไตย ยังรำลึกถึง “วีรชนคนกล้า”

แม้มีบางคนได้เหยียบซากศพของวีรชนขึ้นไปเสวยอำนาจ สร้างความชอบธรรมให้ตัวเองก็ตาม

เหตุการณ์อัปยศที่เกิดขึ้นกับประมุขฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารที่กล่าวมาแล้วนั้น น่าเป็นห่วงว่ารัฐมนตรีในรัฐบาลนี้จะรับทราบแต่ข้อมูลที่รายงานเข้ามาเป็นทอดๆ เท่านั้น ไม่อาจลงพื้นที่ไปเจอของจริง ไปรับรู้ไปสัมผัสกับปัญหาจริงๆ เพื่อนำมาหาทางแก้ไข

ล่าสุดนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรค ไปลงพื้นที่ช่วย นายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. หาเสียง ยังโดนลิ่วล้อพันธมารตามโห่ฮาป่า แสดงพฤติกรรมถ่อยสถุลที่ติดมาในกมลสันดาน เป็นการประจานตัวเองกลางกรุงกลางวันแสกๆ

ฝ่ายความมั่นคงจะต้องแสดงแสนยานุภาพทางปัญญาแล้วละครับ เพื่อขจัดความบาดหมางทางการเมือง ขจัดความแตกแยกในสังคม หรือยังทนดูความฟอนเฟะของสังคมไทยได้ ก็ให้มันรู้ไป

วันนี้ครบรอบ 1 ปี “หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์” หนังสือพิมพ์รายวัน โดยประชาชน เพื่อประชาชน หนังสือพิมพ์ฉบับเล็กๆ ที่เปิดตัวอย่างเงียบๆ แต่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากผู้อ่านที่ต้องการ “ความจริง” ซึ่งจะเป็นกำลังใจให้ทีมงานยืนหยัดนำเสนอ “ความจริง” มาให้ท่านผู้มีอุปการคุณได้รับทราบกันต่อไป ขอให้สัญญาครับ

อัฐศิริ



สื่อทางเลือก


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

พรุ่งหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ก็จะมีอายุครบหนึ่งปีของการพิมพ์เพื่อแจกจ่ายให้กับแฟนๆ ของนิตยสารประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นพี่ชายที่แสนดี ที่มีน้องชายของผม นายอุดมศักดิ์ เสาวนะ เป็นกัปตันทีม

เมื่อระบบการทำงานของกองบรรณาธิการและระบบการจัดพิมพ์เข้ารูปเข้ารอย ระบบการจัดจำหน่ายพร้อม หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน จึงเข้าเกียร์เดินหน้าเต็มตัวในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2550 ด้วยสโลแกนเป็นสื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย

สถานการณ์สร้างวีรบุรุษฉันใด สโลแกนของหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ก็เกิดขึ้นตามสถานการณ์ของประเทศไทยในห้วงเวลานั้น

เป็นห้วงเวลาที่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย โหยหาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หลังจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ที่มี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ประเทศไทยตกอยู่ใต้อำนาจของเผด็จการ

แม้คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ได้ประกาศควบคุมสื่ออย่างเข้มข้น เหมือนกับคณะรัฐประหารชุดก่อนๆ ที่เคยปฏิวัติรัฐประหารขึ้นในประเทศไทย

แต่สื่อส่วนหนึ่งกลับคลานเข้าไปยอมสยบอยู่ใต้อำนาจเผด็จการ เห็นดีเห็นงามกับการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะสื่อจำนวนหนึ่งได้ปูนบำเหน็จรางวัลที่สนับสนุนเผด็จการ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. และ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.

ตั้งแต่หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน กำเนิดขึ้นมาจะครบขวบปีในการจัดพิมพ์ในวันพรุ่งนี้ ก็ได้พิสูจน์ให้ท่านผู้มีอุปการคุณได้ประจักษ์แล้วว่า หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ คือ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการนำเสนอข่าวสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งร่างจากปากกระบอกปืน เป็นกากเดนของเผด็จการ

ไม่ทราบว่าเป็นความบังเอิญหรือเจตนาจงใจของ “ผู้จัดการออนไลน์” ที่จะช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้บรรดาแฟนคลับของ “ผู้จัดการออนไลน์” ได้รับทราบโดยทั่วกันว่า หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน จะมีอายุครบขวบปีในการวางจำหน่ายในวันที่ 11 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าฉบับปฐมฤกษ์ที่พิมพ์เพื่อแจกจ่ายให้ท่านผู้มีอุปการคุณของนิตยสารประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม

แสดงว่ารู้ไม่จริง หรือถ้ารู้จริงก็รู้ไม่หมด แล้วยังสะเออะเสนอหน้ามาช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ มิน่า ข่าวของ “ผู้จัดการออนไลน์” จึงเชื่อถือไม่ได้ เพราะรู้ไม่จริงนี่เอง

ก็ไม่ว่ากัน เพราะหัวขบวนผู้ก่อตั้งสื่อในเครือผู้จัดการ แทนที่จะทำหน้าที่สื่อที่ยึดเป็นอาชีพ กลับไปทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากบฏ ยึดทำเนียบรัฐบาล คิดการใหญ่จะทำการเมืองใหม่ ซึ่งเท่าที่ขายฝันกันออกมาไม่น่าจะใช่ระบอบประชาธิปไตยที่นานาอารยประเทศทั่วโลกใช้ในการปกครองประเทศ

อย่างกรณีจินตนาการเอาเองว่า ความจริงแล้ว หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน กำหนดจะวางจำหน่ายฉบับปฐมฤกษ์ วันที่ 19 กันยายน 2550 แต่ต้องเลื่อนไปเป็นวันที่ 11 ตุลาคม 2550

คนรู้จริงคือผม กล่าวคือ เมื่อสายของวันที่ 2 กันยายน 2550 น้องชายผมซึ่งร่วมงานกันมานานครึ่งค่อนชีวิต แต่เพิ่งห่างเหินกันระยะหนึ่งตามเส้นทางที่ลิขิตขึ้นมาเอง คือ นายอุดมศักดิ์ เสาวนะ บรรณาธิการบริหารนิตยสารประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ได้โทรศัพท์ไปชวนผมทำหนังสือพิมพ์รายวัน ซึ่งผมตอบรับทันทีโดยไม่ได้ซักถามรายละเอียด ทั้งๆ ที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ และรู้ทั้งรู้ในสถานการณ์ขณะนั้น ยังมีคนคิดจะทำหนังสือพิมพ์รายวันอีกหรือ

เย็นวันนั้นสองคนพี่น้องนัดเจอกัน ผมจึงได้ทราบว่านิตยสารประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ซึ่ง “ผู้จัดการออนไลน์” รู้จริงจากการติดตามอ่านทุกฉบับ เป็นนิตยสารนำเสนอข่าวโจมตีการทำงานของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ รัฐบาลขิงแก่ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นพวกเดียวกัน ทำให้นิตยสารประชาทรรศน์ ได้รับการต้อนรับจากประชาชนที่โหยหาประชาธิปไตยอย่างอบอุ่น จึงอยากจะทำหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์รายวันขึ้นมา เพื่อสนองตอบความต้องการของคนรักประชาธิปไตยที่อยากจะรับรู้ข้อมูลข่าวสารซึ่งหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับที่วางแผงอยู่ในขณะนั้น ไม่นำเสนอ หรือไม่กล้านำเสนอ

ผมเป็นคนใจง่าย อะไรก็ได้สำหรับคนที่เรารัก คำตอบรับทันทีเมื่อเช้าวันที่ 2 กันยายน 2550 ก็ต่อยอดกันในเย็นวันเดียวกัน โดยผมขอเวลาสะสางงานที่ค้างคาอยู่สักครึ่งเดือน

วันที่ 16 กันยายน 2550 จึงเป็นวันเริ่มทำงานของทีมงานบางส่วนที่เคยร่วมทำงานกันมา โดยกำหนดวันพิมพ์เหมือนจริงทุกประการเพื่อแจกจ่ายไว้ชัดเจนคือวันที่ 1 ตุลาคม 2550

และ...พวกเราทำได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ แต่ไม่วายถูกกล่าวหาใส่ความว่าเป็น “สื่อเทียม” ซึ่งพรุ่งนี้ ผมจะต้องชี้แจงในฐานะที่ถูกพาดพิงครับ

พิธาน คลี่ขจาย


ญาติของป๋า!!!

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

รักษาคุณภาพ “ปากไม่มีหูรูด” พูดจาส่งเดช...แล้วรับประกันซ่อมฟรีว่าไม่มีใครเกิน บุรุษผู้ปั้นน้ำเป็นตัวยอดชายนายคนนี้ไปได้?

ออกมาปั้นจิ้มปั้นเจ๋อคราใด...ก็พูดให้ “ขาวเป็นดำ” และ “ดำเป็นขาว” ได้อยู่เสมอ

ครั้งนี้อีกเช่นกัน “นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” ผู้สวมสีเสื้อ ส.ส. ระบบสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์...แต่ทำงานด้อยค่า ไม่คุ้มกับภาษีที่ชาวบ้านจ่ายให้ยาไส้แต่ประการใด

เพราะตลอดเวลาที่เข้าไปเป็น “ผู้แทน” นั้น...“นายสมเกียรติ” ได้จิ๊กและลักเวลาของการทำหน้าที่ ส.ส. ผู้ทรงเกียรติ...

ไปยืนอยู่แถวหน้าในการเป็น 1 ใน 9 กบฏ ของแกนนำพาลทะมิด ยึดทำเนียบรัฐบาลตาหน้าเฉย

ลืมคุณสมบัติการบำรุงสุขปลดทุกข์ให้แก่ชาวบ้านเสียงั้นแหละ

และอย่างที่บอกชิมลางเอาไว้กับมิตรรักแฟนเพลงเป็นกระสายยาเมื่อตอนต้นนั้น...

อันพฤติการณ์ของ “นายสมเกียรติ” ไม่ว่าจะเซด หรือตะแงวอะไรออกมาที

ล้วนแต่เข้ารกเข้าพง ไม่ถูกกาลเทศะเอาเสียทุกเรื่อง

และล่าสุดเปียกๆ แฉะๆ “นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” ไปตู่เอาคำพูดของ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ประธานองคมนตรี
และรัฐบุรุษ มาตีขลุมทึกทักอย่างไม่เป็นโล้เป็นพาย หนักข้อยิ่งขึ้นไปอีก???

ด้วยการส่งสัญญาณเป็นคุ้งเป็นแคว ทะแรดทะแหล เกินความเป็นจริง

โดยสมอ้างว่า “ฯพณฯ พล.อ.เปรม” ตั้งธง ตีธง ฟันธง ลงมาว่า “นายกรัฐมนตรี” ตั้งแต่อันดับที่ 24-25 และ 26 ต้องเข้าปิ้ง

สังเวยซังเต-นอนเปล คุกแน่นอน!!

และนายกรัฐมนตรี 3 คนดังว่า เป็นใครไม่ได้ นอกเสียจาก “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” “นายสมัคร สุนทรเวช” และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ป้ายแดง “นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์”

ซึ่งการออกมาลักไก่ ตีปลาหน้าไซว่า 3 นายกรัฐมนตรีจะต้องกลายเป็น “นักโทษ” ในเรือนจำ ด้วยข้อหา “ซื้อเสียง” และ “ทุจริต” นั้น

อยากถามเป็นการบ้านไปถึง “นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” ที่ตกเป็นผู้ต้องหาตัวจริงเสียงจริง ในการทำกบฏยึดทำเนียบรัฐบาลกันเสียหน่อย...

ท่านเอาพฤติการณ์ตรงไหนว่า “นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ทุจริตและซื้อเสียง

เพราะ “นายกฯ สมชาย” ยังไม่ได้เซ็นชื่อแม้แต่แกร๊กเดียวในฐานะนายกรัฐมนตรี

ฉะนั้น จึงไม่น่ามีความมัวหมอง กระด่างกระดำ แม้แต่ปลายนิ้วก้อยเดียว???

เมื่อว่ากันถึง “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” แล้ว...ท่านมักถูกคนหยิบชื่อเอาไว้ขายว่า สนับสนุนฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ จนดูอีนุงตุงนัง มั่วและวุ่นไปหมด

แต่ของแท้แน่นอนเสียยิ่งกว่าแช่แป้ง...เมื่อได้รับการยืนยันจาก “ท่านสังข์ทองเงาะป่า” คุณพี่สุรศักดิ์ มณีศรี นักการเมืองเก๋าลายครามแห่งเมืองสงขลา

ยืนยัน นั่งยัน นอนยันว่า “บิ๊กป๋า” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กับ “ท่านนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์” สืบสายเลือดวงศ์วานพงศ์เผ่าเดียวกันมาทั้งดุ้น

ใครที่ไม่ทราบ ขอความกรุณาได้สดับรับรู้เอาไว้ว่า...ถึง “บิ๊กป๋าเปรม” ได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนแห่งสัญลักษณ์ “จ.สงขลา”

ขนาดที่ว่ามีขื่อ “สะพานติณสูลานนท์” เป็นจุดขายของ จ.สงขลา กันทีเดียวเชียว

แต่พื้นเพบ้านเกิด กำเนิดก่อเกิดเป็นตัวตนของ “พล.อ.เปรม” ท่านลืมตาดูโลกครั้งแรกที่ จ.นครศรีธรรมราช...

เมื่อโตขึ้นก็จับรถห้อตะบึงมาเรียนอยู่ที่ “สงขลา” จึงเกิดความผูกพัน สร้างชื่อเสียงขจรขจายให้กับ “จ.สงขลา” จนขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของภาคใต้

คนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้จึงโมเมว่า “ป๋าเปรม” เป็นคนสงขลานั่นปะไร!!

แต่ที่แท้แล้ว “ป๋าเปรม” เป็นคนเมืองนครฯ และมีความผูกพันเป็นญาติพี่น้องกับ “นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อีกต่างหาก??

โดยทั้งนี้ “คุณพี่สุรศักดิ์ มณีศรี” ชายในร่างกำยำแต่ผิวดำเหมือน “เงาะป่า” ก็ไม่ปาน...แต่ภายในร่างกาย หัวใจเปรียบไปด้วยทองนพคุณไม่ผิดกับ “สังข์ทอง” ถอดรูปก็ว่าได้

ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า “นายกฯ สมชาย” เป็นญาติทางข้างฝ่ายคุณแม่ของ “พล.อ.เปรม”

นับกันแล้ว เป็นญาติที่มีสายเลือดเดียวกันอย่างไม่มีอะไรแปลกปลอม

เหมือนกับ “อดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช” ก็เป็นญาติที่สนิทชิดเชื้อกับ “บิ๊กเปย” พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร 1 ในแกนนำปฏิวัติ 19 กันยายน...

หลังมีการอันดับนับญาติกันแล้ว “พล.อ.สพรั่ง” ก็ไม่ออกมาแอ็กชั่นแม้หนเดียว

จากที่ “พล.อ.เปรม” มีความเป็นญาติกับ “นายกฯ สมชาย” ดังนั้น...

เชื่อว่าคงทำให้สถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายลงไป ได้กระทงความ

แต่ที่เป็นห่วงก็พวกที่ไปลักเอาชื่อ “พล.อ.เปรม” มาหากิน

เอาคำพูดที่ “ป๋าเปรม” ไม่ได้พูด...เอามาโคลนนิ่ง สร้างความเสื่อมเสียให้กับป๋า

พวกนี้สมควรถูกด่าจริงไหมล่ะคุณ???

กะพรุนไฟ



ศักดิ์ศรีธรรมศาสตร์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ไหนๆ มีการพูดกันมามากในแวดวงข่าวสารเวลานี้ โดยเฉพาะ “ตบแผะป่วนชาติ” สร้างความเด่นดังให้กับพรรคพวกพันธมารธิปไตย คนพวกนี้โดนปั่นหัวหมุน เที่ยวตามราวี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไปไม่หยุดหย่อน จนกำลังจะกลายเป็นเรื่อง...ฮอตฮิต...ไปเสียแล้ว

พฤติกรรมตามราวี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นที่ภาคใต้ ใน จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช ไล่ลามมาถึงที่กรุงเทพมหานคร เมืองฟ้าอมรของคนไทยทุกคน ล่าสุดเมื่อวานนี้ เรื่องราวเกิดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถ้อยความไม่เหมือนกัน ไปภาคใต้ ไปห้างดัง จะถูกกล่าวหาว่า “นายกฯ ขายชาติ”

แต่ถ้าไปธรรมศาสตร์ จะถูกกล่าวหาว่า “เอาศักดิ์ศรีธรรมศาสตร์คืนมา”

แยกแยะชุดความคิดนี้ไม่ออกจริงๆ เพราะหากจะนำเฉพาะเรื่องการ “ขายชาติ” ที่ไปกล่าวหาท่านนายกฯ ที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ยังไม่ทันได้เซ็นอะไร ยังไม่ทันได้อนุมัติอะไรเลย มันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่สำคัญ “ชาติไทย” และ “แผ่นดินไทย” ใครจะเอาไปค้าไปขายได้อย่างไร มองไม่ออกจริงๆ เป็นข้อกล่าวหาที่เกินเลยไปไหม? แปลกประหลาดจริงๆ

ส่วนที่มีการกล่าวหาท่านนายกฯ สมชาย “เอาศักดิ์ศรีธรรมศาสตร์คืนมา” ดูไปดูมายังงง...งง และงง กับคำพูดคำจาที่น่าสมเพชในประโยคนี้ เพราะหากจะเรียกร้องเอาศักดิ์ศรีธรรมศาสตร์คืนมานั้น มันควรจะไปเรียกร้องที่ไหน กับใคร มันผิดที่ผิดเวลาหรือไม่

ศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีโดมเป็นรูปสัญลักษณ์ ต่อสู้ ต่อต้านกับเผด็จการมาทุกยุคทุกสมัย จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย โดยรากฐานที่ว่า เป็นประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน เกิดขึ้นที่นี่!!! ทุกยุคทุกสมัย

ธรรมศาสตร์ คือ สถานที่สำหรับต่อต้านเผด็จการ

ธรรมศาสตร์ คือ สถานที่ต่อต้านอำมาตยาธิปไตย

ธรรมศาสตร์ คือ หลักชัยของฝ่ายประชาธิปไตย

แต่...วันนี้...คนส่วนหนึ่งซึ่งอยู่ในฝ่ายประชาธิปไตย กลับมีมุมมอง “ธรรมศาสตร์ เปลี๊ยนไป๋”

นี่เรากำลังพูดถึง “จิตวิญญาณ” ความเปลี๊ยนไป๋ของธรรมศาสตร์ เพิ่งจะมีเพียงไม่กี่ปี หลังเหตุการณ์เดือนตุลาคม และพฤษภาทมิฬ ระยะไม่กี่ปีให้หลังมานี้เองที่ ธรรมศาสตร์ เดินไปอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่เคยเชื่อกันว่า คนรุ่นก่อนของ ธรรมศาสตร์ ได้เคยปฏิบัติยึดถือมา รุ่นต่อรุ่น คณาจารย์ต่อคณาจารย์ ลูกศิษย์ต่อลูกศิษย์

อันนี้มิใช่หรือ ที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องกับคำที่เรียกว่า “ศักดิ์ศรี”

อันนี้มิใช่หรือ ที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องกับคำที่เรียกว่า “ธรรมศาสตร์”

มหาวิทยาลัยที่เรียกชื่อติดปากในสมัยก่อนอย่างน่าชื่นชม “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง”

เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้มี บุคลากร 2 ท่าน ที่เป็นศักดิ์ศรี เกียรติยศ เกียรติศักดิ์

อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

อ.ปรีดี พนมยงค์

ที่ใครๆ หลายคนในประชาคม ธรรมศาสตร์ ยังไม่รู้ ไม่เข้าใจในกระบวนการต่อสู้อันเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณูปการต่อประเทศไทย ที่บุคลากรและชาวธรรมศาสตร์ได้สร้างเอาไว้เป็นแบบอย่างใน เกียรติภูมิ เกียรติศักดิ์ ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ จนทำให้ใครๆ หลายคนซึ่งเป็นคนนอก “อิจฉา” ในความภูมิใจอันนี้

วันนี้ ชาวธรรมศาสตร์ บางคน ไปสมคบกับ โจรกบฏปล้นประชาธิปไตย ทำตัวซุกอยู่หลังรูปปูนปั้นของ 2 บุคลากรอันโด่งดังคับฟ้า สลายเกลียวเชือกที่หลอมรวมของขบวนการต่อสู้ทางประชาธิปไตย ไปก้มหัวให้ “อำมาตยาธิปไตย”

ชาวธรรมศาสตร์ ตอบได้ไหม ในคำสั่งเสียครั้งสุดท้ายของการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ ท่านผู้หญิงพูนศรี พนมยงค์ ไม่กี่ข้อนั้น กินความหมายลึกซึ้งอะไร? อย่างไร? ที่จะนับเนื่องให้เป็นแนวทางเกียรติยศ เกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของชาวธรรมศาสตร์ จะนำมาเป็นตัวอย่างได้บ้าง ขนาดคนที่ไม่เกี่ยวข้องอ่านแล้วยังต้องน้ำตาซึม

มีคนฝากถาม! ฝากเตือน! ชาวธรรมศาสตร์บางคน บางพวก บางฝ่าย ที่ไปเข้าข้างเผด็จการทหาร และอำมาตยาธิปไตย เมื่อไรจะหยุดพฤติกรรมอยากได้ใคร่ดี ทำลายขบวนการนักศึกษาผู้รักประชาธิปไตย หนีไปแอบซุกใต้ปีก ใต้ร่มเงาของ “อำมาตยาธิปไตย” เพราะสิ่งนี้ต่างหากที่...ไม่ใช่ศักดิ์ศรีของชาวธรรมศาสตร์อย่างแน่นอน? ใช่...ไม่ใช่...

"พัลลภ" ชี้ลางดี "บิ๊กจิ๋วคุยจำลอง"สมชาย" ขอพบป๋าเปรม


พล.อ.พัลลภ ชี้บิ๊กจิ๋วเจรจาจำลอง และ นายกฯ ติดต่อขอเข้าพบ พล.อ.เปรม เป็นเรื่องที่ดีที่ได้มีการพูดคุยกัน ทำให้ได้รู้ท่าทีของแต่ละฝ่าย

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน. ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เห็นว่าการที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ได้ติดต่อพูดคุยกับ พล.ต.จำลอง นับเป็นสิ่งบอกเหตุที่ดี รวมถึงการที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ติดต่อขอเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ด้วย

พล.อ.พัลลภ ยังบอกอีกว่า ไม่ได้ตั้งความหวังอะไรกับการเจรจาที่จะมีขึ้น เพราะเห็นว่าเงื่อนไขของพันธมิตรฯ ที่วางไว้ตลอดก่อนหน้านี้ อาจทำให้การพูดคุยไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก แต่ยังเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ได้มีการพูดคุยกัน ทำให้ได้รู้ท่าทีของแต่ละฝ่าย

'สมศักดิ์' เผย6พรรคร่วมรัฐบาล หนุนแก้รัฐธรรมนูญ


สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ยืนยัน 6 พรรคร่วมรัฐบาล หนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ เชื่อแก้ไขวิกฤตการเมือง เป็นทางออกที่ดีได้

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคชาติไทย (ชท.) ยืนยันว่า 6 พรรคร่วมรัฐบาล เห็นสอดคล้องกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.3) แก้ไขวิกฤตการเมือง เพื่อให้เกิดการปฏิรูป เพราะเชื่อว่าจะเป็นทางออกที่ดีได้ โดยจะมีการหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้อีกครั้งให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส.ส.ร.3 จะเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ โดยไม่มีฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งจะให้ ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และทำประชาพิจารณ์ก่อนแก้ไขในแต่ละมาตรา ทั้งนี้ เห็นว่าไม่จำเป็นต้องหารือกับแกนนำพันธมิตรฯ เพราะความเห็นที่แตกต่างถือเป็นปกติในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม นายสมศักดิ์ ระบุว่า แนวทางที่จะใช้นั้นเป็นแนวทางเดียวกับสมัยรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ในปี 2538.


ปธ.สภาฯ เชื่อหลังนายกฯ เข้าพบป๋าเปรม สถานการณ์จะดีขึ้น


ประธานสภาผู้แทนราษฎร เชื่อหลังนายกรัฐมนตรีเข้าเยี่ยมคารวะประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษแล้ว จะทำให้สถานการณ์การเมืองดีขึ้น

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่มีข้อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 โดยการตั้ง ส.ส.ร.3 หรือตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาดำเนินการว่า สามารถดำเนินการได้ทั้ง 2 แนวทาง แต่เห็นว่าการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ท้ายที่สุดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการรัฐสภาเพื่อดำเนินการ และส่วนตัวเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญควรให้ประชาชนทั่วประเทศมีส่วนร่วมให้มากที่สุด

โดยประชาชนทั้ง 76 จังหวัด ควรร่วมมือรวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะของแต่ละจังหวัดมายังรัฐสภา เพื่อนำไปใช้ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พร้อมเชื่อว่า เรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมืองเพิ่มขึ้นอีก เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นคนมีความอ่อนน้อม และยังเตรียมเข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อขอคำแนะนำด้วย ดังนั้นเชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เนื่องจาก พล.อ.เปรม เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั้งประเทศ

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน เห็นว่า ควรนำทั้งการตั้ง ส.ส.ร.3 และการตั้งคณะกรรมการอิสระ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญมาปรับใช้รวมกัน เพื่อให้รัฐบาลและการเมืองภาคประชาชนยอมรับได้ เพื่อให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น

"สมัคร" ตัดสินใจลาออก คืนเก้าอี้ หน.พรคพลังประชาชนแล้ว


อดีตนายกฯ สมัคร " ยื่นใบลาออกพ้นจากหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ต่อ นายสมาน เลิศวงศ์รัฐ กรรมการบริหารพรรคแล้ว

รายงานข่าวจากพรรคพลังประชาชน แจ้งว่า นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีต รมว.กลาโหม ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชนได้ส่งโทรสาร ยื่นใบลาออกพ้นจากตำแหน่ง หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ต่อ นายสมาน เลิศวงศ์รัฐ กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ในฐานะนายทะเบียนพรรค เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ก่อนหน้านี้ นายกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ได้ออกมากล่าวเป็นนัยว่า นายสมัคร ต้องการลาออกจากตำแหน่ง รวมทั้งต้องการยุติบทบาทในนามพรรคพลังประชาชนด้วย แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดมากกว่านี้

ปธ.วุฒิเชื่อนายกฯ พบ “ป๋าเปรม” สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น


ประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภาเชื่อนายกฯพบ 'ป๋าเปรม' สถานการณ์จะดีขึ้น ระบุป๋าพร้อมแนะแนวทางเจรจากับพันธมิตรฯ เพื่อยุติปัญหา

นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เชื่อว่าหากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อหารือถึงแนวทางการทำงานและการแก้ไขปัญหาของประเทศ จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะจะได้รับคำแนะนำที่ดีจากผู้อาวุโสที่มีประสบการณ์ รวมถึงแนวทางในการเจรจากับพันธมิตรฯ เพื่อยุติปัญหา

นอกจากนี้ นายประสพสุข ยังกล่าวถึง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทางวุฒิสภาก็ถือว่าเรื่องยุติและไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้ต่อไป

ครม.นักแรก!นายกฯเร่งถกรับมือวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ


นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะบรรจุเรื่องแนวทางรับมือวิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐเป็นวาระเร่งด่วน หลังจากที่นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี และ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการเร่งด่วนเช้าวันนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากสภาคองเกรสของสหรัฐไม่อนุมัติแผน 7 แสนล้านดอลลาร์อัดฉีดสภาพคล่อง

ที่ประชุมในช่วงเช้าได้มีการประเมินสถานการณ์ในเบื้องต้นแล้วว่าวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐจะส่งผลกระทบเศรษฐกิจไทยบ้างแต่ไม่มากนัก โดยการลงทุนอาจจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ที่จะได้รับผลกระทบเป็นด่านแรกคาดว่าจะเป็นธุรกิจประกัน

นายสมชาย กล่าวว่า ในวันนี้นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะรายงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบว่าจะมีมาตรการรองรับอย่างไรในส่วนของภาครัฐและเอกชน โดยในส่วนของภาคเอกชนจะมีการเชิญเข้ามาหารือแลกเปลี่ยนความเห็น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความกังวลต่อปัญหาเงินทุนไหลออก และสภาพคล่องในระบบการเงิน
ด้าน ศ.ดีรณ พงศ์มฆพัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาตร์ จุฬาลงกรณ์ กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า รัฐบาลได้ประเมินสถานการณ์ดีเกินไป ส่วนใหญ่ยังคงพึ่งระบบราชการอยู่ เช่นการเรียกประชุมปลัดกระทรวงกันใหม่ ทั้งที่เราคงไม่มีเวลามากมายไปรออย่างนั้น

ทั้งนี้เรื่องเศรษฐกิจต้องมีปัญหาชะลอตัวแน่นอนซึ่งรัฐบาลต้องรีบวางแผนตั้งแต่วันนี้เพราะเชื่อว่า 3 เดือนหลังจากนี้ อาจมีปัญหาเกิดขึ้น ซึ่งอาจกระทบาคการท่องเที่ยวและส่งออก ในส่วนของประชาชนทั่วไปก็ต้องระวังการใช้จ่ายและการก่อหนี้ ต้องทำอะไรอย่างระวัง เท่าที่ดูสถานการณ์อาจใช้เวลานานประมาณ 4 ปี ในการฟื้นตัว สำหรับประเทศไทยเมื่อรัฐบาลมีงบประมาณก็ใช้เงินแบบไม่มีแผนใช้ในสิ่งที่หมดไปเร็วอยากเห็นรัฐบาลช่วยคนจน


'จำลอง' มึนบอกโห่ไล่นายกฯเรื่องปกติ

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ที่กลุ่มพันธมิตรฯระบุว่าการเมืองใหม่ จะต้องปฏิรูปองค์กรอิสระ โดยเฉพาะ กกต.ที่ต้องออกแบบโครงใหม่หมด เนื่องจากถูกนักการเมืองแทรกแซงได้ง่ายว่า ไม่ทราบว่าจะออกแบบได้อย่างไร เพราะการที่พันธมิตรฯทำผิดกฎหมายโดยการบุกเข้าไปยึดครองทำเนียบ ต้องถามว่าทำถูกต้องหรือไม่ ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องการเมืองใหม่ ในส่วน กกต.ถ้าสภาฯเห็นว่า สมควรจะต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจริง เรายินดีสลายตัวไป เพราะไม่มี กกต.คนไหนยึดติดกับตำแหน่ง ส่วนที่แกนนำพันธมิตรฯ ระบุว่า มี กกต.2 คนไปรับเงินนักการเมือง ที่โรงแรมเรดิสัน เพื่อยื้อคดียุบพรรคนั้น เรื่องนี้ได้ดำเนินการฟ้องร้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ พร้อมพวก และหนังสือพิมพ์ในเครือข่ายของนายสนธิอีก 7 ฉบับเรียบร้อยแล้ว จากนี้ขอให้นำหลักฐานข้อเท็จจริงมาแสดงกันที่ศาล ทั้งนี้คงไม่มีใครโง่ไปรับเงินรับทองกันที่โรงแรม เรื่องนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับคดีที่นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ที่ถูกศาลตัดสินจำคุก 2 ปี จากกรณีที่ไปกล่าวหานายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯกทม. ว่าไปรับเงินสินบนมา ดังนั้น เห็นว่า คดีนี้ต้องใช้บรรทัดฐานเดียวกัน และศาลอาจสั่งไม่ให้ประกันตัวจำเลยได้

“สดศรี” ลั่นสรุปคดี “วิฑูรย์” ต.ค.

นางสดศรีกล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนคัดค้านการเลือกตั้งของนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น กรณีถูกร้องเรื่องการแจกบัตรชมภาพยนตร์และปราศรัยหาเสียงในโรงภาพยนตร์นั้น หลังจาก กกต.มีมติให้ขยายเวลา 15 วัน เพื่อให้สอบพยานเพิ่มเติมตามที่ผู้ร้องเสนอนั้น ล่าสุดทราบว่าสอบพยานไป 2 ปาก ส่วนที่เหลือยังไม่ทราบว่าทำไมจึงไม่ได้สอบ ทางคณะอนุกรรมการสอบฯบอกว่าขณะนี้มีน้ำหนักเพียงพอแล้ว คาดว่าอนุกรรมการสอบฯ น่าจะยื่นเรื่องมาให้ กกต.ได้ในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม กกต.จะพิจารณาว่าสมควรตัดพยานที่เหลือหรือไม่ เมื่อถามว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าสืบพยานเพียงพอแล้วหรือไม่ นางสดศรีตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องการเมืองด้วย และนายวิฑูรย์ก็เคยมายื่นหนังสือขอไม่ให้สืบพยานเพิ่ม เมื่อถามอีกว่า เกรงว่าเป็นเรื่องการเมืองและโยนมาให้ กกต.หรือไม่ นางสดศรีตอบว่า แน่นอน ตลอดเวลาที่ทำงาน กกต.มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องตลอด กกต.ต้องดูที่พยานหลักฐานที่สำคัญที่สุดว่า วีดิโอที่ถ่ายไว้ชัดเจน มีการหาเสียงในโรงภาพยนตร์จริงหรือไม่ มีการแจกตั๋วหนังหรือไม่ อย่างไรก็ดี คาดว่า กกต.จะพิจารณาเสร็จได้ภายในเดือน ต.ค.นี้แน่นอน ส่วนคดียุบพรรคอื่นๆที่มองว่ามีความล่าช้านั้น ไม่ใช่ความผิดของ กกต. เพราะได้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดไปแล้ว

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ


‘สมชาย’จัดสัมมนาหวังแก้ปัญหาพรรค

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ในฐานะ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน มั่นใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นภายในพรรค สามารถพูดคุยกันได้เพราะเป็นพรรคเดียวกัน ทั้งนี้ได้เตรียมมองหาสถานที่สำหรับการจัดสัมมนา ส.ส.ของพรรค เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และทำกิจกรรมร่วมกัน โดยจะจัดขึ้นหลังการแถลงนโยบายบริหารราชการแผ่นดินกับรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาที่ทำการพรรคพลังประชาชน เพื่อหารือถึงร่างนโยบายบริหารราชการแผ่นดินกับแกนนำพรรค

โดย นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้พิจารณาดูอีกครั้งแล้วค่อนข้างพอใจ โดยไม่แตกต่างจากนโยบายของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ มากนัก โดยการประชุมในวันนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายในการที่จะพิจารณาโครงร่างให้รอบคอบ ก่อนนำไปแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาต่อไป

เสร็จแล้วนโยบายรัฐ

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมร่างนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ว่า การร่างนโยบายรัฐบาลมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ โดยมีการเพิ่มเรื่องการสมานฉันท์ในชาติ ซึ่งได้จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะรายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันพรุ่งนี้ ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คาดว่าน่าจะมีการพูดคุยกันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้เช่นกัน

ด้านนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าแต่ละกระทรวงได้เสนอแผนนโยบาย ซึ่งคล้าย ๆ กับนโยบายของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอให้เน้นเรื่องประวัติศาสตร์ในหลักสูตร และให้เพิ่มกระบวนการเรียนภาษาที่ 2 และ 3 เพราะปัจจุบันเด็กนักเรียนน่าจะเรียนมากกว่า 1 ภาษา ด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้นำเสนอให้ใช้ศักยภาพของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยว และมีการเพิ่มนโยบายเร่งด่วน 16 ด้าน ส่วนผลกระทบจากเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้มีการพูดถึง

อินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ปชี้ม็อบเป็นผลเสียต่อระบบปชต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา มีรายงานจากอินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป ได้วิเคราะห์การชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เรียกร้องให้รัฐบาลนำโดยพรรคพลังประชาชน ลงจากอำนาจ จนเกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มที่ต่อต้านและสนับสนุนรัฐบาล มีความวิตกว่าสถานการณ์ความวุ่นวายอาจจะนำไปสู่การรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งในรายงานบอกว่า “การล้มรัฐบาลไม่ว่าจะด้วยการชุมนุมประท้วงหรือการก่อรัฐประหารจะสร้างผลเสียต่อระบอบประชาธิปไตย” น.ส.รุ่งรวี เฉลิม ศรีภิญโญรัช นักวิเคราะห์ของอินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป ประจำประเทศไทยกล่าว “มันจะไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทาง การเมืองที่กำลังสร้างความแตกแยกอย่างรุนแรงในประเทศไทยในขณะนี้”

จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญได้พิพากษาในวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมาให้ นายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังคงเดินหน้าการชุมนุมประท้วงและเรียกร้องให้รัฐบาลทั้งคณะ ลาออกและยังคงยึดพื้นที่ในทำเนียบรัฐบาลต่อไป ยิ่งมีการปล่อยให้การเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯและรัฐบาลยาวนานมากขึ้น เท่าไร การแตกแยกทางการเมืองก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นและยากที่จะแก้ไขและอาจจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการก่อการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง ด้วย วิกฤติทางการเมืองในกรุงเทพฯ ได้ก่อความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและดึงความสนใจของรัฐบาลไปจากปัญหาที่ ควรได้รับการแก้ไขเร่งด่วน เช่น การก่อความไม่สงบในภาคใต้ นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองยังส่งผลกระทบต่อบทบาทของไทยในฐานะ ประธานอาเซียนในปีนี้อีกด้วย

สิ่งที่สำคัญเร่งด่วนขณะนี้คือการดำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมและรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง มิใช่เพราะว่ารัฐบาลที่มา จากการเลือกตั้งนั้นสมบูรณ์และปราศจากข้อผิดพลาด หากแต่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยและเสถียรภาพ ของประเทศ ชนชั้นนำของไทย ควรจะหยุดส่งสัญญาณอันคลุมเครือและแสดงการสนับสนุนรัฐบาลในการรักษาไว้ซึ่งหลักแห่งกฎหมาย กลุ่มพันธมิตรฯ ควรเลิกยึดทำเนียบรัฐบาล ผู้นำทหารระดับสูงควรเข้าไปเจรจากับพันธมิตรฯ ตำรวจควรวางมาตรการเป็นขั้นเป็นตอนในการนำพันธมิตรออกจากทำเนียบฯ โดยไม่ใช้ความ รุนแรง

สำหรับมาตรการระยะกลาง รัฐธรรมนูญปี 2550 จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข เพราะรธน.ฉบับนี้ร่างขึ้นโดย สภาร่างรัฐธรรมนูญที่คัดเลือกโดยคณะรัฐประหารได้ให้อำนาจกับระบบราชการและศาลมากเกินไปในการระงับการดำเนินการของ รัฐบาล กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมเพื่อพิจารณาประเด็นสำคัญ กล่าวคือ การหาสมดุลระหว่างการสร้างกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพและการให้อำนาจกับรัฐบาลในระดับที่เหมาะสมที่จะไม่ทำให้ รัฐตกอยู่ในสภาพปฏิบัติหน้าที่แทบไม่ได้

นายจอห์น เวอร์โก้ ผู้อำนวยการโครงการเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ของอินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป กล่าว “เพื่อนบ้านของไทย โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนควรที่จะส่งสัญญาณ เตือนว่าพวกเขาไม่อาจยอมรับได้ หากเกิดการรัฐประหารขึ้นอีกครั้งหนึ่ง”

ชาตินี้ได้รู้ผลแน่คดีใบแดง‘วิฑูรย์’เลื่อนอีกตุลาจบ

กกต.เลื่อนสรุปผลสอบใบแดง “วิฑูรย์ นามบุตร” ออกไปอีกไม่มีกำหนด อ้างยังสอบพยานไม่ครบ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยระบุว่าไม่มีความจำเป็น ส่อจงใจยื้อช่วยพรรคการเมืองเก้าแก่ “สดศรี” เผยไม่เกินเดือนตุลาคมนี้รู้ผล ยันพิจารณาอย่างรอบคอบ ด้านอนุกรรมการฯ ที่ลาออกไป 2 คน อ้างเหตุผลจำเป็นส่วนตัว ส่วนคนที่มาแทน ที่แท้ลูกประธาน ส.ว.จากการสรรหา “ประสพสุข บุญเดช”

กรณีร้องเรียนทุจริตการเลือกตั้งของ นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ขณะถูกร้องเรียนมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย ส.ส.อุบลราชธานี อีก 2 คน ซึ่งกรณีดังกล่าวหากมีการแจกใบแดงก็อาจนำไปสู่การยุบพรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ นั้น

กรณีดังกล่าวได้ถูกดึงเรื่องมายาวนาน แตกต่างจากกรณีของพรรคการเมืองอื่นจนเห็นได้ชัดเจน จนเกิดเป็นข้อครหาว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จงใจช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ ตามที่มีการมองว่าเป็นพวกเดียวกัน และเชื่อมโยงย้อนไปถึงความสัมพันธ์กับการรัฐประหารอย่างไร หรือไม่

โดยที่การสอบสวนของคณะอนุกรรมการได้ถูกเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง และเพิ่งจะมีการเลื่อนจากช่วงต้นเดือน จนมีข่าวออกมาว่าจะมีการสรุปความเห็นส่งให้กับกกต.ชุดใหญ่ ในวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา แต่ก็ต้องเลื่อนออกไปอีก โดยอ้างว่าจะรอพยานบางรายที่ยังไม่มาให้การ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น กกต.หลายคนออกมาบอกตรงกันว่าไม่มีความจำเป็นต้องสอบเพิ่มเติมอีกแล้ว และไม่มีความจำเป็นต้องรอสอบเพิ่มเติมอีก

กรณีดังกล่าว นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนทุจริตเลือกตั้งของนายวิฑูรย์ นามบุตร ว่า กกต.ยังไม่สามารถพิจารณาลงมติได้ เนื่องจากนายสมบัติ รัตโน ผู้ร้อง ยังไม่มีการนำพยานมาสอบปากคำ ต่อคณะอนุกรรมการของกกต. ตามที่ยื่นเรื่องขอให้มีการสอบพยานเพิ่มเติมได้ ล่าสุดยังเหลือพยานที่ยังไม่ได้สอบอีก 4 ปาก แต่จนถึงขณะนี้พยานผู้ร้องมาให้ปากคำเพียง 3 ปากเท่านั้น

ซึ่งหากคณะอนุกรรมการจะตัดพยานออก ก็ควรจะทำหนังสือแจ้งมายัง กกต. ภายในสัปดาห์นี้ หรือจะขอยืดระยะการดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จเป็นเวลากี่วัน ก็ควรจะแจ้งให้ทราบด้วย เนื่องจากขณะนี้ทาง กกต. ทราบรายงานการสอบพยานเบื้องต้นจากคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน

ทั้งนี้หากไม่ประสงค์จะให้สอบพยานเพิ่มเติม กกต.คงจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม เพื่อจะพิจารณาตัดพยานออกไป และพิจารณาลงมติตามหลักฐานที่คณะอนุกรรมการสรุปมาก่อนหน้านี้ ซึ่งคาดว่าการพิจารณาจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ อย่างไรก็ตาม นางสดศรี ยืนยันว่า กกต.จะพิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วยความรอบคอบ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องเป็นประเด็นทางการเมืองด้วย

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการลาออกของ 2 อนุกรรมการคือ พล.ต.ต.ขรรค์ชัย อนันตสมบูรณ์ รองผบ.ตม. และนายจำนงค์ พนัสจุฑาบูลย์ ว่ามีการรายงานชี้แจ้งการขอลาออกเนื่องจากติดภารกิจส่วนตัว ไม่สามารถปลีกเวลามาทำหน้าที่ตรงจุดนี้ได้

ซึ่งขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการใหม่แล้ว โดยเป็นนายตำรวจท่านหนึ่ง และอีกท่านเป็นบุตรชายของนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา แต่ 2 อนุกรรมการใหม่จะไม่มีผลต่อการสอบสวนพิจารณาที่ผ่านมา แต่จะมีผลภายหลังจากการแต่งตั้ง

สตง.สอบกทม.ยุค‘อภิรักษ์’ตุกติกใช้งบ

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด! ถูกเปิดหลักฐานใหม่คดีรถ-เรือดับเพลิงไม่พอ ล่าสุดโครงการ กทม. ยุค “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” ยังถูก สตง. ตรวจสอบการใช้งบประมาณพัฒนาสำนักงานเขต ที่ส่อตั้งราคากลางสูงผิดปกติ แถมการปรับปรุงไม่เป็นไปตามเงื่อนไข แต่มีการเซ็นรับงานไปเป็นที่เรียบร้อย ขณะเดียวกันกรณี “โฆษณาแฝง” พ่นพิษ ลือสะพัดจ่อโดนใบเหลือง ขณะที่ประธาน กกต.กทม. แย้มมติเป็นเอกฉันท์ อีก 2-3 วันรู้ผลแน่

หลังจากมีการเปิดเอกสารใหม่ในการสอบสวนกรณีทุจริตรถ-เรือดับเพลิง ของกทม. มูลค่ากว่า 6 พันล้านบาท ที่ประชิดติดตัว นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. เข้าไปมากยิ่งขึ้น และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการสอบสวน และจะรู้ผลในระยะเวลาไม่เกิน 1-2 เดือนข้างหน้า นั้น

ในวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมาก็มีการเปิดประเด็นใหม่ที่เกี่ยวโยงไปถึงนายอภิรักษ์ อีกถึง 2 เรื่องด้วยกัน ทั้งความเดิมที่มีการร้องเรียนว่านายอภิรักษ์ จงใจเอาเปรียบคู่ต่อสู้ด้วยการโฆษณาแฝงผ่านป้ายประชาสัมพันธ์ของ กทม. และยังมีการติดป้ายหาเสียงที่มีข้าราชการ กทม. ร่วมอยู่ในภาพ ซึ่งส่อว่าจะเข้าข่ายเอาเปรียบคู่แข่งเข้าชิงตำแหน่ง โดยมีข่าวว่าอาจจะถึงกับได้ใบเหลือง

ขณะเดียวกันก็มีเรื่องการใช้งบประมาณพัฒนาสำนักงานเขต ก็ถูกสมาชิกสภา กทม. ออกมาแฉว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ได้มีหนังสือทักท้วงถึงความไม่ชอบมาพากลดังกล่าว เพราะพบว่ามีการใช้จ่ายงบอย่างผิดเงื่อนไข และยังมีการกำหนดราคากลางในการประกวดราคาไว้สูงเกินกว่าความเป็นจริง

โดยในกรณีแรกนั้นมีข่าวออกมาว่า นายอภิรักษ์ส่อโดนแจกใบเหลือง จากกรณีที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร้องเรียนต่อ กกต. และ กกต.กทม. ให้สอบสวนกรณีป้ายประชาสัมพันธ์ของกทม.ยังมีชื่อของนายอภิรักษ์ ติดอยู่ว่า เป็นการโฆษณาหาเสียงแฝง รวมถึงกรณีที่มีรูปข้าราชการ กทม. ปรากฏในป้ายหาเสียงของนายอภิรักษ์ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ล่าสุด มีรายงานว่ามีความเป็นไปได้ที่ กกต. อาจพิจารณาให้ใบเหลืองนายอภิรักษ์ ทำให้อาจต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่อีกรอบ และนายอภิรักษ์ จะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง 158 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว อาจทำให้มีคำสั่งโยกย้ายผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ กทม. ไปเป็นผู้ตรวจราชการ และหาก กกต. สอบสวนแล้วพบว่า ข้าราชการไม่เก็บป้ายประชาสัมพันธ์เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายอภิรักษ์ก็อาจ มีความผิดตามมาตรา 60 ต้องระวางโทษจำคุกระหว่าง1-10 ปี

อย่างไรก็ดี นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้งด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกระบวนการพิจารณากรณีนายอภิรักษ์ว่า การดำเนินการสอบสวนเบื้องต้นเป็นหน้าที่ของ กกต.กทม. ที่เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนมาจะต้องพิจารณาหาข้อมูลและข้อเท็จจริง หากเห็นว่าการกระทำดังกล่าวผิดจริง ทาง กกต.กทม. จะยื่นรายงานสรุปมายังกกต.กลาง เพื่อพิจารณาต่อไป และถ้า กกต.กลางพบว่ามีเหตุให้ต้องสอบสวนต่อ ก็จะตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนพิจารณาเช่นเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ หากสามารถสรุปผลตัดสินใบแดงใบเหลืองได้ก่อนมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ทางกกต. กลางก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ทันทีโดยไม่ต้องยื่นต่อศาล แต่ถ้าผ่านพ้นไป 30 วันหลังจากการเลือกตั้ง กกต.กลางจะต้องนำเรื่องเสนอต่อศาลเพื่อพิจารณาใบเหลืองใบแดงต่อไป

ด้าน นายพิงค์ รุ่งสมัย ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) เปิดเผยว่ากรณีดังกล่าวขณะนี้อยู่ในระหว่างคณะกรรมการสอบสวนของกกต.กทม. จำนวน 3 คน ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานอยู่ ซึ่งถึงตอนนี้ผ่านพ้นไปแล้วกว่า 10 วัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 29 กันยายน ได้มีการติดตามผลการปฏิบัติงานกับคณะกรรมการทั้งสาม ปรากฏมีการรายงานว่าอีกประมาณ 2-3 วัน จะพร้อมนำเสนอต่อที่ประชุม กกต.กทม. เพื่อตรวจสอบว่าได้ทำการสอบสวนครบถ้วนทุกประเด็นตามที่มีผู้ร้องเรียนมาหรือไม่

จากนั้นกกต.กทม.จะส่งสำนวนรายงานไปยัง กกต.กลาง ไม่ว่าคำวินิจฉัยกรณีนายอภิรักษ์จะมีข้อสรุปว่ากระทำความผิดหรือไม่ ทั้งนี้ ไม่สามารถชี้แจงขยายความได้ว่ารูปการของคดีมีทิศทางไปทางใด

ทั้งนี้ นายพิงค์ ระบุว่า ผลการพิจารณาจะออกมาเป็นเอกฉันท์แน่นอน แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าจะเป็นใบเหลือง ใบแดง หรือใบขาว

ส่วนกรณีของงบประมาณนั้น นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ส.ก.เขตห้วยขวาง พรรคพลังประชาชน ในฐานะกรรมการประสานและติดตามงบประมาณรายจ่ายประจำปี กทม. สภา กทม. กล่าวถึงความน่ากังวลสงสัยของโครงการปรับปรุงศูนย์บริการ Bangkok Service center ระยะที่ 2 จำนวน 7 เขต ว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน ที่ผ่านมา นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม. ได้ทำหนังสือถึงผู้บริหาร กทม. ให้ยกเลิกบันทึกสำนักงานปกครองฯ ด่วนที่สุดที่ กท. 0406/2425 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2551 เรื่องขออนุมัติคุณลักษณะเฉพาะครุภัณฑ์ ส่วนประกอบศูนย์บริการ กทม. และให้สำนักงานเขต 7 แห่ง ได้แก่ คลองเตย บึงกุ่ม บางซื่อ ประเวศ บางคอแหลม ห้วยขวาง และมีนบุรี ระงับการดำเนินการ

โดยสาเหตุที่ต้องระงับโครงการเนื่องจาก สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบการจ้างโครงการนี้ พบความผิดปกติ 2 เรื่องคือ คณะกรรมการกำหนดราคากลางประมาณราคาสูงกว่าราคาของสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ และการปรับปรุงไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการ และปริมาณงาน แต่คณะกรรมการตรวจการจ้างได้เซ็นตรวจรับงาน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อบัญญัติพัสดุ ทำให้ทางราชการได้รับความเสียหาย

โดยโครงการนี้ ริเริ่มสมัยที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯ กทม. เสนองบผ่านสภากทม. โดยขอความเห็นชอบในหลักการไม่ได้ลงรายละเอียดชัดเจน แถมโยกงบจากหน่วยงานอื่นมาสมทบ จนกลายเป็นงบ 1,300 ล้านบาท ปรับปรุง 50 สำนักงานเขต เฉลี่ยเขตละ 26 ล้านบาท เป็นการก่อสร้าง 20 ล้านบาท จัดซื้อคอมพิวเตอร์ 6 ล้านบาท

ขณะที่สมัย นายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่าฯ กทม. ใช้เงินปรับปรุงสำนักงานเขตเพียงเขตละ 2 ล้านบาทเท่านั้น ในการประชุมสภา กทม. ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ จะยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาสอบถามข้อเท็จจริงกับปลัด กทม. เพราะพบความผิดปกติ ของโครงการโดยเฉพาะการยื่นซองประมูล ที่บริษัทเอกชน ที่ชนะการประมูลเสนอราคาสูงกว่าราคากลางเพียง รายละ 10,000-14,000 บาท

ด้าน นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม. กล่าวยอมรับว่า ได้รับหนังสือแจ้งจาก สตง. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ตรวจสอบการดำเนินโครงการดังกล่าวที่เขตบางขุนเทียน จตุจักร และบางเขน ระบุว่าคิดราคากลางไม่ถูกต้องกับตรวจรับงานไม่ตรงตามแบบ ตนได้แต่งตั้งให้ นายวัฒนา ล้วนรัตน์ ผู้ตรวจ 10 เป็นประธานการสอบฯ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน คาดว่าจะสอบเสร็จราววันที่ 25 ตุลาคมนี้ จากนั้นจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ทางด้าน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ยังยืนยันที่จะแฉโครงการทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. โดยจะแถลงในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ส่วนเวลาและสถานที่จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากขณะนี้มีความพยายามจากฝ่ายตรงข้ามที่จะบล็อกและก่อกวนข้อมูลจากคนรอบข้าง เพื่อให้ได้รับข้อมูลในโครงการนี้ไม่ครบถ้วนหรือมีข้อมูลน้อย

นศ.ยี้ 24 อธิการฝักใฝ่พันธมิตร

* ซัด‘ประเวศ-ระพี-ปชป.’พวกเดียวกันหมด
“นักศึกษา” ดาหน้ายี้ข้อเสนอ 24 อธิการบดี จวกแนวคิดไร้สาระ ปกป้องม็อบพันธมิตร-ขานรับการเมืองใหม่ ระบุตัวละครที่เข้ามาเกี่ยวข้องทั้ง “หมอประเวศ-ศ.ระพี-ปชป.” ล้วนมีแนวคิดไปทางเดียวกัน เป็นพวกเอียงกระเท่เร่ ทั้งสนับสนุนรัฐประหาร มีจิตใจฝักใฝ่พันธมิตรฯ ไม่มีทางสร้างสมานฉันท์ในบ้านเมืองได้สำเร็จ ชี้ต้องยึดหลักการประชาธิปไตย ที่สำคัญทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่ากัน ถอนหงอก! อย่าคิดว่าเป็นนักวิชาการแล้วเสียงจะดังกว่าคนอื่น “ความจริงวันนี้” อัดซ้ำเด็กนักศึกษายังมีสมองคิดได้มากกว่า น่าให้ 24 อาจารย์สลับไปเรียนหนังสือใหม่

* ถูกเด็กย้อนอธิการบดีอย่าคิดว่าเสียงดังกว่า
หลังจากอธิการบดีมหาวิทยาลัยภาครัฐและเอกชนรวม 24 แห่ง ได้ออกมาเสนอทางออกวิกฤติการเมืองโดยตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการเมืองการปกครอง จากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเป็นกลางทางการเมืองโดยขอให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมชู นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสเป็นคนกลาง ปรากฏว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมายว่าแนวคิดดังกล่าวสอดรับกับความต้องการของกลุ่มพันธมิตรฯ ราวกับว่านั่งโต๊ะวางแผนมาด้วยกัน

โดยที่ล่าสุดเมื่อคืนของวันที่ 28 กันยายน บนเวทีพันธมิตรฯ ในทำเนียบรัฐบาล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย และ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ออกมารับลูกว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของ 24 อธิการบดี โดยพันธมิตรฯ ยังมีความเห็นตรงกับแนวทางอารยะประชาธิปไตย ที่เสนอโดย นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ที่เห็นว่าการปฏิรูปการเมืองใหม่ต้องเป็นแนวทางที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันพัฒนา และการรณรงค์ต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพันธมิตรฯ เห็นว่าแนวทางของ 24 อธิการบดี ที่ระบุว่าจะต้องมีการปฏิรูปการเมืองนั้นเป็นความหมายเดียวกับการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ

พล.ต.จำลอง อ้างด้วยว่า การเมืองในปัจจุบันนี้เป็นการเมืองเก่าที่ไม่มีอนาคต พร้อมขอเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการเมืองโดยเร็วที่สุด

ด้าน พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ก็ออกมาให้สัมภาษณ์รับลูกในทำนองว่าควรเร่งเจรจาในเรื่องของการเมืองใหม่และให้ได้ข้อยุติ เพราะเป็นแนวทางหนึ่ง ที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ

ซัดแนวคิดใหม่แต่สาระเก่า
อย่างไรก็ดี รายการความจริงวันนี้ ดำเนินรายการโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ออกอากาศคืนวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา ทางสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ได้วิจารณ์แนวคิดการเมืองใหม่ที่กลุ่มพันธมิตรฯยังคงทำการหารือเพื่อสร้างความเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้นายจตุพร ได้นำเอาหัวข้อการหารือแนวทางการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ระบุว่า 1. ห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับอำนาจบริหาร 2. นักการเมืองที่อยู่ในพื้นที่จะเข้าสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้ 3. ส.ส.อีก 50 เปอร์เซ็นต์ ที่จะเป็นตัวแทนในแต่ละสาขาอาชีพจะต้องไม่สังกัดพรรคการเมืองอย่างเด็ดขาด

4 . ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยสามารถยื่นถอดถอนนักการเมืองได้โดยตรง 5. ร่วมปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อัยการสูงสุด องค์กรอิสระไม่ให้มีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และให้กระบวนยุติธรรมมีการกำหนดกรอบเวลาสืบสวนสอบสวนคดีของนักการเมือง

นายวีระ ได้ทำการวิจารณ์แนวคิดดังกล่าวเป็นข้อๆ โดยระบุว่า ประการที่ห้ามมิให้ส.ส.ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับตำแหน่งบริหาร ตนบอกได้เลยว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 2511 ที่มีการประกาศใช้ จากนั้นก็มีการเลือกตั้งในปีพ.ศ. 2512 ซึ่งจอมพลถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคสหประชาไทย คราวนั้นได้สั่งส.ส.ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง คนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็คือ จอมพลถนอม จอมพลประภาส และปลัดกระทรวงต่างๆ ที่เป็นข้าราชการประจำโดยการนำคนที่เกษียณมาร่วมด้วยเพื่อแต่งตั้ง แต่ผลสุดท้ายแนวความคิดดังกล่าวก็ล้มเหลวในระยะเวลาเพียง 2 ปี เพราะสภากับรัฐบาลไม่มีความเกี่ยวข้องกันทำงานด้วยความยากลำบาก

ชี้ ส.ส.ไม่สังกัดพรรคแย่กว่าเดิม
นายวีระ กล่าวถึงข้อที่ 2.ที่ระบุว่านักการเมืองที่อยู่ในพื้นที่จะเข้าสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้นั้น ซึ่งที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ยอมให้มีกฎหมายมาตราแบบนี้เด็ดขาด เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ต่อสู้มาตลอดเวลากว่า 30 ปีว่า นักการเมืองต้องสังกัดพรรคการเมือง ฉะนั้นถ้ามีต้องได้ยินเสียงค้านมาจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยให้เหตุผลว่ามีการจัดตั้งรัฐบาลที่ยากลำบาก เว้นแต่ว่า ก็ได้เปลี่ยนเป็นพันธมิตรฯ ซึ่งหากมีการเมืองระบบดังกล่าวจริงสุดท้ายก็จะเป็นระบบสภาที่ไม่มีพรรคการเมือง ส.ส.อิสระก็ต้องเป็นอย่างในอดีตคือรับสินบนกันอย่างถ้วนหน้า

นอกจากนี้ ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ร ะบุว่า ส.ส.ที่เป็นตัวแทนจากสาขาอาชีพ ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง นั่นก็หมายถึงกลุ่มของตนเอง ที่ไม่ต้องการสังกัดหรือตั้งพรรคใดอยู่ตั้งแต่ต้น และข้ออ้างที่ว่าจะไม่ให้องค์กรอิสระถูกแทรกแซงจากการเมือง ตนเสนอว่าอันดับแรก ต้องมีการพิจารณาตรวจสอบบุคคลในองค์กรอิสระทุกคนว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งถ้าใครไม่ตรงตามคุณสมบัติก็ต้องพิจารณาให้ออกจากตำแหน่งไป

“แบบนี้จะเป็นระบบรัฐสภาที่ไม่มีพรรคการเมือง ผมจะบอกในฐานะที่เคยมีประสบการณ์ให้ฟังว่าถ้าส.ส.ไม่สังกัดพรรคการเมือง สมมติว่ามี ส.ส. 300 คน เท่ากับมีพรรคการเมือง 300 พรรค สุดท้าย ส.ส.อิสระในอดีตเป็นยังไร จ่ายเงินกันในห้องน้ำสภาเนี่ยแหละ ให้ซองขาวกันเพราะว่าไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง มันผ่านมาแล้วทั้งนั้น” นายวีระกล่าว

ด้าน นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ล่าสุดที่ตนทราบแนวคิดการเมืองใหม่คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประกาศว่าแนวคิดการเมืองใหม่ที่กลุ่มพันธมิตรฯกำลังเสนออยู่ตอนนี้จะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคพระศรีอาริย์ รวมทั้งมีการอ้างอารยะประชาธิปไตยของ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ซึ่งดูแล้วจะเลยเถิดไปกันใหญ่ ซึ่งข้อเสนอที่กล่าวมาล้วนไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในทางปฏิบัติ โดยจากการประเมิน การเมืองใหม่ที่กำลังผลักดันนี้คือการปฏิเสธระบบพรรคการเมืองอย่างสิ้นเชิง

ชม สนนท.เลือกนายกฯตรง
อย่างไรก็ดี นายจตุพร ยังได้นำแถลงการณ์แนวทางการปฏิรูปการเมืองของสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และกลุ่มประกายไฟ ที่ได้มีการนำเสนอต่อสื่อมวลชนเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 กันยายน พร้อมกับกล่าวคำชื่นชมแนวความคิดดังกล่าว ผ่านทางรายการว่า ตนเห็นด้วยกับแนวความคิดที่เสนอว่า ให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงจากประชาชน ซึ่งจะคล้ายคลึงกับการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล โดยที่ผ่านมาการเมืองระดับชาติยังไม่เป็นในรูปแบบนี้

เช่นเดียวกับนายวีระ ที่ระบุสอดคล้องกันว่า ตนเห็นด้วยทุกประการและเล็งเห็นว่านี่คือการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอในการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ระบุว่า ควรยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค โดยเน้นการรวมศูนย์จากส่วนกลาง ซึ่งจะส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนปกครองตนเอง ผ่านการปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ อยากเรียกร้องให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ใส่ใจกับการพัฒนาการปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ให้มากขึ้น และมั่นใจว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี จะสามารถพัฒนาตรงนี้ได้ด้วยเช่นกัน เพราะนโยบายเก่าๆ ที่ท่านเคยทำไว้ น่าจะส่งผลต่อยอด รวมทั้งตนมองว่า พล.อ.ชวลิต เป็นเจ้าแห่งการปกครองส่วนท้องถิ่น

ฉะ! อธิการกลับไปเป็นนศ.ใหม่
นายวีระ กล่าวว่า ตนสนับสนุนแนวคิดของ 3 เครือข่ายเพราะมีความคิดความอ่านที่พัฒนามากยิ่งกว่าอธิการบดี 24 สถาบันที่ร่วมกันลงนามสนับสนุนการเมืองใหม่ที่ยังคงไม่เห็นความเป็นรูปธรรมของกลุ่มพันธมิตรฯเสียด้วยซ้ำ ซึ่งน่าจะให้สนนท. เป็นอาจารย์สอนอธิการบดีทั้ง 24 สถาบันมากกว่า ส่วนจะมีการรวมกลุ่มเพื่อสนับสนุนการปฏิรูปการเมืองฉบับนี้หรือไม่คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่ทำการเสนอมากกว่า ซึ่งตนขอเป็นผู้ให้กำลังใจน่าจะดีที่สุด เพราะไม่อยากให้กลายเป็นประเด็น

“สนนท.สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และกลุ่มประกายไฟ มีความคิดเหนือกว่าอธิการบดี มหาวิทยาลัย 24 สถาบัน ยังเทียบกันไม่ติด ต้องเอาพวกนั้นมาเป็นนักศึกษาแล้วเอาพวกนี้มาสอน ผมเชียร์สุดขาดใจและจะไปอยู่กลุ่มนี้ เพราะนี่คือการปฏิรูปการเมือง รายนี้ต้องรับไว้พิจารณาเลย การกระจายอำนาจส่วนท้องถิ่น ทุกวันนี้พูดก็พูดเถอะ ไม่จริงใจกันหลอก ขยักกันไว้เรื่อย ถ้ามีโอกาสพูดกับคุณสมชาย จะบอกว่า ให้ท่านให้ความใส่ใจในการปกครองส่วนท้องถิ่น และบังเอิญเจ้าแห่งการปกครองส่วนท้องถิ่น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ตอนนี้มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ผมจะเรียนว่า นโยบายที่ท่านเคยทำไว้ ครึ่งๆกลางๆ ดำเนินการไม่เต็มที่”

สงสัยอธิการป้องพันธมิตร
ด้าน นพ.เหวง โตจิราการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวโดยตั้งข้อสังเกตุว่า 1.อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องการที่จะออกมาปกป้องกลุ่มพันธมิตรฯ หรือไม่ เพราะว่าตอนนี้กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังประสบปัญหาอยู่เนื่องจากกำลังถูกหมายจับในข้อหากบฏ แกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องเข้ามอบตัว และการชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลก็เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ไม่มีรัฐธรรมนูญใดให้การยอมรับ จะปล่อยให้คนที่ทำผิดกฎหมายมาเบี่ยงเบนเพื่อต้องการปกป้องรักษากลุ่มพันธมิตรฯ หรือเปล่า

2.อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เองก็ไปให้การสนับสนุนในช่วงของการเกิดรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549ที่ผ่านมา รวมถึงยังสนับสนุนให้มีการเกิด มาตรา 7 ในการขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีด้วย ในเมื่อตัวท่านเองมีจิตวิญญาณในความเป็นพวกรัฐประหารนิยม อำนาจนิยม อำมาตยาธิปไตยนิยม เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะมีจิตวิญญาณในความเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร

ซัดหมอประเวศสุดอำมหิต
ส่วนเรื่องที่มีกระแสของการสนับสนุนให้ นพ.ประเวศ วะสี เป็นคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูประบบการเมืองการปกครองนั้น นพ.เหวงกล่าวว่า การเสนอชื่อ นพ.ประเวศ ตนเกิดความสงสัยว่า ตั้งแต่สมัยที่เกิดคาร์บอมบ์นั้น ท่านได้เขียนบทความและตนก็ได้อ่านบทความชิ้นนั้น ท่านบอกว่าถ้าจะฆ่าก็ให้ฆ่าทักษิณแค่คนเดียว เหมือนเป็นการส่งเสริมให้คนออกมาฆ่ากัน

“ในช่วงรัฐประหารที่ผ่านมา ตัวท่านเองก็ไม่ได้ออกมาต่อต้าน หรือออกมามีความเคลื่อนไหวในเรื่องดังกล่าวเลย ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ท่านคิดว่าการออกมาทำรัฐประหารจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หรือการที่ท่านไม่ออกมาเคลื่อนไหวเป็นเพราะว่าไม่กล้าต่อต้าน เป็นการแสดงออกว่านพ.ประเวศ ไม่มีจิตใจที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

นพ.เหวง กล่าวว่า เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วมองว่าตัวท่านคงจะไม่มีความเหมาะสม เพราะอาจจะทำให้มีความเป็นเผด็จการมากยิ่งขึ้น และไม่ว่าจะเป็นระบอบไหน ก็ย่อมมีคนดีของแต่ละในระบบ แต่คำว่า คุณธรรม ความดี ที่เรามองนั้นต้องดูว่าอยู่บนพื้นฐานของระบอบแบบไหน

จี้พันธมิตรฯ รับโทษก่อนเรียกร้อง
อย่างไรก็ตาม กรรมการ คปพร. ตั้งข้อสังเกตว่าในส่วนของการนำเสนอความเห็นของอธิการบดีมหาวิทยาลัยทั้ง 24 แห่งนั้น ไม่ทราบว่ามีการแสดงความเห็นแบบใด เป็นการแฟกซ์ขอความเห็น ซึ่งตนสงสัยว่าที่ออกมาพูดนั้นจะเป็นมติองค์รวมของอธิการบดีฯ จริงหรือไม่

“ข้อเสนอนี้เป็นเหมือนการออกมาปกปิดความผิดและเปิดช่องทางให้กลุ่มพันธมิตร นำระบอบทาสมาครอบงำประเทศไทยหรือเปล่า ผมอยากเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ ถอนตัวออกมาจากการยึดทำเนียบฯ และให้แกนนำเข้ามอบตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน ที่จะมาคิดปฏิรูปการเมือง เราต้องรักษาและนำพาให้บ้านเมืองไปสู่ความถูกต้อง เพราะว่าบ้านเมืองมีขื่อมีแป”

นอกจากนี้ นพ.เหวงกล่าวต่อไปว่า การปฏิรูปการเมืองเป็นเรื่องที่ดี แต่จะต้องมีความเป็นลักษณะของประชาธิปไตยยิ่งในมาตรา 309 ควรเร่งให้มีการแก้ไข และการที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะเสนอแนวทางเลือกเพื่อเป็นทางออกของปัญหานั้นควรที่จะนำตัวเองเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย เพื่อต่อสู้กันทางกฎหมาย มีการสลายม็อบแล้วค่อยมาพูดคุยกัน

สนนท.ถอนหงอก 24 อธิการบดี
ด้านนายพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา คณะกรรมการกลางสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่อธิการบดีของมหาวิทยาลัยทั้ง 24 แห่งออกมาเคลื่อนไหวนั้นทั้งอธิการบดีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยรังสิต ต่างก็เป็นคนที่เคยออกมาเคลื่อนไหวกับกลุ่มพันธมิตรฯ และเคยออกมาเรียกร้องให้ใช้มาตรา 7 ในช่วงของการเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

“การออกมานำเสนอคณะปฏิรูปฯ ของทางอธิการบดี เป็นเหมือนการเสนอแนวทางเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ได้มีการแถลงก่อนหน้านี้ เพราะว่าตัวอธิการบดีบางท่านก็เคยขึ้นเวทีของกลุ่มพันธมิตรฯ และบางท่านก็เคยเป็นอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์”

ส่วนประเด็นเรื่องการนำเสนอชื่อ นพ.ประเวศ วะสี เป็นหนึ่งในคณะกรรมการชุดดังกล่าวนั้น ตนไม่เห็นด้วย เพราะเท่าทราบที่ นพ.ประเวศได้มีการออกมาเคลื่อนไหวทั้งการสนับสนุนการเกิดรัฐประหาร และการขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 เป็นสิ่งที่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นแนวทางของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยมากกว่า ที่ว่าประชาชนจะไม่สามารถเลือกผู้แทนของตัวเองได้

ทั้งนี้ พวกตนอยากเห็นแนวทางการดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย สภาผู้แทนฯ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ การออกมาเสนอแนวทางเรื่องการปฏิรูปจะต้องเป็นเรื่องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

“การเสนอแนวทางการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เพราะไม่รู้ว่าการนำเสนอแนวคิดนั้นอยู่บนพื้นฐานอะไร ในฐานะของประชาชน หรือในแนวทางของกลุ่มการเมืองหนึ่ง”

ยี้ข้อเสนอแฝงประโยชน์ส่วนตัว
ด้าน น.ส.สุลักษณ์ หลำอุบล นักศึกษาปี 3 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การนำเสนอคณะกรรมการปฏิรูประบอบการเมืองการปกครองของอธิการบดีมหาวิทยาลัย ทั้ง 24 แห่ง ต้องรอดูว่าแนวทางดังกล่าวจะเสนอรูปแบบในเรื่องใดบ้าง หรือว่าจะมีทิศทางออกมาอย่างไรกับเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ โดยส่วนตัวแล้วมองว่าตัวท่านอธิการบดีบางท่านไม่มีความเป็นกลาง เพราะว่าบางท่านก็เคยเข้าไปร่วมในกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นกลาง 100% ส่วนประเด็นเรื่องการเสนอ นพ.ประเวศ วะสี นั้น ตนมองว่า ท่านเคยเป็นคนที่เสนอ มาตรา 7 ในช่วงของการเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แค่นี้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว

“การที่จะเสนอบุคคลเข้ารับตำแหน่งโดยอ้างเรื่องคุณธรรม ความดี แต่ความเป็นจริงไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประชาชน อย่างแท้จริงการที่ประชาชนเสียงไม่ดังพอ ไม่ได้หมายความจะไม่มีสิทธิ มีเสียง เพราะว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน การที่อธิการบดี จะเอาตำแหน่งของนักวิชาการ ปัญญาชนชั้นสูงมาพูดหรือเสนอเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ถ้าจะคิดว่าตัวเองจะเสียงดังพอ”

ทั้งแนวทางการเสนอทางเลือก และ นพ.ประเวศ และประชาชนทุกคนต่างมีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกัน การเกิดการปฏิรูปต้องฟังเสียงจากประชาชน เพราะว่าท้ายที่สุดแล้วแนวทางที่เสนอขึ้นมาก็อาจจะเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

ชี้ต้องรู้จักฟังเสียงส่วนใหญ่
ขณะที่ ตัวแทนกลุ่มเยาวธาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวช่วงการเกิดรัฐประหาร จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า การเสนอแนวทางดังกล่าว ไม่ใช่วิถีทางรัฐสภา การดำเนินการเสนอแนวทางต่างๆ ต้องเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย การเสนอแนวคิดที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามกระบวนการดังกล่าว

“ผมมองว่าถ้าออกมาในลักษณะนี้ ดูจากกระแสการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาในช่วง 19 กันยายน 2549 ทั้งกลุ่มพันธมิตร ฯ กับการเสนอรัฐบาลแห่งชาติของ นพ.ประเวศ วะสี เป็นเรื่องที่มีความสอดคล้องกัน”

อย่างไรก็ตาม การที่จะมีแนวคิดในการเสนอคณะกรรมการดังกล่าวก็จะต้องฟังเสียงส่วนใหญ่จากประชาชน แต่โดยส่วนตัวมองว่าไม่เหมาะสมเพราะว่ากระบวนการดังกล่าวจะต้องมาจากการเลือกตั้ง

เผยการเมืองไม่ได้สุญญากาศ
ทางด้านนายคณิต กำลังทวี เลขาธิการสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ภาคอีสาน กล่าวว่า การนำเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมเนื่องจากตอนนี้การเมืองไม่ได้อยู่ในภาวะสุญญากาศที่จะต้องที่จะมีคณะกรรมการที่มาจากการแต่งตั้ง ยังมีคณะรัฐบาลที่บริหารประเทศ

ส่วนแนวคิดของการนำเสนอ นพ.ประเวศ วะสีมาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนั้น แนวคิดที่บอกว่าใครมีความดี ความชอบธรรมที่มาจากการแต่งตั้งนั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องของนามธรรม และไม่มีความชอบธรรมด้วย นอกจากนี้ทางกลุ่มยังคงเดินหน้าในเรื่องของการประชาสัมพันธ์เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนภาคการศึกษามหาวิทยาลัยทั้ง 8 แห่งในภาคอีสานด้วย



ปัญหาพรรคการเมืองไทย

กรุงเทพฯ 29 ก.ย.- กระแสการเมืองใหม่ที่กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังโยนหินถามสังคม ทั้งระบบเลือกตั้ง, จำนวน ส.ส. ส.ว. รวมถึงคำถามที่ตามมาว่าการเมืองไทยจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองหรือไม่ โจทย์เหล่านี้เป็นเพียงแค่การแสดงความเห็นและยังไม่เป็นรูปธรรม

แต่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือระบบการเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบฯ ที่เกี่ยวข้องหลายๆ ประเด็น มีการนำต้นแบบมาจากประเทศเยอรมนี ด้วยเหตุนี้ กกต.จึงได้เชิญผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับพรรคการเมืองของเยอรมนี มาให้ความรู้ว่าพรรคการเมืองที่ดีควรเป็นรูปแบบใด ติดตามจากรายงาน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


สู้ยิบตา

สู้ยิบตา

27 กันยายน 2551

นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทยเป็นประชาธิปไตยเทียม ประชาชนจะแสดงออกได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและความเห็นชอบของคนเพียงคนเดียว ประชาธิปไตยของไทยได้ถูกครอบงำโดยอีกระบอบหนึ่งโดยสมบูรณ์เมื่อนายปรีดี พนมยงค์ ได้ลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ คนไทยได้ถูกสะกดให้ยอมรับการครอบงำนี้ด้วยสงครามข้อมูลข่าวสารหรือการโฆษณาชวนเชื่อที่จงใจยัดเยียดให้คนไทยเสพทางโทรทัศน์และวิทยุทั้งก่อนและหลังข่าว 2 ทุ่มมาตั้งแต่เกิดเริ่มจำความได้จนบางคนสิ้นอายุขัย จากคำว่า “ไม่” เริ่มกลายเป็น “ไม่แน่ใจ” แล้วก็กลายเป็น “ใช่และเทิดทูน” ไปในที่สุด มีน้อยคนที่จะรู้เท่าทันเล่ห์กลนี้ เช่นเดียวกับสาวกพันธมิตรฯ ที่มีต้นกำเนิดมาจาก ASTV จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนไทยผู้รักประชาธิปไตยจะปลดแอกตนเองออกจากระบอบครอบงำนี้ได้ ถ้าไม่สู้ยิบตาเยี่ยงชาวบ้านบางระจันบรรพบุรุษผู้ให้กำเนิดตำนานการต่อสู้ของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนของแท้เป็นครั้งแรกและยังคงเป็นเพียงครั้งเดียวของไทย

นาทีทองประชาธิปไตยของไทยเคยมีอยู่จริงเพียงช่วงสั้นๆ คือ เริ่มต้นตั้งแต่วันที่คณะราษฎร์สามารถยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ.2475 ได้สำเร็จและสิ้นสุดลงเมื่อวันที่นายปรีดีฯ ได้เดินทางออกนอกประเทศเพื่อลี้ภัยทางการเมือง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาประชาธิปไตยของไทยกลายเป็นเพียงภาพลวงตาที่สามารถหลอกได้เพียงคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ในสายตาของชาวต่างชาติ ประเทศไทยยังคงถูกปกครองด้วยระบอบเดิมเพียงแต่เปลี่ยนแปลงรูปแบบและวิธีการ การเรียกร้องประชาธิปไตยทุกครั้งที่ผ่านมา เป็นเพียงแผนการหนุนหลังของคนบางคนที่ต้องการทำให้ฝ่ายทหารอ่อนกำลังลงเพื่อปกป้องอำนาจการครอบงำการปกครองของตัวเองให้ยังคงอยู่เท่านั้น

อดีตสอนให้ผู้กำอำนาจครอบงำประเทศรู้และเข้าใจว่า การรักษาไว้ซึ่งอำนาจของตัวเองให้คงอยู่ต้องมีปืนของทหารเป็นพวก การมุ่งสร้างฐานอำนาจด้วยระบบอุปถัมภ์ข้าเก่าเต่าเลี้ยงในกองทัพจึงถูกดำเนินเรื่อยมาอย่างช้าๆ ตั้งแต่รัฐบาลปรีดีฯ สิ้นสุดลงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลายาวนานกว่า 70 ปี ใครนามสกุลไม่คุ้นหูหรือไม่มีเส้นสายอย่าได้หวังว่าจะได้เจริญรุ่งเรื่องในหน้าที่การงาน ซึ่งมันได้ผลรัฐบาลใดๆ ก็ไม่สามารถสั่งทหารซึ่งเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งของรัฐบาลประชาธิปไตยให้ทำการใดๆได้ แม้ว่าคำสั่งนั้นจะเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายทุกประการก็ตาม กองทัพไทยจึงเป็นเครื่องมือของผู้กำอำนาจครอบงำระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เครื่องมือของรัฐบาลไทย

ความเจริญของประเทศ ความฉลาด และความรู้คุณค่าสิทธิเสรีภาพของตัวเองคือก้างขวางคอชิ้นใหญ่การดำรงอยู่ของระบอบครอบงำ รัฐบาลใดมีแนวโน้มจะทำให้ประเทศไทยเจริญแบบก้าวกระโดดจึงถูกโค่นอำนาจลงด้วยการปฏิวัติเสียทุกครั้ง ครั้งล่าสุดคือรัฐบาลทักษิณฯ ของคนจน ทักษิณฯ คือนายกรัฐมนตรีคนที่สองที่กล้าประกาศกร้าวว่าคนจนในประเทศไทยจะหมดไป แต่ก็เป็นได้เพียงฝันครั้งที่สองของคนจน

สงครามนี้ต้องสู้ยิบตาอย่างชาวบางระจัน ตียันไว้ให้ได้เพื่อยืดเวลาให้ข้าศึกผู้เฒ่าอ่อนล้าสิ้นหวังจนยอมแพ้หรือตายไปเองเพราะสิ้นอายุขัย ชาวบางระจันยันไว้ได้ไม่นานนักเพราะกำลังมีน้อย แต่พวกเราชาวประชาธิปไตยซึ่งมีอยู่กว่าค่อนประเทศทำไมจะไม่ชนะ แต่ชนะไม่ง่ายเพราะฝ่ายตรงข้ามมีทหารค้ำอยู่ สงครามจึงยืดเยื้อจนทำให้หลายๆคนเกิดการท้อแท้เพราะไม่รู้ความเป็นไปของสงคราม เมื่อท้อแท้ก็จะท้อถอยและยอมแพ้ไปในที่สุด แม้รัฐบาลของประชาชนจะถูกถอดถอนจนหมดก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่ทำให้เกิดการได้เปรียบหรือเสียเปรียบในการต่อสู้ครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย กำลังใจและรู้เท่าทันสถานการณ์ต่างหากที่เป็นตัวชี้วัดผลแพ้ชนะของสงครามนี้ โปรดระลึกไว้เสมอว่า ถ้าท่านยอมแพ้แล้วใครจะสู้ ลูกหลานจะพ้นคำว่า “ไพร่” เพราะท่านไม่ใช่เพราะลูกหลานของเขา เรามาช่วยกันนับสองต่อจากบรรพบุรุษชาวบ้านบางระจันกันเถิด

จาก thaifreenews

ขอเสนอของ 24 อธิการบดี คือ การทำรัฐประหารยึดอำนาจคนรากหญ้า


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ผมเห็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย 24 แห่ง ออกมาเข้าชื่อกัน เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมา เพื่อรื้อระบบการเมืองแล้ว ผมรู้สึกสิ้นหวัง "คนที่ได้ชื่อว่านักวิชาการ เมืองไทยจริง ๆ ครับ เพราะข้อเสนออย่างนี้ ก็คือ ก็คือ การเอาอำนาจของประชาชน ไปมอบใส่มือให้ คณะกรรมการอิสระ นั่นเอง มันไม่ต่างจากการทำรัฐประหารแต่อย่างใด เพราะกรรมการพวกนี้ ก็คงจะร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ และรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นนี้ คงไม่พ้นที่จะ ลดทอนอำนาจของประชาชน ลงไป แล้วมีการตั้งองค์กรพิเศษ หรือ มีการ ตั้งผู้แทน เข้าไปในสภา โดยผู้แทนกลุ่มนี้คงไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแต่อย่างใด อธิการบดีพวกนี้คือ แนวรบอีกปีกหนึ่งของพวกอำมาตยาธิบไตย ซึ่งใช้ พธม. เป็นแนวรบเพื่อหาเหตุในการทำรัฐประหารมาครั้งหนึ่งแล้ว ตอนนี้ใช้ข้อ้างเพื่อยุติความวุ่นวายทางการเมือง (ที่ตนเองอยู่เบื้องหลัง) เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่



กรรมการอิสระที่ตั้งขึ้นมา ก็คงไม่แคล้วที่จะเลือกขึ้นมาจาก กลุ่มนักวิชาการ ซึ่งคนพวกนี้ก็เป็น ตัวแทนของพวกศักดินาอำมาตยาธิปไตยอยู่แล้ว แทบจะขานชื่อได้เลยว่าเป็นใครบ้าง คงไม่พ้น จากนักร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 18 ฉบับที่ผ่านมา เช่น บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประเวศ วะสี สุเมธ ตันติเวชกุล หรือมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นต้น ซึ่งตอนนี้ก็มีการขานรับกันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย เหมือนได้เตี้ยมกันมาแล้ว

เราแทบจะเห็น และเดาล่วงหน้าได้เลยว่า ข้อเสนอของกรรมการอิสระนี้ จะมีอะไรบ้าง

ผมไม่เชื่อว่า นักวิชาการในประเทศไทย หรือกรรมการอิสระทั้งหลายที่ตั้งขึ้นนี้ จะค้นพบ "ทฤษฎีการเมืองใหม่" ที่ทันสมัยที่สุดในโลก ไม่มีเคยมีนักวิชาการใด หรือ ปราชญ์ ปรัชญาเมธี คนใดในโลกนี้เคยค้นพบมาก่อน การเมืองใหม่ที่ว่านี้จะนำพาประเทศไทยให้่เจริญก้าวหน้าทันสมัยที่สุดในโลกไปได้ มันคงไม่พ้นระบอบการเมืองที่จะคงอำนาจของพวก ศักดินาอำมาตยาธิปไตยเอาไว้อย่างแน่นอน

โลกนี้ไม่มีประชาธิปไตยในรูปแบบใหม่ หรือระบบการเมืองที่เป็นการเมือง แบบยูโทเบีย อย่างแน่นอน ไม่มีสังคมในฝันที่พวกบ้าตำรวทั้งหลาย ร่ำร้องเรียกหาอย่างแน่นอน การเรียกร้องหาผู้ปกครองที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมในอุดมคตินั้นมันเป็นไปไม่ได้ เพราะอย่าลืมว่า ผู้ปกครองในอุดมคติที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมนั้น ควรจะเป็นผู้ปกครองที่ไม่มีทรัพย์สินและครอบครัวที่จะเป็นสาเหตุของความโลภ โกรธ หลงได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นต้นเหตุของการสูญเสีย ธรรมะ ของผู้ปกครองไปในที่สุด




ผมเห็นแต่ผู้ปกครองทั้งหลายในโลก ที่โฆษณาว่าเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม แต่กลับมีทรัพย์สมบัติที่มากมายมหาศาลเป็นมหาเศรษฐีมีเงินหลาย Billions ด้วยกันทั้งสิ้น แต่กลับกล่าวหา ด่าว่าคนอื่นไร้คุณธรรม ในขณะที่ตนเองก็มีพฤติกรรมที่ยิ่งกว่าเสียอีก



ในโลกนี้ไม่มีประชาธิปไตยในรูปแบบใหม่ มากกว่าที่เป็นกันอยู่ในโลกเวลานี้ ไม่มีระบอบใดที่ปฎิเสธ "อำนาจของประชาชน" แล้วเรียกว่าประชาธิปไตยไปได้ ไม่มีระบอบที่ลดทอนอำนาจของประชาชน แล้วได้รับการยกย่องว่าเป็นระบอบการเมืองที่ดีในอุดมคติไปได้

ดังนั้น ข้อเสนอการรื้อระบบการเมืองของนักวิชาการพวกนี้ จึงไม่มีอะไรพิสดารไปกว่า "การปฎิเสธิอำนาจประชาชน" แล้ว "สรรหาวิธีคิดที่จะมีผู้แทน" จากกลุ่มชนชั้นสูง กลุ่มผู้ปกครองขึ้นมา" ไม่ว่าจะชื่ออะไรก็ตาม ขึ้นมาเป็น "ผู้แทน" โดยไม่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน" แต่ให้อำนาจผู้แทนเหล่านี้ ทัดเทียมกับผู้แทนของประชาชน เหมือนกับที่เราเห็น สว.สรรหา ที่เป็นกาฝากของระบอบประชาธิปไตยในขณะนี้นั่นเอง

ผมคิดว่าตอนนี้ คนชั้นสูง" หรือ พวกผู้มีอำนาจบารมีนอกระบบ ทั้งหลาย กำลังอับจนสิ้นหนทางที่จะหาทางคงอิทธิพลทางการเมืองของตนไว้แล้ว เพราะในขณะนี้พวกเขาไม่สามารถทำรัฐประหารได้อีกแล้ว เพราะจะถูกประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่อต้านอย่างแน่นอน พวกนี้ใช้ตุลาการภิวัฒน์ ทำลายล้างพรรคการเมือง รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งของประชาชน แต่ ตุลาการภิวัฒน์ ก็ไม่สามารถทำให้พวกเขาเอาชนะทางการเมืองได้



ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาทำได้มีอย่างเดียวคือ "เสนอการร่างรัฐธรรมนูญ จากคนที่ไม่ได้มาจากประชาชน หรือพรรคการเมือง แต่มาจาก นักวิชาการสายตรง ของพวกอำมาตยาธิปไตย แล้ว "นักร่างรัฐธรรมนูญทั้งหลาย" ก็คงไม่พ้นหน้าเดิม ที่เคยร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง 18 ฉบับ มาก่อน พวกนี้ก็จะหาหนทางในการดัดแปลงเอาระบบ 70/30 มาใช้ ด้วยชื่อพิสดารอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างแน่นอน

ซึ่งมีวิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาจะสามารถ "คงอำนาจคนชั้นสูง" เอาไว้ได้

ไม่อย่างนั้น "ระบอบประชาธิปไำตยแบบมวลชน" จะทำลายคนพวกนี้ออกไปจากอำนาจทางการเมืองทั้งหมดอย่างแน่นอน เมื่อพวกเขาไม่มีฐานจากประชาชน ระบอบการเลือกตั้ง จึงไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะให้ความเชื่อมั่นในการคงอิทธิพลทางการเมืองเอาไว้ได้

ตอนนี้ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องคิดระบบการเมืองใหม่ให้วุ่นวาย กลุ่มพันธมิตร เป็นเพียง ม็อบจัดตั้ง จากระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่ดันให้พวกนี้ก่อความวุ่นวายขึ้นมา เพื่อที่จะได้ใช้เป็นข้ออ้างในการ สร้างระบอบการเมืองใหม่ ที่ ลดทอนอำนาจของประชาชน เหมือนกับที่เขาใช้เป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารเมื่อปี
2549

ตอนนี้พวกนี้ใช้สื่อ ที่เป็นกระบอกเสียงของระบอบอำมาตยาธิปไตย ส่งเสียงขานรับ และประโคมระบอบการเมืองใหม่ และให้นักวิชาการในอาณัติ ประสานเสียง เพื่อที่จะได้สิ่งที่พวกเขาต้องการ



ระบอบประชาธิปไตย ไม่จำเป็จต้องคิดใหม่ เพราะมันมีตัวอย่างชัดเจนจากทั่วโลกอยู่แล้ว มีรูปแบบที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือ มีตัวอย่าง มีข้อพิสูจน์มากมายแล้ว

ตอนนี้ พวก "ศักดินาอำมาตยาธิปไำตย" กำลังดิ้นเต็มที่ ตา่มอายุไข ที่กำลังจะหมดไป

จาก thaifreenews

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker