บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ยิ่งลักษณ์ โชว์วิสัยทัศน์รถไฟฟ้าความเร็วสูงกรุงเทพฯ โครราช 30 5 54

ที่มา Pheuthai

ลูกหลานตระกูลดังแห่ลงเลือกตั้ง 54

ที่มา Voice TV









ศึกเลือกตั้งปี 54 นี้เรียกว่าร้อนแรงและน่าจับตามองจริงๆ เพราะมีคนดังจากหลากหลายวงการ ตบเท้าเข้าสู่เส้นทางการเมืองกันอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะกลุ่มลูกหลานคนดัง หรือแวดวงไฮโซ ส่วนจะมีใครบ้างที่น่าจับตามอง และมาแรงในสนามเลือกตั้ง

เรียกว่าเหลือเพียงเดือนกว่าๆเท่านั้นก็จะถึงวันเลือกตั้งกันแล้ว ทำให้ช่วงนี้เหล่าผู้สมัครส.ส.แต่ละพรรคการเมือง ต่างลงพื้นหาเสียงหวังโกยคะแนนนิยมกันอย่างคึกคัก และเต็มไปด้วยสีสันจริงๆ โดยเฉพาะเหล่าผู้สมัครหน้าใหม่ ที่เป็นคนดัง หรือลูกหลานคนมีชื่อเสียงในแวดวงสังคมชั้นสูงหรือที่เรียกกันว่าไฮโซ ระดับ แถวหน้าของเมืองไทย ลงมาลุ้นเก้าอี้ในสนามเลือกตั้งกันอย่างคึกคัก

เริ่มจากพรรคเพื่อไทย ที่ส่ง นางสาวอนุตตมา อมรวิวัฒน์ หรือ อ.จิ๊บสาวเก่ง มากความสามารถ ดีกรีนักเรียนนอก ที่มีตำแหน่งอาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การันตี อีกทั้งยังเป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของ พลตำรวจเอก สมบัติ อมรวิวัฒน์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ที่ทำให้เธอสนใจและอยากมีส่วนร่วมในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชน

งานนี้อาจารย์จิ๊บ ต้องมาลงสนามชิงเก้าอี้สส.ในเขต 7 ห้วยขวาง โดยมีคู่แข่งเป็นถึง ส.ส.หลายสมัย อย่าง พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สามีสุดเลิฟของนางเอกสาวนุสบา

นอกจากนี้พรรคเพื่อไทย ยังมีไฮโซร่วมทีมผู้สมัครอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็นดีกรีเชื้อสายราชนิกูลการันตีความเป็นไฮโซของแท้และแน่นอนอย่าง ม.ล.ณัฏฐพล เทวกุล หรือคุณณัฏฐ์ หลานชายสายเลือดเดียวกันกับ หม่อมอุ๋ย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ตามมาด้วยนักธุรกิจหนุ่มเนื้อหอม ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ไผ่ ลิกค์ หรือไผ่ วันพอยส์ เจ้าของธุรกิจเกี่ยวกับบ้านจัดสรรและรถยนต์ และเป็นนักแข่งรถชื่อดัง หนึ่งในกลุ่ม "วันพอยท์" แต่ดูเหมือนว่า ชื่อเสียงของ "ไผ่" บนเส้นทางการเมือง คงจะไม่เป็นที่รู้จักเท่ากับข่าวคราวกับบรรดาดาราสาวสวย ซึ่งช่วงหลังๆ นี้ปรากฏชื่อให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

มากันที่ฟากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์กันบ้าง ที่ส่งสาวสวยดีกรีทายาทกลุ่มสิงห์ บุญรอดบริเวอรี่อย่าง ตั๊น จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ลงสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยเหมือนกัน ซึ่งเธอพ่วงดีกรี ปริญญาตรี คณะภูมิศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจ และ ปริญญาโทด้านกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยรีเจนท์ส คอลเลจ ประเทศอังกฤษ พ่วงด้วยตำแหน่งข้าราชการการเมืองในสํานักเลขาธิการนายก ของดร.ปณิธาน วัฒนายากร โฆษกสํานักนายกรัฐมนตรีอีกด้วย โดยต้องลงชิงพื้นที่กับดาราสาวรุ่นใหญ่ ลีลาวดี วัชโลบล จากเพื่อไทย ในเขตดุสิต ราชเทวี ซึ่งเธอยืนยันว่า การตัดสินใจลงการเมืองครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปตามกระแสคนดังลงการเมืองหรือ เพื่อเป็นสีสันหรือไม้ประดับ แต่เพราะมีความตั้งใจที่จะเข้าสู่เส้นทางสายการเมืองมานานแล้ว และมีความใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงอีกด้วย

ตามมาด้วยอีกหนึ่งหนุ่มไฮโซ ที่มีราชสกุลมากันตรี อย่าง ม.ล. อภิมงคล โสณกุล นักการเมืองสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ฉายา "หล่อจิ๋ว" ซึ่งปัจจุบันกำลังคบหาดูใจกับดาราสาวสวยและพีธีกรคนเก่ง นาเดีย นิมิตรวานิช โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ขออาสาเป็นตัวแทนในเขต 3 บางคอแหลม ยานนาวา

เห็นหน้าค่าตาพร้อมทราบคุณสมบัติของแต่ละคนแล้ว รักใครชอบใครก็อย่าลืมไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคมนี้ ไม่แน่ไฮโซและคนดังเหล่านี้ ในฐานะคลื่นลูกใหม่ อาจจะพลิกโฉมอีกหนึ่งหน้าการเมืองไทย ให้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นก็เป็นได้

‘ยิ่งลักษณ์’ลุยโคราช-โชว์ผัดหมี่

ที่มา ข่าวสด





เมื่อ เวลา 07.30 น. วันนี้ 31 พ.ค. นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อหมายเลข 1 ของพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยคณะได้เดินทางไปทำพิธีบวงสรวงและสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) ที่อ.เมืองฯ จ.นครราชสีมา พร้อมโชว์ผัดหมี่โคราชท่ามกลางผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทยจ.นครราชสีมาทั้ง 15 เขตเลือกตั้งและผู้สนับสนุนเป็นจำนวนมาก ในโอกาสนี้นางยิ่งลักษณ์ฯได้กล่าวขอฝากตัวเป็นหลานย่าโมอีกคนหนึ่งด้วยก่อน จะเดินทางตระเวนปราศรัยช่วยผู้สมัครของพรรคในหลายเขตเลือกตั้งวันนี้

เมื่อถามถึงอดีตนายกฯ เป็นห่วงหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจะเกิดการปฏิวัติเงียบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตนอยากเห็นการเลือกตั้งที่เป็นไปตามกติกา และขอเชิญชวนทุกคนเคารพกติกา เพราะขณะนี้ประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จึงขอเชิญชวนทุกฝ่ายให้มาร่วมกัน เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่หากพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งแต่ไม่ได้เป็นรัฐบาลจะ ทำให้ประชาชนลุกฮือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตนไม่อยากให้เกิดขึ้น

เมื่อถามถึงสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 มีบางรายการพาดพิงพรรคเพื่อไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องเจ้าหน้าที่จะดำเนินการ

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ กล่าวถึงการตั้งเป้าส.ส.นครราชสีมาของพรรคว่า ขออุบไว้ก่อน แต่ความตั้งใจคือต้องการให้ได้ส.ส.ในพื้นที่เดิมทั้งหมด จากการลงพื้นที่ อ.โนนสูง และอ.คง บรรยากาศโดยรวม มีกระแสตอบรับดี ทำให้ตนมั่นใจ เมื่อถามว่ากังวลพื้นที่ไหนเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะหลายเขตมีพรรคภูมิใจไทยเป็นคู่แข่งสำคัญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ยังเร็วไปที่จะบอก โดยรวมการแข่งขันที่นครราชสีมาถือว่าสูง แต่เชื่อว่าประชาชนตอบรับนโยบายของพรรคเพื่อไทยคาดว่าอีกสัก 2-3 สัปดาห์ประเมินได้

"ทักษิณ" ให้สัมภาษณ์สื่อออสซี่-ยันไม่กลับมาเป็นนายกฯ (มีคลิป)

ที่มา ข่าวสด



เชื่อมั่น "น้องปู" ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

เมื่อวันที่ 31 พ.ค. สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ว่า เมื่อวันที่ 30 พ.ค. ที่ผ่านมา รายการเลตไลน์ ทางสถานีโทรทัศน์เอบีซี ประเทศออสเตรเลีย เผยแพร่เทปสัมภาษณ์พิเศษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งเปิดบ้านพักในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พูดคุยกับ โซอี้ แดเนียล ผู้สื่อข่าวเอบีซีประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยืนยันไม่มีความประสงค์จะกลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ไทยอีกครั้ง เพราะชีวิตบั้นปลายยังอยากเป็นอาจารย์กับเล่นกอล์ฟเหมือนเช่นเดิม และว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาววัย 43 ปี ไม่ใช่หุ่นเชิดของตน แต่เป็น ‘โคลนนิ่ง’ ที่ถอดแบบมาจากตนในเรื่องของพื้นเพทางวัฒนธรรม ความคิด ทัศนคติ วิธีคิดต่างๆ

เอเอฟพีแจ้งว่า ระหว่างการให้สัมภาษณ์ดังกล่าว พ.ต.ท.ทักษิณแสดงความมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของน.ส.ยิ่งลักษณ์จะชนะการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค.นี้อย่างแน่นอน นอกจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุด้วยว่า ถ้าสถานการณ์ในประเทศไทยเป็นปกติจะกลับเมืองไทยก่อนสิ้นปีนี้




สำหรับบทสัมภาษณ์บางส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์สถานีเอบีซี http://www.abc.net.au/pm/content/2011/s3231020.htm และ http://www.abc.net.au/news/stories/2011/05/30/3231058.htm แปลเนื้อหาได้ดังนี้

โซอี้ แดเนียล : การเลือกตั้งเดือนหน้า ฝ่ายค้าน (เพื่อไทย) ชูสโลแกน “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ”

พ.ต.ท. ทักษิณ : ผมอาจมีอิทธิพลในเรื่องของแนวคิด เพราะผมมีประสบการณ์มากกว่าคนอื่นๆ และผมก็อยากให้พวกเขาประสบความสำเร็จ ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะอดีตนายกฯ และคนที่เดินทางมาแล้วทั่วโลก

แด เนียล : มีเหตุผลพอไหม ถ้าจะบอกว่าการลงคะแนนเลือกเพื่อไทยก็คือเลือกทักษิณ หรือถ้าไม่ใช่ลงคะแนนเพื่อทักษิณ ก็ลงคะแนนเพื่อนโยบายกับแนวคิดของคุณ

พ.ต.ท.ทักษิณ : ผมคิดว่าเป็นการลงคะแนนเพื่อนโยบายมากกว่า

จาก นั้น แดเนียลบรรยายว่า นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อ 5 ปีก่อน พ.ต.ท.ทักษิณมีโอกาสกลับประเทศไทยเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ยังคงเป็นผู้นำของขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล ที่เรียกว่า คนเสื้อแดง ซึ่งปะทะกับทหารอย่างรุนแรงขณะเกิดเหตุสลายผู้ชุมนุมในกรุงเทพฯ เมื่อปีก่อน ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณออกมารณรงค์หาเสียงให้กับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้เป็นน้องสาวและหัวหน้าฝ่ายค้าน ทั้งยังพยากรณ์ว่าเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งเดือนก.ค. แบบถล่มทลาย (แลนด์สไลด์ วิกตอรี่) อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่า ไม่มีแผนจะ “เทกโอเวอร์” สิ่งต่างๆ จากน้องสาวภายหลังการเลือกตั้งผ่านพ้น

พ.ต.ท.ทักษิณ : น้องสาวผมก็อยู่ที่นั่น (ประเทศไทย) อยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่ผมจะต้องกลับไปเป็นนายกรัฐมนตรี

แดเนียล : ยกเว้นเธอเตรียมที่ว่างไว้ให้คุณ

พ.ต.ท.ทักษิณ : ไม่ครับไม่ ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ

แดเนียล : หมายความว่า คุณจะไม่กลับไปเป็นนายกฯ อีกครั้งใช่หรือไม่

พ.ต.ท.ทักษิณ : ถ้าไม่มีเหตุร้ายแรงจำเป็นจริงๆ หรือเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติจริงๆ ผมจะไม่กลับไปเป็น

แดเนียล : ต้องขนาดไหนถึงจะเรียกว่าจำเป็น

พ.ต.ท. ทักษิณ : ถ้าประเทศต้องการผมจริงๆ เพราะผมสามารถเป็น “ทางออก” ของสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งได้ ผมก็จะไป แต่ถ้าไม่ถึงขั้นนั้น ขอความกรุณาเถอะครับผมไม่ต้องการจริงๆ

แดเนียลสลับด้วยการอธิบายถึง ปูมหลังของพ.ต.ท.ทักษิณว่าอดีตนายกฯ ไทยรายนี้ยังคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งแตกแยกที่เกิดขึ้นในสังคมไทย และต้องหลีกหนีโทษจำคุก 2 ปีอยู่ต่างแดน พ.ต.ท.ทักษิณถูกกล่าวหาว่าใช้วิธีการนอกกฎหมายปราบปรามกลุ่มค้ายาเสพติด และขณะเป็นรัฐบาลออกนโยบายเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของตัวเอง ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง นอกจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณยังปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่า ถ้าชนะเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยมีแผนนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองเพื่อนำทักษิณกลับประเทศไทย

พ.ต.ท.ทักษิณ : การปรองดองคือเรื่องสำคัญลำดับหนึ่ง ไม่ใช่การนิรโทษกรรม การนิรโทษกรรมอาจเป็นส่วนของของการปรองดองแต่ไม่ใช่ทั้งหมด

แดเนียล : แต่หนึ่งในผลลัพธ์ที่จะตามมา ก็คือ คุณจะได้รับการนิรโทษกรรมจากข้อหาต่างๆ

พ.ต.ท.ทักษิณ : โปรดอย่าสนใจในตัวผมถึงขนาดนั้น..

แดเนียล : แต่ประชาชนสนใจ

พ.ต.ท. ทักษิณ : เราต้องนำความสามัคคี (unity) กลับสู่ประเทศชาติเป็นอันดับแรก แต่ในระหว่างขั้นตอนการนำความสามัคคีกลับมานั้นผมไปมีส่วนร่วมอยู่ด้วย ถ้าอย่างนั้นผมอาจได้ประโยชน์ แต่ผมไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพราะอยู่ข้างนอกนี่ก็ลงตัวดีพอสมควร

แดเนียลปิดท้ายเทปบทสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า มีแผนจะกลับประเทศไทยประมาณปลายปีนี้ เพื่อร่วมถวายพระพรเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม พ.ศ.2554 และถ้าสถานการณ์จากนั้นมีความเหมาะสมจะพำนักในไทยต่อไป

ตั้ง"ยิ่งลักษณ์"นำทัพหลวงหาเสียง

ที่มา ข่าวสด

วัน ที่ 30 พ.ค. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เรียกประชุมผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อทั้ง 125 คน และผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีผู้บริหาร เพื่อวางแนวทางหาเสียงเชิงรุก รวมทั้งจัดสรรผู้สมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อและแกนนำพรรคลงพื้นที่ช่วยผู้ สมัครส.ส.ระบบแบ่งเขตหาเสียง โดยมีการแบ่งผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ออกเป็น 4 ชุด ประกอบด้วยภาคกลางและกทม. ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้

นาย พร้อมพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนี้จะมีทีมหาเสียงชุดหลัก ที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 เป็นหัวหน้าทีม โดยทีมดังกล่าวจะลงพื้นที่เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียงในทุกภูมิภาค ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.เป็นต้นไป จากนั้นจะมีทีมงานที่คอยทำหน้าที่ประเมินผลการหาเสียงของทุกทีม และจะรายงานให้ศูนย์อำนวยการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยรับทราบถึงปัญหาและ อุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อหามาตรการและแนวทางแก้ไขต่อไป

เส้นตาย 2 มิ.ย.

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



เป็นคุณูปการต่อประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอย่างยิ่ง

กรณีนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยช่วยให้ข้อสังเกตถึงสารพัดวิธีโกงเลือกตั้ง

มีตั้งแต่การใช้อำนาจการเมืองแทรกแซง สั่งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเอาคนของตนเองเข้าไปคุมกระบวนการเลือกตั้ง

รวมถึงการ 'พิมพ์บัตรเลือกตั้งเกิน' ส่งไปยังหน่วยเลือกตั้งหน่วยละ 10 ใบ แล้วใช้วิธีเวียนกันลงคะแนน

ด้วยวิธีนี้จะทำให้มีคะแนน 'ไม่บริสุทธิ์' มากถึงหน่วยละ 400-500 คะแนน

นายวงศ์ศักดิ์ยังเตือนเรื่องการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด

ประเด็น คือ กฎหมายกำหนดให้ผู้เคยลงทะเบียนไว้เมื่อเลือกตั้ง 2550 ครั้งนี้หากไม่ไปขอถอนการใช้สิทธิ์ ก็ต้องไปใช้สิทธิ์สถานที่เดิม โดยไม่ต้องไปลงทะเบียนใหม่

แต่หากคนไหนย้ายที่ทำงานหรือย้ายกลับภูมิลำเนาไปแล้ว และได้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดไว้เมื่อปี 2550

จะต้องไปขอถอนชื่อการใช้สิทธิ์ล่วงหน้านอกเขตเสียก่อน ที่สำนักงานเขต หรือสำนักงานทะเบียนที่ย้ายไปอยู่ใหม่ใน 30 วันก่อนวันเลือกตั้งจริง

ครั้งนี้วันเลือกตั้ง 3 ก.ค. ดังนั้น ผู้ที่จะไปแจ้งถอนสิทธิ์จึงมีเวลาถึง 2 มิ.ย.เท่านั้น

ถ้าไม่ไปถอน หรือถอนไม่ทันตามกำหนดก็ต้องไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า ณ สถานที่เดียวกับที่เคยไปเมื่อการเลือกตั้งปี 2550

ไม่ เช่นนั้นผู้ที่ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ล่วงหน้าไว้แล้วไม่ไปถอนสิทธิ์ให้เรียบ ร้อยก่อน จะไปใช้สิทธิ์ในวันเลือกตั้งจริงคือ 3 ก.ค.นี้ไม่ได้

จากการตรวจสอบพบว่าคนกลุ่มนี้มีมากถึง 2 ล้านคน

ส่วนกฎเกณฑ์ตรงนี้หลายคนรู้อยู่แล้ว แต่ก็ยังมีอีกจำนวนมากไม่เคยรู้มาก่อน หรือเคยรู้แต่ลืมไปแล้วเพราะเวลาผ่านไปกว่า 3 ปี

ต้องกระตุ้นเตือนกันอีกที

นอกจากนี้การขนย้ายหีบบัตรล่วงหน้า เพื่อไปรอนับคะแนนรวมกันที่หน่วยกลางในพื้นที่เขตเลือกตั้ง กกต.จำเป็นต้องเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด

ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง

อย่าลืมว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเดิมพันชี้ชะตาครั้งสำคัญของ 2 พรรคใหญ่ ยิ่งสูสีมากเท่าไหร่การต่อสู้ยิ่งดุเดือดเข้มข้น ทุกคะแนนเสียงล้วนมีความหมาย

แต่ละพรรคพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อชัยชนะ

โดยเฉพาะฝ่ายที่กระแสความนิยมกำลังตกเป็นรองและที่สำคัญยังถืออำนาจรัฐในมือ

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 31/05/54 แผนผัง..ปลอม คนตาย..จริง

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

ยุคทะเฮี่ย ครองเมือง เรืองอำนาจ
มันอุกอาจ ฆ่า-เข่น ไม่เว้นว่าง
แล้วกุเรื่อง มุ่งร้าย หมายอำพราง
หัวถึงหาง ชั่วโฉด มัน..โคตรเลว....

แผนผัง..ปลอม ย้อมสี ให้มีพิษ
คนวิปริต คิดชั่ว มั่วแหลกเหลว
แล้วชี้หน้า กราดใส่ สุมไฟเปลว
พาดิ่งเหว ลืมถูกผิด จิตโสมม....

คนตายจริง ยิงกระเด็น เซ่นผังชั่ว
ข้อหามั่ว ยัดใส่ ให้เหมาะสม
คนสั่งฆ่า ยิ้มระรื่น เพราะชื่นชม
ชาวประชา ทุกข์ระทม ขื่นขมใจ....

กี่แสนนัด จัดไป ไว้เข่นฆ่า
ยังดาหน้า ใส่ร้าย ป้ายสีให้
เป็นเครื่องมือ เพื่อไล่ล่า ฆ่าคนไทย
ความจัญไร แฝงเร้น เห็นทั่วกัน....

ใช้ในราชการ เท่านั้น พวกมันอ้าง
หวังอำพราง สิ่งชั่ว ทุกตัวนั่น
ส่วนวีรชน คนตาย วายชีวัน
กลับเงียบงัน ไม่รู้ไม่ชี้ อัปรีย์จริง....

ยุคทะเฮี่ย ครองเมือง มันเรืองฤทธิ์
ลืมถูกผิด จ้องทำลาย หมายทุกสิ่ง
หวังจัดฉาก อำพราง เพื่ออ้างอิง
พอท้วงติง กลับยิง-ฆ่า ไอ้หน้า..ส้นตีน....

๓ บลา / ๓๑ พ.ค.๕๔

ยิ่งลักษณ์ นารีขี่ม้าขาว ฝ่ายตรงข้ามเริ่มหวั่นไหวแล้ว แค่โค้งแรก

ที่มา thaifreenews



โดย ลูกชาวนาไทย

ตอน นี้ตั้งหน่วย ปจว. ออกมาโปรประกันดากันแล้วว่า คำทำนายเรื่องนารีขี่ม้าขาวนั้นไม่จริง ไม่มีมีที่มาที่ไป แต่ก่อนหน้านี้เห็นเผยแพร่คำทำนายเพื่อโปรประกันดากันเต็มที่มาหลายปีดีดัก ว่า นารีขี่ม้าขาวนั้นคือาสตรีสูงศักดิ์นางหนึ่ง

วันนี้วิกฤติการ เมืองรุมเร้าประเทศไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน ท่ามกลางความแตกแยกในสังคมเหมือนกลียุค ไม่มีใครมีบารมีพอที่จะสยบปัญหา สร้างความหวังให้กับคนไทยได้ ผู้ใหญ่ที้งหลายที่โปรประกันดากันว่าเป็นรัฐบุรุษ ผู้มีคุณธรรมบ้าง เป็นเสาหลักของบ้านเมืองบ้านวันนี้กลายเป็นแค่คนแก่ดื้อด้าน จะตายวันตายพรุ่งกันก็ยังเสือกหวงอำนาจ จะกำหนดวิถีชีวิตลูกหลานที่พวกเขาควรเลือกเองอีก

ท่ามกลางความสิ้น หวัง การต่อสู้ที่เหน็ดเหนื่อยของทุกฝ่าย เมื่อมีการเลือกตั้ง ข่าวแรกๆ ก็คือ จะมีการชูคุณมิ่งขวัญเป็นนายกฯ คนเสื้อแดงก็สนับสนุน เพราะถือหลักว่าใครก็ได้หากทักษิณสนับสนุนและคอยช่วยเหลือ ก็จะเลือกทั้งสิ้น

พลัน "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ก็ปรากฎตัวออกมาเป็น ผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกฯ ภายใต้การเสนอของท่านทักษิณชินวัตร แรกๆ ก็ยังไม่มีกระแสมากมายอะไรนัก

บุคคลิกภาพ ความสวยงามสง่า ผลงานในฐานะซีอีโอบริษัทยักษ์ ความไม่ถือตัวต่างๆ ของคุณยิ่งลักษณ์ทำให้กระแสพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกิดกระแส "ยิ่งลักษณ์ฟีเวอร์" โหมแรงขึ้นมาเรื่อยๆ

ประกอบกับคำทำนาย "นารีขี่ม้าขาว" เผยแพร่ในสังคมไทยมาหลายปีดีดัก มันก็กลับมาสอดคล้องกับสถานการณ์พอดี ก็ยิ่งโหมกระแสคุณยิ่งลักษณ์ให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก

คำทำนายทำลายขวัญฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรง เพราะฝ่ายตรงข้ามเชื่อโหราศาสตร์คำทำนายอยู่แล้ว ก็ยิ่งร้อนรน

ตอนนี้เราคงเห็นมีการสร้างกระแสว่า "คำทำนายนั้นไม่จริง" เป็นแน่
แต่คนเสื้อแดงไม่ได้เลือกคุณยิ่งลักษณ์เพราะคำทำนาย แต่เลือกเพราะตัวคุณยิ่งลักษณ์เอง

ดังนั้น ต่อให้ปฎิเสธคำทำนายมันก็ไม่มีผลอะไร

"บก.ลายจุด" เปิดแคมเปญ "Vote Yes" บอกไม่ได้ต่อต้าน "Vote No พันธมิตร" แต่ระแวงอำนาจนอกระบบ

ที่มา มติชน









รับชมข่าว VDO ชมคลิป

เมื่อ วันที่31พ.ค. ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง นำโดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลาย จุด แกนนอนคนเสื้อแดง ได้เปิดตัวกิจกรรม โหวตเยส (Vote Yes) เดินหน้าประชาธิปไตย

นาย สมบัติ แถลงเปิดตัวว่า นับจากที่รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้ถูกฉีกไป ถือเป็นความถดถอยของประเทศไทย อีกทั้งทุกวันนี้ประเทศไทยยังถดถอยเพราะมีรัฐบาลทหารในคราบของรัฐบาลพลเรือน ขณะเดียวกัน เราก็มีสภานิติบัญญัติหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการแต่งตั้ง สรุปแล้วก็ คือ เราเห็นประเทศถดถอยอย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็มีเนื้อหาที่ถอยหลังค่อนข้างมาก โดยเฉพาะมาตรา 309 ที่มีการรับรองความชอบธรรมความถูกต้องของการรัฐประหาร ยิ่งเมื่อสังคมกำลังพูดถึงการนิรโทษกรรม การปรองดองทั้งหลาย แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังรับรองการกระทำความผิดของคนที่สร้างสายธารของการถอย หลัง ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ มีคนที่ไปนั่งอยู่ในสภาในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งไม่ผ่านกระบวนการฉันทามติของประชาชน หรือกระบวนการสรรหาถึง 74 คน


การถดถอยของบรรยากาศเรื่องประชาธิปไตยนั้นยังลามมาถึงปี 2552-2553 โดยเฉพาะการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่ผ่านมา ที่ทำให้ประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ก็เป็นตัวชี้วัดว่า ประเทศไทยได้เดินทางถอยหลังอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้ และวันที่ 3 ก.ค. ก็เป็นวันเลือกตั้ง กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงจึงขอเสนอว่า ให้เราเดินหน้าประชาธิปไตย


โดยอยาก ให้มองปัญหาการเมืองที่เป็นจริง และขอให้มีความหวัง ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอาจจะมองปัญหาเดียวกันกับเรา หรืออาจเรียกว่าหมดความหวังกับระบบการเมืองที่เป็นอย่างปัจจุบัน ต่อมาอยากเสนอให้กระบวนการทางประชาธิปไตยเป็นกระบวนการหลักในการเยียวยาตัว มันเอง หมายความว่าไม่ต้องการกระบวนการพิเศษ แต่จะใช้กระบวนการประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์ทำการเยียวยาตัวเอง


ทั้ง นี้จะต้องหยุดอำนาจนอกระบบ ขณะที่กระบวนการประชาธิปไตยกำลังเยียวยาตัวเองนั้น ไม่ควรเกิดการแทรกแซงอำนาจนอกระบบอีก มิเช่นนั้นสถานการณ์จะคลี่คลายได้ยาก อาจทำให้ประเทศไทยเข้าสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองเข้าไปอีกครั้งหนึ่ง อีกทั้งขอให้มีการเล่นตามกติกาให้มากที่สุด รวมถึงให้ติดตามการทำงานของรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาข้อครหาประชาธิปไตย อยากให้ช่วยกันติดตาม ไม่ว่าฝ่ายตนเองจะได้มาเป็นรัฐบาลหรือไม่


ขอ ให้การเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงของประชาชน โดยให้พรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน ต่อมาก็คือเรื่องปฏิรูปการเมือง เพราะอย่างน้อยกลุ่มพันธมิตรฯ แสดงการโหวตโนก็เพื่อต้องการปฏิรูปทางการเมือง ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการเมืองควรเกิดขึ้น และทุกฝ่ายควรมีส่วนร่วมในการปฏิรูปนั้นด้วย


การ โหวตเยสเป็นการเสนอให้ไปใช้สิทธิ์เลือก ตั้ง เลือกพรรคที่เห็นเราชอบตามนโยบาย เลือกคนที่ยอมรับได้ หากยอมรับไม่ได้ การโหวตโนก็ยังเห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่ยอมรับได้ การที่โหวตโน นั้นมีข้อสังเกตที่น่าห่วงใยก็คือ ควรโหวตโนอย่างมีสติ กล่าวคือการโหวตโนนั้นไม่ควรเอามือไปเกาะรถถัง หรือไปเรียกร้องยกเลิกมาตรา 7 เท่านี้เราก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการโหวตโน ทั้งนี้การโหวตเยสไม่ได้เป็นการปฏิเสธโหวตโน และอยากให้วันที่ 3 ก.ค.เป็นเทศกาลทางการเมือง กำหนดประเทศว่าต้องเดินหน้าเท่านั้น


โดย กิจกรรมหลักๆ วันนี้ นอกจากจะเปิดตัวกิจกรรมโหวตเยสแล้ว บก.ลายจุดยังปั่นจักรยานนำทีมไปแจกสติ๊กเกอร์ที่แยกราชประสงค์ เพื่อเชิญชวนประชาชนไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง อีกทั้งยังเชิญชวนให้ประชาชนใส่เสื้อแดงไปลงคะแนนเสียงในวันที่ 3 ก.ค. นี้ ก่อนจะทิ้งท้ายว่าอยากดีเบตกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เสนอให้ประชาชนโหวตโน นอกจากนี้บก.ลายจุดยังบอกว่าจะไปจัดกิจกรรมโหวตเยสที่สวนจตุจักรในวัน อาทิตย์นี้ และที่อื่นๆ ในสัปดาห์ต่อๆ ไปด้วย

ดีเอสไอย้ำกองกำลังชุดดำสังหารร่มเกล้า ยังพิสูจน์ชัดไม่ได้ใครลงมือ

ที่มา มติชน

พ.ต.ท. พะเยาว์ ทองเสน เลขานุการคณะพนักงานสอบสวนคดีการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนใน เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง เปิดเผยเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ถึงการเสียชีวิตของ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และทหารอีก 4 นาย เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ.2553 ว่าผลการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)มีความชัดเจนว่าการเสียชีวิต ของทหารเกิดจากการกระทำของกองกำลังชุดดำ แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดว่าบุคคลที่ใช้อาวุธยิงใส่เจ้าหน้าที่ เป็นใคร มีเพียงพยานหลักฐานที่เป็นคลิปวิดีโอ โดยเฉพาะกรณีการเสียชีวิตของ พล.อ.ร่มเกล้า จากการถูกสะเก็ดระเบิดเอ็ม 79 และอาวุธประเภทดังกล่าวทหารไม่ได้เบิกมาใช้ในปฏิบัติการ

ส่วน การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่รัฐในเหตุปะทะมีทั้งสิ้น 11 นาย เป็นทหาร 8 นาย ตำรวจ 2 นาย กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)นำไปรวมไว้กับผู้เสียชีวิตทั้งหมด เพราะหากแยกการเสียชีวิตของตำรวจและทหารออกมาจะพบว่าการเสียชีวิตของผู้ ชุมนุมมีไม่ถึง 90 ศพ ตามที่มีความพยายามกล่าวอ้าง

"ยิ่งลักษณ์"นั่งอีแต๋นดูพลังงานแสงอาทิตย์ เตรียมเดินสายภาคกลางต่อ

ที่มา มติชน

ผู้ สื่อข่าวรายงาน วันที่ 31 พฤษภาคมว่า การลงพื้นที่ดูงานที่โซล่าร์ ฟาร์ม บริษัทผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทยและคณะ ภายหลังรับฟังการบรรยายจากผู้บริหารแล้วเสร็จ น.ส.ยิ่งลักษณ์และคณะ ได้ขึ้นรถอีแต๋นคู่กับคนขับ เยี่ยมชมแผงโซลาร์เซลล์ท่ามกลางแดดจ้าและอากาศร้อนจัด


ภาย หลังการลงพื้นที่ จ.นครราชสีมาแล้ว ในต้นเดือนมิถุนายน น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเดินสายปราศรัยหาเสียงในภาคกลาง อาทิ จ.สิงห์บุรี ชัยนาท และนนทบุรี อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าวันที่ 1 มิถุนายนนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์มีนัดหมายให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศ จำนวน 4 สำนัก อาทิ อัลจาซีร่า ไฟแนลเชี่ยล ไทมส์ วอชิงตันโพสต์ เอเอฟพี

ผมว่าทักษิณไม่ต้องช่วยน้องสาวแล้วกระมัง ปล่อยเดี่ยวได้

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

กระแส ตอนนี้ผมว่าท่านนายกฯทักษิณคงไม่จำเป็นต้องช่วยน้องสาวคุณยิ่งลักษณ์หา เสียงแล้วละครับ ปล่อยเดี่ยวได้เลย ท่านไปคิดนโยบายที่จะแถลงรอบสุดท้ายดีกว่า เรื่องการหาเสียงนั้นผมว่าวันนี้คุณปูไปได้ด้วยตัวเองแล้ว ไม่จำเป็นต้องอ้างว่าเป็นน้องสาวอดีตนายกฯทักษิณแล้วด้วย

กระแส ฟีเวอร์ยิ่งกว่าตอนที่ท่านนายกฯทักษิณหาเสียงพรรคไทยรักไทยครั้งแรกเสียอีก ครับ และไม่ได้ฟีเวอร์เพราะเป็นน้องสาวอดีตนายกฯทักษิณด้วยนะครับ กระแสขึ้นเพราะบุคคลิกภาพ ภาพลักษณ์ความน่ารัก ประวัติการทำงาน กริยาท่าทางของคุณยิ่งรักเอง

นี่ขนาดยังพูดไม่เก่งเท่าไหร่นะครับ เพราะแค่อาทิตย์แรกเท่านั้น แต่ดูจากความเร็วในการเรียนรู้ปรับตัวแล้ว ผมว่าอีกอาทิตย์สองอาทิตย์คุณปูก็พูดหาเสียงได้เก่งแล้วครับ เพราะอันที่จริงแค่ศึกษาจังหวะจะโคนของการพูดบนเวทีแบบนักการเมืองไฮปาร์ค เท่านั้น ส่วนเหนือหาประสบการณ์ทำงานคิดว่าคุณปู เธอมีพร้อมอยู่แล้ว

คุณทักษิณพักผ่อนให้สบาย เบาใจได้ ไปทำเรื่องอื่นที่ต้องปูทางเพื่อให้ชัยชนะไม่ถูกโกงได้แล้วครับ

คุณปูมีที่ปรึกษาที่ทรงพลัง และเธอก็มีความสามารถเอง แบบนี้ที่ปรึกษาก็ไม่ต้องเหนื่อยต้องคอยลุ้นเลย สบายๆ

ผมฟันธงว่ากระแสฟีเวอร์จะนำหน้าท่านนายกฯทักษิณ เพราะอย่างน้อยก็ได้เปรียบเรื่องหน้าตา ความเป็นผู้หญิงสวยสง่าแล้วครับ

ไม่ต้องคอยลุ้นจนตัวโก่งแล้วครับ อยู่ที่ว่าเธอจะชนะมาร์กกี่เท่าตัวเท่านั้นครับ ลุ้นว่าจะเกินครึ่งไปเท่าไหร่ ถึง 300 เสียงหรือไม่

ปล.หากถึง 300 เสียง ผมก็กลายเป็นเซียนทายแม่นแล้วครับ 55 สมาชิกไทยฟรีนิวส์ต้องจัดเลี้ยงผมแล้ว 555

ทักษิณ ให้สัมภาษณ์เอบีซีนิวส์ มั่นใจเพื่อไทยชนะขาดเลือกตั้ง

ที่มา ประชาไท

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์แห่งชาติออสเตรเลีย (เอบีซี) มั่นใจ หากลงคะแนนพรุ่งนี้ เพื่อไทยชนะขาดแน่นอน

โดยผู้สื่อข่าวเอบีซีถาม ถามว่า เป็นไปได้อย่างที่พรรคเพื่อไทยซึ่งขณะนี้ เป็นพรรคฝ่ายค้าน จะชนะเลือกตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่าจากผลสำรวจของหลายสำนัก เขาเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยชนะได้เสียงข้างมาก โดยเขากล่าวว่า ความนิยมของพรรคเพื่อไทยขณะนี้สูงกว่าก่อนหน้าที่พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบ ซึ่งขณะนั้นพรรคมีคะแนนเสียงในสภาอยู่ 230 เสียง หากการเลือกตั้งมีขึ้นในวันพรุ่งนี้เพื่อไทยจะชนะอย่างเด็ดขาด

เขา กล่าวด้วยว่า พรรคเพื่อไทยนั้นพร้อมและเป็นฝ่ายเสนอแนวทางสมานฉันท์ แม้ว่าที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยจะเป็นเหยื่อของความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาก็ตาม

อย่าง ไรก็ตามผู้สื่อข่าวถามถึงความเป็นไปได้ว่า แม้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งแต่ไม่ชนะขาด แต่ก็อาจจะไม่ได้ตั้งรัฐบาล และพรรคประชาธิปัตย์อาจจะสามารถตั้งรัฐบาลผสมได้จากการรวมตัวกับพรรคเล็ก ซึ่งน่าจะมีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง

ทักษิณกล่าวว่า เขายังคงมองโลกในแง่ดี เขาเชื่อว่า เพื่อไทยจะชนะขาดถ้าการเลือกตั้งเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ และตามหลักการประชาธิปไตยแล้ว พรรคที่ได้คะแนนเสียงข้างมากย่อมมีความชอบธรรมที่จะได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน เว้นเสียแต่ว่าจะมีการใช้กำลังบังคับ ซึ่งก็จะสร้างความขัดแย้งในประเทศขึ้นมาอีกครั้ง

ทักษิณกล่าวปฏิเสธ การเป็นผู้นำพรรค เพียงแต่อยากเห็นพรรคเพื่อไทยประสบความสำเร็จ และใช้ประสบการณ์ในฐานะที่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี และประสบการณ์จากการเดินทางไปรอบโลกมาแนะนำแนวทางให้กับคนในพรรคเท่านั้น และพรรคเพื่อไทยก็มีทีมของตัวเองในการกำหนดนโยบาย และเขากล่าวว่า มีนโยบายหลายอย่างสำหรับกลุ่มคนที่หลากหลาย เช่น นโยบายด้านการศึกษา เยาวชน เป็นต้น

เขากล่าวยืนยันด้วยว่า นโยบายของเขาไม่ใช่แค่การนำเสนอเพื่อเรียกคะแนนนิยมเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้พรรคได้รับความนิยมก็เพราะ พรรคสามารถทำตามสิ่งที่พูด เช่น นโยบาย 1 หมู่บ้าน หนึ่งล้านบาท หรือนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค

สำหรับ ความเหมาะสมของยิ่งลักษณ์ ในฐานะที่เป็นผู้เข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ทักษิณกล่าวว่ายิ่งลักษณ์มีความเหมาะสมในแง่การศึกษา และประสบการณ์การทำงานกับองค์กรธุรกิจที่มีผลกำไรถึง 5,000 ล้านบาท และฐานะผู้หญิง ยิ่งลักษณ์ ก็มีความเหมาะสมในการทำงานเชิงสมานฉันท์

แม้ว่ายิ่งลักษณ์จะไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง แต่ทักษิณกล่าวว่า เขาเองก็เคยไม่มีประสบการณ์มาก่อนเช่นกัน และเธอเป็น “ตัวแทนของผม”

ทักษิณ อธิบายความหมายที่เคยกล่าวว่าเธอคือ “โคลนนิ่ง” ของเขาว่า ยิ่งลักษณ์คือน้องสาวคนเล็กของเขา ซึ่งเขาส่งเสียให้เรียน สอน และฝึกฝนทักษะในการทำงานมาตลอด ดังนั้นคำว่า โคลนนิ่ง สำหรับเขาแล้ว หมายถึงการมาจากพื้นฐานเดียวกัน มีธรรมชาติที่เหมือนๆ กัน และมีทัศนคติเหมือนๆ กัน และเขากล่าวย้ำอย่างหนักแน่นด้วยว่า “ผมสนับสนุนเธอให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทักษิณต้องการการอภัยโทษใช่หรือไม่ เขาตอบว่า การสมานฉันท์เป็นความสำคัญอันดับแรก การอภัยโทษนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสมานฉันท์ แต่สิ่งหนึ่งท่าสำคัญมากที่จะต้องทำในการสมานฉันท์ก็คือการ ปฏิรูปนิติรัฐ เพราะขณะนี้ประเทศไทยไม่ได้อยู่บนแนวทางนิติรัฐตามแนวปฏิบัติสากล และการปฏิรูปนิติรัฐไม่ใช่เพื่อเป้าหมายทางการเมืองเท่านั้น

ผู้สื่อ ข่าวถามย้ำถึงความต้องการอภัยโทษ ทักษิณกล่าวตอบว่า “อย่ามาคิดเรื่องผมมากขนาดนั้น ได้โปรดสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้กับประเทศก่อน แล้วผมจะได้รับประโยชน์จากสิ่งนั้น ผมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งนั้น”

เขา กล่าวด้วยว่า ขณะนี้เขาลงตัวกับชีวิตและดำเนินธุรกิจมากมายนอกประเทศ และมีหลายสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว และเมื่อน้องสาวคนเล็กเข้าสู่ตำแหน่งนายกแล้วเขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องกลับ สู่ประเทศไทยในฐานะนายกอีก

ผู้สื่อข่าวถามว่า จริงหรือไม่ที่เขาต้องการกลับไทยภายในสิ้นปีนี้ เขาตอบว่าใช่เพราะเขาอยากกลับมาแสดงความจงรักภักดีในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงพระชนมายุครบ 84 พรรษา

เขากล่าวถึง อนาคตของตนเอง ว่าอยากจะสอนหนังสือ และทำธุรกิจของตัวเอง และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าไม่อยากกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหรือเขากล่าวว่า ไม่จำเป็นในเมือน้องสาวคนเล็กของเขาจะดำรงตำแหน่งนั้นอยู่แล้ว และเงื่อนไขที่จะทำให้เขากลับไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็มีเพียงในกรณีที่ เขาจะสามารถสร้างประโยชน์ให้ประเทศได้มากที่สุด และหากประเทศต้องการเขาเท่านั้น หากไม่เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกลับไปดำรงตำแหน่งอีก

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทักษิณคือสัญลักษณ์ของคนเสื้อแดง เขาไม่คิดหรือว่าตัวเขาเองคือปัญหาที่สร้างความแตกแยก ความเกลียดชัง

เขา ตอบว่า ต้องให้ความยุติธรรมแก่เขาด้วย เพราะระบบยุติธรรมสองมาตรฐานนั้นมีอยู่ ประชาชนเกลียดความไม่ยุติธรรม ไม่ชอบรัฐประหาร พวกเขาต้องการที่จะหยุดยั้งสิ่งที่เขาเกลียดชัง คุณต้องทำให้ระบบยุติธรรมดำเนินไปได้ และทำให้เกิดการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ

เขากล่าวว่า เมื่อพิจารณาจากการพิจารณาคดีของศาล ก็จะเห็นเองว่าระบบยุติธรรมไทยนั้นไม่ได้ดำเนินไปตามหลักกฎหมาย เพียงแต่รับใช้การเมืองเท่านั้น

เมื่อทหารทำการรัฐประหาร และประกาศนิรโทษกรรมให้ตัวเองได้ แต่ไม่มีทางที่รัฐบาลประชาธิปัตย์จะนิรโทษให้กับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ทั้งนี้ การนิรโทษกรรมก็เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงเช่นกันว่าควรจะเป็นไปอย่างไร

อย่าง ไรก็ตาม ทักษิณกล่าวว่าในเบื้องต้น เสียงที่จะต้องฟังก็คือคนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง เช่นคนที่บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต

ผู้สื่อข่าวถามถึงความรู้สึกส่วน ตัวของทักษิณต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจากการ สลายการชุมนุมเมื่อปีที่แล้ว เขากล่าวว่า เขาเสียใจมากต่อผู้เสียชีวิตทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและทหาร และว่าไม่ควรมีสิ่งแบบนี้เกิดขึ้น เพราะเราคือคนไทย เราควรจะมีการเจรจา แต่การเจรจากลับไม่เกิดขึ้น และสิ่งที่รัฐบาลปฏิบัตินั้นมันไม่เป็นธรรม และมีแต่สร้างความโกรธแค้นมากยิ่งขึ้น

วาด รวี-ปราบดา ส่งจม.เปิดผนึกถึง นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม

ที่มา ประชาไท


ภาพโดย doskoi (CC BY-NC-SA 2.0)

เรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

ตาม ที่ท่านรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นต่อจดหมายเปิดผนึกเรื่อง เรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม ของนักเขียน โดยมีเนื้อข่าวสั้น ๆ ตามการรายงานของเว็บไซต์มติชนออนไลน์ดังนี้

"ผมไม่เคยเห็นมาตรา 112 ถูกหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และนักการเมืองกว่า ร้อยละ 99 ก็ไม่มีปัญหากับมาตราดังกล่าว ผมเดินทางไปหลายประเทศที่เคยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ชาวบ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเสียดายที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์แล้ว อยากจะรื้อฟื้นให้กลับมาใหม่ เพื่อจะเป็นประมุข รวมทั้งสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ กลับกันไทยยังมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ จึงสมควรมีมาตราดังกล่าวไว้ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์" นายนิพิฏฐ์กล่าว

นาย นิพิฏฐ์กล่าวว่า หากเราแก้ไขมาตรา 112 ให้ไปอยู่ในหมวดเดียวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคล เชื่อว่าสุดท้ายก็อาจมีการเสนอให้แก้ไขลดโทษลง หรือแก้ให้ยอมความกันได้อีก ยิ่งข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ที่ให้แก้ไขให้สำนักราชเลขาธิการเป็นผู้ฟ้องร้องเอง ยิ่งทำให้เกิดปัญหา เพราะจะกลายเป็นว่าเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นคู่กรณีกับชาวบ้าน การ ให้ชาวบ้านฟ้องร้องเองได้ถ้าพบเห็นพฤติกรรมที่อาจฝ่าฝืนมาตรา 112 ส่วนตัวคิดว่าว่าเหมาะสมแล้ว เพราะมาตราดังกล่าวอยู่ในลักษณะความผิดต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร

http://matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1306048341&grpid=01&catid=01

มีสองประเด็นในการให้สัมภาษณ์ของท่านรัฐมนตรี ที่เราเห็นว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งอาจนำไปสู่ความตกต่ำของวัฒนธรรมทางปัญญาในสังคมไทย ดังที่ขีดเส้นใต้เอาไว้

เราในฐานะผู้ลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว จึงขอเรียนชี้แจงมายังท่านรัฐมนตรี เพราะเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีอาจกระทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ข้อแรก: ไม่เคยเห็นมาตรา 112 ถูกหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

เป็น ที่ประจักษ์ชัดว่ามีการอ้างสถาบันกษัตริย์มาโจมตีกันทางการเมือง พร้อม ๆ กับใช้ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาร้องทุกข์กล่าวโทษฟ้องร้องกัน จนสถิติของคดีความเกี่ยวกับกฎหมายมาตราดังกล่าวพุ่งขึ้นสูงในช่วงสองถึงสาม ปีที่ผ่านมา

ในการประชุมผู้บริหารพรรคการเมืองที่กกต.จัดขึ้นเมื่อ วันที่ 2 พฤษภาคม พรรคการเมืองทุกพรรคต่างเห็นพ้องต้องกันถึงกรณีการนำสถาบันมาใช้ในการหา เสียงว่าควรนำมาอยู่ในระเบียบข้อห้ามของ กกต. โดยนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยให้เหตุผลว่า ไม่ควรนำสถาบันมาเกี่ยวข้องกับทุกประเด็น ไม่เช่นนั้นจะมีการนำกรณีดังกล่าวไปขยายความหากมีคนเลือกพรรคที่ไม่เชิดชู สถาบัน

ในที่สุด วันที่ 4 พฤษภาคม ที่ประชุม กกต. ก็ได้มีมติเห็นชอบร่างระเบียบ กกต. ว่าด้วยการหาเสียง ให้แก้ไขเพิ่มเติมว่า มิบังควรนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งจะอยู่ในหมวดข้อควรปฏิบัติในการเลือกตั้ง

หากไม่มีการนำสถาบัน พระมหากษัตริย์มาอ้างใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แล้วเหตุใดพรรคการเมืองทุกพรรคจึงเห็นพ้องต้องกันจนกระทั่ง กกต. ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบดังกล่าว?

คำกล่าวของท่านรัฐมนตรีที่ ว่า ไม่เคยเห็นมาตรา 112 ถูกหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้น เป็นคำพูดที่ผิดกับข้อเท็จจริงจนน่างุนงงสงสัย หากการพูดดังกล่าวถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการหาเสียง โดยอาจมีผู้เข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีกล่าวถ้อยคำที่ผิดกับข้อเท็จจริงนี้เพื่อ หวังเสียงสนับสนุนทางการเมือง ก็เป็นที่น่ากังวลว่า ท่านรัฐมนตรีอาจจะถูกเข้าใจว่ากำลังจะทำผิดข้อควรปฏิบัติตามระเบียบของ กกต. เสียเอง

ข้อสอง: สำนักราชเลขาธิการเป็นผู้ฟ้องร้องเอง ยิ่งทำให้เกิดปัญหา เพราะจะกลายเป็นว่าเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นคู่กรณีกับชาวบ้าน

ต่อ ประเด็นนี้ต้องเรียนย้ำกับท่านรัฐมนตรีว่า สำนักราชเลขาธิการ “เคย” เป็นคู่คดีกับชาวบ้านมาแล้วในคดีหมายเลขดำ อ.2358/2551 หรือเป็นที่รู้จักทั่วไปว่าเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดสร้าง “พระสมเด็จเหนือหัว” โดยสำนักราชเลขาธิการได้มอบหมายให้ดีเอสไอเป็นโจทย์ยื่นฟ้อง นายสิทธิกร บุญฉิม หรือ เสี่ยอู๊ด

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังเคยกล่าวยืนยันว่า มาตรา 112 มีปัญหาในเรื่องการบังคับใช้ โดยเฉพาะในส่วนที่ให้ใครก็เป็นผู้ร้องได้ ในระหว่างตอบคำถามนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ในงานวันนักข่าวประจำปี 2552 มีความดังนี้

“ผมเคยถามชาวต่างประเทศว่า ที่คุณมาขอให้ยกเลิกกฎหมายนี้ แต่ทำไมคุณมีกฎหมายไม่ให้หมิ่นศาล ดังนั้น มันก็ต้องมีกลไกลักษณะนี้ สิ่งที่ผมรับไม่ได้คือ ที่ว่าใครก็ตามที่ได้ถูกกล่าวหาแบบนี้ ต้องยกเลิกให้หมด ผมรับไม่ได้ ถ้าท่านไปยืนยันข้อเท็จจริง และทำให้เสื่อมเสียแก่ราชวงศ์ คุณทำกับคนธรรมดายังถูกฟ้อง นักการเมืองบางคนฟ้องเป็นพันล้านบาท มันจึงไม่มีเหตุผลว่าอยู่ดีๆ จะไปละเมิดสถาบัน แต่ปัญหาที่ผมคิดว่าต้องปรับปรุงแก้ไขคือ ใครก็ไปร้องได้ ผม คุยกับ ผบ.ตร.ว่า ต้องบังคับใช้กฎหมายให้ดี แต่ผมไม่ยอมให้ใครมาอ้างสิทธิเสรีภาพ แล้วมาทำร้ายสถาบัน ถ้ามีวาระซ่อนเร้น ผมไม่รับฟัง”

http://www.siamintelligence.com/abhisit-disagree-on-lese-majeste-abortion/

ดัง นั้น สิ่งที่ท่านรัฐมนตรีกล่าวว่า สำนักราชเลขาธิการไม่ควรเป็นคู่ความกับชาวบ้าน นอกจากจะผิดกับข้อเท็จจริงที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ยังแย้งกับสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เคยให้ความเห็นไว้ด้วย

การ ที่ท่านรัฐมนตรีซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลกระทรวงวัฒนธรรมแสดงความ เห็นเกี่ยวกับข้อเรียกร้องเรื่องมาตรา 112 นี้เป็นสิ่งที่น่ายินดี แต่การที่ท่านแสดงความเห็นโดยผิดกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจนดูเป็นการบิด เบือน ทำให้เรารู้สึกเป็นห่วงวิจารณญาณของกระทรวงวัฒนธรรม

ใน วัฒนธรรมทางปัญญา ข้อเท็จจริงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความเคารพ และไม่บิดเบือน แม้ว่าบางข้อเท็จจริงจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตรงกับใจของตน แต่การยอมรับความจริงและเผชิญหน้ากับความจริงคือหัวใจหนึ่งของวัฒนธรรมทาง ปัญญา การที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมให้สัมภาษณ์ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง ในสองประเด็นที่กล่าวมาจึงไม่เป็นผลดีต่อการใช้เหตุผลและสติปัญญาของสังคม และอาจส่งผลให้วัฒนธรรมทางปัญญาของสังคมไทยเสื่อมถอยได้

30 พฤษภาคม 2554

จดหมายเปิดผนึก (เปิดใจ)... ถึงอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ (กรณีวิพากษ์ TCIJ)

ที่มา ประชาไท

สวัสดีค่ะ อาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์

ก่อนอื่นก็อยากขอบคุณอาจารย์ด้วยใจจริงค่ะที่เขียนถึง TCIJ. (ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง) อย่างทันทีทันควัน อันแสดงว่า อาจารย์ติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่ทุกขณะ ที่สำคัญคือ มองเห็นว่า เว็บไซต์ TCIJ. ไม่ใช่เว็บไซต์ดาดๆ ธรรมดาที่เพียงแต่อาศัยพื้นที่สื่อสารของสาธารณะมาตอบสนองความอยากทำเป็น ส่วนตัว เพราะข้อท้วงติงของอาจารย์ แสดงชัดถึงความใส่ใจในปัญหาของบ้าน เมือง แม้ว่าอาจารย์จะยังคงมองผ่านแว่นสายตาของอาจารย์ใจเองก็ตาม

ประเด็นที่จะท้วงติงอาจารย์ดังต่อไปนี้ ไม่ใช่การท้วงติงตัวของใจ อึ๊งภากรณ์ ในฐานะส่วนบุคคล หากแต่เป็นการท้วงติงแนวคิดหรือวิธีคิด ที่อาจารย์ใจได้กล่าวถึง TCIJ. ค่ะ

1. การด่วนตัดสินว่า TCIJ. เป็นสื่ออำมาตย์ หรือค่อนไปในทางเป็น ”พวกเสื้อเหลือง”
หลาย ปีมานี้ สังคมไทยจ่อมจมอยู่ใน ”การกล่าวหา” ว่าคนนี้เป็นสีนั้นและคนนั้นเป็นสีนี้ จนแทบทำให้สังคมไทยและ ชีวิตของผู้คนไม่เหลือมิติอื่นใดอีกนอกจากมิติการเมืองและการหมกมุ่นโต้แย้ง แก่กัน ทั้งที่ในความเป็นจริง การแสดงจุดยืนทางการเมืองและความเห็นต่อ สถานการณ์หนึ่งๆ นั้น เป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของข้อมูลข่าวสารที่ได้ รับ และกระแสครอบงำต่างๆ เราจึงได้เห็นคนที่เคยใส่เสื้อเหลืองเฝ้าดูแต่ ASTV จำนวนไม่น้อย หันมาปรับเปลี่ยนท่าทีหรือแม้กระทั่งเลิกใส่เสื้อสีเหลือง หันไปใส่เสื้ออีกสีหนึ่งแทนหรือเลิกใส่เสื้อสีไปเสียเลยก็มี

อย่างไร ก็ดี ท่าทีต่อสถานการณ์เป็นคนละอย่างกับจุดยืนและโลกทัศน์ทางการ เมือง ซึ่งแท้จริงแล้ว คนที่ลุกขึ้นใส่เสื้อสีใดสีหนึ่งในห้วงหลายปีมา นี้ ล้วนกำลังใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย จนกล่าวได้ ว่า คนเสื้อสองสี แสดงการยืนยันโลกทัศน์และจุดยืนของเขา ( ที่เพียงแต่ “ไม่เหมือน” กับเรา) เช่นกับที่อาจารย์ใจกำลังยืนยันถึงจุดยืนและโลกทัศน์ของตนอยู่เช่นกัน

การ ใส่เสื้อสีอะไรจึงไม่ได้เป็นปัญหาในตัวของมันเอง หากแต่มันเป็นปัญหา เพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือและสัญลักษณ์ในการกีดกันคนที่มีความคิดเห็นทางการ เมืองต่างออกไปให้เป็น ”คนอื่น” หรือ ”ไม่ใช่พวกเรา” แม้กระทั่งเป็นพวกที่สมควรต้องถูกเกลียดชังกำจัดออกไป

ประเด็นที่น่า เป็นห่วงจึงอยู่ที่ว่า การด่วนตัดสินของอาจารย์ใจในเรื่อง นี้กำลังถูกผลักออกไปให้เป็นการด่วนตัดสินของสาธารณชน ที่อาจไม่ทันได้อ่านข่าวสารข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนกระบวนความจาก TCIJ. ซึ่งก็ได้ประกาศอย่างชัดเจนในบทบรรณาธิการและ “เกี่ยวกับเรา” ไว้ แล้ว เห็นได้จากข้อวิพากษ์ของอาจารย์ใจในทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่าว ที่มุ่งเจาะนักการเมือง ซึ่งอาจารย์ใจพาดพิงว่า ทำไมเจาะแต่ถุงเงินคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แกนนำพรรคเพื่อไทย โดยที่อาจารย์ใจละเลยการพูดถึงข่าวเจาะของ TCIJ. ที่เปิดโปงทั้งถุงเงินและเครือข่ายของพรรคการเมืองถึง 4 พรรคด้วยกัน

นอก จากนี้ ที่อาจารย์ใจบอกว่า เว็บลิงค์ของ TCIJ. ค่อนไปในทางกลุ่มเว็บที่เป็นเสื้อเหลือง เช่น Siam intellegent หรือเว็บของ ปปช. สตง. นั้น ขอเรียนโดยสัจจริงว่า ตัวดิฉันเองยังไม่เคยมองว่า Siam Intellegent เป็นของคนใส่เสื้อสีอะไร แม้จะเห็นชื่อกลุ่มคนทำเว็บตามที่เขาประกาศไว้ ก็ เพียงแต่เห็นว่าเว็บนี้มีเนื้อหาสาระดี มีบทความเข้มข้น แล้วก็ประเมินเอา เองว่าคนอ่านเว็บ TCIJ. น่าจะเป็นกลุ่มคนอ่านคุณภาพเช่นเดียวกับของเขา จึงอยากให้คนที่เข้า เว็บเราได้ read more and more เท่านั้นเอง ซึ่งก็เป็นการอ้างอิงเชื่อมต่อโดยเจ้าตัวเขาไม่รู้เรื่องเลยค่ะ

ใน ส่วนการทำเว็บลิงค์ถึง ปปช. สตง. ก็เช่นเดียวกัน ดิฉันเพียงแต่คิดว่า ในเมื่อกระแสข่าวใหญ่ช่วงนี้ของเราเป็น การเปิดข้อมูลนักการเมือง ก็อาจมีคนอยากรู้ข้อมูลในมิติต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องขยายผล เช่น ไปดูคดีเกี่ยวกับนักการเมืองที่ค้างอยู่ที่ ปปช.ถึง 4.000 กว่าคดี อีกอย่างหนึ่ง เว็บลิงค์ย่อมไม่ใช่ศิลาจารึก ความตั้งใจของ TCIJ. ก็คือ จะคอย up date เว็บลิงค์ โดยการปลดออกเพิ่มเข้าให้สอดคล้องกับกระแสข่าวใหญ่ที่เรานำเสนอใน แต่ละช่วง

2. ขอเล่าถึงจุดยืนและเป้าหมายการก่อเกิดของเว็บไซต์ TCIJ. ว่า มาจากงานวิจัยสื่อหนังสือพิมพ์ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาของดิฉัน ที่พบปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้ข่าวสืบสวนหายไปจากสื่อ ทั้งจากการเซ็นเซอร์ ตัวเอง จากอำนาจธุรกิจ และการแทรกแซง คุกคาม จนมาถึงคำตอบสุดท้ายว่า เราต้องสร้างพื้นที่ใหม่ให้ เป็นสื่อเสรีและเป็น ”ทางเลือก “ สำหรับคนที่ต้องการบริโภคข่าวสารคุณภาพ เป็น “พื้นที่ส่วนกลาง” ที่นักข่าวมืออาชีพจะได้ทำงานข่าวสืบสวนโดยปลอดจากอำนาจ แทรกแซง

ดังนั้น ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชน และเป็นสื่อที่ไม่ได้ ทำมาค้าขายข่าว หากแต่อยากให้คนมาเสพข่าวของเราฟรีๆ มากๆ TCIJ. จึงไม่มีธุรกิจมาชี้นำ และกล้าพูดได้ว่า เราจะทำหน้าที่สื่อที่พึงประสงค์ให้ได้มากที่สุด กล่าว คือ ซื่อสัตย์ต่อข้อมูลข้อเท็จจริงที่เป็นสิทธิการรับรู้ (right to know) ของประชาชน โดยการทำความจริง (ที่ถูกซุกซ่อน) ให้ปรากฏ ให้ความจริงและข้อมูลเป็นช่องทางของการเรียนรู้ ไม่ว่าความจริงนั้นจะถูกซุกซ่อนไว้โดยนักการเมือง นักธุรกิจใหญ่ นักวิชาการ คนในเสื้อสีเหลือง คนในเสื้อสีแดง ฯลฯ และหากว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในข่าวจะโต้แย้งกล่าวหาว่าข่าวสารที่เรา นำเสนอไม่เป็นความจริง เราก็ยินดีจะ “เปิดพื้นที่” ให้ผู้ตกเป็นข่าวได้มาแบ่งปันข้อมูล เปิดเผยข้อเท็จจริงอีก ด้านหนึ่งเพื่อโต้แย้ง เพราะนี่คือ พื้นที่สาธารณะ ที่ทุกคนมีสิทธิมีส่วนร่วมได้

นี่ อาจเป็นเรื่องใหม่ที่อาจารย์ใจ ตัวดิฉัน สื่อมวลชนทั้งหลายและวิญญูชน จะได้มาร่วมกันพิสูจน์ความเป็นพื้นที่สาธารณะ ที่ปราศจากอคติหรือคติครอบงำ นี้... ร่วมกันค่ะ

3. ที่อาจารย์ใจด่วนตัดสิน TCIJ. ด้วยประเด็นการรับเงินสนับสนุนจาก สสส. นั้น ดิฉันได้ประกาศอย่างโปร่งใสไว้ในหน้าเว็บไซต์ “เกี่ยวกับเรา”แล้ว ว่า เราได้รับงบประมาณ 1 ปีแรกจาก สสส. แต่มีแผนงานที่จะพึ่งตัวเองโดยการหารายได้อย่างเหมาะสมในปีที่ 2 เป็นต้นไป (รบกวนอาจารย์ใจกลับไปอ่านนะคะ) ซึ่ง TCIJ.มีแผนธุรกิจและการพึ่งตัวเองที่เป็นไปได้หลายประการอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเปิดเผยไม่ ได้ และหากว่าอนาคตข้างหน้าเราไม่สามารถจะพึ่งตัวเองได้จริงตามแผนงานที่วาง ไว้ TCIJ. ก็คงจำเป็นที่จะต้องหยุดตัวเองลงก็เท่านั้นเอง ซึ่งก็จะได้เป็นบทพิสูจน์ ว่า ผู้บริโภคข่าวสารและสังคมไทยไม่ต้องการสิ่งนี้ !... หรือไม่สักวันหนึ่งก็อาจมีใครหรือกลุ่มสื่อใดอยากทำงานข่าวสืบสวนให้ เป็นพื้นที่สาธารณะแบบนี้ขึ้นมาอีกก็ได้ เราก็ได้ทำหน้าที่ของเราแล้ว ในการ เป็น “อิฐก้อนแรก” ที่จะถมทางสร้างถนนให้แก่แผ่นดินแม่ของเรา

อาจารย์ ใจคะ น่าเศร้านะคะที่ชีวิตเราสองคนซี่งอยู่มาจนถึงใกล้บั้นปลาย ขนาดนี้ เพิ่งจะได้เห็นและเป็นอยู่ในบรรยากาศของบ้านเมืองที่วิกฤต ไร้อนาคต ถึงเพียงนี้ ผู้คนต่างลดทอนพลังซึ่งกันและกัน เกลียดชังซึ่งกัน ระแวงสงสัย ซึ่งกัน โดยมิพักต้องแสวงหา “ความจริง”อะไรเลย และโดยไม่ตั้งคำถามกับปัญหาใหญ่ที่อยู่ลึกไปกว่า ปรากฏการณ์ที่ตามองเห็นและหูได้ยิน เราจึงต่างตกเป็นเหยื่อของผู้ชี้นำบ้าน เมือง ปล่อยให้อำนาจอันไม่ชอบธรรมต่างๆ กลับเป็นฝ่ายเติบใหญ่เข้ม แข็ง...มากกว่าประชาชนอย่างเราๆ

ด้วยจิตคารวะและน้ำใสใจจริง
สุชาดา จักรพิสุทธิ์
31 พฤษภาคม 2554

บทความอ้างอิง: "ใจ อึ๊งภากรณ์" วิพากษ์เว็บ "ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง"

วาทะไทย-กัมพูชา ณ ศาลโลก (ยกแรก)

ที่มา ประชาไท

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก (“ศาลโลก”) ได้เผยแพร่เอกสาร Verbatim Record CR 2011/13 และ CR 2011/14 ซึ่งเป็นบันทึกคำแถลงที่กัมพูชาและไทยได้แถลงเป็นวาจาต่อศาล เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2554 เกี่ยวกับกรณีที่กัมพูชาได้ขอให้ศาลมีมาตรการคุ้มครองชั่วคราวเกี่ยวกับ ปราสาทพระวิหาร ขอยกใจความของถ้อยคำบางตอนมาสรุปดังนี้

นายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา
“...ท่าน ประธานศาล ท่านผู้พิพากษาที่เคารพ เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ จะให้กัมพูชามีความหวังได้อย่างไร ในเมื่อตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฝ่ายไทยนั้นจะยอมประชุมด้วยก็เพียงเพื่อเป็นข้ออ้างที่จะผัดผ่อนประเด็นต่อ ไปเรื่อยๆ เป็นวงจรไม่รู้จบ แสดงให้เห็นถึงแผนการถ่วงเวลาและเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ของฝ่ายไทย…”
(CR 2011/13 หน้า 23)

นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งราชอาณาจักรไทยประจำเนเธอร์แลนด์
“…ภาพ ของลูกแกะตัวน้อยที่ถูกจับจ้องโดยเจ้าสุนัขป่าตัวร้าย ซึ่งกัมพูชาพยายามจะวาดภาพให้ศาลเห็นนั้น ล้วนเป็นเท็จ ไทยเองเมื่อสมัยศตวรรษที่ 19 ก็คุ้นเคยกับกรรมของลูกแกะตัวน้อยเป็นอย่างดี ไทยจึงหวังอย่างจริงใจว่าจะไม่มีประเทศใดรวมไปถึงกัมพูชาที่จะต้องรับชะตา กรรมลูกแกะซ้ำในสมัยศตวรรษที่ 21...”
(CR 2011/14 หน้า 21)

เซอร์แฟรงคลิน เบอร์แมน ทนายความฝ่ายกัมพูชา
“…กัมพูชา ไม่แน่ใจว่า “พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร” ที่สื่อมวลชนและทางการไทยอ้างถึงนั้น หมายถึงพื้นที่ใดโดยแน่ชัด แต่ดูเหมือนว่าจะหมายถึงดินแดนใกล้เคียงกับตัวปราสาทพระวิหารที่ไทยนำมา อ้างอธิปไตยภายหลังศาลมีคำพิพากษา…”
(CR 2011/13 หน้า 27)

“…แน่ นอน ไทยย่อมต้องอ้างว่า การที่กัมพูชาขอให้ศาลตีความคำพิพากษานั้น กัมพูชาทำไปเพื่อหวังได้สิ่งที่ถูกศาลปฏิเสธไปเมื่อครั้งที่แล้ว...แต่ไทย เองคงกลืนน้ำลายตัวเองไม่ลง เพราะไทยเองนั้นเป็นฝ่ายปลุกเสกการตีความคำพิพากษาขึ้นมาใหม่อย่าง วิปลาส...เพียงเพื่อจะผูกมัดกัมพูชาว่าเป็นผู้ตีความคำพิพากษาไปเองฝ่าย เดียว”
(CR 2011/13 หน้า 35)

ศาสตราจารย์อลัง เปลเล่ต์ ทนายความฝ่ายไทย
“…วันนี้ กัมพูชาพยายามใช้วิธีอ้างว่าไทยยังคงมีหน้าที่ต้องถอนกำลังเจ้า หน้าที่ออกไปจากบริเวณใกล้เคียงตัวปราสาท ทั้งๆ ที่ไทยเองก็ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้ว...และเมื่อเช้า นี้กัมพูชาก็ยอมรับต่อศาลเองว่า ไทยกับกัมพูชาเพิ่งมามีความเห็นเกี่ยวกับคำพิพากษาไม่ตรงกันเมื่อไม่นานมา นี้...นั่นไงครับท่านประธานศาล! กัมพูชากำลังสารภาพว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาจนกระทั่งไม่นานมานี้ กัมพูชาก็เห็นตรงกับไทยว่าไทยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยถอนกำลังออกไปเรียบ ร้อยแล้ว...”
(CR 2011/14 หน้า 25)

ศาสตราจารย์ฌอง-มาร์ค โซเรล ทนายความฝ่ายกัมพูชา
“…กัมพูชา หวังพึ่งมาตรการคุ้มครองชั่วคราวจากศาลก็เพราะการเจรจาหยุดยิง ระหว่างไทยและกัมพูชาในระดับนายทหารนั้นเป็นสถานการณ์ที่มีความเปราะ บาง...สาเหตุหนึ่งก็เพราะว่าหากไทยก้าวเข้าไปสู่สถานการณ์การเมืองภายใน ประเทศที่เปราะบางด้วยแล้ว ก็ไม่มีอะไรประกันว่าการเจรจาหยุดยิงจะได้รับการรับรองให้แน่นอน ดูตัวอย่างความติดขัดในอดีตได้จากการที่รัฐสภาไทยไม่ให้ความยินยอมข้อตกลง เกี่ยวกับคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมระหว่างสองประเทศเป็นต้น...ความวุ่นวายทาง การเมืองของไทยย่อมอาจนำไปสู่การปะทะกันด้วยอาวุธได้อีก...”
(CR 2011/13 หน้า 45-47)

ศาสตราจารย์ศาสตราจารย์เจมส์ ครอว์ฟอร์ด ทนายความฝ่ายไทย
“…เวลา เกือบ 50 ปีหลังคำพิพากษานี้ไม่ใช่เวลาน้อยๆ แต่กัมพูชากลับขอให้ศาลมองทุกอย่างเป็นปัจจุบัน ขอศาลให้สั่งให้ทหารไทยต้องถอนกำลังออกไปจากตัวปราสาท ทั้งๆที่ตอนศาลมีคำพิพากษาทหารเหล่านั้นยังไม่ทันได้เกิดเสียด้วยซ้ำ...ราว กับว่าคำพิพากษาถูกหุ้มด้วยวุ้นถนอมอาหาร ไม่แปรเปลี่ยนข้ามทศวรรษหรือแม้ศตวรรษ หากเรายอมรับหลักการแบบนี้ แล้วระยะเวลาตีความจะไปสิ้นสุดที่จุดใด?...”
(CR 2011/14 หน้า 33)

ศาสตราจารย์โดนัลด์ เอ็ม แม็คเรย์ ทนายความฝ่ายไทย
“…การ ตั้งคณะผู้สังเกตการณ์จากประเทศอินโดนีเซียและการกลับเข้าสู่กระบวนการ เจรจาโดยคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ย่อมทำให้ข้ออ้างเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนของมาตรการคุ้มครองชั่วคราวนั้น ฟังไม่ขึ้น...”
(CR 2011/14 หน้า 54)

---------------------------------------------

หมายเหตุ
ศาลโลกยังคงรับฟังการแถลงด้วยวาจาต่อในวันที่ 31 พฤษภาคม 2554.
บทวิคราะห์ประเด็นคดีปราสาทพระวิหาร อ่านเพิ่มได้ที่ https://sites.google.com/site/verapat/temple/summary1962

เกี่ยวกับผู้เขียน อดีตนักกฎหมายในคดีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ สำนักกฎหมาย Freshfields Bruckhaus Deringer (กรุงปารีส). นิติศาสตรมหาบัณฑิต (รางวัลทุนฟุลไบรท์และวิทยานิพนธ์เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด.

รายงานพิเศษ:22 พฤษภาคม 2554 รำลึกพฤษภามหาโหด ณ หน้าหอไอเฟล ประเทศฝรั่งเศส

ที่มา Thai E-News


ข้าพเจ้า เห็นความรักมากมายที่คนเสื้อแดงยุโรปมีให้กับ ทักษิณ และโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะส่งผ่านความรักนั้นมายังยิ่งลักษณ์ น้องสาวทักษิณเช่นกัน ข้าพเจ้าได้แต่หวังว่าทั้งทักษิณ ยิ่งลักษณ์ รวมทั้งว่าที่ สส. และแกนนำพรรคเพื่อไทยจะรักพวกเขาได้แม้เพียงครึ่งหนึ่งของความรักที่คนเสื้อ แดงไกลบ้านเหล่านี้ได้มอบให้กับพวกเขา

ความฝันอันยิ่งใหญ่ของทุกคน ที่นี่คือ ต้องการร่วมต่อสู้เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นไปจากอำนาจที่อยุติธรรมและสร้าง ประชาธิปไตยที่แท้จริง พร้อมกับนโยบายสวัสดิการสังคมที่ดีเช่นเดียวกับที่พวกเขาได้รับในหลายประเทศ ในยุโรป

โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ

31 พฤษภาคม 2554

ที่มา Time Up Thailand


22 พฤษภาคม 2554 เครือข่ายนปช. ยุโรป นัดรวมตัวหน้าหอไอเฟล ฝรั่งเศส เพื่อร่วมรำลึกครบรอบเหตุการณ์สังหารโหดประชาชน ณ ศูนย์กลางย่านการค้า กลางเมื­องหลวงกรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553

หลังจากกลับจาก ฝรั่งเศสข้าพเจ้าต้องช่วยเพื่อนทำนิทรรศการศิลปะที่เมือง Turku ที่ได้รับเลือกจากสหภาพยุโรปให้เป็นเมืองศูนย์กลางวัฒนธรรมยุโรปประจำปี 2554 ที่มีกำหนดเปิดงานในวันที่ 28 พฤษภาคม จึงทำให้การเขียนถ่ายทอดเรื่องราวกิจกรรมรำลึกพฤษภาเลือด 2553 ของกลุ่ม นปช. ยุโรป ต้องล่าช้าไปด้วย ต้องขออภัยพี่ๆ น้องๆ นปช, ยุโรปและแดงยุโรป ทุกคนมา ณ ที่นี้ด้วย

ต่อไปนี้เป็นบันทึกประสบการณ์การเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่ม นปช. ยุโรประหว่างวันที่ 21-24 พฤษภาคม 2554





การเดินทางเพื่อมาทำความรู้จักกับ นปช. ยุโรป

นับ ตั้งแต่ออกเดินทางจากฟินแลนด์ในช่วงบ่ายของวันที่ 21 พฤษภาคม ข้าพเจ้าได้รับไมตรีจิตรและมิตรภาพจากคนแปลกหน้าและคนที่เพิ่งรู้จักกัน ครั้งแรกตลอดการเดินทางครั้งนี้ โดยเฉพาะเมื่อต้องลงเครื่องกลางดึก ณ มหานครปารีสที่กว้างใหญ่ พร้อมกับความหวาดวิตกว่าจะเดินทางไปบ้านพี่มนูญ มิ่งชัย ประธานกลุ่ม นปช. ยุโรป ที่พวกเราที่มาจากต่างแดนจะไปพักกันที่นั่นได้อย่างไร โชคดียิ่งนักที่คนหนุ่มสาวฝรั่งเศสที่มารับเพื่อนซึ่งเป็นนักเรียนแลก เปลี่ยนชาวอัฟริกาใต้ที่เดินทางมาเที่ยวบินเดียวกัน ได้เผื่อแผ่น้ำใจมายังข้าพเจ้า และอาสาขับรถมาส่งข้าพเจ้าถึงบ้านพี่มนูญอย่างปลอดภัย

บ้านพี่มนูญคืน นั้นคึกคัก เต็มไปด้วยคนเสื้อแดงจากฝรั่งเศสที่มาให้การต้อนรับและนำอาหารมาเลี้ยงดูคณะ จากเยอรมัน ซึ่งเป็นทีมประสานงานหลักระหว่างคนเสื้อแดงยุโรป ที่ขับรถมาจากแฟรงเฟิร์ตกันตั้งแต่เช้า และเผื่อแผ่มายังข้าพเจ้าด้วย

“นี่ แหล่ะบรรยากาศการรวมตัวของพวกเราที่ยุโรป อยู่กันแบบราชประสงค์ กินนอนด้วยกันแบบนี้ ใครมีอะไรก็เอามาแบ่งปันกัน ไม่มีการพักโรงแรมหรูหรือกินอยู่อย่างหรูหราหรอก” เมย์ เยอรมันหรือแดงแจ๊ด บอกกับข้าพเจ้า

ใน แฟลตสวัสดิการของรัฐบาลฝรั่งเศสที่จัดสร้างให้ผู้มีรายได้น้อยได้เช่า พักอาศัยในเมืองปารีสที่ค่าเช่าบ้านแพงหูฉี่ ที่แม้จะไม่กว้างขวางมากนัก แต่ก็สามารถจัดสรรพื้นที่รองรับทั้งเพื่อนจากแดนไกล และเพื่อนฝูงจากปารีสที่มาต้อนรับรวมกันกว่าสิบคน หลายคนมาพร้อมอาหารเพื่อมาแบ่งปันและรับประทานร่วมกัน

ทั้งนี้พี่มนู ญและพี่ดาว เป็นพี่ที่แสนใจดีของทุกคนไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม นปช. ยุโรป หรือคนไทยที่เดือดร้อนในฝรั่งเศสและมาขอความช่วยเหลือ

คอมพิวเตอร์ หลายตัวเปิดออนไลน์เพื่อติดตามข่าวสารของคนเสื้อแดงจาก ประเทศไทย หรือใช้คุยออนไลน์ระหว่างคนเสื้อแดงยุโรป บ้างครั้งดีเจทอมมี่ของเราที่นั่งเฝ้าหน้าจอคอมฯ เพื่อฟังคำปราศรัยต่างๆ ก็จะสลับเปิดเพลงคนเสื้อแดง ให้หลายคนได้ร้องประสานเสียงร่วมไปกับเพลงเป็นระยะๆ พร้อมกับปรมมือโห่ฮิ้วเมื่อฟังคำปราศรัยถูกใจ

บรรยากาศยามเที่ยงคืนที่ฝรั่งเศสของแฟลตกลางเมืองแห่งนี้จึงกลายเป็นช่วงเวลาค่ำคืนแห่งการต่อสู้บนท้องถนนกรุงเทพฯ ไปได้เช่นกัน

นอกจากนี้บนโต๊ะก็ยังเต็มไปด้วยอาหารนานาชนิดที่เสิร์ฟกันตลอดคืน ทั้งข้าวปั้นญี่ปุ่นหน้าต่างๆ ปลาดิบ เป็ดอบ และปลาทอด เป็นต้น ฯลฯ

จาก การบอกเล่าของแดงแจ๊ด สภาพเหล่านี้คือบรรยากาศของการรวมตัวของชาวเสื้อแดงที่ยุโรป เมื่อจัดประชุมที่ไหน พวกเขาจะไปพักกันตามบ้านแกนนำหรือที่วัดไทย นอนเรียงกันเป็นตับ มีอะไรก็ทำกินกัน แบ่งกันกิน ไม่มีการนอนโรงแรมหรู ทุกคนเสีย­­สละค่าจ้าง เวลาพักผ่อนวันหยุด มาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเพื่อร่วมต่อสู้และติดตามประชาธิปไตยเมืองไทย ด้วยความคิดว่า “เราสู้เพื่อลูกหลานและเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคนไทย"

­­พวก เราสาวๆ จากแดนไกล นอนเรียงรายกันในห้องนอนเจ้าบ้านที่ยกให้แขกนอน และก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ห้องนอนนี้ถูกยกให้กับผู้มาเยือน มันเกือบจะกลายเป็นห้องนอนของผู้มาเยือนที่มีมาต่อเนื่องนับตั้งแต่การรวม กลุ่มคนเสื้อแดงในฝรั่งเศสเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ที่รู้สึกสุดทนกับภาพการสังหารประชาชนอย่างโหดร้ายที่ราชประสงค์

พี่มนูญ ในฐานะประธาน นปช. ได้ดำเนินการจดทะเบียน นปช. ยุโรปที่ประเทศฝรั่งเศส และได้รับใบทะเบียนเรียบร้อยแล้วเมื่อเร็วๆ นี้

22 พฤษภาคม - วันอาทิตย์สีแดงหน้าหอไอเฟล

รุ่ง เช้า ข้าพเจ้าตื่นมาพบแดงแจ๊ดนั่งหน้าคอมพิวเตอร์คุยสไกด์ออนไลน์กับแกนนำนปช. ยุโรปในหลายประเทศ และคุยกับอาจารย์ธิดา แกนนำนปช. ซึ่งเป็นการพูดคุยสื่อสารระหว่างแกนนำประเทศต่างๆ ในยุโรปและกับแกนนำ นปช. และแกนนำที่ลี้ภัยหลายคน เป็นไปแทบจะเรียกได้ว่ากิจวัตรประจำวัน หรือเป็นการพูดคุยรายวันกันเลยทีเดียว

นอกจากนี้พวกเขาจะเช็คข่าวจาก สื่อข่าวอิสระออนไลน์ทั้งหลาย โดยเฉพาะไทยอีนิวส์ ซึ่งถือเป็นสื่อกลางแห่งการติดตามความเคลื่อนไหวทางเมืองไทยของแกนนำ นปช. ยุโรป

เนื่องจากทุกคนทำงานกันวันละกว่า 10 หรือ 12 ชั่วโมง โดยเฉพาะกุ๊กนี้ทำงานตั้งแต่ 10 โมงเช้ากว่าจะเลิกก็ดึกดื่นเที่ยงคืน หลายคนจึงไม่มีเวลามากนัก กลับมาถึงที่พักก็เหน็ดเหนื่อยกันมากแล้ว ส่วนใหญ่จึงเลือกเสพสื่อเสียง หรือดูคลิปวีดีโอและอ่านข่าวสั้นๆ มากกว่าการอ่านบทวิเคราะห์ยาวๆ และหลายคนมีปัญหาทางสายตา ทำให้การอ่านจากจอคอมพิวเตอร์ที่ไม่สะดวกนัก

ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จและข่าวจริงมากมายจากเมืองไทยจึงถูกถ่ายทอดสู่คนไทยในยุโรปอย่าง ฉับไว ด้วยระบบการสื่อสารทางอินเทอร์เนตเช่นนี้

เนื่องจากแกนนำ นปช.ยุโรป โดยเฉพาะแดงแจ๊ด เพิ่งถูกโจมตีจากนักพูดไซเบอร์อย่างหนักว่าไม่ใช่แกนนำคนเสื้อแดงที่ยุโรป หรือ นปช. ยุโรป อย่างแท้จริง อันเกี่ยวเนื่องผูกพันมากับกระแสกดดันต่างๆ จากความขัดแย้งระหว่างเสื้อแดงหลายขั้วแนวคิดและแนวทาง ที่แผ่วงกว้างมาถึงยุโรปด้วยเช่นกัน จนเกิดการวิจารณ์พาดพิงกันไปมาในโลกไซเบอร์ ที่ไม่รู้ว่าต้นตอมาจากไหน จริงหรือไม่จริง และที่ยุโรปเริ่มกระแสแรงมากขึ้นของการแบ่งขั้ว “แดงวิชาการ” กับ “แดงรากหญ้า” ซึ่งส่งผลให้ “แดงรากหญ้า” ที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันจากแกนนำหลายคน ทั้งหญิงและชาย ที่มาได้ดิบได้ดีจากการทำงานอย่างหนักในหลายประเทศในยุโรป ที่ต่างก็ลงแรง ลงกำลังทรัพย์ และกำลังใจไปไม่น้อยตลอดสองปีที่ผ่านมา รู้สึกเจ็บปวดกับการวิจารณ์เหล่านี้ และพวกเขาไม่พอใจและก็รู้สึกอ่อนไหวไปกับบรรยากาศแห่งการถูกแบ่งชนชั้นมาก พอดู

การพูดคุยในเช้าวันที่ 22 พฤษภาคมที่แฟลตชานเมืองปารีส จึงเต็มไปด้วยการแสดงความไม่พอใจต่อการพูดโจมตีกลุ่ม นปช. แดงยุโรป ที่พวกเขาบอกว่าไม่เป็นความจริงและได้ข้อมูลไปผิดๆ

เมื่อได้พูดคุยกับ หลายคนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ได้รับทราบถึงความอึดอัดและไม่พอใจนิดๆ ของแกนนำยุโรปบางคน ต่อการเสนอตัวของแกนนำผลัดถิ่นเพื่อเข้ามาเป็นแกนนำในหมู่คนเสื้อแดงยุโรป ซึ่งขัดแย้งกับสภาพการจัดตั้งในรูปแบบของพวกเขาซึ่งมีแกนนำในแต่ละประเทศ อยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงได้ประกาศตัวชัดเจนว่าเป็น นปช. ยุโรป เป็นคนรากหญ้า และจัดระบบการประสานงานระหว่างกัน โดยมีลักษณะการทำงานแบบ ไม่มีใครนำใคร กิจกรรมขึ้นอยู่กับความสามารถและความสะดวกในการจัดของแต่ละประเทศ

ด้วย ประการฉะนี้ แกนนำและแนวร่วมหลายคน จึงรู้สึกอ่อนไหว และไม่ค่อยวางใจนักกับนักวิชาการ และคนแปลกหน้า และกลายเป็นหวาดระแวงกันไปจนถึงขั้นที่ว่า คนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนปช. ต้องเป็นคนที่ขายตัวให้กับอำมาตย์แล้วแน่ๆ แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นอดีตแกนนำ นปช. ก็ตามที

วิถีการตีขลุมเหมารวมว่า “ถ้าไม่เห็นด้วยกับพวกเรา นปช. ก็ต้องขายตัวให้กับอำมาตย์” หรือ “เราไม่รู้ว่านายเขาเป็นใคร ไม่รู้ว่าเขาแปรพักตร์ไปเข้ากับอำมาตย์หรือเปล่า” จึงเป็นคอมเมนต์ที่ข้าพเจ้าได้ยินหลายครั้งจากชาว นปช.ยุโรป

“นปช. และแกนนำแดงยุโรปก็ถูกกล่าวหาว่ารับเงินทักษิณ ซึ่งทุกคนก็ยืนยันว่าไม่จริง พวกเราจึงไม่ควรไปเหมารวมว่าคนที่คิดต่างจะต้องเป็นพวกรับเงินอำมาตย์ เท่านั้น เพราะนี่เป็นประเด็นที่ นปช. เองก็ถูกโจมตีไม่ใช่เหรอ?” ข้าพเจ้าท้วงติงไปบ้างเช่นกัน

กระนั้น ก็ตาม น้ำใจไมตรีและมิตรภาพของคนไทยในยุโรปก็ยังคงเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทย ต่างก็ต้อนรับขับสู้และดูแลเพื่อนมิตรจากแดนไกลโดยไม่ขาดตกบกพร่อง

รำลึกหนึ่งปีการสังหารหมู่ประชาชน พฤษภาคม 2553

เวลา เที่ยงของวันที่ 22 พฤษภาคม พวกเราก็ทยอยออกเดินทางไปเตรียมงานที่หน้าหอไอเฟล บางคนไปกับรถขนของ หลายคนก็เดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน โดยมีอติเทพ​หรือโอ หนุ่มลำปางอารมณ์ดี ที่มาตำส้มตำ และทำต้มยำกุ้งรสแซ่บให้พวกเราทาน และเป็นผู้นำทางพวกเราไปยังหอไอเฟล

หลาย คนคงยังจำข่าวคู่รักไทย-เขมรที่จัดงานหมั้นเพื่อส่งเสริมสันติภาพไทยเขมร ท่ามกลางการพยายามยุยงของกลุ่มพันธมิตรให้ทั้งสองประเทศทำสงคราม ชายหนุ่มคนนั้นก็คือโอนี่แหล่ะค่ะ

โอเป็นอดีตครูหนุ่มจากลำปาง ตัดสินใจเดินทางมาเสี่ยงโชคที่ฝรั่งเศสตั้งแต่ประมาณปี 2530 จนตอนนี้เกือบทั้งครอบครัวของโอต่างก็เดินทางมาทำงานทีฝรั่งเศสกับเกือบหมด แล้ว ตัวโอเองก็ได้พบรักกับดาวี สาวเขมรขวัญใจชาวเสื้อแดงยุโรป และได้จัดงานหมั้น “Make Love Not War” ท่ามกลางบรรยากาศสงครามชายแดนไทยเขมร อันลือลั่นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2554 งานแต่งงานของโอและดาวีจะจัดขึ้นวันที่ 29 พฤษภาคม 2554 ซึ่งเจ้าสาวบอกว่าได้สั่งตัดชุดแต่งงานสีแดงที่ส่งตรงมาจากเขมรกันเลยที เดียว

โอ เป็นกำลังหลักคนหนึ่งที่ขยันขันแข็งในการช่วยงาน นปช. แดงยุโรปและสมาคมรวมใจไทยในฝรั่งเศส ส่วนดาวีคู่หมั้นโอที่พูดไทยได้อย่างฉะฉาน แม้จะเป็นคนเขมรเธอก็ลงมาร่วมสู้กับคนเสื้อแดงอย่างแข็งขันจนกลายเป็นที่ ขวัญใจคนเสื้อแดงยุโรปไปด้วย เธอบอกว่า "พี่โอบอกหนูว่าเราสู้เพื่อลูกหลาน หนูก็ว่าถ้าสู้เพื่อลูกหลาน หนูสู้ด้วย"

เรา มาถึงลานกว้างหน้าหอไอเฟลก่อนบ่ายสองโมงเล็กน้อย มีตำรวจสองคนที่ทำหน้าที่ดูความเรียบร้อยมายืนรอพวกเราอยู่ก่อนแล้ว และถามหาใบอนุญาตจัดงานทันที

“วันนี้คนอาจจะไม่มากนักเพราะมี คอนเสิร์ต ไผ่ พงศธร ที่ปารีสในเวลาเดียวกันกับงานของเรา ซึ่งเตรียมงานและขายบัตรไว้ล่วงหน้าก่อนที่พวกเราจะวางแผนจัดงานนี้ มันเลยซ้อนกัน และพวกเราหลายคนก็ซื้อตั๋วคอนเสิร์ตเอาไว้แล้ว” โอ และเพื่อนชาวเสื้อแดงฝรั่งเศสบอกพวกเราให้เตรียมใจไว้ล่วงหน้าว่าอาจจะไม่มีคนมากนักวันนี้

พวกเราเองก็ใจตุ้มๆ ต่อมๆ ไปด้วยเช่นกันว่าจะมีคนมาร่วมงานรำลึกกันมากน้อยแค่ไหน

หลัง บ่ายสองไม่นาน คนไทยใส่เสื้อแดงทยอยเดินทางมาสมทบมากขึ้นเรื่อยๆ ป้ายต่างๆ ที่เตรียมไปจากเยอรมันและทำในฝรั่งเศสทยอยนำออกมาแจกจ่ายให้กับทุกคนไปถือ ยืนเกาะกลุ่มกันตรงจุดที่เห็นหอไอเฟลเด่นตระหง่าน

การเปิดงานก็เริ่ม ขึ้นแล้ว โดยผู้อาวุโสชาวไทยที่อยู่ฝรั่งเศสมานานทั้งที่ปรึกษาสมาคม และประธานสมาคมทยอยกล่าวปราศรัย ส่วนใหญ่เป็นการปราศรัยเป็นภาษาไทย และมีนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นแวะเวียนเข้ามาถ่ายรูปเป็นระยะๆ บางคนข้าพเจ้าก็เข้าไปอธิบายให้ฟังว่าพวกเรามาทำอะไรกัน เธอคนหนึ่งบอกว่าไม่เห็นข่าวคนเสื้อแดงในหน้าหนังสือพิมพ์ของฝรั่งเศสเลย และคิดว่าน่าจะมีการประชาสัมพันธ์กับนักข่าวกันมากกว่านี้

พอ ถึงช่วงเวลาประมาณบ่ายสามกลุ่มพวกเราก็ไม่ใช่กลุ่มเรียกร้อง ประชาธิปไตยให้กับประเทศบ้านเกิดเพียงกลุ่มเดียวที่มาใช้หอไอเฟลเป็น สัญลักษณ์ส่งเสียงเรียกร้องประชาธิปไตยให้กับประเทศบ้านเกิดเมืองนอน ชาวโมรอคโคกว่า 30 คนพร้อมป้ายภาษาอาหรับกับภาษาฝรั่งเศสก็มาใช้พื้นที่ตรงกลางลาน เพื่อประท้วงระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในโมรอคโค และเรียกร้องประชาธิปไตยเช่นกัน

ข้าพเจ้าเดินเข้าไปทักทายแกนนำชาวโม รอคโค และสอบถามสาเหตุที่มาประท้วงวันนี้ จึงได้ทราบว่าพวกเขาก็มาต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย แกนนำชาวโมรอคโคบอกว่า “เราต้องการการเปลี่ยนแปลง”

เราจับมือประสานและให้กำลังใจกันและกัน และรู้ว่าในขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เราจำเป็นจะต้องสมานฉันท์ระหว่างกัน

ประมาณ หนึ่งชั่วโมงหลังจากตะโกนคำขวัญเรียกร้องประชาธิปไตย กลุ่มโมรอคโคได้เคลื่อนขบวนออกเดินไปตามท้องถนน หลังจากนั้นก็มีกลุ่มจากเอเชียใต้มาใช้พื้นที่บริเวณหอไอเฟลประท้วงอีกกลุ่ม หนึ่งเช่นกัน แต่ไม่ใช่เรื่องประชาธิปไตย เท่าที่อ่านป้ายประท้วงน่าจะเป็นเรื่องเสรีภาพทางศาสนา

กลับมาที่ กลุ่มคนเสื้อแดง พอประมาณบ่ายสี่ พวกเราก็กลายเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในที่นั่น คาดว่าจะมีประมาณ 150 คนได้ แดงแจ๊ดเริ่มนำตะโกนเรียกร้อง "เราต้องการประชาธิปไตย อภิสิทธิ์ออกไป และเพื่อไทยเบอร์หนึ่ง ฯลฯ"

ทอม มี่กับเพื่อนชาวเสื้อแดงฝรั่งเศส ใส่ชุดนักโทษจำลอง ที่ถูกล่ามโซ่ตรวน เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีนักโทษการเมืองและนักโทษคดีหมิ่นฯ

ตะโกน กันพอสมควรก็ได้เวลาถ่ายรูปหมู่และเต้นรำกันนิดหน่อยก่อนจะต้องยุติการ ประท้วงในเวลา 5 โมงเย็นตรงเปะตามเวลาที่ขอไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เคร่งครัดมากและมายืน กำกับเวลาพวกเราให้ยุติตรงเวลากันทีเดียว แต่ตำรวจก็ไม่มีท่าทีคุกคามอะไร

หลัง จากยุติการชุมนุม หลายคนก็ควักข้าวเหนียว ไก่อบ และกุ้งเต้นมาแจกจ่ายแบ่งปันกันทาน เป็นบรรยากาศการประท้วงของคนไทยจริงๆ ที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนท้องก็ไม่เคยหิว และมีการพกพาอาหารมาแบ่งปันกันทาน


พวก เราพากันเดินทางกลับไปบ้านพี่มนูญเพื่อไปพูดคุยกันต่อ และทานอาหารค่ำรวมกันก่อนที่ทีมเยอรมันจะต้องขับรถกว่า 6 ชั่วโมงกลับไปยังแฟรงเฟิร์ต

อาหารค่ำนี้ปรุงด้วยแม่ครัวและพ่อครัวมือ หนึ่งหลายคน จึงเอร็ดอร่อย แซบหลายถูกใจหลายคน และบรรยากาศการพูดคุยก็เป็นไปอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งถึงเวลาแห่งการร่ำลากับกลุ่มแดงแจ๊ด พี่น้ำปิง พี่แห้งและทอมมี่

หลัง จากทีมจากเยอรมันเดินทางกลับไปแล้ว พวกเรายังคงพูดคุยกันต่อจนดึก ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ปัญหาแรงงานไทยในฝรั่งเศสเยอะมากจากการพูดคุยกับพี่ๆ เหล่านี้ ที่มีทั้งอดีตแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวจากลำปางที่เจ๊งจากวิกฤติการเมืองรัฐประหารปี 2549 จนตัดสินใจมาฝรั่งเศสพร้อมกับสามี หมอนวดแผนโบราณมือทองขวัญใจทุกคนที่คิวจองตัวยาวเหยียด โอและดาวีที่เป็นที่รักของทุกคน และก็พี่ที่มาทำงานตัดเย็บเสื้อผ้าและงานบ้านที่ฝรั่งเศส รวมทั้งคนไทยลาวที่มาเป็นตำรวจอยู่ที่ฝรั่งเศสกว่ายี่สิบปี

เราจำเป็นต้องสร้างวุฒิภาวะในขบวนการคนเสื้อแดง

เวลา สี่วันแห่งการทำความรู้จักกับ นปช. ยุโรปและชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในฝรั่งเศส ข้าพเจ้าได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับชีวิตคนไทยในยุโรป และได้เข้าใจความมุ่งมั่นของพวกเขาที่ต้องการมีส่วนร่วมหรือช่วยอะไรได้บ้าง จากแดนไกล เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นความมุ่งมั่นที่ไม่ได้ผูกโยงประโยชน์ส่วนตัว และทุกคนได้เสียสละกันมากตลอดสองปีที่ผ่านมา ทั้งรวบรวมเงินทองส่งไปช่วยเหลือการต่อสู้ในเมืองไทย และออกค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการจัดกิจกรรมที่ยุโรป รวมทั้งดูแลนักสู้จากเมืองไทยที่แวะเวียนมากันอย่างไม่ขาดสาย

ในสภาวะ ที่พวกเขาจำนวนไม่น้อยคือคนที่อยู่ฐานล่างสุดของค่าแรงขั้นต่ำที่ ยุโรป แต่โชคดีที่มีสวัสดิการหลายตัวคุ้มครองทำให้สภาพความเป็นอยู่ที่นี่ไม่ได้ ลำบากมากนัก

ประเด็นปัญหาจึงเป็นเรื่องของการไม่สามารถแยกแยะข้อมูล และสามารถใช้วิจารณญาณและสติปัญญาอย่างรอบด้าน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในสภาพการเมืองไทยที่วุ่นวายมาหลายปีนับตั้งแต่ปลายปี 2548 เอาเข้าจริงแม้แต่คนที่อยู่ในเมืองไทยที่แม้จะอยู่ใกล้กับแหล่งข้อมูลตรงก็ ไม่สามารถแยกแยะได้แล้วว่าอะไรจริง อะไรเท็จ และมันก็ไม่ใช่เป็นปัญหาที่เกิดเฉพาะจากคนรากหญ้าเท่านั้น แต่เป็นการขาดวุฒิภาวะมาตั้งแต่ชนชั้นสูง พวกอำมาตย์และขั้วอำนาจนำในสังคไทย ที่นำพาบ้านเมืองบอบช้ำกันมาหลายปี

มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชาว “แดงรากหญ้า” เองก็ประสบปัญหาเรื่องการไม่ไว้วางใจใครง่ายๆ รวมทั้งไม่รู้ว่าใครเป็นใคร และมักจะเหมารวมว่า “ถ้าไม่ใช่พวกเรา ก็ต้องเป็นพวกอำมาตย์” ซึ่งเป็นโรคติดแห่งความหวาดระแวงที่แผ่ซ่านมาจากเมืองไทยมาสู่พวกเขาด้วยเช่นกัน

ข้าพเจ้า ไม่ได้รู้สึกว่าปัญหาเหล่านี้ี่เป็นปัญหากับเฉพาะ นปช. ยุโรป เพราะทุกขบวนการก็มีความขัดแย้งกันอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าแกนนำแต่ละกลุ่มจะหนักแน่น และพยายามขับเคลื่อนมวลชนและแนวนโยบายอย่างมีสติและเหตุผลเพื่อบรรลุเป้า หมายได้อย่างไร ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องที่ว่ามัน “มีความขัดแย้ง หรือแตกแนวคิดเป็นหลายกลุ่ม หลายขั้ว” แต่ปัญหาคือแนวคิดที่ว่า “ทุกกลุ่มต้องสลายแนวคิดแล้วมาเดินร่วมกันในจุดยืนของ นปช, ซึ่งประกาศชัดว่าหนุนและปฏิบัติตามแนวนโยบายจองพรรคเพื่อไทยเท่านั้น”

บางคนพยายามบอกทำนองว่า “สื่อต้องมีสติมากที่สุด จะมาให้เราเป็นฝ่ายใช้วิจารณญาณไม่ได้”

ข้าพเจ้าแย้งว่า “ทุกคนต้องมีวิจาณญาณให้มากที่สุด ในการแยกแยะระหว่างปัจเจกกับอุดมการณ์รวม ให้ได้ ให้สื่อทำอย่างเดียวไม่ได้ เพราะสื่อนี่แหล่ะที่หลายครั้งเป็นตัวต้องการเห็นประเด็นความขัดแย้งเพื่อไป สร้างสีสันข่าว”

มันเป็นสภาวะแห่ง “การไร้วุฒิภาวะและความสำนึกร่วม” ซึ่งเป็นปัญหาไปทั่วทั้งสังคมไทยในยามนี้ และเป็นหนึ่งในต้นตอปัญหาของทุกขบวนการทางสังคม ที่มักติดกับการจ้องจับผิดตัวบุคคลมากกว่า “การแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” และการมุ่งหน้าแก้ปัญหาการเมืองและภาวะไร้ซึ่งจุดยืนและวุฒิภาวะเหล่านี้ไปให้หมดไปจากสังคมไทยเสียที

ข้าพเจ้า เห็นความรักมากมายที่คนเสื้อแดงยุโรปมีให้กับทักษิณ และโดยไม่รังเลแม้แต่น้อยที่จะส่งผ่านความรักนั้นมายังยิ่งลักษณ์ น้องสาวทักษิณเช่นกัน ข้าพเจ้าได้แต่หวังว่าทั้งทักษิณ ยิ่งลักษณ์ รวมทั้งว่าที่ สส. และแกนนำพรรคเพื่อไทยจะรักพวกเขาได้แม้เพียงครึ่งหนึ่งของความรักที่คนเสื้อ แดงไกลบ้านเหล่านี้ได้มอบให้กับพวกเขา

ความฝันอันยิ่งใหญ่ของทุก คน ที่นี่คือ ต้องการร่วมต่อสู้เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นไปจากอำนาจที่อยุติธรรมและสร้าง ประชาธิปไตยที่แท้จริง พร้อมกับนโยบายสวัสดิการสังคมที่ดีเช่นเดียวกับที่พวกเขาได้รับในหลายประเทศ ในยุโรป

คนอีสานและคนเหนือที่ฝรั่งเศส


ข้าพเจ้า อยู่ฝรั่งเศสต่ออีกสองวันเพื่อทำความรู้จักกับคนไทยที ฝรั่งเศส และพบเจอกับเพื่อนฝูง จากการพูดคุยกับพี่มนูญและพี่น้องคนไทยหลังจากนั้น ข้าพเจ้าได้เรียนรู้เรื่องปัญหาคนไทยในฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น และก็เป็นข้อมูลที่น่าตกใจมากเช่นกันว่ามีคนไทยที่อยู่อย่างถูกกฎหมายที่ฝรั่งเศสเพียงประมาณแปดพันคน แต่ที่อยู่เกินวีซ่า (บางคนกว่ายี่สิบปี) มีร่วมสี่หมื่นคน

หลังจากการลุกขึ้นสู้ของคนเสื้อแดง พี่มนูญจึงเริ่มหันมาสนใจการเมืองไทย และตั้งสมาคมรวมใจไทยที่ฝรั่งเศษเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2553

“พวก เรารวมตัวกันจัดตั้งสมาคมรวมใจไทยที่ฝรั่งเศส เพื่อเป็นที่รวมของคนเสื้อแดงและช่วยเหลือคนเสื้อแดงและคนไทยที่มีปัญหาที่ ฝรั่งเศส” พี่มนูญเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของการรวมตัว และจดทะเบียนสมาคม “รวมใจไทยในฝรั่งเศส” เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว

“ตอน นี้เรามีสมาชิกประมาณสองร้อยกว่าคน และก็ดำเนินการช่วยเหลือสมาชิกที่ต้องทำเรื่องขอสถานภาพที่ถูกกฎหมายที ฝรั่งเศส รวมทั้งหาครูอาสาสมัครมาสอนภาษาฝรั่งเศสให้กับสมาชิกและผู้สนใจ”

มี คนไทยที่ฝรั่งเศสประมาณ 50,000 คน ร่วมสี่หมื่นคนเดินทางเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวแล้วหนีวีซ่า ส่วนใหญ่คือคนอีสาน และคนเหนือ เป็นคนรากหญ้า ขาวไร่ชาวนาที่เดินทางมาตายเอาดาบหน้าที่ฝรั่งเศสตั้งแต่ช่วงปี 2526 และหลังเหตุการณ์จากความวุ่นวายการเมืองในปี 2548-2549 พวกเขามาเป็นแรงงานเย็บผ้า แม่บ้านและดูแลเด็ก ก่อสร้าง พ่อครัวและพนักงานร้านอาหารไทย จีน ญี่ปุ่นที่ปารีส พวกเขาที่ไม่มีวีซ่าทำงานอย่างถูกต้องต้องอยู่อย่างหลบซ่อน ถูกโกงค่าแรง หรือไม่ได้รับค่าแรงตามกฎหมาย

พี่มนูญเป็นกุ๊กในร้านอาหารจีนที่มี ชื่อกลางย่านชอง เอลิเซ่ และเป็นคนที่อยู่มานาน จึงเป็นที่รู้จักในหมู่คนไทย และเป็นพี่เลี้ยงคนสำคัญในการให้คำแนะนำและช่วยเหลือเพื่อนฝูงในกระบวนการ ดำเนินเรื่องวีซ่าและใบอนุญาตอยู่อาศัยในฝรั่งเศส และได้รับเลือกเป็นประธานสมาคมรวมใจใทยฝรั่งเศส และประธาน นปช. ยุโรป

คน ไทยจำนวนไม่น้อยที่อยู่เกินวีซ่า นี่เกินกันยาวนานโดยไม่ได้กลับบ้าน เป็นสิบปี ยี่สิบปี ที่ไม่เคยกลับเมืองไทยเพราะกลัวว่าเมื่อออกไปแล้ว จะเดินทางเข้าฝรั่งเศสอีกไม่ได้ พ่อตาย แม่ตายก็ไม่ได้กลับไปเผาศพ

พี่ มนูญเดินทางเข้าฝรั่งเศสในปี 2528 กว่าจะทำเรื่องขอสถานภาพผู้พักอาศัยได้สำเร็จ ซึ่งสามารถทำเรื่องขอได้หลังจากอยู่ในประเทศฝรั่งเศสมากกว่าสิบปีขึ้นไป ก็ทำให้ได้เดินทางกลับเมืองไทยครั้งแรกในปี 2550 เป็นเวลาถึง 21 ปี

พี่ มนูญ ชายวัยกลางคน ที่ผ่านความเจ็บปวด และความยากลำบากมายาวนานหลายปี ในยามที่ข้าพเจ้าได้พบและทำความรู้จักจึงเป็นพี่ชายที่อ่อนน้อมถ่อมตน สุขุม และมีใจที่ต้องการจะช่วยเหลือคนไทยที่เผชิญปัญหาเช่นเดียวกับพี่มนูญและพี่ ดาว ภรรยาพี่มนูญ ที่เป็นอีกหนึ่งกำลังที่สำคัญในหมู่คนเสื้อแดงที่ฝรั่งเศส

พี่ น้อย ที่มาฝรั่งเศสในช่วงปี 2526 หรือ 2527 เพื่อมาทำงานเย็บผ้า เล่าว่าในช่วงแรกๆ นี่สุดโหด นั่งเย็บผ้ากันในห้องใต้ดิน ไม่ได้ออกไปไหน เพราะนายจ้างและพวกเรากลัวถูกตำรวจจับ ต้องฉี่ในขวดใส่น้ำดื่ม ตอนนี้พี่น้อยทำงานเป็นกุ๊ก และมีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น และเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของคนเสื้อแดงฝรั่งเศส

เรื่องของพี่มณี (นามสมมุติ) ทำให้ข้าพเจ้าเศร้าลึกในหัวใจ พี่มณีเดินทางมาฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2545 โดยจ่ายค่าหัวคิว 250,000 บาท เพื่อมาทำงานแม่บ้านและเลี้ยงเด็ก เนื่องจากต้องอยู่อย่างไร้วีซ่าทำงาน พี่มณีโดยกดค่าแรง บางครั้งก็ถูกโกงค่าแรง ทำให้พี่มณีต้องใช้เวลาสามปีแรกไปกับการหาเงินเพื่อส่งไปไถ่ถอนโฉนดที่ดิน ของแม่ ที่เอาไปค้ำประกันเงินกู้ออกมาจ่ายค่านายหน้า

พี่มณีได้รับ เงินเดือนเพียงเดือนละ 350 ยูโร ซึ่งพี่ก็ออกมาหานายจ้างใหม่ที่ให้ค่าแรงเพิ่มขึ้นบ้าง เป็น 500 ยูโร และปัจจุบันตกงานอีกครั้งหนึ่งและร่อนเร่ไปทำงานบ้านชั่วคราวให้กับบ้านโน้น บ้านนี้ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ของที่มีเพียงน้อยนิดก็ฝากไว้กับบ้านเพื่อน

หลังจากไถ่ถอนที่นาให้แม่ แล้ว เงินทองพี่มณีก็ถูกใช้ซื้อรถปิ๊กอัพให้น้องชายวิ่งขายของ และก็ส่งเสียลูกเรียน พี่มณีไม่รู้ว่าทางบ้างจะตระหนักถึงความยากลำบากของชีวิตที่ฝรั่งเศสหรือไม่ และเมื่อกลับไทยแล้วน้องชายหรือลูกที่พี่มณีส่งเสียเลี้ยงดูจะเลี้ยงดูพี่ มณีหรือไม่?

พี่มณีคืออีกหนึ่งหญิงไทยใจกล้าหาญแห่งดินแดนอีสานที่ แห้งแล้งและห่างไกล งบประมาณ ที่เดินทางไปขายแรงงานยังต่างแดนเพื่อชีวิตครอบครัว เป็นต่อเนื่องมานานหลายศตวรรษ เป็นผู้หญิงที่นักรบไซเบอร์ปากเปราะเอาไปด่าเล่นสนุกปากว่าพวก "กะหรี่" ก็ไม่ใช่เพราะ "จิ๋มและแรงกาย" ของผู้หญิงไทยจำนวนมากหรอกหรือที่นำพาประเทศไทยรอดวิกฤติเศรษฐกิจมาครั้ง แล้ว ครั้งเล่า นับตั้งแต่สงครามเย็น

นี่คือสาเหตุว่าทำไมคนไทยที่ ต่างแดนจึงออกมาร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพราะพวกเขาก็ไม่อยากใช้ชีวิตที่อดสู อยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในต่างแดน ทุกคนรักบ้านเกิดและก็อยากกลับบ้านเกิดที่มีนโยบายดูแลสวัสดิการประชาชนเช่น ที่ประเทศต่างๆ ในยุโรปมีให้กับประชาชนของพวกเขา และนี่ก็คือความหวังของพวกเขาในการเลือกพรรคเพื่อไทยว่าจะ "สร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง"

แม้ในขณะที่เขียนบันทึกนี้ นัยน์ตาเศร้าและใบหน้าที่หม่นหมองของพี่มณียังตรึงตราอยู่ในความรู้สึกของข้าพเจ้า

หมายเหตุ

ก่อน เดินทางออกจากฝรั่งเศส ข้าพเจ้าแนะนำผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์เพื่อคนงานในอุตสาหกรรมตัดเย็บ เสื้อผ้า (Clean Clothes Campaign) ที่รู้จักกันมาหลายปีให้รู้จักกับพี่มนูญ เพื่อที่จะได้ช่วยประสานความช่วยเหลือคนงานไทยในฟรั่งเศสได้บ้าง

ตอนต่อไป สัมภาษณ์ “แกนนำ นปช. ยุโรป และ Thai Red EU"



********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:แดงสหภาพยุโรปรวมพลหอไอเฟลสานเจตนารมณ์วีรชน ขานรับกระแสฟีเวอร์ไพร่อินเตอร์กาเบอร์1

1เดือนผ่านไปสมยศไม่ได้ประกันตัว 112คุกคามประชาชน!

ที่มา Thai E-News


โดย นักข่าวอิสระ
31 พฤษภาคม 2554


เมื่อ วานนี้( 30 พฤษภาคม 2554)เนื่องในวันครบรอบหนึ่งเดือนการคุมขังนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้มีกลุ่มพี่น้องเสื้อแดงและสมาชิกกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ได้ร่วมกันวางดอกไม้รำลึกถึงคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ถูกจับกุมในข้อหา 112 และปล่อยนกพับสีแดงเป็นเครื่องหมายเพื่อแสดงถึงสิทธิ เสรีภาพ ของความเป็นมนุษย์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ได้สิทธิในการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีเนื่องจากคดียัง ไม่มีคำพิพากษา ย่อมถือว่าผู้ถูกกล่าวหาย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์และต้องได้รับสิทธิในการประกัน ตัว



สืบเนื่องมาจากกรณีที่คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกจับกุมที่ด่านชายแดน-กัมพูชา ขณะพานักท่องเที่ยวทัวร์ประเทศกัมพูชาซึ่งเป็นธุรกิจที่คุณสมยศ ได้ดำเนินมาเป็นครั้งที่ 5 แล้ว โดยการที่ถูกจับกุมครั้งนี้เป็นการเข้า-ออก ช่องทางตามปกติของผู้ผ่านแดนทั่วไป แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่นำไปอ้างว่าจะทำการหลบหนีออกนอกประเทศทั้งที่มีการ เดินทางเข้า-ออกโดยปกติมาหลายครั้งแล้ว

ซึ่งคงจะมองเป็นอย่างอื่นไป ไม่ได้นอกจากว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง เนื่่องจากคุณสมยศ ได้เคลื่อนไหวต่อต้านความเป็นธรรมที่เกิดจากอำนาจรัฐมาโดยตลอด อีกทั้งอำนาจรัฐเองอยังกล่าวอ้างว่ากลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เคลื่อนไหวภายใต้การกำกับของพรรคเพื่อไทยและ นปช. ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เคลื่อนไหวต่อต้านความไม่เป็นธรรม มาตั้งแต่สมัยยังไม่มี นปช.และพรรคเพื่อไทยถือกำเนิดขึ้นเสียด้วยซ้ำ

นายทรงชัย วิมลภัตรานนท์ ประธานกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ได้กล่าวถึงเรื่่องนี้ว่าจะต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคุณสมยศ และผู้ถูกกล่าวหาทุกคนที่ไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีให้ถึง ที่สุด โดยเริ่มแรกก็จะมีการชุมนุมหน้าเรือนจำทุกวันในช่วงเย็นเพื่อเรียกร้อง เรื่องสิทธิการประกันตัว และการแยกขังนักโทษการเมืองกับนักโทษทั่วไป เพื่อความปลอดภัย เพราะผู้ถูกกล่าวหานั้นยังถือว่้าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ อีกทั้งคุณสมยศ และคุณสุรชัย มีโรคประจำตัวควรได้รับการดูแลเยี่ยงมนุษย์ปุถุชนพึงกระทำ

*****

สนับสนุนกิจกรรมนักข่าวอิสระได้ที่ บ/ช ธนาคารไทยพานิชย์ เลขที่ 102-242846-8 (ออมทรัพย์) ชื่อ บ/ช ปัญญา (กิจจา)

แดงสหภาพยุโรปรวมพลหอไอเฟลสานเจตนารมณ์วีรชน ขานรับกระแสฟีเวอร์ไพร่อินเตอร์กาเบอร์1

ที่มา Thai E-News


โดย ประชาสัมพันธ์ UDD THAI OF EU
31 พฤษภาคม 2554

UDD THAI OF EUROPE (แดงสหภาพยุโรป) จัดกิจกรรมรำลึก 1 ปีราชประสงค์ ที่หอไอเฟล กลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้

โดยในงานนี้นอกจากการรำลึกถึงวีรชนแล้ว ได้เรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำเสื้อแดงคุณจตุพร พรหมพันธุ์ คุณนิสิต สินธุไพร รวมทั้งผู้ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย แล้วถูกรัฐบาลใส่ร้ายยัดเยียดข้อหาถูกจองจำมาเป็นเวลากว่า 1 ปี

ใน งานมีกิจกรรมล้อเลียนการเมือง และรณรงค์เลือกตั้งสำหรับคนไทยที่มีถิ่นพำนักในต่างปะเทศ ให้ความรู้เรื่อง วิธีการเลือกตั้งแก่คนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ และรณรงค์ให้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญของไทย ที่อนุญาตให้มีการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

ในงานนี้มีพี่น้องเสื้อแดงในยุโรปจากหลายประเทศเข้าร่วมกว่าสองร้อยคน มีชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก


ชมภาพกิจกรรมทั้งหมดได้ที่ http://www.thairedeu.com/wp/?p=416



*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-'ลิเบีย ตูนีเซีย อียิปต์ ไทยแลนด์'!กระหึ่มแดนจิงโจ้


-ไพร่ยุโรปเลือกเบอร์1เตือนอำมาตย์เลิกฝืนมติ

-ถ้าเพื่อไทยชนะ เราต้องสร้างกระแสไปทั่วโลก โดยออกมาฉลองชัยชนะกันให้ทั่ว

อริสมันต์เปิดใจ:ทำไมผมไม่ลงเลือกตั้ง

ที่มา Thai E-News

มี การสั่งการให้ทีมสไนเปอร์ลอบสังหารผมพร้อมกับเสธ.แดง โชคดีที่เราแยกกันจากก่อนเกิดเหตุไม่ถึงสิบนาที ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้ผมไม่ต้องการที่จะเป็นต้นเหตุของปัญหาทางการเมือง ในรอบใหม่ ผมทราบมาว่ามีความพยายามที่จะสร้างสถานการณ์ เพื่อจะล้มการเลือกตั้ง โดยหาเหตุความวุ่นวายทางการเมืองจากกรณีที่ผมจะออกมาปรากฏตัวในวันสมัครรับ เลือกตั้ง โดยใช้ระเบิดก่อเหตุตามที่ต่าง ๆ เผาบ้านเรือนและทุบร้านค้าในย่านราชประสงค์แล้วโยนความผิดให้กับคนเสื้อแดง

โดย อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง


กราบเรียนพ่อแม่พี่น้องเสื้อแดงทุกท่าน

ขอ ชี้แจงกรณีที่ผมตัดสินใจไม่ไปลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นอย่างที่นายอภิสิทธิ์กล่าวหาว่าผมขาดคุณสมบัติ นายอภิสิทธิ์โกหก ผมมีคุณสมบัติครบทุกประการ ไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองแต่อย่างใด

การ ไม่ลงสมัครคือการต่อสู้อย่างหนึ่ง และเพื่อน ๆ ที่ลงสมัครก็ได้ต่อสู้อีกทางหนึ่ง การเสียสละกับการต่อสู้เป็นของคู่กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มีคนที่เสียสละชีวิตในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจำนวนมากคือวีรชน การเสียสละไม่เป็น ส.ส.สมัยเดียวทำไมจะสละไม่ได้

ผมไม่ต้องการเอกสิทธิ์คุ้มครอง เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด การสละสิทธิ์ครั้งนี้เพื่อชัยชนะของประชาธิปไตย ผม ทราบมาว่ามีความพยายามที่จะสร้างสถานการณ์ เพื่อจะล้มการเลือกตั้ง โดยหาเหตุความวุ่นวายทางการเมืองจากกรณีที่ผมจะออกมาปรากฏตัวในวันสมัครรับ เลือกตั้ง มีการเตรียมกำลังทหารแต่งกายเป็นคนเสื้อแดงปะปนมากับชาวบ้านจะสร้าง สถานการณ์ใช้ความรุนแรง โดยใช้ระเบิดก่อเหตุตามที่ต่าง ๆ เผาบ้านเรือนและทุบร้านค้าในย่านราชประสงค์แล้วโยนความผิดให้กับคนเสื้อแดง

เพื่อ ทำลายภาพลักษณ์ของคนเสื้อแดงทำลายคะแนนเสียงพรรคเพื่อไทย หากเหตุการณ์บานปลายก็สร้างความชอบธรรมในการดำเนินการใน เรื่องอื่น ๆ ต่อไป เช่น ไล่ล่า ปราบปรามอย่างรุนแรงเหมือนที่ผ่านมา เพื่อที่จะไม่ให้มีการเลือกตั้ง ต่อจากนั้นทหารจะเข้ามาควบคุมสถานการณ์จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติโดยพวกอำมาตย์

และทำการกวาดล้างคนเสื้อแดงอีกครั้งหนึ่ง ผมคิดไต่ตรองแล้วว่าการที่ไม่ได้เป็นผู้แทนฯไม่ใช่สาระสำคัญของชีวิตผม แต่ที่เป็นสาระสำคัญของชีวิตผมคือชัยชนะของประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ต่างหาก ที่ผ่านมาผมก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดหลายครั้ง เพราะการต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายเอาชีวิตเข้าแลก ถูกรัฐบาลสั่งจับตายที่โรงแรมในกรุงเทพฯ

ตำรวจ ใช้อาวุธสงคราม กระหน่ำยิ่งเข้าไปในห้องพัก ทั้งที่รู้ว่าผมอยู่ข้างใน ผนังห้องพรุนไปด้วยรอยกระสุนปืน เป้าหมายคือเอาชีวิต ผมรอดมาได้ถือว่ายังมีบุญ แต่ความพยายามของรัฐบาลไม่จบเท่านั้นได้สั่ง การให้ทีมสไนเปอร์ ลอบสังหารผมพร้อมกับเสธ.แดง โชคดีที่เราแยกกันจากก่อนเกิดเหตุไม่ถึงสิบนาที เสธ.แดงจึงรับเคราะห์จบชีวิตด้วยฝีมือสไนเปอร์ตามบัญชาของรัฐบาล

ผม ต้องหลบหนีจากการไล่ล่าอย่างป่าเถื่อนของกองทัพ ต้องพลัดพรากจากลูกและภรรยา ทิ้งความสุขความอบอุ่นทิ้งทุกอย่างที่บ้านกรุงเทพฯ มาอยู่ยังที่ไม่สามารถเปิดเผยตัวได้ จากชีวิตที่สุขสะดวกสบายก็ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ เพราะผมไม่ยอมแพ้ให้พวกอำมาตย์ทรราชที่ฆ่าคนบริสุทธิ์มากมาย ไม่ยอมที่จะให้จับกุมคุมขัง ผมยอมไม่ได้ที่ต้องสูญสิ้นอิสรภาพแม้แต่นาทีเดียว

ตราบที่ฆาตกรยัง ไม่ถูกดำเนินคดี คนที่ฆ่าประชาชนเพื่อตัวเองจะได้เป็นใหญ่ในการเข้าสู่อำนาจไปบริหารประเทศ นั้น มันช่างสุดชั่วแต่ทำไมมันยังอยู่ได้ แล้วคนที่ต่อสู้เพื่อส่วนรวมสู้เพื่อประชาธิปไตยประเทศชาติประชาชนกับต้อง ถูกฆ่าถูกจองจำ ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน พี่น้องเสื้อแดงของเราต้องการเพียงให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ตั้งแต่วันแรกของ การเรียกร้อง

แต่พวกอำมาตย์ก็สร้างเรื่องขึ้นมากล่าวหาว่าพวกเสื้อ แดงจะล้มสถาบัน เอาสถาบันมาอ้าง หาเหตุฆ่าพี่น้องรากหญ้า สั่งทหารล้อมปราบประชาชนเสียชีวิตเกลื่อนถนน บาดเจ็บเป็นพันคน ด้วยอาวุธสงคราม แถมยังยัดเยียดข้อหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายซ้ำอีก ต่อจากนั้นก็พยายามทำให้ประชาชนเข้าใจว่า ผู้สั่งการสังหารหมู่ประชาชนเป็นคำสั่งจากเบื้องบน

ทำให้เกิดการเข้า ใจผิดในหมู่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นแผนการที่ชั่วร้ายของการเมืองฝ่ายอำมาตย์ เพราะกลัวความผิดกลัวการขึ้นศาลกลัวความจริงที่จะถูกเปิดเผย กลัวการสูญเสียอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง การเลือกตั้งครั้งนี้ อำมาตย์วางแผนไว้หลายชั้น ตั้งแต่เริ่มคือโกงด้วยเทคนิคทุกอย่างจนชนะ มีการข่มขู่ทำร้ายฝั่งตรงข้าม

ใช้ กกต. ให้ใบเหลืองใบแดง ตุลาการจะตัดสินยุบพรรคอีก สุดท้ายอาจจะปฏิวัติรัฐประหาร หากแผนการข้างต้นล้มเหลว มันไม่กลัวที่จะเกิดเหตุความรุนแรง มันจะทำทุกวิถีทาง ส่วนผมต้องป้องกันทุกทางเหมือนกัน ไม่ต้องการที่จะเป็นต้นเหตุของปัญหาทางการเมืองในรอบใหม่ ไม่ต้องการทำลายบรรยากาศการปรองดอง

และ ไม่ต้องการทำลายบรรยากาศการเลือกตั้งที่กำลังดำเนินไปด้วยดี ผมต้องการเห็นประชาชนไปลงคะแนนอย่างสงบเรียบร้อย สำหรับพี่ที่รักทุกคนเราต้องอดทนอดกลั้น อย่าได้กระทำการใด ๆ ที่จะเป็นช่องทางให้พวกมารใช้โอกาสนี้ล้มการเลือกตั้ง เบียงเบนความตั้งใจของประชาชน เราอดทนรอเพื่อชัยชนะ ประเทศของเราจะได้มีความยุติธรรมที่เสมอภาคมีประชาธิปไตยที่แท้จริงเหมือน กับประเทศที่พัฒนาแล้ว

วันนี้พี่น้องถอยหนึ่งก้าวเพื่อคอยชัยชนะใน วันพรุ่งนี้ การต่อสู้ครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติจากระบอบ เผด็จการอำมาตย์มาเป็นประชาธิปไตย แม้มันไม่ได้ดั่งใจทั้งหมด มันก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ถือว่าเป็นการเริ่มต้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อสะสมชัยชนะ สะสมกำลัง สะสมปัญญาดีกว่าที่จะดันทุรังต่อสู้ไปอย่างไร้จุดหมายปลายทาง

การ เสียสละบางอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะที่ยิ่งใหญ่เป็นสิ่งที่คุ้มค่า เป็นสิ่งจำเป็นที่สมควรทำ บางครั้งการได้มาซึ่งชัยชนะก็ไม่จำเป็นต้องจำกัดว่าใครเป็นผู้ทำให้ได้ชัย ชนะ ไม่จำเป็นว่าจะต้องชนะด้วยมือของเราเสมอไป หากแต่เพียงว่าชัยชนะนั้นมากจากการเสียสละของเราก็เท่ากับได้มีส่วนร่วมใน ชัยชนะนั้นแล้ว ขอให้ชัยชนะนั้นเป็นของประชาชนก็เพียงพอ เพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติของ ประเทศชาติ ประชาชน ประชาธิปไตย

เพราะ ฉะนั้นการกระทำใด ๆ อันจะก่อให้เกิดกับความเสียต่อการเลือกตั้งขอให้ทุกคน ลด ละ เลิก เอากำลังของทุกคนไปช่วยดูแลป้องกันการโกงการทุตจริตเลือกตั้งจะเป็นประโยชน์ กว่า ถ้าหากเราสามารถป้องกันการโกงได้ เราจะฉลองชัยพร้อมกันทั้งประเทศ คืนวันแห่งความสุขจะกลับมาอีกครั้งด้วยพลังปัญญาของประชาชน ผมขอให้พี่น้องทุกคนได้โปรดช่วยประคองสถานการณ์จากนี้ไปจนกว่าการจัดตั้ง รัฐบาลเสร็จสิ้น

หากพรรคเพื่อไทยชนะแล้วไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาล ได้ตามเจตนารมณ์ของประชาชน วันนั้นผมจะขอกำลังจากพี่น้องที่เป็นทหารตำรวจผู้รักประชาธิปไตยทั้ง หลาย(แตงโม มะเขือเทศ) รวมทั้งพี่น้องประชาชนทั้งประเทศลุกขึ้นสู้ ตามแนวทางเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริง

ด้วยความเคารพอย่างสูง

อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง

จดหมายน้อยโรเบิร์ตถึงเทพเทือก

ที่มา Thai E-News

สำนัก งานกฎหมายผมรวมรวมข้อมูลของการกระทำหลายอย่างของพรรคท่านและกองทัพที่ใช้ บั่นทอนเจตจำนงของประชาชน เราแนะนำให้ท่านอย่าเดินซ้ำรอยประวัติการใช้ความรุนแรงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกดขี่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างเผด็จการของพรรคท่าน เราแนะนำให้ท่านร่วมมือตามบทบาทของท่าน โดยให้ยุติกิจกรรมในพรรคของท่านที่เคลื่อนไหวร่วมกันทหาร โดยใช้กองทัพเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจครอบงำการเมืองอย่างผิดกฎหมาย

ที่มา เวบไซต์โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม



จดหมายเปิดผนึกถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ

เรียน รองนายกรัฐมนตรีสุเทพ

ตามที่สื่อมวลชนไทยรายงาน เราได้รับทราบมาว่าเมื่อไม่นานมานี้ ท่านได้ข่มขู่ผมในฐานะที่ผมเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายของสมาชิกฝ่ายตรงข้ามทาง การเมืองในประเทศไทย และมันไม่ใช่แค่เพียงข่มขู่จะดำเนินคดีกับผม แต่ยังมีคำขู่แบบไม่เฉพาะเจาะจงว่าวันหนึ่งผมต้อง “เจอ”

หากพิจารณา การกระทำก่อนหน้านี้ของสมาชิกรัฐบาลท่านและตัวท่านเอง ผมมีเหตุผลอย่างดีที่จะแสดงออกถึงความกังวลใจเป็นพิเศษในเรื่องการใช้กระบวน การกฎหมายป้ายสีผม การกระทำเหล่านี้เข้าใจได้ว่า เป็นวิธีการข่มขวัญที่รัฐบาลคุณใช้จัดการกับผู้วิพากษ์วิจารณ์ชาวต่างชาติ รวมถึงการจับกุมพลเมืองสหรัฐฯ และรังควาญนักวิชาการต่างชาติเมื่อไม่นานมานี้ด้วย

ผมเกรงว่าคำขู่ ของท่านจะถูกเปิดโปงต่อกลุ่มคนที่ติดตามผลงานของเรามาตลอด การวิจารณ์และเรียกร้องให้ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์รับผิดต่อการละเมิดสิทธิ มนุษยชน ไม่ใช่การโจมตีประเทศไทยหรือสถาบันต่างๆของประเทศ หากมันเป็นการโจมตีประเทศไทยจริง ไม่ใช่เพียงตัวแทนกฎหมายของเราควรจะถูกท้าทายเท่านั้น แต่องค์กรระหว่างประเทศอย่าง ฮิวแมนไรท์วอซซ์ และคณะกรรมาธิการนักกฎหมาย (Commission of Jurists) ที่เน้นย้ำให้เห็นถึงการทำลายสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลท่านควรจะถูกท้าทายด้วย เช่นกัน

เราทำงานใกล้ชิดร่วมกับกลุ่มนักกฎหมายไทยมาตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อประกันว่าการดำเนินงานของเราจะมีความสอดคล้องกับกฎหมายของไทยและกฎหมาย ระหว่างประเทศ และเรายังคงทำเช่นนั้น ทั้งยังให้ความสนใจกับรายละเอียดและเคารพกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด

ทีม งานและพยานทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเรารวบรวมและเผยแพร่หลักฐานอาชญากรรม ของรัฐบาลท่าน ในทางกลับกัน เรายังรอให้รัฐบาลท่านแสดงหลักฐานพิสูจน์ข้อกล่าวหาต่อบุคคลที่ขัดขืนการ ปกครองของคุณ

การสร้างสภาพแวดล้อมอันเป็นปรปักษ์ต่อที่ปรึกษากฎหมาย ของฝ่ายตรงข้ามในการทำ งาน ที่สำคัญเพื่อสนับสนุนระบบนิติรัฐเป็นสิ่งที่ทำลายประเทศไทย คำขู่ของท่านและรัฐบาลท่านเกี่ยวกับการคุกคามทางการเมือง มีส่วนทำให้ชื่อเสียงของประเทศไทยแย่ลงในสายตาของประชาคมโลก

การ กระทำของท่านและพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช้ศาลยุติธรรมเป็นเครื่องมือกด ขี่ฝ่ายตรงข้ามและปกปิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องได้ถูกเปิดโปง แล้วทั้งในประเทศและนอกประเทศ

ในวันที่ 2 มิถุนายน ศาลจะไต่สวนแกนนำเสื้อแดง 17 คน และหลายคนกลัวว่าสิ่งที่แย่ที่สุดจะเกิดขึ้น: นั้นคือเรื่องพรรคประชาธิปัตย์จะใช้วิธีการแบบเผด็จการและไม่ชอบด้วยกฎหมาย คุมขังแกนนำฝ่ายตรงข้ามเหล่านี้ด้วยข้อหาจอมปลอม ซึ่งจะกระทบกับความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลัง จะมาถึง เพื่อให้เข้าใจในบริบทที่กว้างหว่า ผมขอเชิญทุกท่านให้อ่านคำขู่ของท่านต่อผม ร่วมกับคำแถลงการณ์ร่วมของผมกับแกนนำเสื้อแดง นางธิดา ถาวรเศรษฐ

ความ พยายามของท่านและรัฐบาลท่านที่จะกดขี่และทำให้คนเสื้อแดงท้อแท้นั้นไม่ เป็นที่ประสบความสำเร็จ ประชาชนชาวไทยสมควรได้รับการเลือกตั้งที่อิสระและยุติธรรม สำนักงานกฎหมายผมรวมรวมข้อมูลของการกระทำหลายอย่างของพรรคท่านและกองทัพที่ ใช้บั่นทอนเจตจำนงของประชาชน เราแนะนำให้ท่านอย่าเดินซ้ำรอยประวัติการใช้ความรุนแรงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกดขี่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างเผด็จการของพรรคท่าน เราแนะนำให้ท่านร่วมมือตามบทบาทของท่าน โดยให้ยุติกิจกรรมในพรรคของท่านที่เคลื่อนไหวร่วมกันทหาร โดยใช้กองทัพเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจครอบงำการเมืองอย่างผิดกฎหมาย

ใน วันสุดท้ายของการดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ผมแนะนำให้ท่านประพฤติตัวด้วยความเอื้ออารีและมีศักดิ์ศรี เพื่อให้สมกับตำแหน่งในระดับสูงของท่าน

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-จวกยับ‘โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม’ทำลายชาติ ‘เทือก’ลั่นเอากิ้งกือลงท่อด่าขึ้นไอ้


-ร้องศาลอาญาระหว่างประเทศฉบับใหม่ ใช้ผลสอบฮิวแมนไรต์ว็อท์ชชี้ชัด'ทหารฆ่า'ลากคอฆาตกรชดใช้

หลุมพราง “ผังล้มเจ้า”

ที่มา Thai E-News

น้ำตาจรเข้-ธา ริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีDSIน้ำตาคลอ หลังจัดฉากให้ลูกน้องในDSIมอบดอกไม้ให้กำลังใจ โต้กระแสข่าวโดนลูกน้องล่าชื่อขับไล่ฐานทำตัวรับใบสั่งทำงานรับใช้นักการ เมือง ทำลายฝ่ายปฏิปักษ์ นี่ถ้าวันไหนโดนจับขังคุกตีตรวนโทษฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ท่าทางต้องหาปี๊บหลายใบมาใส่น้ำตา

โดย หรี่ฟุน
31 พฤษภาคม 2554

สื่อ อินเตอร์เน็ต / เว็บไซต์ นปช.ยูเอสเอ / องค์กรเสื้อแดงระหว่างประเทศ หรือ Red Shirt International Organization / สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ความจริงวันนี้ Thai Red News, Voice of Thaksin รวมถึงวิทยุชุมชน

ทุกท่านให้จำรายชื่อที่ผมเกริ่นไว้น่ะครับ แล้วตามผมมา ผมจะเปิดปากท่อ ที่ ศูนย์อับเฉา กับกรมสอบสวนคดีปั้นน้ำเป็นตัว วางแผนขุด “หลุมพราง” วางล่อไว้ เพื่อให้บรรดาบุคคลที่มีรายชื่อตาม “ผังล้มเจ้า” หลวมตัวเดินเข้ามาตกหลุม

ประเด็นแรก ถาม ว่า ทำไม โฆษกไก่อู ที่อยู่ดีๆต้องดันทะลึ่งออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับคดีล้มเจ้า ในห้วงระยะเวลาใกล้การเลือกตั้ง และเรื่องที่ออกมาพูดมันก็ดันทะลึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ที่โฆษกไก่อูเคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อตอนกำลังบ้าอยู่ในศูนย์อับเฉา กับการแถลงต่อศาลเพื่อไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท หลังจากวางแผนร่วมกับจำเลยที่ 1 (มาร์ค) กับจำเลยที่ 2 (เทพเทือก) กันอย่างดีในการโยนขี้ให้กับธาริต DSI ตามคำให้สัมภาษณ์ของทั้งสองตัว ดังนี้ครับ

เริ่มต้นจากการให้สัมภาษณ์ขณะมีอำนาจของ โฆษกไก่อู

วันที่ 26 เมษายน 2553 เวลา 18.30 น. ณ แหล่งสมาคมนายทหาร กองพลทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11รอ.) พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษก ศอฉ.ได้แถลงข่าวประจำวัน ดังต่อไปนี้

เป็นความพยายามที่จะสร้างความเดือดร้อนให้ กับพี่น้องประชาชน เพื่อส่งผลกดดันต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ กลุ่มแกนนำคนเสื้อแดงเองก็บอกว่าพยายามจะยกระดับการชุมนุม ซึ่งโดยปกติผิดกฎหมายอยู่แล้วไปสู่การก่อการร้าย อย่างที่เห็นเป็นการซ่องสุมอาวุธกันเป็นจำนวนมาก แล้วก็พยายามที่จะผูกโยงเรื่องราวต่าง ๆ โดยใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จมุ่งโจมตีสถาบันเบื้องสูง อันเป็นที่รักเคารพของคนไทยทุกคน

มีการดำเนินการกันแบบเป็นระบบ ผ่านทางกลุ่มบุคคลทั้งที่เป็นแกนนำหลัก แกนนำรอง ซึ่งผู้ที่คุ้นชื่อมีคดีติดตัว บางคนก็อยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าจะมีคดีหรือไม่ ก็หนีไปก่อน เช่น ดา ตอร์ปิโด สุชาติ นาคบางไทร จักรภพ เพ็ญแข ชูพงษ์ ถี่ถ้วน ที่เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่ามีพฤติกรรมอย่างไร ไม่ว่าจะผ่านทาง สื่ออินเตอร์เน็ต เว็บ ไซต์ นปช.ยูเอสเอ องค์กรเสื้อแดงระหว่างประเทศ หรือ Red Shirt International Organization สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ความจริงวันนี้ Thai Red News, Voice of Thaksin รวมถึงวิทยุชุมชนต่างๆ คนรักแท็กซี่ของนายชินวัฒน์ หาบุญพาด เหล่านี้คือสื่อสีแดงที่ให้ข้อมูลข่าวสารในลักษณะที่หมิ่นเหม่ และจาบจ้วงต่อสถาบันเบื้องสูงอันเป็นที่รักเคารพของคนไทยอยู่ตลอดเวลา

การ โจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีลักษณะเป็นเครือข่ายเชื่อมโยง มีลำดับขั้นทั้งระดับบงการ ปฏิบัติการ และแนวร่วม จะปรากฏทั้งในลักษณะการเผยแพร่โดยตรง เช่น การให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติ การปราศรัย การเผยแพร่บทความและใบปลิว และการเผยแพร่ทางอินเทอร์เนต เช่นการทำเว็บไซต์ คลิปวิดีโอ อีเมล์ และสื่อออนไลน์อื่นๆ โดยขณะนี้ได้ตรวจสอบผู้ต้องสงสัยว่าจะกระทำผิดในช่วงปี 2549 – 2553 ทั้งในเชิงการข่าว ด้านเทคโนโลยี และการเงินผ่านทางชุดปฏิบัติการ โดยถ้ามีพฤติกรรมเป็นกระบวนการ ทางคณะกรรมการก็จะรับมาดำเนินการเป็นคดีพิเศษ


โดยในการแถลง ข่าว พ.อ.สรรเสริญ ได้แจกแผนผังให้กับผู้สื่อข่าวด้วย โดยแผนผังที่ พ.อ.สรรเสริญแจก มีลักษณะเป็นแผนที่ความคิด (Mind Map) แบบที่ครูในโรงเรียนประถม และมัธยมใช้สอนนักเรียนเพื่อลำดับความสัมพันธ์เชื่อมโยงของเรื่องต่างๆ ในการเรียน

โดยในแผนผังของ พ.อ.สรรเสริญ นอกจากมีการเขียนรายชื่อนักการเมือง แกนนำคนเสื้อแดง เชื่อมโยงกับ นปช. ว่าจาบจ้วงสถาบันฯ แล้ว ยังมีการกล่าวหาว่านายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ถือเป็นผู้นำทางความคิดของขบวนการผ่านการแสดงความเห็นในเว็บไซต์สนทนาอินเทอร์เน็ตแห่งหนึ่งด้วย

ข้อมูลอันเป็นเท็จล่าสุดคือเรื่องของท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีฆะระ รองราชเลขาธิการ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ท่าน ผู้หญิงฯ เป็นผู้ถวายงานรับใช้ใกล้ชิด มีหน้าที่ที่จะนำพระมหาเมตตา พระมหากรุณาธิคุณมาสู่พี่น้องปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ไม่แบ่งสีไม่แบ่งฝ่าย ซึ่งการทำงานของ ศอฉ. ที่ผ่านมาก็เป็นการประสานงานกันอย่างแน่นแฟ้น ระหว่างเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องชี้นำจากกลุ่มบุคคลใด หรือจากบุคคลใด การใส่ร้ายโจมตีท่านผู้หญิงจรุงจิตต์นั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นข้อมูลอันเป็นเท็จทั้งสิ้น และเป็นสิ่งที่ไม่บังควร ซึ่งทางแกนนำ นปช. ก็พยายามที่จะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาสร้างความสับสนให้กับสังคม บิดเบือนข้อเท็จจริง มุ่งที่จะโจมตีไปยังท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ หรือหลายคนอาจจะมีความคิดว่า มีวัตถุประสงค์อื่นใดที่สูงไปกว่านี้

การให้สัมภาษณ์เมื่อหมดอำนาจ

วัน ที่ 22 มี.ค. 2554 ศาลอาญา นัดพร้อมเพื่อประนอมข้อพิพาท หรือนัดไต่สวนมูลฟ้อง ศาลดำเนินการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทแล้ว จำเลยที่ 3 (ไก่อู) แถลงว่า

ประการที่หนึ่ง ศอฉ. ในขณะนั้นเชื่อมั่นว่ามีขบวนการจ้องจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์จริง

ประการที่สอง ใน ช่วงเวลานั้น มีข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเตอร์เน็ตกล่าวหาในลักษณะทำนองว่า ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ โทรศัพท์มาสั่งการ ศอฉ. อยู่ตลอดเวลา ให้ดำเนินการนานับประการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งมิได้เป็นความจริง ศอฉ. มีความจำเป็นที่ต้องชี้แจงข้อมูลข่าวสารให้สังคมได้รับทราบความจริงเป็นเช่น ไร นอกจากนั้นแล้ว ศอฉ. ได้ขยายความลงไปเพราะว่าทางราชการมีหน่วยงานทางด้านความมั่นคง ที่สำนักนายกรัฐมนตรีได้จัดตั้งขึ้น โดยมีหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงก็มีการรวบรวมข้อมูลข่าวสารของขบวนการที่จ้องจะ ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอดจึงนำข้อมูลทั้งหลายเหล่านี้มาประกอบ เพื่อใช้ในการชี้แจงทำความเข้าใจกับสังคม

ประการที่สาม ใน ช่วงเวลา เช้าของวันเกิดเหตุข้าฯได้แถลงข่าวให้สังคมรับทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ว่าไม่เป็นความจริงตามข้อมูลที่พยายามกล่าวหาใส่ร้ายท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ โดยแถลงกำกับตอบไปด้วยว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการล้มเจ้านั้น ในขณะนั้นมีคุณดาตอร์ปิโดกับคุณจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งทั้ง 2 คนนี้มีหมายจับแล้ว ในช่วงเวลาเย็นเกิดจากการประชุมในช่วงบ่ายของศอฉ. ได้มีมติของศอฉ. ที่ต้องการจะให้นำเสนอข้อมูลข่าวสารแก่สังคมเป็นลายลักษณ์อักษรอีกทางหนึ่ง เพื่อให้สังคมพิจารณา

“ ข้าฯ ได้รับมอบหมายให้นำเอกสารเหล่านั้นไปแจกแก่สื่อมวลชน ซึ่งเอกสารที่ไปแจกนั้น ศอฉ. มิได้หมายความว่าผู้ที่มีชื่อในเอกสารเป็นผู้เกี่ยวข้องในฐานะอยู่ในขบวนการ ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ในลักษณะต่างๆ ซึ่งให้สังคมพิจารณาและวินิจฉัยเอาเอง ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในเอกสารว่าแต่ละคนเกี่ยวข้องกันในฐานะอะไร เช่น เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะญาติพี่น้อง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในฐานะผู้ทำธุรกิจร่วมกันอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมิได้แถลงเลยว่า บุคคลทั้งปวงเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้อยู่ในขบวนการ และมิได้ให้หมายความเช่นนั้น

“ แต่หลังจากนั้นมีสื่อมวลชนนำเรื่อง ราวต่างๆ เหล่านี้ไปขยายผล ขยายความ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในแผนผังดังกล่าว ทำให้ได้รับความเสียหายจากมุมมองของสังคม เพราะเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องตัดสิน ส่วนผู้ที่ได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นจะฟ้องร้องกับผู้ที่นำไปขยายความใน ทางที่ผิดจากเจตนารมณ์ของศอฉ. ก็สุดแล้วแต่บุคคลเหล่านั้นจะพิจารณา”

การให้สัมภาษณ์ของนาย ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี ดีเอสไอ และ กรรมการ ศอฉ. ในขณะนั้น,10 ก.ค.2553

นาย ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และ คณะกรรมการ ศอฉ.เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นภัยของรัฐ โดยมุ่งร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือ คดีล้มเจ้า ว่าหลังจากที่ปฏิบัติการออกเป็น 9 ชุด ร่วมทำงาน 18 หน่วยงาน ตนเองได้ตั้งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เป็นหัวหน้าชุดทั้ง 9 เพื่อสะดวกในการประสานงานสั่งการ ซึ่งชุดปฏิบัติการทั้ง 9 ได้เริ่มสืบสวนสอบสวน โดยอาศัยแนวจากแผนผังรายชื่อของศูนย์อำนวยการแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ทั้งนี้ เตรียมประสาน ศอฉ. เพื่อให้ข้อมูลในกรอบรายชื่อดังกล่าวในเร็ว ๆ นี้ โดยแต่ละชุดปฏิบัติงานจะมีการประชุมร่วมกัน เพื่อสอบถามความคืบหน้าทุกๆ สัปดาห์ เพื่อรายงานต่อที่ประชุมใหญ่คดีล้มเจ้า ที่จะมีการประชุมร่วมกันเดือนละครั้ง

การให้สัมภาษณ์ในฐานะ อธิบดี ดีเอสไอ

วัน ที่ 26 พ.ค.54 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ชี้แจงการดำเนินคดีล้มเจ้า หลัง พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ให้การต่อศาลในคดีที่ถูกฟ้องหมิ่นประมาท โดยระบุแผนผังล้มเจ้าเป็นแค่ข้อมูลการเชื่อมโยง ไม่ได้บอกว่าใครล้มเจ้า ว่า ดีเอสไอดำเนินคดีล้มเจ้า เนื่องจากทาง ศอฉ.เสนอให้เป็นคดีพิเศษ จากนั้น คณะกรรมการ กคพ.พิจารณาแล้ว และมีมติรับไว้เป็นคดีพิเศษ ดีเอสไอจึงเรียกให้ ศอฉ.ส่งคนมาชี้แจงเรื่องแผนผังล้มเจ้าที่ ศอฉ.ได้จัดทำขึ้น โดยทาง ศอฉ.ก็ได้ชี้แจง และได้อธิบายถึงความเชื่อมโยงตามแผนผัง มีการยืนยันตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง จากนั้นดีเอสไอได้ตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดี

"ขอ ยืนยันว่าข้อมูลนี้จัดทำโดยฝ่ายความมั่นคง และดีเอสไอได้ดำเนินการไปแล้วหลายคดี ล่าสุดก็เป็นคดีล้มเจ้า ที่เรานัดผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 2 มิ.ย.นี้" นายธาริตกล่าว

อธิบดี ดีเอสไอกล่าวว่า การที่ พ.อ.สรรเสริญถูกฟ้องหมิ่นประมาท หลังจากนำข้อมูลมาเปิดเผย น่าจะเข้าใจว่า พ.อ.สรรเสริญไม่ใช่พนักงานสอบสวน เมื่อนำแผนผังดังกล่าวไปเผยแพร่ ก็ส่งผลอาจทำให้ถูกฟ้องหมิ่นประมาทได้

"สำหรับ ดีเอสไอที่นำแผน ผังดังกล่าวมาแถลงนั้น สามารถกระทำได้ เนื่องจากเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้โดยตรง เป็นการพูดทางคดี จึงไม่ผิดแต่อย่างใด ส่วนผู้ที่มีรายชื่อในแผนผังล้มเจ้าจะมีความเกี่ยวข้อง เข้าข่ายมากน้อยแค่ไหน หรือเกี่ยวพันกันทั้งหมดหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการสอบสวนต่อไป"

ส่วนกรณีพ.อ.สรรเสริญ ระบุว่า รายชื่อตามผังของศอฉ.ไม่ได้ระบุถึงพฤติกรรม แต่ระบุถึงความเกี่ยวข้องระหว่างกลุ่มคนต่างๆ นั้น นายธาริตกล่าวว่าพ.อ.สรรสริญมีสถานะเป็นเพียงโฆษก ศอฉ. ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการให้ข้อมูลชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนิน คดี แต่ดีเอสไอหรือเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงที่มีหน้าที่โดยตรงสามารถให้ ข้อมูลได้ และสื่อมวลชนที่นำข้อมูลไปเผยแพร่ต่อก็ไม่มีความผิดเช่นกัน

ประเด็นที่สอง ที่ผมบอกว่าให้ทุกท่านจำรายชื่อที่เกริ่นไว้ คือ สื่ออินเตอร์เน็ต / เว็บไซต์ นปช.ยูเอสเอ / องค์กรเสื้อแดงระหว่างประเทศ หรือ Red Shirt International Organization / สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ความจริงวันนี้ Thai Red News, Voice of Thaksin รวมถึงวิทยุชุมชน ก็เพราะเหตุว่า ดีเอสไอ มันได้รวบรวมหลักฐานไว้มากพอสมควร หลักฐานแต่ละอย่างค่อนข้างสมบูรณ์

ที่ ว่าสมบูรณ์ ก็เพราะปัจจุบันอุปกรณ์ทันสมัย ระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย เจ้า ดีเอสไอ มีค่อนข้างพร้อมและมีประสิทธิภาพกว่าหน่วยข่าวด้านความมั่นคงอื่นๆ การดักฟังทางโทรศัพท์แล้วบันทึกเทป การเก็บรวบรวมหลักฐานทางเว๊ป ทางวิทยุ ทางสื่อสิ่งพิมพ์ ที่สำคัญการสร้างพยานทั้งจริงและเท็จ ในรูปแบบ การให้สินบน การข่มขู่คุกคาม ล้วนเป็นหลักฐานสำคัญที่พอจะดำเนินคดีกับบุคคลและเครือข่ายตามผังล้มเจ้าได้ อย่างสบายสบาย เจ้าธาริต มันถึงได้ทำท่าแอ๊คอ๊ร์าตอยู่ทุกวันนี้ เว้นแต่บุคคลที่ไม่มีพฤติกรรม หรือพลั้งเผลอไปพูดไปแสดงความคิดเห็น ไปวิเคราะห์ เกี่ยวกับสถาบัน ก็รอดตัวไป อย่างเช่นอาจารย์ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

ดังนั้น บุคคลที่มีรายชื่อตามผังล้มเจ้า ที่ไม่มีพฤติกรรมอย่างที่ผมพูดถึง ทุกท่านสามารถฟ้องศาลแบบอาจารย์สุธาชัย ได้เลย ดูซิว่า ไอ้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และ จำเลยที่ 3 มันจะแถลงต่อศาลอย่างไร

แต่ควรฟ้องพวกมันหลังวันที่ 3 ก.ค.54 เพราะตอนนั้น จำเลยที่ 1 (มาร์ค) จำเลยที่ 2 (เทพเทือก) มันจะได้เป็นจำเลยตัวจริง เสียงจริง เสียที เอาให้หนักเลย ครับ อาจารย์สุธาชัย ฟ้องเรียกค่าตกใจตอนแรกเพียง 3 แสนกว่าบาทเท่านั้น พวกท่านหลายควรเรียกแม่งงง ให้หงายท้องไปเลย ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ทำงานเก่งมาก ให้มันไปอยู่จังหวัดชายแดนใต้ซ่ะ จะได้โดนระเบิดยัดปากซ่ะบ้าง

พอพูดถึงไอ้ไก่อู ก็พบความกวนโอ๊ยยของมันอีกเรื่อง ครับ

(26 พ.ค.54) พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาแถลงถึงกรณีที่ศาลมีคำสั่งถอนฟ้องตนเองในข้อหาหมิ่นประมาท ที่ไปพูดถึงนายสุธาชัย อยู่ในขบวนการล้มเจ้า ซึ่งเกิดจากการที่ตนเองไปขอให้ถอนฟ้องและเป็นฝ่ายขอยอมความนั้น ไม่เป็นความจริง และ ขอยืนยันว่าการออกมาชี้แจงครั้งนี้เป็นการพูดในฐานะส่วนตัวเพราะถูกพาดพิง จาก อ.สุธาชัย โดยไม่อยากอธิบายความให้มากนัก เพราะช่วงนี้ใกล้เลือกตั้งอาจถูกบางฝ่ายนำประเด็นไปเกี่ยวข้องกับการเมือง

อยาก กราบวิงวอนขอเชิญอาจารย์สุธาชัย ออกมาแถลงข่าวเล่าความจริงให้สังคมไทยได้รับทราบหน่อยครับ อย่าปล่อยให้ไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่หลงตัวเองนึกว่าเป็น ผบ.ทบ. มาท้าทายเลยครับ

ไก่อูเอ๋ย อย่าเก่งแต่ในรูเลยลูก อย่าลืมตน ลูกยังมีพ่อมีแม่มีพี่มีน้องมีเมีย มีอนาคต อย่าบ้าไปกับสิ่งที่ไม่จิรังเลยลูก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ ทำตัวเป็นทหารที่ดีของประชาชนดีกว่าลูก ลูกจะได้นอนตายตาหลับน่ะลูกน่ะ.........

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker