บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2551

ทูตอังกฤษเข้าพบสมชาย แสดงความยินดีนั่งนายกฯ ใหม่

ดอนเมือง 26 ก.ย.-ทูตอังกฤษประจำประเทศไทยเข้าพบ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” แสดงความยินดีเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามระบอบประชาธิปไตย แนะรัฐบาลไทยส่งเสริมการลงทุนให้มากขึ้น ไม่ห่วงการชุมนุมหากไม่เกิดปะทะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ นายควินทัน เควลย์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้าพบนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยใช้เวลาประมาณ 45 นาที

จากนั้น นายควินทัน เควลย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้แสดงความยินดีที่นายสมชาย ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาตามหลักของประชาธิปไตย ซึ่งประเทศอังกฤษมีความสัมพันธ์กับไทย จึงอยากเห็นประเทศไทยเคารพในระบอบประชาธิปไตย และตนรู้สึกดีใจที่สถานการณ์ทางการเมืองของไทยดีขึ้น และมีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปแล้ว

เอกอัครราชทูตอังกฤษฯ กล่าวว่า ได้พูดคุยเกี่ยวกับปัญหาพม่า และในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน และเป็นประเทศเพื่อนบ้านกับพม่า จะใช้ความสัมพันธ์ที่ดีส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยและการเคารพสิทธิมนุษยชนในพม่าได้ ส่วนในด้านเศรษฐกิจนั้น ได้บอกนายกรัฐมนตรีว่า อยากให้รัฐบาลมีนโยบายเสรีในเรื่องของทุนนิยม ประเทศอังกฤษลงทุนในไทยมากที่สุดในประเทศแถบยุโรป จึงอยากให้รัฐบาลเร่งส่งเสริมการลงทุนให้มากขึ้น

“การชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ ถ้าเป็นไปอย่างสันติวิธี ไม่มีการปะทะกัน ก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีการเสียเลือดเสียเนื้อเป็นธรรมดาที่คนต่างชาติและนักลงทุนจะตกใจอยู่บ้าง แต่ขณะนี้ ผมก็ดีใจที่สถานการณ์ในประเทศไทยดีขึ้น ผมคิดว่าทุกกลุ่มมีสิทธิเสนอความคิดเห็นหรือมีการแสดงออก แต่ต้องอยู่ในกรอบของประชาธิปไตย จะเห็นด้วยกับรัฐบาลหรือไม่เห็นด้วย ก็ไม่เป็นไร แต่ต้องอยู่ในหลักสันติวิธี” นายควินทัน เควลย์ กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-26 16:23:49


วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551

คนชั้นกลางจะโวยทำไมว่า ครม.โควต้า ยุคทักษิณทำลายระบบโควต้าไปแล้ว คนชั้นกลางผู้ไร้จุดยืน ก็ไล่เขาไป

บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ผมรู้สึกเบื่อหน่ายกับกลุ่มคนที่เรียกว่า "ปัญญาชนคนชั้นกลาง จอมกระแดะทั้งหลายเต็มทีแล้วครับ ที่โวยวายว่า รัฐบาลของนายกฯสมชาย เป็น ครม.โควต้า ตั้ง ครม. ตามโควต้า ระบบล้าหลังกลับมาอีก ครม. ขี้เหร่ ให้พวก สส.ได้ต่อรองตำแหน่งแย่งชิงกันอีก

สุดแต่จะพูด จะตะโกนกันตามอารมณ์เหมือนคนวัยทอง ที่ความคิดและการกระทำไม่ได้อยู่กับร่องกับรอยอะไรเลย



เราจะเห็นว่าในยุคที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีทั้งสองสมัยนั้น เป็นช่วงที่นายกรัฐมนตรีมีความเข็มแข็ง มีอำนาจต่อรองสูง การแต่งตั้งรัฐมนตรีขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนายกฯ ทักษิณเป็นส่วนใหญ่ ทำให้หัวหน้าวัง และกลุ่มการเมืองต่างๆ อ่อนแอ และไร้อำนาจการต่อรองโดยสิ้นเชิง ระบบโควตาทางการเมืองที่เคยมีมาก่อนยุคทักษิณ ก่อนยุครัฐธรรมนูญปี 2540 ได้หายไปเกือบหมดสิ้น และรัฐบาลก็ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนชาวบ้านทั้งรักและเคารพ นายกฯทักษิณ ยิ่งกว่านายกฯ ใดๆ ในอดีตของไทย

แต่คนชั้นกลาง นักวิชาการ และสื่อจอมกระแดะที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยทั้งหลาย ก็โจมตีทักษิณอย่างรุนแรงว่า เป็นเผด็จการบ้าง ไม่ฟังเสียงคนอื่นบ้าง กล่าวหาใส่ความ สาดโคลนสารพัด สุดท้ายเมื่อทำอะไรไม่ได้ ก็ไปชักนำ วางแผนให้ทหารทำรัฐประหาร ทำลายรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ทำให้นายกรัฐมนตรีเข็มแข็งทิ้งไป

แล้วก็เกิดวิกฤตการณ์การเมือง กว่าสามปี ป่านนี้ก็ยังไม่จบ และยังไม่มีใครรู้ว่าจะจบอย่างไร

ตอนนี้เราได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ที่มีบทบัญญัติทำลายอำนาจรัฐบาล และอำนาจนายกรัฐมนตรีไม่ให้มีเหลือมากนัก และเมื่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีอำนาจและบารมีไม่เท่ากับทักษิณ การเมืองแบบโควตากลุ่มก็กลับมาอีก หัวหน้าวังต่างๆ ก็กลับมามีอิทธิพลอีก

เมื่อนายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก อำนาจหัวหน้ากลุ่มต่างๆ มันก็ต้องเข็มแข็ง การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีก็ต้องเป็นระบบโควตาแบ่งไปตามกลุ่มการเมืองต่างๆ มันจะเป็นอื่นไปได้อย่างไร เพราะหากไม่ใช่วิธีนี้รัฐบาลจะหาเสียงที่ไหนมาสนับสนุนรัฐบาลได้



มันก็เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ใช่หรือ ที่จงใจทำลายนักการเมือง จงใจทำลายพรรคการเมือง ทำให้การเมืองอ่อนแอ เพื่อให้กลุ่มอำมาตยาธิปไตยดูดีขึ้น สภาพการณ์มันก็ย้อนกลับไปเหมือนก่อนปี 2540 อีก ผลมันย่อมเกิดจากเหตุ จะมาโวยวายตีโพยตีพายไปทำไม ก็พวกสื่อ และคนชั้นกลางไม่ใช่หรือที่ช่วยกันทำลายระบบการเมืองที่เข็มแข็ง ทำลายพรรคการเมืองที่เข็มแข็งและทำลายนายกรัฐมนตรีที่เข็มแข็งไป

ทุกๆ เรื่องมันมีเหตุมีผล มีทางไป เป็นเหตุเป็นผลกัน จะไปเอาตามแต่ใจตัวเองได้อย่าง



นายกรัฐมนตรีเข็มแข็ง ทำลายระบบโควตาของ สส.กลุ่มต่างๆ ทิ้งไปได้ ก็รุมกันสาดโคลนว่าเผด็จการ พอนายกรัฐมนตรีอ่อนแอไม่มีอำนาจต่อรอง ก็สาดโคลนว่า เป็นการเมืองโควต้า

ผมจึงคิดว่า กลุ่มคนที่ไร้สติ บ้าคลั่งในประเทศไทย ยุคนี้ไม่มีใครเกินพวกที่เรียกตัวเองว่า "นักวิชาการ" และสื่อทั้งหลายนี่เลย กลุ่มคนชั้นกลางในเมืองหลวงที่คุยนักคุยหนาว่าตัวเองมีการศึกษาสูง อยู่ใกล้ข้อมูลมากกว่าคนบ้านนอก ก็กลายเป็น คนชั้นกลางไร้สติ พอ ๆ กับสื่อ และนักวิชาการย้อนยุคทั้งหลาย

คนพวกนี้ทำลายประเทศไม่ได้รู้จักหยุดจักหย่อน ทำลายสามัคคีของคนในชาติไปจนหมดสิ้น

แล้วจะมีหน้ามาร้องตะโกนไปทำไมกัน

ผลมันย่อมเกิดมาจากเหตุ ไม่ใช่ผลมันจะเกิดขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุไปได้

ความวุ่นวายทางการเมืองที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ก็เกิดจากคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ กลุ่มใหญ่นี่แหละ ที่ไปเชื่อการปลุกระดมทางการเมือง ตัดสินทุกอย่างตามอารมณ์ ตามความชอบ ศาลสถิตยุติธรรมทั้งหลาย ที่มีหน้าที่ดำรงความยุติธรรม ก็บ้าคลั่งตามกระแสที่โดนสร้างขึ้น จนการตัดสินต่างๆ ไร้หลักนิติธรรม ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ได้กล่าวหากันเกินเลยนัก เพราะสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ก็จัดให้ระบบยุติธรรมของไทย อยู่ในกลุ่มท้ายๆ ของประเทศต่างๆ ในเอเชีย เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ถึงความไม่โปร่งใส

สำหรับผมแล้ว ไม่ได้แคร์กับว่า รัฐบาลชุดคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะมีทางเลือกมากมายนัก เพราะคุณสมชายเอง ก็ไมได้มีอำนาจบารมีเด็ดขาดในพรรค บุคลิกภาพในการนำ ก็ไม่โดดเด่นเท่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือแม้แต่ นายสมัคร สุนทรเวช เมื่อเป็นอย่างนี้ อำนาจการต่อรองทั้งหลายในพรรคพลังประชาชน ก็ต้องขึ้นกับกลุ่มการเมืองต่างๆอย่างหลีกเลี่ยงไมพ้นอยู่แล้ว

ถึงอย่างไรผมก็ยังสนับสนุนพรรคพลังประชาชนอยู่ แม้ว่า โผคณะรัฐมนตรีจะออกมาแบบที่ผมไม่ค่อยชอบใจนักก็ตาม แต่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก ผมรู้ว่า ถึงอย่างไรพรรคนี้ก็ ขับเคลื่อนด้วยนโยบาย เป็นหลักอยู่ มีนโยบายที่สนับสนุนคนรากหญ้า ตั้งแต่ยุค พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มาแล้ว เป็นแนวทางในการดำเนินการของพรรคอยู่

และสุดท้าย ผมก็รับรู้ได้ว่า นายกฯทักษิณ เองก็ยังคงมีบารมี มีอิทธิพลพอที่จะชี้นำพรรคได้อยู่

ภายใต้วิกฤตการณ์ของพรรคพลังประชาชน ที่ถูกศัตรูทางการเมือง ทำลายล้างอย่างเอาเป็นเอาตายมาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย บุคลากรทางการเมืองจำนวนมาก ต้องโดนห้ามเล่นการเมือง ทีม สส.ที่ส่งลงสนาม ก็เป็นเพียงทีม B เท่านั้น จะให้ การจัด ครม. สวยหรู ออกมาเหมือนยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้อย่างไร รัฐบาลแบบนั้นแทบกลายเป็นอุดมคติที่ประชาชนใฝ่ฝันถึงไปแล้ว

ก็พวกคุณจ้องทำลายเขาทุกอย่าง ใช้วิธีการสกปรก ทำลายเขาแบบ ตัวโกง แล้วจะให้ประชาชนหันไปสนับสนุนตัวโกงอย่างพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างไร

ถามจริงๆ เถอะว่า หากกลับกัน พรรคพลังประชาชน หาทางทำลายพรรคประชาธิปัตย์ทุกอย่าง เช่น ยุบพรรคประชาธิปัตย์ทิ้ง ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคไม่ให้เล่นการเมืองได้ แล้วไป “กระโดดโลดเต้น บอกคนใต้ว่า เห็นไหม เห็นไหม พรรคประชาธิปัตย์ห่วย ไม่มีตัวดีๆ แล้ว มาเลือก พรรคพลังประชาชนเถอะ

พวกคนใต้ จะยอมหรือไม่ จะยอมให้ศัตรูทางการเมืองมาทำลายพรรคของพวกเขา เพื่อให้พวกเราหันไปสนับสนุนศัตรู ทำกันแบบไร้คุณธรรมเช่น ประชาชนไม่ได้ตาบอดนะครับ ที่จะไม่รู้อะไร เป็นอะไร

ดังนั้น รัฐบาลจะออกมาอย่างไร ผมก็ยอมรับได้ทั้งสิ้น เพราะผมยอมรับนโยบายของพรรคพลังประชาชนอยู่แล้ว หากรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นมาไม่มีผลงาน พวกเขาก็อยู่ไม่ได้เอง และเมื่อใกล้เลือกตั้ง รัฐบาลก็ต้องรู้ว่าแรงสนับสนุนมีเท่าใด ก็จะต้องพยายามทำงานให้เข้าเป้าเอง

ถึงอย่างไร รัฐบาลนี้ก็มาจากเลือกตั้ง ผมเลือกของผมมาเองกับมือ ดีหรือเลว ผมตัดสินเอง ไม่ต้องให้ใครมาปั่นหัว หรือชี้นำ

จาก thaifreenews

ประจานหญิงขายบริการ อีกหนึ่งการเมืองใหม่ของพันธมิตร

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

ยังไม่ทันที่ข้อเสนอให้เลือกตั้งตามกลุ่มสาขาอาชีพของกลุ่มพันธมิตรฯ จะได้รับการถกเถียงแลกเปลี่ยนอย่างจริงจัง

ก็เกิดเหตุการณ์ที่เป็นตัวอย่างจุดอ่อนของระบบนี้เสียแล้ว โดยเกิดขึ้นในรั้วรอบขอบเขตเวทีชุมนุมพันธมิตรฯ เอง ด้วยฝีมือของหน่วยรักษาความปลอดภัย หรือ การ์ด อีกตามเคย...

เป็นข่าวฮือฮาตามหน้าหนังสือและเว็บไซต์ต่างๆ เมื่อมีการติดรูปถ่ายใบหน้าที่เห็นอย่างชัดเจนของหญิงสาวคนหนึ่ง พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของหญิงสาวคนนี้ บนป้ายประกาศในเขตการชุมนุมของพันธมิตรฯ เพื่อจะบอกให้ผู้ชุมนุมทราบว่า

หญิงสาวคนนี้ขายบริการ...!

จุดมุ่งหมายของพันธมิตรฯ คงไม่มีอะไรมากไปกว่าเพื่อต้องการรักษาภาพลักษณ์ชื่อเสียงของการชุมนุม หลังจากก่อนหน้ามีการเผยแพร่ภาพถุงยางอนามัยที่ใช้แล้วเกลื่อนทำเนียบ แม้ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าภาพนั้นเป็นของจริงหรือไม่ แต่ชื่อเสีย(ง)เรื่องถุงยางฯ ในทำเนียบของพันธมิตรฯ ก็เป็นที่โจษจันกลายเป็นที่ล้อเลียนขบขันว่าเป็นการปฏิวัติโดยถุงยางอนามัยและใบกระท่อม

อาจด้วยเหตุนี้ ทีมงานพันธมิตรฯ (ที่ไม่เกี่ยวกับการพากย์หนัง) จึงต้องเข้มงวดเป็นพิเศษกับพฤติกรรมดังกล่าว และนำไปสู่การ “ประกาศ” เรื่องหญิงขายบริการคนหนึ่งให้รู้จักกันถ้วนหน้าเพื่อที่ว่ามวลชนจะได้ไม่ไปซื้อบริการของเธอ หรือช่วยกันกีดกันเธอออกไปจากการชุมนุมนั่นเอง

โดยไม่สนว่า นั่นจะเป็นการ “ประจาน” เป็นการ “ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ของผู้หญิงคนนั้นหรือไม่อย่างไร...

เมื่อเหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ ได้สร้างความตกใจให้แก่องค์กรพัฒนาเอกชนหลายองค์กร เพราะมันเป็นการดูถูกเหยียดหยามมนุษย์ผู้อื่นอย่างรุนแรง แม้คนผู้นั้นจะประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมายของไทย แต่ก็ใช่ว่าใครจะมีสิทธิเหยียบย่ำคนคนนั้นได้ตามชอบใจ

มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ซึ่งทำงานช่วยผู้หญิงที่มีอาชีพในการบริการทางเพศในประเทศไทยมาเกือบ 30 ปีเป็นองค์กรแรกๆ ที่ออกมาคัดค้านการกระทำนี้ของกลุ่มพันธมิตรฯ รวมถึงองค์กรอื่นๆ เช่น มูลนิธิส่งเสริมสันติวิถี (Peace way Foundation) โดยเห็นพ้องต้องกันว่ามันเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยเฉพาะสตรีเพศอย่างรุนแรงเกินรับได้และเรียกร้องให้องค์กรด้านผู้หญิงออกมาประณามการกระทำครั้งนี้

ที่สำคัญก็คือ จากเหตุการณ์นี้ นำไปสู่การตั้งคำถามเรื่องระบบการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ทันที ว่าที่นำเสนอเรื่องระบบเลือกตั้งตามกลุ่มอาชีพนั้น…

ผู้ขายบริการ จะมีที่ทางให้สายตาของกลุ่มพันธมิตรฯ บ้างหรือไม่...

มูลนิธิส่งเสริมสันติวิถีอธิบายถึงภาวะจำยอมของประชาชนบางชนชั้น ที่ไม่มีทางเลือกในชีวิตและการประกอบอาชีพมากนัก อีกทั้งยังด้อยโอกาส ถูกกดทับจากโครงสร้างสังคมมากมายหลายต่อ และสิ่งเหล่านี้ซับซ้อนเกินกว่าจะสามารถกากบาทที่หัวของใครหรืออาชีพใดอาชีพหนึ่งได้ว่าเขาไม่ใช่พลเมือง ไม่ใช่ประชาชน หรือกระทั่งไม่เป็นมนุษย์เทียบเท่าคนอื่นๆ

แต่สิ่งที่พันธมิตรฯ ทำ ซึ่งสะท้อนผ่านเหตุการณ์ดังกล่าว คือการตอกย้ำตัวตนที่ถูกวิจารณ์เรื่อยมา นั่นคือ การไม่เคยเห็นหัวคนยากคนจน ไม่เชื่อในความทัดเทียมกันระหว่างมนุษย์ ไม่เชื่อว่ามนุษย์แต่ละชนชั้นแต่ละสังคมแต่ละสาขาอาชีพมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหมือนกันและมีสิทธิ์ในชะตากรรมบ้านเมืองนี้เท่าๆ กัน

เหมือนที่ไม่เคยเชื่อถือ ยอมรับ ในประชาชนเสียงข้างมากในการเลือกตัวแทนของพวกเขาและกระทำทุกวิถีทางที่จะล้มล้าง ลิดรอน เสียงของประชาชนคนอื่นๆ ของประเทศนี้

พฤติกรรมที่ผ่านมาของพันธมิตรฯ จึงได้เห็นแต่การเกาะเกี่ยวชนชั้นสูง หรือชนชั้นกลางค่อนข้างสูงที่มีกำลังทรัพย์ มีชื่อเสียงมีหน้ามีตาในสังคม ดูเหมือนจะมีแต่คนพวกนี้เท่านั้นที่นับได้ว่าเป็น “คน” ในสายตาของพันธมิตรฯ

จึงไม่แปลกที่พฤติกรรมซ้ำซากเช่นนี้ของคนกลุ่มนี้ จะถูกเคลือบแคลงจากคนอื่นๆ ว่าเป็นไปได้แค่ไหนที่ “การเมืองใหม่” ของพวกเขาจะเป็นการเมืองใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมได้จริงๆ อีกทั้งตัวแทนแต่ละสาขาอาชีพ จะเป็นตัวแทนที่แท้จริงของคนในอาชีพนั้นๆ ได้อย่างไร และแต่ละอาชีพจะมีโอกาสเข้ามาแข่งขันคัดเลือกจริงแท้ได้อย่างไร

นี่อาจไม่ใช่คำถามที่รอคำตอบ…

แต่เป็นเพียงคำบอกเล่าให้กลุ่มพันธมิตรฯ กลับไปทบทวนตัวเองเสียใหม่ ว่าในความคิดและจิตใจที่ไม่เคยเชื่อเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ จะสามารถกำหนดทิศทางการเมืองใหม่ที่ดีงามและสร้างสรรค์ได้อย่างไร...

คำตอบง่ายๆ คือไม่มีทางเลย


วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราโชวาทแก่ ครม.ใหม่

หัวหิน 25 ก.ย. - พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะรัฐมนตรีเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

วันนี้ (25 ก.ย.) เวลา 17.02 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่แก่คณะรัฐมนตรีด้วย

“ข้าพเจ้ายินดีที่คณะรัฐมนตรีจะเข้ารับหน้าที่ต่อไปนี้ และขอให้ปฏิบัติตามที่ได้ปฏิญาณไว้ว่าจะทำงานเพื่อประเทศชาติ เพื่อให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ก็ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติในงานนี้ที่ได้รับให้ได้ผล ได้ประโยชน์ ซึ่งในสมัยนี้ก็ไม่ใช่ง่ายที่จะปฏิบัติงานรัฐบาล เพื่อที่จะให้บ้านเมืองมีความเจริญ และให้ประชาชนได้รับความเจริญ

ก็ขอให้ท่านได้สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้ปฏิญาณไว้ เพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมืองให้สำเร็จโดยแท้ ขอให้ท่านมีกำลัง ทั้งกาย ทั้งใจ ที่จะปฏิบัติงานนี้ ซึ่งไม่ใช่ง่าย ก็ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติด้วยความเข้มแข็ง และได้ความสำเร็จ ขอให้ท่านมีกำลังใจ กำลังกายสมบูรณ์ เพื่อปฏิบัติงานนี้ ซึ่งไม่ใช่ง่าย ก็ขอให้ท่านมีความสำเร็จในงานที่ได้ตั้งไว้ โดยที่ได้ปฏิญาณตนเข้มแข็งอย่างนี้” - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-25 18:29:21

การเมืองใหม่ การโยนหินถามทางจากนายหน้าอำมาตยาธิปไตย การเมืองแบบย้อนยุค


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ช่วงนี้ผมได้อ่าน ได้ฟัง ได้ยิน การพูดวิจารณ์เรื่อง การเมืองใหม่ ของกลุ่มชนที่เรียกตัวเอง สวยหรูว่า นักวิชาการ แล้ว ผมรู้สึกตะครั่นตะคร้อ แบบคลื่นไส้ทุกที ผมว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว เพราะมันเป็นข้อเสนอย้อนยุค แต่ก็อดไม่ได้

ผมอยากจะเรียกว่า การเมืองย้อนยุค มากกว่าการเมืองใหม่ และนักวิชาการที่สนับสนุนเรื่องนี้ ผมอยากจะเรียกว่า นักวิชาการย้อนยุค เสียมากกว่า และส่วนใหญ่ก็เป็นพวกหลงยุค มาตั้งแต่ ปลายยุคสงครามเย็น

ช่วงหลัง มี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เข้ามาร่วมแจมกับเขาด้วย หากใครศึกษาประวัติ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ให้ดี จะรู้ว่า คือ ศิษย์เอก ของ นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร อดีตกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่ตอนหลังแปรพักตร์มาเข้ากับฝ่ายทหาร และแนะนำวิธีการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ซึ่ง พล.อ.ชวลิต น่าจะรับเอาแนวคิดเกี่ยวกับ สภาที่คัดเลือกมาจากสาขาอาชีพ ซึ่งเป็นข้อเสนอแบบ Master piece ของขบวนการคอมมิวนิสต์สากล ตั้งแต่ยุคมาร์ก-เลนินส์มาแล้ว ระบบแบบนี้จึงไม่ได้ใหม่แต่อย่างใด เพราะเสนอกันมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 โน้นแล้ว

การเมืองใหม่ที่ไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานของการเลือกตั้งจากตัวแทนมหาชน คือ การปฏิเสธ หลักการของความเท่าเทียมกันของมนุษย์โดยสิ้นเชิง คนพวกหนึ่งคิดว่า ตัวเองมีอำนาจ มีสิทธิพิเศษในสังคมเหนือมนุษย์คนอื่น ตัวเองควรได้ปกครองคนอื่น ดังนั้น พวกเขาจึงเสนอสภาแต่งตั้งขึ้นมา เพราะหากมีการเลือกตั้ง พวกเขาก็ไม่อาจเข้ามาได้ เพราะพวกเขาไม่ใช่พวกเดียวกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ



สภาแบบนี้ หากจะเรียกตามระบบอังกฤษให้โก้หรูแบบโบราณก็ต้องเรียกว่า สภาขุนนาง นั้นแหละครับ ต่างกันตรงไม่ใช่เป็นขุนนางสืบตระกูลเท่านั้น แต่ระบบสภาขุนนางแบบอังกฤษก็มีขุนนางที่ไม่ได้สืบตระกูลอยู่ด้วย เช่น Life Peer เป็นต้น ตัวอย่างคือ นางมากาเร็ต แธตเชอร์ ซึ่งเมื่อพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอังกฤษแล้ว รัฐบาลของพรรคอนุรักษ์นิยม ของนายจอห์น เมเจอร์ นายกรัฐมนตรีคนต่อมา ก็เสนอให้เป็น Baroness ตำแหน่งขุนนางที่มีสิทธิเป็นสมาชิกของสภาขุนนางตลอดชีพ แต่ไม่ได้สืบตระกูล เป็นตำแหน่งเฉพาะตัว ซึ่งปัจจุบัน Life Peer นี้เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของสภาขุนนางอังกฤษ ดังนั้น ระบบแต่งตั้งไม่ว่าอย่างไร มันก็คือ สภาขุนนางนั้นเอง ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไรก็ตาม โดยเนื้อแท้ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก

ในเมืองไทยเอง ก็ไม่ใช่ไม่เคยมีสภาแบบนี้มาก่อน มันมีมาตั้งแต่ปี 2475 แล้ว ที่มีการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง และเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง หรือในระยะเวลาอันใกล้นี้ คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ปี 2549 ที่มาจากการแต่งตั้งของ คมช. ทั้งหมด ไม่ใช่ ระบบ 70/30 ด้วยซ้ำ แต่มัน 100% เลยทีเดียว

ปี 2549 นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทั้งหลาย ก็มาจากผู้ที่คิดว่าตัวเอง สูงส่งทางจริยธรรม ทั้งสิ้น มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ ที่โฆษณากันนักหนาว่า จริยธรรมสูงส่ง สุดท้าย โดยวิจารณ์เรื่อง ที่ดินเขายายเที่ยง จนต้องออกมายอมรับสารภาพว่า ตัวเองเป็นโจรกลับใจไปโน้น ไม่ได้เปี่ยมจริยธรรมมากมายแต่อย่างใด

รัฐบาลจริยธรรมสูงส่งของ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลลานนท์ กลายเป็นรัฐบาลที่ล้มเหลวมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะรัฐบาลแบบนี้ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ที่มีมากมายหลายกลุ่ม ไม่ได้สะท้อนเสียงจากประชาชน สุดท้าย เมื่อประชาชน เข้าถึงรัฐบาลไม่ได้ เพราะไม่ใช่ตัวแทนของพวกเขา สังคมก็ต้องเกิดระเบิดขึ้นมาแน่นอน

ตอนนี้มีการเสนอ สิ่งที่เรียกว่าการเมืองใหม่ ขึ้นมาอีก ซึ่งโยนหินถามทาง โดย กลุ่มพันธมิตร ที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาล โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น รียกว่า ระบบ 70/30 ต่อมาขอลดและเพิ่มสัดส่วนกันไปเรื่อย

ผมไม่ได้คิดว่า พธม. เป็นกลุ่มอิสระของตนเอง แต่คนพวกนี้เป็นแค่ นักรบรับจ้าง ของพวก ศักดินาอำมาตยาธิปไตย เท่านั้น ข้อเสนอของ พธม. จึงเหมือนการโยนหินถามทางของคนที่อยู่เบื้องหลังขบวนการนี้นั่นเอง และเป็นการพยายามสร้างความชอบธรรม เพื่อจะได้นำระบบนี้มาใช้ เพื่อพวกอภิสิทธิ์ชนทั้งหลาย จะได้ครองอำนาจทางการเมืองสืบไปนั่นเอง



ข้อเสนอของสภา ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้ง หรือ ระบบเลือกจากตัวแทนสาขาอาชีพต่างๆ ผมไม่ได้คิดว่ามันใหม่แต่อย่างใด

เพราะระบบ ตัวแทนสาขาอาชีพ นั้น คือ ระบบที่ขบวนการคอมมิวนิสต์เสนอมานานแล้ว หากระบบนี้มันได้ผลจริง ป่านนี้พวกคอมมิวนิสต์คงครองโลกไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ล่มสลายแปรเปลี่ยนไปเป็นทุนนิยมหมดเหมือนทุกวันนี้ ไม่ว่า สหภาพโซเวียต ยุโรปตะวันออก จีน เวียดนาม ก็ใช้ระบบนี้ทั้งนั้น แล้วมันเจริญทันประเทศทุนนิยมแบบโลกตะวันตกหรือไม่ มันเจริญทันญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์ไหม



ข้อเสนอนี้ เกิดขึ้นมา เพราะพวกกลุ่ม คนชั้นนำ กำลังเข้าตาจน และจนตรอกนั่นเอง เพราะพวกเขาไม่สามารถครอบงำ คนรากหญ้า ได้อีกต่อไป หากขืนปล่อยให้มีการใช้ระบบเลือกตั้ง แบบทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน ชาวนามีเสียงเท่ากับพวกผู้ดีสูงศักดิ์ ขอทานมีเสียงเท่ากับมหาเศรษฐีหมื่นล้าน คนจบ ป.4 มีเสียงเท่ากับศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ หากเป็นเช่นนี้ คนพวกนี้ก็จะสูญเสียอำนาจควบคุมการเมืองของชาติไป

เพราะนักการเมือง ย่อมต้องตอบสนองต่อกลุ่มชนที่เลือกตั้งเขาขึ้นมากกว่า ที่จะไปตอบสนองต่อใคร ที่อ้างว่ามีบารมี แต่ไม่มีอิทธิพลต่อการทำให้พวกเขาได้รับการเลือกตั้ง หากระบบนี้ดำเนินต่Thai Free Newsอไป อำนาจของคนชั้นสูงก็ต้องหมดสิ้นไปอย่างแน่นอน

เมื่ออับจนสิ้นหนทาง ก็เลยต้องคิดย้อนยุค กลับไปเอาแนวคิดในสมัยต้นศตวรรษที่ 19 กลับมาปัดฝุ่นใช้ แล้วอ้างว่านี่คือ การเมืองใหม่

มันจึงเป็นเรื่องที่ตลกสิ้นดี ในต้นศตวรรษที่ 21 นี้

ที่พวกนักวิชาการค้างยุคมาแต่ช่วงสงครามเย็น พยายามที่จะจูงใจ พลเมืองในต้นศตวรรษที่ 21 ให้เห็นดีเห็นงามกับระบอบที่ล้าหลัง ในตอนต้นศตวรรษที่ 19

นี่ประเมินได้เลยว่า พวกเขากำลังจะแพ้แล้ว พวกเขาไม่มีทางออกใดที่ดีกว่าในการเสนอต่อสังคม จึงหันกลับไปหาของเก่าเช่นนี้

หน้ากากของระบบการเมืองใหม่ ก็คือ การเมืองระบบแต่งตั้ง ของ ระบอบอำมาตยาธิปไตยนั่นเอง

จาก thaifreenews

ลากไส้ขบวนการกบฏพันธมิตรฯ.....โดย Albatross (เพิ่มเติม)

ลากไส้ขบวนการกบฏพันธมิตรฯ

โดย.....Albatross

21 กันยายน 2551

ในที่สุดบริษัทใหญ่ๆ หลายบริษัทที่มีชนักคดี ปรส.อัปยศขายชาติมูลค่ากว่าแสนล้านบาทติดหลังอยู่ก็เริ่มปล่อยเกาะกบฏพันธมิตรฯ หน้าทำเนียบให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวและหิวโหย เพราะคดีดังกล่าวได้หมดอายุความไปแล้ว อีกทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช หนึ่งเดียวที่เคยประกาศกร้าวว่าจะทวงเงินของแผ่นดินจากคดีนี้คืนก็ได้กลายเป็นอดีตไปแล้วจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้การสนับสนุนกบฏพันธมิตรฯ อีกต่อไป ม็อบจัดจ้างจึงลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วจนแกนนำรู้สึกวิตกกังวลอย่างหนัก การห้อมล้อมเหล่าแกนนำเพื่อป้องกันการบุกจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงกลายเป็นหน้าที่หลักของเหล่าสาวก “สันติอโศก” ของนายรักษ์ รักพงศ์ หรือ โพธิรักษ์ ซึ่งไม่เคยลดจำนวนลงเลย สันติอโศกคือใคร ทำไมจึงยอมปกป้องแกนนำกบฏพันธมิตรฯ โดยไม่สนใจสินจ้างรางวัลและถวายชีวิตให้ได้ถึงเพียงนี้

การขับเคลื่อนม็อบพันธมิตรฯ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร จนถึงปัจจุบัน หลายต่อหลายครั้งที่มีผู้เข้าร่วมชุมนุมบางตาแค่หลักร้อยแต่สามารถทำให้เพิ่มขึ้นได้ชั่วข้ามคืนโดยกำลังเสริมจากสาวกสันติอโศก ใครคือผู้สั่งรวมพลสาวกสันติอโศก จำลอง หรือ โพธิรักษ์ ?

ทุกๆที่ ที่ม็อบกบฏพันธมิตรฯ หยุดปักหลัก สิ่งอำนวยความสะดวกในทุกๆด้านที่เป็นสมบัติของ กทม.จะเข้าถึงทันที ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านเช่น นปก.ต้องอยู่กันอย่างทุลักทุเลไม่เคยได้รับการเหลียวแลและถูกหมางเมินเมื่อถูกร้องขอ เผลอเมื่อไรเป็นต้องถูกเทศกิจรื้อเวทีทุกครั้งไป แต่ถ้าเป็นม็อบกบฏพันธมิตรฯ กทม.จะนำแผงเหล็กไปกั้นการจราจรให้ทันที เป็นเพราะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนของพรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับการทำลายชาติของกบฏพันธมิตรฯ อย่างนั้นหรือ ?

นักวิชาการตลอดจนแพทย์บางส่วน ผู้ได้รับการยกย่องจากสังคมได้ร่วมมือกับสื่อเกือบทุกแขนงออกมาทำลายล้างรัฐบาลที่เพิ่งเริ่มทำงานมาได้ไม่นานเพราะรัฐบาลชั่วร้ายจนเหลือทนหรือเสียผลประโยชน์เพราะรัฐบาลคุณสมัครฯ ประกาศสานต่อนโยบายของรัฐบาลคุณทักษิณฯ กันแน่ ?

คนที่เข้าไปร่วมชุมนุมกับกบฏพันธมิตรฯ แน่นอนว่าต้องมีทั้งที่ถูกจ้างมาและพลังบริสุทธิ์ แต่การที่พลังบริสุทธิ์ยอมทุ่มเทจิตวิญญาณเข้าร่วมชุมนุมและปกป้องแกนนำด้วยชีวิต เป็นเพราะพวกเขาเชื่อในสิ่งที่สนธิฯ โกหกหรือต้องการจะปกป้องอะไรบางอย่างที่ตัวเองรักและเทิดทูน ?

“แล้วเหล่าชนชั้นสูงล่ะ......ทำไมจึงไม่ชอบรัฐบาลประชาธิปไตย”

“เพราะเชื่อสนธิฯ หรือเห็นแก่ตัว ?”

หลายกลุ่มที่กล่าวไว้ข้างต้นเป็นตัวอย่างกลุ่มหลักๆ ที่กำลังทำตัวเป็นศัตรูกับรัฐบาล แต่ถ้าเพ่งเล็งไปที่ม็อบกบฏพันธมิตรฯ หน้าทำเนียบ กลุ่มที่น่าที่จะนำออกมาตีแผ่ให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยได้รับรู้มากที่สุดเพราะเป็นกลุ่มกำลังหลักที่ทำให้ม็อบพันธมิตรฯ คงรูปอยู่ได้หน้าทำเนียบดังเช่นทุกวันนี้คือ “สาวกสันติอโศก” จึงขอตีแผ่คนกลุ่มนี้ก่อนเป็นกลุ่มแรกก่อนจะไปถึงกลุ่มอื่นๆ เป็นลำดับต่อไป

เป็นที่ทราบกันดีว่าลัทธินอกรีตสันติอโศกถูกก่อตั้งขึ้นโดยโพธิรักษ์พระนอกรีตผู้ประกาศตัวเป็นศัตรูกับมหาเถรสมาคมไทย เดิมชื่อ นายมงคล รักพงษ์ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น นายรัก รักพงษ์) เป็นคนศรีษะเกษโดยกำเนิดมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและมีวาจาเป็นเลิศ อดีตเป็นผู้กำกับละครเวทีมือทองทางโทรทัศน์ผู้โด่งดังเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ในช่วงที่ยังมีอาชีพเป็นผู้กำกับ นายรัก รักพงษ์ จัดว่าเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายด้วยรายได้มหาศาลที่ตัวเองสามารถหามาได้โดยง่าย จากงานในวงการบันเทิงและงานสอนหนังสือถึงเดือนละ 120,000 บาท ในขณะที่เงินเดือนนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเท่ากับ 40,000 บาท

นายรัก รักพงษ์ เสพสุขอยู่บนกองเงินกองทองได้ไม่นานก็เกิดอาการผิดเพี้ยนทางอารมณ์อย่างรุนแรง ซึ่งอาจเกิดจากการเสพสุขจนเอียน คิดว่าความสุขที่กำลังเสพอยู่นั้นยังไม่ถึงที่สุด จึงคิดหาวิธีที่จะสามารถสร้างความสุขให้ตัวเองได้มากกว่าเดิมโดยเริ่มศึกษาวิชาไสยศาสตร์อย่างจริงจังจนถึงขั้นงมงายและออกมายืนยันกับสาธารณะว่าไสยศาสตร์มีจริงและตนเองคือผู้ขมังเวทวิทยาคมไสยศาสตร์มนต์ดำ ฯ จึงถูกปฏิเสธจากวงการบันเทิงแต่ก็อ้างว่าตนเองเป็นผู้ละทิ้งวงการออกมาเอง นายรักฯ ดำรงตนเป็นผู้ขมังเวทอยู่พักใหญ่ก่อนตัดขาดจากทางโลกมาศึกษาพระธรรมได้ถึงขั้นแตกฉานและพบว่าพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ดีกว่าไสยศาสตร์ที่เคยงมงายจึงตัดสินใจออกบวชเป็นพระภิกษุภายใต้ข้อบัญญัติแห่งมหาเถรสมาคมไทย โพธิรักษ์บวชอยู่ได้ไม่นานก็มีเหตุให้ต้องลาออกจากการเป็นพระภิกษุของมหาเถรสมาคมด้วยเหตุผลที่อ้างว่าตนและพวกไม่สามารถปฏิบัติตามข้อบัญญัติของมหาเถรสมาคมที่ผิดเพี้ยนไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ แต่เหตุผลที่แท้จริงคือ โพธิรักษ์ได้อวดอุตริมนุษย์ธรรมแอบอ้างตนเป็นพระอรหันต์และขอเทศนาสั่งสอนพุทธบริษัท แต่ถูกปฏิเสธโดยพระผู้ใหญ่เพราะพรรษายังน้อย ทำให้ โพธิรักษ์ หันหลังให้กับมหาเถรสมาคมและประกาศลัทธิใหม่โดยมีตัวเองเป็นเจ้าลัทธิทันที

ด้วยกิริยาสำรวมน่าเลื่อมใสและสีจีวรสีไม้กรักที่ไม่เหมือนพระภิกษุทั่วไปประกอบกับเป็นผู้แตกฉานในพระพุทธศาสนาและมีวาจาเป็นเลิศจึงได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากผู้เคร่งศาสนาในชนบทอย่างรวดเร็ว โพธิรักษ์จึงจัดตั้งชุมชนสันติอโศกขึ้นและขยายสาขาออกไปได้อย่างรวดเร็วในหลายจังหวัดเช่น ชุมชนปฐมอโศก จ.นครปฐม ชุมชนศรีษะอโศกที่บ้านเกิด จ.ศรีษะเกษ ชุมชนสีมาอโศก จ.นครราชสีมา เป็นต้น โพธิรักษ์ได้เร่งเผยแผ่ลัทธิของตัวเองด้วยเงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการบริจาคโดยสร้างโรงพิมพ์เพื่อผลิตสื่อสิ่งพิมพ์เอง สร้างห้องอัดสำเนาเทปคลาสเสทคำสอนของตัวเองออกจำหน่ายโดยใช้แรงงานของเหล่าสาวกที่ไม่ต้องเสียเงินจ้างเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว คำสอนของโพธิรักษ์จึงสามารถแพร่ออกไปได้อย่างรวดเร็ว

ชุมชนสันติอโศกเป็นชุมชนของผู้ปฏิบัติธรรมที่ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา นักปฏิบัติธรรมในชุมชนสันติอโศกส่วนใหญ่เป็นพวกเคร่งศาสนาและปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่แล้ว แต่เบาปัญญาเพราะการศึกษาขั้นพื้นฐานต่ำ จึงถูกชักจูงได้ง่ายและหลงเชื่ออย่างงมงายบางคนถึงขั้นสามารถตายแทนโพธิรักษ์ได้ วิธีการชักจูงคนเหล่านี้ให้เข้ามาปฏิบัติธรรมจะใช้วิธี ให้สาวกไปชักชวนคนใกล้ชิดด้วยวิธีและคำพูดที่ได้รับการปลูกฝังเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัวจากโพธิรักษ์ เรียกได้ว่าสามารถถอดคำพูดของโพธิรักษ์ออกไปได้ชนิดคำต่อคำเลยทีเดียว โดยสร้างความน่าเชื่อถือให้ชุมชนด้วยการอ้างถึงผู้มีฐานะและชื่อเสียงที่แวะเวียนเข้ามาทำบุญว่าเป็นส่วนหนึ่งของสันติอโศก ด้วยวาทศิลป์เดียวกันอย่างไม่ผิดเพี้ยนนี้เองทำให้ชุมชนสันติอโศกเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดมีการบริหารจัดการปัจจัย 4 แบบระบอบคอมมิวนิสต์ ทุกคนในชุมชนที่กินนอนอยู่ประจำจะร่วมกันทำงานตามความถนัดและได้รับมอบหมายด้วยความซื่อสัตย์ ผลิตผลที่ได้ทุกชนิดจะเก็บเข้าสู่ส่วนกลาง แล้วดำเนินการจัดสรรปันส่วนตามที่แต่ละคนต้องการ แต่ด้วยเหตุที่ทุกคนถูกปลูกฝังอย่างฝังหัวว่าให้อยู่อย่างสมถะทุกคนจึงพร้อมใจกันแข่งกันเก่า(ใส่เสื้อผ้าเก่าไม่เอาของใหม่) แข่งกันอด(อาหาร) จึงไม่เคยมีปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่องการแบ่งผลประโยชน์เกิดขึ้นเลย นับว่าเป็นวิธีการบริหารจัดการที่แยบยลมาก

สำหรับสาวกที่ไม่สามารถอยู่ประจำในชุมชนได้จะถูกขอร้องให้นำเมล็ดพันธุ์พืชติดตัวกลับไปปลูกที่บ้านตัวเองด้วย โดยหลอกว่าสำนักจะส่งสาวกไปช่วยดูแลรดน้ำใส่ปุ๋ยให้ สาวกที่นำเมล็ดพันธุ์กลับไปไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงขอให้ช่วยปลูกในที่ดินของตัวเองให้ก่อนเท่านั้น สำหรับผลผลิตที่ได้จะนำกลับไปบริโภคที่สำนัก แต่ในความเป็นจริงสันติอโศกไม่เคยส่งสาวกออกไปช่วยดูแลให้ตามที่ได้บอกไว้เลยโดยอ้างว่าสาวกป่วย หรือขาดกำลังคนในช่วงนั้นๆ เจ้าของที่ดินจึงต้องกลายเป็นผู้ดูแลเองทั้งหมดและยินดีส่งผลผลิตที่ได้ทั้งหมดไปให้สำนักด้วยตัวเอง เพราะคิดว่าเป็นการบำเพ็ญเพียรอย่างหนึ่งโดยมีน้อยคนที่จะรู้สึกสงสัยในกลอุบายหลอกใช้งานในลักษณะนี้ ทำให้สันติอโศกสามารถทำกำไลจากการเปิดร้านขายผลิตผลทางการเกษตรที่มีอยู่ทั่วประเทศได้โดยไม่ต้องลงทุนเป็นมูลค่ามหาศาล ฉะนั้นโรงทานทั้งหลายที่มีอยู่ทั่วไปของสันติอโศกที่ทำตัวเป็นนักบุญชอบแจกอาหารให้คนจนกินฟรีช่วงเทศกาลต่างๆ จึงเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อจูงใจให้คนที่หลงเชื่อเข้าไปติดบ่วงเป็นสาวกต่อไป

ผู้ที่ประสงค์จะขอบวชเป็นนักบวชในลัทธินอกรีตสันติอโศก ต้องนุ่งขาวห่มขาวเข้าไปปฏิบัติตัวตามคำสอนของโพธิรักษ์อย่างเคร่งครัด เรียกว่า "นาค" ในช่วงนี้นาคจะถูกกลั่นแกล้งถากถางสารพัดจากนักบวชคนอื่นๆ เรียกว่า "รับน้อง" อย่างสนุกสนาน โดยอ้างว่าเป็นวิธีการพิสูจน์จิตใจว่าจะสามารถลดละกิเลสได้จริงหรือไม่ พระอุปปัชชาเถื่อนนอกรีตของลัทธินี้คือโพธิรักษ์เพียงคนเดียว วิธีการบวชก็แสนง่ายเพียงโพธิรักษ์พอใจและได้รับความเห็นชอบจากพระนอกรีตด้วยกันก็จะเรียกนาคเข้าไปพบแล้วกล่าววาจาว่า "ท่านเป็นพระภิกษุแล้ว" เท่านี้นาคก็จะกลายเป็นนักบวชของลัทธิที่สามารถใช้คำแทนตัวเองว่า "อาตมา" ได้ทันที ไม่ต้องมาถามความสมัครใจให้เสียเวลาตามพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ นับเป็นพุทธแบบเพี๊ยนๆตามแต่ใจจะคิดของโพธิรักษ์โดยแท้

โพธิรักษ์ดื้อแพ่งเลี่ยงบาลีปฏิเสธคำขอร้องของมหาเถรสมาคมที่ขอให้โพธิรักษ์และนักบวชผู้ติดตามปฏิบัติให้เป็นแบบอันเดียวกันกับภิกษุอื่นๆ ด้วยการอ้างว่าตนและพวกได้ลาออกจากมหาเถรสมาคมแล้วกฎของมหาเถรสมาคมจึงไม่สามารถบังคับตนและพวกได้ มหาเถรสมาคมพิจารณาเห็นว่าโพธิรักษ์กำลังสร้างอาณาจักรแห่งลัทธิใหม่ขึ้น แต่ยังคงอ้างตนว่าเป็นภิกษุในบวรพุทธศาสนา จึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับโพธิรักษ์จนถึงขั้นถูกจับกุมคุมขังและพ่ายแพ้คดีพธิรักษ์ถูกสั่งบังคับตามคำพิพากษาห้ามเรียกตนเองว่าพระภิกษุและห้ามแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ ตั้งแต่นั้นมาโพธิรักษ์จึงบัญญัติชื่อตัวเองใหม่เป็น สมณะโพธิรักษ์ แล้วนุ่งห่มชุดแขนยาวสีไม้กรักทับด้วยจีวรสีขาว จนกระทั่งคดีความเริ่มส่างซาลงจึงเปลี่ยนสีจีวรกลับไปเป็นสีไม้กรักตามเดิมแต่ยังคงใส่ชุดแขนยาวสีไม้กรักไว้ด้านในเพื่อเลี่ยงกฎหมาย มหาจัญไรเคยขอให้ คุณทักษิณฯ ซึ่งกำลังมีอำนาจอยู่ในขณะนั้นช่วยเหลือเรื่องคดีความของสมณะโพธิรักษ์ในฐานะที่ตนเองเป็นผู้มีพระคุณเคยเป็นผู้ชักนำ คุณทักษิณฯ เข้าสู่วงการการเมือง แต่กลับได้รับการปฏิเสธ สมณะโพธิรักษ์โกรธแค้น คุณทักษิณฯ เป็นอันมากถึงกับเอ่ยปากออกมาว่า

ทักษิณฯ มันโอหัง ต้องเอามันลงจากบัลลังก์ให้รู้สำนึก

สาวกทุกคนของสันติอโศกต้องทำลายพระพุทธรูปที่เคยมีไว้ในบ้านทั้งหมด และห้ามกราบไหว้เพราะโพธิรักษ์บัญญัติไว้ว่าการกราบไหว้พระพุทธรูปเป็นความผิดเพี๊ยนของพระพุทธศาสนาไม่ใช่การกระทำของชาวพุทธ เมื่อสาวกต้องการจะระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าโดยตรงหรือนึกถึงโพธิรักษ์ก็ได้เพราะโพธิรักษ์กับพระพุทธเจ้าไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อเข้าร่วมขายชาติกับม็อบกบฏพันธมิตรฯ โพธิรักษ์กลับกลืนน้ำลายตัวเองอย่างหน้าด้านๆ โดยสั่งให้สาวกนำโต๊ะหมู่บูชาอันมีพระพุทธรูปเป็นองค์ประธานตั้งไว้ในเต้นท์ที่โพธิรักษ์ใช้เป็นที่นอน โพธิรักษ์รวมทั้งเหล่าสาวกทุกคนล้วนกราบไหว้พระพุทธรูปองค์นั้นเฉกเช่นเดียวกันกับพุทธบริษัททั่วไปโดยให้เหตุผลว่าการกราบไหว้พระพุทธรูปเป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้า

ด้วยเหตุแห่งคดีความได้สร้างรอยแค้นที่ฝังลึกให้กับสมณะโพธิรักษ์จนเกิดแรงอาฆาตอำนาจรัฐอย่างรุนแรงและเป็นช่องทางให้มหานอกรีตผู้ถูกปฏิเสธจากพี่น้องร่วมสถาบัน จปร.อันทรงเกียรติ ชักจูงเข้าสู่เวทีพันธมิตรอย่างง่ายดายและกลายเป็นกำลังหลักของพันธมิตรในวันนี้เพื่อผลประโยชน์ของตนเองที่ จ.กาญจนบุรี และผลทางการเมืองในอนาคต

ด้วยเหตุนี้สาวกสันติอโศกจึงกลายเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์คอยปกป้องเหล่าแกนนำกบฏพันธมิตรฯ ตามคำบัญชาของโพธิรักษ์อย่างถวายชีวิต งานทำครัว หุงหาอาหาร ตลอดจนงานกุลีภายในพื้นที่หน้าทำเนียบทุกชนิดรวมไปถึงการเก็บอุจจาระเหล่าสาวกเหล่านี้จะยินดีทำอย่างเต็มใจ การเดินทางเข้าไปสมทบกันหน้าทำเนียบจะถูกจัดสรรคิวโดยจำลองอย่างเป็นระบบโดยใช้รถบรรทุกโดยสารสองแถวกองทัพธรรมมูลนิธิที่มีอยู่จำนวนมากของสันติอโศกเป็นยานพาหนะขนสาวก เพื่อสลับสับเปลี่ยนสาวกให้มีความสดอยู่เสมอ โพธิรักษ์จึงเปรียบเสมือนเป็นแม่ทัพกองหนุนชั้นเลิศของกบฏพันธมิตรฯ เพื่อโค่นรัฐบาลของประชาชนและล้มล้างประชาธิปไตย

โพธิรักษ์ทำไปเพื่อล้างแค้นเท่านั้นหรือ? คำตอบคือ “ไม่ใช่” เป้าหมายที่แท้จริงของโพธิรักษ์คือ ต้องการประกาศให้ลัทธิของตัวเองเป็นลัทธิที่ถูกต้องตามกฎหมายและยึดอำนาจการปกครองหมู่สงฆ์ทั้งประเทศจากมหาเถรสมาคม ส่วนเป้าหมายโค่นล้มรัฐบาลนั้นเป็นของกบฏจำลอง ที่ต้องการกลับมาบริหารประเทศด้วยทางลัด จึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกันบนพื้นฐานความขายชาติเยี่ยงสัตว์นรกที่ลงตัว

จาก thaifreenews

ขุนศึกเศรษฐกิจ?

ยังไม่นิ่งครับ...ยังไม่นิ่งสำหรับวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ กรณีบริษัท การเงินล้มละลาย และหลายๆแห่งกำลังร่อแร่จนรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจับมือกับรัฐสภาสหรัฐฯเตรียมฉีดยาเข็มยักษ์ เพื่อเยียวยารักษาด้วยวงเงินก้อนใหญ่ถึง 700,000 ล้านเหรียญ

ผมเขียนไปวันก่อนว่า สถานการณ์ดูเหมือนดีขึ้น...เพราะเพียงวันแรกที่ข่าวรั่ว หุ้นดาวโจนส์กระโจนพรวดเดียวกว่า 400 จุด

วันต่อมาหลังจากประธานาธิบดีบุช พร้อมด้วย รมว.คลัง และประธานธนาคารกลาง ออกมาแถลงยืนยันว่าเอาแน่ หุ้นก็กระโจนต่ออีก 300 กว่าจุด

ที่ไหนได้ ระหว่างหยุดเสาร์-อาทิตย์ รัฐบาลกับรัฐสภากำลังหารือในรายละเอียดว่าจะออกกฎหมายอย่างไร? มีระเบียบปฏิบัติอย่างไร? ทำอะไรได้บ้าง? ทำอะไรไม่ได้บ้าง?

คนอเมริกันคงมีเวลานั่งคิดยาวๆกว่าวันแรกๆ เพราะเป็นวันหยุด...คิดไปคิดมา...ชักจะเกิดอาการผวาเสียแล้วซี

ใช้เงินมากขนาดนี้ แสดงว่าบาดแผลจะต้องใหญ่มากแน่นอน? และถ้ามันใหญ่จน 700,000 ล้านเหรียญ เอาไม่อยู่อะไรจะเกิดขึ้น?

สถานการณ์ด้านการคลังจะเป็นยังไง? ทุกวันนี้ก็เหนื่อยอยู่แล้ว เพิ่ม หนี้ขึ้นมาอีกแบบนี้จะไหวไหม?

ค่าเงินจะเป็นยังไง? สงสัยจะอ่อนลงอีกล่ะซี? แล้วเงินเฟ้อล่ะ...จะพุ่งพรวดอีกไหมเนี่ย? ทุกวันนี้ก็หนักพอควรแล้ว ถ้าเฟ้อขึ้นไปอีกจะไหวหรือ?

ตั้งโจทย์ถามกันไปถามกันมาตลอดเสาร์อาทิตย์ว่าอย่างนั้นเถอะ ดังนั้น พอย่างเข้าวันจันทร์ตลาดหุ้นเปิดปุ๊บก็ได้เรื่องเลย...ร่วงระนาว เฉพาะดาวโจนส์ อย่างเดียวไม่กระโจนแล้วครับ กลายเป็นกระจุยร่วงไป 372 จุด

อะไรไม่อะไร ราคานํ้ามันดิบที่น่าเป็นห่วงมากกว่าเพื่อน เพราะจะมีผลกระทบมาถึงเราโดยตรง...ขึ้นกระฉูดยังกับจรวด พรวดเดียวในวันเดียว 16 เหรียญ 37 เซนต์ต่อ 1 บาร์เรล

เป็นสถิติใหม่ประเภทวันเดียวว่าอย่างนั้นเถอะ...ทำให้ราคานํ้ามันดิบที่ตลาดนิวยอร์กไปอยู่ที่ 120 เหรียญ กับ 92 เซนต์ ซะอีกแล้ว

โธ่! เพิ่งดีใจว่าลดไปหลัก 90 เหรียญกว่าอยู่หลัดๆ

ผมไม่แน่ใจว่าวันอังคาร วันพุธ ต่อมาจะเป็นอย่างไร? (เพราะต้นฉบับผมจะลงตีพิมพ์วันพฤหัสบดี) ท่านผู้อ่านอย่าลืมติดตามด้วยนะครับ

ที่ผมนำเรื่องราวทั้งหมดมาเขียนอีกครั้งก็เพื่อจะติงรัฐบาลไทยที่กำลังจะจัดตั้งกันขึ้นใหม่... ให้ใส่ใจเรื่องนี้ให้มากที่สุด

โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาล ซึ่งผมเชื่อว่าคงจะติดตามอยู่แล้ว ...แต่จะต้องติดตามต่อไปอย่าให้คลาดสายตา

ผมยังไม่แน่ใจว่าเป็นใคร แต่เท่าที่อ่านจากโผในหนังสือพิมพ์เห็นว่าจะเป็น ดร.โอราฬ ไชยประวัติ ในฐานะรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ และ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช จากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง จะขึ้นว่าการกระทรวงการคลัง

ก็บอกตรงๆรู้สึกหนักใจแทนครับ เพราะ ดร.โอราฬนั้นอายุเกินเกษียณมาหลายปีแล้ว

เท่าที่ผมทราบเกียรติประวัติ...ความรู้ ฝีมือของท่านอยู่ในเกณฑ์ดี ถ้าไม่ใจร้อนออกจากแบงก์ชาติไปอยู่ภาคเอกชนเสียก่อน อนาคตถึงผู้ว่าการฯ หรืออย่างน้อยๆก็รองผู้ว่าการฯแน่นอน

แต่อย่างว่าแหละครับ วันนี้กับวันโน้นมันห่างกันหลายปี...ช่วงนั้นท่าน ยังหนุ่มแน่นฟิตเปรี๊ยะ อะไรๆก็ดูดีไปหมด

เดี๋ยวนี้ไม่ทราบเป็นอย่างไรบ้าง ยังฟิตเหมือนเดิมหรือเปล่า?

สำหรับ ดร.สุชาติ อายุ 50 กว่าๆ ถือว่ายังหนุ่มแน่น

ประวัติการเรียนของท่านแน่นปึ้ก จบตรีเกียรตินิยมจากคณะเศรษฐศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จบโทจากลอนดอนสกูล ออฟอีโคโนมิกส์ ส่วนปริญญาเอกดูเหมือนจะจบจากแคนาดา ถ้าผมจำไม่ผิด

ความรู้แม้จะแน่น แต่ก็มีจุดอ่อนที่ไม่เคยผ่านงานภาคปฏิบัติในสนาม เพราะสอนหนังสือเป็นส่วนใหญ่อาจไปเป็นกรรมการ หรือกรรมาธิการอะไรมากมาย แต่ก็คงไม่เหมือนลงลุยด้วยตัวเอง

สรุปแล้วก็เป็นห่วง...เพราะสถานการณ์มันไม่ง่ายอย่างคิด... โลกเราทุกวันนี้มันทั้งยุ่งยากทั้งซับซ้อนและสับสน ลำพัง 2 ท่านคงเหนื่อยแน่

ต้องพึ่งพาอาศัยเจ้าหน้าที่ประจำ ทั้งจากแบงก์ชาติ จากกระทรวงการคลัง และสภาพัฒน์เป็นหลัก แต่อย่าลืมเชิญภาคเอกชนเก่งๆมาร่วมด้วย

ต้องแพ็กทีมครับ ถึงจะสู้ไหว จะต้องประสานงาน จะต้องแลกเปลี่ยนข้อมูล จะต้องไว้วางใจซึ่งกันและกัน

แม้หลายฝ่ายจะบอกว่าศึกครั้งนี้ไกลตัวเรา ไม่เหมือนต้มยำกุ้งที่เกิดในบ้านเราเอง...แต่ก็อย่าวางใจเป็นอันขาด

โลกเราทุกวันนี้มันแคบเหลือเกิน และโรคร้ายๆก็ติดต่อกันง่าย...อยู่คนละทวีป ยังลามถึงกันในชั่วข้ามคืน ที่นี่ล้มที่โน่นซวดเซ เป็นเรื่องธรรมดาๆที่เกิดขึ้นเสมอ

ภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดก็คือ...“อย่าประมาท” และ “ระมัดระวัง”...ท่องเอาไว้ด้วยนะครับ ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล.

"ซูม"



ความจริงที่ไม่ตอแหล

ภาพของ ชาวบ้านตาดำๆ ที่เดือดร้อนอย่างแสนสาหัสอันเนื่องมาจาก อุทกภัยครั้งร้ายแรง ช่างแตกต่างจากภาพของบรรดานักการเมืองที่วิ่งกันจนฝุ่นตลบแถวบ้าน นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ย่านหลักสี่ สะท้อนความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ถึงความตกต่ำ จริยธรรมและคุณภาพ ของนักการเมืองไทย

ภาพมันฟ้อง

และความจริงที่ฟ้องด้วยภาพอีกเรื่องทำไมรัฐบาลทั้งรัฐบาล นักการเมืองทั้งประเทศ จึงดูหน่อมแน้ม แค่ประชาชนกลุ่มหนึ่งมาชุมนุมประท้วงก็สามารถยึดทำเนียบรัฐบาลอยู่อาศัยได้อย่างถาวร ระบบการเมือง เป็นอัมพาตไปทั้งระบบ

ช่างน่าสมเพช

แล้วทำไมวิกฤติการเมืองไทยที่ปลุกปั่นออกมาไล่คนนั้นคนนี้ แม้แต่คนคนหนึ่งอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เอาเป็นเอาตายถึงกับเผาบ้านเพื่อจะไล่หนูแค่ตัวเดียว มองย้อนไปได้ถึงอารยธรรม บัดนี้คนกลุ่มนั้นยังต้องหาบันไดลงกันจนหน้ามืด

แต่คนที่ถูกขับไล่ ถูกยึดอำนาจ ถูกยึดอิสรภาพ ถูกยึดเสรีภาพถูกยึดทรัพย์สมบัติสารพัด แต่คนคนนั้นก็ยังฆ่าไม่ตาย วันดีคืนดีขายหุ้นสโมสรฟุตบอลได้กำไรเหนาะๆเป็นพันล้าน นี่ดีแต่ว่าช่วงนี้ไม่ค่อยจะมีเงินลงทุน ไม่อย่างนั้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารการเงินคงเข้าเทกโอเวอร์เป็นเจ้าของบานตะไทไปแล้ว

หันหลังกลับเห็นประเทศไทยกำลังล่มจม

ฟังมาจากบ้านนักธุรกิจลงทุนระดับประเทศ การลงทุนในประเทศไทยแม้ยังจะพอมีอยู่บ้าง แต่มีเงื่อนไขอยู่ที่ว่า เขาจะต้องไปทำสัญญากันที่ประเทศสิงคโปร์ และบริษัทที่ลงทุนอยู่แล้วก็กำลังพยายามจะขอไปแก้ไขสัญญา โดยให้ยึดเอากฎหมายของสิงคโปร์เป็นหลัก เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาก็จะได้ดำเนินการ ตามขบวนการยุติธรรมของประเทศสิงคโปร์อย่างปลอดภัย

ข้อนี้คงไม่ต้องอธิบาย

มีเหตุก็ต้องมีผล ยกตัวอย่างเรื่องของ โรงงานยาสูบแห่งใหม่ แม้จะผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการไปแล้ววันก่อนมีแฟกซ์ จากกระทรวงการคลังไปถึงสวนอุตสาหกรรมโรจนะหาข้ออ้างที่จะยกเลิกเนื่องจากมี แก๊งตบทรัพย์ ไปเสนอที่แห่งใหม่อยู่แถวๆชลบุรี มีข้อเสนอพิเศษ 40 ล้าน 50 ล้านก็เป็นอีกเรื่อง

แต่ที่แห่งนี้เกี่ยวข้องกับนักการเมืองบางคน เดิมราคาที่ดินขายกันอยู่ที่ไร่ละ 1.9 ล้านเท่านั้น แต่มา เสนอขายให้ราชการ ในราคาไร่ละ 2.2 ล้าน เป็นจำนวนประมาณ 240 ไร่ คิดส่วนต่างเอาเอง

ในขณะที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ เดิมขายไร่ละ 3 ล้าน แต่การเสนอขายลดลงเหลือไร่ละ 2.2 ล้าน ความพร้อมก็เหมาะสมกว่าให้เอาสมองส่วนไหนคิดก็ตาม เห็นความไม่ชอบมาพากลชัดเจน

มีความพยายามที่จะรวบรัดเอาให้ได้

บรรทัดนี้ผมขอฝากย้ำไปที่ รมว.คลังคนใหม่ ความไม่ชอบมาพากลที่กำลังจะเกิดขึ้น ถ้าไม่รีบแก้ไขยับยั้ง ท่าน รมว. คลังจะต้อง ร่วมรับผิดชอบด้วย เพราะผมเตือนเอาไว้แล้ว.

“หมัดเหล็ก”



ทางไป...พันธมิตร

วิกฤติการเมืองขณะนี้ อาจารย์หมอประเวศ วะสี เห็นว่าเป็นโอกาส ท่านเพิ่งเขียนบทความเรื่อง การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ดี โอกาสอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทย

บทความของอาจารย์ แบ่งเป็น 7 หัวข้อ ความยาว 5 หน้า กระดาษ ตามเคย...ผมก็ต้องขออนุญาตเลือกประเด็นที่ผมชอบ คัดย่อ...

เราคุ้นเคยอยู่กับพลังอำนาจ 2 ประเภท คือ พลังอำนาจรัฐ ใช้กฎหมายและกำลังติดอาวุธคือทหาร ตำรวจ พลังอำนาจเงิน ใช้เป็นอำนาจ ซึ่งอาจครอบงำอำนาจรัฐได้ด้วย

ทั้งสองอำนาจนี้ล้มเหลว ในการขจัดความไม่ถูกต้องเป็นธรรม หรือกลับเป็นปัญหาเสียเอง ดังที่มีการรัฐประหาร หรือการที่ทุนขนาดใหญ่

เข้ามายึดอำนาจรัฐ

มีพลังอำนาจอีกชนิดหนึ่ง ที่เราไม่ค่อยรู้จักกัน คือพลังอำนาจทางสังคม

ตัวอย่าง...สมัยก่อนโจรปล้นควายชุกชุม เจ้าหน้าที่บ้านเมืองแก้ไขไม่ได้ ชาวบ้านรวมตัวกันตีเกาะเคาะไม้ เมื่อโจรมา โจรก็ทำอะไรไม่ได้

ที่ดอนสามหมื่น เชียงใหม่ กลุ่มลักลอบตัดไม้เคยบุกขึ้นไป แต่เมื่อเจอชาวบ้านรวมตัวกันหนึ่งพันคน ก็ไม่กล้าตัดไม้

จึงกล่าวว่า อำนาจของสังคม หรืออำนาจแห่งการรวมตัวกัน คือเครื่องยุติความชั่วร้ายทั้งปวง

อีกตัวอย่าง เกิดขึ้นเมื่อครั้งพุทธกาล พระกรุงโกสัมพีสองพวกทะเลาะกัน พระพุทธองค์เสด็จไปทรงห้ามก็ไม่เชื่อฟัง พระบรมศาสดาเสด็จหลีกเข้าป่าเลไลยก์ ชาวบ้านรำคาญหยุดใส่บาตรพระ

พระสองฝ่ายหมดกำลัง หยุดทะเลาะ เรื่องนี้แสดงว่า แม้พระศาสดาก็ยังยุติความขัดแย้งไม่ได้

แต่สังคมคือชาวบ้านสามารถทำได้

ระบอบทักษิณทรงพลังอำนาจมหาศาล ทักษิณานุภาพนี้ไม่มีองค์กรหรือสถาบันใดๆจะต้านทานได้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะถูกหรือผิดก็แล้วแต่ผู้มอง

แต่ที่แน่ๆ คือการรวมตัวกันของคนนับแสนนับล้าน เป็นพลังทางสังคมที่ทำให้ทักษิณานุภาพอ่อนกำลังลง

เปิดโอกาสให้กระบวนการยุติธรรมเข้มแข็งขึ้น

การที่พันธมิตรฯเติบโตเข้มแข็งขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากวิกฤตการณ์ สุดๆไม่มีทางไป อีกส่วนหนึ่งเกิดจากมีคนอย่างคุณทักษิณ คุณสมัคร เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่ถ้าเกิดขึ้น เป็นทุนทางสังคมอันยิ่งใหญ่

สังคมเข้มแข็งนั่นแหละ คือประชาธิปไตยโดยสาระ

ในขณะที่กลไกทางการเมือง อาจเป็นเพียงรูปแบบ

พันธมิตรฯควรอยู่กับการสร้างขบวนการมหาประชาชน เพื่อธรรมาธิปไตย-ประชาธิปไตย ดีกว่าเข้าไปสู่กลไกและรูปแบบทางการเมือง ซึ่งจะทำให้เปลืองตัวและอ่อนแอลง

ในหัวข้อที่ 7 อาจารย์หมอประเวศ เปรียบคนไทยเหมือนไก่ อยู่ในเข่ง ขณะรอความพินาศ ก็ยังจิกตีกัน เข่งคับแคบก็ยิ่งบีบคั้นให้กระทบกระทั่งกันยิ่งขึ้น

เข่งคือระบอบเผด็จการอันคับแคบ ต้องรวมตัวกัน บินออกจากเข่ง

นั่นคือสร้างระบอบประชาธิปไตย การปฏิวัติประชาธิปไตย โดยคนไทยทั้งมวล สามารถทำได้ด้วยสันติวิธี ไม่มีการ ยึดอำนาจ หรือการฆ่าแกงอะไรใครทั้งสิ้น.

กิเลน ประลองเชิง

กทม.มั่นใจความพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.รอเพียงผู้ใช้สิทธิ


กทม.25 ก.ย.- นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงความพร้อมการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม.ที่กำลังจะมาถึงในวันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคมนี้ ว่าทุกอย่างดำเนินการด้วยความเรียบร้อย ทั้งเรื่องหน่วยเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ วัสดุอุปกรณ์ เตรียมพร้อมหมดแล้วและในสัปดาห์นี้จะมีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่อีกครั้ง ประมาณ 60,000 คน

ส่วนปัญหาเรื่องฝนตกน้ำท่วมไม่มีปัญหา ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดเหลือเพียงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4.2 ล้านคนออกไปใช้สิทธิซึ่งใช้เวลาไม่นาน ขอให้ไปช่วยกันดูแลคนที่จะเข้ามาทำงาน สำหรับเรื่องการส่งหีบบัตรหรือการนับคะแนนนั้น จากการซักซ้อมการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะ กทม.ผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้งแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรและเลือกตั้งครั้งนี้ ก็มีการดูแลเอาใจใส่พิเศษเพราะเป็นการเลือกตั้งผู้บริหาร กทม.ด้วย .-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-25 09:21:02

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker