บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

โลกทัศน์สลิ่ม:ด้วยเหตุนี้น้ำจึงไม่ท่วมกรุง-เอ้า!กราบ

ที่มา Thai E-News


จริงๆกรุงเทพฯต้องถูกน้ำท่วมไปนานแล้ว แต่ได้พระเจ้าตาก และ พระปิยะมหาราช ขี่ม้าทรงยื่นขวางลำน้ำอยู่ ช่วยไม่ให้กรุงเทพฯถูกน้ำท่วม แต่ตอนนี้ม้าตัวผอมเซียว ไม่รู้เมื่อไหร่ที่ม้าจะหมดแรง พูดจบ น้ำตาท่านก็ไหลออกมา ท่านบอกว่า เวลาไปที่วงเวียนใหญ่ หรือพระบรมรูปทรงม้า ให้กราบไหว้โดยนำหญ้าที่ม้ากิน เพื่อให้ม้ามีกำลังยืนต่อไป..จะเชื่อหรือไม่ก็ได้...แต่กรุณาอย่าลบ หลู่...!เพราะมันสำคัญต่อชีวิตเราและลูกหลานในอนาคต

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ฟอร์เวิร์ดเมล์นี้มีต้นกำเนิดจากย่านสีลม ซึ่งรัฐบาลพยายามปกป้องจากน้ำท่วมอย่างที่สุด เรื่องนี้ยังได้สะท้อนโลกทัศน์ของชนชั้นกลางกรุงเทพฯที่มีนิยามว่าสลิ่ม ประการที่สำคัญคือ พวกเขารังเกียจพวกนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และฝากความหวังไว้กับศรัทธาบารมีของระบอบราชาธิปไตยอย่างไรด้วย หากจะหวนไปนึกถึงกรณีฟอร์เวิร์ดเมล์"พายุนาร์กีส"ในอดีต ซึ่งเรื่องราวคล้ายๆกัน (ได้คงตัวสะกดตามต้นฉบับFWM)

หรืออีกบางทีชนชาวสลิ่มกรุงเทพฯอาจต้องการหลุดโลก หลีกหนีไปจากความจริงที่ว่า่ ที่พวกเขาไม่เจอน้ำท่วมเลยนั้น ก็เพราะมีคนเขตกรุงเทพฯรอบนอกต้องรับบทผู้เสียสละไว้แทน...



FW: ทำไม ??กรุงเทพถึงไม่ถูกน้ำท่วม อ่านแล้วขนลุก!! จะเชื่อหรือไม่ก็ได้...แต่กรุณาอย่าลบหลู่...!ขอร้องว่าจะต้องอ่านให้จบ เพราะมันสำคัญต่อชีวิตเราและลูกหลานในอนาคต

พอดีเมื่อวานไปถวายเทียนพรรษาที่วัดหลวงพ่อโอภาษีครับ

คิดว่าเพื่อนๆที่อยู่แถวพระราม2 คงรู้จักกันทุกคน เข้าเรื่องเลยนะครับ ผมก็ไปกับที่บ้านรวม 5 คน เข้าไปถึงกุฎิที่พ่อผมบอกว่า เป็นพี่ชายของเจ้าอาวาส เป็นหลวงพ่อ อายุราวๆ 70 ตาซ้ายเสียอ่ะครับ

เห็นบอกว่าองค์นี้เก่งมากก็เข้าไปถวายเทียนพรรษา พร้อมๆกับอีกหลายๆคน ที่มาหาหลวงพ่อเช่นกัน พอถวายเทียนเสร็จหลวงพ่อท่านก็เล่าว่าท่านนิมิต(ฝัน)ว่า ท่านได้ไปนรกครับไปเจอเท้าเทพสุวรรณ(ยมฑูต)

ท่านก็เล่าว่า ท่านถามสุวรรณว่าท่านตายแล้วเหรอ? สุวรรณบอกว่าท่านยังไม่ตายแต่จะพาไปเที่ยว

แล้วเค้าก็พาหลวงพ่อเดินไป เดินไปเรื่อยๆ จนถึงระยะหนึ่ง หลวงพ่อหยุดเดิน สุวรรณที่เดินนำ ก็เดินกลับมาครับ แล้วถามว่า หยุดทำไม?
ท่านก็ตอบว่า เดินตั้งนานแล้วในนรกไม่เห็นมีอะไรเลย

ระหว่างนั้นท่านก็บรรยายบรรยกาศของนรกว่า นรกมีไฟเพลิงสีส้มแดง แต่ไม่มีควัน แล้วก็ไม่ร้อน ที่ท่านไม่ร้อนเพราะท่านมีบุญดีอยู่ แล้วสุวรรณก็ถามต่อครับว่า อยากเห็นอะไรละ? ท่านตอบว่า อยากเห็นต้นงิ้ว และกะทะทองแดง

สุวรรณบอกว่าไม่มีหรอก มนุษย์อุปโลกข์ขึ้นมาเองทั้งนั้น ในนี้มีแต่ไฟโลกัณฑ์ เดินไปอีกหน่อยแล้วจะรู้เอง ท่านก็ได้เดินต่อไป สิ่งที่ท่านเห็นก็คือ เหวที่มีไฟแดงฉาน อยู่ข้างล่าง สุวรรณบอกว่า ใครทำกรรมชั่วมากก็จะอยู่ข้างล่างสุด ทำกรรมชั่วน้อยก็จะอยู่ข้างบน ซึ่งข้างล่างจะร้อนกว่าข้างบน

คราวนี้เดินต่อไปเรื่อยๆ ท่านก็เห็นทางสามแพร่ง มีน้ำกันอยู่ จึงได้ถามสุวรรณว่านี้คืออะไร สุวรรณตอบว่านี่คือทางไปนรก สวรรค์ โลกมนุษย์ ซึ่งมีคนยืนในช่องทางไปโลกเยอะมากๆ มีบางคนแอบซุกเพื่อหลบน้ำที่จะต้องผ่าน ท่านจึงถามว่าน้ำนี่คืออะไร สุวรรณตอบว่าน้ำนี่ใช้ชะล้างจิตใจ ให้ลืมอดีต แล้วไปเกิดใหม่ คนที่หลบหลีกน้ำนี้ไปได้จะต้องเป็นทุกข์ (ที่เข้าใจคือระลึกชาติได้)

แล้วท่านก็เล่าว่า พวก สส.ที่มันได้ดีเพราะมันกินบุญเก่า เหมือนปลูกต้นแอปเปิ้ลไว้ ตัวเองปลูกตัวเองก็ได้กิน เมื่อต้นแอปเปิ้ลหมดก็อดกิน ก็เหมือนกับพวก สส. ที่กินบุญเก่าอยู่ เราไม่สามารถไปทำอะไรเค้าได้ ต้องรอ ให้เค้าหมดบุญไปเอง

หลวงพ่อท่านก็ถามสุวรรณต่อว่าวิญญาณมนุษย์ ไปเกิดก็เยอะ แล้ววิญญาณที่ยังอยู่ที่โลกก็เยอะ ทำไมไม่จับมาให้หมด สุวรรณก็ตอบว่า
จับมาไม่ได้เพราะเค้ายังไม่หมดอายุขัย ร่างกายคนเรา มี สังขาร (ร่างกาย) และจิตวิญญาณ เมื่อละสังขารแล้ว แต่ยังไม่ละจิตวิญญาณ คือยังไม่ถึงที่ตาย เช่นพวก ฆ่าตัวตาย หรือถูกรถชนตาย วิญญานก็จะต้องวนเวียนอยู่ ในโลกไปจนกว่าจะถึงเวลาที่ละวิญญาณแล้ว ถึงจะไปรับมาได้
ท่านจึงถามต่อว่า พ่อหลวงจะมีอายุยืนยาวไหม? สุวรรณตอบว่า ท่านสิ้นอายุขัยแล้วแต่มีคนต่ออายุขัยให้ท่าน ซึ่งก็คือพี่สาวของท่านเอง

แล้วประเทศไทยละจะเป็นอย่างไรต่อไป? สุวรรณตอบว่า บอกไม่ได้ แล้วหลวงพ่อก็เดินต่อไปอีก
คราวนี้ไปเจอแอ่งน้ำลักษณะเหมือนเขื่อน ซึ่งมองไปที่กำแพงกั้นน้ำ สิ่งที่ท่านเห็นคือ ม้าตัวผอมเซียว ซึ่งมีพระเจ้าตาก และ พระปิยะมหาราช ยื่นขวางลำน้ำอยู่ ท่านบอกว่า ที่เห็นอยู่คือกษัตริย์เก่าๆ ช่วยไม่ให้กรุงเทพฯ ถูกน้ำท่วม จริงๆกรุงเทพฯต้องถูกน้ำท่วมไปนานแล้ว แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ที่ม้าจะหมดแรง จากความหนาวของน้ำ และการอดอาหารมานาน หลวงพ่อท่านพูดจบ น้ำตาท่านก็ไหลออกมา

แล้วบอกให้ทุกคนที่ได้รับฟัง เรื่องราวของท่านว่า เป็นนิมิตของท่าน จะเชื่อหรือไม่ก็ได้ เพราะท่านก็ยังคิดว่า เป็นความฝันของท่าน...
แต่ท่านก็กำชับกับทุกๆคนเอาไว้ว่า เวลาไปที่วงเวียนใหญ่ หรือพระบรมรูปทรงม้า หรือที่ไหนก็แล้วแต่ที่มี พระบรมรูป ให้กราบไหว้โดยนำ หญ้าที่ม้ากิน ล้างให้สะอาดไปถวายด้วย เพื่อให้ม้ามีกำลังยืนต่อไปได้

ผมก็คิดว่านี่เป็นสิ่งที่ทุกคนมองข้ามไปจริงๆ เพราะคนส่วนมากเวลาไปไหว้ ก็จะนำแต่ดอกไม้ไปไหว้เท่านั้น สิ่งหนึ่งที่ผมคิดคือมันแปลกมากที่อยู่ๆ เข้าไปถวายเทียนแล้วท่านก็เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ในเมื่อมีโอกาสได้รับรู้ก็ควรเผยแพร่ แก่ทุกๆคนครับ

ก็อยากจะฝากเพื่อนๆ แต่อันนี้ สุดแล้วแต่ความเชื่อครับ ขอบคุณครับ

ส่งต่อให้คนที่คุณ รัก /ห่ว ง ส่งต่อเพื่อน และครอบครัว!!

fw ต่อให้อีก 30 คนแล้วชีวิตคุนจะมีแต่ความสุข !!!!!!

แซ่ซร้องพระปรีชาญาณยาวไกล
อีกเรื่องที่มีการนำไปกล่าวถึงกันมากคือพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 7 พฤศจิกายน 2553 หรือเมื่อปีที่แล้ว ที่พาดหัวข่าวว่า
ในหลวงห่วงพสกนิกร ถึง"สุบิน" ว่าน้ำท่วมกรงเทพฯ
ในฝัน-ยังทรงห้าม พยาบาลปิดหน้าต่าง นายกฯเผยทรงแนะ วิธีแก้ปัญหาอุทกภัย

โดยข่าวสดนำเสนอข่าวว่า เผย ′ในหลวง′ ทรงห่วงใยราษฎรผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างมาก ถึงกับทรงพระสุบินว่าน้ำท่วมกรุงเทพฯ

ดร.ภาธร ศรีกรานนท์ หนึ่งในคณะผู้จัดทำโครงการเพลงพระราชนิพนธ์นิวออร์ลีนส์แจ๊ซถวายในหลวง เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2553 เปิดเผยว่า เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมสร้างความเดือดร้อนกับประชาชน (ในปี2553) พระองค์ท่านก็ทรงเป็นห่วงจนถึงกับทรงพระสุบินว่าน้ำท่วมกรุงเทพฯ แล้วมีนางพยาบาลในพระสุบินมาปิดหน้าต่าง ก็รับสั่งว่าปิดทำไม พระองค์ท่านเป็นห่วงประชาชน

มีผู้นำข่าวนี้มาตั้งเป็นกระทู้ในเว็บบอร์ดพลังจิต เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 พร้อมแสดงความเห็นว่า

พระสุบินของท่านมักเป็นจริงค่ะ แต่ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ท่าน เลยทำให้มหันตภัยทั้งหลายผ่านพ้นไปได้ด้วยดีค่ะ
___________

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:มาอีกแร๊ะ-FWMเรื่องฮาสาดของชาวสลิ่มล่าสุด

มายาคติและข้อสงสัยในการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค

ที่มา Thai E-News


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

อนุสนธิการยกร่าง พรบ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานครฯฉบับประชาชน เมื่อเดือนมกราคม๒๕๕๔ ที่ผ่านมา

โดยจะเสนอเข้าสู่สภาประมาณกลางปีหน้า ซึ่งเสนอให้เชียงใหม่มีการบริหารราชการเฉพาะราชการส่วนกลางกับราชการส่วน ท้องถิ่นเท่านั้น โดยยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคเสีย

กอปรกับอดีตคณะกรรมการปฏิรูป ซึ่งมีอดีตนายกฯอานันท์ ปันยารชุนเป็นประธานฯได้เสนอเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ที่ผ่านมา ก็ได้เสนอให้มีการยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเช่นกัน แต่มิได้กำหนดระยะเวลาของการดำเนินการไว้

ปฏิกิริยาที่มีต่อปรากฏการณ์ครั้งนี้มีทั้งการตอบรับและการต่อต้าน

ปรากฏการณ์ตอบรับมีการกระจายไปทั่วประเทศ ประชาชนจังหวัดต่างๆถึง ๔๕ จังหวัดประกาศตัวเป็นแนวร่วมโดยให้เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่นำร่องไปก่อน บางจังหวัดถึงกับทำป้าย ทำเสื้อยืด เสื้อแจ็กเก็ตหรือแม้กระทั่งการขึ้นป้ายขอจัดการตัวเอง โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่เองมีการรณรงค์จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พรบ.ฯในพื้นที่ทั้ง ๒๕ อำเภอกันอย่างคึกคัก

แน่นอนว่าเรื่องใหญ่ๆเช่นนี้ ย่อมมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเพราะความเข้าใจว่าอาจจะกระทบต่อ สถานภาพของตนเองหรือกังวลในผลที่จะตามมาเพราะความไม่ไว้วางใจในคุณภาพของคน ไทยกันเอง

ซึ่งในเรื่องของความเห็นนั้นเป็นธรรมดาที่อาจะเห็นแตกต่างกันได้ แต่เมื่อได้พูดคุยและทำความเข้าใจกันแล้ว หากไม่มีอคติจนเกินไปนักก็ย่อมที่จะเห็นด้วยต่อการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

มายาคติและข้อสงสัย

๑)เป็นการแบ่งแยกรัฐ

ไม่จริง เพราะแม้จะไม่มีราชการส่วนภูมิภาค รัฐก็ยังคงเป็นรัฐเดี่ยวเหมือน เช่น ญี่ปุ่น เป็นต้น อีกทั้งยังมีสถาบันกษัตริย์เป็นประมุขเช่นเดียวกันกับไทย และท้องถิ่นจะไม่ทำอยู่ ๔ เรื่อง คือ การทหาร การต่างประเทศ ระบบเงินตรา และ ศาล

๒)กระทบต่อความมั่นคง

ไม่จริง เพราะแม้แต่เกาหลีใต้ซึ่งไม่มีราชการส่วนภูมิภาคและยังอยู่ในสภาวะประกาศ สงครามกับเกาหลีเหนืออยู่เลย ก็ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องนี้แต่อย่างใด

๓)รายได้ท้องถิ่นยังไม่เพียงพอ

ก็แน่นอนสิครับ เพราะปัจจุบันเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นเก็บภาษีได้จิ๊บจ๊อย เช่น ภาษีป้าย ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือน ภาษีล้อเลื่อน ฯลฯ แล้วจะเอารายได้ที่ไหนมาเพียงพอ แต่ร่าง พรบ.ฯนี้กำหนดให้รายได้ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นทั้งหมดจะถูกจัดเก็บโดยท้อง ถิ่น แล้วจัดส่งไปส่วนกลาง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เอาไว้ใช้ในท้องถิ่น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง ๓๐ เปอร์เซ็นต์นั้นก็จะไปช่วยเหลือที่อื่นที่ยากจน เช่น ญี่ปุ่นก็ส่งไปให้ฮอกไกโดหรือโอกินาวา เป็นต้น

๔)อบจ./อบต./เทศบาลจะมีอยู่หรือไม่

ในร่าง พรบ.ฯนี้กำหนดไว้ให้มีการปกครองท้องใน ๒ ระดับ คือ ระดับเป็นชียงใหม่มหานคร ส่วนระดับล่างเป็นเทศบาล ซึ่งแตกต่างจากกรุงเทพมหานครเป็นการปกครองท้องถิ่นระดับเดียวโดยรวมศูนย์ อยู่ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครที่เดียว แต่ในรูปแบบใหม่นี้ อบจ.หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะหายไปกรณีของเชียงใหม่ก็จะมีเชียงใหม่ มหานครเข้ามาแทน ซึ่งเป็นการปกครองท้องถิ่นในระดับบน ส่วนในระดับล่างก็เป็นเทศบาลเหมือนกันหมดไม่มีการแยกเป็นเทศบาลหรือ อบต.เพราะปัจจุบันบางตำบลมีทั้งเทศบาลและอบต.อยู่ในตำบลเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างระบนกับระดับล่างเป็นไปในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ มิใช่การบังคับบัญชา

๕)จะเอาข้าราชส่วนภูมิภาคไปไว้ไหน/นายอำเภอยังมีอยู่หรือไม่

ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งมีวาระ ๔ ปี ผู้ว่าราชการจังหวัดเดิมและข้าราชการส่วนภูมิภาคก็มีทางเลือกว่าจะกลับไป สังกัดกระทรวง ทบวง กรมที่ส่วนกลางก็ได้ หรือเลือกจะอยู่ในพื้นที่ก็สังกัดเชียงใหม่มหานคร เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น

ส่วนนายอำเภอที่มาจากการแต่งตั้งจากกรมการปกครองก็จะหมดไป มีผู้อำนวยการเขตซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดเชียงใหม่มหานครทำหน้าที่เป็นผู้ ประสานงาน มิใช่เป็นเช่นผู้อำนวยการเขตแบบ กทม.ที่มีอำนาจล้นเหลือเช่นในปัจจุบัน

๖)เขตพื้นที่อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จะหายไป

ไม่จริง เขตการปกครองยังเหมือนเดิม แต่จะเรียกเป็น เขต แขวง แทน

๗)กำนันผู้ใหญ่บ้านยังคงมีอยู่หรือไม่ หากยังคงมีอยู่จะมีบทบาทอะไร

ยังคงมีอยู่ดังเช่นกรุงเทพมหานคร แต่บทบาทในด้านการพัฒนาจะหมดไปเพราะเป็นหน้าที่ของท้องถิ่นซึ่งมีงบประมาณ เป็นของตนเอง แต่กำนันผู้ใหญ่บ้านจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยใน ฐานะหัวหน้าฝ่ายรักษาความสงบเรียบของตำบลและหมู่บ้านตามกรณี มีอำนาจจับกุมคุมขังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

๘)ประชาชนยังไม่พร้อม ยังไม่มีการศึกษาที่ดีพอ

ไม่จริง เพราะคำกล่าวที่ว่า “ประชาชนเป็นอย่างไร ผู้แทนเป็นอย่างนั้น” จะเห็นได้จากผู้แทนของคนกรุงเทพยังชกต่อยกันในสภาแต่ผู้แทนของคนจังหวัดอื่น ยังไม่ปรากฏ และในตำบลหมู่บ้าน ตลาดสด เดี๋ยวนี้ชาวบ้านร้านค้าเขาไม่คุยกันแล้วเรื่องละครน้ำเน่า ถึงคุยก็คุยน้อย แต่คุยเรื่องการเมืองกันทั้งนั้น ที่สำคัญเป็นการเมืองนอกสื่อกระแสหลักเสียด้วยสิ

๙)นักเลงครองเมือง

ไม่จริง ตัวอย่างผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่ละคนก็ไม่เห็นขี้เหร่สักคน(ถึงแม้ว่า จะมีคนขี้เหร่สมัครแต่ก็ไม่เคยได้รับการเลือกตั้ง) ที่สำคัญก็คือผู้ว่าราชการจังหวัดในปัจจุบันแต่ละคนล้วนแล้วมาจากการแต่ง ตั้งซึ่งในบางยุคถึงกับมี “แก๊งแต่งตั้ง”ซึ่งเข้าใจง่ายก็คือถูกแต่งตั้งมาจากนักเลงนั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะได้ผู้ว่าฯเป็นนักเลง อย่างน้อยก็ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาด้วยมือของเขาเอง ไม่ได้ลอยมาจากไหนก็ไม่รู้เช่นในปัจจุบัน ถ้าเปรียบเทียบแล้วผู้ว่าฯที่มาจากการเลือกตั้งย่อมพบง่ายเข้าใจง่ายและต้อง เอาใจประชาชนที่เลือกเขาเข้ามา มิใช่คอยเอาใจเจ้านายที่ส่วนกลางที่เป็นคนแต่งตั้งเขา

๑๐)ซื้อเสียงขายเสียง

อาจจะจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปัจจุบันนี้จะดีกว่า และก็มิใช่ว่าใครมีเงินมากกว่าแต่มิได้ทำคุณงามความดีอะไรเลย หิ้วกระเป๋าบรรจุเงินไปแล้วจะได้รับเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เขาจะต้องกุมชะตาชีวิตประจำวันเขาอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญจะซื้อคนทั้งจังหวัดไหวหรือ

๑๑)ทุจริตคอรัปชัน/เปลี่ยนโอนอำนาจจากอำมาตย์ใหญ่ไปสู่อำมาตย์เล็ก

ร่าง พรบ.ฯนี้กำหนดให้มีสภาพลเมืองหรือลูกขุนพลเมือง(Civil Juries)คอยถ่วงดุลและตรวจสอบการทำงานของทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วชี้มูลหรือส่งฟ้องศาล ซึ่ง กทม.ไม่มีเช่นนี้ ฉะนั้น จึงมิใช่การถ่ายโอนอำนาจจากอำมาตย์ใหญ่ไปสู่อำมาตย์เล็ก

เพราะปัจจุบันนี้ท้องถิ่นต่างๆก็ทำตัวเป็นอำมาตย์เล็กอยู่แล้วดังจะเห็นได้ จากการขออนุมัติ อนุญาตต่าง ต้องเสียเบี้ยไบ้รายทางตลอด แต่เมื่อเรามีสภาพลเมืองหรือลูกขุนพลเมืองคอยตรวจสอบแล้ว สภาพเช่นนี้จะดีขึ้นกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน อีกทั้ง สตง., ปปช., ฯลฯ ก็ยังคงมีเหมือนเดิม

๑๒)ผิดกฎหมาย

ไม่จริง เพราะเป็นการใช้สิทธิที่มีรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๘๑ ถึงมาตรา ๒๙๐ รองรับไว้

โลกหมุนไปข้างหน้า นานาอารยประเทศ ไม่ว่าญี่ปุ่น เกาหลี อังกฤษ อเมริกา ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ไม่มีราชการส่วนภูมิภาค หากใครยังฝืนทวนกระแสโลก ก็ย่อมจะถูกกระแสแห่งโลกาภิวัตน์กวาดตกเวทีไปอย่างช่วยไม่ได้

----------------

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 30/11/54 เราต้องการฟื้นฟู+เยียวยา..สร้างอนาคตด้วย...

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


บนเส้นทาง มืดมน ผู้ทนทุกข์
กี่ความสุข ที่จืดจาง แล้วห่างหาย
เราต่อสู้ ผ่านน้ำเชี่ยว อย่างเดียวดาย
ทุกข์มากมาย ซัดซ้ำ กระหน่ำมา....

ช่วยฟื้นฟู เยียวยา รักษาแผล
ด้วยแน่วแน่ เต็มใจ ที่ใฝ่หา
หล่อหลอมรัก เป็นหนึ่ง ได้พึ่งพา
แล้วเยียวยา ฟื้นฟู ช่วยดูแล....

อีกยังมี..พี่น้องเรา ที่เศร้าหมอง
ต่างร่ำร้อง โหยหา มาดูแผล
อย่าแกล้งทำ ลืมเลือน เหมือนไม่แคร์
ช่วยส่งมอบ ความรักแท้ ดูแลกัน....

เหล่านักโทษ การเมือง เรื่องปวดร้าว
ควรถึงคราว ส่องทาง อย่างสร้างสรรค์
เอายุติธรรม คืนมา ร่วมฝ่าฟัน
ด้วยยึดมั่น ความจริง เหนือสิ่งใด....

รีบจัดการ ฟื้นฟู ผู้ทนทุกข์
เติมความสุข อนาคต ให้สดใส
ลบภาพรอย หมองหม่น ของคนไทย
เริ่มสิ่งใหม่ ได้คืนมา ทั่วหน้ากัน....

๓ บลา / ๓๐ พ.ย.๕๔

ธิดาบันทึกช่วยนักโทษการเมืองคืบยื่นประกันกลางเดือนหน้า พ้อโดนตีแทนที่จะมาช่วยพาเพื่อนพ้นคุก

ที่มา Thai E-News

อ้ายเสือ..ถอย!-นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ทวีตข้อความผ่านtwitterว่า พรรคไม่มีนโยบายปิดยูทูป และเฟซบุ๊ค หลังจากรองโฆษกพรรค ติ่ง-มัลลิกา ออกมาแถลงข่าวก่อนหน้านี้เสนอให้ปิดเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์จากพวกหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ แล้วโดนวิจารณ์หนัก ล่าสุดติ่ง-มัลลิกาได้ทวีตตอบหัวหน้าพรรคของเธอว่า"สอดคล้องค่ะ"


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 พฤศจิกายน 2554

คืบหน้าช่วยเพื่อนในคุก-นาง ธิดา ถาวรเศรษฐ เขียนบันทึกความก้าวหน้าช่วยเหลือเพื่อนนักโทษคดีการเมือง คาดได้ยื่นประกัน 101 นักโทษคีดการเมืองในกลางเดือนหน้า ส่วนการย้ายที่คุมขังมาที่บางเขนแยกจากอาชญากรทั่วไปพร้อมแล้ว และได้ขอร้องคนที่โจมตีว่า ขอให้มาเป็นส่วนหนึ่งแห่งการกระทำเพื่อช่วยเหลือนักโทษการเมืองให้สัมฤทธิผล จะดีกว่า


นายแพทย์สลักธรรม โตจิราการ บุตรชายนางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานนปช.เขียนเปิดเผยในเฟซบุ๊ควันนี้ ว่า ล่าสุดคุณแม่เล่าให้ฟังว่า พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรียุติธรรม ได้แจ้งว่า สถานที่ใหม่ที่จะให้นักโทษการเมืองอยู่นั้น ระยะแรกพร้อมแล้ว จะเริ่มย้ายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ คิดว่าสภาพสถานที่นั้นเอื้ออำนวยต่อคุณภาพชีวิตและสวัสดิภาพของนักโทษการ เมืองทั้งหลายมากกว่าสภาพที่ปัจจุบัน แต่ยังติดปัญหาว่านักโทษการเมืองในต่างจังหวัดจะทำอย่างไร

ส่วนเื่เรื่องการประกันตัว ล่าสุดสมาคมทนายแห่งประเทศไทยเข้ามาช่วยทำงานกับกรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรมในการประกันตัวนักโทษการเมือง ในกลางเดือนธันวาคม ข้อมูลทั้งหมดน่าจะเรียบร้อยพร้อมดำเนินการยื่นเรื่องประกัน

คุณแม่ฝากประกาศว่า แม้เราจะได้รับความช่วยเหลือจากสมาคมทนายความ กลุ่มทนายเพชรพงศ์ บ้านเลขที่111 รวมถึงทนายอาสา เช่นคุณอานนท์ แต่เรายังต้องการทนายมาช่วยทวงความยุติธรรมเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะการประกัน นักโทษคดี พรก.และคดี112 ถ้าทนายท่านใดรักความเป็นธรรมกรุณาติดต่อ อ้อย เลขาคุณแม่ได้ที่086-093-7706 หรือที่สำนักงานกองทุนยุติธรรม อิมพีเรียลลาดพร้าวชั้น5ในเวลาราชการครับ

เรื่องนี้สืบเนื่องจากรักษาการประธานนปช.เข้าพบรัฐมนตรียุติธรรมเมื่อวันที่ 23 พฤษจิกายนที่ผ่้านมา ขอให้รัฐบาลปฏิบัติตามข้อเสนอของ คอป.ซึ่งได้ข้อตกลง 2 เรื่้องคือการย้ายที่คุมขังให้นักโทษคดีการเมืองต่างหากจากอาชญากรทั่วไป และให้ปล่อยตัวโดยกรมคุ้มครองสิทธิจะเป็นผู้ยื่นประกันตัว

วันเดียวกันนางธิดา เขียนบันทึกหัวข้อ ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ถูกคุมขังในคดีอันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยกล่าวถึงสถานการณ์ล่าสุดว่า ในเร็ว ๆ นี้ผู้ต้องขังเหล่านี้จะได้รับสิทธิแยกไปคุมขังในที่เหมาะสม อาจจะเป็น โรงเรียนนายสิบตำรวจบางเขน ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงเพิ่มเติม เราก็หวังว่าในระหว่างรอคอยอิสรภาพ ผู้ถูกคุมขังจากคดีอันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง จะมีชีวิตที่ผ่อนคลายมากขึ้น ได้รับความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น จากที่เคยถูกคุมขังในเรือนจำเช่นเดียวกับผู้ประกอบอาชญากรรมทั่วไป

สำหรับการประกันตัวนั้น ถ้าผู้ถูกคุมขังใดประสงค์จะแยกประกันโดยหลักทรัพย์เดิม และทนายเดิมที่มีอยู่ ก็รีบแจ้งที่ นปช. ด่วนด้วย ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-9349481 แฟ็กซ์ 02-9349467 หรือ E-Mail : hec2011@hotmail.co.th , คุณวัฒน์ 089-5133197, คุณข้าวเหนียว 086-0937706 เพราะจะได้นำเสนอ ส่วนผู้ถูกคุมขังที่เหลือทั้งหมดที่ประสงค์จะให้รัฐบาลและกรมคุ้มครองสิทธิ ประกันตัวทุกท่าน

ก็หวังว่าจะได้รับการประกันตัวเพิ่มขึ้น และเราก็ต้องต่อสู้กันต่อไป เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเราทุกคน เรามิได้เน้นคนหนึ่งคนใด คดีใดเป็นพิเศษ แต่เราทำเพื่อทุกคน ผู้ที่พยายามโจมตีกล่าวร้าย นปช. ก็ไม่ว่ากัน แต่ขอให้คุณเป็นส่วนหนึ่งแห่งการกระทำเพื่อช่วยเหลือให้สัมฤทธิผลจะดีกว่า กระมัง !

นางธิดาเขียนบันทึกเรื่อง ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ถูกคุมขังในคดีอันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง ว่า การปฏิบัติภาระหน้าที่เฉพาะหน้าของคณะกรรมการ นปช. ส่วนกลางตามที่แถลงไว้ ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2553 อันเป็นการแถลงเปิดตัวคณะกรรมการ นปช.ส่วนกลาง ในสถานการณ์ที่คณะกรรมการชุดเดิมต้องถูกจับกุมคุมขังและหลบหนีไปเกือบทั้ง หมด คนที่เหลืออยู่ก็ถูกคุกคามว่าจะจับกุมอยู่เกือบทุกวัน เช่น คุณจตุพร พรหมพันธ์ ก็ถูกอธิบดี DSI เวลานั้น ขู่จับกุมเกือบทุกสัปดาห์ คณะกรรมการชุดรักษาการจึงต้องเกิดขึ้นในสถานการณ์ยากลำบากของขบวน

ข้อแรกของภาระหน้าที่ คือ การรณรงค์ให้ปล่อยตัวหรือได้รับการประกันตัว ทั้งแกนนำ มวลชนเสื้อแดง และผู้ถูกจับกุมคุมขังโดยมิชอบทั้งหลายให้ได้รับการประกันตัว เพื่อดำเนินคดีอย่างรัฐที่มีนิติธรรม

ข้อ 2 การช่วยกันเยียวยาผู้ถูกกระทำและครอบครัว ทั้งการประกันตัวและต่อสู้คดี

ข้อ 3 การเรียกร้องความยุติธรรม อันหมายรวมที่จะเอาคนผิดมาลงโทษ และการใช้อำนาจรัฐที่เป็นนิติรัฐนิติธรรม ด้วยมาตรฐานเดียวกันต่อประชาชนผู้ถูกกล่าวโทษและจับกุมคุมขัง

ข้อ 4 การยกระดับการต่อสู้ของประชาชนให้สูงขึ้นด้วยองค์ความรู้ มิให้ลื่นไถลไปกับความคิดสุ่มเสี่ยง หรือการยอมจำนนอย่างไร้หลักการ

ข้อ 5 ต่อสู้ ผลักดัน จัดตั้งรัฐบาลประชาชน ภายใต้เป้าหมายยุทธศาสตร์ใหญ่เฉพาะหน้า คือการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมทั้งปวง และองค์กรที่มาจากผลการทำรัฐประหาร

ถ้าคนที่ติดตาม นปช. ในการแถลงข่าวมาตลอดก็จะรู้เป้าหมายยุทธศาสตร์ ซึ่งมีอยู่นานแล้วว่า ไม่ต่างอะไรกับแนวทางนิติราษฎร์ และเราก็แถลงสนับสนุนมาตลอด จนบางคนกล่าวว่า เราเอากลุ่มนิติราษฏรมาผูกโยงกับ นปช. รึเปล่า บางคนไม่เห็นด้วย

แต่เราได้แถลงเป็นประจำถึงเป้าหมายยุทธศาสตร์ นโยบาย และภาระหน้าที่ของ นปช. ซึ่งเราต้องปฏิบัติตามหลักการนี้ ไม่ใช่เรื่องสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนกลุ่มใด แต่เราเดินไปตามหลักการที่วางไว้ และได้รับการเห็นชอบมาก่อนแล้ว เมื่อเป็นไปตามแนวเดียวกัน การพูดสนับสนุนก็เป็นธรรมดาที่พูดกันเป็นประจำ ปัญหาเรื่องสนับสนุนนิติราษฎรหรือไม่ จีงมีเฉพาะผู้ที่ไม่ติดตามเรื่องราวของเราเท่านั้น จีงไม่ทราบหรือทราบแต่ตั้งใจจะให้ร้ายป้ายสีก็เป็นได้

ในการปฏิบัติตามหลักการ มติของ นปช. ที่วางไว้นั้น บางเรื่องต้องมีขั้นตอน ระยะเวลา และสถานการณ์มาเกี่ยวข้อง แต่เราเดินหน้าปฏิบัติไปให้บรรลุให้ได้

ขณะนี้เราได้รวบรวมรายชื่อผู้ต้องขังอันเกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองไว้ 101 ราย เพื่อทำภาระหน้าที่ช่วยเหลือชีวิตความเป็นอยู่ การประกันตัวและต่อสู้คดี ซึ่งประชาชนทั่วไปก็ได้ช่วยกันมากมาย เพราะลำพังกลุ่ม นปช. ไม่มีกำลังทรัพย์และทนายเพียงพอที่จะช่วยได้สมบูรณ์ทุกราย ทนายอาสา และประชาชนอาสาจึงเป็นส่วนเติมเสริมแต่งให้การช่วยเหลือดีขึ้น

ณ บัดนี้ ในการเร่งรัดรัฐบาลในขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ใช่เรื่องของตุลาการ เราได้พยายามที่จะเร่งให้รัฐบาลนี้และกลไกความยุติธรรมอื่น ๆ อำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนผู้ถูกกระทำให้ได้มากที่สุด ดังที่เราได้เจรจากับคณะของกระทรวงยุติธรรม มีทั้ง รัฐมนตรี ประชา พรหมนอก ท่านปลัดกระทรวงยุติธรรม ท่านรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และตัวแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิ โดยได้ขอความเป็นไปได้ 4 ข้อคือ

1. ให้ดำเนินการประกันตัวทุกรายในคดีอันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง (มิได้จำกัดเฉพาะคดีอันเนื่องมาจากการชุมนุมในเดือน เมษายน-พฤษภาคม ปี 2553)

2. ให้จัดที่คุมขังแยกจากผู้ถูกคุมขังอื่น ๆ

3. ให้ทบทวนการตั้งข้อหาที่รุนแรงเกินจริง

4. ให้ชลอคดีที่ดำเนินอยู่ โดยรอข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วนทั้งเหตุแห่งปัญหา และมาตรการทางกฎหมายและประโยชน์สาธารณะ รวมทั้งมาตรการทางอาญาเรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

ทางกระทรวงยุติธรรมรับไป 2 ข้อแรก เพราะเดิมหน่วยงานรัฐบาลจะไม่รวมคดี 112 และ พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ แต่เรายืนยันข้อเสนอ คอป., ปคอป. และมติ ครม. เรื่อง คดีหมิ่นฯ ตามมาตรา 112 และผิด พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ ทางกระทรวงฯ จึงรับสิทธิของผู้ต้องขังเหล่านี้รวมไว้ตามข้อเสนอ ปคอป. และข้อเรียกร้องของเราด้วย

ผลก็คือ เร็ว ๆ นี้ผู้ต้องขังเหล่านี้จะได้รับสิทธิแยกไปคุมขังในที่เหมาะสม อาจจะเป็น โรงเรียนนายสิบตำรวจบางเขน ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงเพิ่มเติม เราก็หวังว่าในระหว่างรอคอยอิสรภาพ ผู้ถูกคุมขังจากคดีอันเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง จะมีชีวิตที่ผ่อนคลายมากขึ้น ได้รับความสะดวกสบายเพิ่มขึ้นจากที่เคยถูกคุมขังในเรือนจำเช่นเดียวกับผู้ ประกอบอาชญากรรมทั่วไป

สำหรับการประกันตัวนั้น ถ้าผู้ถูกคุมขังใดประสงค์จะแยกประกันโดยหลักทรัพย์เดิม และทนายเดิมที่มีอยู่ ก็รีบแจ้งที่ นปช. ด่วนด้วย ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-9349481 แฟ็กซ์ 02-9349467 หรือ E-Mail : hec2011@hotmail.co.th , คุณวัฒน์ 089-5133197, คุณข้าวเหนียว 086-0937706 เพราะจะได้นำเสนอส่วนผู้ถูกคุมขังที่เหลือทั้งหมดให้รัฐบาลและกรมคุ้มครอง สิทธิ ประกันตัวทุกท่าน

ก็หวังว่าจะได้รับการประกันตัวเพิ่มขึ้น และเราก็ต้องต่อสู้กันต่อไป เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเราทุกคน เรามิได้เน้นคนหนึ่งคนใด คดีใดเป็นพิเศษ แต่เราทำเพื่อทุกคน ผู้ที่พยายามโจมตีกล่าวร้าย นปช. ก็ไม่ว่ากัน แต่ขอให้คุณเป็นส่วนหนึ่งแห่งการกระทำเพื่อช่วยเหลือให้สัมฤทธิผลจะดีกว่า กระมัง !

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง

-เปิดหลักฐานกระบวนการอยุติธรรมไทยไม่ปรองดอง ฟันอีกคดีหมิ่น-ถ่วงคดีก่อการร้ายยึดสนามบินครบ3ปี

-ย้าย101นักโทษการเมืองไปพลตร.บางเขน รัฐเป็นเจ้าภาพยื่นประกันรวมอากงSMSขึ้นกับศาลเมตตา

เปิดคำฟ้องฟันเหยื่อ112หมิ่นผ่านfacebook อัยการให้ลงโทษหนักเกิดมาอาศัยแผ่นดินไทยไม่้จงรักดี!

ที่มา Thai E-News

"จำเลย เป็นคนไทย อาศัยบนผืนแผ่นดินไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาติบ้านเมือง และพสกนิกร จำเลยนอกจากไม่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรเสมอมาแล้ว ยังบังอาจแสดงความอาฆาตมาดร้าย มุ่งล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทย เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติที่ประชาชนชาวไทยไม่อาจยอมรับได้ พฤติการณ์ของจำเลยไม่มีเหตุอันควรปราณีไม่ว่าในทางใด สมควรได้รับโทษสถานหนัก "
อ้ายเสือ..ถอย!-นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ทวีตข้อความผ่านtwitterว่า พรรคไม่มีนโยบายปิดยูทูป และเฟซบุ๊ค หลังจากรองโฆษกพรรค ติ่ง-มัลลิกา ออกมาแถลงข่าวก่อนหน้านี้เสนอให้ปิดเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์จากพวกหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 พฤศจิกายน 2554

วันนี้ศาลอาญาได้เบิกตัวนายสุรภักดิ์(ขอสงวนนามสกุล)จำเลยมารับทราบคำฟ้อง ของนายชลัมพร เพ็ชรรัตน์ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา6 สำนักงานคดีอาญาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 และพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ รายล่าสุด หลังมีการจับกุมและคุมขังตั้งแต่วันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา

คำฟ้องของอัยการระบุว่า จำเลยกระทำผิดโดยเขียนข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเผยแพร่ลงในfacebookรวม 5 ครั้ง ระหว่างวันที่ 4 พฤษภาคม-16 สิงหาคม 2554 ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ในตอนท้ายคำฟ้องระบุว่า

" อนึ่ง จำเลยเป็นคนไทย อาศัยบนผืนแผ่นดินไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาติบ้านเมือง และพสกนิกร จำเลยนอกจากไม่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรเสมอมาแล้ว ยังบังอาจแสดงความอาฆาตมาดร้าย มุ่งล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทย เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติที่ประชาชนชาวไทยไม่อาจยอมรับได้ พฤติการณ์ของจำเลยไม่มีเหตุอันควรปราณีไม่ว่าในทางใด สมควรได้รับโทษสถานหนัก "

นายอานนท์ นำภา ทนายความของจำเลยในคดีนี้ แสดงความเห็นว่า อ่านคำฟ้องฉบับล่าสุดที่พนักงานอัยการฟ้องคดีหมิ่นฯ จากเฟซบุ๊คแล้วถือเป็นคดีแรกที่พนักงานอัยการได้แสดงทัศนคดิส่วนตนโดยบรรยาย ฟ้องจนเกินเลยไปกว่าองค์ประกอบความผิด ไม่ว่าท่านจะคิดเช่นไรก็หามีสิทธิที่ใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ

ทั้งนี้นายสุรภักดิ์ วัย 40 ปี โปรแกรมเมอร์อิสระ ที่ถูกจับกุมคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 ตกเป็นเหยื่อคดีหมิ่นจากการเล่นเฟซบุ๊ค ซึ่งสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ รายงานข่าวเรื่อง จับ “เฟคบุ๊ค” เหยื่อ 112 : เขาละเมิดสิทธิผมตั้งแต่ชั้นจับกุม ว่า เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ 2 กันยายน เจ้าพนักงานชุดจับกุมของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในชุดนอกเครื่องแบบประมาณ 10 คน ได้บุกเข้าจับกุมนายสุรภักดิ์ชาวจังหวัดบึงกาฬ ณ อาพาร์ตเม้นท์ ในซอยมหาดไทย (ลาดพร้าว 122) โดยได้กล่าวหาว่ากระทำความตามพระราชบัญญัิติว่าด้วยการกระทำความผิดอัน เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

ซึ่งในระหว่างจับกุมได้ตรวจยึดคอมพิวเตอร์แบบพกพา,คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แอร์การ์ด รวมทั้งแผ่นซีดีไปด้วย ทั้งนี้ ในระหว่างเข้าจับกุมพนักงานเจ้าหน้าที่มิได้ให้โอกาสผู้ต้องหาติดต่อกับทนาย ความ หรือผู้ที่ผู้ต้องหาไว้วางใจแต่อย่างใด

“พอผมกลับจากทำธุระข้างนอกเค้าก็กรูเข้ามาล็อกตัวผมทันที พูดจาข่มขู่สารพัด แต่ละคนตัวโตๆทั้งนั้น มีบางคนเข้าไปค้นและรื้อยึดคอมพ์ผมไปทั้งโน้ตบุ๊ค และ PC พวก ซีดีโปรแกรม และแอร์การ์ดที่ผมใช้ทำงานก็เอาไป เขาแจ้งข้อหาผม หาว่าผมเป็นคนสร้างเพจ เราจะครองแผ่นดินโดย… ในเฟสบุ๊ค ซึ่งผมก้ปฏิเสธว่าผมไม่รู้เรื่อง

แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอม และยังบอกว่าผมใช้ชื่อว่า “ดอกอ้อริมโขง” และกล่าวหาว่าผมไปเกี่ยวข้องกับเว็ปไซต์ นปช.ยูเอสเอ ผมยืนยันว่าผมไม่รู้เรื่อง แต่เขาบังคับให้ผมลงชื่อรับสารภาพ ผมจะโทร.หาทนายความก็แย่งโทรศัพท์มือถือจากผม ผมกลัวเลยลงชื่อไป

เจ้าหน้าที่บังคับให้ผมบอกรหัสเปิดคอมพิวเตอร์ ผมกลัวจึงบอกเค้าไป แล้วเขาก็พาผมมาที่ดีเอสไอ จึงได้ติดต่อกับทนายความ ดีที่ได้ทนายจากทีมคุณคารม พรรคเพื่อไทย ที่มาช่วยกัน ผมจึงมีโอกาสให้การปฏิเสธ”

ต่อมาญาตินายสุรภักดิ์ได้ประสานขอความช่วยเหลือจากทางพรรคเพื่อไทย โดย ส.ส.พรรคเพื่อไทยของจังหวัดบึงกาฬ ใช้ตำแหน่งเข้ายื่นประกันตัว แต่ก็เหมือนผู้ต้องหา่คดีนี้รายอื่นๆคือไม่ได้ประกันตัว

สหภาพยุโรป (อียู) ออกแถลงการณ์ แสดงความเป็นห่วง กรณีมีคำพิพากษาจำคุก "อากง" พร้อมเรียกร้องรัฐบาลไทยยึดมั่นในการนำหลักนิติธรรมไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม ไม่เลือกปฏิบัติ สอดคล้องกับการสนับสนุนหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่รวมถึงเสรีภาพในการแสดงออกด้วย

อียูออกแถลงการณ์แสดงความเป็นห่วง หลังคำตัดสินคดีอากง

เว็บไซต์ประชาไท รายงานว่า สำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปออกคำแถลงการณ์ตามที่ได้เห็นพ้องโดยหัวหน้าคณะ ผู้แทนประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ดังต่อไปนี้:

สำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปมีความเป็นห่วงในกรณีที่มีคำพิพากษาจำคุกนายอำ พล (ขอสงวนนามสกุล) เป็นเวลา 20 ปี มีความผิดในฐานละเมิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

สหภาพยุโรปต้องการย้ำถึงจุดยืนของสหภาพยุโรปที่ให้ความสำคัญกับการยึดมั่นในหลักนิติธรรม ประชาธิปไตย และการเคารพสิทธิมนุษยชน

สหภาพยุโรปขอสนับสนุนให้รัฐบาลไทยยึดมั่นในการนำหลักนิติธรรมนั้นไปปฏิบัติ อย่างเหมาะสม และไม่มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับการสนับสนุนหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่รวมถึงเสรีภาพในการแสดงออกด้วย

******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง



-เปิดเบื้องหน้าเบื้องหลังกลุ่มรักพ่อภาคปฏิบัติอ้างfacebookร่วมมือยัดคุกเหยื่อคดีหมิ่นรายล่าสุด

-นักล่าแม่มดบอร์ดเสรีไทยอ้างfacebookให้ความร่วมมือเปิดเผยIPสมาชิกจับกุมคนเล่นfbหมิ่นฯ1ราย

-'สันติประชาธรรม' วอนให้ประกันตัวผู้ต้องหาคดีหมิ่น เตือน 'เพื่อไทย' ถลำสู่เกม 'คลั่งเจ้า'

-เมืองไทยเรานี้แสนดีหนักหนาส่งSMS20ปีกดLikeเฟซบุ๊คคุก5ปี อ.นิติราษฎร์ฟันธงมั่วใหญ่แล้วไม่เข้าข่าย

จบอภิปราย-ศึกยังไม่จบ

ที่มา Voice TV









ผลการลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พลตำรวจเอกประชา พรหมนอก วันนี้(28 พ.ย) ได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรไปตามความคาดหมาย และเป็นเสาคำยันในตำแหน่ง รัฐมนตรีของพลตำรวจเอกประชา ว่าจะไม่ถูกปรับออก แต่ข้อมูลที่ถูกนำมาอภิปราย กลับสร้างแรงกระเพื่อมไปยังหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการบริจาคถุงยังชีพ

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยืนยันหลังผลการลงมติของสภาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พลตำรวจเอกประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และผู้อำนวยการ ศปภ. ที่สภาให้ความไว้วางใจ ด้วยคะแนน 273 ต่อ 188 เสียง งดออกเสียง 5 และไม่ลงคะแนนเสียง 15 เสียง ว่าจะไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรีในขณะนี้และเห็นว่ารัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจงทั้ง ส่วนของรัฐสภาและประชาชน

แต่การชี้แจงดังกล่าว กลับสร้างความผิดหวัง ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน เพราะเห็นว่าพลตำรวจเอกประชา ยังไม่ได้มีการชี้แจงใดๆ ทั้งยังสร้างความสับสบให้ประชาชน

ข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายเมื่อวานนี้ ได้สร้างแรงกระเพื่อมไปยังหลายฝ่ายทั้งเรื่องการบริหารจัดการน้ำรวมถึงการ บริจาคถุงยังชีพ ทำให้วันนี้ นายจตุพร พหรมพันธ์ ที่ถูกพาดพิงเรื่องถุงยังชีพ เตรียมแจ้งความต่อกองปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์รวม 154 คน ในข้อหากล่าวความอันเป็นเท็จและหมิ่นประมาท และจะมีการฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหาย หรือแม้แต่อดีตประคณะกรรมการผันน้ำด้านตะวันออก ก็ออกมาแถลงข่าวโต้ข้อมูลที่ฝ่ายค้านว่าการที่น้ำท่วม กทม.เพราะการผันน้ำไม่มีประสิทธิภาพ

แม้จะเสร็จการอภิปรายไปแล้ว แต่คลื่นลมจากน้ำท่วม ยังจะไหลเข้าท่วม ไปยังหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปตามๆกันจากผลของการอภิปราย รวมถึงผลการลงมติในวันนี้แม้จะสะท้อนอะไรได้ไม่มาก เพราะส่วนใหญ่เสียงการลงมติเป็นไปตามคาดไม่พลิกโผ แต่ในส่วนของเสียงไม่ไว้วางใจ 188 เสียง กลับมีเรื่องที่ต้องเร่งชี้แจงกันต่อไปเพราะอาจส่งผลต่อเสถียรภาพและเอกภาพ ของฝ่ายค้าน กลับงดออกเสียงถึง 4 คน ทั้งร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ จากพรรครักษ์สันติ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน จากพรรคมาตุภูมิ และ นายเรืองศักดิ์ งามสมภาค จากพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ยังมี ส.ส. ฝ่ายค้าน ที่ขาดการประชุม 7 คน เป็นส.ส.พรรคภูมิใจไทย 4 คน ประชาธิปัตย์ 2 คน และพรรครักประเทศไทย 1 คน

สื่อควรดีใจ หากทักษิณได้กลับมา

ที่มา Voice TV



รายการ The Daily Dose ประจำวันที่ 28 พ.ย. 2554

หากทักษิณกลับมาประเทศไทยจริง นอกจากจะสามารถเพิ่มยอดขายหนังสือพิมพ์แล้ว จะส่งผลให้การต่อสู้ทางเมืองเข้มข้นแ ละเปิดเผย มากขึ้น เหมือนกับช่วงปี 2543

สัจจะที่ผมจะปฎิบัติตาม คือ สัจจะที่ผมให้ไว้ด้วยความจริงใจเท่านั้น

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


จริงๆ โลกนี้ก็เหมือนกับ Virtual Reality เหมือนใน Matrix คือ มันมีกฎเกณฑ์ทางโครงสร้างของโปรแกรม (ที่เป็น Truth ของโปรแกรมนั้นอยู่) กับกฎเกณฑ์ที่สังคมสร้างขึ้น มันเป็นจริงในสังคมนั้นเท่านั้น และกฎเกณฑ์ที่คนสร้างขึ้นมาบังคับคนอื่น มันมีผลก็ต่อเมื่อคนนั้นมีอำนาจจะใช้บังคับกฎเกณฑ์นั้นเท่านั้น

เรื่อง การให้สัจจะ คือกฎเกณฑ์ที่สร้างขึ้นโดยคน มันจะเป็นจริงก็ต่อเมื่อคนที่ให้สัจจะ ให้สัจจะด้วยความยินยอมพร้อมใจที่จะปฎิบัติตาม คำมั่นสัญญาที่ตัวเองให้ไว้เท่านั้น คนที่ให้สัจจะ อาจให้สัจจะหรือคำมั่นสัญญา เพราะรักฝ่ายตรงข้าม เพราะกลัว เพราะอยากได้สิ่งตอบแทน เพราะความนับถือ

แต่หากไม่มีสิ่งเหล่านั้น การให้สัจจะถูกบังคับ เพราะเป็น กฎเกณฑ์ที่สังคมสร้างขึ้น ว่าเราต้องให้สัญญาว่าจะรัก จะชอบ แล้วสังคมก็สร้าง วิถีประชามาหลอกว่า หากละเมิดสัจจะจะเป็นโน้นเป็นี่ อันที่จริงต่อให้ละเมิดมันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากเราไม่ได้หวังว่าจะให้ฝ่ายที่เราให้สัจจะทำอะไรให้เรา เช่น เราละเมิด เขาก็ไม่เลื่อนตำแหน่ง หรือไม่ไว้ใจเรา ทำให้เราไม่ก้าวหน้าในอาชีพ อันนี้ละเมิดย่อมมีผลร้ายต่อคนละเมิด

แต่หากเราไม่ได้หวังอะไร เพราะทำตาม "ประเพณีของสังคมเท่านั้น" มันก็ไม่มีผลอะไร ละเมิดก็ละเมิด ตอนกล่าว "คำมั่นสัญญา" ออกไป ก็กล่าวแบบนกแก้วนกขุนทอง ไปอย่างนั้นไม่ได้สนใจอะไร อย่างมากมันก็มีผลคล้ายกับการสะกดจิต คือ คนกล่าวกลัวไปเอง เพราะหากเชื่อมากๆ มันก็ไปสั่งจิตใต้สำนึก

แต่การสะกดจิตจะไม่มีผลอะไร หากคนรู้ตัวมีสติ ไม่ใส่ใจ เพราะมันเป็นแค่โปรแกรมจิตเท่านั้นเอง

ดัง นั้น ใครจะไปกล่าวสัจจะ หรือคำมั่นสัญญาอะไรในอนาคตอันใกล้นี้ ตามประเพณีอะไรก็ตาม (ประเพณีคือ การทำซ้ำๆ ของสังคม) ก็อย่าไปสนใจ ถือว่าไปร้องเพลง ไปเป็นไทยมุงอะไรประมาณนี้

ผมขำบางคนที่ กล่าวสัจจะไว้ แล้วไม่กล้าละเมิด ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ โง่เหง้า

แต่ หากเราให้สัญญากับใครไว้ด้วยความจริงใจ อันนี้เราต้องรักษาสัญญา เพราะนั่นคือการรักษาเกียรติยศของเราเอง ไม่ใช่รักษาสัญญาเพราะกลัวเป็นอะไรไป แต่รักษาเกียรติยศของเรา

ตอบโจทย์ : ข้อเสนอนิติราษฏร์ 1 (28 พ.ย. 54)

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon




รายการ ทีนี่ไทยพีบีเอส ช่วงตอบโจทย์ ออกอากาศทางไทยพีบีเอส
วันที่ 28 พ.ย. 54 เวลา 22.30 น.
ข้อเสนอนิติราษฎร์ รัฐประหาร..คอรัปชั่น..ทักษิณ..สถาบัน ตอนที่ 1



http://www.go6tv.com/2011/11/28-30-2554.html

จากนภพัฒน์จักษ์ ถึงมัลลิกา: ถ้ายังสื่อสารแบบนี้ ก็รังแต่ทำให้พรรคแย่ลง

ที่มา ประชาไท

ถึงคุณมัลลิกา บุญมีตระกูล
รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์

ก่อนอื่น บอกอย่างหนึ่งว่า ผมไม่ได้อยากจะดราม่าอะไรกับใครนะครับ ยิ่งช่วงนี้ยังต้องทำข่าวน้ำท่วม ก็มีประเด็นเยอะแยะจนอยากจะเลี่ยงประเด็นดราม่าสารพัดสารเพ

แต่ต้องเขียนเพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นสาธารณะ เพราะคุณมัลลิกาเป็นรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเก่าพรรคแก่ พรรคใหญ่ของประเทศไทย ในฐานะรองโฆษกพรรคการสะท้อนอะไรออกมาย่อมสะท้อนท่าทีของพรรค และของสังคมไทยไม่มากก็น้อย

คือตั้งแต่มีข่าวคราวข้อเสนอของคุณมัลลิกา เรื่องให้ปิดเฟซบุ๊ก-ยูทูบว์ ผมก็ตามอ่านอยู่ห่างๆ ยังไม่เคยได้ไปตามทำข่าว ไม่เคยสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง (สาเหตุหลักเพราะผมตามข่าวน้ำท่วมอยู่เป็นหลัก) ก็เลยยังไม่ได้พูดถึงเท่าไหร่ ที่เคยรายงานผ่านทวิตเตอร์ไปก็มีไม่กี่ครั้ง เป็นทวีตที่ผมตั้งใจชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างทางแนวความคิดของคนในพรรคประชา ธิปัตย์ เพราะตอนนั้นกระแสคนเริ่มวิจารณ์ตัวพรรคประชาธิปัตย์หนาหูขึ้น ว่าเป็นพรรคโบราณที่จะให้มีการปิด เฟซบุ๊ก-ยูทูบว์ ผมเลยทวีตไปให้เห็นว่าน่าจะเป็นความเห็นของคุณมัลลิกาคนเดียว เพราะอย่างความเห็นของคุณแทนคุณก็เป็นคนละแนวทางกัน

ต่อมาคุณมัลลิกาก็ชี้แจงว่าไม่ได้จะให้ปิดเฟซบุ๊ก-ยูทูบว์ แต่เป็นแค่คำขู่ และการปิดเฟซบุ๊ก-ยูทูบว์ จะเป็นเงื่อนไขสุดท้าย ผมก็รีทวีตให้คนที่ตามผมอยู่ได้อ่านกัน เพราะผมก็ยึดหลักว่าควรให้คนที่ตามผมอยู่ได้อ่านครบถ้วนรอบด้านของมุมข่าว ที่นำเสนอ ขอย้ำว่า "ผมก็รีทวีตของคุณมัลลิกาให้ทุกคนได้อ่านกัน"

หลังจากนั้น ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งก็ยังตำหนิทั้งตัวคุณมัลลิกาและพรรคประชาธิปัตย์อยู่ ตามสิทธิในการแสดงความเห็นของแต่ละคน พร้อมเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าจุดยืนเรื่องนี้ของตัวพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่าง ไร?

จะว่าผมขยันไม่เข้าเรื่องก็ได้ แต่พอมีข้อสงสัยผมก็อยากให้มันชัดเจน อยากรายงานให้คนที่ติดตามได้ทราบถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ไปถามคนในพรรคประชาธิปัตย์สองคน(เบื้องต้นทั้งสองคนขอว่าอย่าเพิ่งเปิด เผยชื่อ แต่ถ้าคุณมัลลิกาจำเป็นต้องทราบ ผมก็พร้อมจะผิดมารยาทกับสองคนนั้นและเปิดเผยชื่อ เพราะผมต้องรักษาความน่าเชื่อถือของผมไว้) ได้ความว่า "ทางพรรคคงยังไม่มีการแถลงอะไรออกมาชัดเจนกรณีปิดเฟซบุ๊ก-ยูทูบว์ แต่ได้ยินมาว่ามีความเคลื่อนไหวในพรรค ว่าเป็นห่วงคุณมัลลิกา ว่าเวลาสื่อสารอะไร ก็ให้ชัดเจน" ผมก็เลยรายงานทางทวิตเตอร์สองอันตามนี้

ซึ่งถ้าจริงไม่จริงอย่างไร ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์คิดเห็นเรื่องนี้แบบไหน ผมก็พร้อมรายงานหมด คือถ้าคนในประชาธิปัตย์สนับสนุนให้ปิดเฟซบุ๊ก-ยูทูบว์ ไม่ แล้วจะมีการแถลงหรืออกมาพูดอย่างเป็นทางการเพื่อความชัดเจนผมก็พร้อมรายงาน ถ้าอันไหนที่ไม่ตรงกับที่ผมรายงานไปก่อน ผมก็พร้อมขออภัยและแก้ไข ไม่มีปัญหา ที่ผ่านมาผมก็ฟังจากแหล่งข่าวของผมแล้วก็รายงาน คือผมก็มีหน้าที่รายงานข่าวทุกด้าน ไม่ว่าประชาธิปัตย์จะเคลื่อนไหวอย่างไร

หลังจากนั้น

คุณมัลลิกาก็ทวีตมาหาผม ว่า "ที่หลังมีอะไรมาถามพี่ก่อนทวิตนะน้อง" ซึ่งความจริง เจตนาของผมคือรายงานความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ไปถามความเห็นคนอื่น ไม่ได้อยากจะรายงานอะไรเกี่ยวกับความเห็นของตัวรองโฆษก เพราะผมตามอ่านมาตลอดอยู่แล้ว นี่คือสาเหตุที่ผมไม่ได้ถามคุณมัลลิกาก่อน เพราะมองว่ามันไม่จำเป็น

หลังจากนั้น
ผมก็ทวีตไปหาคุณมัลลิกา

แล้วคุณมัลลิกาก็ Direct Message มาหาผมในแนวทางต่อว่าผมในหลายประเด็น ซึ่งเอาหละ ผมมองว่าตามมารยาท อะไรที่ส่งมาทาง Direct Message ก็ไม่ควรมาเปิดเผยในที่แจ้ง (ยกเว้นคุณมัลลิกาพร้อมจะเปิดเผย ก็เปิดเผยได้เลย ทุกข้อความที่ผมส่งไป ผมพร้อมให้เปิดเผย)

แต่ผมอยากจะบอกว่า ผมทำหน้าที่นักข่าวของผม มีอะไรผมก็รายงานไป รายงานในเรื่องที่ส่งผลต่อสาธารณะ ต่อประเทศชาติ

คุณมัลลิกาเป็นรองโฆษกพรรคการเมือง ก็ทำหน้าที่ไป พรรคประชาธิปัตย์มีความคิดความเห็นอย่างไรก็เป็นหน้าที่ของคุณมัลลิกา

เราคนละบทบาทกัน ก็ทำหน้าที่ของตัวเองไป

ถ้าผมรายงานอะไรที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง คุณมัลลิกาสามารถชี้แจงได้ผ่านช่องทางสาธารณะ ไม่ต้องมา Direct Message หาผม แล้วการที่ผมรายงานอะไรแล้วมีชื่อของคุณมัลลิกาเกี่ยวข้อง ก็เพราะคุณมัลลิกาเป็นรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้มีเจตนาพาดพิงอะไรเป็นการส่วนตัว ส่วนเรื่องที่มากล่าวหาว่าผมนั่งเทียน ผมก็ย้ำไปแล้ว ว่าข้อความไหน จุดไหนที่คุณมัลลิกามองว่าผมนั่งเทียน ผมพร้อมชี้แจงทั้งหมด อะไรที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงก็พร้อมแก้ไขให้หมด ขอแค่ให้ทางฝั่งประชาธิปัตย์ชัดเจนในการสื่อสาร เพราะผมไม่ได้ไม่เสียอะไรกับทางพรรคอยู่แล้ว ผมพร้อมรายงานความเคลื่อนไหวตามหน้าที่ แบบที่ไม่ต้อง Direct Message อะไรมาให้ผม เพราะการรายงานต่อเนื่องในเรื่องที่ผมเคยรายงานถึงไว้ มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว

ที่ต้องเขียนจดหมายนี้ ผมไม่ได้มีเจตนาว่าร้ายพรรคประชาธิปัตย์ใดใดทั้งสิ้นนะครับ

แค่อยากสะท้อนไปยังพรรคประชาธิปัตย์ ถึงบทบาทในการสื่อสารของรองโฆษกของพรรคด้วยความหวังดี เพราะในความคิดของผม ถ้าคุณมัลลิกายังดำเนินแนวทางนี้ในการสื่อสารกับประชาชน ทั้งที่เป็นฐานเสียงประชาธิปัตย์ และคนที่ไม่ได้ชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์ และทั้งกับผู้สื่อข่าว ผ่านทางโลกออนไลน์ในลักษณะเช่นนี้อยู่

ก็รังแต่จะทำให้พรรคดูแย่ลงครับ

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
ผู้สื่อข่าวเนชั่นทีวี

หมายเหตุ: จดหมายนี้ผมพูดถึงเรื่องท่าที่ของคุณมัลลิกาต่อสื่อมวลชนเท่านั้นนะครับ ไม่ได้พูดถึงการต่อสู้เวบหมิ่นของคุณมัลลิกา คือเรื่องนั้นก็มีความเห็นอยู่ แต่ขอมาแสดงความเห็นในภายภาคหน้า คราวนี้ขอเรื่องท่าทีต่อนักข่าวก่อนครับ

ที่มา: http://blog.noppatjak.com/2011/11/mallikaboon.html

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker