บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)
ข่าวจากสื่อ
- เครือข่ายประชาธิปไตยแห่ผูกผ้าดำหน้าศาลรธน. จี้ทบทวนมติ
- นายกฯ เปิดงาน"เทศกาลเที่ยวเมืองไทยในปี 2555"
- "ศันสนีย์"โฆษกรัฐบาลคนใหม่เผยพร้อมประชาสัมพันธ์งาน รบ.เชิงรุก
- ชี้ทางออก"ปรองเดือด"สู่"ปรองดอง"
- เสื้อแดงแจ้งธาริตเอาผิดมาร์ค-สุเทพฐานสร้างความปั่นป่วน
- ห่วงบานปลาย คอป.ห้ามทัพ พท.-ศาลรธน.
- นปช.นัดชุมนุมขับไล่ศาล รธน. พร้อมล่ารายชื่อถอดถอนใน 2 สัปดาห์
- "พานทองแท้" สอนมวย "มาร์ค"-จี้ขอโทษประชาชน ฐานปล่อยส.ส.โชว์เถื่อนในสภา
- ใช้ปมแก้รธน. ยุบเพื่อไทย ดูดสส.ตั้งรบ.
- "สมศักดิ์ เจียมฯ" เสนอรบ.-สภา "ชน" ศาลรธน. จี้พท.-นปช.ทบทวนยุทธศาสตร์การเมืองทั้งหมด
- นิติราษฎร์" แถลงชี้-ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
- นิติราษฎร์แถลงชี้คำสั่งศาลรธน.ชะลอแก้รธน. 'ไร้อำนาจ'
- งามแต้ๆ เจ้า! "นายกฯ ปู" แต่งชุดพื้นเมือง-ผ้าซิ่นสีชมพูแอ่วเมืองพะเยา ปชช.แห่ต้อนรับเพียบ (ชมภาพชุด)
- กกต.เชียงใหม่เตรียมรับรองผลเลือกตั้งส.ส.ใน 7 วัน-"เกษม" ขอบคุณปชช.
- "จาตุรนต์"ปลุกกระแสต้าน"รัฐประหาร" ชี้ปม"ศาลรัฐธรรมนูญ"สั่งสภาฯระงับพิจารณาร่างรธน.
- “จาตุรนต์” ชี้ อำนาจประชาชนถูกปล้น- “ชนชั้นนำ” ไม่อยากปรองดอง - คาดเกิด “ยุบพรรค” อีกรอบ
- "ปู"ทำบุญเปิดหอฉันวัดเชียงบาน ชาวพะเยากว่า2,000คนต้อนรับแน่น
- อาจารย์เกษียร เสียดาย "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" คิดได้แค่นี้หรือ..!?!
- ขึ้นป้ายไล่"หมอวรงค์"ทำคนพิษณุโลกอับอาย
- โลกออนไลน์ เบื่อหน่ายพฤติกรรม ส.ส. ศึกชิงเก้าอี้ประธานสภา
- "เรืองไกร" ฉวย! ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินสอบ "ณัฎฐ์" ดูคลิปหวิวในสภา อ้างนำความเสื่อมเสียมาสู่สภาฯ
- แกนนำนปช...."อย่าเป็นวัวลืมตีน"
- ข่าว"เหตุเกิดในมาเลเซีย" ข่าว"เมด อิน ไทยแลนด์" ข่าวกระพือ"ไฟใต้"
- "ณัฐวุฒิ" สวน "กรณ์" ขวางปรองดอง-ไม่ทวงข้อเท็จจริง "10เมษา" ตั้งแต่ยุค "รบ.อภิสิทธิ์"(ชมคลิป)
- เสียงก้องจาก 2 กูรู "ตุลาการ" ไม่มีอคติ ไม่มีล็อบบี้ ไม่มีใบสั่ง
- "ทักษิณ"เข้าสักการะพระธาตุหลวง-เผยซึ้งใจได้ทำบุญ แกนนำแดง อดีต ส.ส. แห่รับพรึบ (ชมคลิป)
- "จตุพร" ท้าตั้ง คตส.ตรวจสอบการทำงาน "มาร์ค-ชวน" เหมือนกับที่ทำกับ "ทักษิณ" ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
- "หาดใหญ่"อ่วมซ้ำ ไฟไหม้โรงงานเฟอร์นิเจอร์กลางเมืองวอดเรียบ!
- "ทักษิณ"ทำบุญสีบชะตาที่ลาว ลั่นไม่นานเกินรอกลับไทย ขบวนแดงแห่ร่วมคึก
- “แม้ว” ทำบุญในลาวแฟนคลับเสื้อแดงแห่รับเพียบ
บทความจากสื่อ
- ประชาธิปัตย์...เปลี่ยนเถอะ !โดย ฐากูร บุนปาน
- กฤษฎีกาชี้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งชะลอลงมติร่าง รธน.วาระ 3 ไม่เคยเกิดขึ้นในโลก บอกไร้ช่องทางต่อสู้
- เกม"แก้ รธน.291" สภาชน"ศาลรัฐธรรมนูญ" เกมค่ายกล′ยุบพรรค′?
- ปัญหา"มาตรา68" สกัด"ร่างแก้ไขรธน. แหลมคมจาก"นิติราษฎร์"
- งามหน้าสภาไทย ! เมื่อท่านประธานฯ ถูกจี้คาบัลลังก์
- แกะกล่อง "หัวใจสองสี" ขัตติยา สวัสดิผล
- "ทักษิณ-เพื่อไทย"ปรับแผน เปลี่ยน"รูปมวย"...รู้จัก"รอ" ย้ำภาพ"ฝ่ายมีเปรียบ"
- ฐากูร บุนปาน : เจรจา-ผิดตรงไหน?
- พระราชทานเครื่องราชฯ 'มหาปรมาภรณ์' แก่นายกฯ
- ซ่อนหลัง"หน้ากาก"
- ดร.โกร่ง คนเดินตรอก : การบริหารจัดการมหเศรษฐกิจ
- ยอดคลิกทะลุ! รวมข่าวที่มีคนอ่านมากที่สุดใน "มติชนออนไลน์" ประจำวันที่ 6เม.ย.2555
- วิเคราะห์ปัญหา-ค้นคว้าทางออกของเหตุความรุนแรงภาคใต้กับ "ชัยวัฒน์-รอมฎอน"
- ปฏิบัติการ "ป๋า" ภาค 2 สู้ "นารีพิฆาต" กับปากคำ "บิ๊กบัง" เรื่อง "ป๋า" และการเมืองแสนซับซ้อน ในมุม "ประยุทธ์"
- กลุ่มสตรีมองปมร้อน'โฟร์ซีซั่นส์'
- ดูกันชัดๆ บทบาทฝ่ายค้าน เล่นของ ว. 5 ปักทิ่ม ยิ่งลักษณ์ เอาให้ตาย!!
- ต่อสู้ 2 แนวทาง เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ กรณี โฟร์ซีซั่นส์
- นิวัฒน์ธำรง-ลงธรรมาสน์ ธุดงค์ในทำเนียบ เผยแพร่ลัทธิเพื่อไทย กางสูตรรัฐบาล + พล.อ.เปรม = การเมืองนิ่ง
- ยกร่าง′รัฐธรรมนูญ′ และความห่วงใย ล็อกสเปก′สภาร่างฯ′
- "กุนซือ" คิด "ปคอป." พูด ข้อมูล-คีย์เวิร์ด "เยียวยา"
วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2555
สมศักดิ์แนะถอยคนละก้าวปมแก้ รธน. เตือนไม่ยอมกันลุกลามถึงสงครามกลางเมือง
ที่มา uddred
มติชน 28 มิถุนายน 2555 >>>
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคภูมิใจไทย อดีตสมาชิกบ้านเลขที่ 111 กล่าวถึง การแก้รัฐธรรมนูญนั้น ต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร เพราะหากชี้ว่าแก้ไขได้เพียงบางมาตรา การแก้ทั้งฉบับจะเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามที่รัฐ ธรรมนูญฉบับนี้ระบุหรือไม่ และต้องดูด้วยว่าจะมีการลงโทษใคร จนนำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ทั้งหมดเป็นปัญหาที่คนในบ้านเมืองวิตกกังวล เกิดความไม่มั่นใจจนกระทบเศรษฐกิจ จึงอยากวิงวอนให้ทุกฝ่ายนั้นตั้งสติ
ถามว่า มีหลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์หลังเปิดประชุมสภาจะร้อนระอุ นายสมศักดิ์ว่า ถ้าไม่ประนีประนอม ถอยกันคนละก้าว เอาแต่เดินหน้าชนอย่างเดียว ก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรงได้ หากไม่มีการยอมกันบ้าง สถานการณ์จะลุกลามไปสู่ความร้าวฉานไปจนถึงสงครามกลางเมือง
มติชน 28 มิถุนายน 2555 >>>
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคภูมิใจไทย อดีตสมาชิกบ้านเลขที่ 111 กล่าวถึง การแก้รัฐธรรมนูญนั้น ต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร เพราะหากชี้ว่าแก้ไขได้เพียงบางมาตรา การแก้ทั้งฉบับจะเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามที่รัฐ ธรรมนูญฉบับนี้ระบุหรือไม่ และต้องดูด้วยว่าจะมีการลงโทษใคร จนนำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ทั้งหมดเป็นปัญหาที่คนในบ้านเมืองวิตกกังวล เกิดความไม่มั่นใจจนกระทบเศรษฐกิจ จึงอยากวิงวอนให้ทุกฝ่ายนั้นตั้งสติ
ถามว่า มีหลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์หลังเปิดประชุมสภาจะร้อนระอุ นายสมศักดิ์ว่า ถ้าไม่ประนีประนอม ถอยกันคนละก้าว เอาแต่เดินหน้าชนอย่างเดียว ก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรงได้ หากไม่มีการยอมกันบ้าง สถานการณ์จะลุกลามไปสู่ความร้าวฉานไปจนถึงสงครามกลางเมือง
ชำนาญ จันทร์เรือง: จริยธรรมประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ที่มา Thai E-News
โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
28 มิถุนายน 2555
ไม่น่าเชื่อข่าวที่รายงานใน
Manager Online ว่าเป็นคำพูดของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
เพราะรายงานข่าวได้บอกว่าเมื่อวันที่ 22
มิ.ย.ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการจัดการสัมมนาบทบาทของสื่อมวลชน
ในการพัฒนาระบบนิติรัฐและนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ระหว่างวันที่ 22-23 มิ.ย.
ที่โรงแรม แกรนด์แปซิฟิก ซอฟเฟอริน รีสอร์ท แอนด์ สปา ชะอำ อ.ชะอำ
จ.เพชรบุรี
เพื่อให้สื่อมวลชนมีความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่การนำเสนอข่าวสารให้
สาธารณชนรับทราบในผลการดำเนินงานศาลรัฐธรรมนูญ(???)
ซึ่งนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เปิดเผยในงานสัมมนาว่า การจัดงานพบสื่อไม่ใช่เป็นการจัดเพื่อหาเสียงให้สื่อหันมาสนับสนุน เพราะสื่อถล่มศาลรัฐธรรมนูญอยู่ทุกวัน แต่มีเป้าหมายเป็นการสร้างความเข้าใจบทบาทหน้าที่ซึ่งกันและกัน การที่ว่าสื่อต้องทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน เรื่องนี้ยาก เพราะสื่อบางครั้งก็ยังไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น ตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ตนเองทำงานด้านกฎหมายมา จะว่าเป็นคนมืออ่อนหรืออย่างไรก็ว่ากันไป แต่ตลกที่มีคนที่ไม่ได้จบกฎหมายออกมาวิจารณ์ด่าศาลรัฐธรรมนูญทางโทรทัศน์ มันก็เป็นเรื่องแปลก ดังนั้น สื่อไม่ได้ทำตัวนำเสนอความคิดเห็นในหลายด้าน
“ขอนำคดีที่อยู่ในความสนใจขณะนี้ เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาคำ ฟ้องกรณี รัฐบาล รัฐสภา กำลังยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 68 เราก็ไปดูการพิจารณาของสภาวาระที่ 3 ก็เห็นว่าเป็นไปได้เหมือนกัน เพราะรัฐสภาชุดนี้พิจารณากฎหมายแบบขายขาด แล้วโยนภาระให้ ส.ส.ร. ก็ต้องเสียเงินเลือกตั้ง ส.ส.ร.มาให้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีกรอบว่าไม่แตะต้อง หมวด 1 (บททั่วไป) และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์) ต้องไม่แตะนะ ถ้าเขาร่างมาแล้วแตะล่ะ ใครจะทำไม อ๋อไม่เป็นไรมีประธานสภาเป็นผู้วินิจฉัย แต่ถ้าประธานสภาเห็นว่าให้ลงมติเลย เวลานั้นศาลรัฐธรรมนูญจะทำอะไรได้อีก เพราะเมื่อมีผลเป็นการลงประชามติไปแล้ว ผมขอย้ำเลยว่าถ้าเชื่อถือในบุคคล ก็ไม่ต้องมีกฎหมาย” นายวสันต์ กล่าว
นายวสันต์ กล่าวว่า เมื่อมีข้อกล่าวหาว่าล้มล้างระบอบรัฐธรรมนูญ เวลานี้ตนเองยังไม่เห็นว่าจะมีใครออกมาปฏิเสธสักคำ มันจึงเป็นเรื่องตลกเมื่อ โจทย์ยื่นฟ้องจำเลย แทนที่จำเลยจะชี้แจงข้อกล่าวหา กลับมาเล่นงานศาลรัฐธรรมนูญ ถือว่าแปลกมาก
(ที่มา http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000076949)
จากข่าวที่ปรากฏข้างต้นสามารถวินิจฉัยได้ 2 ประเด็น
ประเด็นแรก คือ คนไม่ได้จบกฎหมายวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่
คำวินิจฉัย คือ ทำไมจะวิจารณ์ไม่ได้เพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นของประชาชน และแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองเองก็มีตุลาการที่ไม่ได้จบกฎหมายเช่น กัน เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 2คน ที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์อื่น ตามมาตรา 204(4) และมาตรา 206 ของรัฐธรรมนูญฯ ปี 50 นี่เอง
ประเด็นที่สอง คือ การให้ความเห็นว่าเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาคำฟ้องกรณี รัฐบาล รัฐสภา กำลังยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 68 เราก็ไปดูการพิจารณาของสภาวาระที่ 3 ก็เห็นว่าเป็นไปได้เหมือนกันนั้นขัดต่อประกาศศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง จริยธรรมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2548 หรือไม่ ซึ่งเราต้องมาดูกันว่าประกาศดังกล่าวกำหนดไว้ว่าอย่างไร
ศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดจริยธรรมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไว้ ดังต่อไปนี้
“ข้อ 1 ปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริตโดยปราศจากอคติทั้งปวงเพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชนและความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร
ข้อ 2 รักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ
ข้อ 3 ยึดมั่นความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่หวั่นไหวต่อกระแสหรือการกดดันใด ๆ
ข้อ 4 รักษาความลับในการประชุมปรึกษาอย่างเคร่งครัด
ข้อ 5 เคารพในมติและเหตุผลในการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก
ข้อ 6 ระมัดระวังในการให้คำปรึกษาแก่บุคคลภายนอกในเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ
ข้อ 7 ระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นต่อสื่อมวลชนหรือสาธารณชนในเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่เสนอหรืออาจจะเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย”
คำวินิจฉัย การที่ให้ความเห็นเช่นนี้น่าจะเข้าข่ายตามข้อ 7 ในการที่ต้องระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นต่อสื่อมวลชนหรือสาธารณชนใน เรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่เสนอหรืออาจจะเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยแล้ว มิหนำซ้ำความเห็นที่แถลงต่อสื่อมวลชนในคราวนี้น่าจะก้าวล่วงเข้าไปในเนื้อหา แห่งคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประโยคที่ว่า “เป็นไปได้เหมือนกัน” นั่นเอง
แล้วจะทำอย่างไร
คงไม่ต้องทำอะไรสำหรับประเด็นที่หนึ่ง แต่สำหรับประเด็นที่สองนั้นเมื่อเห็นว่าน่าจะเข้าข่ายขัดต่อประกาศศาลรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยจริยธรรมแล้ว ย่อมเข้าข่ายตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่บัญญัติว่า
“ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุด ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้”
ฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้มีสิทธิตามมาตรา 271 ซึ่งก็คือ ส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือ ส.ว.จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคนเข้าชื่อต่อ ประธานวุฒิสภาเพื่อพิจารณาว่าจะเข้าข่ายต้องถูกถอดถอนหรือไม่ อย่างไร ต่อไป
เมื่อพิจารณาตัดสินคนอื่นให้พ้นจากตำแหน่งได้ ก็ย่อมถูกพิจารณาถอดถอนออกจากตำแหน่งได้เช่นกันครับ ว่าแต่ว่าผู้มีสิทธิเข้าชื่อนั้นจะทำหรือเปล่าเท่านั้นเอง เพราะลำพังเพียงการถามหาจริยธรรมเพื่อแสดงความรับผิดชอบคงใช้ไม่ได้ผลในกรณี นี้เป็นแน่
โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
28 มิถุนายน 2555
| นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (ภาพจากแฟ้มเมเนเจอร์ออนไลน์) |
ซึ่งนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เปิดเผยในงานสัมมนาว่า การจัดงานพบสื่อไม่ใช่เป็นการจัดเพื่อหาเสียงให้สื่อหันมาสนับสนุน เพราะสื่อถล่มศาลรัฐธรรมนูญอยู่ทุกวัน แต่มีเป้าหมายเป็นการสร้างความเข้าใจบทบาทหน้าที่ซึ่งกันและกัน การที่ว่าสื่อต้องทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน เรื่องนี้ยาก เพราะสื่อบางครั้งก็ยังไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น ตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ตนเองทำงานด้านกฎหมายมา จะว่าเป็นคนมืออ่อนหรืออย่างไรก็ว่ากันไป แต่ตลกที่มีคนที่ไม่ได้จบกฎหมายออกมาวิจารณ์ด่าศาลรัฐธรรมนูญทางโทรทัศน์ มันก็เป็นเรื่องแปลก ดังนั้น สื่อไม่ได้ทำตัวนำเสนอความคิดเห็นในหลายด้าน
“ขอนำคดีที่อยู่ในความสนใจขณะนี้ เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาคำ ฟ้องกรณี รัฐบาล รัฐสภา กำลังยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 68 เราก็ไปดูการพิจารณาของสภาวาระที่ 3 ก็เห็นว่าเป็นไปได้เหมือนกัน เพราะรัฐสภาชุดนี้พิจารณากฎหมายแบบขายขาด แล้วโยนภาระให้ ส.ส.ร. ก็ต้องเสียเงินเลือกตั้ง ส.ส.ร.มาให้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีกรอบว่าไม่แตะต้อง หมวด 1 (บททั่วไป) และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์) ต้องไม่แตะนะ ถ้าเขาร่างมาแล้วแตะล่ะ ใครจะทำไม อ๋อไม่เป็นไรมีประธานสภาเป็นผู้วินิจฉัย แต่ถ้าประธานสภาเห็นว่าให้ลงมติเลย เวลานั้นศาลรัฐธรรมนูญจะทำอะไรได้อีก เพราะเมื่อมีผลเป็นการลงประชามติไปแล้ว ผมขอย้ำเลยว่าถ้าเชื่อถือในบุคคล ก็ไม่ต้องมีกฎหมาย” นายวสันต์ กล่าว
นายวสันต์ กล่าวว่า เมื่อมีข้อกล่าวหาว่าล้มล้างระบอบรัฐธรรมนูญ เวลานี้ตนเองยังไม่เห็นว่าจะมีใครออกมาปฏิเสธสักคำ มันจึงเป็นเรื่องตลกเมื่อ โจทย์ยื่นฟ้องจำเลย แทนที่จำเลยจะชี้แจงข้อกล่าวหา กลับมาเล่นงานศาลรัฐธรรมนูญ ถือว่าแปลกมาก
(ที่มา http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000076949)
จากข่าวที่ปรากฏข้างต้นสามารถวินิจฉัยได้ 2 ประเด็น
ประเด็นแรก คือ คนไม่ได้จบกฎหมายวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่
คำวินิจฉัย คือ ทำไมจะวิจารณ์ไม่ได้เพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นของประชาชน และแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองเองก็มีตุลาการที่ไม่ได้จบกฎหมายเช่น กัน เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 2คน ที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์อื่น ตามมาตรา 204(4) และมาตรา 206 ของรัฐธรรมนูญฯ ปี 50 นี่เอง
ประเด็นที่สอง คือ การให้ความเห็นว่าเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาคำฟ้องกรณี รัฐบาล รัฐสภา กำลังยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 68 เราก็ไปดูการพิจารณาของสภาวาระที่ 3 ก็เห็นว่าเป็นไปได้เหมือนกันนั้นขัดต่อประกาศศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง จริยธรรมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2548 หรือไม่ ซึ่งเราต้องมาดูกันว่าประกาศดังกล่าวกำหนดไว้ว่าอย่างไร
ศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดจริยธรรมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไว้ ดังต่อไปนี้
“ข้อ 1 ปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริตโดยปราศจากอคติทั้งปวงเพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชนและความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร
ข้อ 2 รักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ
ข้อ 3 ยึดมั่นความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่หวั่นไหวต่อกระแสหรือการกดดันใด ๆ
ข้อ 4 รักษาความลับในการประชุมปรึกษาอย่างเคร่งครัด
ข้อ 5 เคารพในมติและเหตุผลในการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก
ข้อ 6 ระมัดระวังในการให้คำปรึกษาแก่บุคคลภายนอกในเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ
ข้อ 7 ระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นต่อสื่อมวลชนหรือสาธารณชนในเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่เสนอหรืออาจจะเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย”
คำวินิจฉัย การที่ให้ความเห็นเช่นนี้น่าจะเข้าข่ายตามข้อ 7 ในการที่ต้องระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นต่อสื่อมวลชนหรือสาธารณชนใน เรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่เสนอหรืออาจจะเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยแล้ว มิหนำซ้ำความเห็นที่แถลงต่อสื่อมวลชนในคราวนี้น่าจะก้าวล่วงเข้าไปในเนื้อหา แห่งคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประโยคที่ว่า “เป็นไปได้เหมือนกัน” นั่นเอง
แล้วจะทำอย่างไร
คงไม่ต้องทำอะไรสำหรับประเด็นที่หนึ่ง แต่สำหรับประเด็นที่สองนั้นเมื่อเห็นว่าน่าจะเข้าข่ายขัดต่อประกาศศาลรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยจริยธรรมแล้ว ย่อมเข้าข่ายตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่บัญญัติว่า
“ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุด ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้”
ฉะนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้มีสิทธิตามมาตรา 271 ซึ่งก็คือ ส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือ ส.ว.จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคนเข้าชื่อต่อ ประธานวุฒิสภาเพื่อพิจารณาว่าจะเข้าข่ายต้องถูกถอดถอนหรือไม่ อย่างไร ต่อไป
เมื่อพิจารณาตัดสินคนอื่นให้พ้นจากตำแหน่งได้ ก็ย่อมถูกพิจารณาถอดถอนออกจากตำแหน่งได้เช่นกันครับ ว่าแต่ว่าผู้มีสิทธิเข้าชื่อนั้นจะทำหรือเปล่าเท่านั้นเอง เพราะลำพังเพียงการถามหาจริยธรรมเพื่อแสดงความรับผิดชอบคงใช้ไม่ได้ผลในกรณี นี้เป็นแน่
ช็อตเด็ดวันนี้:ลูกคอมฯเก่ากับอำมาตย์ใหม่
ที่มา Thai E-News
นี่ก็เป็นการเมืองแบบไทยๆ และความย้อนแย้งที่หากจะหาพบได้ที่ไหนในโลก
ดูภาพชุดทั้งหมดที่เว็บบอร์ด http://sapanpleang.com
หงา คาราวาน
บรรเลงสดเพลงคิดถึงบ้านให้พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ รับชม
ระหว่างทั้งสองไปเยี่ยมเนิน 708 ภูพยัคฆ์ จังหวัดน่านที่สหายคำตัน
หรือพันโทโพยม จุลานนท์
บิดาพลเอกสุรยุทธ์เคยใช้เป็นฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิวส์แห่งประเทศ
ไทย(พคท.) สู้รบกับฝ่ายรัฐบาลในอดีต
และหงาเคยมาพำนักที่นี่ระหว่างเข้าร่วมการต่อสู้กับพคท.หลังเหตุกา่รณ์ 6
ตุลาคม 2519
ต่อมาพลเอกสุรยุทธ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นองคมนตรี
ส่วนหงากลายเป็นศิลปินเพื่อชีวิตชื่อดัง ทั้งสองพบกันในภาพนี้เมื่อวันที่
10 หรือ 11 ธันวาคม 2553 ณ บริเวณลานหลังกระท่อมของลุงคำตัน
เป็นการพบกันของอดีตลูกคอมฯที่กลายเป็นอำมาตย์
และอดีตคอมฯที่กลายเป็นอำมาตย์ใหม่
กลายเป็นศิลปินแห่งชาติภายใต้อำมาตย์อุปถัมภ์
นี่ก็เป็นการเมืองแบบไทยๆ และความย้อนแย้งที่หากจะหาพบได้ที่ไหนในโลก
ดูภาพชุดทั้งหมดที่เว็บบอร์ด http://sapanpleang.com
“Red USA” ขอเชิญมาร่วมสนุกโดยการส่งคำขวัญ “ทุรวลี “ แบบปลุกจิตเข้าประกวด มีรางรางวัลให้
ที่มา Thai E-News
“Red USA” ขอเชิญมาร่วมสนุกโดยการส่งคำขวัญ “ทุรวลี “ แบบปลุกจิตเข้าประกวด มีรางรางวัลให้.....
เนื่องจากระยะ
นี้พวกเราที่รักประชาธิปไตยทั้งในเมืองไทยทั่วโลกต่างก็มีความเครียดกับการ
เมืองที่ไม่นิ่งเลยจากการก่อกวนของอำมาตย์และสุนัขรับใช้ ทาง Red USA
จึงอยากจะจัดประกวดคำขวัญหรือทุรวลี
เพื่อคลายเครียดเรียกขวัญและกำลังใจคืนมาในหมู่นักท่องเน็ตและโซเชี่ยลมี
เดียทั้งหลายที่ได้ต่อสู้อำมาตย์ร่วมกัน
คำขวัญหรือ
ทุรวลี ที่ส่งเข้าประกวด อาจอยู่ในบริบทของการเมือง การบ้าน
หรือเฉียดฉิวการมุ้งบ้างก็ได้ เพื่อความหลากหลาย ช่วยระบายความอัดอั้น
ให้บางเบา จากความอยุติธรรมที่อำมาตย์มันเอามากดขี่พวกเรา
ตัวอย่างคำขวัญหรือทุรวลีเช่น :
ตัวอย่างคำขวัญหรือทุรวลีเช่น :
... ชวนยังหลีกภัย มึงเป็นใครไม่หลีกกู
... ตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ xxxเมียเพื่อน
... ผมเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา ถ้าพรรคผมได้เปรียบ
... นมเมียไว้ให้ผัว นมวัวไว้ให้ลูก
... หน้าประถม นมมหาวิทยาลัย
… ไม่รักพ่อให้ไปอยู่ประเทศอื่น
… พ่อกูอยู่ประเทศไทย พ่อมึงอยู่ประเทศไหน ใช่อเมริกาหรือเปล่า
...วังไม่มีนอน อาัศัยนอนกับเจ้าของวัง
...เบนซ์ไม่ีมีขี่ เอาแต่ขี่เจ้าของเบนซ์
และ ฯลฯ เป็นต้น
สำหรับรางวัลจะมีอยู่ 2 ประเภทคือ:
1.รางวัลบริจาคเพื่อการกุศลตามเจตนาของผู้ที่ได้รับรางวัล :
รางวัลที่ 1 เป็นจำนวนเงิน สามพันบาท
รางวัลที่ 2 เป็นจำนวนเงิน สองพันบาท
รางวัลที่ 3 เป็นจำนวนเงิน หนึ่งพันบาท
2.รางวัลพิเศษ :
คือ อยู่ฟรี เที่ยวฟรี กินฟรีหนึ่งอาทิตย์ในแอลเอ
มีข้อแม้ว่าต้องมีค่าตัวและขอวีซ่ามาเอง รายจ่ายในการอยู่ฟรี กินฟรี
เที่ยวฟรีหรืออะไรนนอกเหนือจากนั้น(ยกเว้นการ Shopping…55555) Red USA
จะจัดให้(ป.ล. หากคนในแอลเอหรือในสหรัฐฯได้รับรางวัลนี้ก็สบายไป...55555)
กฎและกติกา:
1. นักท่องเนตและมวลชนในโซเชียลมีเดียสามารถส่งคำขวัญเข้าประกวดได้โดยการเข้ามาโพสต์ “คำขวัญ “ ของท่านในกระทู้ “Red USA” ขอเชิญมาร่วมสนุกโดยการส่งคำขวัญ “ทุรวลี “ แบบปลุกจิตเข้าประกวด มีรางรางวัลให้.....
(หาก
ยังไม่ได้เป็นสมาชิกประชาทอลค์ คงต้องสมัครก่อนถึงจะโพสต์ได้) 1
ล็อกอินให้ส่งได้ไม่เกิน 3 คำขวัญ โดยเริ่มตั้งแต่
นาทีที่โพสต์กระทู้นี้เป็นต้นไปและจะหมดเวลาโพสต์ส่งเข้าประกวดในวันที่ 4
ก.ค. 2555 (เวลา 24.00น. เวลาในประเทศไทย)
หลังจากนั้นก็จะมีการให้โหวตต่อจากสมาชิกเองว่าคำขวัญไหนเป็นที่ชื่นชอบและ
ถูกใจมากที่สุดและจะปิดการโหวตเมื่อ 24.00น.ของวันที่ 9 ก.ค. 2555
หลังจากนั้นก็จะมีการนับคะแนนประกาศผลและให้รางวัลแก่ “คำขวัญ”
ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ตามที่ได้กล่าวไว้
***หมายเหตุ: การโหวตตามข้อที่ 1 สิทธิในการโหวต 1 ล๊อกอิน 1 เสียง
การโหวตให้รางวัลพิเศษข้อ 2 ให้โหวตว่า “ล็อกอิน” ใดสมควรจะได้รับ
หารโหวตทั้งสองข้อนี้ให้โหวตใน Comment และในเวลาเดียวกัน
2.
สำหรับเงินรางวัลนั้นให้ผู้ได้รับเลือกอันดับ 1-3
ตกลงกันเองว่าจะบริจาคเงินจำนวนนั้นให้กับใคร
องค์การไหนแล้วแจ้งให้ทางเราทราบRed USA
ก็จะส่งเงินจำนวนนั้นไปบริจาคที่สถานที่ดังกล่าวพร้อมกับอธิบายถึงที่มาของ
เงินจำนวนนี้ หลังจากที่ได้บริจาคแล้ว Red USA
ก็จะนำหลักฐานการบริจาคมาเปิดเผยให้ทราบต่อไป
อยากบริจาคการกุศลโดยการชนะประกวดคำขวัญหรือมีคนรับรองให้อยู่ฟรี กินฟรี เที่ยวฟรี ในแอลเอเป็นเวลา 1 อาทิตย์
เชิญครับ....
วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555
อดีต ส.ส.ร.40 ย้ำศาล รธน.ใช้อำนาจก้าวล่วงนิติบัญญัติ
ที่มา Voice TV
ส.ส.ร.ปี 2540 ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืน โดยเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจก้าวล่วงฝ่ายนิติบัญญัติในการสั่งชะลอแก้ไข รัฐธรรมนูญวาระ 3 ด้านอัยการสูงสุดย้ำหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 จะต้องเป็นมาตราแรก ๆ ที่ต้องแก้ไข เหตุเพราะถูกตีความกว้างมากเกินไป จนกลายเป็นปัญหา
สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 เกือบ 20 คน นำโดยนายคณิน บุญสุวรรณ พลตำรวจเอก สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ และ นายบุญเลิศ คชายุทธเดช นัดประชุมหารือถึงการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการรับวินิจฉัยคำร้องแก้รัฐ ธรรมนูญตามมาตรา 68 โดยเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถรับคำร้องจากบุคคลโดยตรงได้ เนื่องจากตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ยื่นคำร้องฝ่ายเดียวเท่านั้น
และตาม มาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นต้นแบบของมาตรา 68 ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ก็บัญญัติให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถตีความขยายอำนาจแล้วรับคำร้องจากบุคคลโดยตรง และสั่งชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ การดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นการใช้อำนาจก้าวล่วงฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างชัดเจน
ด้านศาสตราจารย์พิเศษจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด กล่าวระหว่างการสัมมนารับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ พัฒนากฎหมาย ถึงปัญหาของมาตรา 68 ที่ให้สิทธิ์แก่ผู้ที่ทราบถึงการกระทำอันเป็นการเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐ ธรรมนูญว่า กฎหมายมาตรานี้ถูกตีความกว้างเกินไป หากมีแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 จะต้องเป็นมาตราแรกที่ต้องได้รับการแก้ไข โดยต้องระบุให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับเรื่อง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญมอบอำนาจให้รัฐสภานั้นเข้าข่าย เป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่
นายจุลสิงห์ ยังกล่าวถึงการที่อัยการสูงสุดไม่ส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีที่มี ผู้ร้องยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาใน ขณะนี้อาจเข้าข่ายเป็นการล้มล้างระบอบการปกครอง ตามมาตรา 68ว่า มาตรานี้กำหนดชัดเจน ต้องเป็นการกระทำเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยรัฐสภานั้นเป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้อยู่ แล้ว จึงไม่เข้าข่ายตามมาตรา 68 จึงไม่ยื่นเรื่องสั่งฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ส.ส.ร.ปี 2540 ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืน โดยเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจก้าวล่วงฝ่ายนิติบัญญัติในการสั่งชะลอแก้ไข รัฐธรรมนูญวาระ 3 ด้านอัยการสูงสุดย้ำหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 จะต้องเป็นมาตราแรก ๆ ที่ต้องแก้ไข เหตุเพราะถูกตีความกว้างมากเกินไป จนกลายเป็นปัญหา
สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 เกือบ 20 คน นำโดยนายคณิน บุญสุวรรณ พลตำรวจเอก สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ และ นายบุญเลิศ คชายุทธเดช นัดประชุมหารือถึงการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการรับวินิจฉัยคำร้องแก้รัฐ ธรรมนูญตามมาตรา 68 โดยเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถรับคำร้องจากบุคคลโดยตรงได้ เนื่องจากตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ยื่นคำร้องฝ่ายเดียวเท่านั้น
และตาม มาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นต้นแบบของมาตรา 68 ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ก็บัญญัติให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถตีความขยายอำนาจแล้วรับคำร้องจากบุคคลโดยตรง และสั่งชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ การดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นการใช้อำนาจก้าวล่วงฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างชัดเจน
ด้านศาสตราจารย์พิเศษจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด กล่าวระหว่างการสัมมนารับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ พัฒนากฎหมาย ถึงปัญหาของมาตรา 68 ที่ให้สิทธิ์แก่ผู้ที่ทราบถึงการกระทำอันเป็นการเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐ ธรรมนูญว่า กฎหมายมาตรานี้ถูกตีความกว้างเกินไป หากมีแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 จะต้องเป็นมาตราแรกที่ต้องได้รับการแก้ไข โดยต้องระบุให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับเรื่อง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญมอบอำนาจให้รัฐสภานั้นเข้าข่าย เป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่
นายจุลสิงห์ ยังกล่าวถึงการที่อัยการสูงสุดไม่ส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีที่มี ผู้ร้องยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาใน ขณะนี้อาจเข้าข่ายเป็นการล้มล้างระบอบการปกครอง ตามมาตรา 68ว่า มาตรานี้กำหนดชัดเจน ต้องเป็นการกระทำเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยรัฐสภานั้นเป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้อยู่ แล้ว จึงไม่เข้าข่ายตามมาตรา 68 จึงไม่ยื่นเรื่องสั่งฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
"ณัฐวุฒิ"เตรียมคลิปแฉตุลาการฯให้รับร่างแก้รธน. แนะศาลรธน.ทบทวนท่าที
ที่มา ข่าวเพื่อไทย


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ให้
สัมภาษณ์
กรณีศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคำร้องเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขัดต่อรัฐ
ธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่ ว่า
ขอให้ประชาชนจับตามองและจดจำทุกคำพูดและทุกท่าทีของศาลรัฐธรรมนูญ
และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
เพราะคำวินิจฉัยที่จะออกมานั้นจะอธิบายภาพใหญ่ทางการเมืองของประเทศได้อย่าง
ดี
เรื่องนี้เราไม่วิตกกังวลเพราะทำถูกต้องทุกอย่างถ้าใครจะแก้รัฐธรรมนูญก็
ต้องแก้ที่รัฐสภา
ศาล
รัฐธรรมนูญยังมีเวลาที่จะใช้สติทบทวนท่าที
และทำให้เรื่องทุกอย่างให้เป็นไปภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมาย
ถ้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหยิบยื่นความอยุติธรรมให้กับสังคม
วิกฤติที่มีอยู่จะถูกซ้ำเติมเข้าไปอีก
ในส่วนของคนเสื้อแดงจะพยายามอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุด
และใช้สติปัญญาในการต่อสู้
ขอเรียกร้องให้ประชาชนแสดงการไม่ยอมรับต่อการใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญของศาล
รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เราแสดงออกได้โดยสันติ
การวิพากษ์วิจารณ์แลกเปลี่ยนความคิดประชาชนทำได้
การที่รัฐสภาของประชาชนดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็ยื่นมือออกมานอกกรอบกติกา
กระทำการเช่นนี้มันกระทบกับภาพใหญ่ จึงอยากให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ตระหนัก
และอยากให้ประชาชนจับตาดูท่าทีและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมา
เปิดฉายภาพเก่าย้อนศรตุลาการ
“มี
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้บางท่านในอดีต
ช่วงที่รณรงค์จะรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญปี 50
ขึ้นเวทีพูดออกสื่อระบุชัดเจนว่าให้รับไปก่อน แก้รัฐธรรมนูญง่ายนิดเดียว
ก็ให้แก้มาตรา 291 พูดชัดขนาด
นี้
ผมกำลังเตรียมคิดอยู่วันที่ 28 มิ.ย.นี้
ที่เขตธนบุรีจะเปิดเวทีปราศรัยของพรรคเพื่อไทย
ก็จะฉายให้พี่น้องประชาชนเห็น
และจะกระชากความจำของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านนั้น” นายณัฐวุฒิกล่าว
นาย
ณัฐวุฒิ กล่าวว่า เวลานี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ว่ากันไป
ขณะที่ฝ่ายค้านเร่งเกมเต็มกำลัง โดยหวังว่าการวินิจฉัยของศาลฯ
จะเข้าทางอำนาจของตัวเอง ค้านทุกประเด็นทั้งกรณีนาซ่า
พรรคประชาธิปัตย์น่าจะมีบทเรียนจากการหยิบยกกรณีปราสาทพระวิหาร
มาเป็นประเด็นการเมืองจนเกิดความขัดแย้งบานปลาย
จนมาถึงเรื่องนาซ่าที่ทำให้คนงงทั้งโลกแต่ยังดึงดันจะค้าน
เมื่อ
ถามว่า กังวลหรือไม่ว่ากระบวนการตุลาการภิวัตน์จะกระทบกับเสถียรภาพรัฐบาล
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า
ตนห่วงเสถียรภาพรัฐบาลน้อยกว่าเสถียรภาพระบอบประชาธิปไตยของประเทศ
เพราะการกระทำ
ของตุลาการ สิ่งที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหลายคนแสดงออกมาเป็นท่าทีทางการเมืองทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นท่าทีของคนในวงตุลาการ คนระดับประธานศาลรัฐธรรมนูญขึ้นเวทีบอกว่าไม่ได้เป็นคนอาฆาต แต่ลืมยาก แบบ
นี้
จะทำให้ประชาชนมั่นใจกับกระบวนการที่ท่านรับผิดชอบอยู่ได้อย่างไร
เวลานี้ขอให้ท่านเข้าใจว่าสิ่งที่ท่านทำประชาชนก็ไม่ลืม
แต่ตนอยากจะให้บ้านเมืองเคลื่อนตัวไปข้างหน้าตามกรอบกติกาเท่านั้นเอง
ยืนยันว่าคน
เสื้อแดงคงจะไม่ออกมาเคลื่อนไหวอะไรให้สถานการณ์บานปลายรุนแรง
บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ: ทัศนียภาพของการต่อต้าน: เรื่องเล่าของการปฏิวัติสยามในสื่อร่วมสมัย
ที่มา ประชาไท
Wed, 2012-06-27 17:29
ในการรายการสัมมนาเรื่อง "จาก 100 ปี ร.ศ.130 ถึง 80 ปี ประชาธิปไตย" โดย ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันนโยบายศึกษา โดยการสนับสนุนของมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ และนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ที่อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นั้น ในการสัมมนาวันแรกคือวันที่ 21 มิ.ย. ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้นำเสนอหัวข้อ "ทัศนียภาพของการต่อต้าน: เรื่องเล่าของการปฏิวัติสยามในสื่อร่วมสมัย"
โดยการนำเสนอดังกล่าว ผู้นำเสนอระบุไว้ในบทคัดย่อว่าเป็นการนำเอาแนวคิดเรื่องการจ้องมอง (the gaze) มาเป็นจุดเริ่มต้นในการใช้กรอบศึกษาวัฒนธรรมทัศนา (visual culture) หรือวัฒนธรรมทางสายตา มาพิจารณาวามเป็นการเมืองของสื่อร่วมสมัยกับการเล่าเรื่องเกี่ยวกับการ ปฏิวัติสยามและการเมืองร่วมสมัย ซึ่งจะเห็นได้ว่าการมองเห็นมิใช่เพียงแค่การอ่านหรือการมองเห็นเพื่อความสุข เพลิดเพลินจากการได้เห็นสิ่งสวยงามแต่อย่างเดียว เพราะถึงแม้มนุษย์ได้สร้างสรรค์วัตถุในรูปแบบและวิธีการต่างๆ เพื่อความสุขเพลิดเพลินจากการมองเห็น เช่น อาคาร งานศิลปะ หรือภาพยนตร์ ตลอดจนสื่อร่วมสมัยอย่างอินเทอร์เน็ตมีนัยสำคัญต่อการสร้างหรือแต่งเติม เพิ่มความหมายและนำไปสู่การรับรู้เกี่ยวกับ 2475 และสร้างวาทกรรมประชาธิปไตยในหลากมุมมอง ทั้งส่วนที่เป็นการสนับสนุนและยอมรับความสำคัญของการปฏิวัติสยาม ในขณะที่ภาพและเรื่องเล่าที่ปรากฏในสื่อจำนวนไม่น้อยพยายามลดทอนความสำคัญ ของการปฏิวัติสยาม และทำให้กลายเป็นเพียงปัญหาเรื่องความไม่พร้อม การชิงสุกก่อนห่าม การเร่งรุกสร้างประชาธิไตยมากเกินไป และทำให้เกิดรอยด่างในทฤษฎีรัฎฐาธิปัตย์ของไทย เป็นต้น
ในบทความจะได้สำรวจแนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมทัศนา พัฒนาการเรื่องเล่าเกี่ยวกับศิลปะในไทย แนวคิดเรื่องพระราชนิยม การสร้างแบบความงามผ่านสถาบันการศึกษาด้านศิลปะที่สำคัญ เช่น มหาวิทยาลัยศิลปากร และผลงานศิลปะสมัยใหม่และร่วมสมัยของไทย
การนำเสนอยังชี้ให้เห็นว่า พัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้การแพร่หลายของสื่อมีมากขึ้นและขยายเรื่องเล่าของ การปฏิวัติสยาม ตลอดจนพยายามเชื่อมโยงการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยในหลายมิติ และในตอนท้ายยังมีการนำเสนอถึงตำแหน่งแห่งที่และสุนทรียศาสตร์ของการต่อสู้ ในวาทกรรมประชาธิปไตยที่ปรากฏในสื่อบนท้องถนนอีกด้วย
Wed, 2012-06-27 17:29
ในการรายการสัมมนาเรื่อง "จาก 100 ปี ร.ศ.130 ถึง 80 ปี ประชาธิปไตย" โดย ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันนโยบายศึกษา โดยการสนับสนุนของมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ และนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ที่อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นั้น ในการสัมมนาวันแรกคือวันที่ 21 มิ.ย. ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้นำเสนอหัวข้อ "ทัศนียภาพของการต่อต้าน: เรื่องเล่าของการปฏิวัติสยามในสื่อร่วมสมัย"
โดยการนำเสนอดังกล่าว ผู้นำเสนอระบุไว้ในบทคัดย่อว่าเป็นการนำเอาแนวคิดเรื่องการจ้องมอง (the gaze) มาเป็นจุดเริ่มต้นในการใช้กรอบศึกษาวัฒนธรรมทัศนา (visual culture) หรือวัฒนธรรมทางสายตา มาพิจารณาวามเป็นการเมืองของสื่อร่วมสมัยกับการเล่าเรื่องเกี่ยวกับการ ปฏิวัติสยามและการเมืองร่วมสมัย ซึ่งจะเห็นได้ว่าการมองเห็นมิใช่เพียงแค่การอ่านหรือการมองเห็นเพื่อความสุข เพลิดเพลินจากการได้เห็นสิ่งสวยงามแต่อย่างเดียว เพราะถึงแม้มนุษย์ได้สร้างสรรค์วัตถุในรูปแบบและวิธีการต่างๆ เพื่อความสุขเพลิดเพลินจากการมองเห็น เช่น อาคาร งานศิลปะ หรือภาพยนตร์ ตลอดจนสื่อร่วมสมัยอย่างอินเทอร์เน็ตมีนัยสำคัญต่อการสร้างหรือแต่งเติม เพิ่มความหมายและนำไปสู่การรับรู้เกี่ยวกับ 2475 และสร้างวาทกรรมประชาธิปไตยในหลากมุมมอง ทั้งส่วนที่เป็นการสนับสนุนและยอมรับความสำคัญของการปฏิวัติสยาม ในขณะที่ภาพและเรื่องเล่าที่ปรากฏในสื่อจำนวนไม่น้อยพยายามลดทอนความสำคัญ ของการปฏิวัติสยาม และทำให้กลายเป็นเพียงปัญหาเรื่องความไม่พร้อม การชิงสุกก่อนห่าม การเร่งรุกสร้างประชาธิไตยมากเกินไป และทำให้เกิดรอยด่างในทฤษฎีรัฎฐาธิปัตย์ของไทย เป็นต้น
ในบทความจะได้สำรวจแนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมทัศนา พัฒนาการเรื่องเล่าเกี่ยวกับศิลปะในไทย แนวคิดเรื่องพระราชนิยม การสร้างแบบความงามผ่านสถาบันการศึกษาด้านศิลปะที่สำคัญ เช่น มหาวิทยาลัยศิลปากร และผลงานศิลปะสมัยใหม่และร่วมสมัยของไทย
การนำเสนอยังชี้ให้เห็นว่า พัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้การแพร่หลายของสื่อมีมากขึ้นและขยายเรื่องเล่าของ การปฏิวัติสยาม ตลอดจนพยายามเชื่อมโยงการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยในหลายมิติ และในตอนท้ายยังมีการนำเสนอถึงตำแหน่งแห่งที่และสุนทรียศาสตร์ของการต่อสู้ ในวาทกรรมประชาธิปไตยที่ปรากฏในสื่อบนท้องถนนอีกด้วย
"คณิต ณ นคร" เสนอปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เชื่อพัฒนาประชาธิปไตยไทย
ที่มา ประชาไท
Tue, 2012-06-26 22:10
(26 มิ.ย.55) คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง การดำเนินคดีอาญาสมัยใหม่กับสิทธิและเสรีภาพของผู้ถูกกล่าวหา ในเวทีสาธารณะ “การเข้าถึงความยุติธรรมและการเยียวยาเหยื่อซ้อมทรมาน” ที่โรงแรมทีเค พาเลซ แจ้งวัฒนะ จัดโดยคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรมในคณะ กรรมการปฏิรูปกฎหมายว่า ปัจจุบัน ผู้ถูกดำเนินคดีนั้นถือเป็นประธานแห่งคดี (Procedural Subject) หรือผู้ทรงสิทธิ ซึ่งมีสิทธิให้การหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น จึงต้องได้รับความคุ้มครอง ไม่สามารถทำอะไรที่กระทบกระเทือนจิตใจได้
กระบวนการยุติธรรมต้องมีประสิทธิภาพด้วย โดยต้องสามารถรักษาความสงบเรียบร้อยได้ดีและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพบุคคล แต่กรณีของไทยมีแนวโน้มไปในทางรักษาความสงบเรียบร้อย ทำให้ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อ เกิดการซ้อมทรมาน
"ประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมแสดงให้เห็นถึงขนาดความเป็นประชาธิปไตย ของประเทศ" คณิต ณ นคร กล่าวและยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่สามารถพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมถึงประชาธิปไตยได้เพราะกระบวนการยุติธรรมเข้มแข็ง ขณะที่ของไทย ประสิทธิภาพยังต่ำมาก
นอกจากนี้ ยังมีความไม่เข้าใจรูปแบบของกระบวนการยุติธรรม โดยในไทยที่การดำเนินคดีกระทำโดยรัฐ มีการตรวจสอบ 2 ชั้น คือ ชั้นเจ้าพนักงานและชั้นศาล ซึ่งในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมองว่า การตรวจสอบชั้นเจ้าพนักงานนั้นเป็นกระบวนการที่แยกไม่ได้ ขณะที่ของไทย แยกออกไปหลายส่วน ไม่ได้ทำเป็นกระบวนการเดียวกัน ซ้ำยังทะเลาะกันเอง ทั้งตำรวจ อัยการ ดีเอสไอ (กรมสืบสวนคดีพิเศษ) ป.ป.ท. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ) และ ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ)
ด้านกระบวนการในชั้นศาล ก็ไม่เข้าใจบทบาทในการตรวจสอบ โดยประทับฟ้องง่ายมาก ยกตัวอย่างว่าหากอัยการฟ้องมาไม่ได้เรื่อง ศาลมีบทบาทต้องไต่สวนมูลฟ้อง แต่ก็ไม่ค่อยได้ทำ แถมยังมายกฟ้องในภายหลัง พร้อมกับมีกรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรมแจกเงินให้อีก ทั้งที่ควรต้องผิดพลาดน้อยสุด เพราะเงินเยียวยาในกระบวนการยุติธรรมก็เป็นภาษีของประชาชนทั้งสิ้น
"ศาลก็ต้องมีความกระตือรือล้นในการตรวจสอบความจริง ขอประทานโทษ ผู้พิพากษาเรายัง passive อยู่เยอะ" คณิตกล่าวและว่า มาตรา 228 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ให้ศาลสามารถสืบเสาะเอง ส่งประเด็นไปสืบก็ได้ แต่ไม่ค่อยได้ทำ
คณิต เสนอว่า การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมต้องนำไปสู่การมีประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย ไม่ใช่สักแต่จะเพิ่มหน่วยงานหรือบุคลากร เพราะจะทำให้ค่าใช้จ่ายสูง ทั้งนี้หน่วยงานต่างๆ ต้องให้ความร่วมมือด้วย
คณิต กล่าวด้วยว่า ควรมีการปฏิรูปศาล โดยที่ผ่านมา ศาลชั้นต้นไม่เคยมีการปฏิรูปเลย มีแต่เพิ่มจำนวน อาจจะต้องทำองค์คณะให้สมบูรณ์ ให้บุคคลที่มีประสบการณ์มาดำรงตำแหน่ง โดยเมื่อดูจำนวนจะพบว่า ศาลสูงในอเมริกามี 9 คน ศาลเยอรมันมี 15 คน ศาลญี่ปุ่นมี 15 คนขณะที่ของไทยมีร้อยกว่าคนซึ่งทั้งหมดนี้เป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น
ทั้งนี้พบว่ายอดคดีคงค้างในศาลฎีกาปัจจุบันมีจำนวน 30,000 กว่าเรื่องและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทบทวีคูณ หากไม่มีการปฏิรูปจะต้องใช้เงินภาษีของประชาชนเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นจึงเสนอให้ทำศาลฎีกาเป็นศาลทบทวนข้อกฎหมาย และศาลอุทธรณ์ต้องพิจารณาคดีร้ายแรงเป็นแบบศาลชั้นต้น ไม่ใช่นั่งอ่านคำพิพากษา เช่นนี้จะเกิดการปรับปรุงศาลชั้นต้นให้ดีขึ้น
คณิตวิจารณ์ด้วยว่า กระทรวงยุติธรรมไม่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม แต่กลับแจกเงินเยียวยา นอกจากนี้ การบริหารงานยุติธรรมควรเป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการ
"กระบวนการยุติธรรมที่ดีจะต้องมีค่าใช้จ่ายน้อยแต่ต้องมีความร่วมมือสูง ถ้าช่วยกันผลักดันไปในทิศทางนี้ การพัฒนาประชาธิปไตยก็จะเป็นไปได้"
Tue, 2012-06-26 22:10
(26 มิ.ย.55) คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง การดำเนินคดีอาญาสมัยใหม่กับสิทธิและเสรีภาพของผู้ถูกกล่าวหา ในเวทีสาธารณะ “การเข้าถึงความยุติธรรมและการเยียวยาเหยื่อซ้อมทรมาน” ที่โรงแรมทีเค พาเลซ แจ้งวัฒนะ จัดโดยคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรมในคณะ กรรมการปฏิรูปกฎหมายว่า ปัจจุบัน ผู้ถูกดำเนินคดีนั้นถือเป็นประธานแห่งคดี (Procedural Subject) หรือผู้ทรงสิทธิ ซึ่งมีสิทธิให้การหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น จึงต้องได้รับความคุ้มครอง ไม่สามารถทำอะไรที่กระทบกระเทือนจิตใจได้
กระบวนการยุติธรรมต้องมีประสิทธิภาพด้วย โดยต้องสามารถรักษาความสงบเรียบร้อยได้ดีและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพบุคคล แต่กรณีของไทยมีแนวโน้มไปในทางรักษาความสงบเรียบร้อย ทำให้ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อ เกิดการซ้อมทรมาน
"ประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมแสดงให้เห็นถึงขนาดความเป็นประชาธิปไตย ของประเทศ" คณิต ณ นคร กล่าวและยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่สามารถพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมถึงประชาธิปไตยได้เพราะกระบวนการยุติธรรมเข้มแข็ง ขณะที่ของไทย ประสิทธิภาพยังต่ำมาก
นอกจากนี้ ยังมีความไม่เข้าใจรูปแบบของกระบวนการยุติธรรม โดยในไทยที่การดำเนินคดีกระทำโดยรัฐ มีการตรวจสอบ 2 ชั้น คือ ชั้นเจ้าพนักงานและชั้นศาล ซึ่งในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมองว่า การตรวจสอบชั้นเจ้าพนักงานนั้นเป็นกระบวนการที่แยกไม่ได้ ขณะที่ของไทย แยกออกไปหลายส่วน ไม่ได้ทำเป็นกระบวนการเดียวกัน ซ้ำยังทะเลาะกันเอง ทั้งตำรวจ อัยการ ดีเอสไอ (กรมสืบสวนคดีพิเศษ) ป.ป.ท. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ) และ ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ)
ด้านกระบวนการในชั้นศาล ก็ไม่เข้าใจบทบาทในการตรวจสอบ โดยประทับฟ้องง่ายมาก ยกตัวอย่างว่าหากอัยการฟ้องมาไม่ได้เรื่อง ศาลมีบทบาทต้องไต่สวนมูลฟ้อง แต่ก็ไม่ค่อยได้ทำ แถมยังมายกฟ้องในภายหลัง พร้อมกับมีกรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรมแจกเงินให้อีก ทั้งที่ควรต้องผิดพลาดน้อยสุด เพราะเงินเยียวยาในกระบวนการยุติธรรมก็เป็นภาษีของประชาชนทั้งสิ้น
"ศาลก็ต้องมีความกระตือรือล้นในการตรวจสอบความจริง ขอประทานโทษ ผู้พิพากษาเรายัง passive อยู่เยอะ" คณิตกล่าวและว่า มาตรา 228 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ให้ศาลสามารถสืบเสาะเอง ส่งประเด็นไปสืบก็ได้ แต่ไม่ค่อยได้ทำ
คณิต เสนอว่า การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมต้องนำไปสู่การมีประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย ไม่ใช่สักแต่จะเพิ่มหน่วยงานหรือบุคลากร เพราะจะทำให้ค่าใช้จ่ายสูง ทั้งนี้หน่วยงานต่างๆ ต้องให้ความร่วมมือด้วย
คณิต กล่าวด้วยว่า ควรมีการปฏิรูปศาล โดยที่ผ่านมา ศาลชั้นต้นไม่เคยมีการปฏิรูปเลย มีแต่เพิ่มจำนวน อาจจะต้องทำองค์คณะให้สมบูรณ์ ให้บุคคลที่มีประสบการณ์มาดำรงตำแหน่ง โดยเมื่อดูจำนวนจะพบว่า ศาลสูงในอเมริกามี 9 คน ศาลเยอรมันมี 15 คน ศาลญี่ปุ่นมี 15 คนขณะที่ของไทยมีร้อยกว่าคนซึ่งทั้งหมดนี้เป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น
ทั้งนี้พบว่ายอดคดีคงค้างในศาลฎีกาปัจจุบันมีจำนวน 30,000 กว่าเรื่องและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทบทวีคูณ หากไม่มีการปฏิรูปจะต้องใช้เงินภาษีของประชาชนเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นจึงเสนอให้ทำศาลฎีกาเป็นศาลทบทวนข้อกฎหมาย และศาลอุทธรณ์ต้องพิจารณาคดีร้ายแรงเป็นแบบศาลชั้นต้น ไม่ใช่นั่งอ่านคำพิพากษา เช่นนี้จะเกิดการปรับปรุงศาลชั้นต้นให้ดีขึ้น
คณิตวิจารณ์ด้วยว่า กระทรวงยุติธรรมไม่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม แต่กลับแจกเงินเยียวยา นอกจากนี้ การบริหารงานยุติธรรมควรเป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการ
"กระบวนการยุติธรรมที่ดีจะต้องมีค่าใช้จ่ายน้อยแต่ต้องมีความร่วมมือสูง ถ้าช่วยกันผลักดันไปในทิศทางนี้ การพัฒนาประชาธิปไตยก็จะเป็นไปได้"
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 27/06/55 ผลงานดี..มีคนเห็น..!
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท

ได้ข่าวว่า ผลงานดี มีคนเห็น
เป็นวรรคเวร ผ่องผุด สุดสดใส
เติมความสุข ให้อารมณ์ สาสมใจ
มิใช่ใคร มนุษย์รู ผู้ช่ำชอง....
98 ศพ รวมพลัง คำสั่งฆ่า
ยังลอยตา อวดตน ชนทั้งผอง
กุเรื่องเท็จ เสร็จมัน ไม่ทันมอง
แถมจดจ้อง ทำยกตน เป็นคนดี....
ถูกทักษิณ ปฏิเสธ เปรตร้องลั่น
เที่ยวโรมรัน ยื้อยุด สุดบัดสี
ว่าพรรคตน คือคนไทย ใจอารีย์
สิ่งด่างพร้อย รอยอัปรีย์ ไม่มีเลย....
เชื่อแล้วว่า ผลงานดี มีคนเห็น
เปิดประเด็น เป็นทุกทาง อย่างเปิดเผย
คือโหดเหิ้ยม โดดเด่น เหมือนเช่นเคย
ไอ้เทือกเอ๋ย ที่เหมาะหรือ คือ "ซีเรีย"....
คนบัดซบ ตลบตะแลง แห่งตอแล
ไม่เปลี่ยนแปร เรื่องระยำ ทำเฮี่ยๆ
ผลงานชั่ว ซ้ำซาก ไม่อยากเคลียร์
มันระเหี่ย ในหัวจิต คิดแล้วเซ็ง....
๓ บลา / ๒๗ มิ.ย.๕๕
โดย 3บลา ประชาไท

ได้ข่าวว่า ผลงานดี มีคนเห็น
เป็นวรรคเวร ผ่องผุด สุดสดใส
เติมความสุข ให้อารมณ์ สาสมใจ
มิใช่ใคร มนุษย์รู ผู้ช่ำชอง....
98 ศพ รวมพลัง คำสั่งฆ่า
ยังลอยตา อวดตน ชนทั้งผอง
กุเรื่องเท็จ เสร็จมัน ไม่ทันมอง
แถมจดจ้อง ทำยกตน เป็นคนดี....
ถูกทักษิณ ปฏิเสธ เปรตร้องลั่น
เที่ยวโรมรัน ยื้อยุด สุดบัดสี
ว่าพรรคตน คือคนไทย ใจอารีย์
สิ่งด่างพร้อย รอยอัปรีย์ ไม่มีเลย....
เชื่อแล้วว่า ผลงานดี มีคนเห็น
เปิดประเด็น เป็นทุกทาง อย่างเปิดเผย
คือโหดเหิ้ยม โดดเด่น เหมือนเช่นเคย
ไอ้เทือกเอ๋ย ที่เหมาะหรือ คือ "ซีเรีย"....
คนบัดซบ ตลบตะแลง แห่งตอแล
ไม่เปลี่ยนแปร เรื่องระยำ ทำเฮี่ยๆ
ผลงานชั่ว ซ้ำซาก ไม่อยากเคลียร์
มันระเหี่ย ในหัวจิต คิดแล้วเซ็ง....
๓ บลา / ๒๗ มิ.ย.๕๕
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ข่าวส่งเสริมคนดี
-
▼
2012
(2216)
- ► กุมภาพันธ์ (291)
-
►
2011
(6486)
- ► กุมภาพันธ์ (466)
-
►
2010
(5119)
- ► กุมภาพันธ์ (541)
-
►
2009
(5406)
- ► กุมภาพันธ์ (290)
จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม
| Powered by web hosting provider . |
มุมพักใจ
มีสติ ไม่เพ่ง ไม่เผลอ
คนไทยทุกคนน่าจะรู้อย่างยิ่ง
- บทสัมภาษณ์ 'ต้องห้าม' ทักษิณ ชินวัตร-จอม เพ็ชรประดับ รายการ'ตัวจริง ชัดเจน'
- นำเงินหวยมาส่งเสริมเด็กเรียน VS รีดเงินบาปจากเหล้า บุหรี ให้เนชั่นทำทีวี : ใครเลว ????
- ไว้อาลัย นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ : ผู้ปิดทองหลังพระโครงการ '30 บาทรักษาทุกโรค'
- บทความ: ตุลาการวิวัฒน์ กลายเป็น ตุลาการศาลเตี้ย
- ***ปฏิกิริยาจากสื่อนานาชาติต่อการยกฟ้อง..คดียุบพรรคพลังประชาชน****
- ว่าแต่เขา [19 ม.ค. 51 - 19:23]
- แถลงการณ์กลุ่ม 24 มิถุนาฯ คัดค้านกฏหมายเผด็จการทำลายสื่อเสรี
- 80 ข้อ ที่ผมไม่เคยรู้เกี่ยวกับในหลวง
- ผู้รับใช้เผด็จการ ไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้พิพากษา
- เรายังรอความเป็นธรรมจาก กกต.ชุดนี้ ได้อีกหรือ?
- เอพีตีข่าว‘ทักษิณ'เดินทางออกจากฮ่องกงกลับอังกฤษแล้ว!
- คุณสดศรีครับ ผมไม่สามารถไว้วางใจให้เป็น กกต. ได้แล้วครับ ลาออกไปเสียเถอะครับ
- ขอคารวะท่าน พล.อ.ปอ สี่เสา : ทำบุญก่อนท่านจะละสังขารจากไปเถอะครับ
- วีซีดีทีเด็ดอยู่ที่ไหน?
- นานาปฏิกิริยาจากสังคม หลังเห็นเอกสารลับ " สัมพันธ์ บังธิ-สองแม่ลูก 'สัตยธรรม' "
- สุจริตเที่ยงธรรมยังมีอยู่หรือไม่
- ยุบพรรค พปช. กลยุทธ์ที่หน่อมแหน้ม เพราะเขาก็ยกพรรคไปอยู่พรรคใหม่ วิญญาณเก่าในร่างใหม่
- อย่าโกงประชาชน
- Thailand's Thaksin Supporters Accuse Opponents Employing 'Dirty Tricks'
- ใบแดงที่ไม่เป็นธรรม ไม่ใช่โกงทักษิณ แต่เป็นการโกงชาวบ้าน มันจึงเป็นฉนวนไปสู่จลาจล
- ประจานทั่วโลก!‘รัฐประหารเงียบ'สกัด‘พปช.'
- กกต.ต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง !
- กทม.เมืองเทวดาแพ้ศัตรู คือความสูญสิ้น ดังนั้นต้องไม่แพ้พระอินทร์ สั่งมา (ต้องอ่านให้ได้ครับ)
- เปิดวิสัยทัศน์แก้วิกฤติเศรษฐกิจไทย สไตล์ 'ทักษิณ ชินวัตร'
- 'มิ่งขวัญ' เสนอนโยบายพรรคในรายการตัวจริง ชัดเจน
พลังประชาชนอ่านยัง
- ทักษิณ กับ เทพชัย หย่อง กรณีขายหุ้น และ ผลประโยชน์ทับซ้อน
- นักรบไซเบอร์ (Cyber Warrior) อินเตอร์เน็ต รัฐประหาร และประเทศไทย
- ปล้น
- เหรียญเปรมเหมาะสมหรือไม่
- อนุดับเพลิง คตส.ชี้ อภิรักษ์ ไม่ผิดทุจริตรถ-เรือดับเพลิง
- …พลังประชาชน ฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย !...
- คตน.สรุปไร้หลักฐานฟัน'ทักษิณ' สั่งฆ่าตัดตอนปี46
- “กฎหมายไม่ใช่ตัวยุติธรรม แต่เป็นเครื่องมือให้เกิดความยุติธรรม”
- และแล้วทีไอทีวี ก็เรียบร้อยโรงเรียนโจร ไปตามระเบียบคมช. !!!
- รัฐรีดสนุกมือสนับสนุน 'ทีวีสาธารณะ' [16 ม.ค. 51 - 04:24]
- สองขั้นอัปยศ : การทำรัฐประหารเป็นความดีความชอบ เข้าขั้นเสียสติแล้ว
- ITV ย้อนรอยเหตุการณ์นับแต่ก่อตั้ง จนถูกสั่งปิดเมื่อคืน
- เทพชัย-เนชั่นผงาด 5อรหันต์ทีวีสาธารณะ [15 ม.ค. 51 - 12:38]
- เงื่อนไขหน้าด้านๆของขันที
- ผู้รับใช้เผด็จการ ไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้พิพากษา
- เรายังรอความเป็นธรรมจาก กกต.ชุดนี้ ได้อีกหรือ?
- เอพีตีข่าว‘ทักษิณ'เดินทางออกจากฮ่องกงกลับอังกฤษแล้ว!
- เปิดใจประธานเรือใบ1, 2, 3
- 'ประดาบ'คุยกับตัวเอง
- สำนึกแห่งไทย สำนึกแห่งความจงรักภักดี สำนึกที่มีต่อพระมหากษัตริย์ของคนไทย
- พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 'ก้อนกรวดในรองพระบาท'
- ชีวิต(บัดซบ)ของ...อี๊ด
- เพราะฉะนั้น จึงรักกันเช่นฉะนี้
- รวมงานเขียนบาดใจคนคด ของ รอยคมประดาบ (ชอบก็ต้องอ่าน ไม่ชอบก็ยิ่งต้องอ่าน)
- สมุดปกม่วง
Links
- Hi Thaksin (Th)
- ชมรมคนคิดถึงทักษิณ
- กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์
- Welovethaksin (Th)
- Hello Hello KonThaiUK!
- Thinking in Ink (Th/Eng)
- Thaksin Come Back (Th)
- Truethaksin.com (Th/Eng)
- Siam Freedom Fight (Th/Eng)
- Thaksin.wordpress.com (Th/Eng)
- Thai Press Log บล็อกบันทึกสื่อชั่ว
- ดาวเมือง บล็อคข่าวขับไล่เผด็จการ
- Thai E-News ข่าวสารที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
- นิพพาน ปฏิบัติใหม่ๆ อยากไปนิพพาน










