บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เสธ.แดงเหยียบกองปราบรับทราบข้อหาซุกอาวุธ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_62346

“เสธ.แดง” เหยียบกองปราบปราม เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา คดีมีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง พร้อมเตรียมแจ้งความจับ “ประวิตร-อนุพงษ์” ชี้ ไม่ได้กุข่าวมีคนจ้องลอบทำร้าย...

วันที่ 1 ก.พ. พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ถึงกรณีที่ออกมาเตือน ศาล คณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ให้ระวังตัว โดยยืนยันว่า ตนไม่ได้ปล่อยข่าว

พล.ต.ขัตติยะ กล่าวอีกว่า วันนี้จะเข้ามอบตัวกับ ตำรวจกองปราบปราม โดยมี พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย เดินทางไปด้วย พร้อมทั้ง นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ทำหน้าที่เป็นทนายความให้ หลังจาก ที่รับทราบข้อกล่าวหาเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งความจับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และเจ้าหน้าที่ทหารที่เข้าไปค้นบ้านพัก

ล่าสุด เวลาประมาณ 11.00 น. พล.ต.ขัตติยะ ได้เดินทางไปที่กองปราบปราม เพื่อรายงานตัว ในคดีมีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง พร้อมปฏิเสธข้อหาทั้งหมด

"มานิตย์"ส.ส.เพื่อไทย อาสาเป็นทนายความให้"เสธ.แดง" ฟ้องกลับบิ๊กทบ.บุกค้นบ้าน-ยัดข้อหามีอาวุธปื

ที่มา มติชน

เสธ.แดงรายงานตัวตามหมายเรียก ความผิดฐานร่วมกันกับพวกครอบครองอาวุธปืน ประกาศแจ้งความกลับ"ประวิตร-อนุพงษ์" "พัลลภ-เสื้อแดง-เพื่อไทย"ร่วมให้กำลังใจ กลุ่ม 40 ส.ว.จี้ดำเนินการตามกม. เผย"มานิตย์" อาสาเป็นทนายความ"เสธ.แดง"ฟ้องบิ๊กกองทัพ

เผย"มานิตย์" อาสาเป็นทนายความ"เสธ.แดง"ฟ้องบิ๊กกองทัพ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 1 ก.พ. นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยถึง “ทางแก้วิกฤตการแก้รัฐธรรมนูญ” ว่า ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยจริงใจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ต้น ที่พูดมาตลอดนั้นเป็นเพียงการสร้างภาพของการเป็นนักประชาธิปไตยเท่านั้น ซึ่งพรรคเพื่อไทยยืนยันว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริง ประเทศต้องกลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่ว่าจะแก้ไข 5 หรือ 2 ประเด็น หากมีการแก้ไขจริงอย่างน้อยเป็นการแสดงว่าได้เริ่มเดินเข้าหาการเป็นประชาธิปไตยแล้ว ดังนั้นการที่พรรคประชาธิปัตย์ปฎิเสธการแก้ไขรัฐธรรมนูญแสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความผูกพันอย่างเหนียวแน่นกับรัฐธรรมนูญฉบับปฎิวัติของคมช. เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เปรียบคู่ต่อสู้ในการเลือกตั้ง

นายปลอดประสพ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาลจะอยู่ร่วมกันต่อไป เพราะเป้าหมายการจัดตั้งรัฐบาลคือการอยู่รอดปลอดภัย และสะสมทุน ส่วนปมการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้จึงเป็นเพียงแค่ฉากหน้าเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วเป็นการต่อรองผลประโยชน์มากกว่า สำหรับกรณีที่มีข่าวลือเรื่องรัฐประหารนั้น สะท้อนให้เห็นการด้อยพัฒนาทางการเมือง การเปราะบางของประชาธิปไตยและความไม่มั่นคงของรัฐบาล ซึ่งหนทางเดียวที่จะแก้ไขได้คือให้พรรคประชาธิปัตย์ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน

ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า นายมานิตต์ จิตต์จันทร์กลับ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ได้แจ้งความจำนงเสนอตัวขอเป็นทนายความให้กับพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ในการยื่นฟ้องผู้บริหารของกองทัพ นอกจากนี้ ในการประชุมกรรมาธิการ(กมธ.)การทหาร สภาผู้แทนราษฎร วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ได้เชิญพล.ต.ขัตติยะ เข้าให้ข้อมูลในกรณีที่ถูกค้นบ้านพักด้วย

"เสธ.แดง" มอบตัวกองปราบฯ

เมื่อวันที่ 1 ก.พ. พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ได้เข้ารายงานตัว ตามหมายเรียกที่กองบังคับการกองปราบปรามแล้ว ในความผิดฐานร่วมกันกับพวกครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ครอบครองได้กรณีกำลังทหารตำรวจบุกเข้าค้นบ้านพักของเสธ.แดงและแฟลตที่พักของอดีตพลขับประจำตัวเมื่อช่วงเย็นวันที่21 มกราคมที่ผ่านมา โดยการเดินทางมาในครั้งนี้ เสธ.แดงได้มาพร้อมกับพล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย และพ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ประธานคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร

"เสธ.แดง"ประกาศแจ้งความกลับ"ประวิตร-อนุพงษ์" พ่วง ตร.-ทหารที่ค้นบ้าน


นายสิงห์ทอง บัวชุม ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ พล.ต.ขัตติยะ เปิดเผยว่า พล.ต.ขัตติยะ มาตามหมายเรียกในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกให้ได้ จากกรณีตำรวจกองปราบปราม และสารวัตรทหาร เข้าค้นบ้านพักในกองพันทหารม้ารักษาพระองค์ ย่านเกียกกาย และบ้านพักของคนสนิท เสธ.แดง ในกองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์ และพบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนจำนวนมาก

ในการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาวันนี้ มีนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. นำกลุ่ม นปช.มาให้กำลังใจด้วย

ก่อนเข้าพบพนักงานสอบสวน พล.ต.ขัตติยะ ปราศรัยกับกลุ่ม นปช.ว่า การที่ตนเองมีปัญหากับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เพราะไม่พอใจที่ถูกสั่งพักราชการ และเรื่องที่ถูกค้นบ้าน ก็อยู่ระหว่างการหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ว่าจะแจ้งความกลับ ดำเนินคดีกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ รวมถึงตำรวจและทหารที่เข้าตรวจค้นบ้านพักของตนเอง

ขณะที่ พล.อ.พัลลภ ขึ้นกล่าวปราศรัยระบุว่า วันนี้นอกจากมาให้กำลังใจ พล.ต.ขัตติยะ ยังเป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยกับเหล่าทหารที่ตบเท้าออกมาให้กำลังใจผู้บัญชาการทหารบกด้ว

ตบเท้าเอาใจใคร?

ที่มา โลกวันนี้

คอลัมน์
ฉุก(ละหุก)คิด
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
โดย นายหัวดื้อ

ภาพที่ทหารหน่วยต่างๆเกือบจะทั่วแผ่นดินไทยตบเท้าออกมาให้กำลังใจ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ดูแล้วก็น่าเลื่อมใสดี เพราะเป็นการแสดงความมีระเบียบวินัย แสดงความรักในองค์กร แสดงความเป็นเอกภาพ ความเป็นหนึ่งเดียวของกองทัพบก

แม้เหตุผลที่ใช้เป็นข้ออ้างในการตบเท้าแสดงพลังดูจะเบาหวิวไปหน่อย ไม่สมกับที่ทหารต้องรวมตัวกันมากขนาดนี้

ดังนั้น การตบเท้าแสดงพลังจึงน่าจะมีนัยหรือมีความหมายแฝงมากกว่าการให้กำลังใจ ผบ.ทบ. ที่ถูกนายทหารอย่าง “เสธ.แดง” พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ออกมาวิพากษ์วิจารณ์

เพราะถ้าทหารเหล่านั้นรักองค์กรและต้องการกอบกู้ศักดิ์ศรีขององค์กรจริงมีเรื่องอื่นๆที่น่าทำอีกมากมายเพื่อผดุงเกียรติและศักดิ์ศรีของกองทัพ เช่น ตรวจสอบดูว่าใครกินค่าคอมมิชชั่นกันอย่างไรในการซื้อเครื่องตรวจจับระเบิดจีที 200 ที่ผ่ากระบอกออกมาดูข้างในมีแค่การ์ดพลาสติก 1 ใบ ไม่มีอะไรนอกจากนั้น แต่ก็ซื้อกันมาได้ในราคาเครื่องละ 1 ล้านกว่าบาท

ไปตรวจสอบดูว่ามีการเคลื่อนไหวเพื่อให้บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างไร ใครเอากองทัพไปเป็นเครื่องมือในการเล่นเกมอำนาจ เรื่องแบบนี้น่าทำและใหญ่กว่าการออกมาตบเท้าเพื่อแสดงพลังใส่ “เสธ.แดง” เพียงคนเดียว

การเป็นผู้ใต้บังคับบัญชามีข้อจำกัดที่ใครๆก็รู้ เขาให้ออกมาแสดงพลังก็ต้องออก ทั้งที่จริงๆแล้วจะเต็มอกเต็มใจกันกี่มากน้อยก็ไม่มีใครทราบได้ ก็เหมือนเวลาที่นายสั่งให้เคลื่อนกำลังออกมาปฏิวัติ การเป็นผู้น้อยเมื่อนายสั่งก็ต้องทำตาม

นี่คือผลเสียของการเป็นผู้น้อยที่ดีที่ไม่รู้จักเลือกรับคำสั่ง ไม่รู้จักเลือกปฏิบัติในสิ่งที่ถูกที่ควร

ความเป็นเอกภาพ ความมีระเบียบวินัย ไม่ว่าในองค์กรไหนก็เป็นเรื่องดีทั้งนั้น แต่ต้องมีเอกภาพบนความเสมอภาคและความถูกต้องด้วย ซึ่งคนที่มีอำนาจในบ้านนี้เมืองนี้มักไม่คิดเช่นนั้น

สิ่งเดียวที่คนมีอำนาจในบ้านนี้เมืองนี้คิดคือ “กู” คือความถูกต้อง สิ่งที่ “กู” หรือ “พวกกู” คิดและทำต้องเป็นสิ่งถูกต้องเสมอ ใครที่เห็นต่างหรือคิดต่างจะต้องเป็นคนชั่ว คนไม่ดี คนไม่รักชาติ ทรยศแผ่นดิน สร้างความปั่นป่วนให้ชาติบ้านเมืองไม่สงบ

ถ้ายอมทำตามที่บอกที่สั่งจะเป็นคนดี คนกตัญญูรู้คุณ เป็นคนรักชาติ รักแผ่นดิน

การออกมาตบเท้าแสดงพลังจึงน่าจะเป็นเรื่องของการเอาใจ พูดง่ายๆคือเลียกลุ่มอำนาจในปัจจุบัน และนอกจากเอาใจแล้วยังเป็นการขู่ฝ่ายตรงข้ามว่าพร้อมปฏิบัติตามคำสั่ง

นี่น่าจะเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของการตบเท้าครั้งนี้เสียมากกว่า

สีแดงได้ผุดขึ้นในต่างประเทศกันอย่างต่อเนื่องล่าสุด..ที่อิตาลี่และเนเธอแลนด์!!!!!

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

ตอนนี้จะเห็นสีแดงมีแทบทั่วโลกแล้ว ในสหภาพยุโรปเกิดใหม่ๆอีกหลายประเทศ ล่าสุดที่ประเทศอิตาลี่และประเทศ
เนเธอแลนด์ ยังมีกลุ่มในสแกนดิเนเวียยังไม่เปิดเผยที่แน่นอน ฉะนั้นสีแดงมาแรงมาก เนื่องจากคนไทยได้ตาสว่างแล้วนั่นเอง ผลที่ทำให้คนไทยตาสว่างมากขึ้นมาจากรัฐบาลเฮงซวยชุดนี้นั่นเอง ที่อยู่ใต้อำนาจของอำมาตย์บริหาร ที่สั่งซ้ายขวาได้ตามที่อำมาตย์ต้องการ รัฐบาลเป็นเพียงแค่หนังหน้าไฟให้เท่านั้น ยิ่งนานวันสีแดงยิ่งเพิ่มจำนวน ไม่ใช่เฉพาะในประเทศเท่านั้น

ตอนนี้ลามไปถึงยังต่างประเทศ ก็เกิดสีแดงไปทั่วในหมู่คนไทยที่อาศัยยังประเทศต่างๆ ซึ่งยังไม่เคยมีปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน เพราะความเสื่อมสลายขาดความเชื่อถือ และศรัทธาจากผู้คน อำมาตย์ได้ทำตัวเองประจานตัวเอง โดยที่ไม่มีใครทำให้อำมาตย์เสื่อม เวลานี้ชื่อเสียงเกียรติยศพังพินาทล่มจมไปทั่วจะมองหน้าใครได้ ประชาชนต่างขยะแขยงในความอยุติธรรมที่อำมาตย์หยิบยื่นให้ เบื้องลึกที่แท้จริงซ่อนสิ่งเลวร้ายใว้เต็มเพียบ เราประชาชนยังจะเคารพและศรัทธาท่านเพื่ออะไร?

เพื่อให้ท่านใช้อำนาจความอยุติธรรมรังแกประชาชนงั้นเหรอ? คนไทยได้เสียเวลามาเนินนานกับการหลงเชื่อในสิ่งที่ผิดๆ หลงเชื่อในสิ่งที่ลวงตา ทุกอย่างที่อำมาตย์ทำคือภาพลวงทั้งนั้น ทำเพื่อตัวเองไม่ใช่ทำเพื่อประชาชน หากทำเพื่อประชาชน แล้วทำไมประชาชนในประเทศจึงยากจนมีจำนวนสูงของโลก แต่พวกท่านกับร่ำรวยอย่างมหาศาล ซึ่งมันไม่สมดุลกันเลย

ที่ว่า ประชาชนนั้นแสนยากจน แต่พวกท่านแสนรวยเป็นมหาเศรษฐีมีบ้านอันแสนหรูบนที่ดินของหลวง แต่ประชาชนเช่าบ้านเขาอยู่ เช่าที่ดินเขาทำมาหากิน แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ท่านทำเพื่อประชาชนหรือ? ในยุคนี้โรคตาสว่างได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว พวกท่านหลอกลวงประชาชนให้งมงายท่านต่อไปไม่ได้แล้ว หมดเวลาของพวกท่านแล้วในยุคนี้ ฝีหนองในของท่านกำลังเน่าเฟะออกมาส่งกลิ่นไปทั่วทั้งในประเทศและต่างประเทศ อวสานจบสิ้นแล้วละท่านอำมาตย์ไทย.....

พลังบริสุทธิ์นิสิตนักศึกษาสนนท.ลั่นยืนข้างเสื้อแดงต้านรัฐประหาร เตือนระวังสงครามประชาชน

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 กุมภาพันธ์ 2553

พลังบริสุทธิ์นิสิตนักศึกษา"สนนท."เปิดตัวหนุนเสื้อแดง ร่วมต้านปฎิวัติรัฐประหาร เตือนหากไม่เชื่อระวังเกิดสงครามประชาชน ลั่นพร้อมระดมนิสิต-นักศึกษา ทั่วประเทศสู้



วันนี้(1 ก.พ.) ที่กองบัญชาการกองทัพบก เวลา 10.30 น. สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.) นำโดยนายอนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการ สนนท. พร้อมกลุ่มประมาณ 20 คน เดินทางมายื่นแถลงการณ์ถึง พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่บริเวณด้านหน้ากองบัญชาการกองทัพบก โดยมีนายทหารเวรผู้ใหญ่เป็นผู้แทนรับหนังสือดังกล่าว ทั้งนี้ในใบแถลงการณ์มีใจความว่า จากความเคลื่อนไหวของกองทัพในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีความน่าเป็นห่วงที่จะนำไปสู่การรัฐประหารยึดอำนาจ และกวาดล้างปราบปรามประชาชนที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย การข่มขู่ทั้งทางตรง และทางอ้อมต่อขบวนการประชาชนเป็นไปอย่างแพร่หลายในหมู่กองทัพ ผ่านการออกมาแสดงความเห็นทางการเมือง

ที่เบื้องหน้าคือการเรียกร้องให้บ้านเมืองมีความสงบ และต้องการปกป้องชาติ แต่เบื้องหลังคือการปิดปากข่มขู่ประชาชนไม่ให้เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ด้วยข้ออ้างเดิม ๆ คือเรื่องของความมั่นคงของชาติ ทั้ง ๆ ที่ความไม่สงบ และความไม่เป็นประชาธิปไตยที่มีอยู่ในบ้านเมืองขณะนี้ ล้วนแต่เกิดขึ้นจากบทบาทของกองทัพที่แสดงออกไม่ถูกต้อง ที่ไปหนุนเสริมการขึ้นมาสู่อำนาจของอำมาตยาธิปไตยจนขบวนการประชาชนผู้รักประชาธิปไตยไม่อาจฝืนทนดูอยู่ได้

แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า วันนี้กองทัพก็ยังคงยืนยันในบทบาทเดิมของตน ที่จะปกป้องความมั่นคงของอำมาตยาธิปไตยมากกว่าความมั่นคงของประชาธิปไตย และประชาชนต่อไป และยืนยันหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ อย่างพร้อมเพรียง ว่าตนพร้อมที่จะพิทักษ์ความมั่นคงของอำมาตยาธิปไตย และปราบปรามประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั่วประเทศ ที่เป็นอุปสรรคต่อความมั่นคงของระบอบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งการออกมาแถลงเช่นนี้ของทหาร เป็นการประกาศชัดเจนว่าตนพร้อมที่จะทำทุกอย่างแม้กระทั่งการรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เป็นอยู่ สนนท.มีความเป็นห่วงต่อบ้านเมือง ต่อประชาธิปไตย ต่อประชาชนและแม้กระทั่งต่อตัวกองทัพเอง ด้วยว่าหากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นจริง “ สงครามประชาชน ” หรือ การต่อต้านในระดับทั่วประเทศของมวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยต่อการรัฐประหาร และกองทัพย่อมที่จะเกิดขึ้นแน่แท้ และย่อมเป็นสงครามที่ดำเนินไปจนถึงที่สุด จนกองทัพ ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ต่อการรัฐประหารและกองทัพ ย่อมที่จะเกิดขึ้นแน่แท้ และย่อมเป็นสงครามที่ดำเนินไปจนถึงที่สุด จนกองทัพเองย่อมไม่สามารถต้านทานได้

“ด้วยความคะนึงเป็นห่วงเช่นนี้ พวกเราจึงขอประกาศเจตนารมณ์เรียกร้องต่อกองทัพ และประกาศจุดยืนของพวกเราต่อสถานการณ์ในขณะนี้ คือ

1.พวกเราขอเตือนสติฝ่ายกองทัพให้จงคำนึงถึงผลที่จะตามมาให้ดี หากมีการกระดมกำลังรัฐประหารปราบปรามประชาชนเกิดขึ้นผลที่ตามมาย่อมไม่ใช่ความสะดวกโยธินเหมือนดั่งรัฐประหารครั้งที่ผ่านๆ มาในประวัติศาสตร์เป็นแน่แท้ ประชาชนจะดำเนินารคัดค้านต่อสู้ถึงที่สุด

และ 2. พวกเราสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พร้อมนักศึกษาในเครือข่ายของเราทั่วประเทศ มีจุดยืนที่ต่อต้านการรัฐประหาร และอยู่เคียงข้างสนับสนุนการต่อสู้ของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ทั่วประเทศในนามของ “คนเสื้อแดง” และหากมีการก่อรัฐประหารเกิดขึ้นจริง พวกเราพร้อมที่จะระดมนักศึกษาผู้รักประชาธิปไตยจากทั่วประเทศ ไปทำการคัดค้านต่อสู้กับการรัฐประหารจนถึงที่สุดพร้อมกับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยที่จะออกมาต่อต้านจนถึงที่สุดเช่นเดียวกัน ทั้งนี้โปรดระวัง “ สงครามประชาชน ” ประชาธิปไตยย่อมได้รับชัยชนะ

สนนท.ระดมพลทั่วประเทศต้านอำมาตย์

ก่อนหน้านี้เมื่อ 29 ม.ค. 53 ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นายอนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) กล่าวกับผู้สื่อข่าวภายหลังจากการสัมมนา "บทบาทนักศึกษากับสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน” ว่า กิจกรรมดังกล่าว สนนท. ได้จัดร่วมกับกลุ่มกิจกรรมนักศึกษาและกลุ่มเยาวชนในภาคอีสานได้แก่ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) เครือข่ายนักศึกษาเยาวชนพิทักษ์ประชาชน (คพช.) สถาบันเพื่อการพัฒนาเยาวชนประชาธิปไตย และกลุ่มกิจกรรมนักศึกษาทั่วประเทศ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ทางเมืองกำหนดการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

โดยที่ประชุมสัมมนา แกนนำนักศึกษาดังกล่่าวมีมติร่วมกันดังต่อไปนี้คือ หากเกิดการรัฐประหารทางเครือข่ายองค์กรนักศึกษาทั่วประเทศจะร่วมกันออกมาต่อต้านทันที และทาง สนนท.จะร่วมกับองค์กรนักศึกษาเยาวชนที่ยึดมั่นในแนวทางประชาธิปไตยจะจัดมหกรรมกรรมประชาธิปไตยสัญจรตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เปิดเวทีรณรงค์ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย โดยการนำรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นร่าง

เลขาธิการ สนนท. ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองปัจจุบันว่า ทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง แสดงการข่มขู่ ดูถูกประชาชนเจ้าของประเทศด้วยการทำรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 และในช่วงเวลาอันใกล้นี้ก็มีกระแสข่าวว่าทหารจะออกมาทำรัฐประหารอีกครั้ง แม้ ผบ.ทบ. จะออกมายืนยันว่าไม่มีการทำรัฐประหาร แต่คำพูดของท่านก็ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า มีกิจกรรมหลายๆอย่างของกองทัพที่ส่อให้เห็นถึงเจตนาที่ทหารจะเข้ามาแทรกแซงการเมืองอีกครั้งนับแต่การเคลื่อนย้ายกำลังอาวุธ การตบเท้าให้กำลังใจผู้นำทหารของนายทหารในระดับคุมกำลังพล จนถึงการออกมาพูดในเชิงข่มขู่ของนายทหารหลายท่านที่อ้างแต่จะปกป้องชาติ ปกป้องสถาบันฯ


“พวกเขามักจะอ้างว่าจะปกป้องชาติ ปกป้องสถาบันฯ แต่ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทำให้เราได้เห็นว่าพวกเขาปกป้องแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง อยากจะถามว่าพวกเขามีความคิดที่จะปกปักรักษาระบอบประชาธิปไตย หรือความคิดปกป้องประชาชนอยู่ในหัวของพวกเขาบ้างหรือไม่ การชุมนุมที่หน้า บก.ทบ. ที่ สนนท. จะจัด ถือเป็นการประกาศยืนยันว่าถ้าทหารมีความกล้าพอที่จะทำรัฐประหาร สนนท. ก็พร้อมที่จะออกมาต่อต้านทันที”

นี่หรือคือนายกฯที่ประชาชนภาคภูมิใจ?

ที่มา Thai E-News


โดย ธนโชติ วงศ์จันทร์ชมภู
ที่มา คอลัมน์ "ผมเป็นคนไท...หัวใจสีแดง" นสพ.ไทยเรดนิวส์


ท่านผู้อ่านที่เคารพ หลัง 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ทุกท่านก็คงมีความรู้สึกไม่แตกต่างจากผู้เขียนเท่าไหรนัก คือรับไม่ได้กับการนำเสนอข่าวของพวกสื่อแพศยากระแสหลัก


ซึ่งเกือบ 95 % มักนำเสนอข่าวและแนวคิดที่เป็น"ปฎิปักษ์"กับประชาชน"ฝ่ายนิยมประชาธิปไตย" โดยเฉพาะกับ"คนเสื้อแดง" แล้วไปเลือกข้างสยบยอม"รับใช้ใต้อุ้งบาท"เผด็จการทหารอำมาตยาสามานย์ และรัฐบาลนอมินี ละทิ้งอุดมการณ์ของสื่อจนหมดสิ้น

ที่เป็นเช่นนั้นท่านผู้อ่านก็คงพอทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นเพราะ หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พวกเผด็จการทหารสามานย์ โดย"สนธิ บัง" เขาฉลาด เมื่อทำรัฐประหารเสร็จ

ก็จัดการแต่งตั้ง "นายกสมาคมสื่อ" ทั้ง 3 สมาคม คือ โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีตำแหน่ง มีเงินเดือน มีเบี้ยเลี้ยง เป็นแสน ๆ (ยัดปาก) ซะให้เข็ด(ปัจจุบันบางคนก็ยังได้ตำแหน่งสว.ลากตั้งเป็นโบนัส และก็ทำหน้าที่ทาสรับใช้ได้ดีซะด้วย)

ทั้งเผด็จการสามานย์ทั้งสื่อแพศยา ผลประโยชน์สมประงค์ลงตัว พวกเราคนไทยตาดำ ๆ จึงได้เห็นการนำเสนอข่าว เกือบทุกช่อง เกือบทุกสถานี และเกือบทุกฉบับ เป็นไปในทางเดียวกัน คือเชียร์ฝ่ายนิยมเผด็จการชนิดยอมรับใช้ใต้อุ้งบาท แล้วก็ไล่พิฆาตประชาชนฝ่ายนิยมประชาธิปไตย ชนิดให้จมพื้นธรณินสิ้นศักดิ์ศรีของความเป็นคนไทยไปเลย

ที่เกริ่นมาข้างต้น ก็เพื่อจะนำเข้าสู่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหัวเรื่องที่จะเขียนถึงในวันนี้ ซึ่งผู้เขียนได้อ่านเจอในมติชน รายวัน เขาคนนั้น คือ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ

ดร.วรากรณ์ เขียนบทความซึ่งคล้ายบทยอวาที ในมติชนฉบับดังกล่าว ยกยอปอปั้นอภิสิทธิ์ชนิดที่เรียกว่า"ชะเลียร์"ก็ไม่ปาน ถ้าอภิสิทธิ์ ได้อ่านเจอคงต้องขนหัวลุก และอุธานในใจว่า "ชมจริงรึเปล่าว่ะ !?"

"...ในเบื้องต้นการประเมินต้องเน้นไปที่บทบาทการเป็นนายกรัฐมนตรีของคุณอภิสิทธิ์...ต้องยอมรับว่าคุณอภิสิทธิ์ มีวุฒิภาวะสูง มีพื้นฐานของอารมณ์ที่มั่นคง มีความเป็นผู้นำเด่นชัด ดังจะเห็นได้จากการเกิดวิกฤต ป่วนเมือง ช่วงประชุม ASEAN ที่พัทยา และช่วงสงกรานต์เมื่อปีที่แล้ว เราไม่เคยเห็นความท้อแท้ หวาดหวั่น ขี้ขลาด โลเล ปัสวะให้พ้นตัว ฯลฯ สิ่งที่เราเห็นคือ ความนิ่งในอารมณ์ การตัดสินใจที่อยู่บนเหตุผล..."


อภิสิทธิ์ คือความภาคภูมิใจของนักวิชาการ เชียร์กันสุด ๆ แบบไม่เกรงใจ ยังกะคนที่อ่านมติชนทั้งหลายเป็นสมาชิกพรรค หรือกองเชียร์ประชาธิปัตย์ ที่ต้องปลุกปลอบประโลมใจ(ยามภัยใกล้มาถึง)

การประชุม ASEAN ที่ล้มเหลว เพราะอภิสิทธิ์ปล่อยให้ "เทพมารดำ" กับ "เนรวิน" นำเอาพวกสมุน"แก๊งเสื้อน้ำเงิน" ไปสร้างสถานการณ์จนเกิดการปะทะและวุ่นวาย ปานนี้ยังจับพวก"วายร้ายเสื้อน้ำเงิน"ไม่ได้แม้แต่รายเดียว การสั่งปราบปรามประชาชนในช่วงสงกรานต์เลือด มี"คลิปเสียง"ที่ทางตำรวจยืนยันชัดเจนว่า เป็นเสียง"มาร์ค"จริง

"อำมหิต" ผิดมนุษย์ขนาดนี้ นักวิชาการยังกล้านำมา"ชะเลียร์"ได้โดยไม่กระดาก(ลิ้น)ว่า เป็นนายกที่มีวุฒิภาวะสูง ไม่ท้อแท้ ไม่หวาดหวั่น ไม่ขี้ขลาด ไม่โลเล (ว้าว...!!!)

เขาสั่งปราบปรามประชาชน ถึงขนาดมีการบาดเจ็บล้มตาย คุณนักวิชาการยังกล้านำเอาผลงานอันอัปยศ และสามานย์ของเขามายกย่องชมเชยเป็นตุเป็นตะผ่านสื่อ

ผู้เขียนคิดว่า อภิสิทธิ์ ไม่เท่าไหรหรอก คุณนั้นแหละคือสุดยอดในความรู้สึกของอภิสทธิ์ ดร.วารากรณ์!!!

อีกตอนหนึ่งของบทความเรื่อง"หนึ่งปีของรัฐบาลอภิสิทธิ์" ดร.วรากรณ์ เชียร์อภิสิทธิ์ว่า
"...ในระดับนานาชาติ คุณอภิสิทธิ์ได้ทำหน้าที่ประธาน ASEAN อย่างประสบผลสำเร็จเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ...ไม่อาจปฎิเสธได้ว่า คุณอภิสิทธิ์นำความภาคภูมิใจในการเป็นตัวแทนประเทศมาสู่คนไทย อย่างไม่เคยเกิดขึ้นในหลายปีที่ผ่านมา"


โธ่ ! ท่านด็อกเตอร์ เชียร์แบบไม่เกรงอกเกรงใจผู้อ่านมติชนเลยนะครับ คงคิดว่าคนอ่านมติชนนี่โง่เง่าเต่าตุ่นนักหนา ไม่รู้ประสีประสากับเหตุการณ์บ้านการเมือง ล่ะซิท่าน ?

การประชุม ASEAN ที่ผู้นำประเทศสมาชิกกว่าครึ่งไม่ยอมมาร่วมในวันเปิดประชุมจนอภิสิทธิ์หน้าแตกหมอไม่รับเย็บ การประชุม ASEAN ที่บรรดาผู้นำประเทศสมาชิกไม่ให้ความสำคัญ ไม่สนใจใยดีกับอภิสิทธิ์ การประชุม ASEAN ที่บรรดาผู้นำประเทศสมาชิกไม่ยอมเข้าพำนักในบ้านพักที่ทางรัฐบาลจัดไว้ต้อนรับ แต่ไปพำนักที่บ้านพักของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ แทน เหล่านี้หรือคือความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ ?

ท้ายบทความ ดร.วรากรณ์ ยังเชียร์อภิสิทธิ์ แบบไม่เกรงใจผู้อ่านอีกว่า
"...ข้อสรุปอันหนึ่งที่อนุมานได้ จากโพลต่าง ๆ ที่มีการเก็บหลายครั้งในช่วงเวลาที่เพิ่งผ่านไปก็คือ ส่วนใหญ่ต้องการให้ทำงานต่อไป โดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีคือ คุณอภิสิทธิ์ได้รับการยอมรับในบทบาทของนายกรัฐมนตรี ที่น่าคิดก็คือ ถ้าประชาชนเห็นจริง ๆ ว่าที่ผ่านมาไม่ได้เรื่องไม่มีผลงาน สอบไม่ผ่านแล้ว เหตุใดจึงประสงค์ให้นายกรัฐมนตรีทำงานต่อไปเล่า"


อยากถามท่าน ดร.วรากรณ์ว่า ประชาชนส่วนไหนมากหรือน้อยที่ยอมรับผลงาน และอยากให้อภิสิทธิ์ทำงานต่อ ?

ผู้เขียนคลุกคลีใกล้ชิดชาวบ้านลงพื้นที่เกือบทุกวัน เพราะไปร่วมทำข่าวกับ "ชมรมคนรักประชาธิปไตย จังหวัดหนองบัวลำภู 52" ซึ่งชมรมฯ นี้ เขาไปทำการจัดตั้งมวลจัดตั้งแกนนำระดับหมู่บ้าน/ตำบล/อำเภอ ขยายเครือข่ายเพิ่มพลังมวลชนคนเสื้อแดง แข่งกับกลุ่ม"เนรวิน"ที่ไปแจกแผ่นซีดี และหนังสือโจมตีคนเสื้อแดง

ได้ยินแต่พวกชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงบ่นว่า
"เห็นหน้ามาร์คโผล่หน้าหลังโพเดี้ยมทางโทรทัศน์ทีไรอยากเอาผ้าถุงคลุมจอโทรทัศน์เสียทุกที" ส่วนพวกผู้ชายก็บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า "เห็นหน้าครั้งใดในจอทีวี ก็อดใจไม่ได้ที่จะเอาตีนตบ ลูบหน้าอภิสิทธิ์ทุกครั้งเช่นกัน เพราะเบื่อหน้าเต็มทน"


ท่าน ดร.วรากรณ์ มั่นใจอภิสิทธิ์มากขนาดนี้ น่าจะเสนอให้อภิสิทธิ์ "ยุบสภา" เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งซะ ก็สิ้นเรื่อง ดีกว่าจะแหกปากตะโกนเรียกร้องความสมานฉันท์ทุกวี่วัน (แต่การปฎิบัติตรงกันข้าม) เพราะอย่างไรเสีย ถ้าหากประชาชนยอมรับและนิยมอภิสิทธิ์อย่างที่ ดร.วรากรณ์ว่า สมัยหน้าอภิสิทธิ์ต้องได้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน เป็นนายกฯ จากเสียงประชาชน มีศักดิ์ศรีดีกว่าเป็นนายกที่ทหาร"เสียบก้น" นะครับ

ท่านผู้อ่านที่เคารพ บางท่านอาจสงสัยว่า ดร.วรากรณ์ คนนี้เป็นใครมาจากไหน ทำไมจึงเชียร์อภิสิทธิ์ชนิดที่ไม่เกรงอกเกรงใจเจ้าตัวเขาบ้างเลยว่า จะเขินอายหรือไม่ ถ้าผู้เขียนบอกไปว่า ดร.วรากรณ์ คนนี้เป็นใครมาจากไหน ท่านผู้อ่านที่สงสัยก็คงหายสงสัยเป็นปิดทิ้ง

รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นชื่อที่คนในวงการ"เสดสาด"ต้องรู้จัก เพราะเป็นนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อพอตัว มีผลงานเขียนเป็นที่คุ้นหูคุ้นตา อาทิ"โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี" และเป็นนักเขียนใน มติชน,เปรียว,แพรว ฯลฯ ที่หนอนหนังสือรู้จักกันดี บางครั้งก็ใช้นามปากกาว่า"วีรกร ตรีเศศ"

รศ.ดร.วรากรณ์ เคยเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรรมศาสตร์ สถาบันเดียวกันกับ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เครือข่ายกลุ่มนักวิชาการสมุนอำมาตย์ ที่บังอาจเป็นปฏิปักษ์กับประชาชน "คัดค้านฏีกาประชาชน" เมื่อเดือนสิงหาคม 2552

รศ.ดร.วรากรณ์ คนนี้ "พวกเผด็จการทหาร" ซึ่งทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เคยแต่งตั้งให้เป็น "รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ" สมัยรัฐบาลขิงแก่

และที่สำคัญสุด ๆ คือ รศ.ดร.วรากรณ์ คนเดียวกันนี้เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 50 "ฉบับหน้าแหลมฟันดำ"

ที่แท้เขาก็คือ "นักวิชาการทาสรับใช้ใต้อุ้งบาท" เผด็จการทหารอำมาตยาสามานย์ ตัวจริงเสียงจริงนี่เอง !!! @


--------------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ:

ผู้อ่านท่านใด(โดยเฉพาะชาวหนองบัวลำภูทั่วประเทศ) ประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิก "ชมรมคนรักประชาธิปไตย จังหวัดหนองบัวลำภู 52" โปรดติดต่อสอบข้อมูลหรือขอแบบฟอร์มใบสมัคร ได้ที่ปชส.ชมรมฯ โทร 083-3540798 หรือที่ E-mail: redsoldier2530@homail.com ได้ทุกวันเวลา (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)

รู้จักชมรมฯคลิ้กดูรายละเอียด คลิ้กที่นี่

RED USAตะเพิดจ้อนโผล่หัวอเมริกา

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 กุมภาพันธ์ 2553

หมายเหตุไทยอีนิวส์:กลุ่มผู้เคลื่อนไหวประชาธิปไตยชาวไทยในสหรัฐอเมริกา ในนามกลุ่มRED USAได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งต่อต้านการเดินทางเยือนสหรัฐฯของนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ในวันที่ 2 ก.พ.นี้(ตรงกับวันพุธในเมืองไทย) และว่าจะดำเนินการต่อต้านคัดค้านบุคคลจากรัฐบาลนี้ทุกคนที่เดินทางเยือนสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นระบอบปกครองที่ขาดความชอบธรรม ดังรายละเอียดต่อไปนี้


แถลงการณ์กลุ่ม Red in U.S.A.

เราเป็นกลุ่มคนไทยในนครลอส แองเจลีส และเมืองใกล้เคียงในแคลิฟอร์เนียภาคใต้ ผู้มีความห่วงใยอนาคต การเมือง การปกครอง และความกินดีอยู่ดีของประชาชนในประเทศไทย

เราต้องการให้ประเทศชาติดำเนินไปอย่างราบรื่นในระบอบประชาธิปไตย อันทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการบริหารการปกครองประเทศ โดยที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการอย่างสมน้ำสมเนื้อ

ด้วยเหตุนี้

เราขอต่อต้านการมาพบปะกับนักธุรกิจไทยในลอส แองเจลีส ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอลงกรณ์ พลบุตร ในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ครั้งนี้


เพราะ

1.นายอลงกรณ์ พลบุตร และรัฐบาลชุดนี้มีที่มาอย่างไม่ชอบธรรมทางการเมืองระบอบประชาธิปไตย เป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ และพรรคประชาธิปัตย์ของนายอลงกรณ์ ได้เข้ามาเป็นแกนของรัฐบาลชุดนี้ด้วยอิทธิพลของคณะผู้นำทหาร และผู้มีอิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นพรรคการเมืองซึ่งได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งสูงสุด


2.รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ชุดนี้ดำเนินการทางการเมืองเพื่อกีดกันและโค่นทำลายพรรคการเมืองคู่แข่งโดยใช้องค์กรอิสระที่ดำเนินการโดยบิดเบือนระบบศาลให้เป็นประโยชน์แก่พวกตน


3.รัฐบาลชุดนี้มีที่มา และยังคงพึ่งพิงอำนาจอิทธิพลของอำมาตยาธิปไตย ซึ่งเข้าไปแทรกแซงครอบคลุมการปฏิบัติงานของแทบทุกองค์กร และหน่วยงานของรัฐ บิดเบือนเจตนารมณ์แห่งระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น

กลุ่มคนไทย Red in U.S.A. จึงมาชุมนุมกัน ณ ที่นี้ เพิ่อแสดงว่านายอลงกรณ์ และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เป็นบุคคล และกลุ่มบุคคลที่ไม่สมควรได้รับเกียรติจากชาวลอส แองเจลีส เราจะดำเนินการต่อต้าน เช่นนี้ต่อนักการเมืองของรัฐบาลชุดนี้ทุกคนที่มาดำเนินกิจการสาธารณะทุก ๆ ครั้ง

อนึ่ง เราใคร่ขอเชิญชวนให้ชาวไทยในลอส แองเจลีสทั้งหลายที่มีจิตใจรักประชาธิปไตย และต้องการเห็นการเมืองไทยดำเนินไปโดยเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนจำนวนมากที่สุดในวิถีทางประชาธิปไตยร่วมกันให้การสนับสนุนการต่อต้านเช่นนี้ต่อไป



แถลงการณ์โดย กลุ่ม Red in U.S.A

หึ่ง!ไทยเข้มแข็งหวานคอเทือกหมื่นล้าน

ที่มา Thai E-News



ไทยเข้มแข็งอีกแล้ว-โครงการก่อสร้างโรงพักและแฟลตตำรวจมูลค่า 1 หมื่นล้านที่สตช.เสนอนายกฯอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯเป็นผู้อนุมัติให้ประมูลหนเดียว ผูกขาดรับเหมาก่อสร้างทั่วประเทศ สูงกว่าราคากลาง10% ทำให้มีข้อกังขาว่าเปิดช่องให้นักการเมืองแสวงหาประโยชน์หรือไม่?


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 กุมภาพันธ์ 2553

ตามที่ไทยอีนิวส์ได้นำเสนอข่าวโครงการกู้เงินไทยเข้มแข็งมาทำโปรเจ็คต์1หมื่นล้านบาท สร้างสถานีตำรวจ และัแฟลตตำรวจภายใต้การกำกับดูแลของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ส่อเค้าไม่โปร่งใส เพราะใช้วิธีประมูลจากส่วนกลางหาผู้รับเหมาแค่เพียงรายเดียว ส่อแววเปิดช่องนักการเมืองหาผลประโยชน์ และไม่เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ภูมิภาคนั้น ล่าสุดมีความคืบหน้าที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่โปร่ืงใสอีกแล้ว


ทั้งนี้เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมาได้มีการประมูลงานก่อสร้างอาคารที่พักตำรวจ 163 แห่ง โดยวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ ไปเรียบร้อยแล้ว (หลักฐานปรากฏตามประกาศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง การประมูลงานก่อสร้างแฟลตตำรวจ 163 แห่ง ด้วยวิธีทาง อิเล็กทรอนิกส์ ) และมีข้อสังเกตในประกาศดังกล่าวว่า

ประเด็นที่ 1 ประกาศประกวดราคาด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์งานแฟลตตำรวจ ของกองโยธาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) กระทำในวันที่ 28 ธันวาคม 2552 สิ้นสุดการซื้อแบบวันที่ 5 มกราคม 2553 ซึ่งเป็นวันเวลาในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ ในช่วงวันดังกล่าวมีวันหยุดติดต่อกันยาว ส่อเจตนาว่าอาจจะกีดกันการแข่งขันประกวดราคาอย่างยุติธรรม เจตนาให้คุณแก่ผู้รับเหมาที่เป็นเป้าหมาย

ประเด็นที่ 2 จากข้อมูลในประกาศของกองโยธาธิการ ตช. เงินงบประมาณ 3,709,880,000.00 บาท เฉลี่ยราคาหลังละ 22.76 ล้านบาทบาท

ราคาเริ่มต้นของการประมูล 3,521.00 ล้านบาท เฉลี่ยราคาหลังละ 21.60 ล้านบาท

ในขณะที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าราคากลางของสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ เมื่อ 30 กันยายน 2552 งานอย่างเดียวกัน มีราคากลาง เพียง 20.69 ล้านบาท หรือเป็นราคากลางที่ต่ำกว่าราคาในการประมูลครั้งนี้ถึง 10%

เท่ากับว่าราคาเริ่มต้นของการประมูลสูงกว่าราคากลาง เท่ากับ 21.60-20.69=0.91 ล้านบาท

ประเด็นที่ 3 จำนวนแฟลตที่ก่อสร้างนั้นมีการกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ทั้ง กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ผู้รับเหมารายเดียวทำไม่ได้อย่างแน่นอน

ประเด็นที่ 4 ในจำนวน แฟลตที่จะทำการก่อสร้าง ทั้งหมด จะมีการก่อสร้างในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 24 หลัง ซึ่งตามนโยบายนั้น รัฐควรให้การสนับสนุนกับผู้ประกอบการในพื้นที่เป็นกรณีพิเศษ และด้วยวิธีการพิเศษ เสียด้วยซ้ำ แต่ผลที่ออกมา กลับตรงกันข้าม จึงต้องตั้งคำถามว่านี้หรือคือการมีธรรมาภิบาล นี้หรือคือไทยเข้มแข็ง

*เทพเทือกผุดแฟลตตร.-โรงพักหมื่นล้าน พิลึกกู้มาสร้าง แต่ของเก่ายังใช้งานได้ไม่ให้รื้อ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ และแฟลตตำรวจทั่วประเทศในวงเงิน10,007.88ล้านบาท โดยใช้เงินงบประมาณจากเงินกู้ไทยเข้มแข็ง อ้างว่าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยนายสุเทพได้ระบุในการอนุมัติว่า
"
ให้กำชับห้ามรื้อทุบทิ้งอาคารเดิม ให้เก็บไว้เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป เพราะในอนาคตของบฯสร้างใหม่ยาก"

*โปรเจ็คต์หมื่นล้านภายใต้เงื้อมมือของเทพเทือกส่อไม่โปร่งใส
โครงการก่อสร้าง1หมื่นล้านบาทในเงื้อมมือนายสุเทพนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า นำไปสู่การตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส เนื่องจากการจัดซื้อจัดจ้างกันด้วยวงเงินสูงเกินปกติจากส่วนกลาง ทำเป็นสัญญาเดียวทั่วประเทศ โดยความร่วมมือของสำนักงบประมาณ ชงลูกเป็นงบประมาณผูกพันหลายปีงบประมาณ เพื่อให้หน่วยงานอ้างว่าจะต้องจ้างรวมรายเดียว สัญญาเดียวทั่วประเทศ

โครงการที่นายสุเทพอนุมัตินี้ อ้างว่าเป็นการโครงการก่อสร้างกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบด้วยการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทนทั่วประเทศ 396 แห่ง วงเงิน6,298 ล้านบาท และการสร้างแฟลตตำรวจขนาด 30 ครอบครัว 163 แห่ง วงเงิน 3,709.88 ล้านบาท

ทั้งที่นายสุเทพ ได้อนุมัติให้ สตช.ทำการประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้าง งานสองโครงการข้างต้นโดยวิธีประมูลทางอิเล็คทรอนิกส์ แบบโครงการเดียว ทุกสถานที่ก่อสร้างทั่วประเทศให้หน่วยงานหนึ่งของสตช.จัดจ้างทุกอาคารรวมกันในครั้งเดียว ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า นายสุเทพอาจจะมีเจตนารวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง และมีการกล่าวหาว่าโครงการเช่นนี้อาจจะเปิดช่องให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนลดจากผู้รับเหมารายใหญ่ได้ง่ายขึ้น

วงการรับเหมาก่อสร้างได้กล่าวหาว่า ราคากลางโครงการก่อสร้างแฟลตตำรวจทั่วประเทศ ได้ตั้งไว้สูงกว่าราคากลางที่ผู้รับเหมาทำอยู่ปัจจุบัน 10 % จึงน่าสงสัยว่าอาจจะเป็นเจตนาแอบแฝงที่สำนักงบประมาณรวมกับ สตช. และนายสุเทพ วางแผนไว้ หรือ ไม่ ? เนื่องจากการก่อสร้างสร้างสถานีตำรวจ 396 แห่งทั่วประเทศ และสร้างอาคารแฟลต 30 ครอบครัว ที่อยู่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ นั้นไม่มีผู้รับเหมารายหนึ่งรายใดทำได้แน่นอน เพราะต้องใช้กำลังมหาศาล ในทางปฏิบัติ จึงต้องจ้างเหมาช่วงแก่ผู้รับเหมาช่วงในพื้นที่ เป็นทอดๆ กันไป โดยผู้รับเหมาที่ถือสัญญาชนะประมูลได้ก็คงจะเอาเปรียบสารพัด ผู้รับเหมารายย่อยมีโอกาสล้มละลายสูง เพราะถูกโกงกันเป็นทอดๆ

ดังนั้นจึงน่าตั้งข้อสงสัยว่า ประการแรก หากนายสุเทพแทงหนังสืออนุมัติว่า อาคารเก่ายังใช้งานได้ให้เก็บไว้ใช้งาน แล้วทำไมต้องกู้เงินมาทำโครงการถึง 10,000 ล้านบาทอีกให้ประเทศไทยแบกภาระหนี้

ประการที่สอง การอ้างว่า กู้เงินมาทำโครงการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เจตนาการรวบอำนาจอนุมัติไว้ที่ส่วนกลาง และเจตนาจะป้อนงานให้ผู้รับเหมารายเดียว จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไร นอกจากกระตุ้นเศรษฐกิจบริษัทรับเหมายักษ์ใหญ่ นายทุนของพรรคประชาธิปัตย์ และกระตุ้นเศรษฐกิจของนักการเมืองที่คุมโครงการ

ประการที่ 3 การกำหนดราคากลางที่สูงกว่างานแบบเดียวกันที่สตช.เคยทำไว้10% และสูงกว่าราคากลางทั่วๆไป20% อาจเป็นการ"บวก"มาให้สำหรับฝ่ายการเมืองหรือไม่

ดังนั้น สังคมจึงควรต้องตรวจสอบโครงการนี้ให้รอบคอบ และเฝ้าระวัง เพราะตัวโครงการเองก็ส่อไปในทางเปิดช่องให้มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้ง่ายแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

ลอกคราบวัฒนธรรมอำมาตย์ในหมู่ NGOs ไทย

ที่มา ประชาไท

วัฒนธรรมอำมาตย์ในที่นี้หมายถึง แบบแผนความคิดและการกระทำของหมู่คน ที่ถือตนว่าเป็นผู้ดีมีคุณธรรม เป็นผู้ผูกขาดปกป้องและชี้ทางสว่างแก่บ้านเมือง พวกเขา เท่านั้นที่เป็นผู้ที่รู้แจ้งเห็นจริง และมีภารกิจที่จะต้องปกครองอาณาประชาราษฎรทั้งหลายที่ไม่ประสีประสาและมักหลงผิดคิดชั่วออกนอกแบบแผนดั้งเดิม ให้เป็นไปตามทำนองคลองธรรมตามที่ผู้กุมอำนาจกำหนด

วัฒนธรรมอำมาตย์ก็ควรคู่กับอำมาตย์ แต่เหตุไฉนมันกลับระบาดไปอย่างกว้างขวาง แม้กระทั่งในหมู่คนที่ประกาศตนว่าทำงานเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับราษฎร/ชาวบ้าน นั่นก็คือบรรดา NGOs ไทยใหญ่น้อยทั้งหลาย ดังที่เราเห็นได้จากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาที่พวกเขาออกมาเป็นคู่หางเครื่องสนับสนุนฝ่ายอำมาตย์ และได้กลายพันธุ์ไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเสื้อเหลืองอย่างภาคภูมิ

เราอาจเริ่มต้นที่วาทกรรมที่ถูกนำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อในหมู่ NGOs นั่นคือ “วัฒนธรรมชุมชน” ซึ่งโดยเนื้อแท้มีความต่างจาก “แนวคิดวัฒนธรรมชุมชน” ที่ยังพอมีการศึกษาและโต้แย้งในแวดวงนักวิชาการอยู่บ้าง ในแวดวงวิชาการหลายสำนักค่อนข้างมีความเห็นร่วมกันว่า”วัฒนธรรมชุมชน”หมายถึงการต่อสู้ทางการเมืองในอีกมิติหนึ่ง ขยายความก็คือการมองว่า ชาวบ้านโดยปกติไม่อยู่ในความคุ้นเคยที่จะปกป้องผลประโยชน์ตนเองตามวิถีการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่พวกเขาจะมีการเมืองอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งแสดงออกในรูปแบบต่างๆ เช่น ติฉินนินทา การคว่ำบาตร การใช้พิธีกรรม ฯลฯ รวมความแล้ววัฒนธรรมก็คือการต่อสู้อย่างหนึ่ง ท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการต่อสู้

แต่ถ้าเราไปดูต้นแบบ วาทกรรม“วัฒนธรรมชุมชน” (จากงานเขียนของ ฉัตรทิพย์, บำรุง ,ประเวศ,นิพจน์ และอภิชาติ) เราก็จะพบกับวัฒนธรรมชุมชนที่สุดแสนโรแมนติค ที่ปลอดจากการต่อสู้ทางการเมือง วัฒนธรรมชุมชน-ตามแนวคิดสำนักวัฒนธรรมชุมชนนิยม-จึงกลายเป็น “คุณค่า/สิ่งจริงแท้” ที่ติดตัวชาวบ้านมาแต่กำเนิด มีอยู่แต่ดั้งเดิมในอดีตและสืบทอดมาถึงปัจจุบันอย่างไม่เสื่อมคลายไม่มีที่มาที่ไป ชุมชนชาวบ้านเต็มไปด้วย “น้ำใจ” ความสมานฉันท์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ประหนึ่งว่า “ชาวบ้าน/ชุมชน” เป็นกลุ่มคนที่มีสายพันธุ์พิเศษที่สืบทอดทางสายเลือดมาแต่บุพกาล

เมื่อแนวคิดนี้ถูกนำไปปฏิบัติ – จากต้นฉบับที่ฟอกความเป็นการเมืองออกไปแล้ว- แน่นอนว่าก็ถูกตีความออกไปหลากหลาย ตามแต่คน/องค์กรที่นำไปปฏิบัติ แต่ผลอย่างหนึ่งที่มาจากต้นแบบวัฒนธรรมชุมชนแบบโรแมนติค ที่เราจะเห็นได้เหมือนกันๆในงานพัฒนาของพวกเขาก็คือ การทำให้การพัฒนาเป็นเรื่องที่ปลอดจากมิติทางการเมือง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การลดทอนความเป็นการเมืองจากการพัฒนา

ดังนั้น ชุมชนหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยกลุ่มก้อนที่แตกต่าง ความขัดแย้ง การต่อสู้แข่งขัน ทั้งภายในหมู่บ้านเองและกับภายนอก – ซึ่งเป็นเรื่องปกติ และความจริงชุมชนก็มีกระบวนการของตนเองในการจัดการปัญหาเหล่านั้น ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นศักยภาพอีกด้านหนึ่ง- แต่กลับถูกพวก NGOs มองข้ามหรือกลบเกลื่อนด้วยการพยายามมองหาแต่ด้านความร่วมไม้ร่วมมือ ช่วยเหลือเกื้อกูล หรือวัฒนธรรมประเพณีเชิงรูปแบบที่สวยงามน่าประทับใจเพียงด้านเดียว

หรือแม้กระทั่งเราจะได้ยินพวกเขาพูดเรื่อง “สิทธิชุมชน”- ซึ่งประเด็นสิทธิ เป็นเรื่อง “ความสัมพันธ์ทางอำนาจ” ระหว่างรัฐกับชุมชน ที่เป็นประเด็นทางการเมืองอย่างยิ่ง – แต่ด้วยภาษาที่ปลอดจากการเมือง ทำให้เหลือเพียงแค่ขอให้รัฐเข้าอกเข้าใจ เห็นใจ และก็ยอมรับให้มีสิทธิชุมชนมากขึ้น หรือในกรณีที่ตลกยิ่งกว่าก็คือ ประเด็นอะไรก็ได้แต่ขอเรียกเป็นสิทธิชุมชนเอาไว้ก่อนตามสมัยนิยม

การลดทอนความเป็นการเมืองเมื่อตกทอดผ่านการทำงานจากรุ่นสู่รุ่น ได้เกิดอาการขยายตัวไปสู่อีกขั้นหนึ่งก็คือ การรังเกียจการเมือง เพราะพวกเขามองว่าสังคมชาวบ้านคือสังคมที่สะอาดบริสุทธิ์ สื่อใส ตรงไปตรงมา และสิ่งที่ทำให้สังคมชาวบ้านมีมลทินก็คือ “การเมือง” ซึ่งเป็นเรื่องของเล่ห์เหลี่ยมคดโกง เป็นเรื่องที่ชักนำชาวบ้านไปในทางเสียหาย เป็นเรื่องที่ชาวบ้านไม่ควรเข้าไปยุ่ง

การรังเกียจการเมือง ยังถูกแวดล้อมและกระพืดพัดด้วยวาทกรรม “การเมืองเรื่องสกปรก” ของเหล่าเสนาอำมาตย์ ซึ่งมีคำอธิบายว่าการเมืองเป็นอาณาบริเวณของความสกปรก เป็นเรื่องของนักการเมืองสันดานชั่ว ต่างจากอาณาบริเวณ”เหนือการเมือง”ที่มีบรรดาอำมาตย์เป็นผู้ปกปักรักษา และเชื่อว่าปัญหาต่างๆในบ้านเมืองเกิดจากราษฎรทั้งหลายหลงผิด หรือหย่อนยานศีลธรรม ดังนั้นชาวบ้านก็ควรจะต้องได้รับการกระตุ้นเตือนให้ตระหนักในคุณธรรมความดีที่มีพวกเขาเป็นแบบอย่าง

ผลลัพธ์ของการรังเกียจการเมือง บวกกับการเมืองเรื่องสกปรก ก็คือการเห็นว่าชาวบ้านเข้าที่ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองก็ผู้หลงผิด หลงลืมละทิ้งวัฒนธรรมชุมชนอันดีงาม เมื่อชาวบ้านหลงพลาดไป หน้าที่ของพวกเขาก็คือการดึงชาวบ้านกลับมาอยู่ในทำนองคลองธรรมอีกครั้ง พวกเขาต้องการการกระตุ้นเตือนให้คิดถึงศีลธรรมอันดีงามหรือสิ่งดีๆที่เคยมีอยู่แต่ดั้งเดิม กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “แท้จริงแล้วพวกเขาไม่เคยเชื่อมั่นในสติปัญญาของชาวบ้านเลย ในกรอบการรับรู้อันคับแคบของพวกเขาก็คือ ชาวบ้านจะต้องถูกพัฒนา ถูกทำให้ฉลาดขึ้น รู้จักพึ่งตัวเอง รู้จักเลือกสิ่งที่ถูกที่ควร รู้จักพอเพียง ตามรอยพ่อ.....เท่านั้น!!!”

ณ จุดนี้เองที่ความรู้สึกนึกคิดคิดของ NGOs กับอำมาตย์มาซ้อนทับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน!!!

ความคิดเช่นนี้คือที่มาของปฏิกิริยาที่พวกเขามีต่อชาวบ้านรอบๆตัว สำหรับชาวบ้านเสื้อแดง พวกเขาจะมองว่าเป็นพวกที่หลงผิด ถูกซื้อ ลืมตน ในขณะที่เมื่อมองไปที่ไหนพวกเขาก็พบว่าชาวบ้านเหล่านี้ยิ่งมีมาก แต่เมื่อเป็นชาวบ้านที่ไม่ได้เป็นไปตามที่พวกเขาต้องการ ชาวบ้านที่โง่งมเห็นแก่ได้ไร้ศักดิ์ศรีเหล่านี้จึงไม่ถูกนับรวมอยู่ในภาคประชาชนอันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา

แต่อนิจจาการขุดคุ้ยค้นหาภาคประชาชนที่บริสุทธิ์เชื่องเชื่อน่าสงสารเพื่อนำมาบรรจุไว้ในโครงการขอเงินทุนของพวกเขาช่างเป็นสิ่งที่ยากเย็นขึ้นทุกวัน...

เหตุแห่งการสมสู่ของคู่รักต่างเผ่าพันธุ์นี้เป็นไปได้อย่างราบรื่นไม่เกิดความตะขิดตะขวงใจด้วยธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งของบรรดาขาใหญ่ NGOs ที่มีสำนึกอยู่เสมอว่าพวกตนก็คือผู้รัก ห่วงใย และเข้าใจชาวบ้านมากที่สุด และเขาก็เป็นพี่ใหญ่ที่อุปถัมภ์พวกน้องๆ NGOs กันมาตลอด หรือพูดง่ายก็คือพวกเขาก็คืออำมาตย์ในแวดวง NGOsอยู่แล้ว ดังนั้นอำมาตย์ทั้งสองฝ่ายจึงสามารถร่วมหอลง”โลง”กันได้อย่างปรีด์เปรม

และในฐานะที่พวกเขาสามารถใกล้ชิดศูนย์อำนาจ ทำให้พวกเขามีความสามารถเข้าถึงงบประมาณรัฐได้ง่ายดายกว่ากลุ่มอื่นๆ จึงเกิดระบบพรรคพวกเส้นสายเอื้ออำนวยงบประมาณให้แก่พวกพ้องตัวเองจนเกิดกรณีอื้อฉาวมาแล้วทั้งทางภาคเหนือ และสดๆร้อนในภาคอีสาน หรือตัวอย่างของการอุปถัมภ์อุ้มชูผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารองค์กรที่เป็นพวกพ้องโดยไม่แบ่งแยกผิดถูกดังกรณีการคุกคามทางเพศเจ้าหน้าที่สตรีในสำนักงานของผู้บริหารNGOsด้านสิทธิองค์กรหนึ่ง ก็ยังเป็นเรื่องที่เล่าขานกันอย่างไม่สร่างซา

ในท้ายสุดแล้วประเทศเราจึงมีนักพัฒนาที่กลายเป็นอำมาตย์ และอำมาตย์ที่กลายเป็นนักพัฒนาอยู่จนมากมายเกลื่อนกราด หากแต่ยิ่งทำงานพัฒนาพวกเขากลับยิ่งยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับประชาชนมากยิ่งขึ้น ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งเกิดกลุ่มก้อนผูกขาดผลประโยชน์ในแวดวงนักพัฒนามากยิ่งขึ้นและท้ายที่สุดพวกเขาก็เป็นได้แค่เพียงลิ่วล้อของระบบอำมาตย์ที่คอยไต่เต้าสร้างสร้างฐานะและหากินกับภาษีของประชาชนไปวันๆ เท่านั้นเอง.

บุคคลในข่าวหน้า 4 ไทยรัฐ 31/01/53

ที่มา thaifreenews

โดย Porscdhe


หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับนี้ประจำวันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม 2553

การแสดงพลังของทหารหลากหลายกรมกอง เพื่อปกป้อง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.
ที่โดน "เสธ.แดง" พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล โจมตีอย่างรุนแรง
แม้ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม จะอธิบายปรากฏการณ์แสดงพลังของทหารหน่วยรบเหล่านี้ว่า เป็นการกระทำ
เพื่อ รักษาระเบียบวินัยของกองทัพ ไม่ให้ทหารเพียงคนเดียวมาทำลาย
แต่สาธารณชนก็ยังข้องใจอยู่ดี ปรากฏการณ์ทหารทั้งกองทัพแสดงพลังเพียง
เพื่อต้องการปราม เสธ.แดง เพียงคนเดียว เป็นเรื่องที่ คุ้มค่าแค่ไหน


โดยเฉพาะถ้าการแสดงพลังครั้งนี้ เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ใจ
ก็มีคำถามตามมาว่า ถ้า เสธ.แดง ไม่หยุดโจมตี พล.อ.อนุพงษ์
ก็ต้องมีการ แสดงพลัง กันเช่นนี้ต่อไปใช่หรือไม่ แสดงว่า เสธ.แดง เพียงคนเดียว สามารถทำให้คนทั้งกองทัพเต้นได้ถึงเพียงนี้ "เห่าไฟ"
ก็เลยต้องถามว่า
คุ้มค่าหรือไม่ที่คนทั้งกองทัพต้องออกมาทำอะไรเพียงเพราะต้องการตอบโต้ เสธ.แดง เพียงคนเดียวเช่นนี้


"เห่าไฟ" อยากเตือนสติกลุ่มคนที่วางแผนอยู่เบื้องหลังสถานการณ์ร้อนแรงทางการเมืองในขณะนี้ว่า อย่าได้พยายามทำอะไรที่เป็นการตอกย้ำ อำนาจอำมาตย์ ให้คนในสังคมได้เห็นอย่างชัดเจนอีกเลย พอทีเถอะ เพราะถ้าหากทหารยังออกมาแสดงบทบาท ครอบงำการเมือง อยู่เช่นนี้
บ้านเมืองจะเป็น ประชาธิปไตย ได้อย่างไรกัน การข่มขู่คุกคามโดยใช้อำนาจนอกระบบนั้น ล้าสมัย และไม่สามารถหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของ ภาคประชาชน ได้อีกต่อไปแล้ว


วันนี้ ถ้าอยากแก้ปัญหาของบ้านเมืองให้ได้ผลกันจริงๆ ก็ต้องเลิกทำตัวเป็น นักเพ้อฝัน วันๆเอาแต่เพ้อเจ้อ
ถึงเรื่อง แนวคิดสวยหรู ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริงในสังคมมนุษย์ หรือพูดง่ายๆก็คือ วาดวิมานบนอากาศ
โดยไม่พิจารณาจาก ข้อเท็จจริงตรงหน้า ยกตัวอย่างให้เห็นกันชัดๆ กรณีความขัดแย้งระหว่างคนสองฝ่ายในบ้านเมือง ต้นเหตุก็มาจากฝ่ายที่ต้องการโค่นล้มอำนาจของ รัฐบาลทักษิณ ประเมินผิด คิดว่า ทักษิณ คือ มนุษย์ผู้อยู่โดดเดี่ยวลำพังบนโลก แต่ที่ไหนได้ ทักษิณ ยังมีเพื่อนอีกนับสิบล้านคน ปัญหาก็เลยไม่จบมาจนทุกวันนี้


ประการต่อมา หากถามว่า คนที่เกลียด ทักษิณ มีอยู่มากหรือไม่ ก็ต้องตอบตรงไปตรงมาว่า มากอยู่เหมือนกัน แต่ไม่มากเท่ากับคนที่ รักทักษิณ ถ้าว่ากันไปตาม
กฎกติกาสากลประชาธิปไตย อำนาจเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน
เลือกตั้งกี่ครั้ง ไม่ว่าจะใช้เขตเล็ก หรือเขตใหญ่ ซื้อเสียงง่ายหรือซื้อเสียงยาก
ทักษิณ ก็จะชนะเลือกตั้งแบบ นอนมาอยู่ดี


และก็ด้วยเหตุนี้ ถึงได้เกิดปรากฏการณ์ ระบอบอำมาตย์ หรือเรียกว่า ประชาธิปไตยแบบครึ่งบกครึ่งน้ำ พรรคการเมืองที่มีเสียงอันดับ 1 จะไม่มีวันได้เป็น แกนนำจัดตั้งรัฐบาล
เพราะพรรคการเมืองอื่นๆจะพากัน เกรงกลัวบางสิ่งบางอย่าง ไม่กล้าไปจับมือด้วย
หรือต่อให้พรรคอันดับ 1 ได้เสียงถล่มทลายกลายเป็น พรรคเสียงข้างมาก ก็อยู่ไม่ยืด
เพราะจะมีการใช้ อำนาจทางทหาร เข้ามากดดันทำลายอยู่ตลอดเวลา


ขณะเดียวกัน หากถามว่า ฝ่ายอำมาตย์มีดีอะไร "เห่าไฟ" ก็ต้องตอบว่า มีดีอยู่เหมือนกัน เพราะอำมาตย์หยั่งรากลึกอยู่ในแผ่นดินไทยมาเนิ่นนาน สร้างคุณประโยชน์เอาไว้มากมาย
เพียงแต่ ยุคสมัยเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ความนิยมศรัทธาของอำมาตย์จากเดิมที่เคยเป็น อำมาตย์ทั้งแผ่นดิน
ก็เหลือแค่ อำมาตย์เป็นบางส่วนของแผ่นดินเท่านั้น แต่ยังมีอำนาจอยู่เต็มร้อยในระบบราชการไทย


และทั้งหมดนี้ก็คือ ความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย
หากใครปฏิเสธ ก็จะ หลงทิศหลงทาง แก้ปัญหาไม่ถูกจุด ฉะนั้น วิธีที่ดีที่สุด คือ
ยอมรับข้อเท็จจริง ของการเกิดปรากฏการณ์ของ ฝ่ายอำนาจประชาชนที่แท้จริง และ ยอมรับอำนาจที่มีอยู่เดิมของฝ่ายอำมาตย์ จากนั้น ก็มาช่วยกัน หาจุดกึ่งกลาง เพื่อจัดวางอำนาจทั้งสองส่วนให้คานกันได้อย่าง สมดุลลงตัว ไม่ให้ฝ่ายใดมากเกินไป
หรือฝ่ายใดน้อยเกินไป เอาแบบ พอประมาณ ทั้งสองฝ่าย
โดยคำนึงถึง ผลประโยชน์ ที่ประชาชนจะได้รับเป็นหลัก


และนี่ก็คือ เหตุผลที่ "เห่าไฟ" เสนอมาตลอดว่า ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกติกาสูงสุดของประเทศ เพื่อจัดวางอำนาจของสองฝ่ายให้เหมาะสม แทนที่จะเอา หัวชนฝา โขกกำแพงโป๊กๆ ยืนกรานว่า ไม่จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหา ทั้งที่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญมีปัญหาหรือไม่ แต่อยู่ที่ประชาชนคนไทยจะใช้รัฐธรรมนูญเป็น เครื่องมือ ในการแก้ วิกฤติให้กับสังคมไทยได้อย่างไรต่างหากเล่า


หากวิธีแก้ไขปัญหาของ ผู้บริหารประเทศ คือ อยู่เฉยๆแล้วทุกอย่างจะดีเอง ทั้งที่ตัวเองมีหน้าที่ รับ ผิดชอบ แก้ไขวิกฤติของบ้านเมือง แต่กลับ ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่มีความกล้าพอที่จะใช้ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ในการแก้วิกฤติให้บ้านเมือง รัฐบาลที่มีพฤติกรรมเยี่ยงนี้ มีหรือไม่มี ก็ค่าเท่ากัน


เห่าไฟ


http://www.thairath.co.th/column/life/people/62002

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker