บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ประชาธิปไตยสายตรง (Direct democracy)

ที่มา thaifreenews

เพื่อนพ้องน้องพี่

โดย Kanchong



วันนี้ขอว่าเรื่องการเมืองแล้วกัน...เขียนเรื่องเมืองสวิตฯมา ๕ ปีแล้ว จะไม่แตะเรื่องสำคัญแบบนี้เลยก็กระไรอยู่

เหตุผลอีกอย่างหนึ่งที่ฉันหยิบเรื่องนี้มาเขียนก็เพราะมีพี่คนไทยคนหนึ่งมาเที่ยว เราได้คุยกันเรื่องระบบการปกครองของสวิตฯ พี่เขาประทับใจกับประชาธิปไตยสายตรง บอกว่า จะไปคุยกับนักศึกษาถึงเรื่องนี้ ทำให้ฉันนึกสนใจอยากค้นคว้ามาฝากเพื่อน ๆ (เดี๋ยวจะกลายเป็นใกล้เกลือกินด่าง) ไหน ๆ เราก็เป็นประเทศประชาธิปไตยเหมือนกัน


ท้าวความนิดนึงแบบนักเขียน(รายงาน)ที่ดี คำว่า "democracy" นี้ได้มาจากคำภาษากรีกสองคำรวมกัน คือ คำว่า people (demos) และ power (kratos) เป็นการรวมแนวคิดว่า ประชาชนคนธรรมดาควรเป็นผู้ควบคุมการตัดสินใจที่มีผลต่อชีวิตของพวกตน และในระบบประชาธิปไตยแบบอุดมคติ (ideal democracy) อำนาจของผู้ปกครองจะต้องถูกถ่วงดุลด้วยการประกันว่า ประชาชนจะสามารถป้องกันมิให้ผู้ปกครองที่ตนคัดเลือกมาไปใช้อำนาจในทางมิชอบได้

เพราะเชื่อว่าหากตัวแทนของประชาชนมีอำนาจอยู่ในมือไม่จำกัด ก็มักจะใช้อำนาจนั้นในทางที่มิชอบ หรือกระทำการนอกเหนือจากที่ได้รับมอบหมาย และเพราะความเชื่อที่ว่าระบบการปกครองโดยมีรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยจะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องมีการตรวจสอบและคานอำนาจอยู่เสมอ ทำให้ชาวสวิสร่วมกันสร้างระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด นั่นก็คือ ระบบที่เรียกว่า "Direct Democracy"

คำว่า Direct Democracy มีความหมายว่าอย่างไร?




ความรู้โดยย่อเกี่ยวกับระบบการเมืองของสวิตฯ

- ประเทศสวิตฯเป็นประเทศสหพันธรัฐ (Confederation) ประกอบด้วยมลรัฐ ๒๖ มลรัฐ มลรัฐเหล่านี้มีอิสระในการปกครองตนเองในระดับหนึ่ง

- ระบบรัฐบาล รัฐสภา และ ศาล แบ่งเป็น ๒ ระดับคือ
-- ระดับพันธรัฐ
-- ระดับมลรัฐ
-- ระดับชุมชน

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ประเทศสวิตฯมีทั้งหมด ๒๖ มลรัฐ หรือ คันตอน (cantons) และมีชุมชนที่เรียกว่า คอมมูน (communes) รวมทั้งหมดประมาณ ๓,๐๐๐ คอมมูน รัฐบาลกลาง หรือ central or federal government เป็นจุดเชื่อมมลรัฐต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แต่จะควบคุมก็เฉพาะเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ของคันตอนทั้งหมด เช่น นโยบายต่างประเทศ งานกลาโหม ระบบทางรถไฟของสหพันธรัฐ เป็นต้น ส่วนกิจการอื่น ๆ นั้นขึ้นอยู่กับองค์การปกครองหรือรัฐบาลท้องถิ่นในระดับคันตอนและคอมมูนเอง คันตอนหนึ่ง ๆ ก็ต่างมีสภาและธรรมนูญการปกครองของตัวเอง และแตกต่างกันไปในแต่ละคันตอน

ส่วนคอมมูนต่าง ๆ นั้น ก็มีขนาดใหญ่เล็กไม่เท่ากัน นับจากประชากรแค่ไม่กี่ร้อยคนไปจนถึงขนาดใหญ่กว่าล้านคน และมีสภานิติบัญญัติและบริหาร (legislative and executive councils) ของตัวเองเช่นกัน ตัวแทนในองค์การปกครองระดับคันตอนและคอมมูนนั้นได้รับเลือกมาจากประชาชนในท้องถิ่น

ยิ่งฟังยิ่งเหมือนรัฐในอุดมคติ ด้วยเหตุนี้การศึกษาเรื่องประชาธิปไตยหลายแห่งจึงอ้างอิงประชาธิปไตยแบบสวิสเป็นแบบอย่างอยู่บ่อย ๆ แต่เราต้องไม่ลืมว่า ประเทศเขามีคนแค่ ๗ ล้านกว่าคน ผู้คนมีการศึกษาดีเป็นส่วนใหญ่ รัฐสวัสดิการดีเยี่ยม อุตสาหกรรมของเขาเลี้ยงตัวได้ ชาวไร่ชาวนาได้รับการคุ้มครองไม่ให้น้ำตาต้องเช็ดหัวเข่า และเขาเป็นสังคมที่ไม่มีชนชั้น จน-รวย ขุนนาง-ขี้ข้า เจ้า-ไพร่ แม้แต่ข้าราชการเองก็ทำหน้าที่รับใช้ประชาชนสมชื่อ ไม่ได้มองเห็นประชาชนต้อยต่ำโง่งมเป็นตาสีตาสา...

- หมู่บ้านเล็ก ๆ จะมีการประชุมของชาวบ้านทั้งหมดเพื่อตัดสินและลงคะแนนเกี่ยวกับการปกครองในท้องถิ่น แทนที่จะประชุมแบบรัฐสภา (คือมีเฉพาะตัวแทน) และศาลท้องถิ่นถือเป็นเรื่องปกติในชุมชนจำนวนมาก

- ลักษณะสำคัญของ Direct Democracy คือ การประกันระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนคนเดินดินทุกคนอย่างรอบคอบที่สุด


โดยสรุป


-- คนเดินดินสามารถเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญได้ หากสามารถหาคนร่วมลงชื่อได้ (ในระดับประเทศ ต้องได้เสียงสนับสนุน ๑๐๐,๐๐๐ เสียง ต่อผู้มีสิทธิออกเสียง ๓.๕ ล้านคน) และจำนวนนี้จะลดน้อยลง หากเป็นธรรมนูญปกครองของมลรัฐหรือชุมชน

-- รัฐสภาจะนำข้อเสนอแนะนี้มาพูดคุยกัน และอาจพักไว้เป็นทางเลือกหนึ่ง จากนั้นก็จะเปิดเป็นวาระสาธารณะให้ประชาชนลงคะแนนเสียงในการทำประชาพิจารณ์ (referendum) ว่าจะรับไว้เป็น ข้อเสนอแนะดั้งเดิม (the original initiative) หรือ เป็นข้อเสนอแนะทางเลือกในระดับรัฐสภา (the alternate parliamentary proposal) หรือ จะลงคะแนนว่า ไม่ขอเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลยก็ได้ (ก็คือปฏิเสธข้อเสนอนี้นั่นเอง)
ลักษณะทางการเมืองที่คล้ายกับประเทศอื่น

- การปกครองแบบประชาธิปไตย
- ระบบการปกครองทั้งหมดมีการแบ่งแยกอำนาจ (ความเป็นอิสระของรัฐบาลหรือฝ่ายปกครอง รัฐสภา (ฝ่ายนิติบัญญัติ) และ ตุลาการ (ศาลสถิตยุติธรรม) พรรคการเมืองจะแข่งกันกันเพื่อเสนอทางแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ
- ระบบสหพันธ์มิใช่ระบบบังคับสำหรับการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ก็เป็นที่นิยมใช้ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ออสเตรีย เป็นต้น
หากกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ระบบการปกครองของสวิตฯโดยส่วนใหญ่ ก็มิได้ผิดแผกแตกต่างจากประเทศประชาธิปไตยสมัยใหม่อื่น ๆ ทั่วโลก

ลักษณะเฉพาะของระบบการปกครองแบบสวิส (ที่ไม่เหมือนใครเท่าไร)

มีการประชุมสภาแห่งชาติทั้งสองปีละหลายครั้ง และครั้งละหลายอาทิตย์ หากไม่ประชุมก็จะเป็นช่วงเตรียมการประชุมคณะกรรมาธิการต่าง ๆ

สมาชิกรัฐสภาของสวิตฯไม่ได้ทำงานการเมืองเต็มเวลา ซึ่งตรงข้ามกับประเทศประชาธิปไตยจำนวนมาก สมาชิกรัฐสภาชาวสวิสนั้นต่างมีอาชีพการงานอื่น ๆ เพื่อหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง รวยบ้าง ธรรมดาบ้าง นั่นเป็นเหตุให้นักการเมืองเหล่านี้มีความใกล้ชิดกับประชาชนที่ลงคะแนนเลือกพวกเขาจริง ๆ
สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับระบบการปกครองสวิส ก็คือ เคล็ดลับความสำเร็จของประชาธิปไตยสายตรง ไม่ใช่อยู่ที่การมีเครื่องมือทางประชาธิปไตยไว้ประดับบารมี แต่อยู่ที่การได้ใช้เครื่องมือที่ว่านี้บ่อยครั้งและสม่ำเสมอจนกลายเป็นปกติ โดยมิได้เกิดจากการหนุนส่งของรัฐธรรมนูญ แต่เกิดจากการที่ประชาชนตื่นตัวและต้องการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น

ข้อดีของระบบประชาธิปไตยสายตรงก็คือ (๑) ใช้การลงคะแนนเสียง(ประชาพิจารณ์)เป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนอย่างเที่ยงตรง (๒) เป็นเครื่องมือการประกันว่า ตัวแทนที่ได้รับเลือกจะทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ (๓) เป็นการลดความสำคัญของพรรคการเมือง แต่ให้ความสำคัญกับประชาชนอย่างแท้จริง (๔) ช่วยเน้นความสนใจต่อประเด็นเฉพาะให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม (๕) ทำหน้าที่เหมือนเครื่องวัดอุณหภูมิในเรื่องที่ขัดแย้งกัน และ (๖) ส่งเสริมให้นักการเมืองทำงานร่วมกันอย่างสมานฉันท์ในกระบวนการร่างกฎหมาย

ส่วนการทำประชาพิจารณ์ หรือ Referendums ก็มีข้อดีหลากหลาย คือ ทำให้เกิดการประนีประนอมได้ง่ายขึ้น (มิฉะนั้น พรรคการเมืองฝ่ายแพ้ก็จะเล่นแง่ไปทำ referendum ได้) การทำประชาพิจารณ์มิใช่จะได้ผลเสมอไป ดังจะเห็นได้ว่า มีประชาพิจารณ์แบบไม่บังคับ (non-mandatory referendums) หลายครั้งในสวิตฯในแต่ละปี และประชาพิจารณ์ที่ดูเหมือนเข้าท่าดี ผ่านโหวตประชาชน แต่สุดท้ายก็ไม่ผ่านการพิจารณ์ในขั้นสุดท้ายในรัฐสภาได้เหมือนกัน

....แต่ข้อเท็จจริงที่สำคัญก็คือ นักการเมืองสวิสทุกคนรู้จัก และ "เกรง(ใจ)" การทำประชาพิจารณ์ ซึ่งก็ถือเป็นการปราม ๆ นักการเมืองอยู่ในที

เพิ่มเสถียรภาพ
กระบวนการประชาพิจารณ์ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถปิดกั้นกฎหมายที่สุดขั้วที่มุ่งลงโทษอย่างไร้ความปรานี หรือค้านกับความรู้สึกของประชาชนได้ ดังนั้น พรรคการเมืองจึงไม่ค่อยอยากจะเสนอให้เปลี่ยนแปลงกฎหมายอย่างหน้ามือเป็นหลังมือง่าย ๆ และผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็จะไม่ยอมให้มีการแก้ไขระบบพื้นฐานของการเลือกตั้งง่าย ๆ เช่นกัน...แบบนี้กระมังเขาเลยไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเขียนใหม่บ่อย ๆ

ด้วยเหตุนี้หากแนวคิดของรัฐบาลแพ้ในการลงคะแนนประชาพิจารณ์ รัฐบาลก็ไม่มีความจำเป็นยุบสภา เนื่องจากจุดประสงค์ของประชาพิจารณ์นี้ก็เพื่อแก้ไขปัญหา - ป้องกันกฎหมายที่ลำเอียง - ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงเป้ามากกว่าการเอาชนะคะคานกัน

ในวันลงคะแนนเดียวกัน ประชาชนอาจให้คะแนนกับประชาพิจารณ์หลาย ๆ เรื่องได้พร้อมกัน (ประหยัดงบเลือกตั้ง) เช่น อาจจะมีการรับรองร่างกฎหมายใหม่สามฉบับและปฏิเสธอีกสองฉบับในวันเดียวกันก็ได้
คราวนี้ ผู้อ่านคงพอได้ไอเดียแล้วว่า Direct democracy แบบสวิสนั้นแบ่งได้สองแบบหลัก ๆ คือ การทำประชาพิจารณ์ (the referendum) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ประชาชนให้การยอมรับหรือปฏิเสธกฎหมายใหม่ และการทำข้อเสนอแนะ (the initiative) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ประชาชนสามารถเสนอมาตรการใหม่ ๆ ให้รัฐรับไปพิจารณาในการแก้ไขปัญหาด้านกฎหมาย เศรษฐกิจและสังคม

การทำประชาพิจารณ์เองก็แบ่งได้อีกสองแบบ คือ ประชาพิจารณ์ภาคบังคับ (the obligatory referendum) ซึ่งจะทำในกรณีที่มีการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ และประชาพิจารณ์ทางเลือก (the optional referendum) สำหรับการผ่านร่างกฎหมายใหม่เพื่อนำไปสู่การลงคะแนนเสียงทั่วไป ซึ่งในอย่างหลังนี้จะต้องมีการลงชื่อสนับสนุนโดยประชาชนจำนวนมาก (ดังกล่าวไปแล้ว) ซึ่งจะต้องรวบรวมให้ได้ตามเวลาที่กำหนด

การลงคะแนนเสียงในสวิตฯโดยปกติจะจัดปีละ ๔ ครั้ง โดยทั่วไปในวันอาทิตย์ อัตราผู้มาออกเสียงเฉลี่ยได้ประมาณ ๓๕ % แต่ตัวเลขจะขึ้น ๆ ลง ๆ ตามประเด็นที่นำมาลงคะแนนเสียง ในแต่ละมลรัฐ คะแนนเสียงที่ได้จากการลงคะแนนนี้จะไม่สามารถถูกบอกล้างได้โดยกระบวนการทางศาล

ระบบการปกครองสวิสนี้ได้รับใช้ประชาชนที่หลากหลายเชื้อชาติ วัฒนธรรม และภาษามาได้อย่างดีกว่า ๗๐๐ ปีแล้ว เราสามารถเรียนรู้สิ่งดี ๆ ได้จากตัวอย่างของประเทศสวิตฯ มิใช่น้อย กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จจึงมิใช่อยู่ที่ปริมาณของทรัพยากรธรรมชาติ (ซึ่งสวิตฯมีน้อยมาก) และไม่ได้อยู่ที่อารมณ์ของชาวสวิส (ประมาณ ๗ ล้านกว่าคน) ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลาย

แต่ความสำเร็จนั้นเกิดจากการที่สถาบันการเมืองสวิสประกันให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และประกันไม่ให้มีกลุ่มใดได้ประโยชน์จากการสูญเสียของกลุ่มอื่น

เรียกว่า เป็นสังคมแห่งความเท่าเทียมกัน (ทางการเมือง) โดยแท้......จะได้หรือไม่?

ก่อนจะอธิบายคำนี้ ฉันขอท้าวความสักหน่อย โดยขอยกคำกล่าวของ Brian Beedham แห่ง United Press International ที่เขียนรีวิวไว้ในหนังสือเรื่อง "ถนนสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ (The road to full democracy)" ของ Gregory Fossedal

« เป็นที่น่าประหลาดใจว่า สังคมโลกรู้จักการเมืองสวิสน้อยมาก แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านในยุโรปเองก็เข้าใจแค่คร่าว ๆ ว่า ประเทศสวิตฯนั้นมีการกระจายอำนาจจากศูนย์กลาง แต่ยังไม่เข้าใจแง่มุมอื่น ๆ ของระบบการเมืองสวิส -- แง่มุมที่อาจจะกลายเป็นต้นแบบให้กับทุก ๆ ประเทศที่แสวงหาประชาธิปไตยที่แท้จริงแห่งศตวรรษที่ ๒๑ »

อ่านแล้วก็ทำให้เกิดสงสัยว่า แล้วระบบการเมืองสวิสนี้ดีอย่างไรหนา....คำว่า Direct Democracy คืออะไร และเป็นคำตอบได้อย่างไร

ประเทศสวิตฯเป็นประเทศเล็ก ๆ ใจกลางยุโรปตะวันตก เป็นหม้อผสมรวมของภาษาและวัฒนธรรมสามชาติ คือ เยอรมัน ฝรั่งเศส และอิตาเลียน กล่าวได้ว่า สวิตฯเป็นประเทศหลากวัฒนธรรม (multicultural) ระบบประชาธิปไตย และการใช้ประชาธิปไตยสายตรง ถือเป็นธรรมเนียมประเพณีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานในประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้

ระบบการเมืองของสวิตฯ อาจถือได้ว่า เป็นระบบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพหรือเป็นประชาธิปไตยที่สุดในโลกก็ว่าได้ เป็นระบบที่มอบอำนาจให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการปกครองอย่างมีสิทธิมีเสียงมากที่สุด และยังเป็นประเทศที่มีความสำเร็จทางเศรษฐกิจสูงที่สุดด้วยประเทศหนึ่ง รายได้ประชาชาติของประชาชนชาวสวิสก็อยู่ในระดับ top ten ของโลก ทั้งยังไม่ต้องนับคุณภาพชีวิตที่ดีเยี่ยม ยากจะหาที่ใดเทียม

แต่ว่าการพัฒนาระบบประชาธิปไตยสายตรงของสวิตฯนั้นไม่ได้ราบรื่นปราศจากอุปสรรค กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ประชาชนและผู้นำชาวสวิสต่างต้องผ่านการต่อสู้ทางการเมืองอย่างโชกโชน รวมทั้งการปฏิวัติอันรุนแรงในปี ๑๗๙๘ ต้องผ่านทศวรรษแห่งความเสื่อมโทรมตกต่ำ (ระหว่าง ช่วงปี ๑๘๓๐ ถึง ช่วงปี ๑๘๔๐) จนกลายเป็นสงครามกลางเมืองในปี ๑๘๔๗ กว่าจะได้มาตกลงได้เรื่องการกระจายอำนาจ (decentralization of power) และกว่าจะได้เครื่องมืออันโดดเด่นสองตัว อันได้แก่ การทำประชาพิจารณ์ (referendums) และการเสนอแนวความคิดใหม่ (popular initiative) ให้รัฐรับไปพิจารณา

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker