บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2551

“บรรหาร” ชี้ ปล่อยเขมรขึ้นทะเบียนเขาวิพระวิหาร หวั่นเกิดปัญหา

หัวหน้าพรรคชาติไทย ร่วมฟังอภิปราย พร้อมชี้รัฐมนตรีบางกระทรวงชี้แจงไม่ชัดเจน และยังมั่นใจว่ามีการปรับคณะรัฐมนตรีแน่นอน วอนรัฐบาลแก้ปัญหากรณีปราสาทเขาพระวิหารให้ชัดเจนหวั่นเกิดปัญหาบริเวณพื้นที่ทับซ้อนที่มีปัญหากันอยู่

นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวภายหลังการหารือกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ รัฐมนตรีบางกระทรวงยังชี้แจงไม่ชัดเจน และเหตุผลในการอภิปรายยังไม่เพียงพอ นอกจากนี้จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีอย่างแน่นอน โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเชื่อว่าจะไม่สวนกระแสสังคมอย่างแน่นอน พร้อมขอให้รัฐบาลทำงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องปากท้อง

นายบรรหาร กล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีการชี้แจงของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถึงกรณีปราสาทเขาพระวิหารนั้น พรรคร่วมรัฐบาลรู้สึกกังวล เกรงว่าหากปล่อยให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ในอนาคตอาจเกิดปัญหาบริเวณพื้นที่ทับซ้อนที่พิพาทกันอยู่ แต่ทั้งนี้ได้ขอให้นายกรัฐมนตรีเปลี่ยนจากคำว่า map เป็น area chart ซึ่งนายกรัฐมนตรีรับปากที่จะแก้ไขแล้ว โดยมอบหมายให้นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ประสานงานให้



CNN ตีข่าว นายกฯไทย ผ่านมติไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน


สำนักข่าว CNN รายงานข่าว นายกรัฐมนตรีของไทย ผ่านมติไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านแล้ว ด้าน ประธานสภาอุตฯ ชี้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน ขณะที่กังวลต่อการชุมนุมของพันธมิตรฯ หากยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจชะลอตัว

ช่วงเช้าวันนี้ ( 27 มิ.ย.) สำนักข่าว CNN รายงานว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีของไทย สามารถผ่านพ้นจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ (no-confidence vote) ของฝ่ายค้านมาได้แล้ว โดยผลการลงคะแนนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไทยจำนวน 470 คน ปรากฏว่า นายสมัคร ได้คะแนนเสียงไว้วางใจ 280 ต่อ 162 คะแนน เช่นเดียวกันกับรัฐมนตรีในรัฐบาลของเขาอีก 7 คน อ

อย่างไรก็ตาม ผลการลงมติในครั้งนี้ ก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้เนื่องจาก รัฐบาลผสม 6 พรรคของนายสมัคร ซึ่งมีพรรคพลังประชาชน (People's Power Party : PPP) เป็นแกนนำเป็นฝ่ายที่ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรของไทยถึง 2 ใน 3 และถึงแม้ว่ารัฐบาลจะสามารถรอดพ้นจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาได้ แต่ก็ยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการเมืองต่อไป ซึ่งรวมทั้งการประท้วงต่อต้านรัฐบาล ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(People's Alliance for Democracy : PAD) ที่ปักหลักชุมนุมขับไล่รัฐบาลมานานนับเดือน เนื่องจากกลุ่ม PADเห็นว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นตัวแทนของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย

ด้าน นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่า จะไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่มีความกังวลต่อสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล หากยืดเยื้อและเกิดเหตุการณ์รุนแรง อาจส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศ


"หมอเลี้ยบ" ชี้ต่างชาติเชื่อมั่นไทยหลังรัฐบาลสอบผ่านศึกซักฟอก

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลงมติให้ความไว้วางใจ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทั้ง 7 คน ด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ทำให้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งเจ็ดสามารถบริหารราชการต่อไปได้ ด้าน รมว.คลัง เชื่อมั่นต่างชาติกลับมาลงทุน

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง มั่นใจว่าความเชื่อมั่นจากต่างชาติจะกลับคืนมา หลังจากที่ได้ผ่านพ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านไปแล้ว ซึ่งนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีทั้ง 7 คน ต่างได้รับความไว้วางใจจากเสียงส่วนใหญ่ของสภาผู้แทนราษฎรให้ปฏิบัติหน้าที่บริหารประเทศต่อไป "เมื่อต่างชาติได้เห็นการแสดงออกที่สภาฯ ซึ่งเป็นการแสดงออกทางประชาธิปไตย จะทำให้มีความเชื่อมั่นมากขึ้น และทีมเศรษฐกิจจะร่วมทำงานกันต่อไป" นพ.สุรพงษ์ กล่าว

นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้จะยังไม่มีการปรับเปลี่ยนทีมงานเศรษฐกิจของตน เพราะได้มีการประสานงานกันอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งสำคัญในขณะนี้คือเร่งแก้ไขปัญหาที่ยังคั่งค้างอยู่ พร้อมเชื่อว่าจะไม่มีเหตุความรุนแรงจากการเมืองนอกสภาฯ เพราะตำรวจได้ดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรีนั้น ยังไม่ได้มีการหารือกัน เพราะเห็นว่ารัฐมนตรีแต่ละคนต่างทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว ส่วนตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องหามาแทนนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ลาออกไปนั้น จะได้มีการพิจารณากันต่อไป

อย่างไรก็ดี หลังการอภิปรายวันนี้ทำให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีแต่ละคนต่างมีความมั่นใจและมีกำลังใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ขณะที่ การประชุมสภาฯ เพื่อลงมติในญัตติ ขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล 7 คน เริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ( 27 มิ.ย.) หลังจากพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ซึ่งเป็นฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียว ใช้เวลาอภิปรายญัตติดังกล่าว ตั้งแต่บ่ายวันที่ 24 มิ.ย.จนถึงเวลา 23.59 น.ของวันที่ 26 มิ.ย.

โดยผลการลงคะแนนเสียง เป็นดังนี้ นายสมัคร ได้รับความไว้วางใจ 280 เสียง ต่อ 162 เสียง ไม่ใช้สิทธิลงคะแนน 1 เสียง , นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้รับความไว้วางใจ 279 เสียง ต่อ 161 เสียง และ งดออกเสียง 1 เสียง

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ได้รับความไว้วางใจ 279 เสียงต่อ 161 เสียง และ งดออกเสียง 1 เสียง , ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ได้รับความไว้วางใจ 279 เสียง ต่อ 162 เสียง

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม ได้รับความไว้วางใจ 280 เสียง ต่อ 162 เสียง, นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม ได้รับความไว้วางใจ 279 เสียง ต่อ 162 เสียง

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม ได้รับความไว้วางใจ 280 เสียง ต่อ 162 เสียง และนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ได้รับความไว้วางใจ 278 เสียงต่อ 162 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง และงดออกเสียง 1 เสียง

สำหรับการลงมติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) รวมทั้งสิ้น 470 คน แบ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล 306 คน และ ส.ส.ฝ่ายค้าน 164 คน



“วันชัย” จี้ 'นาม'ถอนตัวจาก ปธ.อนุฯ ไต่สวนรถดับเพลิง

“วันชัย” บุกยื่นหนังสือต่อประธาน คตส.เรียกร้องให้ลาออกจากประธานไต่สอนคดีจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง ชี้ เลือกปฏิบัติไม่เอาผิด อภิรักษ์

นายวันชัย จงจรูญหิรัณย์ ประธานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น พร้อมเครือข่ายรวม 3 คน เข้ายื่นหนังสือถึงนายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพื่อให้นายนาม ลาออกจากการเป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร

เนื่องจากทางกลุ่มฯ เห็นว่ามีการเลือกปฏิบัติและมีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเห็นได้ชัดว่ามีแนวโน้มจะไม่เอาผิดกับนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา ตามที่เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนไว้ก่อนหน้านี้

ขณะเดียวกัน ก็มีข่าวว่าได้มีการเอื้อประโยชน์ระหว่างผู้ถูกสอบสวนกับผู้กล่าวหา กรณีโยกย้ายบุตรชายของนายนาม ข้าราชการในสังกัดกรุงเทพมหานคร ไปดำรงตำแหน่งในฝ่ายเทศกิจ จึงเป็นที่น่าเคลือบแคลงสงสัยในการวินิจฉัยไต่สวน จึงขอให้ถอนตัวจากการเป็นคณะอนุกรรมการไต่สวนการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง เพื่อความบริสุทธิ์ใจในการทำหน้าที่ หรืองดออกเสียงลงมติ ไม่เช่นนั้นสังคมจะเป็นผู้ตัดสินเอง อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ทางกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่นเข้ายื่นหนังสือ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้าสังเกตการณ์และเตรียมพร้อมดูแลรักษาความเรียบร้อยเกือบ 10 นาย



วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ประชาชนตื่นแล้ว ต่อให้ใช้ตุลาการวิวัฒน์ ก็ไปไม่รอด


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ รู้สึกว่าคนไทยจะเจ็บปวดกับคำว่า ตุลาการวิวัฒน์ไม่น้อย หลักของตุลาการวิวัฒน์ คือ การตัดสินคดีความต่างๆ ไม่ได้ยืนอยู่บนหลักของนิติธรรม แต่ตัดสินต่างๆ ตามธงที่ได้ตั้งไว้แล้ว ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับว่าธงที่ตั้งไว้นั้น เป็นอย่างไร

มีตัวอย่างที่คนสงสัยการตัดสินของตุลาการหลายคดี เช่น การจำคุก กกต. การยุบพรรคพลังประชาชน และคดีความที่เกี่ยวของกับ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรทั้งหลาย ซึ่งสองสามวันมานี้มีคดีดังคดีหนึ่งคือ กรณีสินบน 2 ล้านบาท ที่ตัดสินออกมาแล้วทำให้คนเคลือบแคลงและเกิดคำถามค่อนข้างมาก แม้โดยกฎหมาย ประชาชนจะยอมรับการตัดสินของศาลก็ตาม แต่การยอมรับไม่ได้หมายถึงว่า ประชาชนจะวิพาร์กวิจารณ์หรือเคลือบแคลงสงสัยไม่ได้ เพราะมันมีข้อสงสัยหลายประการเช่น มีคนสงสัยที่ผมยกเอามาจากเว็บบอร์ดเช่น

----------

- เงินของกลาง ที่สามารถตรวจสอบลายนิ้วได้ กลับไม่มี
- ทีวีวงจรปิด ที่หน่วยงานทั่วไป ถ้ามีเขาก็เปิดไว้ 24 ชม. แต่ที่นี้ดันไม่ได้เปิดในวันเกิดเหตุ

- คนระดับเป็นทนาย จะไม่รู้เหรอว่า ทำแบบนี้ จะไม่โดน
- อาจรู้กันกับ อีกฝ่าย ก็ได้

- อาจเพราะรู้แล้วว่า ไม่ได้ สาหัส อะไร 6 เดือน แลกกับเงิน หาที่ไหนก็ได้ 2 ล้าน
- การตัดสิน เร็วยังว่าสายฟ้าฟาด
- อาจมีเกม อะไร ถูกวางไว้
- อาจถูกกล่าวหาว่าถูกใส่ร้าย ทักษิณ ในภายหลังก็ได้
- สาเหตุ แลผลที่ปรากฏ คนระดับพวกนี้ ถ้าโง่ ในเรื่องเด็กๆแบบนี้ หาไม่ได้
- ลักษณะแบบนี้ พยามให้เห็นว่า ทักษิณ ใช้อำนาจเงินฟาด อะไรก็ได้ ในนี้
- จะบอกว่า ทักษิณ คิดและทำเลว แบบนี้ได้ ทุกเรื่อง ให้ภาพการยุบพรรคไทยรักไทยให้เป็นแบ็กกราว ว่าผิดอย่างไร ก็ยอมผิดแบบนั้น

----------


คือ คนยุคนี้ไม่ไว้ใจกระบวนการตุลาการวิวัฒน์ทั้งหลาย เพราะการกระทำต่างๆ มันมีพิรุธให้คนคิดได้มากมาย แม้จะปิดปากประชาชนอย่างไร แต่ไม่สามารถปิดใจคนไม่ให้คิดและมองอย่างเคลือบแคลงได้

และการที่ศาลรีบรับนาย สุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนพิเศษกลับ กรณีมีเรื่องหมายจับ ทั้งๆ ที่นายสุนัย ได้เข้ามาอยู่ฝ่ายบริหารแล้ว และมีความขัดแย้งกับฝ่ายการเมือง เมื่อกลับเข้าไปเป็นผู้พิพากษา และต้องตัดสินคดีทางการเมืองเหล่านี้ จะเชื่อได้อย่างไรว่าดำรงตนเป็นกลาง และรักษาความยุติธรรมได้

ผมคิดว่าขณะนี้ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้วจะรั้งกลับมันก็ไม่มีทางเหมือนเดิม ประชาชนเขาตื่นแล้ว จะทำให้หลับใหล โดยการโฆษณาชวนเชื่อนั้นอย่าหวังเลยครับ

ดังนั้น การที่จะใช้ตุลาการวิวัฒน์ ต่อต้านอำนาจประชาชน สุดท้ายก็เสื่อมทั้งคนสั่ง และตุลาการทั้งหลาย

ผมไม่ได้กังวลเลยว่า พวกอำมาตย์จะใช้กลยุทธ์อะไรอีก เพราะหากมีเลือกตั้งใหม่ ผมก็เลือกพรรคที่อยู่ตรงข้ามกับพวกอำมาตย์ และพวกพอเพียงทั้งหลาย ยิ่งดิ้นมันก็ยิ่งพันตัวมากขึ้นไปเรื่อย ๆ

ผมอยากรู้นักว่า จะดิ้นไปได้อีกนานสักเท่าใด

เมื่อศรัทธามันหายไป ต่อให้มีเลห์เพทุบายอย่างไร ก็ยิ่งนำไปสู่ความเสื่อมมากยิ่งขึ้น

แต่หากทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ความศรัทธาก็จะกลับมาอีก แต่การจะให้ประชาชนอยู่ดีกินดี เศรษฐกิจต้องเติบโต ต้องเปิดประเทศ ต้องพัฒนาอุตสาหกรรม ค้าขายกับทั่วโลก ต้องใช้ "ระบอบทักษิโณมิกส์เท่านั้น จึงจะทำอย่างนี้ได้ เพราะระบอบทักษิณมันคือ ระบอบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ ที่เป็นกระแสหลักของสังคมโลกในศตวรรษที่ 21

จะมาโฆษณาให้ประชาชนทำไร่นาสวนผสมอยู่ คงเหลือคนเชื่อน้อยเต็มที

ดังนั้น ระบอบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์มีแต่คนอย่างทักษิณ เท่านั้นที่ทำได้ดี พวกอำมาตย์นั้นไม่สามารถทำอย่างที่ทักษิณเคยทำให้กับประชาชนแน่นอน

แรงบีบจากคนชั้นล่างหรือคนชั้นรากหญ้านั้น เขาก็จะเลือกพรรคที่ทำให้เขากินดีอยู่ดี เท่านั้น ไม่เลือกพรรคที่ให้เขาจนอย่างไรก็จนอยู่อย่างนั้นอย่างแน่นอน

จะใช้ตุลาการวิวัฒน์ ต่อสู้กับกระแสการเปลี่ยนแปลง สวนกระแสโลกไปได้นานสักเท่าใด ถึงอย่างมันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงในทางใดทางหนึ่งอย่างแน่นอน และสุดท้ายมันก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับกระแสโลก ดังนั้นผมจึงไม่ได้ใจร้อน หรือทุรนทุรายแต่อย่างใด ผมทนรอดูได้อย่างใจเย็นได้ ทนดูลิเกโรงนี้ว่าจะไปได้นานสักเท่าใด

ชีวิตย่อมมีหนทางของมัน

Life has its way.

ผมไม่ได้มองการเมืองว่าเป็นเรื่องของ "อุดมการณ์" แต่เพียงอย่างเดียว แต่การเมือง เป็นเรื่องของ ผลประโยชน์ของผู้เลือกตั้ง"

ดังนั้น คำกล่าวของผมที่ว่า ประชาชนตื่นแล้ว ผมหมายถึงเขาตื่นขึ้นเพราะรับรู้อำนาจของพวกเขา ว่ามีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเขา ดังนั้น พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชน จึงเปลี่ยนแปลงไป คือ ประชาชนจะเลือกแบบเหมารวมเป็นพรรค และเลือกพรรคที่ "เสนอนโยบายเป็นประโยชน์แก่พวกเขา" สุดท้าย พรรคที่จะชนะเลือกตั้งคือ พรรคที่เสนอนโยบาย "เศรษฐกิจนิยม เศรษฐกิจก้าวหน้า รายได้ประชาชาติโตขึ้น รายได้คนดีขึ้น

พรรคที่มีนโยบายแบบนี้คือ พรรคทุนนิยมโลกาภิวัฒน์คือ พรรคระบอบทักษิณครับ

สำหรับพรรคที่เสนอแต่นามธรรม ปฏิบัติไม่ได้ ไม่ทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น ประชาชนก็จะไม่เลือก

เมื่อแนวโน้มเป็นอย่างนี้ ต่อให้พวกนิยมประชาธิปไตยแตกกัน มันก็ไม่มีความหมายแต่อย่างใด เพราะคนรากหญ้า 70% มีพฤติกรรมการเลือกตั้งแบบนี้ คนรากหญ้าตลาดการเมืองขนาดใหญ่ เป็นตลาดที่ซื้อแบบ "เหมาโหล" พรรคที่มีนโยบายถูกใจ ปฏิบัติได้ จะได้คะแนนเสียงประชาชน 70% นี้ ทั้งหมด

หาก ปชป. ปรับนโยบายมาแบบนี้ และมีคนมีฝีมือเท่าทักษิณ ปชป. ก็จะชนะเลือกตั้ง แต่นั้นมันก็คือ "วิญญาณพรรคไทยรักไทย" เข้าสิงนั่นเอง หากเป็นแบบนั้นผมก็ไม่ว่าอะไร แต่หมายถึง ปชป. ต้อง Reengineering พรรคแบบถอนรากถอนโคนทีเดียว

ผมจึงไม่กลัวฝ่ายประชาธิปไตยเสียงแตก เพราะมันคือ Mega trend หรือแนวโน้มใหญ่ครับ ถึงอย่างไรทิศทางและกระแสของผู้เลือกตั้งก็จะไปในทิศทาง

ต่อให้ "ผู้มีบารมี มีบารมีมากเท่าใด ก็ทานกระแสไม่ไหว ยิ่งทานกระแสก็จะยิ่งแตกหักมากยิ่งขึ้น และประชาชนจะไม่มีทางแพ้แน่นอน เพราะประชาชนคือเจ้าของประเทศตัวจริง ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของประเทศ

การเปลี่ยนแปลงของประชาชนในระดับรากหญ้า มันเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบ Paradigm Shift คือ โลกทรรศ์ของประชาชนเปลี่ยนไป เมื่อโลกทรรศ์ เปลี่ยนพฤติกรรมคนก็เปลี่ยนตามโลกทรรศ์แบบใหม่ ตามทฤษฎีของ Paradigm Shift ของ Thomas Kuhn นั้น เมื่อ Paradigm ใหม่มาแทนที่ Paradigm เก่า มันจะแทนที่อย่างช้าๆ คนรุ่นเก่าจะรับไม่ได้ แต่คนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนไปรับแนวคิดใหม่ โลกทรรศ์ใหม่

คนบางคนอยู่นานเกินไป อุปมาอุปไมยเหมือน เขาเกิดในยุคที่คนเชื่อว่า "โลกแบน" แต่ในบั้นปลายชีวิต ดันมีคนเสนอว่าโลกกลม พวกเขาย่อมรับไม่ได้ การต่อสู้ดิ้นรนย่อมมี แต่สุดท้าย Paradigm เก่า ความเชื่อเก่า ๆ ก็จะตายไปพร้อมกับพวกเขา

------------

มีคนกล่าวว่า

ทำอย่างไรเราจะได้พบความชั่ว ร้ายกาจ กับไอ้ที่ร้ายยิ่งขึ้นไปกว่า เพื่อจะได้กล่าวว่า นี่คือกฎหมาย องสู้ความขี้ฉ้อด้วยความคดโกงที่เหนือกว่า แล้วประกาศออกมาว่า นี่ละคือศีลธรรม ทำไฉนเราจะได้ผ่านพบอาชญากรรม ด้วยอาชญากรที่ร้ายกาจกว่า แล้วเรียกมันว่า นี่สิคือ ความยุติธรรม

(บางส่วนจากความยุติธรรมอยู่ที่ไหน)
...................................................
คำเตือน ความยุติธรรมข้างต้น คือคำประกาศสงครามกลางเมือง

จาก thaifreenews

บทนี้ได้ใจลูกน้องเต็มๆ

ให้รู้กันไปเลยว่า เซียนตัวจริง

กับลีลาของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้จังหวะจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” แนะสูตรผสมข้าวเก่ากับข้าวใหม่หุงให้นุ่มอร่อยขึ้นหม้อ

โชว์ความเป็นเจ้าตำรับข้าวถุงยี่ห้อประชากรไทย

ลงลึกถึงแก่นว่าด้วยปัญหาราคาข้าวที่ฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ เปิดฉากถล่มนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ ในคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจวันสุดท้าย

พูดกันแบบเปิดอก เอาข้อมูลลึกออกมาแฉ

ประเภทไปตกลงกับผู้นำอาเซียน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ จะขายข้าวให้ในฐานะเพื่อนบ้าน แต่ถึงเวลาจริงโดนเล่ห์เหลี่ยมพ่อค้าหักหน้า โก่งราคาทำกำไร ไม่รักษาเครดิตผู้นำประเทศ หรือกับคิวข้าวถุงธงฟ้าที่ต้องสั่งยกเลิกเพราะฟังข้อมูลจากข้าราชการประจำมากเกินไป

บ่นไป ก็ตำหนิพวกเดียวกันเองไป

“ลุงหมัก” พูดตรงๆ รมว.พาณิชย์ ดำเนินการผิดอยู่บ้าง เพราะฟังข้าราชการประจำมากเกินไป รวมทั้งยอมรับว่า การดำเนินการขายข้าวถุงธงฟ้า ทำให้ราคาข้าวตกจริง จึงได้สั่งหยุดขายข้าวถุงธงฟ้าที่ 300,000 ถุง

เจอมุกนี้เข้าไป ประชาธิปัตย์ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ

ไม่ใช่แค่ชกฉาบฉวย “ลุงหมัก” พูดแบบคนทำการบ้านมาดี

เอาเป็นว่า เรื่องข้าวเป็นประเด็นที่ชาวไร่ชาวนา ชาวบ้านร้านตลาดสนใจมากกว่าเรื่องไหน ในคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเป็นอะไรที่ใกล้ตัวที่สุด

ฟังแล้วเข้าใจได้ง่ายๆเลย

“ลุงหมัก” ออกหมัดได้แต้มก็แล้วกัน

และยังได้ใจกันไปเต็มๆ โดยเฉพาะคิวนายมิ่งขวัญ คนที่ถูกจับตากันว่าจะได้คะแนนโหวตไว้วางใจน้อยที่สุด เพราะไม่มี ส.ส.หางเครื่องอยู่ในสังกัด แถมยังมีเรื่องหักดิบกับนายกฯสมัครหลุดเป็นข่าวออกมา

ห่วงว่า “มือใหม่” จะคว่ำกลางสภา

ปรากฏถึงเวลา “ลุงหมัก” เล่นบทลูกพี่ใหญ่ลุกขึ้นกางปีกป้อง รมว.พาณิชย์ ย้ำแล้วย้ำอีก 3-4 รอบ “รัฐมนตรีมิ่งขวัญเป็นพวกผม”

แต่ไปหลงเชื่อข้าราชการประจำมากไป

ไม่ใช่แค่นายมิ่งขวัญ “ลุงหมัก” ยังถือโอกาสประกาศเลยว่า รัฐมนตรีทั้ง 35 คน เป็นพวกเดียวกัน ถึงจะขัดขากันบ้าง แต่สุดท้ายก็คุยกันรู้เรื่อง

โชว์ความเป็นปึกแผ่นใน ครม.

แต่คนที่ตัวลอยก็คือ “เสี่ยตือ” นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลูกน้องสายตรงของ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่ “ลุงหมัก” เอ่ยปากชมดังๆกลางสภา ยอให้เป็นกุนซือเรื่องข้าวประจำรัฐบาล

ทำผลงานได้เข้าตานายกฯ

“ลุงหมัก” ยังยกให้ฝั˜งตรงข้ามอย่าง “สามสี ภูเขาทอง” นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี อภิปรายได้โดนใจที่สุด และมีแนวทางตรงกับรัฐบาลในการรับไปดำเนินการ

ปกป้องลูกน้องในสังกัด ยกก้นคนของพรรคร่วมรัฐบาล ยอวาทีฝ่ายตรงข้าม

สรุปคิวนี้ “ลุงหมัก” ได้ไปทั้งแต้ม ได้ทั้งใจ

แต่ที่รู้ว่าคงไม่ได้ดั่งหวัง “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับว่า เป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะมีการปรับเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีที่ถูกฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะรัฐมนตรีทั้ง 7 คน ถือเป็นสายตรงของนายใหญ่

อย่างไรก็ตาม ถ้านายกฯตัดสินใจปรับเปลี่ยน ก็เชื่อว่าจะช่วยยืดอายุการทำงานของรัฐบาลออกไปได้อีกระยะหนึ่ง

แต่ก็เหมือนจะรับมุกกันทันควัน

ล่าสุด “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย สั่งเรียกประชุมลูกพรรคในเวลา 08.00 น. วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน ก่อนลงมติที่รัฐสภา โดยพูดเป็นนัยๆ

“คิดว่ามีความจำเป็นต้องปรับ ครม. เพราะมีหลายอย่างที่ควรปรับปรุงแก้ไข ส่วนจะปรับกี่ตำแหน่งนั้นคงบอกไม่ได้ แต่ต้องดูว่าการอภิปรายครั้งนี้มีผลกระทบอะไรบ้าง อีกทั้งขณะนี้ก็มีตำแหน่งรัฐมนตรีว่างอยู่ 1 ตำแหน่ง คือ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี”

ส่งซิกบี้เกลี่ยโควตากันใหม่แล้ว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน




ลงมติไว้วางใจนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วย 7 รัฐมนตรี

รัฐสภา 27 มิ.ย.- ในที่สุดเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติไว้วางใจนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วย 7 รัฐมนตรี โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้คะแนนน้อยที่สุด

ติดตามรายงานจากรัฐสภา. สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-06-27 11:21:36







ประชาธิปัตย์คือใคร?

แต่สิ่งที่ไม่ตลกคือความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านถูกกระทบอย่างแรงไปแล้วจากปากของคนประชาธิปัตย์ ซึ่งถ่ายน้ำลายมาจากเวทีพันธมิตรฯอีกต่อหนึ่ง ยังไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อไป

ใครจะว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลรอบนี้จืดชืดหรือขาดความเร้าใจอย่างไรก็ตาม ผมกลับเห็นว่ามีประโยชน์ยิ่งต่อการปฏิรูปการเมืองในระยะยาว เพราะทำให้คนทั่วไปตาสว่างและได้รู้กันทั่วสักทีว่าพรรคประชาธิปัตย์คือใคร

ก็เนื้อหาและประเด็นที่หยิบมาอภิปรายนั่นล่ะครับเป็นตัวบอก

บอกว่าเป็นฝ่ายค้านของรัฐบาลที่นำโดยพรรคพลังประชาชน หรือเป็นฝ่ายที่คอยคัดค้านระบอบประชาธิปไตยของบ้านเมืองกันแน่

ตรายี่ห้อเก่าๆว่าเป็นพรรคที่ต่อสู้กับเผด็จการเพื่อประชาธิปไตยนั้น อย่ายกขึ้นมาอีกเลยครับ จะอายเขาเสียเปล่าๆ

เพราะมันจบสนิทไปตั้งแต่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพวกตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ และประกาศต่อสาธารณชนว่าพรรคประชาธิปัตย์จะกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญของประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๐ นั่นแล้วล่ะครับ

จำได้ไหมว่าเรื่องหลังนี้จบอย่างไร

รบกวนเบื้องพระยุคลบาทถึงขนาดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงมีพระราชดำรัสว่าอย่าขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๗ ขึ้นมา เพราะจะทำให้คนเขาค่อนได้ว่าพระเจ้าอยู่หัว "ไม่เป็นประชาธิปไตย"

ครับ แนวคิดของคุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์มันถึงขนาดนั้นทีเดียว

คนที่มียางอายแม้แต่เพียงบางๆ เขาคงจะกราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคและผู้นำฝ่ายค้านฯ และคงหลบหน้าผู้คนไปเสียนานแล้ว

แต่อย่างที่เขาว่าล่ะครับ...สมัยนี้เก่งไม่กลัว กลัวหน้าด้าน

การอภิปรายของฝ่ายค้านที่ผ่านมา คงจะอ้างได้ยากว่าเป็นการทำงานเพื่อระบอบประชาธิปไตยเพราะเหตุที่เตือนความจำมานี้ แถมยังต้องไม่ลืมว่าระหว่างที่บ้านเมืองยังอยู่ใต้ท็อปบู๊ตทหารหลัง ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นั้น พรรคการเมืองที่ได้รับโอกาสให้ขึ้นป้ายหาเสียงและออกสื่อของรัฐอย่างเอิกเกริกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย คือพรรคประชาธิปัตย์

มิหนำซ้ำเมื่อทุกอย่างซาลง คนอย่างคุณสกลธี ลูกชายของพลเอกวินัย ภัททิยกุล เลขาธิการคณะรัฐประหาร ยังลงสมัครรับเลือกตั้งและได้เป็น ส.ส.ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์มาจนวันนี้

คนอย่างคุณสมเกียรติ พงศ์ไพบูลย์ ซึ่งเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกไปเป็นแกนนำและขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ของสนธิลิ้มและพลตรีจำลอง ซึ่งเป็นขบวนการการเมืองนอกสภาอย่างโจ่งแจ้ง แถมยังผิดกฎหมายอีกหลายข้อ สร้างความเดือดร้อนกับผู้คนในแถบนั้นโดยไม่สนใจเขาเลย แล้วยังกลับเข้ามาลอยหน้าลอยตาใช้ระบบรัฐสภาเป็นเครื่องมือ จนถูกคนที่หมั่นไส้เขากระโดดถีบกลางสภามาแล้ว

ประวัติส่วนตัวของพรรคประชาธิปัตย์แบบนี้ ไปขอต่อแถวประชาธิปไตยกับใครเขาในโลกก็คงจะถูกถ่มถุยออกมา

เมื่ออภิปรายเรื่องเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นเรื่องเก่าสมัยที่อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือคุณเสนีย์เป็นทนายไปว่าความแพ้เขาในศาลโลก โดยวกมาบอกว่าเห็นไหมว่ารัฐบาลนี้ไม่รักชาติรักแผ่นดิน โดยขาดข้อเท็จจริงที่จะบอกได้ว่าเป็นความผิดหรือแม้แต่ความไม่สมควร พรรคประชาธิปัตย์ก็กลายเป็นตัวตลกทางการเมืองไป

แต่สิ่งที่ไม่ตลกคือ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านถูกกระทบอย่างแรงไปแล้วจากปากของคนประชาธิปัตย์ ซึ่งถ่ายน้ำลายมาจากเวทีพันธมิตรฯอีกต่อหนึ่ง ยังไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อไป นี่ยังไม่ได้พูดถึงประเทศที่สามอีกหลายร้อยประเทศที่เขามองไทยอย่างสังเวชใจว่าก่อเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้อย่างไรกัน

และเมื่ออภิปรายเรื่องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ขนาดอดีตรัฐมนตรีที่เขาลาออกไปแล้วและไม่ได้นั่งอยู่ในสภาด้วย ยังไปงัดมาพูดจนนายกรัฐมนตรีต้องลุกขึ้นตอบแทน ก็ยิ่งเกิดคำถามขึ้นในใจว่าเรื่องเบื้องสูงขนาดนี้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของบางพรรคไปแล้วหรืออย่างไร เพราะเจ้าตัวต้องรู้ดีว่าเรื่องแบบนี้ยิ่งพูดยิ่งเสีย ไม่เป็นประเด็นได้ถือว่าดีที่สุด

พรรคการเมืองในยุคนี้ไม่ควรเป็นเพียงตัวแทนของใบไม้เก่าๆที่จะปลิดร่วงไปตามกาลเวลา แต่ควรเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างเก่ากับใหม่เพื่อให้ต้นไม้นั้นยืนต้นงอกงามต่อไป

แต่พรรคการเมืองที่ว่ามานี้คงจะสายเกินแก้แล้ว


กาหลิบ


////////////////////////////

คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง:...จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ 27/06/2551


กาหลิบ

จาก thai-grassroots

ทักษิณแถลงเสียใจทีมทนายโดนจำคุกยันสู้คดีตามกติกา

“พงศ์เทพ” เผย “ทักษิณ” ยืนยันเคารพดุลพินิจศาล และแสดงความเสียใจกรณีทนายความถูกตัดสินจำคุก ระบุตั้งใจเข้ามาต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้วไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องทำอย่างที่มีข้อกล่าวหา โดยเฉพาะธุรการศาลก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี

เมื่อบ่ายวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้อ่านแถลงการณ์กรณีของทนายความส่วนตัว มีคำสั่งศาลให้จำคุก ความว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคารพในดุลพินิจของศาลฎีกา ในการฟังข้อเท็จจริง และขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่ทนายความ เสมียนทนาย และผู้ประสานงานถูกกล่าวหา

พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับเข้ามายังประเทศไทย เพื่อต่อสู้คดีที่ดินย่านรัชดาภิเษก ซึ่งคุณหญิงพจมาน ชินวัตรประมูลซื้อจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา โดยเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเอง และพร้อมต่อสู้คดีภายใต้กลไกกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศาลยุติธรรม

การกระทำที่มีการกล่าวหาไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดเลยแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทางเจ้าหน้าที่ธุรการของศาลก็ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดี

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รู้สึกกดดันกับเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่ นายพงศ์เทพกล่าวว่า "โดยส่วนตัวแล้วท่านไม่ได้รู้สึกเครียดอะไร เพราะเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเองอยู่แล้ว และท่านก็เคารพในดุลพินิจของศาลด้วย"

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อไปว่า ประเด็นดังกล่าวจะเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองของอดีตนายกฯ ทักษิณหรือไม่ นายพงศ์เทพกล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบแต่อย่างใด เนื่องจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง เพราะว่าได้เว้นวรรคทางการเมืองไปนานแล้ว และรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯ ทักษิณแต่อย่างใด

ผู่สื่อข่าวถามอีกว่า ทำไมอดีตนายกฯ ทักษิณไม่ออกมาแถลงการณ์ด้วยตัวเอง นายพงศ์เทพกล่าวว่า ทั้งตนและ น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ (โฆษกมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย) ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว เพราะอดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่อยากทำให้ตัวเองตกอยู่ในกระแสที่สื่อมวลชนให้ความสนใจมากจนเกินไป เพราะเดี๋ยวจะถูกข้อครหาอื่นๆ อีกมากมาย

ส่วนที่มีประเด็นออกมาว่า มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย กดดันให้เกิดการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นั้น ตนอยากบอกว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เมื่อวันพุธที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา ตนได้เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ในส่วนของการหารือเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน และยุทธศาสตร์เรื่องข้าว ถึงกระบวนการดำเนินงานว่าจะมีขั้นตอนเป็นอย่างไร ไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจเลย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่เกิดขึ้นทำให้สังคมมีมุมมองด้านลบ และมีทัศนะคติที่ไม่ดีต่ออดีตนายกฯ ทักษิณ นายพงศ์เทพกล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้น สังคมคงมองเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ดีอย่างแน่นอน ตนอยากให้ทุกคนรวมถึงสื่อมวลชน ได้ลองไปอ่านคำพิพากษาของศาลดู ก็จะทราบว่า ทีมทนายและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ชี้แจงและอธิบายถึงเรื่องดังกล่าว แต่ในเมื่อศาลเชื่อความอีกอย่าง ก็ต้องเชื่อและเคารพในดุลพินิจของศาล

นายพงศ์เทพ ได้ย้ำอีกครั้งว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯ ทักษิณ และเรื่องดังกล่าวก็ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรกับคดีความของอดีตนายกฯ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจการตัดสินใจของศาล ส่วนใครจะเข้ามาดำเนินการดังกล่าวเพื่อสืบหาต้นตอ ตนมองว่าปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมจะดีกว่า

ส่วนที่มีประเด็นออกมาว่า นายธนา ตันศิริ หนึ่งในทีมทนายความ ที่ถูกศาลสั่งพิพากษาได้หลบหนีออกนอกประเทศตามที่ข่าวได้นำเสนอออกไปนั้น ตนอยากบอกว่า ข้อเท็จจริงแล้ว นายธนาไม่ได้หลบหนีออกนอกประเทศตามที่เป็นข่าว แต่ตอนนี้ไม่สบาย และกำลังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และตอนนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดูแลอยู่ด้วย

ด้าน นายสิทธิโชค ศรีเจริญ ประธานกรรมการมรรยาททนายความ สภาทนายความ กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า ได้มอบหมายให้ นายสมชัย โรจน์วณิชย์ รองประธานกรรมการมรรยาททนายความ ดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ศาลฎีกา เพื่อขอคำสั่งศาล ก่อนเร่งนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการมรรยาททนายความ เพื่อพิจารณามีมติให้ลบชื่อของทนายความทั้ง 3 คน ออกจากทะเบียนทนายความต่อไป

อย่างไรก็ตามในการประชุมลงมติชี้ขาดคดีมรรยาท ด้วยการลบรายชื่อของทนายทั้ง 3 คนนั้น จะใช้มติเสียงเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 8 ใน 15 ของคณะกรรมการมรรยาท ตามมาตรา 63 ของพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 หมวด 6 ว่าด้วยมรรยาททนายความ ส่วนในมาตรา 71 ที่ระบุว่า บุคคลที่ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ จะขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตอีกมิได้ เว้นแต่เวลาได้ผ่านพ้นไปแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันถูกลบชื่อนั้น แต่ในทางปฏิบัติสภาทนายความยังไม่เคยอนุญาตให้ทนายคนใดกลับมาว่าความได้อีก

ประธานกรรมการมรรยาททนายความ กล่าวถึงคดีละเมิดศาลที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ด้วยว่า ส่วนใหญ่จะเป็นเหตุทะเลาะวิวาทกันในศาล เช่น กรณีทนายความทะเลาะวิวาทกัน ซึ่งศาลห้ามแล้วก็ยังกระทำอีก แม้แต่ประชาชนทั่วไปหากกระทำการ เช่น ส่งเสียงดังรบกวนการทำหน้าที่ของศาล การเมาสุรา การขายหวยในบริเวณศาล ก็ถือเป็นการกระทำที่ละเมิดด้วย

ทางด้าน นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า แม้จะรู้จัก พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ไม่ทราบว่าให้ใครสู้คดีให้ เพราะระยะหลังไม่ได้ติดต่อกัน และเชื่อว่าการพิพากษาลงโทษทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะนำกรณีดังกล่าวไปขยายความเชื่อมโยงว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมนั้น นายสมพงษ์ กล่าวว่า จะไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร เมื่อศาลฎีกาซึ่งเป็นผู้วินิจฉัยอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ฝ่ายบริหารไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องและจะไม่เข้าไปก้าวก่ายโดยเด็ดขาด



หอการค้าเชื่อมือทีมเศรษฐกิจ อภิปรายไม่กระทบการลงทุน

สอท.ห่วงเศรษฐกิจครึ่งปีหลังย่ำแย่ทั้งจากสถานการณ์ภายนอกและปัญหาการเมืองในประเทศ ขณะที่หอการค้าเชื่อมั่นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะปัญหาปากท้องประชาชน ไม่ส่งผลกระทบความเชื่อมั่นการลงทุน เพราะรัฐบาลเพิ่งทำงานได้เพียง 4 เดือน และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ถือว่ามีความเข้าใจในโครงสร้างเศรษฐกิจดีอยู่แล้ว

จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤติของโลกที่ได้รับผลกระทบกันไปทั่ว ผนวกกับปัญหาในประเทศที่สะสมมาตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหาร มาจนถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นั้น

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยอมรับว่า ภาวะเศรษฐกิจครึ่งปีหลังปีนี้มีความน่าเป็นห่วงกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีทิศทางที่อาจจะชะลอตัวลงได้อีก หากปัญหาน้ำมันแพงยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นอาจกระทบการส่งออกไทย ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศเองก็ยังต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่แรงซื้อในประเทศกลับยังคงมีการขยายตัวต่ำอยู่

"เมื่อพิจารณาแล้ว ครึ่งปีหลังนี้ก็น่าห่วงกว่า เพราะปัญหาจะมีทั้งจากปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายในของไทย คือ การเมืองที่เริ่มไม่ชัดเจน ทำให้กำลังซื้อคนไทยลดไปมาก โรงงานไม่กล้าขยายการลงทุน โชคดีที่ส่งออกยังโตอยู่จึงช่วยได้มากในช่วงที่ผ่านมา"

สำหรับมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาลที่จะมีโครงการแจกคูปองคนจนนั้น ก็ถือว่าเป็นจุดที่ดีในการดูแลค่าครองชีพผู้มีรายได้น้อย แต่ต้องระวังไม่ให้คูปองนั้นเป็นเงินสด เพราะอาจจะนำไปใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่ควรจะใช้ คูปองควรเป็นการนำไปแลกสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น ข้าวสาร เป็นต้น และควรจะมีระยะเวลาที่ชัดเจน และจะต้องลงทะเบียนผู้ที่จะมีสิทธิ์ใช้คูปองให้ดี เพื่อให้ถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง

ด้านนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กระบวนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีครั้งนี้ มีเนื้อหาครอบคลุมหลายเรื่อง เป็นโอกาสที่ฝ่ายค้านจะได้แสดงความเห็น และรัฐบาลจะได้อภิปรายชี้แจง และคงมีประเด็นที่ตรงกับความต้องการของภาคเอกชน โดยนักธุรกิจนักลงทุนจะจับตาในภาพรวม รวมถึงข้อมูลที่นอกเหนือจากที่รัฐบาลได้เคยเปิดเผยมา

ทั้งนี้ ในฐานะตัวแทนภาคเอกชน จะไม่เสนอความเห็นไปยังรัฐบาลผ่านช่องทางทั่วๆ ไป แต่จะขอพบรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ผ่านการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 3 สถาบัน คือ กกร. หลังจากการอภิปรายสิ้นสุดแล้ว เพื่อรับฟังนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจต่อไป

นายธนวรรธน์ พลวิชัย คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านพยายามชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลดำเนินนโยบายต่างๆ โดยไม่เข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจ ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงการคลัง ที่ประกาศใช้ก่อนหน้านี้ต้องอาศัยเวลาจึงจะเป็นผล และรัฐบาลเพิ่งบริหารประเทศเพียง 4 เดือน จึงยังไม่สามารถชี้ข้อผิดพลาดให้ชัดเจนได้

นักวิชาการติงฝ่ายค้านไร้สาระ ประจานซ้ำลอกข้อมูลเว็บไซต์

นักวิชาการ-นักกฎหมาย ซัด ปชป. อภิปรายไร้สาระ หวังขุดประวัติศาสตร์ล้มรัฐบาลแต่ไร้ผล ให้คะแนนเต็มรัฐบาล 3 วันสอบผ่านฉลุย ด้าน “เฉลิม” แฉข้อมูลประชาธิปัตย์ ไร้ทีเด็ด แค่ดึงจากเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ และเวทีพันธมิตรฯ ด้าน "วินัย สมพงษ์" ลุกมากล่าวหา “สันติ พร้อมพัฒน์” เรียนไม่จบ จนไฟดับในสภา วิจารณ์กันแซดโกหกมดเท็จจนน้ำไหลไฟดับ ขณะที่ อดีตอธิการบดี รามฯ ออกโรงยัน “สันติ” จบการศึกษาถูกต้อง แค่คนชื่อคล้ายกัน

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.51 ซึ่งเป็นการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ในวันที่สามของการพิจารณา ช่วงเช้าเป็นการอภิปราย นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จากนั้นในช่วงบ่ายได้เริ่มอภิปรายในส่วนของกระทรวงคมนาคม โดย พ.อ.วินัย สมพงษ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนแรกที่ลุกขึ้นอภิปราย นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ต่อจากนั้น นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายนายกรัฐมนตรี และนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จากนั้น นายถาวร เสนเนียม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายต่อประเด็นการเช่ารถโดยสารปรับอากาศ NGV ของ ขสมก.จำนวน 6,000 คัน

* “วินัย” ยกหางตัวเองจนไฟดับ
พ.อ.วินัย สมพงษ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.คมนาคม ลุกขึ้นเป็นผู้อภิปราย โดยเนื้อหาส่วนใหญ่จะมุ่งเปรียบเทียบผลงานของตัวเองในอดีตว่าดีกว่ารัฐบาลทำ รวมทั้งพุ่งเป้าไปที่ปัญหาคุณธรรม จริยธรรมของนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม ระบุมีหลักฐานว่า ขณะนายสันติ เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ถูกจับได้ว่าให้บุคคลอื่นเข้าสอบแทน โดยปลอมใบขับขี่ใช้เป็นหลักฐานในการเข้าสอบ จนถูกลบชื่อจากการเป็นนักศึกษา

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ พ.อ.วินัย อภิปรายได้ไม่นานการประชุมต้องยุติลงกะทันหัน เนื่องจากไฟฟ้าดับ ทำให้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานการประชุม ได้ยุติการประชุมไว้จนกว่าไฟฟ้าจะมา และมีรายงานข่าวว่าบรรยากาศก่อนที่ไฟฟ้าจะดับ พ.อ.วินัย ได้ย้อนอดีตผลงานของตัวเอง ทำให้บรรดา ส.ส.หยอกล้อแซว พ.อ.วินัย ว่า พูดจนน้ำไหล ไฟดับ

* ยันเรียนจนจบปริญญาโท
นายสันติ ลุกขึ้นชี้แจงเรื่องวุฒิการศึกษา ว่า ตนไม่เคยทำใบขับขี่ตลอดชีพ ส่วนเรื่องการไปสอบ หรือไม่ไปสอบ ตนไม่เคยดำเนินการในเรื่องเหล่านั้น ตนเข้าเรียนที่รามคำแหงเมื่อปี 43 จบปริญญาตรี ปี 2545 และเรียนต่อปริญญาโท จบใน 2 ปีถัดมา ส่วนมหาวิทยาลัยดำเนินการอย่างไรตนไม่ทราบ

นายสันติ กล่าวว่า ส่วนเรื่องรถไฟฟ้าสายสีม่วง เป็นทางรถไฟยกระดับ รวม 12 สถานี ดำเนินการมาก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่ง มีการออกแบบ เวนคืน เรียบร้อยก่อนตนเข้ามาแล้ว ตนเชิญ รฟม.มาหารือเรื่องการดำเนินการเรื่องรถไฟนี้ต่อไป ปราฏว่า รฟม.ทำไปเรียบร้อยแล้ว และจัดที่จอดรถเอาไว้แล้วเกือบ 2,000 คัน ในแต่ละสถานี ซึ่งตนเห็นว่าเป็นการสร้างที่ไม่สมประโยชน์ จึงสั่งให้ปรับในแต่ละสถานี ให้ลดปริมาณส่วนตัวเหล่านี้ลงไป และเพิ่มพื้นที่รถจักรยาน และพื้นที่จอดรถจักรยานยนต์ แท็กซี่ รถตู้ รถเมล์เล็ก เพื่อลดการใช้รถส่วนตัว

“ส่วนเส้นทางแอร์พอร์ตลิงก์เริ่มจากมักกะสัน อีกเส้นผ่านไปดอนเมืองมี 2 สาย คือ บางซื่อ - รังสิต และหมอชิต -พหลโยธิน สะพานใหม่ กระทรวงหารือสั่งให้ รฟม.หาทางเชื่อมสายสีเขียวเข้ม เข้าดอนเมือง หากไม่สามารถดำเนินการได้จะใช้เส้นบางซื่อ - รังสิต เมื่อโครงการเหล่านี้แล้วเสร็จ สนามบินสุวรรณภูมิ และ ดอนเมืองจะเชื่อมต่อกันได้”

นายสันติ กล่าวด้วยว่า รถไฟรางคู่ ขณะนี้ เรื่องน้ำมันราคาแพง เพิ่มขึ้นเกือบ 100 % การศึกษาของกระทรวงคมนาคม ในประเทศไทยเรื่องการขนส่ง มีปัญหาค่าขนส่งของไทย เมื่อเทียบจีดีพีสูง 16% ขณะที่ประเทศอื่นๆ เพียง 6-7 เท่านั้น ค่าขนส่งของไทยสูงกว่าประเทศอื่นๆ เกือบ 10% ทำให้การขนส่งของไทยสู้ต่างประเทศไม่ได้ การรถไฟจึงเสนอสร้างรถไฟรางคู่ และในทุกระยะทุกๆ 100 กม.จะให้มีสถานีขนส่งสินค้า และนิคมอุตสาหกรรม ให้ประชาชนสามารถมีงานทำโดยไม่ต้องย้ายถิ่นที่อยู่เข้ามาทำงานใน กทม.
* ม.ราม ” ยัน “สันติ” จบถูกต้อง

นายรังสรรค์ แสงสุข อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ชี้แจงว่า มีกรณีการสอบแทนกันเกิดขึ้นจริงแต่เป็นบุคคลอื่นที่ชื่อคล้ายนายสันติ พร้อมพัฒน์ คือ ชื่อนายสานติ พรมพัฒน์ และจับผู้ที่สอบแทน นายสานติ ได้ชื่อนายสวัสดิ์ และดำเนินคดีไปแล้ว ส่วนกรณีนายสันตินั้น เป็นข้อผิดพลาดของฝ่ายวินัย ซึ่งไม่ได้มีการสอบสวน และเสนอชื่อนายสันติ มาให้ตนลงนามคัดชื่อออก เมื่อนายสันติ ทราบเรื่องก็มาต่อว่าทางมหาวิทยาลัย ว่าไม่ได้มีการสอบสวนก่อน

นายรังสรรค์ กล่าว่า ในปี 2542 เป็นปีที่ครบรอบ 72 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สภามหาวิทยาลัย ได้ออกระเบียบว่าด้วยการล้างมลทินเนื่องในมหามงคลพระชนมพรรษา 6 รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2542 ในระเบียบระบุให้ล้างมลทินให้แก่บรรดานักศึกษาผู้ถูกลงโทษทางวินัย หรือผู้ถูกกล่าวหาว่าทำผิดวินัยนักศึกษา ให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกกล่าวหา หรือถูกลงโทษ หรือถูกลงทัณฑ์ทางวินัย นายสันติ จึงใช้ช่องทางนั้นและได้รับโอนหน่วยกิตคืนมาทั้งหมด และจบการศึกษาในปี 2545

“ยืนยันว่า นายสันติ จบการศึกษาถูกต้อง มีทรานสคริปต์ครบถ้วน โดยการนิรโทษกรรมนักศึกษาในปี 2542 มีทั้งหมด 44 คน โดยที่เราไม่รู้ว่าเป็น นายสันติ หรือไม่ เพราะตอนนั้น ไม่มีใครรู้จัก นายสันติ และการล้างมลทินลักษณะนี้ก็สอดคล้องกับกฎหมายล้างมลทิน ซึ่งก็ล้างมลทินให้กับข้าราชการที่ทุจริตสามารถกลับเข้ารับราชการได้”

นอกจากนี้ อีกประการหนึ่ง เป็นเพราะทางมหาวิทยาลัยไม่ได้ตั้งกรรมการสอบสวนนายสันติ อาจมีการกลั่นแกล้งกันหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่ใครจะทะเลาะอะไรกัน ก็อย่ามาเอามหาวิทยาลัยรามคำแหงไปเป็นเหยื่อ ส่วนกรณีเป็นบอร์ดการบินไทยนั้น ขอให้ไปตรวจสอบว่า ในแต่ละปีอาจารย์และนักศึกษารามฯ ใช้บริการการบินไทยมากแค่ไหน เรื่องนี้อย่ามาดูถูกกัน และผู้แต่งตั้งตนก็คือ กระทรวงการคลัง

* คิดดีทำดีไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน
ขณะที่ นายถาวร เสนเนียม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารงานขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ที่จะเช่ารถปรับอากาศ NGV รวม 6,000 คัน คิดเป็นมูลค่าโครงการ 111,690 ล้านบาทนั้น

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ในฐานะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงทราบข้อมูลใน ขสมก. ทราบว่ามีหนี้สินติดลบถึง 74,000 ล้านบาท และรู้ทุกขั้นตอนในการแก้ไขปัญหา ซึ่งเมื่อมีการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเข้าที่ประชุมมา ซึ่งเห็นว่าเป็นโครงการที่ดี น่าจะสะสางปัญหาหนี้สินของ ขสมก. ได้ จึงเห็นด้วย แต่เนื่องจากข้อมูลยังไม่ชัดเจน จึงดึงเรื่องออกมาก่อน

ดังนั้นจะกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่แก้ปัญหาไม่ได้ ทั้งนี้หากฝ่ายค้านเห็นว่า เรื่องนี้ไม่โปร่งใสก็ให้ส่งเอกสารให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ พร้อมระบุคนคิดดีทำดีไม่ได้มีเฉพาะฝ่ายค้านอย่างเดียวในรัฐบาลก็มี อีกทั้งการทำงานเพื่อบ้านเมืองก็ไม่จำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ให้ใครรับรู้หรือเป็นข่าว

* ขุดประวัติศาสตร์เข้าสภา
ผศ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าเท่าที่ฟังการเปิดอภิปรายมา อาจไม่ต่อเนื่องแต่ก็จับใจความได้ว่าฝ่ายค้านมีข้อมูลในการอภิปรายน้อย ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีการนำเรื่องทางประวัติศาสตร์มาอภิปราย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นทางฝ่ายค้านไม่ควรรีบเปิดอภิปรายเนื่องจากรัฐบาลเพิ่งทำงานได้เพียง 4 เดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะหากจะมีการเปิดอภิปรายรัฐบาลชุดนี้ควรดูที่ผลงาน อาจจะประมาณ 2 ปี ถึงเปิดอภิปราย

ทั้งนี้เรื่องที่เปิดอภิปรายส่วนใหญ่มีแต่เรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้เป็นคนก่อ และส่วนมากมุ่งประเด็นโจมตีไปที่รัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลชุด นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ฝ่ายค้านหากอยากมีการเปิดอภิปรายควรให้รัฐบาลทำงานไปก่อน

“ผมมองว่าฝ่ายค้านไปอภิปรายรัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเลย เรื่องเขาพระวิหาร ก็ไปโยงเข้ามาให้รัฐบาลชุดนี้รับผิดชอบ เรื่องที่อภิปรายไม่มีประโยชน์เลย กรอบที่จะอภิปรายคือการอภิปรายผลงาน ไม่ขุดเรื่องประวัติศาสตร์ และมุ่งแต่ล้มรัฐบาล”นายสุธาชัย กล่าว

นายสุธาชัย กล่าวอีกว่า เท่าที่ฟังการอภิปรายก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่ารัฐบาลชุดนี้สอบผ่านหรือไม่ เนื่องจากประเด็นที่นำมาอภิปรายไม่มีประเด็นที่จะนำมาสอบได้เลย อีกทั้งลักษณะการอภิปรายก็จืดชืด การโต้ตอบก็ดีไม่รุนแรง แต่เนื้อหาที่นำมาอภิปรายไม่มีอะไรเลย ไม่หนักแน่นอย่างที่คิดไว้

* อภิปราย 3 วันรัฐบาลสอบผ่าน

ด้าน นายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ อดีตหัวหน้าผู้พิพากษาศาลฎีกา กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ในการอภิปราย 3 วันที่ผ่านมา รัฐบาลสอบผ่าน การจี้แจงของรัฐมนตรีแต่ละท่านชัดเจนในเนื้อหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีปราสาทเขาพระวิหารที่ฝ่ายค้านพยายามจะนำประเด็นทางประวัติศาสตร์มาโจมตี นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฉลาดที่จะตอบคำถาม และฉลาดที่จะย้อนถามฝ่ายค้านที่ว่า หากฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลจะต้องตัดสินใจทำอะไรหรือไม่ทำอะไรสักอย่าง จะฟังนักวิชาการและดร.นอกราชการ หรือฟังข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศ กรมแผนที่ทหารซึ่งมีหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยยิ่งกว่าใครๆ ที่รับรองว่าประเทศไทยไม่เสียอาณาเขตเลยสักนิด คุณจะเชื่อข้อมูลจากใคร จะทำตามใคร

“รมว.ต่างประเทศตอบชี้แจงได้ค่อนข้างชัดเจน และเขมรเองก็ขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทเขาพระวิหารเท่านั้น ไม่มีประเด็นเรื่องอาณาเขต ไม่ได้พูดว่าเป็นเขตของใคร หากผมเป็นศาลจะชี้ 2 สถานไว้ก่อนว่าคดีนี้คู่ความเขียนเรื่องอะไร เรื่องอาณาเขต หรือเรื่องสิ่งที่จะให้เป็นมรดกโลก” นายมานิตย์ กล่าว
อดีตหัวหน้าผู้พิพากษาฯ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลสอบผ่านแน่นอนถ้าฝ่ายค้านไม่มีอคติต่อรัฐบาล ไม่ตีความภาษาไทยในเอกสารหลักฐานต่างๆ เป็นอย่างอื่น เพราะพรรคประชาธิปัตย์ชอบแปลคำไม่ตรงกับราชบัณฑิตยสถาน ความหมายจึงผิด

* เฉลิม ประจาน ปชป. ไร้กึ๊น
ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านตลอด 3 วันที่ผ่านมาว่า การอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านที่ผ่านมาไม่มีอะไรที่เป็นข้อมูลใหม่ มีเพียงการตัดข่าวหนังสือพิมพ์และดูในเว็บไซต์แล้วเก็บข้อมูลมาอภิปราย และน่าสังเกตด้วยว่ามีการนำข้อมูลจากเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ รวมทั้งข้อมูลจากเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาอภิปรายในครั้งนี้ด้วย



ปชป.อภิปราย 3 วันแทบขาดใจ แต่สุดท้ายน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง

นักวิชาการ ซัด ปชป. อภิปราย 3 วัน น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง เอาแต่ขุดประวัติศาสตร์มาถล่มรัฐบาล ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้เลย แถมเนื้อหาอ่อน ไม่หนักแน่น ทำให้ประชาชนไม่อิน ด้านอดีตหัวหน้าผู้พิพากษาศาลฎีกา ชี้รัฐบาลสอบผ่านเพราะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างชัดเจน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า เท่าที่ตนฟังการอภิปรายมา 2-3 วัน เห็นว่าฝ่ายค้านมีข้อมูลในการอภิปรายน้อย ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีการนำเรื่องทางประวัติศาสตร์มาอภิปราย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นทางฝ่ายค้านไม่ควรรีบเปิดอภิปรายเนื่องจากรัฐบาลเพิ่งทำงานได้เพียง 4 เดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะหากจะมีการเปิดอภิปรายรัฐบาลชุดนี้ควรดูที่ผลงาน อาจจะประมาณ 2 ปี ถึงเปิดอภิปราย

ทั้งนี้เรื่องที่เปิดอภิปรายส่วนใหญ่มีแต่เรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้เป็นคนก่อ และส่วนมากมุ่งประเด็นโจมตีไปที่รัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐบมนตรี เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลชุด นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ฝ่ายค้านหากอยากมีการเปิดอภิปรายควรให้รัฐบาลทำงานไปก่อน

“ผมมองว่าฝ่ายค้านไปอภิปรายรัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเลย เรื่องเขาพระวิหาร ก็ไปโยงเข้ามาให้รัฐบาลชุดนี้รับผิดชอบ เรื่องที่อภิปรายไม่มีประโยชน์เลย กรอบที่จะอภิปรายคือการอภิปรายผลงาน ไม่ขุดเรื่องประวัติศาสตร์ และมุ่งแต่ล้มรัฐบาล”นายสุธาชัย กล่าว

นายสุธาชัย กล่าวอีกว่า เท่าที่ฟังการอภิปรายก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่ารัฐบาลชุดนี้สอบผ่านหรือไม่ เนื่องจากประเด็นที่นำมาอภิปรายไม่มีประเด็นที่จะนำมาสอบได้เลย อีกทั้งลักษณะการอภิปรายก็จืดชืด การโต้ตอบก็ดีไม่รุนแรง แต่เนื้อหาที่นำมาอภิปรายไม่มีอะไรเลย ไม่หนักแน่นอย่างที่คิดไว้

ด้านนายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ อดีตหัวหน้าผู้พิพากษาศาลฎีกา กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ในการอภิปราย 3 วันที่ผ่านมา รัฐบาลถือว่า สอบผ่าน เพราะการจี้แจงของรัฐมนตรีแต่ละท่านชัดเจนในเนื้อหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีปราสาทเขาพระวิหารที่ฝ่ายค้านพยายามจะนำประเด็นทางประวัติศาสตร์มาโจมตี นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฉลาดที่จะตอบคำถาม และฉลาดที่จะย้อนถามฝ่ายค้านที่ว่า หากฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลจะต้องตัดสินใจทำอะไรหรือไม่ทำอะไรสักอย่างจะฟัง นักวิชาการและดร.นอกราชการ หรือฟังข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศ กรมแผ่นที่ทหารซึ่งมีหน้าทีในการปกป้องอธิปไตนยิ่งกว่าใครๆ ที่รับรองว่าประเทศไทยไม่เสียอาณาเขตเลยสักนิด คุณจะเชื่อข้อมูลจากใคร จะทำตามใคร

“รมว.ต่างประเทศตอบชี้แจงได้ค่อนข้างชัดเจน และเขมรเองก็ของขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทเขาพระวิหารเท่านั้น ไม่มีประเด็นเรื่องอาณาเขต ไม่ได้พูดว่าเป็นเขตของใคร หากผมเป็นศาลจะชี้ 2 สถานไว้ก่อนว่าคดีนี้คู่ความเขียนเรื่องอะไร เรื่องอาณาเขต หรือเรื่องสิ่งที่จะให้เป็นมรดกโลก” นายมานิตย์ กล่าว

อดีตหัวหน้าผู้พิพากษาฯ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลสอบผ่านแน่นอนถ้าฝ่ายค้านไม่มีอคติต่อรัฐบาล ไม่ตีความภาษาไทยในเอกสารหลักฐานต่างๆ เป็นอย่างอื่น เพราะพรรคประชาธิปัตย์ชอบแปลคำไม่ตรงกับราชบัณฑิตยสถาน ความหมายจึงผิด



สุดทน!ม็อบป่วน นร.เข้าชื่อร้องศาล

* ตร.เข้ม‘คอมมานโด’สกัดพันธมิตรบุกสภา

“ครู-นักเรียน” สุดทนพฤติกรรมม็อบพันธมิตรฯ ทำเสียงดัง-รถติด-ชักชวนร่วมวงไล่รัฐบาล แถมอุจจาระ-ปัสสาวะเหม็นคลุ้งจนเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ซ้ำยังอ้างหน้าตาเฉยทุกฝ่ายต้องอดทนเพื่อชาติ ร่วมกันลงชื่อส่งตัวแทนพร้อมทนายความร้องขอความคุ้มครองจากศาลวันนี้ “คุณครู” ระบุพูดดีด้วยหลายครั้งแต่คุยกันไม่รู้เรื่อง ย้อนถามทำเพื่อชาติหรือทำเพื่อใครกันแน่ แต่ยังไม่วายโดนพันธมิตรฯ ป้ายสี กล่าวหาเป็นเครื่องมือรัฐบาลกลั่นแกล้งผู้ชุมนุม ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดกำลังเข้ม ทั้ง “อรินทราช-พลร่ม-ตชด.” ประกาศกร้าวไม่ยอมให้ม็อบบุกสภาตามแผนป่วนการพิจารณาพ.ร.บ.งบประมาณแน่

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สร้างความเดือดร้อนต่อการสัญจรไปมา รวมทั้งสร้างปัญหาให้การเรียนการสอนของโรงเรียนในย่านนั้น อย่างเช่นโรงเรียนราชวินิตมัธยม โรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพาณิชย์พระนคร ยังคงดำเนินไปอย่างวต่อเนื่อง โดยไม่สนใจไยดีความเดือดร้อนของผู้คน

แม้ว่าครู อาจารย์ และนักเรียน จะมีการขอร้องให้มีการเปิดทางบางส่วนให้สามารถเดินทางได้สะดวกขึ้น และลดเสียงของเครื่องขยายเสียงบนเวทีลงบ้าง เพื่อให้การเรียนการสอนดำเนินต่อไปได้ แต่ก็ไม่ได้รับการสนองตอบ
โดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำการชุมนุม ออกมาระบุว่าการเปิดเส้นทางอาจทำให้เกิดอันตรายกับผู้ชุมนุมได้ และสิ่งที่เกิดขึ้นยังควรเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรเสียสละเพื่อบ้านเมือง

นักเรียนขอศาลคุ้มครองวันนี้

จากความเดือดร้อนดังกล่าวนี้เองได้ทำให้ครู นักเรียน และผู้ปกครองได้ตัดสินใจที่จะพึ่งอำนาจศาลเพื่อคุ้มครองในเรื่องดังกล่าว

โดยในเวลา 09.00 น.วันนี้ (27 มิ.ย.) กลุ่มครู อาจารย์ และนักเรียนที่เดือดร้อนจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ พร้อมด้วยทนายความจะเดินทางไปยังศาลแขวงดุสิต เพื่อยื่นฟ้องแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กรณีได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุม

แหล่งข่าวครูโรงเรียนราชวินิตมัธยม ระบุว่าเหตุที่ต้องไปยื่นฟ้องที่ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลแพ่ง เนื่องจากแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ใช่บุคคลในหน่วยงานราชการ โดยประเด็นหลักในการยื่นฟ้อง เพื่อให้แกนนำยุติการชุมนุม หรือย้ายไปชุมนุมที่อื่น เนื่องจากขณะนี้ โรงเรียนและสถานศึกษาใกล้เคียง ได้รับความเดือดร้อนหลายเรื่อง ทั้งเรื่องเสียงที่รบกวนสมาธิในการเรียนการสอนในเวลากลางวัน ใช้ถ้อยคำหยาบคายเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีแก่เยาวชน เรื่องการค้าขายของพ่อค้า แม่ค้ารอบบริเวณการชุมนุม ที่ส่งกลิ่นรบกวนและมีขยะสกปรกในสถานที่โดยรอบ เรื่องการจราจรที่มีปัญหาเนื่องจากถนนสายหลัก 2-3 สายถูกปิดกั้นทำให้การเดินทางไปโรงเรียนลำบากมาก และส่งผลโดยรวมทางสภาพจิตใจ มีผลกระทบมากมาย

ชี้สภาพจิตแย่-เรียนไม่รู้เรื่อง
“ขณะนี้ครู นักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม รวมทั้งสถานศึกษาใกล้เคียง เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพาณิชย์พระนคร มีสุขภาพจิตที่ค่อนข้างแย่ เนื่องจากมีความเครียดจากผลกระทบดังกล่าว และขณะนี้ ใกล้สอบอีกด้วย จึงจำเป็นต้องดำเนินการเรียกร้องขออำนาจศาลเรียกร้องความเป็นธรรมดังกล่าว ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการอาจารย์และนักเรียนได้ไปเจรจาและยื่นหนังสือขอความร่วมมือกลุ่มพันธมิตรฯ แล้ว แต่ถูกไล่กลับ โดยอ้างว่า การชุมนุมเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า ขอให้นักเรียนอดทนไปก่อน”

ครูโต้เดือดร้อนจริงไม่ได้แกล้ง
อ.ธาราริน บุตรแสงดี อาจารย์โรงเรียนราชวินิตมัธยม กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ออกมากล่าวตอบโต้เรื่องการที่บรรดาครู ผู้ปกครอง และนักเรียนที่เดือดร้อนจะไปยื่นฟ้องที่ศาลแพ่ง ว่าเป็นแผนการกลั่นแกล้งของรัฐบาล และออกมาเรียกร้องให้บรรดาครูผู้ปกครองเห็นแก่การทำประโยชน์ของชาติที่พวกพันธมิตรฯ กำลังทำอยู่ในขณะนี้ ว่าการที่พวกตนรวมตัวกันเพื่อที่จะไปฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขอความเป็นธรรมนั้น เป็นเพราะพวกตนกำลังประสบปัญหาที่เกิดขึ้นจากการกระทำของพวกพันธมิตรฯ จริงๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นการคิดจะทำร้ายเลยแม้แต่น้อย และยังเป็นสิทธิของผู้ที่เดือดร้อนพึงจะกระทำได้อีกด้วย

พันธมิตรฯ เคยมารู้สึกเดือดร้อนกับพวกตนหรือไม่ ถึงได้มาพูดจาแบบนี้ เคยรู้หรือไม่ว่าการปิดถนนนั้นสร้างความเดือดร้อนให้กับเด็กนักเรียนมากแค่ไหน บรรดาเด็กที่ยังเล็กๆ ที่ผู้ปกครองต้องเดินทางมาส่งด้วยตนเอง เพราะต่างก็เป็นห่วงความปลอดภัย ซึ่งเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ผู้ปกครองไม่ต้องการให้ลูกหลานถูกพวกพันธมิตรฯ ชักจูงไปให้ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ย้อนถามม็อบทำเพื่อใคร
ส่วนที่ พล.ต.จำลอง ออกมาบอกให้คิดถึงการกระทำเพื่อผลประโยชน์ของชาตินั้น อยากจะถามว่าพันธมิตรฯ เคยคิดถึงเรื่องนี้จริงหรือเปล่า เพราะการออกมาขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นมันถูกต้องและเห็นแก่คนในชาติแล้วหรือไม่ และที่ออกมาทำลายสมาธิและปลูกฝังจิตสำนึกวิถีทางการประชาธิปไตยที่ผิดๆ ให้กับเด็กนักเรียนที่จะต้องเป็นอนาคตของชาติมันเป็นสิ่งที่เรียกว่าทำเพื่อชาติตรงไหน

ดังนั้นพวกตนจึงมีสิทธิทุกอย่างที่จะออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม และไม่อยากที่จะปล่อยให้พันธมิตรฯทำตัวยิ่งใหญ่คับถนน เพราะว่าเป็นของสาธารณะ ทุกคนมีสิทธิใช้ได้

ห่วง พธม. ดึงนักเรียนร่วมวง
ขณะเดียวกัน นางวรรธนันท์ พรวนต้นไทร อาจารย์โรงเรียนเดียวกัน กล่าวว่า สิ่งที่ตนและบรรดานักเรียนเดือดร้อนมากที่สุดคือ การเดินทางมาโรงเรียน เพราะเนื่องจากตนอายุมากแล้ว อีกทั้งยังมีปัญหาในเรื่องน้ำหนัก จึงส่งผลให้เหนื่อยง่าย ตั้งแต่ที่พันธมิตรฯ มารวมตัวกันแล้วปิดถนนส่งผลอย่างมาก มีผู้ปกครองของเด็กนักเรียนได้ส่งจดหมายมาร้องเรียนมาแล้วหลายราย

อ.วรรธนันท์ กล่าวต่ออีกว่า พยายามตั้งข้อสังเกต ว่าจากที่พันธมิตรฯ มีการชุมนุมนั้น ในแต่ละครั้งที่มีการย้ายสถานที่จะต้องอยู่ใกล้สถานศึกษา ซึ่งทำให้อดคิดไม่ได้าว่าพันธมิตรฯ ต้องการนำเยาวชนมาเป็นเครื่องต่อรองในการต่อสู้ของพันธมิตรฯ ด้วย

นอกจากนี้พฤติกรรมของผู้ชุมนุมยังพยายามพูดชักจูงปลูกฝัง เสี้ยมสอนให้พูดถ้อยคำที่พันธมิตรฯใช้ด่ารัฐบาล และหลอกล่อให้เด็กนักเรียนซื้อผ้าโพกหัวและผ้าพันคอสีเหลือง จึงรู้สึกเป็นห่วงเด็กนักเรียนอย่างมาก ผู้ปกครองเองก็กังวลอยู่เช่นกัน

อีกประการหนึ่งที่สำคัญ มีการเรียกร้องให้พวกตนเห็นแก่ประโยชน์ของชาติ และกล่าวหาว่าการที่พวกเราจะไปยื่นฟ้องศาลเป็นแผนกลั่นแกล้ง ถือว่าเป็นคำพูดของคนที่ไม่มีความคิด มีสิทธิอะไรมาห้ามไม่ให้คนอื่นเรียกร้องความชอบธรรมที่ ถูกลิดรอนไป การที่ออกมาทำเช่นนี้ยิ่งแสดงให้เห็นชัดว่าเป็นพวกที่ชอบตะแบง หากพูดจากันต่อไปคงจะไม่รู้เรื่องแน่

นักเรียนรุมฉะรถติด-เหม็นฉี่
ขณะเดียวกันนักเรียนและครูก็ได้ร่วมกันลงชื่อเพื่อนำไปร้องต่อศาลในครั้งนี้ด้วย โดยในส่วนของนักเรียนบางห้อง นอกจากลงชื่อแล้วยังได้แสดงความคิดเห็น และชี้แจงความเดือดร้อนเอาไว้ด้วย อย่างเช่น

ก่อความเดือดร้อน เรียนไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะมีเสียงดัง ส่งกลิ่นเหม็นมาก มาปิดถนนการสัญจรไม่สะดวก กลุ่มประท้วงก่อความเดือดร้อน ปิดถนนสัญจรไปมาของประชาชน ทำให้เกิดความลำบากในการสัญจร รบกวนสมาธิในการเรียนและส่งกลิ่นเหม็นอุจจาระ ปัสสาวะ ทำให้เกิดมลภาวะ รถติดเปลืองน้ำมัน เดินทางไม่สะดวก

เดินทางยากมาก ต้องวนรถตั้งนานกว่าจะถึง เรียนไม่รู้เรื่อง รถติดมาก เหม็นฉี่ ต้องเดินจากบ้านมาโรงเรียน เหม็นและต้องเดินไกล ทำให้มาโรงเรียนไม่สะดวก หาทางกลับบ้านไม่ได้ ทำให้การจราจรสับสน เหม็นปัสสาวะ ฯลฯ

ม็อบถ่อยอหังการบุก บชน.
ขณะเดียวกันกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังแสดงอำนาจบาตรใหญ่ โดยในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ นายแสงธรรม ชุนชฎาธาร ประธานนักเรียนโรงเรียนสาธิตมัฆวานฯ แห่งมหาวิทยาลัยราชดำเนิน ได้พากันเดินไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่ออ่านแถลงการณ์ตอบโต้การให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. ที่ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า “สำหรับการชุมนุมที่จะส่งผลกระทบต่อสถานศึกษาโดยรอบทำเนียบ อยากให้ผู้ปกครองนำเด็กนักเรียน นำดอกบัวมากราบแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ แล้วบอกว่าหนูอยากเรียนหนังสือ ไม่อยากโง่ เพราะว่าถ้าโง่ก็กลัวว่าจะต้องมานั่งชุมนุมแบบนี้ ซึ่งหากกลุ่มพันธมิตรฯ ยังนิ่งเฉย และปล่อยให้ลูกหลานเป็นคนโง่ก็ตามใจ”

โดยคำตอบโต้ระบุว่าการใช้คำพูดของ ผบช.น. ในลักษณะนี้ ถือเป็น ภาพสะท้อนซึ่งขาดวุฒิทางปัญญา โดยการที่ใช้นักเรียนเป็นเครื่องมือเพื่อประชดประชันกลุ่มพันธมิตรฯ ถือเป็นการดูถูกสติปัญญาของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งไม่ใช่วิสัยของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

ตร.พร้อมรับมือม็อบบุกสภา
ขณะเดียวกันท่ามกลางกระแสข่าวว่า พันธมิตรฯ จะเคลื่อนพลบุกรัฐสภา เพื่อกดดันการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่

พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มีนโยบายหรือมาตรการสลายกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปักหลักหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ได้สั่งเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นในวันลงมติญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพื่อป้องกันการเคลื่อนไหวที่รุนแรงขึ้น และจะไม่อนุญาตให้ลุกล้ำเข้าไปในเขตรัฐสภาเด็ดขาด

ส่วน พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เผยว่า ขณะนี้ได้จัดกำลังตำรวจไว้คอยรักษาความปลอดภัยบริเวณรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว หลังมีกระแสข่าวกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเตรียมใช้ยุทธศาสตร์ดาวกระจายส่งกลุ่มผู้ชุมนุมมากดดันการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สำหรับกำลังตำรวจที่จะใช้ในการรักษาความปลอดภัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ตำรวจตระเวนชายแดนจากค่ายนเรศวร หน่วยพลร่ม และหน่วยอรินทราช หน่วยละ 2 กองร้อย



อดีตอธิการฯ ม.ราม ยืนยัน “สันติ พร้อมพัฒน์” จบการศึกษาถูกต้อง

“รังสรรค์ แสงสุข” ยัน “สันติ พร้อมพัฒน์” จบการศึกษาถูกต้อง ไม่ได้ทุจริตการสอบ แต่เป็นบุคคลอื่นที่ชื่อคล้ายกัน โดยทางมหาวิทยาลัยได้ดำเนินคดีไปแล้ว ส่วนชื่อ นายสันติ ถูกคัดออกเป็นความผิดพลาดของฝ่ายวินัย และได้รับการล้างมลทินพร้อม นศ.อื่นๆ วอนอย่าเอาสถาบันไปเป็นเหยื่อ

นายรังสรรค์ แสงสุข อดีตอธิการบดีรามคำแหง ชี้แจงว่า กรณีการสอบแทนกันเกิดขึ้นจริงแต่เป็นบุคคลอื่นที่ชื่อคล้ายนายสันติ พร้อมพัฒน์ คือ ชื่อนายสานติ พรมพัฒน์ และจับผู้ที่สอบแทน นายสานติ ได้ ชื่อ นายสวัสดิ์ และดำเนินคดีไปแล้ว ส่วนกรณี นายสันตินั้น เป็นข้อผิดพลาดของฝ่ายวินัย ซึ่งไม่ได้มีการสอบสวน และเสนอชื่อ นายสันติ มาให้ตนลงนามคัดชื่อออก เมื่อ นายสันติ ทราบเรื่องก็มาต่อว่ามหาวิทยาลัย ว่าไม่ได้มีการสอบสวนก่อน

นายรังสรรค์ กล่าวว่า ในปี 2542 เป็นปีที่ครบรอบ 72 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สภามหาวิทยาลัย ได้ออกระเบียบว่าด้วยการล้างมลทินเนื่องในมหามงคลพระชนมพรรษา 6 รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2542 ในระเบียบระบุให้ล้างมลทินให้แก่บรรดานักศึกษาผู้ถูกลงโทษทางวินัย หรือผู้ถูกกล่าวหาว่าทำผิดวินัยนักศึกษา ให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกกล่าวหา หรือถูกลงโทษ หรือถูกลงทัณฑ์ ทางวินัย นายสันติ จึงใช้ช่องทางนั้นและได้รับโอนหน่วยกิตคืนมาทั้งหมด และจบการศึกษาในปี 2545

“ยืนยันว่า นายสันติ จบการศึกษาถูกต้อง มีทรานสคริปต์ครบถ้วน โดยการนิรโทษกรรมนักศึกษาในปี 2542 มีทั้งหมด 44 คน โดยที่เราไม่รู้ว่าเป็น นายสันติ หรือไม่ เพราะตอนนั้น ไม่มีใครรู้จัก นายสันติ และการล้างมลทินลักษณะนี้ก็สอดคล้องกับกฎหมายล้างมลทิน ซึ่งก็ล้างมลทินให้กับข้าราชการที่ทุจริตสามารถกลับเข้ารับราชการได้ และอีกประการหนึ่ง เป็นเพราะทางมหาวิทยาลัยไม่ได้ตั้งกรรมการสอบสวนนายสันติ อาจมีการกลั่นแกล้งกันหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่ใครจะทะเลาะอะไรกัน ก็อย่ามาเอามหาวิทยาลัยรามคำแหงไปเป็นเหยื่อ ส่วนกรณีเป็นบอร์ดการบินไทยนั้น ขอให้ไปตรวจสอบว่า ในแต่ละปีอาจารย์และนักศึกษารามฯ ใช้บริการการบินไทยมากแค่ไหน เรื่องนี้อย่ามาดูถูกกัน และผู้แต่งตั้งผมก็คือ กระทรวงการคลัง”นายรังสรรค์ กล่าว



"พงศ์เทพ" อ่านแถลงการณ์ ยืนยัน "ทักษิณ" ไม่เกี่ยวสินบน 2 ล้าน

โฆษกส่วนตัว "ทักษิณ" อ่านแถลงการณ์ ยันอดีตนายกฯ เคารพในดุลยพินิจคำตัดสินของศาลฎีกา เผยเสียใจต่อเหตุการณ์ที่ทนายความถูกกล่าวหา ชี้การกระทำที่มีการกล่าวหาไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อคดี

ภายหลังศาลฎีกามีคำสั่งให้จำคุก นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 1-2 คดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก น.ส.ศุภศรี ศรีสวัสดิ์ เสมียนทนายความ และนายธนา ตันศิริ ผู้ประสานงานคดี ญาติคุณหญิงพจมาน ที่ร่วมกันนำถุงขนมใส่เงินสดจำนวน 2 ล้านบาทไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ธุรการศาลฎีกา ซึ่งเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมในบริเวณศาล เป็นเวลาคนละ 6 เดือน และให้แจ้งความดำเนินคดีกับทั้งสามข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงาน ตาม ป.อาญา ม.144

เมื่อเวลา 15.40 น.ที่ทำการมูลนิธิ 111 นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวได้อ่านแถลงการณ์แทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีทนายทั้ง 3 คนศาลฎีกาตัดสินจำคุก โดยในแถลงการณ์ระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เคารพในดุลยพินิจคำตัดสินของศาลฎีกาและแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่ทนายความ เสมียนทนายความ และผู้ประสานงานคดีที่ถูกกล่าวหา

ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับเข้าประเทศเพื่อต่อสู้คดีที่ดินรัชดา ซึ่งคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา ประมูลซื้อจากกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา โดยยังเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเอง และพร้อมต่อสู้คดีภายใต้กลไลระบบศาลยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศาลยุติธรรมการกระทำที่มีการกล่าวหานั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดเลย เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ธุรการของศาลก็ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดี

ด้าน นายพงศ์เทพ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีเงินสินบน 2 ล้านบาท โดยเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่ศาลตัดสินออกมาเช่นนี้ก็ต้องยอมรับ โดยในขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ พักอยู่ที่เมืองไทย ไม่ได้กังวลใจอะไรเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น และพร้อมจะไปชี้แจงหากศาลเรียก อย่างก็ตาม กรณีของนายธนา ตันศิริ ผู้ประสานงานอีกคนที่ไม่ได้เดินทางไปฟังคำสั่งศาล เนื่องจากไม่สบายพักอยู่ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์



“เฉลิม” ประจาน ปชป. ดึงข้อมูลเว็บไซต์ผู้จัดการมาอภิปรายฯ

มท.1 ประจานประชาธิปัตย์ ไม่ทำการบ้านดึงข้อมูลจากเว็บไซด์ผู้จัดการออนไลน์ และเวทีพันธมิตรฯ มาอภิปราย ไม่เชื่อ “สุเทพ” มีหมัดเด็ด ไม่เห็นมีเรื่องอะไรน่าตื่นเต้น

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว. มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านตลอด 2 วันที่ผ่านมาว่า การอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านที่ผ่านมาไม่มีอะไรที่เป็นข้อมูลใหม่ มีเพียงการตัดข่าวหนังสือพิมพ์และดูในเว็บไซต์แล้วเก็บข้อมูลมาอภิปราย และน่าสังเกตด้วยว่ามีการนำข้อมูลจากเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ รวมทั้งข้อมูลจากเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาอภิปรายในครั้งนี้ด้วย

ส่วนกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า จะอภิปรายไม่ไว้วางใจตนนั้น ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวว่า ไม่รู้สึกกังวลแต่อย่างใด ถามมาก็ตอบไป สบายๆ เพราะชินกับการอภิปรายในสภาเสียแล้ว และที่บอกว่ามีหมัดเด็ดที่จะมาซักฟอก รมว.คลัง ก็ไม่เห็นมีอะไร เป็นการนำเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นเรื่องเก่าสมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมาเล่าใหม่ ไม่เห็นมีเรื่องอะไรน่าตื่นเต้น

สำหรับกระแสข่าวการปรับครม.นั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตนเพราะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ขอให้ไปถามนายกรัฐมนตรีเอง ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์จะอภิปรายเรื่องอนุภรรยานั้น ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวทีเล่นทีจริงว่า คนเจ้าชู้กับคนเป็นชู้ มันคนละแบบ เพราะตนไม่ได้แย่งเมียใคร อย่างนี้ใครมันจะชั่วร้ายกว่ากัน ไอ้คนเจ้าชู้น่ะมันไม่มีปัญหา แต่คนเป็นชู้น่ะน่าจะมีปัญหา ทั้งใหม่ทั้งเก่าน่ะแหล่ะ



คำถามถึง ‘การเมืองใหม่’ ของพันธมิตรฯ คือ รัฐประหาร...?

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

สุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์ เขียนบทความ “คำถามถึงการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ คือ รัฐประหาร?” ชี้ให้เห็นว่า การเมืองใหม่ที่พันธมิตรฯ ต้องการ วิถีทางที่จะเป็นไปได้คือ “การรัฐประหาร” เป็นวิถีทางนอกระบบที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติและประชาชนนั่นเอง ความดังนี้

“ขออภัยในความไม่สะดวก โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง”

“พันธมิตรฯ เสนอแนวคิดการเมืองใหม่ ยันไม่ใช่สร้างเงื่อนไขสังคม

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 มิถุนายน 2551 เวลา 19:31 น.

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000073871

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่า พันธมิตรฯ เสนอแนวคิดการเมืองใหม่ที่จะขจัดนักการเมืองหน้าเดิม โดยเสนอให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. 30 เปอร์เซ็นต์ คัดสรรจากภาคส่วนต่างๆ อีก 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะเห็นว่าการดำเนินการแบบรัฐสภาไม่สามารถแก้ปัญหาการเมืองได้ ยืนยัน ไม่ใช่การสร้างเงื่อนไขให้สังคม”

ในที่สุดแล้วก็เปิดเผยให้เห็นธาตุแท้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (จริงแล้วควรจะเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อการรัฐประหาร) จากการเคลื่อนไหวคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 สู่การขับไล่รัฐบาล สู่เป้าหมายเปลี่ยนอำนาจรัฐ ล้มรัฐธรรมนูญ 2550 เสียเอง และอ้างว่าจะสร้างการเมืองแบบใหม่

ธาตุแท้ของพวกเขาได้เปิดเผยให้เห็นถึงวิธีคิดแบบอำนาจนิยม การเมืองจากเบื้องบน การเมืองแบบขุนนางอำมาตยาธิปไตย และความล้าหลังคลั่งชาติ

การเมืองใหม่ของพวกเขาจึงหาได้เป็นการเมืองใหม่ ในความหมายที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการเมืองการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรด้วยตนเอง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมการเมืองด้านอื่นๆ อย่างขยันขันแข็ง ที่มิใช่เพียงการเลือกตั้งเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

พวกเขาจึงหาได้นิยามการเมืองแบบประชาธิปไตยแต่อย่างใดไม่ แม้ว่าชื่อองค์กรของพวกเขาจะมีคำว่า ประชาธิปไตย พ่วงท้ายอยู่

พวกเขาหาได้นิยมประชาธิปไตยแต่อย่างใดไม่ แม้ว่าปากเขาจะพูดถึงประชาธิปไตย เวลาเขาแถลงข่าว สัมภาษณ์สื่อมวลชน ปราศรัยบนเวที ประชาธิปไตยที่เขากล่าวถึง เป็นข้ออ้างฟังดูดี แต่บิดเบือนแฝงด้วยวาระซ่อนเร้น เบื้องลึกในจิตใจของพวกเขาที่ต้องการ อำนาจนิยมเผด็จการ

พวกเขาจึงเอา อ.ปรีดี อ.ป๋วย มากล่าวอ้างอย่างบิดเบือน และเพื่อกลบเกลื่อนให้ประชาชนคล้อยตาม

นับว่าเป็นวิธีการที่สามานย์ยิ่ง

แนวคิดการเมืองใหม่ที่สุริยะใสเสนอคืออะไร? เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ?

ผู้เขียนคิดว่าเป็นการเมืองเก่าๆ มากกว่า เมื่อพันธมิตรฯ เสนอให้มีการเลือกตั้ง 30 เปอร์เซ็นต์ การคัดสรรอีก 70 เปอร์เซ็นต์

ถามว่าใครเป็นคนคัดสรร?

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยคัดสรรหรือ?

เอาอำนาจชอบธรรมคัดสรรมาจากไหนกัน?

พวกเขาคงเชื่อว่า ผู้ปกครองบนผืนแผ่นดินไทยต้องเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่คิดกันเอง ให้ความหมายกันเองว่าเป็นคนดีทรงคุณธรรม จึงต้องให้อภิสิทธิ์ชนเท่านั้นปกครอง เหมือนเช่นการปกครองสังคมทาสสมัยกรีกโบราณ (หรือยุคทาสนั่นเอง) ตามความคิดของอริสโตเติล

เพราะถ้าประชาชนคัดสรร มันมิใช่การคัดสรร แต่เป็นการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยรัฐสภาต่างหาก

การเมืองใหม่ที่สุริยะใสเสนอ จึงหาเชื่อมโยงกับประชาชนแต่อย่างใดไม่

ข้อเสนอของพวกเขาจึงหาต่างกับรัฐบาลแห่งชาติของ ประเวศ วะสี แต่อย่างใด

ดังนั้น การทำให้การเมืองแบบใหม่ตามข้อเสนอพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นจริงได้ มีวิธีเดียวทางเดียวเท่านั้น คือ การเคลื่อนไหวทุกวิถีทางเพื่อให้อำนาจนอกระบบเข้ายึดอำนาจรัฐ นั่นคือ การรัฐประหารนั่นเอง เพื่อสร้างการเมืองแบบใหม่ของพันธมิตรเพื่อรัฐประหาร จึงจะเป็นจริงทางการปฏิบัติได้

เราจะยอมได้หรือ?

รัฐประหารครั้งนี้ ถ้าเกิดขึ้น จะนำไปสู่การรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ กำจัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล และอาจไม่ต่างไปจากเผด็จการอำนาจนิยมแบบชนชั้นปกครองพม่ามากนัก

ถามว่า เราจะยอมได้หรือ?

หรือแม้ว่าไม่มีทหารหน่วยไหน ส่วนไหน เสี่ยงทำการรัฐประหารตามเทียบเชิญของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

พวกเขาสมควรมีฐานะเป็นผู้นำภาคประชาชน เป็นองค์กรการเมืองภาคประชาชน สืบต่อไปหรือไม่? มิอาจกำหนดพวกเขาได้

แต่ประชาชนตัวจริงเสียงจริง จำต้องประเมินสรุปบทเรียนว่า

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ควรตกจากประวัติศาสตร์เวทีการเมือง-ประชาธิปไตย หรือไม่?...


ญี่ปุ่นเตือนไทยม็อบป่วนไม่เลิกส่อซ้ำรอยพม่า

หอการค้าญี่ปุ่นเผยผลสำรวจความเห็นนักลงทุนในเมืองไทย หลังมีรัฐบาลประชาธิปไตย ชื่นชมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการควบคุมเงินเฟ้อ เผยการขยายตัวการลงทุนช่วงครึ่งปีแรกขยายตัวรวดเร็ว แต่เป็นห่วงหลังมีการชุมนุมยืดเยื้อทำความเชื่อมั่นถดถอยไปเยอะ เตือนหากการเมืองไทยยังปั่นป่วนไม่เลิก อาจถูกกดดันแบบเดียวกับวิกฤตการณ์ในประเทศพม่า

นายโยอิชิ คาโตะ ประธานคณะกรรมการวิจัยทางเศรษฐกิจ หอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ (เจซีซี) และประธานเจโทร แถลงผลการสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย รอบแรกของปี 2551 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน โดยเป็นการสำรวจสมาชิกบริษัทญี่ปุ่นในไทยจำนวน 1,278 บริษัท ระหว่างวันที่ 30 เมษายน-30 พฤษภาคม โดยตอบกลับ 337 บริษัท หรือ 26.4%

พบว่า 49% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า สภาวะทางธุรกิจดีขึ้นในครึ่งปีแรก 2551 เท่ากับครึ่งปีหลัง 2550 ขณะที่ 23% ตอบว่าสภาวะทางธุรกิจแย่ลง ส่งผลให้ดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (ค่าดีไอ) มีค่าเท่ากับ +26 เพิ่มขึ้นเพียง 1 หน่วย ขณะที่บริษัทคาดภาวะธุรกิจในครึ่งปีหลังดีขึ้น 44% และตอบว่าแย่ลง 21% ทำให้มีค่าดีไอ +23 ลดลงจากครึ่งปีแรก 3 หน่วย

นายคาโตะกล่าวถึงผลสำรวจประมาณการยอดขายในปี 2551 ว่าส่วนใหญ่ตอบว่าจะเพิ่มขึ้น แต่ยอดขายเพิ่มในอัตราเกิน 20% มีแนวโน้มลดลง ในแง่การลงทุนพบว่า รอบปี 2551 ขยายตัว 28.5% หรือมีมูลค่า 56,001 ล้านบาท ในจำนวนนี้บริษัทตอบว่าลงทุนเพิ่ม 70 บริษัท ลงทุนเท่าเดิม 59 บริษัท ลงทุนลดลง 49 บริษัท ยังไม่ตัดสินใจ 11 บริษัท
ส่วนปัญหาด้านการบริหาร พบว่า 65% มองว่า ปัญหาแรกคือราคาวัตถุดิบสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาอันดับสองในการสำรวจครั้งก่อน รองลงมาคือ การแข่งขันรุนแรง จากเดิมเป็นปัญหาอันดับแรก อันดับสามคือปัญหาขาดแคลนบุคลากรและค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น ส่วนปัจจัยกระทบต่อเศรษฐกิจในอนาคต บริษัทระบุว่าการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ รวมถึงค่าจ้างแรงงาน เงินเฟ้อ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และการเมือง

นายคาโตะกล่าวถึงผลสำรวจระบุถึงนโยบายของรัฐบาลใหม่ว่า ไม่เห็นด้วยและต้องการให้ยกเลิกนโยบายแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว แต่พอใจกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลดภาษี มาตรการควบคุมเงินเฟ้อ รวมถึงส่งเสริมพลังงานทดแทนและผลักดันการใช้อี 85 และอยากให้สานต่อแผนขยายสนามบินสุวรรณภูมิระยะสอง และขยายขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ เลิกมาตรการกันสำรองเงินทุนนำเข้า 30% พร้อมแนะนำให้รัฐบาลส่งเสริมการศึกษาและการพัฒนาบุคลากร ขยายการขนส่งพื้นฐานทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ สร้างทางด่วนต่างๆ และรวมกลุ่มประชาคมอาเซียนหรือเอเชียตะวันออกกลาง

นายคาโตะกล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ได้ทำก่อนที่การประท้วงจะยืดเยื้อ และมุมมองต่อรัฐบาลไทยหลังมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จ จะเห็นว่าค่าดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจในความเห็นของบริษัทญี่ปุ่นในไทยยังดีอยู่ และน่าพอใจ แม้แนวโน้มจะลดลงบ้าง แต่หากมีความรุนแรงของการประท้วงที่เพิ่มขึ้นหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยจนรัฐบาลต้องลาออกหรือยุบสภา ก็อาจกังวลต่อความล่าช้าและอุปสรรคต่อการกำหนดนโยบายของภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงการคลังในด้านกฎระเบียบ ด้านภาษีและศุลกากร แต่ยังระบุไม่ได้ว่าจะชะลอการลงทุนหรือถอนการลงทุนหรือไม่ เพราะตัวแปรไม่ใช่เฉพาะการเมืองเท่านั้น ยังมีตัวแปรอื่นๆ อีก

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังมองไทยดีอยู่ แต่ยอมรับว่าต้องเพิ่มความระมัดระวังต่อการทำธุรกิจในอนาคตมากขึ้น และยังไม่อาจประเมินได้ว่าเศรษฐกิจปีนี้จะเป็นอย่างไร เพราะทั่วโลกกำลังเปลี่ยนทั้งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากปัญหาซับไพรม์ เงินเฟ้อสูงในหลายประเทศ

หากไทยมีเหตุการณ์ที่ร้ายแรงและเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งใหญ่ หากเกิดขึ้นอีกในรอบ 2 ปี อาจทำให้นานาประเทศกดดันไทยมากขึ้น เช่น พม่า ที่ทำให้ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นเสียชีวิต ซึ่งก็มีข่าวลือในครั้งนั้นว่าสหรัฐมีการกดดันผ่านสิงคโปร์ให้คัดพม่าออกจากอาเซียน หากไทยยังเจอเหตุการณ์การเมืองครั้งใหญ่และเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ ติดต่อกัน อาจถูกกดดันได้เหมือนพม่า

ซึ่งญี่ปุ่นและโลกมองว่าอาเซียนจะมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ก็หวังว่าความเปลี่ยนแปลงการเมืองคงเกิดขึ้นได้ยากในไทย ซึ่งไทยยังได้เปรียบเวียดนามที่กำลังกระทบในเรื่องเงินเฟ้อสูงและการสไตรค์ นายคาโตะ กล่าว



แฉ!แผนพันธมิตร จ้องล้อมรัฐสภาครู-นักเรียน’สุดทนร้องศาลปรามม็อบถ่อย

แฉแผนพันธมิตรฯ จ้องเคลื่อนคนปิดล้อมรัฐสภา กดดันพรรคร่วมรัฐบาลในวันลงมติไว้วางใจ พร้อมทั้งจับมือประชาธิปัตย์วอล์กเอาต์ หวังสร้างสถานการณ์ให้เหมือนช่วงก่อนเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ที่นำไปสู่การนองเลือด สร้างความปั่นป่วนไม่ให้มีการพิจารณางบประมาณปี 52 ให้รัฐบาลทำงานไม่ได้ ด้าน “ครู-นักเรียน” ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม สุดทน ร้องศาลคุ้มครองเช้านี้ ระบุเป็นห่วงเยาวชนซึมซับสิ่งเลวๆ แถมม็อบวัยรุ่นยังออกอาการถ่อยแซวนักเรียนสาวจนห่วงเกิดเรื่องไม่เหมาะสม ขณะเดียวกัน “ทักษิณ” ฟ้องแกนนำม็อบเรียงตัว รายละ 100 ล้าน ฐานกล่าวหาไม่จงรักภักดี

* ‘ทักษิณ’ ฟ้องแกนนำม็อบคนละ 100 ล้าน
การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีความพยายามเรียกร้องความสนใจและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน เพื่อเป็นการกดดันและต่อรองกับรัฐบาลนั้น ล่าสุดท่ามกลางการประชุมสภาสมัยวิสามัญเป็นกรณีพิเศษ เพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีอีก 7 คน ได้มีกระแสข่าวหนาหูว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ได้เตรียมเคลื่อนพลไปยังหน้ารัฐสภา เพื่อกดดันพรรคร่วมรัฐบาลในวันโหวตญัตติที่มีการอภิปราย ซึ่งเลื่อนไปเป็นช่วงเช้าของวันที่ 27 มิถุนายนที่จะถึงนี้

แฉพันธมิตรจ้องกดดันสภา
โดยกระแสข่าวดังกล่าวได้ถูกนำไปโพสต์ไว้บนเว็บไซต์หลายแห่ง อาทิ เว็บไซต์ประชาไท และเว็บไซต์พันทิป ห้องราชดำเนิน ที่เป็นเวทีแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

ข่าวดังกล่าวอ้างแหล่งข่าวจากตำรวจสันติบาล ระบุว่า ในช่วง 1- 2 วันที่ผ่านมามีข่าวว่ามีการหารือกันอย่างไม่เป็นทางการของผู้ที่อยู่เบื้องหลังแกนนำพันธมิตรฯ แกนนำพรรคการเมือง และคอลัมนิสต์นักหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดเป็นอริกับรัฐบาล

มีการวางแผนเคลื่อนขบวนประชาชนไปปิดล้อมที่บริเวณหน้ารัฐสภา ในช่วงค่ำวันที่ 25 มิถุนายน หรืออาจจะเป็นคืนวันที่ 26 มิถุนายน หลังมีการยืดวันอภิปรายออกไป เพื่อกดดันพรรคร่วมรัฐบาล ในการลงคะแนนเสียงไว้วางใจนายสมัคร สุนทรเวช และ รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลอีก 7 คน

แผนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ เพื่อปิดล้อมรัฐสภา ดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ วอลก์เอาต์ ไม่เข้าร่วมลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนี้ด้วย โดยอ้างว่ารัฐสภาไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง เพราะโหวตอย่างไรก็แพ้รัฐบาล ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการที่จะสร้างการเมืองระบบใหม่ขึ้นมา

หวังย้อนรอยพฤษภาทมิฬ
แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคง ระบุว่าในการหารือแบบไม่เป็นทางการนี้ มีความพยายามจะสร้างสถานการณ์ให้เหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ที่ พรรคความหวังใหม่ วอลก์เอาต์ออกจากที่ประชุม และขึ้นเวทีเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมขับไล่รัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และทำให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นการชุมนุมยืดเยื้อ และมีการสูญเสียเลือดเนื้อในเวลาต่อมา

รวมทั้งยังหวังผลต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้สภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ซึ่งเป็นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ที่เตรียมจะนำมาใช้บริหารประเทศไทยในปีหน้าอีกด้วย เพื่อให้กระทบต่อการทำงานของรัฐบาล

ทั้งนี้ จากกระแสข่าวดังกล่าวได้รับการยืนยันจากนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งว่า กลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังพันธมิตรฯ ได้มีการหารือปรับเปลี่ยนแผนในการกดดันขับไล่รัฐบาลจริง

ครู-นักเรียนร้องศาลคุ้มครอง
ส่วนการปิดถนนชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ส่วนราชการ โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษา นั้น
แหล่งข่าวระบุว่าการชุมนุมดังกล่าวได้สร้างความเดือดร้อนอย่างมาก โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ติดกับการชุมนุม อย่างโรงเรียนราชวินิตมัธยม และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จนกลุ่มครูและผู้ปกครองต้องมีการหารือเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องของการเดินทางที่ทำจราจรติดขัด เสียงที่ดังรบกวนสมาธินักเรียน ทั้งยังมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจนห่วงเยาวชนจะเอาเยี่ยงอย่าง และเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษาด้วย

การกระทำดังกล่าวของกลุ่มพันธมิตรฯ กำลังทำร้ายสุขภาพจิตของนักเรียน ครูอาจารย์ และผู้ปกครอง ให้ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ โดยถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงแม้แต่น้อย

โดยล่าสุดกลุ่มผู้ที่เดือดร้อนในส่วนของโรงเรียนราชวินิตมัธยม ทั้งครู นักเรียน และผู้ปกครอง ได้รวมตัวกันเพื่อจะเข้ายื่นคำฟ้องที่ศาลแพ่ง ในเวลา 10.00 น.วันที่ 26 มิถุนายน ให้มีการไต่สวนฉุกเฉิน และคุ้มครองชั่วคราว โดยให้ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ระงับการใช้เครื่องขยายเสียงในการปราศรัยบนเวที และขอให้มีการเปิดถนนให้มีการสัญจรได้โดยสะดวกเช่นเดิม

ห่วงเด็กเห็นตัวอย่างที่ไม่ดี
ด้าน อ.ธาราริน บุตรแสงดี อาจารย์ 2 ระดับ 7 โรงเรียนราชวินิตมัธยม กล่าวว่าจากการพูดคุยกับครูหลายคนและบรรดาผู้ปกครอง รวมไปถึงบุคลากรของพาณิชย์พระนครด้วย ได้มีการปรึกษาถึงความเดือดร้อนและผลกระทบที่นักเรียนนักศึกษาได้รับจนมีความเห็นพ้องกันว่าต้องมีการดำเนินการทำอะไรสักอย่างเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากผลกระทบที่ได้รับ จึงรวบรวมบุคลากรที่ได้รับความเดือดร้อนและว่างจากการสอนในช่วงเช้า และผู้ปกครองที่มีเวลาว่างจะไปร้องต่อศาลขอให้มีความคุ้มครอง ให้เปิดถนนและให้พันธมิตรฯ หยุดใช้เครื่องขยายเสียง

อ.ธาราริน ยังกล่าวต่ออีกว่ามีความเป็นห่วงหลายเรื่องตั้งแต่มีการชุมนุมของพันธมิตรฯ ไม่ว่าจะเป็นการพูดจาหยาบคาย ซึ่งห้องเรียนนั้นไม่ได้ติดเครื่องปรับอากาศจึงต้องเปิดหน้าตาตลอดเวลา ดังนั้นเสียงที่ได้ยินเวลาพูดจากเครื่องขยายเสียงนั้นจะชัดเจน เพราะฉะนั้นคำพูดที่หยาบคายนักเรียนจะได้ยินชัด ตนห่วงการรับรู้ของนักเรียนซึ่งตนอุตส่าห์เฝ้าสอนให้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่พูดจาให้ร้ายใคร แต่กลายเป็นว่านักเรียนกลับได้เห็นตัวอย่างที่ไม่ดีจากผู้มาชุมนุม

เผยม็อบถ่อยแซว นร.สาว
ที่สำคัญการชุมนุมขับไล่รัฐบาลเป็นภาพสะท้อนหรือปลูกฝังความคิดที่ผิดๆ เกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้งมาอย่างถูกต้อง ตนเห็นว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้นักเรียนเข้าใจระบบการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญแบบผิดๆ ได้

อีกประการที่น่าเป็นห่วง คือนักเรียนผู้หญิงที่ต้องเดินผ่านม็อบเวลาเดินทางมาโรงเรียน มีผู้ชุมนุมวัยรุ่นบางคน พยายามเข้ามาตีสนิท บางคนก็ตะโกนแซว ซึ่งตนเกรงจะเกิดเรื่องเสียหายที่ไม่ดีไม่งามกับนักเรียนขึ้น และมีนักเรียนบางคนบอกกับตนว่า เวลาเดินผ่านกลุ่มม็อบจะมีผู้คนพยายามเอาสิ่งของขนม มอบให้เพื่อต้องการเอาใจและสนับสนุนการมาชุมนุมในครั้งนี้อีกด้วย

ในส่วนประการสุดท้ายที่ตนอยากจะกล่าวนั้นคือ เส้นทางบริเวณหน้าโรงเรียนนั้นเป็นเส้นทางเสด็จฯ ของพระราชวงศ์ สมัยก่อนที่มีการชุมนุมนั้นเวลามีขบวนเสด็จฯ บรรดานักเรียนทุกคนจะให้ความเคารพโดยไม่มีการส่งเสียงดัง กิจกรรมทุกอย่างจะหยุดลงชั่วขณะเมื่อกำลังเสด็จฯ ผ่านมา แต่การกระทำของพันธมิตรฯ กลับไม่ได้มีความสนใจในเรื่องดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย ตนจึงอยากถามว่าพันธมิตรฯ ยิ่งใหญ่คับถนนมาจากไหนถึงไม่ความเกรงกลัวหรือเคารพเบื้องสูงเลย ฟ้อง

แกนนำม็อบคนละ100ล.

ขณะเดียวกันผลจากการชุมนุมดังกล่าว นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ทีมนักกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าได้รับมอบหมายให้เป็นทนายความ ของอดีตนายกฯ ทักษิณ เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯ ที่พูดจาหมิ่นประมาท ที่มีการออกแถลงการณ์ตั้งแต่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนมาถึงการเปิดเวทีชุมนุมในขณะนี้

ในตอนนี้ส่วนของคดีความที่จะดำเนินการนั้นเป็นเรื่องที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวอ้างว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ จะล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้เป็นระบอบประธานาธิบดี และเรื่องที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

สำหรับการฟ้องร้องคดีจะทำการยื่นฟ้องร้องต่อศาลแพ่ง ในวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายนนี้ โดยจะดำเนินการฟ้องร้องทั้งหมด 3 ราย เรียกร้องค่าเสียหายเป็นรายบุคคล รายละ 100 ล้านบาท ได้แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายประพันธ์ คูณมี และ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ รวมถึงแกนนำคนอื่นๆ ที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท จะทำการศึกษาและฟ้องร้องต่อไป



‘ทักษิณ'เตรียมชี้แจงทนายความถูกศาลลงโทษ

อดีตนายกฯทักษิณเตรียมชี้แจงกรณีทีมทนายความผู้ดูแลคดีซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ต้องคำพิพากษาฐานละเมิดอำนาจศาล

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมออกแถลงการณ์ในวันนี้ กรณีทีมทนายความผู้ดูแลคดีซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ต้องคำพิพากษาฐานละเมิดอำนาจศาล เนื่องจาก บุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้องเป็นทนายความทำคดีของอดีตนายกรัฐมนตรีอยู่ จึงต้องมีการชี้แจงในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ กำลังรอสำเนาคำสั่งศาล ถ้าได้มาแล้ว พ.ต.ท. ทักษิณจะออกแถลงการณ์ในเรื่องนี้ได้ หลังจากที่ เมื่อวานนี้ องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้จำคุกทีมทนายความ รวม 3 คน คนละ 6 เดือน กรณีมีการนำถุงกระดาษบรรจุเงิน 2 ล้านบาทไปมอบให้เจ้าหน้าที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ซึ่งถือเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในศาล โดยหนึ่งในทีมทนายดังกล่าว มี นายพิชิฏ ชื่นบาน ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมทนายความของพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ซึ่งถูกกล่าวหาในคดีซื้อที่ดินรัชดาฯ รวมอยู่ด้วย


thailand

จาก thai-grassroots

สื่อเทศจวกยับ‘สนธิ'ทำลายไทย

วอลล์ สตรีทเจอร์นัล พาดหัวหน้า1 ความอาฆาตของอดีตพันธมิตรสร้างความเสียหายต่อประเทศไทย ในขณะที่มีการต่อสู้ระหว่างสนธิและทักษิณ นักลงทุนมองประเทศอื่น

การประท้วงที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในประเทศไทย และก่อให้เกิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาเป็นตัวแทนของการต่อสู้ระหว่างพวกหัวเก่าที่ชอบการเมืองแบบดั้งเดิมกับกลุ่มที่สนับสนุนเศรษฐียอดนิยม และยังอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้รอบสองในการแข่งขันรุ่นเฮวี่เวตระหว่างสนธิ ลิ้มทองกุล กับทักษิณ ชินวัตร

ความบาดหมางระหว่างชายสองคนนี้ได้ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศไทยเป็นเวลานานเกือบ 2 ปี และความไม่แน่นอนก็ได้สร้างความเสียหายหลายอย่าง ผู้ผลิตซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติกำลังมองหาที่อื่นเพื่อสร้างโรงงานเมื่อแรงกดดันเงินเฟ้อก่อตัวขึ้นในประเทศจีน และบางบริษัทกำลังเลือกประเทศที่มีเสถียรภาพมากกว่าอย่างเช่นเวียดนาม และแม้แต่ฟิลิปปินส์

นักลงทุนที่มีความวิตกกังวลเทขายหุ้นไทยโดยส่วนหนึ่งเกิดมาจากมีความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่กำลังก่อตัวมากขึ้น

เบื้องหลังการต่อต้านทุกอย่างที่เกี่ยวกับทักษิณของสนธิคือประวัติของการทะเลาะส่วนตัวของพันธมิตรที่เปลี่ยนไปเป็นศัตรู

เมื่อทั้งสองคนเป็นนักธุรกิจในช่วงปีพ.ศ. 2533 สนธิและทักษิณถือหุ้น 17% ในบริษัทอินเตอร์เนชันแนล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด(มหาชน) ซึ่งในขณะนั้นเป็นซัพพลายเออร์โทรศัพท์มือถือของโนเกียให้กับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของทักษิณ

ทักษิณเทขายหุ้นทันทีเพื่อทำกำไรเป็นจำนวนมากทันทีที่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น และทั้งสองคนก็เริ่มแข่งกันสร้างอิทธิพล เมื่อทักษิณตั้งบริษัทดาวเทียมโทรคมนาคมสนธิทำตามทันทีและพยายามที่จะสร้างอาณาจักรสื่อระดับโลก และเริ่มเผยแพร่ไปทั่วเอเชีย

จากนั้นในปี 2540 วิกฤติการเงินเกิดขึ้นในประเทศไทย ทักษิณอยู่รอด โดยสามารถบริหารความเสี่ยงจากการล่มสลายของเงินบาทได้สำเร็จ แต่สนธิสูญเสียเกือบทุกอย่าง ศาลสั่งให้เขาล้มละลายหลังจากที่เจ้าหนี้ยื่นฟ้องจนสนธิใช้เวลาช่วงหนึ่งในวัดแห่งหนึ่ง

ในปี 2543 สนธิเริ่มสร้างอาณาจักรของเขาอีกครั้ง โดยใช้ธุรกิจสื่อที่ยังเหลืออยู่เพื่อสนับสนุนทักษิณอย่างออกนอกหน้า ในขณะนั้นทักษิณกำลังลงสมัครเลือกตั้งเพื่อเป็นนายกฯ

หลังจากพรรคของเขาชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย และได้ครองอำนาจ รัฐบาลของเขาได้มอบหมายให้บริษัทของสนธิจัดรายการทางสถานีของรัฐ แต่เมื่อสนธิเริ่มวิจารณ์นโยบายของทักษิณ สถานีโทรทัศน์ก็สั่งให้ปลดสนธิออก ในขณะเดียวกันทักษิณอนุญาตให้ธนาคารกลางปลดที่ปรึกษาทางการเงินที่ใกล้ชิดกับสนธิมากที่สุดออกจากธนาคารของรัฐแห่งหนึ่งเพราะอนุญาตให้ธนาคารดังกล่าวขยายเงินกู้ต้นทุนต่ำให้ สนธิกล่าวว่า เขารู้สึกโกรธที่เพื่อนทำเช่นนั้น

สนธิเริ่มทำรายการทีวีใหม่ตามสวนสาธารณะในใจกลางกรุงเทพฯเพื่อวิจารณ์ทักษิณอย่างรุนแรง เขาได้ถ่ายทอดรายการผ่านเครือข่ายทีวีดาวเทียมและเว็บเพจของหนังสือพิมพ์ของเขา ผู้ฟังได้ค่อยๆเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นฝูงชนมากว่า 100,000 คน ในขณะเดียวกันสนธิได้ขายเสื้อยืดและดีวีดีการปราศัยของเขา ในตอนนั้นเขาให้สัมภาษณ์ว่า ทักษิณโกรธมากต่อกิจกรรมประท้วงต่างๆ

หลังจากที่ทักษิณถูกขับพ้นจากอำนาจ ผู้นำทหารได้เชิญสนธิมาเป็นพิธีกรรายการทีวีเพื่ออธิบายว่าทำไมจึงปลดผู้นำ ในปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ผู้สนับสนุนทักษิณชนะเลือกตั้ง 15 เดือนหลังจากที่ปฏิวัติ ศาลอาญาตัดสินจำคุกสนธิ 3 ปี ฐานหมิ่นประมาทหลังจากที่ได้กล่าวหาทักษิณว่าไม่จงรักภักดีต่อราชวงค์

ขณะนี้ทักษิณเป็นนายกสมาคมกอล์ฟ และเป็นเจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในอังกฤษ เขาต้องเจอข้อหาคอรัปชั่นหลายคดีในขณะที่รัฐบาลของทหารปกครองประเทศ

สนธิและคนอื่นๆกล่าวว่า พวกเขาเห็นมือทักษิณอยู่เบื้องหลังรัฐบาลใหม่ โดยที่เห็นได้ชัดที่สุดคือในการหาเสียงของนายสมัครที่ได้กล่าวว่าเขาเป็นตัวแทนของทักษิณ

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนธิตั้งขึ้นร่วมกับฝ่ายตรงข้ามทักษิณคนอื่นๆ อีก 4 คน ได้ชุมนุมบนถนนในเดือนที่ผ่านมา และโทรทัศน์ดาวเทียมของสนธิก็ถ่ายทอดสดในขณะที่เขาขึ้นเวที รัฐบาลขู่ว่าจะระงับผู้ประกอบการเคเบิ้ลที่ถ่ายทอดสัญญาณต่อ

นักวิเคราะห์การเมืองกล่าวว่า เป้าหมายที่แท้จริงของสนธิคือเพื่อถอนรากถอนโคนในสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นอิทธิพลของทักษิณที่มีต่อรัฐบาลอย่างต่อเนื่องแม้ว่าผู้ลงคะแนนจำนวนมากยังคงชอบทักษิณและนโยบายของเขา นั่นทำให้แนวโน้มที่จะเกิดความสมานฉันท์ริบหรี่ระหว่างพวกหัวเก่า กับ พวกที่คิดว่าประเทศชาติต้องมีการกำหนดนโยบายสไตล์ทักษิณเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ


จาก thai-grassroots

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2551

กู้ชาติหรือแยกชาติ

บ่อยครั้งที่นักคิดนักเขียนต้องใช้จินตนาการให้เป็นประโยชน์ แม้ หลายคนจะบอกว่า นักคิดนักเขียนเป็นพวกชอบเพ้อฝัน แต่ความจริง นักคิดนักเขียนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกับนักวิทยาศาสตร์ นั่นก็คือ การใช้จินตนาการเพื่อพัฒนาสังคมมนุษย์

ยกตัวอย่างเรื่องใกล้ตัว หากไม่มีนักคิดนักเขียนคอยใช้จินตนาการวาดภาพเตือนสังคมไทยให้รู้ตัวล่วงหน้าว่า การใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย จะทำให้บ้านเมืองถึงกลียุค ดีไม่ดีอาจถึงขั้นนองเลือด เพราะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจัดชุมนุมตั้งเวทีปราศรัยกลางถนนด่ากราดหมิ่นประมาทคนไปทั่วได้ อีกฝ่ายก็ทำได้เช่นกัน

โดยเฉพาะการปลุกระดมคนมาล้อมทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของบ้านเมือง และเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจปกครองประเทศของประชาชนเสียงข้างมาก

หากไม่แสดงความเห็นคัดค้านเอาไว้ ก็จะทำให้ทุกคนเข้าใจว่า การปลุกระดมประชาชนด้วยการด่ากราดหมิ่นประมาทบุคคลไปทั่วบ้านเมือง เพื่อให้มาล้อมสถานที่ราชการ กีดขวางการจราจร ละเมิดสิทธิของประชาชนส่วนใหญ่ เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย และเป็นแบบอย่างที่ดีของประชาชนทุกคน

เพราะถ้าใครทำเช่นนั้น จะถือว่า เป็นการใช้หนี้แผ่นดิน และเป็นการกู้ชาติ

แต่ความจริงแล้ว ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ เป็นกลวิธีในการสร้างม็อบของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการบริหารประเทศของรัฐบาลสมัคร ซึ่งจะทำให้แผ่นดินไทยลุกเป็นไฟเผาผลาญทุกคนในบ้านเมือง ให้พินาศวอดวายภายในพริบตาเดียว

ผมอยากให้ทุกคนลองจินตนาการกันดู เพราะไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงๆ ก็เลยต้องขอให้ใช้จินตนาการให้เป็นประโยชน์

หากประชาชนเสียงส่วนใหญ่ที่เลือกรัฐบาลชุดนี้ เกิดพฤติกรรมเลียนแบบอยากเอาอย่างบ้าง พวกเขาก็สามารถตั้งแกนนำม็อบกู้แผ่นดิน จัดชุมนุมกลางถนนทั่วประเทศ ปลุกระดมกันเต็มที่ โจมตีหมิ่นประมาทแกนนำม็อบอีกฝ่ายอย่างรุนแรง หาว่าเป็นฝ่ายทำลายชาติ ต้องการล้มล้างมติเสียงข้างมาก

รวมทั้งตั้งข้อกล่าวหาว่า จงใจทำตัวเป็นชนวนล่อให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร

จากนั้น พอปลุกระดมกันได้ที่ ก็ประกาศเดินทางมุ่งหน้ามาล้อมกลุ่มคน ที่ปักหลักล้อมทำเนียบอยู่ด้วยจำนวนคนที่มากกว่าหลายเท่าตัว

ถามว่า หากเป็นเช่นนั้นอะไรจะเกิดขึ้นกับแผ่นดินไทย

ผมถึงอยากให้คนไทยทุกคนคิดให้รอบคอบ ลองทบทวนกันให้ดี หากเราไม่ยึดกฎหมายเป็นที่ตั้ง กลับไปยึดถือกฎหมู่บ้าบอคอแตกอะไรก็ไม่รู้นำมาเป็นหลักการสำคัญของการดำเนินชีวิต

บ้านเมืองก็จะเละ แผ่นดินก็จะถึงคราวกลียุค

และขอให้จำไว้ว่า ถ้าพูดถึงการกู้ชาติ จะต้องเข้าใจองค์ประกอบพื้นฐานสำคัญของคำว่า “ชาติ” เสียก่อน นั่นก็คือ คน กับ แผ่นดิน

ถามว่า ถ้าไม่มีแผ่นดิน จะยังเป็นชาติอยู่ได้หรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ได้ เพราะคนยังสามารถไปหาแผ่นดินมาเป็นชาติได้ แต่หากไม่มีคนแล้วไซร้ ความเป็นชาติก็จะสิ้นสุดลงทันที

ดังนั้น หากต้องการกู้ชาติจริงๆ ก็ต้องปลุกระดมให้ทุกคนผนึกใจเป็นหนึ่งเดียวกัน

แต่เมื่อใดก็ตามที่มีการปลุกระดมให้เกิดความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เข่นฆ่ากันเอง จะไม่เรียกว่า กู้ชาติ แต่จะเรียกว่า แยกชาติ เพราะเป็นการแยกคนออกจากแผ่นดินเดียวกัน

ฉะนั้น ก่อนออกจากบ้านไปร่วมกับฝ่ายใดก็ตาม ขอให้ ถามตัวเองให้แน่ใจเสียก่อนว่า จะไป กู้ชาติ หรือ แยกชาติ กันแน่.

“สายล่อฟ้า”



นายกรัฐมนตรีชี้แจงในประเด็นเอกสารที่นำมาอภิปรายฯ


รัฐสภา 25 มิ.ย. - การอภิปรายไม่ไว้วางใจวันที่ 2 ที่ทำท่าว่าจะเริ่มขึ้นสุดท้ายก็ยังไม่ได้เริ่ม เพราะว่ามีการถกเถียงกันว่าเอกสารที่นำมาชี้แจงนั้นเป็นเอกสารจริงหรือเอกสารเท็จ ล่าสุดนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ลุกขึ้นชี้แจงในประเด็นนี้.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-06-25 11:18:04




53 องค์กรชาวพุทธหนุนรัฐบาลทำงานต้านแก๊งป่วนเมือง

"สมัคร" เมินม็อบข้างถนนกดดัน นำทีม ครม. ประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม 53 องค์กรชาวพุทธ แห่ให้กำลังใจ พร้อมสวดมนต์ให้พร ระบุตลอดการทำงานของรัฐบาล 4 เดือนที่ผ่านมา ยังไม่พบปัญหาแม้แต่น้อย ยืนยันไม่ยอมให้กลุ่มต้านรัฐบาลทำลายบ้านเมืองต่อไป

ท่ามกลางการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่หวังขัดขวางการทำงานของรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นั้น

ปรากฏว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา ยังคงดำเนินไปตามปกติ หลังจากที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศว่าจะไม่ย้ายสถานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ไปที่ไหนอย่างเด็ดขาด

โดยรัฐมนตรีที่เดินทางมาถึงเป็นคนแรกคือ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นอกจากนี้ยังมี 2 รัฐมนตรีใหม่ คือ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รมช.สาธารณสุข เดินทางเข้าร่วมประชุมเป็นนัดแรกด้วย

ส่วนนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ทางประตูสะพานอรทัย ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มองค์กรบริหารนิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และพระสงฆ์จากองค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย และเครือข่ายชาวพุทธนับร้อยคนจาก 53 องค์กร ได้พากันเดินทางมาในชุดสีขาว เพื่อให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี

พร้อมกันนี้ยังได้มอบพระไพรีพินาศ และรูปหล่อรัชกาลที่ 5 กระเช้าดอกไม้บายศรีธรรมจักร และดอกกุหลาบ พร้อมกับมีพระสงฆ์สวดบทอิติปิโสมหาพุทธคุณ ให้แคล้วคลาดปลอดภัยด้วย

ขณะเดียวกันยังได้ออกแถลงการณ์ให้กำลังใจรัฐบาล และต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยระบุว่าการบริหารประเทศในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาไม่ปรากฎหลักฐานใดๆที่ก่อให้เกิดความเสียหายตามที่บางกลุ่มกล่าวอ้าง

"องค์กรชาวพุทธฯ และกลุ่มพลังเงียบจะไม่ยอมให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลมาทำลายประเทศชาติต่อไป" คำแถลงการณ์ระบุ

สำหรับบรรยากาศโดยทั่วไปของทำเนียบรัฐบาล นอกจากจะรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดบริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาลแล้ว ยังมีพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. พร้อมนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ได้เดินทางมาดูแลสั่งการ และรักษาความปลอดภัย ทางประตูสะพานอรทัย ที่จัดเป็นทางเข้าของคณะรัฐมนตรี ด้วยตัวเอง

ทั้งนี้ การประชุมคณะรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคมจะเสนอแผนฟื้นฟูกิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ประกอบด้วยการแก้ไขปัญหาภาวะการเงินและการขาดทุนสะสม รวมถึงแผนการก่อสร้างรถไฟทางคู่ และรถไฟฟ้าสายสีแดง เฟส 2 เส้นทางบางซื่อ - รังสิต พร้อมกันนี้จะเสนอโครงการเช่ารถเมล์ปรับอากาศเอ็นจีวี จำนวน 6,000 คัน ที่คณะรัฐมนตรีให้กระทรวงคมนาคมนำไปจัดทำรายละเอียด รวมทั้งขั้นตอนการประกวดราคาที่ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง



ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker