บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

ใบตองแห้งออนไลน์: ปิดปากสมศักดิ์ จะผลักคนไปทางไหน

ที่มา ประชาไท

ชะรอยพวกอุลตรารอแยลลิสต์จะสำคัญผิด เมื่อเห็นกระแสเห่อเคท มิดเดิลตัน กระทั่งมีการถ่ายทอดสดพิธีอภิเษกสมรสไปทั่วโลก มีคนดูหลายพันล้านคน
พวกนี้เลยออกมาไล่ล่า ตบเท้าตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจตุพร แกนนำ นปช. จนมาคุกคามสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จนสมศักดิ์ต้องปิดเฟซบุคและเปิดแถลงข่าว
ซึ่งทำให้ผมวิตกจริตอยู่ไม่น้อย เพราะกลัวสมศักดิ์แถลงข่าวแล้วยังเจอดาบสอง ถูกหาว่ามีข้อความหมิ่นสถาบันอีก คราวนี้แหละ ทั้ง อ.วรเจตน์ กลุ่มนิติราษฎร์ กลุ่มสันติประชาธรรม จะเจอข้อหาใช้ “ภาษากาย” พลอยเข้าปิ้งไปด้วยกันทั้งยวง
กระนั้น ในข่าวร้ายก็มีข่าวดี เมื่อ “หัวโต” ย้อมผมเปลี่ยนจาก “หัวขาว” มาเป็น “หัวดำ” (ผมว่าหล่อกว่าเดิม ฮิฮิ)
การคุกคามสมศักดิ์ มีทั้งด้านที่ผมเซอร์ไพรส์และไม่เซอร์ไพรส์ ที่ไม่เซอร์ไพรส์คือผมกลัวสมศักดิ์จะโดนมานานแล้ว กลัวโดนหมายจับด้วยซ้ำ แต่ก็เคยมีคำอธิบายจากสายทหารว่า ในพวกเขาก็มีทั้งสายเหยี่ยวสายพิราบ มีคนทัดทานอยู่ เพราะเห็นว่าสมศักดิ์พูดเป็นวิชาการ จึงปล่อยให้พูดมาหลายปี
ฉะนั้นด้านกลับกัน จึงเป็นเซอร์ไพรส์ว่า ทำไมสมศักดิ์มาโดนตอนนี้ (ที่พูดเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ก็เป็นเวลา 4 เดือนกว่าแล้ว) หรือว่า “สายเหยี่ยว” กำลังผงาด กำลังคลุ้มคลั่ง และต้องการกวาดล้างในครั้งเดียวกัน
นี่เป็นสถานการณ์ที่ต้องจับตา แม้ผมไม่เชื่อว่าทหารจะกล้าทำรัฐประหาร อาจเป็นได้ว่า กระแสยกเลิก (แก้ไข) มาตรา 112 ร้อนแรง จุดติด ตลอดจนข้อเสนอปฏิรูปสถาบัน 8 ข้อของสมศักดิ์ ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ พวกอุลตรารอแยลลิสต์จึงดิ้นพล่าน
ณ เวลานี้ คงไม่มีประโยชน์ที่จะไปพูดเหตุพูดผลกับพวกอุลตรารอแยลลิสต์ ซึ่งเวลาพูดเรื่องอื่นทำเหมือนมีเหตุผล แต่เวลาพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์แล้วทำเหมือนสมองเท่าเม็ดงา วิพากษ์วิจารณ์ท้วงติงแนะนำ แตะต้องอะไรไม่ได้แม้แต่น้อย
คอยดูสิ พรุ่งนี้หนังสือพิมพ์ปฏิกิริยาจะต้องพาดหัวว่า สมศักดิ์ร้อนท้อง หรือสมศักดิ์ย้อมผมหนีตาย
คนที่ควรคิดไตร่ตรองให้ดีคือพวกรอแยลลิสต์ที่มีสติ ผู้จงรักภักดีที่มีเหตุผล ซึ่งต้องฟังคำพูดของสมศักดิ์ ที่บอกว่าให้มองความเป็นจริงของสังคมไทย มองความเป็นจริงของโลกบ้าง ความเป็นจริงคือคนเหยียบล้านที่คิดไม่ตรงกัน ความพยายามปิดกั้นเอากฎหมายมาเล่นงาน แก้ไขอย่างไรก็ไม่มีที่สิ้นสุด จะสิ้นสุดได้คือต้องมาพูดกันอย่างตรงไปตรงมา ถ้าไม่มีเหตุไม่มีผล ที่สุดแล้วจะนำไปสู่การปะทะ นำไปสู่ความรุนแรง และการเสียชีวิตอีก เพราะการใช้กำลังกดดันไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา มีแต่จะทำให้คนที่ไม่พอใจอยู่แล้วยิ่งไม่พอใจยิ่งขึ้น
อย่างน้อยๆ ตอนนี้ก็มีคนที่ไม่พอใจยิ่งขึ้นไม่ต่ำกว่า 4-5 พันคน ที่เป็นแฟนคลับในเฟซบุคสมศักดิ์ ซึ่งโทษที คนพวกนี้ไม่ใช่มวลชนเสื้อแดงแท็กซี่สามล้ออย่างที่พวกท่านดูถูกนะครับ เป็นปัญญาชนทั้งนั้น เผลอๆ จะมีมากกว่าพวกอุลตราที่ด่าสมศักดิ์ในเฟซบุคหลายเท่า
“ประเทศไทยไม่มีทางกลับถึงยุคที่คนพูดเป็นเสียงเดียวกันหมด” (ซึ่งมีจริงหรือเปล่าไม่รู้) ขอขยายความหน่อยเหอะว่า “คนที่คิดไม่ตรงกัน” (ซึ่งผมคิดว่ามากกว่าเหยียบล้านด้วยซ้ำ) ไม่ได้มีกลุ่มเดียวหรือระดับเดียว “คนที่คิดไม่ตรงกัน” ก็ไม่ต่างจากพวกรอแยลลิสต์ คือมีทั้งคนที่มีเหตุผล และคนที่ไม่มีเหตุผล คนที่โกรธเคือง คนที่พร้อมจะรับฟังข่าวลือต่างๆ นานา และมองในแง่ร้ายยิ่งกว่าที่คาดคิด
เวลาพูดเรื่องนี้มันลำบากว่าพูดในที่สาธารณะไม่ได้ ทั้งที่เราอยากสะท้อนปัญหา เอาเป็นว่าเท่าที่ผมได้ยินมา มวลชนบางส่วนก็เชื่ออะไรที่เหลวไหลเสียจนฟังแล้วต้องหัวเราะ เหลวไหลเสียจนผมคิดไม่ถึงว่าจะไปขนาดนั้นได้ แต่มันเป็นธรรมดาของคนที่ถูกปิดกั้นมานาน พอเขาตื่นขึ้น เขาก็จะพลิกไปอีกอย่าง พร้อมจะเชื่อข้อมูลอีกด้าน ข้อมูลที่ไม่เคยคิดไม่เคยฟัง ที่มันหลั่งไหลเข้ามาท่วมท้น
ก็ไม่ต่างจากพวกพันธมิตรที่เกลียดทักษิณแล้วเห็นว่าทักษิณทำอะไรต้องผิดหมด
ประเด็นคือ คุณต้องแยกแยะระหว่างคนที่มีเหตุผล กับคนที่ไม่มีเหตุผล คนที่มีเหตุผลจะเรียกร้องอยู่ในกรอบของการปฏิรูปสถาบัน อย่างที่สมศักดิ์เรียกร้อง แต่ถ้าคุณปิดกั้นคุกคามเล่นงานคนที่คิดต่างอย่างมีเหตุผล คุณก็จะผลักผู้คนไปอยู่สุดขอบ ไปไกลกว่ากรอบของการปฏิรูปสถาบัน
รูปธรรมง่ายๆ ถ้าคุณปิดปากสมศักดิ์ มวลชนฮาร์ดคอร์เขาไม่เดือดร้อนหรอก เขาฟังชูพงษ์ บรรพต อยู่แล้ว แต่ถ้าเขาฟังสมศักดิ์ เขายังได้ความคิดที่มีระบบมีเหตุผลมากกว่า
แต่ถ้าคุณยังคิดว่าจะสามารถปิดกั้น ยังคิดจะไม่ให้มีการปฏิรูปเลย ก็แล้วไป ก็คอยดูกันว่าจะทำได้หรือไม่
แต่ถ้าทำไม่ได้ ระวังนะครับ เพราะคุณผลักคนที่ไม่พอใจไปสู่ความไม่มีเหตุผลแล้ว
สิ่งที่สมศักดิ์พูดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม แท้จริงแล้วเป็นการพูดด้วยความปรารถนาดีต่อประเทศ กระตุ้นเตือนให้มีการปรับเปลี่ยน ปรับตัว อย่างที่สมศักดิ์ยกตัวอย่างว่าทำได้สำเร็จมาตั้งแต่ 14 ตุลา หลัง 6 ตุลา พฤษภา 35 เพียงแต่สมศักดิ์กล้าพูดแรง พูดตรง ไม่มีอ้อมค้อมหลบเลี่ยง ไม่ต้องใช้สัญลักษณ์ ในเหตุการณ์รูปธรรมที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าพูด ผู้ที่อยู่ฝ่ายจงรักภักดีฟังแล้วอาจระคายเคือง
แต่ถ้าทบทวนให้ดีๆ ถามว่าวิกฤตบ้านเมืองที่ผ่านมา 5 ปี แก้ไขไม่ได้เพราะอะไร สถานการณ์ที่พวกคุณวิตกกังวลอยู่ทุกวันนี้ ถ้าไม่เป็นเพราะอย่างที่สมศักดิ์พูด ความไม่พอใจจะลุกลามไปถึงขนาดนี้ไหม แล้วทำไมไม่แก้ปัญหาที่สาเหตุอย่างแท้จริง กลับมาแก้ด้วยการปราบปรามคนไม่พอใจ
อย่าเอาแต่โกรธหรือระคายเคืองสิ่งที่สมศักดิ์พูด ต้องฟังแล้วเก็บไปคิด เห็นด้วยไม่เห็นด้วยโต้แย้งกันได้ แต่อย่าตั้งแง่มองทางร้าย คิดเสียว่าคำวิจารณ์ยิ่งหนักหน่วง ยิ่งมีประโยชน์ให้เอาไปคิดได้เยอะ
ไหนว่าเมืองไทยเมืองพุทธไงครับ ผู้ที่แวดล้อมสถาบันล้วนอ้างหลักธรรม ไม่เคยฟังพุดตานกถาหรือ
“คนที่ติเรานั้น อาจเป็นมิตร คนที่ป้อยอเรานั้น อาจเป็นศัตรู การขัดสีของตะไบทำให้พระพุทธรูปสวยงาม คำจริงใจระคายหู คำปลิ้นปล้อนฟังไพเราะ คนที่หวังดีแก่เราที่สุด อาจพูดไม่ไพเราะ อย่าทำลายตนเองด้วยการเอาใจหู”
คนที่แซ่ซ้องไม่ขาดปาก อาจไม่หวังดีก็ได้ เช่นพวกที่ “แปลงสถาบันเป็นอาวุธ” คำนี้เถ้าแก่เปลวของผมใช้เป็นคนแรกเมื่อปี 48 ตอนสนธิ ลิ้ม ปลุกม็อบสวนลุม (ก่อนที่แกจะเป็นไปกับเขาด้วย) เป็นคำที่มีความหมายคมชัดลึก คืออาวุธมีไว้ใช้สู้รบกัน เขาจึงไม่ห่วงใยไม่กลัวอาวุธจะเสียหาย
คนที่แซ่ซ้องไม่ขาดปาก อาจแอบอิงเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง เช่นนักการเมืองสวาปาล์ม ชูคำขวัญ “ปกป้องสถาบัน” แจกพระบรมฉายาลักษณ์ จ่ายเงินชาวบ้านหัวละ 100 บาท มาถ่ายภาพอบรมอาสาสมัครปกป้องสถาบัน ฯลฯ คุณต้องการเห็นแค่นั้นหรือ
ไม่อยากยกพระราชดำรัสในหลวงมาทุ่มหัวพวกอุลตรารอแยลลิสต์ ไปหาอ่านเองอีกหลายๆ รอบ เรื่อง The King can do no wrong “ถ้าบอกว่าพระเจ้าอยู่หัวไปวิจารณ์ท่านไม่ได้ ก็หมายความว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เป็นคน ไม่วิจารณ์เราก็กลัวเหมือนกัน...”
จากนั้นก็กลับไปฟังคำพูดสมศักดิ์วันที่ 10 ธันวาคม อีกหลายๆ รอบ จะมองเห็นวิธีแก้วิกฤตบ้านเมือง
ใบตองแห้ง
24 เม.ย.54

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker