บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2551

“บ้านป่าเมืองเถื่อน” นัยที่ต้องมาตั้งสติกันใหม่

การประกาศของนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม ด้วยสาระเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์

“ไม่มีความชอบธรรม สร้างความเดือนร้อนให้กับประชาชน กระทั่งเป็นการปิดกั้นการจราจร และเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน" ซึ่งนายกรัฐมนตรี ระบุ จะไม่ยินยอมให้กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุม ณ ที่แห่งนั้น อย่างแน่นอน

และพลันที่สิ้นประโยคนี้ ก็ถูกตีความในทันทีว่า รัฐบาลกำลังจะใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเข้าดำเนินการสลายการชุมนุม

สายตาและความรู้สึกของผู้คนทั้งประเทศ จึงจับจ้องลุ้นระทึกกันไปทั่ว...!!!

บ้างก็อยากให้ดำเนินการเฉียบขาดกับแกนนำพันธมิตรฯ .... บ้างก็ไม่เห็นด้วยต่อการใช้กำลัง ซึ่งแน่นอนว่า ความเห็นของทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงอยู่ที่ 2 ขั้วของความคิด

หนึ่งก็คือ ฝ่ายที่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ สนับสนุนให้ดำเนินการตามกฎหมาย และอีกหนึ่งก็คือ ฝ่ายที่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โจมตีรัฐบาลไม่ชอบธรรมหากใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม

แต่แล้วเมื่อข่าวสารด้านรัฐบาลเริ่มแผ่วเบาลง พร้อมปฏิเสธไม่ประสงค์เข้าสลายการชุมนุม และดูจะต้องจำยอมปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรฯปักหลักอยู่ต่อไปตามใจชอบ ปรากฎเด่นชัดขึ้น

ความรู้สึกของประชาชนก็เริ่มสับสนต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลในทันที....???

และความสับสนที่ว่า ก็กำลังจะกลายเป็นเสียงที่เคยสนับสุนนรัฐบาลอย่างท้วมท้น พลิกข้างไปเป็นเสียงที่รัฐบาลกลับจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ในอีกทิศทางหนึ่ง นั่นก็คือ “ไร้น้ำยา”

แต่กระนั้นก็ตาม คำถามที่เกิดขึ้นในสังคม ก็ยังคงไม่หยุดนิ่งอยู่เพียงแค่รัฐบาลไร้น้ำยา เท่านั้น...???

เพราะภายใต้ความสับสน ย่อมต้องกลายเป็นความสงสัยขึ้นด้วยว่า แล้วเหตุใดรัฐบาลจึงออกอาการอ่อนปวกเปียกได้ถึงเพียงนี้....???

อ่อนปวกเปียก ที่แม้เวทีของกลุ่มพันธมิตรฯจะใช้ความก้าวร้าว หยาบคาย สุดลิ่มทิ่มตำอย่างเหลือคณานับ ทั้งด่าทอ ทั้งโกหก บิดเบือน แต่รัฐบาลก็มิกล้าแตะต้อง

อ่อนปวกเปียก ที่แม้คนทั้งประเทศจะแลเห็นอย่างชัดเจนต่อพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ถือไม้ ถือพอง ถือโล่ สวมหมวกกันน็อก เสมือนกำลังสร้างกองกำลังพิเศษขึ้นเพื่อพร้อมต่อกรต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่รัฐบาลก็ยังเพิกเฉย

อ่อนปวกเปียก จนกลายเป็นว่า กลุ่มพันธมิตรฯ กระทำการใดก็ได้ตามใจชอบ กลุ่มพันธมิตรฯ กระทำการใดก็ได้ เหนืออำนาจที่รัฐบาลได้รับมอบหมายจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ

หรือแม้กระทั่ง กลุ่มพันธมิตรฯกระทำการใดก็ได้ เพื่อล้มล้างรัฐบาล ตามแถลงการณ์ที่ระบุไว้อย่างชัดเจน....!!!

สอดรับอย่างมีนัยยิ่ง เมื่อผลการวิจัย “อารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนต่อเหตุการณ์บ้านเมืองขณะนี้” ของ เอแบคโพล ที่ทำกรณีศึกษาตัวอย่างคนไทยใน 15 จังหวัดของประเทศ ทั้งในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาล

ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ สมุทรสาคร ระยอง อยุธยา นครปฐม ชลบุรี นครพนม ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ขอนแก่น ภูเก็ต และสงขลา จำนวน 3,487 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 25 -31 พฤษภาคม 2551 และพบว่า

ประชาชนอยากเห็นสื่อมวลชนเสนอข่าวให้คนไทยรู้สึกดีต่อกันเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 81.7 มาอยู่ที่ร้อยละ 86.5

ประชาชนเชื่อว่า ความสงบสุขจะทำให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ไปได้จากร้อยละ 80.3 มาอยู่ที่ร้อยละ 83.7

ประชาชนวิตกกังวลต่อปัญหาเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 62.4 ในเดือนมีนาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 79.6 ในเดือนพฤษภาคม

ประชาชนวิตกกังวลต่อเหตุการณ์บ้านเมืองเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 58.2 มาอยู่ที่ร้อยละ 85.5 และคิดว่าการแบ่งขั้วทางการเมืองทำให้สังคมไทยแตกแยกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 57.1 มาอยู่ที่ร้อยละ 60.3

ที่สำคัญ ผลสำรวจระบุ ประชาชนมองว่าสังคมไทยกำลังเข้าใกล้สภาพ “บ้านป่าเมืองเถื่อน”เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 53.9 ในเดือนมีนาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 74.8

สำหรับสาเหตุของการใช้ความรุนแรงในการชุมนุม ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.1 ระบุมาจากการท้าทาย ยั่วยุ ข่มขู่

รองลงมาคือ ร้อยละ 72.2 ระบุ เป็นเพราะการขาดสติ ไม่ยับยั้งชั่งใจ ร้อยละ 70.8 ระบุ เป็นการกระทำของมือที่สามสร้างสถานการณ์ ร้อยละ 65.2 ระบุ เป็นเพราะความเครียด

ร้อยละ 64.9 ระบุ เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ ร้อยละ 59.0 ระบุ เป็นการกระทำของฝ่ายผู้ชุมนุม ร้อยละ 57.4 เป็นเพราะการพกพาและใช้อาวุธ และร้อยละ 56.3 ระบุ เป็นเพราะจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน

และเมื่อผลสำรวจถามถึงทางออกของปัญหาการเมืองขณะนี้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.2 ระบุ ความมีสติสัมปชัญญะ ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์

รองลงมาคือ ร้อยละ 75.4 การยอมถอยคนละก้าว ร้อยละ 72.7 ระบุ รู้จักการให้อภัย ร้อยละ 69.3 ระบุ การให้โอกาสแก่กันและกัน ร้อยละ 68.3 ระบุ กระบวนการยุติธรรม ร้อยละ 67.6 ระบุความอดทนอดกลั้น

ร้อยละ 57.9 ระบุ ความเสียสละ ร้อยละ 54.2 ระบุ การปลุกจิตสำนึกความรักชาติ ร้อยละ 53.8 ระบุ ความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่รัฐ และร้อยละ 51.1 ระบุ การไม่แทรกแซง ไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่

ทั้งหมดเมื่อเอามาร้อยเรียง เทียบเคียงกันดูแล้ว ความน่าสนใจจึงอยู่ที่ความคิดเห็นว่า“สังคมไทยมีความเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนมากขึ้น” ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการท้าทาย ยั่วยุ ข่มขู่ ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ไม่เคารพกติกาบ้านเมือง และมีสื่อมวลชนปลุกเร้าอยู่ด้วย

มาถึงวันนี้ ไม่ว่าจะมีใครหดหู่ ไม่ว่าจะมีใครเริ่มสิ้นศรัทธาต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาล มากน้อยขึ้นเพียงใด

ก็คงจะบอกได้เพียงว่า “เราคงต้องมาตั้งสติกันใหม่” และเรายังคงต้องมีศรัทธาต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลต่อไป เพื่อต่อสู้กับความไม่ชอบธรรมที่คาดว่า จะได้ใจและรุกไล่มากขึ้นเป็นลำดับ....

พร ภัทร


ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker