บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

พรรคร่วมบี้ ‘มาร์ค’ ทองไม่รู้ร้อน

ที่มา บางกอกทูเดย์

ประกาศเหวี่ยงแหหราแบบนี้คนเสื้อแดงไม่กลัว แต่คนทำธุรกิจและนักท่องเที่ยวผวาไปตามๆ กันบรรยากาศแบบนี้ที่หวังจะกระเตื้องหรือฟื้นตัวได้บ้างอย่างที่รัฐบาลโฆษณาชวนเชื่อ ก็เลยนึกไม่ออกว่า จะเป็นไปได้อย่างไรถ้ารัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เขย่าขวัญไปทั่วเช่นนี้ธุรกิจท่องเที่ยวยิ่งไม่ต้องพูดถึง มองไม่เห็นอนาคตไฮซีซั่นอีกแล้วปีนี้ เคราะห์ซ้ำซ้อนซ้ำซากจากการทำลายล้างทางการเมือง ต่อเนื่องจากรัฐประหาร 19 กันยายน ปี 2549 มาจนถึงปัจจุบันปี 2552 ก็ยังไม่จบ

ในขณะที่ภาพเบื้องหน้า ทำให้เกิดการจับจ้องมองกันว่า รัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี จะสามารถอยู่รอด ผ่านพ้นเทศกาลช่วงปีใหม่ไปได้หรือไม่เพราะบรรดากลุ่มคนเสื้อแดง ยืนยันหนักแน่นแล้วว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรวมพลังกดดันรัฐบาลนี้ให้ไม่มีโอกาสฉลองปีใหม่ยิ่งสุดท้ายที่

กระมิดกระเมี้ยน ว่าต้องพิจารณาก่อนว่า เหมะสมเพียงใดในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แต่เอาเข้าจริงก็ประกาศใช้ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์เอาไว้รัฐบาลชุดนี้ไม่กล้าเสี่ยงที่จะปล่อยให้กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมกันโดยไม่มีกฎหมายกดหัวเอาไว้แน่ๆข้ออ้างในเรื่องของความเป็นห่วงจะเกิดความรุนแรง รวมทั้งถึงขนาดปล่อยข่าวออกมาเองว่า จะมีการขนคนต่างด้าวเข้ามาร่วมอยู่ในการชุมนุมของคนเสื้อแดงด้วย จึงยิ่งจำเป็นเข้าไปใหญ่ในการที่ต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.

ความมั่นคงฯ รวมทั้งต้องเตรียมแผนถึงขั้นสลายและขั้นปราบกันเลยทีเดียว โดยใช้ข้ออ้างเรื่องต่างด้าวนั่นแหละแต่เมื่อถามว่ากระแสข่าวเรื่องต่างด้าวมาจากไหนก็อ้ำๆ อึ้งๆ แล้วก็โยนไปว่าเป็นรายงานจากหน่วยข่าวกรอง ... ปัญหาอยู่ที่ว่า เกมนี้กลุ่มคนเสื้อแดงอ่านอยู่แล้วว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แน่ จึงไม่ได้กลัว แม้ว่าจะประหลาดใจนิดหน่อย ที่งวดนี้รัฐบาลกังวลหนักขนาดประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ปูพรมไปทั่วกรุงเทพฯประกาศ

เหวี่ยงแหหราแบบนี้คนเสื้อแดงไม่กลัว แต่คนทำธุรกิจและนักท่องเที่ยวผวาไปตามๆ กัน... บรรยากาศแบบนี้ที่หวังจะกระเตื้องหรือฟื้นตัวได้บ้างอย่างที่รัฐบาลโฆษณาชวนเชื่อ ก็เลยนึกไม่ออกว่า จะเป็นไปได้อย่างไรถ้ารัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เขย่าขวัญไปทั่วเช่นนี้ธุรกิจท่องเที่ยวยิ่งไม่ต้องพูดถึง มองไม่เห็นอนาคตไฮซีซั่นอีกแล้วปีนี้ ... เคราะห์ซ้ำซ้อนซ้ำซาก จากการทำลายล้างทางการเมืองต่อเนื่องจากรัฐประหาร 19 กันยายน ปี 2549 มาจนถึงปัจจุบันปี

2552 ก็ยังไม่จบแถมไม่มีอะไรดีขึ้น นี่ถ้าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ไม่ได้มีกระบอกปืนและรถถังอยู่ในมือ แต่เป็นเด็กๆ คงโดนจับมาฟาดก้นกันระนาวไปแล้ว... ที่ทำบ้านเมืองเจ๊งยับขนาดนี้ความแตกแยกทางการเมืองไม่เพียงทำให้ภาคธุรกิจเอกชนเสียหาย แต่ยังทำให้บรรดาคนในแวดวงเศรษฐกิจหลายคนพลอยเสียไปด้วย เพราะแทนที่จะเป็นกลาง กลับแสดงออกจ๋าว่าเชียร์ขั้วนั้นขั้วนี้อย่างในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย

ซึ่งนายสันติ วิลาสศักดานนท์ และนายดุสิต นนทะนาคร อาศัยหมวกแล้วเชียร์ออกหน้าออกตา ชนิดที่นายสันติพูดหน้าตาเฉยว่า การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่กระทบกับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสภาอุตสาหกรรมฯ ก็เลยป่วน ชนิดที่แตกแยกแบ่งขั้วความคิดตามเทรนด์ฮิตของการเมืองไปด้วย ยังดีที่กำลังจะมีการเลือกตั้งประธานฯ คนใหม่ หลายคนก็เลยมองว่าหลังได้ประธานคนใหม่อะไรๆ อาจจะดีขึ้นเพราะนายสุรพร สิมะกุลธร ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มไฟฟ้า

และอิเล็กทรอนิกส์ 1 ใน แคนดิเดท ประธานสภาอุตสาหกรรมคนใหม่ ยังยอมรับเลยว่าในช่วงที่ผ่านมาประสบปัญหา มีความแตกแยก และยอมรับด้วยว่า ระยะที่ผ่านมาสภาอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคตกต่ำงามหน้ามั้ยล่ะนี่คือผลงานทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการมุ่งทำลายล้างอย่างไม่ลืมหูลืมตา ภายใต้การขานรับอย่างเต็มอกเต็มใจของคนประชาธิปัตย์บางคนบางกลุ่ม ที่กำลังสร้างความหนักใจอย่างยิ่งให้กับบรรดาผู้อาวุโสของพรรค ที่ถึงกับหลุดปากออกมาด้วยความเอือมระอา

แล้วว่า“คนพวกนี้ไม่ใช่คนสร้างพรรค เป็นแค่คนที่เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคในยุคปัจจุบันเท่านั้น ดังนั้นจะปล่อยให้พรรคที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศนี้ มามีปัญหาในยุคนี้ไม่ได้”สาเหตุที่ทำให้หลายๆ คนในพรรคประชาธิปัตย์เริ่มที่จะอึดอัด ก็เพราะขณะนี้บรรดากลุ่มคนที่ใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้ใช้สไตล์ประชาธิปัตย์ที่สุขุมนุ่มลึก แต่กลับกลายเป็นโฉ่งฉ่างท้าตีท้าต่อยไม่หยุดยั้ง ไม่เลือกเรื่อง ไม่เลือกคน หรือแม้แต่กระทั่งไม่แบ่งแยกมิตรหรือพรรคพวกวันนี้บรรดากลุ่มคนที่ใกล้

ชิดอำนาจ เน้นความก้าวร้าว และยึดผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เน้นการสร้างภาพเป็นหลัก จนกลายเป็นความปั่นป่วนไปหมด ไม่เพียงแค่เฉพาะในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเองที่อึดอัดแม้แต่บรรดาพรรคร่วมรัฐบาล วันนี้ก็ออกอาการอึดอัดจนเหลือทนแล้วเหมือนกันยิ่งหลังจากที่นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ทำหน้าที่ประสานระหว่างรัฐบาลกับพรรคร่วมฯ ในฐานะเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยังเจอพิษกรณีดึงดันจะตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เป็น ผบ.ตร.ให้ได้จน

นายนิพนธ์ต้องตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ โดยที่กลุ่มคนรอบข้างนายอภิสิทธิ์พากันแอบยิ้มด้วยความคาดหวังว่าจะมีรายการส้มหล่น!!!ในขณะที่สายสัมพันธ์กับพรรคร่วมรัฐบาลกลับยิ่งย่ำแย่ลงไปอีกไม่ใช่แค่นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เท่านั้นที่ออกอาการไม้เบื่อไม้เมา และเซ็งเต็มทีกับวิธีการของคนประชาธิปัตย์ชุดปัจจุบันขนาดต้องจำยอมให้มีการส่งคนของประชาธิปัตย์มาเป็นส่วนหนึ่งในทีมที่ปรึกษาของนางพรทิวาแล้ว

แต่ก็ไม่สามารถที่จะลดความขัดแย้ง แย่งซีน และปัดแข้งปัดขาในการทำงานได้แต่ขณะนี้บรรดาพรรคร่วมทั้งหมดล้วนตกอยู่ในภาวะผะอืดผะอมกันทั้งสิ้นจึงทำให้ต้องมีรายการ “จับเข่าคุยปรับทุกข์กันของพรรคร่วมรัฐบาล” เกิดขึ้นโดยบรรดาแกนนำตัวจริงของพรรคร่วมรัฐบาล อย่างนายบรรหาร ศิลปอาชา นายปรีชา เลาหะพงศ์ชนะ นายสุวัจน์ ลิปตะพัลลภ นายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้นัดหารือเพื่อประเมินสถานการณ์การเมืองและที่สำคัญส่งสัญญาณ

ความไม่พอใจในการทำงานร่วมกับแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ พุ่งเป้ากระแทกใส่นายอภิสิทธิ์ และคนใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ที่ไม่เห็นแก่หน้าพรรคร่วมรัฐบาล และมักจะคอยปัดแข้งปัดขาการทำงานเป็นประจำนอกจากจะเป็นการหารือข้อคับข้องใจแล้ว ยังเตรียมที่จะแสดงให้เห็นถึงพลังของพรรคร่วม โดยจะเร่งทวงสัญญาการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับปากเอาไว้ แต่กลับไม่มีการเดินหน้าแต่อย่างใดงานนี้นาย

บรรหาร ซึ่งในระยะก่อนหน้าก็ได้มีการออกมาเตือนออกมาสะกิดเป็นระยะๆแล้ว แต่พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ และกลุ่มไม่เคยให้ความสำคัญ ครั้งนี้จึงโดนเตือนตรงๆ อีกระลอกว่า“การเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ถ้ามันขุ่นข้องหมองใจอะไรกันก็ต้องพูดกับแกนนำรัฐบาลเขา มีปัญหาอะไรขอให้พูดกันตรงๆ ผมว่าคนเราอยู่ด้วยกัน ก็ต้องคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ตอนนี้สถานการณ์อะไรมันก็ไม่ค่อยแน่นอน ดังนั้นก็ขอให้พวกเราต้องเป็นปึกแผ่น มีอะไรก็ต้องอยู่ด้วยกัน

นะ”แน่นอนว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ผู้จัดการรัฐบาลเมื่อครั้งดันนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นคนที่ไปเชิญพรรคร่วมรัฐบาลเข้ามาหนุนประชาธิปัตย์ ย่อมต้องรับหน้าเสื่อ รับเผือกร้อนไปเต็มๆ เพราะนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้ให้ราคาหรือรู้ร้อนรู้หนาวกับท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลแต่อย่างใดนายสุเทพต้องแก้เกี้ยวว่า เท่าที่ทราบ ยังไม่มีใครบอกว่า ไม่พอใจเรื่องอะไร“ตามปกติ หากพรรคร่วมรัฐบาลมีปัญหา จะพูดคุยกับผม แต่ขณะนี้ยังไม่มีการส่งสัญญาณ

ใดๆ และไม่ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะมีความคิดความเห็นอย่างไร ผมพร้อมรับฟัง” ปัญหาก็คือนายสุเทพฟัง แล้วนายอภิสิทธิ์ฟังหรือไม่ ยิ่งระยะหลังๆ นายสุเทพแทบไม่ได้อยู่ในสายตาของนายอภิสิทธิ์เลยด้วยซ้ำ ซึ่งลึกๆ แล้วนายสุเทพรู้ดีอยู่เต็มอกดังนั้นหากท่าทีของนายอภิสิทธิ์ และกลุ่มใกล้ชิด ยังมีสายตามองสูงไม่เห็นหัวพรรคร่วมรัฐบาล ดีไม่ดี อาจจะกลายเป็นว่า รัฐบาลนี้อยู่ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงขับไล่แต่พังเพราะไม่มีใครคบอีกแล้วมากกว่า

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker