
3 องค์กรวิชาชีพสื่อประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2553 เรื่อง การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนท่ามกลางวิกฤต มีเนื้อหาว่า
ตามที่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์กรณีรัฐบาลอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในการปิดกั้นสัญญาณสถานีดาวเทียม รวมทั้งปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาข่าวสารความคิดเห็นทางการเมืองบางส่วน ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมาตามความทราบแล้วนั้น
องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และผู้แทนคณะกรรมการสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ได้หารือและมีมติให้แสดงจุดยืนเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจร่วมกัน ดังต่อไปนี้
1.องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนเห็นว่า การใช้สื่อไม่ว่าจะเป็นสื่อของรัฐหรือเอกชน ทั้งในรูปแบบของสถานีโทรทัศน์ สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม สถานีวิทยุและวิทยุชุมชน รวมทั้งเว็บไซต์ ในการเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมืองเพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
แต่เราไม่เห็นด้วยและขอประนามการใช้สื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงและยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง ยุยงให้มีการใช้ความรุนแรง รวมทั้งกระทำการใดๆ ที่ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง
2.องค์กรของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันเร่งรัดให้เกิดกระบวนการบังคับใช้กฎหมายประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ในการวางกรอบกติกา และหลักเกณฑ์ในการควบคุมและตรวจสอบการใช้สื่อทุกประเภทให้เป็นไปตามกฎหมาย
3. องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอยืนยันจุดยืนคัดค้านการคุกคามสื่อมวลชนในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังเข้าปิดล้อมข่มขู่ การก่อวินาศกรรม รวมทั้งการคุกคามในรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ขอยืนยันในหลักการของผู้ประกอบวิชาชีพ โดยยึดถือประโยชน์สาธารณะเป็นหลักและไม่ประสงค์จะให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำแถลงการณ์ฉบับนี้ไปใช้ในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง
วันเดียวกันคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) แถลงค้านรัฐบาลปิดกั้นสื่อและลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน และการใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างความรุนแรงและเกลียดชัง มีเนื้อหาดังนี้
๔๘ ชั่วโมง ภายหลังรัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ รัฐบาลได้อาศัยอำนาจของกฎหมายปิดกั้นช่องทางการสื่อสารของประชาชน ทั้งเว็บไซต์ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ตลอดจนเตรียมการปิดสถานีวิทยุชุมชนที่เสนอเนื้อหาตรงข้ามกับรัฐบาล
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) เห็นว่ามาตรการดังกล่าวของรัฐบาลเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้ความคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน ซึ่งการจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำได้ก็เฉพาะในภาวะสงครามและเพื่อความมั่นคงของรัฐเท่านั้น
อีกทั้งการที่รัฐบาลปิดกั้นสื่อในทุกระดับและทุกช่องทางเพียงหวังจะลดทอนเสียงของกลุ่มผู้ชุมนุมและผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล อาจเป็นชนวนเหตุทำให้สถานการณ์ยิ่งลุกลามและขยายตัวไปสู่ความรุนแรงได้ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ การเปิดให้สื่อของรัฐและสื่อเอกชนที่เห็นด้วยกับรัฐบาลทำหน้าที่แต่เพียงฝ่ายเดียวจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน รัฐบาลจึงควรเปิดให้ทุกฝ่ายมีสิทธิในการสื่อสารอย่างเท่าเทียมกันเพื่อสร้างสมดุลของข่าวสาร
แต่อย่างไรก็ตามการใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรง หรือสร้างการดูหมิ่นเหยียดหยาม เกลียดชังกัน ทั้งจากรัฐบาล กลุ่มผู้ชุมนุม และทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง ย่อมเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายไม่พึงกระทำ ไม่ว่าจะเป็นสื่อของฝ่ายใดก็ตาม และท้ายที่สุดทุกฝ่ายต้องลดทอนการใช้สื่อเพื่อตอบสนองผลทางการเมืองอย่างเข้มข้น และกลับมาหาข้อตกลงและกติการ่วมกัน เพื่อนำไปสู่การรักษาพื้นที่ความคิดเห็นที่แตกต่าง
คปส. จึงขอเสนอความเห็นต่อรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุม ดังนี้
๑. ขอให้รัฐบาลยุติการดำเนินการปิดกั้นสื่อ และยกเลิกคำสั่งสั่งปิดเว็บไซต์ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม และวิทยุชุมชนที่เกิดขึ้น และเปิดให้ทุกฝ่ายได้สื่อสารและแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ โดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ตั้ง
๒. ขอให้ทุกฝ่ายระงับยับยั้งการใช้สื่อเป็นเครื่องมือยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรง สร้างการดูหมิ่นเหยียดหยาม เกลียดชังกัน และร่วมกันแสวงหาหลักเกณฑ์กติกาการใช้สื่อที่ทุกฝ่ายยอมรับ เพื่อรักษาพื้นที่ความคิดเห็นที่แตกต่าง ลดทอนความขัดแย้งและความเกลียดชัง
อนึ่ง การสื่อสาร การประชุม และการเจรจาเพื่อหาทางออกทางการเมือง เป็นกลไกพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย รัฐบาลและกลุ่มเสื้อแดงซึ่งชุมนุมเรียกร้องการยุบสภาอยู่ในขณะนี้ ควรเร่งหาทางออกจากการเผชิญหน้ากันโดยเร็วด้วยวิธีการดังกล่าว