รายงานพิเศษ
ปฏิบัติการของรัฐบาลหลังประกาศพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ผ่านไปไม่ถึง 24 ชั่วโมง ได้สั่งปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม "พีเพิล แชนแนล" ของคนเสื้อแดง
ตามด้วยวิทยุชุมชนและเว็บไซต์ต่างๆ นับสิบแห่ง
ท่ามกลางการโจมตีของคนเสื้อแดง ถึงการเลือกปฏิบัติปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของสื่อ
การดำเนินการดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่เพียงไรหรือจะทำให้เหตุการณ์รุนแรงบานปลายมากขึ้นหรือไม่ มีเสียงสะท้อนดังนี้
สุกัญญา สุดบรรทัด
ส.ว.สรรหา
อดีตรองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ
กรณีที่รัฐบาลปิดสถานีพีเพิลแชนแนล รัฐบาลมีแต่ผลเสียหลายประการ
1.ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนขั้นพื้นฐานที่ถือว่าผิดหลักรัฐธรรมนูญ
กฎหมายนี้ถือว่าสำคัญมากไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่มีความสากลทั่วโลก การที่รัฐบาลทำถือว่ายิ่งกว่าการแทรกแซง รู้สึกสังเวชรัฐบาลที่ไม่มีหนทางดีกว่านี้ในการดำเนินการ
2.พีทีวีเป็นสื่อคล้ายเอเอสทีวี เป็นสื่อทางเลือกเฉพาะกลุ่มตามความเชื่อและอุดมการณ์แต่ละฝ่าย
เพราะต้องเข้าใจว่ารัฐบาลก็มีสื่อหลักอย่างช่อง 11 แต่ไม่เปิดพื้นที่ให้เขาได้ยืน เขาจึงต้องแสวงหาสื่อทางเลือกในการดำเนินการ
การที่รัฐบาลทำเช่นนี้จะเป็นเชื้อชนวนให้เกิดรุนแรงความโกรธแค้น ไม่เป็นผลดีต่อชาติบ้านเมือง
การกระทำดังกล่าวคล้ายคลึงกับเผด็จการหรืออำนาจนิยม ตรงกันข้ามกับความคิดของรัฐบาลที่ประกาศตลอดว่าเป็นประชาธิปไตย
ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยต้องฟังเสียงที่แตกต่างจากประชาชน ทำไมรัฐบาลชุดนี้ไม่จำบทเรียนจากพฤษภาทมิฬ
การทำเช่นนี้ยิ่งทำให้คนเสื้อแดงออกมาทั่วถนนและโกรธแค้นรัฐบาลไม่สิ้นสุด
หากถามว่าเป็น 2 มาตรฐานหรือไม่ที่ไม่ปิดเอเอสทีวีด้วย ยืนยันว่าเป็น 2 มาตรฐานแน่นอน
ทางที่ดีรัฐบาลควรปิดเอเอสทีวีด้วย จะได้ไม่มีข้อครหาเรื่อง 2 มาตรฐาน
ส่วนข้อเสนอแนะรัฐบาล เมื่อปิดไปแล้วคงแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่รัฐบาลควรนำคนเสื้อแดงมาเปิดพื้นที่ไว้ในสื่อของรัฐ อย่างช่อง 11 เพื่อให้คนเสื้อแดงได้แสดงความคิดเห็นเพื่อปลดล็อกรหัสความรุนแรงจากสื่อ
และรัฐบาลหยุดยั่วยุฝ่ายตรงข้ามโดยการให้คนฝ่ายตรงข้ามไม่มีอาวุธอะไรตอบโต้เลย
สุรพงษ์ โสธนะเสถียร
อาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
การเมืองปัจจุบัน คนมักมองเปรียบเทียบกับการเมืองในอดีต ซึ่งมองอย่างนั้นไม่ได้
การปิดสื่อของคนเสื้อแดงมองได้ 2 มุม คือมุมมองวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน กับมุมมองรัฐศาสตร์
ในแง่สื่อสารมวลชนจะมองเรื่องเสรีภาพอันดับหนึ่ง เรื่องความมั่นคงของรัฐอันดับสอง อาจทนไม่ได้ที่มีการละเมิดเสรีภาพสื่อ
แต่หากมองแง่รัฐศาสตร์จะมองเรื่องความมั่นคงอันดับหนึ่ง เรื่องเสรีภาพสื่อเป็นเรื่องรองลงมา
สถานการณ์ปัจจุบันรัฐอาจต้องยับยั้งการท้าทายอำนาจรัฐ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มองคนละด้านกัน ผมมองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องปิดสื่อเสื้อแดง เพราะเป็นสงครามช่วงชิงมวลชน
รัฐบาลรู้ว่าตัวเองต่อสู้ไม่ได้เมื่อมีการชิงมวลชนก็จำเป็น ต้องปิด
ขณะที่เนื้อหาสถานีโทรทัศน์พีเพิลแชนแนลของเสื้อแดง มี 2 เรื่องที่รัฐบาลรับไม่ได้ คือ การเชิดชู พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นผู้กระทำผิดแต่ไม่ยอมมารับโทษและเรื่องล้มเจ้า รัฐบาลมองว่าเนื้อหาท้าทายอำนาจรัฐที่ไม่ใช่รัฐบาล ดังนั้นต้องตัดไฟแต่ต้นลม
การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้รัฐบาลมีความชอบธรรมในการปิดสื่อในสถานการณ์ที่ร้ายแรง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องร้ายแรงในสายตาสื่อและสังคม
ส่วนการมองว่ารัฐบาล 2 มาตรฐาน อยากให้ถามประชาชนกลุ่มใหญ่มองอย่างไร รู้สึกอย่างไร เพราะการต่อสู้มีกันหลายกลุ่ม ไม่ใช่แค่เสื้อแดง ไม่ใช่การเมืองของคน 2 กลุ่ม คือ เสื้อแดงกับรัฐบาล แต่ยังมีคนเสื้อชมพู คนกทม. ชาวบ้านในชุมชนที่เริ่มไม่พอใจแล้ว
การปิดทีวีเสื้อแดงอาจทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งรู้สึกสะใจ เพราะรอรัฐบาลทำการอย่างใดอย่างหนึ่งมานาน
หลังจากปิดทีวีเสื้อแดงแล้วคิดว่าเสื้อแดงอาจลงไปใช้สื่อใต้ดิน สื่อบุคคลอื่นๆ มากขึ้น
จึงอยู่ที่รัฐบาลว่าได้เตรียมรับมือไว้หรือยัง
ขนิษฐา ปาลโมกข์
ประธานหลักสูตรนิเทศศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การปิดสื่อเสื้อแดงมีผลให้สถานการณ์ร้อนแรงขึ้นแน่นอน เพราะเสื้อแดงพูดล่วงหน้ามาตลอดว่ารัฐบาลจะปิดสัญญาณทีวีเสื้อแดง
การรับสื่อด้านเดียวมีผลให้เกิดความโน้มเอียงต่อทรรศนะ ซึ่งต้องยอมรับว่าภาษาที่ใช้ปลุกระดม จูงใจ กล่าวอ้างอิงบุคคลที่ยกมาปลุกกลุ่มเป้าหมาย เป็นลักษณะการจับใส่ ทำให้คนฟังโน้มเอียงง่าย
การสื่อสารต้องมองเรื่องความถูกต้องเป็นสำคัญ การรับสื่อต้องมีวิจารณญาณ แต่จะมองว่ารัฐบาลสองมาตรฐานก็คงไม่ได้ เพราะรัฐบาลเองก็ต้องมีสื่อของรัฐในการสื่อสารกับประชาชน
การปิดทีวีเสื้อแดงหลังประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง ถือว่าสมควรต่อสถานการณ์ เพราะสื่อเสื้อแดงกำลังสร้างเสริมอุดมการณ์ความรุนแรง เรียกคนมาเพิ่ม การตัดสินใจของรัฐบาลย่อมต้องเอาผลประโยชน์ชาติ
รัฐบาลมีสาเหตุในการปิด ว่าสื่อเสื้อแดงให้ข้อมูลรุนแรง ปลุกระดม บางอย่างไม่ใช่ข้อเท็จจริง ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อแต่เป็นการปลุกระดมคนให้มีอุดมการณ์สร้างความเสียหาย
หากรัฐบาลปิดตั้งแต่ต้นเลยถือว่าปิดกั้นข่าวสาร แต่ตอนนี้รัฐทำเพื่อรักษาผลประโยชน์บ้านเมืองได้ โดยรัฐบาลก็แจ้งให้ทราบมาระยะหนึ่ง สร้างความเข้าใจประชาชนแล้ว ไม่ใช่ลุอำนาจในการปิด
หลังปิดพีทีวีมีผลแน่นอน เสื้อแดงจะจับมาเป็นประเด็นพูดได้ว่ารัฐปิดช่องทางข่าวสารด้านเดียว อาจบานปลายมาก แต่แค่ไหนคาดเดายากเพราะสถานการณ์เปลี่ยนวันต่อวัน
แต่ที่แน่ๆ จะเอาประเด็นปิดสื่อมาปลุกระดมการชุมนุมได้อีกประเด็น
แถลงการณ์ร่วม
เรื่อง การสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมและเว็บไซต์ k
ตามที่รัฐบาลอ้างอำนาจตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินในการปิดกั้นสัญญาณสถานีโทรทัศน์พีทีวี รวมทั้งปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาข่าวสารความคิดเห็นทางการเมือง เช่น เว็บไซต์ www.prachatai.com ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 8 เม.ย. ที่ผ่านมานั้น
องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย หารือร่วมกันแล้ว มีความเห็นดังต่อไปนี้
1.การปิดกั้นสัญญาณของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีทีวีและการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่แสดงความคิดเห็นดังกล่าว
เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 45 ที่บัญญัติว่า "การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้"
ทั้งนี้ รัฐบาลจะสามารถใช้กฎหมายพิเศษเพื่อจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชนได้ก็เพียงการห้ามเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วนเท่านั้น
2.การที่รัฐบาลกล่าวอ้างว่าการดำเนินการปิดกั้นสัญญาณและการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ดังกล่าว เพื่อป้องกันการบิดเบือนข่าวสาร ทำให้ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง
ขณะที่รัฐบาลเองยังใช้สถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐในการเสนอรายการที่มีลักษณะนำเสนอข้อมูลด้านเดียว อีกทั้งยังปล่อยให้สถานีวิทยุและโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมอื่นๆ นำเสนอเนื้อหาในลักษณะใกล้เคียงกัน
ซึ่งอาจนำไปสู่ความแตกแยกในสังคมมากขึ้นนั้น
ย่อมเป็นการกระทำที่รัฐบาลอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น "สองมาตรฐาน" และสร้างความชอบธรรมแก่ผู้ชุมนุมมากขึ้น
3.การปิดกั้นสื่อในลักษณะนี้ย่อมเป็นการปิดกั้นสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน
จึงอาจทำให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกั้นสื่อดังกล่าวออกมาเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้สถานการณ์มีความซับซ้อนและอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้
4.องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกแขนง ทำหน้าที่รายงานข่าวสารที่เกิดขึ้นในขณะนี้ด้วยความครบถ้วนรอบด้าน
โดยนำเสนอความจริงและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วยการคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และระมัดระวังการนำเสนอข่าวที่อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงในการยุติปัญหา
สุดท้ายนี้การแสดงจุดยืนของทั้งสองสมาคมเป็นไปตามหลักการของผู้ประกอบวิชาชีพ โดยยึดถือประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก ไม่ประสงค์จะให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำแถลงการณ์ฉบับนี้ไปใช้ในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย
8 เมษายน 2553
![]() สุกัญญา สุดบรรทัด / สุรพงษ์ โสธนะเสถียร /ขนิษฐา ปาลโมกข์ |
ตามด้วยวิทยุชุมชนและเว็บไซต์ต่างๆ นับสิบแห่ง
ท่ามกลางการโจมตีของคนเสื้อแดง ถึงการเลือกปฏิบัติปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของสื่อ
การดำเนินการดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่เพียงไรหรือจะทำให้เหตุการณ์รุนแรงบานปลายมากขึ้นหรือไม่ มีเสียงสะท้อนดังนี้
สุกัญญา สุดบรรทัด
ส.ว.สรรหา
อดีตรองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ
กรณีที่รัฐบาลปิดสถานีพีเพิลแชนแนล รัฐบาลมีแต่ผลเสียหลายประการ
1.ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนขั้นพื้นฐานที่ถือว่าผิดหลักรัฐธรรมนูญ
กฎหมายนี้ถือว่าสำคัญมากไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่มีความสากลทั่วโลก การที่รัฐบาลทำถือว่ายิ่งกว่าการแทรกแซง รู้สึกสังเวชรัฐบาลที่ไม่มีหนทางดีกว่านี้ในการดำเนินการ
2.พีทีวีเป็นสื่อคล้ายเอเอสทีวี เป็นสื่อทางเลือกเฉพาะกลุ่มตามความเชื่อและอุดมการณ์แต่ละฝ่าย
เพราะต้องเข้าใจว่ารัฐบาลก็มีสื่อหลักอย่างช่อง 11 แต่ไม่เปิดพื้นที่ให้เขาได้ยืน เขาจึงต้องแสวงหาสื่อทางเลือกในการดำเนินการ
การที่รัฐบาลทำเช่นนี้จะเป็นเชื้อชนวนให้เกิดรุนแรงความโกรธแค้น ไม่เป็นผลดีต่อชาติบ้านเมือง
การกระทำดังกล่าวคล้ายคลึงกับเผด็จการหรืออำนาจนิยม ตรงกันข้ามกับความคิดของรัฐบาลที่ประกาศตลอดว่าเป็นประชาธิปไตย
ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยต้องฟังเสียงที่แตกต่างจากประชาชน ทำไมรัฐบาลชุดนี้ไม่จำบทเรียนจากพฤษภาทมิฬ
การทำเช่นนี้ยิ่งทำให้คนเสื้อแดงออกมาทั่วถนนและโกรธแค้นรัฐบาลไม่สิ้นสุด
หากถามว่าเป็น 2 มาตรฐานหรือไม่ที่ไม่ปิดเอเอสทีวีด้วย ยืนยันว่าเป็น 2 มาตรฐานแน่นอน
ทางที่ดีรัฐบาลควรปิดเอเอสทีวีด้วย จะได้ไม่มีข้อครหาเรื่อง 2 มาตรฐาน
ส่วนข้อเสนอแนะรัฐบาล เมื่อปิดไปแล้วคงแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่รัฐบาลควรนำคนเสื้อแดงมาเปิดพื้นที่ไว้ในสื่อของรัฐ อย่างช่อง 11 เพื่อให้คนเสื้อแดงได้แสดงความคิดเห็นเพื่อปลดล็อกรหัสความรุนแรงจากสื่อ
และรัฐบาลหยุดยั่วยุฝ่ายตรงข้ามโดยการให้คนฝ่ายตรงข้ามไม่มีอาวุธอะไรตอบโต้เลย
สุรพงษ์ โสธนะเสถียร
อาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
การเมืองปัจจุบัน คนมักมองเปรียบเทียบกับการเมืองในอดีต ซึ่งมองอย่างนั้นไม่ได้
การปิดสื่อของคนเสื้อแดงมองได้ 2 มุม คือมุมมองวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน กับมุมมองรัฐศาสตร์
ในแง่สื่อสารมวลชนจะมองเรื่องเสรีภาพอันดับหนึ่ง เรื่องความมั่นคงของรัฐอันดับสอง อาจทนไม่ได้ที่มีการละเมิดเสรีภาพสื่อ
แต่หากมองแง่รัฐศาสตร์จะมองเรื่องความมั่นคงอันดับหนึ่ง เรื่องเสรีภาพสื่อเป็นเรื่องรองลงมา
สถานการณ์ปัจจุบันรัฐอาจต้องยับยั้งการท้าทายอำนาจรัฐ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มองคนละด้านกัน ผมมองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องปิดสื่อเสื้อแดง เพราะเป็นสงครามช่วงชิงมวลชน
รัฐบาลรู้ว่าตัวเองต่อสู้ไม่ได้เมื่อมีการชิงมวลชนก็จำเป็น ต้องปิด
ขณะที่เนื้อหาสถานีโทรทัศน์พีเพิลแชนแนลของเสื้อแดง มี 2 เรื่องที่รัฐบาลรับไม่ได้ คือ การเชิดชู พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นผู้กระทำผิดแต่ไม่ยอมมารับโทษและเรื่องล้มเจ้า รัฐบาลมองว่าเนื้อหาท้าทายอำนาจรัฐที่ไม่ใช่รัฐบาล ดังนั้นต้องตัดไฟแต่ต้นลม
การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้รัฐบาลมีความชอบธรรมในการปิดสื่อในสถานการณ์ที่ร้ายแรง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องร้ายแรงในสายตาสื่อและสังคม
ส่วนการมองว่ารัฐบาล 2 มาตรฐาน อยากให้ถามประชาชนกลุ่มใหญ่มองอย่างไร รู้สึกอย่างไร เพราะการต่อสู้มีกันหลายกลุ่ม ไม่ใช่แค่เสื้อแดง ไม่ใช่การเมืองของคน 2 กลุ่ม คือ เสื้อแดงกับรัฐบาล แต่ยังมีคนเสื้อชมพู คนกทม. ชาวบ้านในชุมชนที่เริ่มไม่พอใจแล้ว
การปิดทีวีเสื้อแดงอาจทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งรู้สึกสะใจ เพราะรอรัฐบาลทำการอย่างใดอย่างหนึ่งมานาน
หลังจากปิดทีวีเสื้อแดงแล้วคิดว่าเสื้อแดงอาจลงไปใช้สื่อใต้ดิน สื่อบุคคลอื่นๆ มากขึ้น
จึงอยู่ที่รัฐบาลว่าได้เตรียมรับมือไว้หรือยัง
ขนิษฐา ปาลโมกข์
ประธานหลักสูตรนิเทศศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การปิดสื่อเสื้อแดงมีผลให้สถานการณ์ร้อนแรงขึ้นแน่นอน เพราะเสื้อแดงพูดล่วงหน้ามาตลอดว่ารัฐบาลจะปิดสัญญาณทีวีเสื้อแดง
การรับสื่อด้านเดียวมีผลให้เกิดความโน้มเอียงต่อทรรศนะ ซึ่งต้องยอมรับว่าภาษาที่ใช้ปลุกระดม จูงใจ กล่าวอ้างอิงบุคคลที่ยกมาปลุกกลุ่มเป้าหมาย เป็นลักษณะการจับใส่ ทำให้คนฟังโน้มเอียงง่าย
การสื่อสารต้องมองเรื่องความถูกต้องเป็นสำคัญ การรับสื่อต้องมีวิจารณญาณ แต่จะมองว่ารัฐบาลสองมาตรฐานก็คงไม่ได้ เพราะรัฐบาลเองก็ต้องมีสื่อของรัฐในการสื่อสารกับประชาชน
การปิดทีวีเสื้อแดงหลังประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง ถือว่าสมควรต่อสถานการณ์ เพราะสื่อเสื้อแดงกำลังสร้างเสริมอุดมการณ์ความรุนแรง เรียกคนมาเพิ่ม การตัดสินใจของรัฐบาลย่อมต้องเอาผลประโยชน์ชาติ
รัฐบาลมีสาเหตุในการปิด ว่าสื่อเสื้อแดงให้ข้อมูลรุนแรง ปลุกระดม บางอย่างไม่ใช่ข้อเท็จจริง ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อแต่เป็นการปลุกระดมคนให้มีอุดมการณ์สร้างความเสียหาย
หากรัฐบาลปิดตั้งแต่ต้นเลยถือว่าปิดกั้นข่าวสาร แต่ตอนนี้รัฐทำเพื่อรักษาผลประโยชน์บ้านเมืองได้ โดยรัฐบาลก็แจ้งให้ทราบมาระยะหนึ่ง สร้างความเข้าใจประชาชนแล้ว ไม่ใช่ลุอำนาจในการปิด
หลังปิดพีทีวีมีผลแน่นอน เสื้อแดงจะจับมาเป็นประเด็นพูดได้ว่ารัฐปิดช่องทางข่าวสารด้านเดียว อาจบานปลายมาก แต่แค่ไหนคาดเดายากเพราะสถานการณ์เปลี่ยนวันต่อวัน
แต่ที่แน่ๆ จะเอาประเด็นปิดสื่อมาปลุกระดมการชุมนุมได้อีกประเด็น
แถลงการณ์ร่วม
เรื่อง การสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมและเว็บไซต์ k
ตามที่รัฐบาลอ้างอำนาจตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินในการปิดกั้นสัญญาณสถานีโทรทัศน์พีทีวี รวมทั้งปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาข่าวสารความคิดเห็นทางการเมือง เช่น เว็บไซต์ www.prachatai.com ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 8 เม.ย. ที่ผ่านมานั้น
องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย หารือร่วมกันแล้ว มีความเห็นดังต่อไปนี้
1.การปิดกั้นสัญญาณของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีทีวีและการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่แสดงความคิดเห็นดังกล่าว
เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 45 ที่บัญญัติว่า "การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้"
ทั้งนี้ รัฐบาลจะสามารถใช้กฎหมายพิเศษเพื่อจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชนได้ก็เพียงการห้ามเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วนเท่านั้น
2.การที่รัฐบาลกล่าวอ้างว่าการดำเนินการปิดกั้นสัญญาณและการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ดังกล่าว เพื่อป้องกันการบิดเบือนข่าวสาร ทำให้ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง
ขณะที่รัฐบาลเองยังใช้สถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐในการเสนอรายการที่มีลักษณะนำเสนอข้อมูลด้านเดียว อีกทั้งยังปล่อยให้สถานีวิทยุและโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมอื่นๆ นำเสนอเนื้อหาในลักษณะใกล้เคียงกัน
ซึ่งอาจนำไปสู่ความแตกแยกในสังคมมากขึ้นนั้น
ย่อมเป็นการกระทำที่รัฐบาลอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น "สองมาตรฐาน" และสร้างความชอบธรรมแก่ผู้ชุมนุมมากขึ้น
3.การปิดกั้นสื่อในลักษณะนี้ย่อมเป็นการปิดกั้นสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน
จึงอาจทำให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกั้นสื่อดังกล่าวออกมาเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้สถานการณ์มีความซับซ้อนและอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้
4.องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกแขนง ทำหน้าที่รายงานข่าวสารที่เกิดขึ้นในขณะนี้ด้วยความครบถ้วนรอบด้าน
โดยนำเสนอความจริงและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วยการคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และระมัดระวังการนำเสนอข่าวที่อาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงในการยุติปัญหา
สุดท้ายนี้การแสดงจุดยืนของทั้งสองสมาคมเป็นไปตามหลักการของผู้ประกอบวิชาชีพ โดยยึดถือประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก ไม่ประสงค์จะให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำแถลงการณ์ฉบับนี้ไปใช้ในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย
8 เมษายน 2553
