คอลัมน์ คอลัมน์ที่13
คืนวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา
สถานีโทรทัศน์ "พีเพิล แชนแนล" สื่อของกลุ่มคนเสื้อแดง ขึ้นตัววิ่งแจ้งข่าวด่วนว่า
ถูกรัฐบาลแทรกแซง ตัดสัญญาณรับชมรายการผ่านดาวเทียมไทยคมระบบ C-band (ซีแบนด์)
แต่ผู้เป็นสมาชิกของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ในระบบ Ku-band (เคยูแบนด์) ยังสามารถเข้าชมได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม เช้าวันรุ่งขึ้นระบบ Ku-band ก็จอมืด ไม่สามารถรับชมได้เช่นกัน
และเป็นประเด็นทำให้แกนนำของกลุ่มคนเสื้อแดง ประกาศว่า นี่คือสัญญาณที่บ่งชี้ว่า รัฐบาลเตรียมจะล้อมปราบ สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
รวมทั้งเรียกร้องให้ประชาชนผู้สนับสนุนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในเขตต่างจังหวัด ไปชุมนุมกันที่ศาลากลาง
ขณะที่เรียกร้องให้ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเข้ามาร่วมกับการชุมนุมให้มากขึ้น
เพื่อป้องกันมิให้รัฐบาลเข้ามาสลายการชุมนุม
เพราะโทรทัศน์ดาวเทียม "พีทีวี" เป็นเครื่องมือสำคัญในการ สื่อสารของฝ่ายเสื้อแดง
ซึ่งอาศัยการแพร่ภาพด้วยระบบดาวเทียม ส่งสารและนัดแนะการเคลื่อนไหวมาโดยตลอด
โทรทัศน์ดาวเทียมมีคลื่น 2 ประเภทหลักในการแพร่ภาพ คือ C-band กับ Ku-band
ความแตกต่างระหว่าง C-band กับ Ku-band สามารถแยกได้เป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ
1. แยกจากรูปลักษณ์ภายนอกของ "จานรับสัญญาณ ดาวเทียม"
โดยจาน C-band จะมีลักษณะเป็นจานตะแกรงโปร่งสีดำ ขนาดใหญ่
มีเส้นผ่านศูนย์กลางสูงกว่า 1.5 เมตรขึ้นไป
ส่วนจาน Ku-band จะเป็นจานทึบ มีขนาดเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบา
เส้นผ่านศูนย์กลาง 60-80 เซนติเมตร โดยประมาณ
2. แยกตาม "ย่านความถี่" การรับสัญญาณดาวเทียม
C-band อยู่ที่ 4-8 GHz
ขณะที่ Ku-band จะมีความเข้มมากกว่า อยู่ที่ 12-18 GHz
สำหรับคลื่นที่ใช้ในการรับส่งสัญญาณนั้น ใช้คลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้าสเปกตรัมไมโครเวฟเช่นเดียวกัน
เมื่อหันมาดูจุดเด่น-จุดด้อยของทั้งสองระบบนี้
C-band มีขนาดใหญ่ เทอะทะ
การติดตั้งต้องยึดกับฐานที่มั่นคงแข็งแรง
เพราะถ้ามีลมพายุพัดเข้าใส่แรงๆ อาจล้ม หรือโค่นลงมาได้
แต่ข้อดีอยู่ตรงที่ ปรับคลื่นความถี่รับชมรายการผ่านดาวเทียมได้หลายร้อยช่องทั่วโลกฟรี
และมีความยาวคลื่นยาวกว่า "เม็ดฝน"
ดังนั้นเวลา "ฝนตก" จะยังคงรับชมได้ตามปกติ
จึงมีโอกาสน้อยมากที่สัญญาณจะขาดหายไป
ด้าน Ku-band ติดตั้งง่าย มีความสวยงามกว่า
แต่รับชมรายการผ่านดาวเทียมได้เฉพาะแบบจำเพาะเจาะจงตามผู้ให้บริการตั้งไว้ให้
ซึ่งส่วนใหญ่จะผ่านการคัดเลือกทางการตลาดมาแล้ว
ถ้าต้องการชมรายการบางประเภทเพิ่มเติมต้องจ่ายเงิน สั่งซื้อ
นอกจากนี้ ความถี่ย่าน Ku-band มีความยาวคลื่นเท่ากับเม็ดฝน อีกทั้งเป็นคลื่นความถี่สูง
ส่งผลให้คลื่นทะลุผ่านเม็ดฝนยามฝนตกไม่ได้
ปัญหาที่คนใช้จานชนิดนี้ร้อยทั้งร้อยต้องเจอะเจอเหมือนๆ กัน คือ
เมื่อฝนตกหนัก หรือบางจังหวะยังไม่ทันหนักเท่าไหร่ สัญญาณภาพก็จะขาดๆ หายๆ ไปจากหน้าจอโทรทัศน์
ปัจจุบัน ราคาของจานทั้งสองระบบ ถือว่าใกล้เคียงกัน
คือตกประมาณ 2,000 บาทต้นๆ จนถึง 3,000 บาทขึ้นไป
คืนวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา
สถานีโทรทัศน์ "พีเพิล แชนแนล" สื่อของกลุ่มคนเสื้อแดง ขึ้นตัววิ่งแจ้งข่าวด่วนว่า
ถูกรัฐบาลแทรกแซง ตัดสัญญาณรับชมรายการผ่านดาวเทียมไทยคมระบบ C-band (ซีแบนด์)
แต่ผู้เป็นสมาชิกของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ในระบบ Ku-band (เคยูแบนด์) ยังสามารถเข้าชมได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม เช้าวันรุ่งขึ้นระบบ Ku-band ก็จอมืด ไม่สามารถรับชมได้เช่นกัน
และเป็นประเด็นทำให้แกนนำของกลุ่มคนเสื้อแดง ประกาศว่า นี่คือสัญญาณที่บ่งชี้ว่า รัฐบาลเตรียมจะล้อมปราบ สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
รวมทั้งเรียกร้องให้ประชาชนผู้สนับสนุนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในเขตต่างจังหวัด ไปชุมนุมกันที่ศาลากลาง
ขณะที่เรียกร้องให้ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเข้ามาร่วมกับการชุมนุมให้มากขึ้น
เพื่อป้องกันมิให้รัฐบาลเข้ามาสลายการชุมนุม
เพราะโทรทัศน์ดาวเทียม "พีทีวี" เป็นเครื่องมือสำคัญในการ สื่อสารของฝ่ายเสื้อแดง
ซึ่งอาศัยการแพร่ภาพด้วยระบบดาวเทียม ส่งสารและนัดแนะการเคลื่อนไหวมาโดยตลอด
โทรทัศน์ดาวเทียมมีคลื่น 2 ประเภทหลักในการแพร่ภาพ คือ C-band กับ Ku-band
ความแตกต่างระหว่าง C-band กับ Ku-band สามารถแยกได้เป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ
1. แยกจากรูปลักษณ์ภายนอกของ "จานรับสัญญาณ ดาวเทียม"
โดยจาน C-band จะมีลักษณะเป็นจานตะแกรงโปร่งสีดำ ขนาดใหญ่
มีเส้นผ่านศูนย์กลางสูงกว่า 1.5 เมตรขึ้นไป
ส่วนจาน Ku-band จะเป็นจานทึบ มีขนาดเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบา
เส้นผ่านศูนย์กลาง 60-80 เซนติเมตร โดยประมาณ
2. แยกตาม "ย่านความถี่" การรับสัญญาณดาวเทียม
C-band อยู่ที่ 4-8 GHz
ขณะที่ Ku-band จะมีความเข้มมากกว่า อยู่ที่ 12-18 GHz
สำหรับคลื่นที่ใช้ในการรับส่งสัญญาณนั้น ใช้คลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้าสเปกตรัมไมโครเวฟเช่นเดียวกัน
เมื่อหันมาดูจุดเด่น-จุดด้อยของทั้งสองระบบนี้
C-band มีขนาดใหญ่ เทอะทะ
การติดตั้งต้องยึดกับฐานที่มั่นคงแข็งแรง
เพราะถ้ามีลมพายุพัดเข้าใส่แรงๆ อาจล้ม หรือโค่นลงมาได้
แต่ข้อดีอยู่ตรงที่ ปรับคลื่นความถี่รับชมรายการผ่านดาวเทียมได้หลายร้อยช่องทั่วโลกฟรี
และมีความยาวคลื่นยาวกว่า "เม็ดฝน"
ดังนั้นเวลา "ฝนตก" จะยังคงรับชมได้ตามปกติ
จึงมีโอกาสน้อยมากที่สัญญาณจะขาดหายไป
ด้าน Ku-band ติดตั้งง่าย มีความสวยงามกว่า
แต่รับชมรายการผ่านดาวเทียมได้เฉพาะแบบจำเพาะเจาะจงตามผู้ให้บริการตั้งไว้ให้
ซึ่งส่วนใหญ่จะผ่านการคัดเลือกทางการตลาดมาแล้ว
ถ้าต้องการชมรายการบางประเภทเพิ่มเติมต้องจ่ายเงิน สั่งซื้อ
นอกจากนี้ ความถี่ย่าน Ku-band มีความยาวคลื่นเท่ากับเม็ดฝน อีกทั้งเป็นคลื่นความถี่สูง
ส่งผลให้คลื่นทะลุผ่านเม็ดฝนยามฝนตกไม่ได้
ปัญหาที่คนใช้จานชนิดนี้ร้อยทั้งร้อยต้องเจอะเจอเหมือนๆ กัน คือ
เมื่อฝนตกหนัก หรือบางจังหวะยังไม่ทันหนักเท่าไหร่ สัญญาณภาพก็จะขาดๆ หายๆ ไปจากหน้าจอโทรทัศน์
ปัจจุบัน ราคาของจานทั้งสองระบบ ถือว่าใกล้เคียงกัน
คือตกประมาณ 2,000 บาทต้นๆ จนถึง 3,000 บาทขึ้นไป