คอลัมน์ เหล็กใน
มิติใหม่ที่เกิดขึ้นเวลานี้ ก็คือภาพการนั่งโต๊ะเจรจากัน ระหว่างผู้นำรัฐบาลและผู้นำม็อบ
เพราะไม่เคยเกิดขึ้นในแวดวงการเมืองไทย
และเชื่อว่าตอนเริ่มต้นม็อบเสื้อแดง ก็ไม่มีใครนึกเห็นอนาคตภาพนี้มาก่อน
การพูดจาก็โอภาปราศรัยกันดี มีจับไม้จับมือกันแบบสุภาพบุรุษ
ถึงแม้จุดยืนของสองฝ่าย ดูห่างไกลกันจนยากจะจูนกันติด ในเวลาเจรจาไม่กี่ชั่วโมง
แต่การมานั่งคุยกันแบบนี้ ย่อมดีกว่าการเอาเลือดไปปาบ้าน การฮือไล่ทุบรถ
หรือฝ่ายนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจ สั่งทหารเข้าสลายม็อบ
จริงอยู่ว่าการถ่ายทอดสดทางทีวี เป็นเครื่องมือสำคัญอันหนึ่งที่บีบให้ท่าทีของแต่ละคนต้องอยู่ในกรอบ
จะมึงวาพาโวย ตบโต๊ะ ชี้หน้าด่ากัน ใครทำก็มีแต่เสียกับเสีย
การถ่ายทอด ก็อาจเป็นตัวหน่วงไม่ให้พูดจาตรงเผงเป็นไม้บรรทัด ตามที่ใจคิด
แต่การถ่ายทอด ก็ย่อมมีคุณูปการต่อประชาชนมากกว่าจะปิดห้องคุยกัน
เพราะการออกมานั่งโต๊ะแถลง ต่อให้มีรายละเอียดมากแค่ไหน
ก็ไม่สู้การได้เห็นแต่ละคน ตอบโต้ในแต่ละประเด็นกันไปมา
มากกว่านั้น จะช่วยไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นำข้อเท็จจริงในห้องเจรจาออกไปบิดเบือน
สร้างความแตกแยกร้าวฉาน ยิ่งไปกว่าที่เป็นอยู่
ในฐานะศัตรูทางการเมืองกัน การที่ทั้งสองฝ่ายได้คุยกันใกล้ชิด 2 รอบ แต่ละรอบนานไม่ใช่เล่นนั้น
อย่างน้อยก็คงก่อความคุ้นเคยเป็นส่วนตัวมากขึ้น
ไม่เหมือนแต่ก่อน ต่างฝ่ายต่างตอบโต้กันห่างๆ
อาจมองแต่ละฝ่ายเป็นยักษ์เป็นมาร ห่างไกลจากความจริงไปได้
ทั้งนี้ทั้งนั้น ฝ่ายแกนนำม็อบ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จไม่ใช่น้อย
เพราะสามารถควบคุมม็อบเป็นแสนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ได้น่าชมเชย
เฉพาะตัวแกนนำเอง เวลาอภิปรายบนเวที แม้เนื้อหาจะดุเดือดรุนแรง
แต่ก็ไม่เคยด่าทอหยาบคายใส่คนระดับนายกฯ เน้นแต่วาทศิลป์อันเผ็ดร้อนลูกเดียว
ยกเว้นพวกตัวประกอบคั่นเวลาบนเวทีเท่านั้น ต้องเล่นคำหยาบเพื่อเรียกเสียงเชียร์
แล้วสถานการณ์ยังพัฒนา จนสามารถได้มาเจรจาเผชิญหน้ากับนายกฯ
เป็นเป้าความสนใจของคนทั้งประเทศ
ซึ่งส่วนนี้ เป็นอานิสงส์จากพลังของการชุมนุมของชาวบ้านเสื้อแดง
ในส่วนของนายกฯ ก็ต้องชมเชยในการรับข้อเสนอเจรจา
คนเสื้อแดงอาจเดากันตอนแรกว่า นายกฯ คงจะหลบหน้า ไม่กล้ามาเจอ
แต่กลับพลิกล็อกถล่มทลาย
ผลการเจรจาอาจล้มเหลว เพราะข้อเรียกร้องแต่ละฝ่าย ต่างก็สุดขั้ว
แต่เชื่อว่าต้องมีสิ่งดีเกิดขึ้นบ้าง จากการเจรจาครั้งนี้
![]() |
เพราะไม่เคยเกิดขึ้นในแวดวงการเมืองไทย
และเชื่อว่าตอนเริ่มต้นม็อบเสื้อแดง ก็ไม่มีใครนึกเห็นอนาคตภาพนี้มาก่อน
การพูดจาก็โอภาปราศรัยกันดี มีจับไม้จับมือกันแบบสุภาพบุรุษ
ถึงแม้จุดยืนของสองฝ่าย ดูห่างไกลกันจนยากจะจูนกันติด ในเวลาเจรจาไม่กี่ชั่วโมง
แต่การมานั่งคุยกันแบบนี้ ย่อมดีกว่าการเอาเลือดไปปาบ้าน การฮือไล่ทุบรถ
หรือฝ่ายนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจ สั่งทหารเข้าสลายม็อบ
จริงอยู่ว่าการถ่ายทอดสดทางทีวี เป็นเครื่องมือสำคัญอันหนึ่งที่บีบให้ท่าทีของแต่ละคนต้องอยู่ในกรอบ
จะมึงวาพาโวย ตบโต๊ะ ชี้หน้าด่ากัน ใครทำก็มีแต่เสียกับเสีย
การถ่ายทอด ก็อาจเป็นตัวหน่วงไม่ให้พูดจาตรงเผงเป็นไม้บรรทัด ตามที่ใจคิด
แต่การถ่ายทอด ก็ย่อมมีคุณูปการต่อประชาชนมากกว่าจะปิดห้องคุยกัน
เพราะการออกมานั่งโต๊ะแถลง ต่อให้มีรายละเอียดมากแค่ไหน
ก็ไม่สู้การได้เห็นแต่ละคน ตอบโต้ในแต่ละประเด็นกันไปมา
มากกว่านั้น จะช่วยไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นำข้อเท็จจริงในห้องเจรจาออกไปบิดเบือน
สร้างความแตกแยกร้าวฉาน ยิ่งไปกว่าที่เป็นอยู่
ในฐานะศัตรูทางการเมืองกัน การที่ทั้งสองฝ่ายได้คุยกันใกล้ชิด 2 รอบ แต่ละรอบนานไม่ใช่เล่นนั้น
อย่างน้อยก็คงก่อความคุ้นเคยเป็นส่วนตัวมากขึ้น
ไม่เหมือนแต่ก่อน ต่างฝ่ายต่างตอบโต้กันห่างๆ
อาจมองแต่ละฝ่ายเป็นยักษ์เป็นมาร ห่างไกลจากความจริงไปได้
ทั้งนี้ทั้งนั้น ฝ่ายแกนนำม็อบ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จไม่ใช่น้อย
เพราะสามารถควบคุมม็อบเป็นแสนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ได้น่าชมเชย
เฉพาะตัวแกนนำเอง เวลาอภิปรายบนเวที แม้เนื้อหาจะดุเดือดรุนแรง
แต่ก็ไม่เคยด่าทอหยาบคายใส่คนระดับนายกฯ เน้นแต่วาทศิลป์อันเผ็ดร้อนลูกเดียว
ยกเว้นพวกตัวประกอบคั่นเวลาบนเวทีเท่านั้น ต้องเล่นคำหยาบเพื่อเรียกเสียงเชียร์
แล้วสถานการณ์ยังพัฒนา จนสามารถได้มาเจรจาเผชิญหน้ากับนายกฯ
เป็นเป้าความสนใจของคนทั้งประเทศ
ซึ่งส่วนนี้ เป็นอานิสงส์จากพลังของการชุมนุมของชาวบ้านเสื้อแดง
ในส่วนของนายกฯ ก็ต้องชมเชยในการรับข้อเสนอเจรจา
คนเสื้อแดงอาจเดากันตอนแรกว่า นายกฯ คงจะหลบหน้า ไม่กล้ามาเจอ
แต่กลับพลิกล็อกถล่มทลาย
ผลการเจรจาอาจล้มเหลว เพราะข้อเรียกร้องแต่ละฝ่าย ต่างก็สุดขั้ว
แต่เชื่อว่าต้องมีสิ่งดีเกิดขึ้นบ้าง จากการเจรจาครั้งนี้