ระเบิดการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นรายวันในขณะนี้ บ่งบอกถึงสัญญาณอันตราย นำไปสู่วงจรอุบาทว์ และเป็นกับดักในการแก้ไขวิกฤติของบ้านเมืองที่ยาวนาน
สงครามชนชั้นที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่มี การเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศไทย 76 ปีมาแล้วที่ความเป็นประชาธิปไตย ยังครึ่งๆกลางๆ
อำนาจอธิปไตยไม่ได้อยู่ในมือของประชาชนอย่างแท้จริง
แม้แต่ในการเลือกตั้งที่มักจะสมยอมกันว่า เป็นวันเดียวที่อำนาจประชาธิปไตย อยู่ในมือของประชาชน จะตัดสินชี้ชะตาอนาคตของตัวเอง แต่เอาเข้าจริงแล้ว การเลือกตั้งก็ถูกควบคุมโดยกลไกของรัฐและอำนาจที่อยู่เหนือจากหลักการในระบอบประชาธิปไตยอยู่ดี
โดยเฉพาะการหมกเม็ดในรัฐธรรมนูญให้ลงโทษพรรคการเมืองโดยการยุบพรรคนั้น ถือว่าเป็นอุปสรรคในการพัฒนาของระบอบประชาธิปไตยและเป็นเครื่องมือของอำนาจนอกระบบอย่างแท้จริง
วันนี้ถ้า ไม่มีกฎหมายให้ยุบพรรคการเมือง สถานการณ์ บ้านเมืองคงไม่เลวร้ายได้ถึงขนาดนี้ ซึ่งอันที่จริงแล้ว กฎเกณฑ์กติกาที่บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย
แต่เลวร้ายที่ผู้ปฏิบัติ
เอากฎเกณฑ์กติกาไปเป็นเครื่องมือในการชิงอำนาจทางการเมือง จนเกิด สองมาตรฐาน ขึ้นมา จนในที่สุดก็เป็นกงกรรมทำให้องค์กรผู้ปฏิบัติและกฎเกณฑ์กติกาที่ขัดกับหลักการของประชาธิปไตย ติดขัด ไม่ได้รับความเชื่อถืออีกต่อไป
สุดท้ายกลไกในระบอบประชาธิปไตยก็พังทั้งระบบ ใช้บังคับไม่ได้ เกิดการ อารยะขัดขืน กลายเป็นลัทธิต่อต้านการปกครองของผู้มีอำนาจ กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างระบอบการปกครองและชนชั้นประชาชน
ไม่เฉพาะจะนำความล่มจมมาสู่ประเทศไทยและคนไทยเท่านั้น แต่ความมั่นคงของรัฐ ก็จะปราศจากความเชื่อมั่นในสายตาชาวโลกอีกต่อไป
วันนี้วิบากกรรมนั้นกำลังมาถึง รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เป็นรัฐบาลหนึ่งกำลังเผชิญกับกับดักวงจรอุบาทว์ ดังกล่าว
เป็นรัฐบาลครึ่งๆกลางๆ มีสภาผู้แทนราษฎรก็ไร้ประโยชน์ ส.ส.-ส.ว.เป็นแค่ตัวแทนของเกมชิงอำนาจ ไม่ได้เป็นตัวแทนจากประชาชน แล้วจะเรียกว่าเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยปวงชนชาวไทยได้อย่างไร
วันนี้ประเทศไทยใกล้บ้านป่าเมืองเถื่อนเข้าไปทุกที อำนาจรัฐสั่นคลอนโดยกำลังของประชาชน ในเมื่อการต่อสู้ระหว่างสองอำนาจยังไม่สะเด็ดน้ำมาถึง 76 ปี มีความพยายามที่จะรักษาอำนาจเอาไว้โดยกองทัพ ใช้วิธีรุนแรงข่มขู่บังคับมากกว่าการเจรจาโดยสันติวิธี เสียงระเบิดจึงดังกว่าเสียงเรียกร้องของประชาชน.
หมัดเหล็ก