บล็อคข่าวส่งเสริมคนดี (รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา หามจั่วก็หนักนะ)

ข่าวจากสื่อ

บทความจากสื่อ

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

หยุด! ชี้นำศาล

ที่มา บางกอกทูเดย์

หรือเป็นเพราะเส้นทางของ คตส.ได้รับการหนุนหลัง ไต่เส้นลวดในการตอบคำถามสังคมมาโดยตลอด จึงทำให้ อดีต คตส.หลายคนไม่มีการกระมิดกระเมี้ยนท่าทีใดๆอีกแล้วแม้แต่ในช่วงโค้งสุดท้ายที่เหลือรอฟังคำพิพากษาอยู่แท้ๆ ยังมีการออกมาให้ข้อมูล ให้สัมภาษณ์ แสดงความเห็น โดยเฉพาะนายแก้วสรรที่ต้องหฤษฎีเอง พูดเอง เออเอง แล้วก็สรุปว่าจะต้องยึดทรัพย์ และจะต้องยึดทั้งหมด 76,000 ล้านบาททั้งๆที่เป็นพฤติกรรมซึ่งมีลักษณะของการชี้นำศาล...

26 กุมภาพันธ์นี้ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมีคำพิพากษาในคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเป็นคำพิพากษาที่จะต้องถูกจับตามองทั้งจากภายในประเทศไทยเอง และทั้งจากทั่วโลกเพราะ

กรณีที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยนับตั้งแต่มีการทำรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ประเทศไทยก็ตกเป็นเป้าสายตาของประเทศต่างๆ ทั่วโลกมาโดยตลอดปัญหาที่น่าสนใจที่สุดก็คือ หลังคำพิพากษาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์แล้ว ปัญหาของประเทศไทยจะจบสิ้นลงด้วยหรือไม่???ในเมื่อสิ่งที่เป็นความขัดแย้งอยู่ในสังคมขณะนี้ คือเรื่องของการเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง และการเรียกร้องมาตรฐานของระบบยุติธรรมที่ไม่มีการลำเอียงที่ไม่มีคำว่า 2 มาตรฐานถ้อยคำที่

ว่า ฝ่ายหนึ่งหรือสีหนึ่งทำอะไรไม่เคยผิด ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งหรืออีกสีหนึ่งทำอะไรก็ผิดไปหมดสิ่งเหล่านี้หากยังดำรงอยู่ในสังคมไทย เรื่องคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาทก็เป็นเพียงประเด็นปลายเหตุเท่านั้นเองแต่ดูเหมือนว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคนรอบข้างที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐบาล ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ พยายามเหลือเกินในอันที่จะกล่าวหา หรือปลุกกระแสให้เกิดความวิตก

กังวล หรือแม้แต่พยายามที่จะให้เกิดการเผชิญหน้าในสังคมด้วยการปั้นกระแสว่า วันที่ 26 กุมภาพันธ์ กลุ่มคนเสื้อแดงจะสร้างปัญหาให้กับบ้านเมืองจะมีเหตุการณ์ปั่นป่วนรุนแรง... จะเป็นช่วง 10 วันอันตราย...เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ หลังพิงเชือกแล้วขานรับกันเป็นลูกระนาดจากรัฐบาลผ่านสื่อเครือข่ายแนวร่วม เพื่อให้ไปถึงประชาชน เพียงมุ่งหวังที่จะให้เกิดภาพว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นต้นเหตุแค่นั้นเอง ที่กระบอกเสียงรัฐบาล กระบอกเสียงประชาธิปัตย์ต้องการทั้งๆ ที่

หากมองย้อนหลังกลับไป การอ่านคำพิพากษาคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวกับ พ.ต.ท. ทักษิณ กับพวก หลายๆ คดี ก็ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ได้มีเหตุรุนแรงอย่างที่ปลุกปั่นไม่ว่าจะเป็นคดียุบพรรคไทยรักไทย คดียุบพรรคพลังประชาชน คดีที่ดินรัชดา คดีหวยบนดิน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีกล้ายาง ซึ่งมีร่องรอยของการพยายามโยนหินถามทางมากเป็นพิเศษเพราะคดีนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับนายเนวิน ชิดชอบ ผู้ซึ่งถูกตัดสินให้เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี แต่กลับร่วมทำ

หน้าที่ในการจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างสบายๆ แถมทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต่างยอมรับตรงกันว่าเป็นหนี้บุญคุณนายเนวิน!!!ซึ่งคดีกล้ายาง ถือเป็นคดีประเด็นการต่อสู้ทางการเมือง ที่ไม่ได้แตกต่างจากคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาทเลยแม้แต่น้อยเพียงแค่ว่า คดีหนึ่งมุ่งอุ้มทางการเมือง กับอีกคดีหนึ่งมุ่งทำลายล้างทางการเมืองก็แค่นั้นเองแต่ขนาดว่าสื่อที่สนับสนุนรัฐบาล สามารถบอกผลการวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องก่อนหน้า ถึงขนาดระบุผลการลงมติได้เลย

ด้วยซ้ำ... แต่เมื่อผลออกมา ทางกลุ่มคนเสื้อแดงก็ไม่ได้สร้างความวุ่นวาย มีแค่ฝังรอยความน้อยเนื้อต่ำใจ ว่าสุดท้ายก็เป็นอย่างที่คาดจริงๆ แล้วก็ใช้ปรากฏการณ์นั้นในการทวงคืนความเป็นธรรมไปเรื่อยๆดังนั้นหากมองตามบรรทัดฐานของการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ผ่านๆ มา รวมทั้งล่าสุดกรณีเขายายเที่ยง ที่ก็ไม่ได้เกิดความรุนแรงอะไรเลยสักนิดเช่นกันแค่ทำให้สังคมฉุกคิดถึงคำว่า “จริยธรรม” และสะท้อนให้เห็นถึงคำว่า 2 มาตรฐานได้สำเร็จ ก็เพียงพอ

แล้วดังนั้นความพยายามของกระบอกเสียงประชาธิปัตย์ กระบอกเสียงนายอภิสิทธิ์ ที่พยายามทำให้เกิดความหวาดวิตกว่าจะเกิดเหตุรุนแรง จึงเป็นพฤติกรรมที่แฝงเจตนาทำลายล้างทางการเมืองนั่นเองซึ่งก็ไปสอดรับกับแผนอุบาทว์ บันใด 4 ขั้นของ คมช. สอดรับกับการกระทำของอดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ต่อหลายคน ที่ฉวยโอกาสเดียวกันนี้ ออกมาแสดงพฤติกรรมทั้งเหมือนกับเป็นการโยนหินถามทางกับสังคมวัด

กระแสและปลุกเร้าความรู้สึกในสังคม ด้วยข้อมูลของ คตส.เพียงฝ่ายเดียวซ้ำยังเป็นการกระทำที่เป็นเสมือนการ “ชี้นำศาล” โดยเป้าประสงค์มุ่งไปที่ผลของคำพิพากษาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์กระนั้น???ทั้งนายแก้วสรร อติโพธิ์ นายอุดม เฟื่องฟุ้ง นายกล้านรงค์ จันทิก และแม้แต่นายนาม ยิ้มแย้ม ซึ่งเป็นอดีตประธาน คตส. ก็ออกมาเป็นลูกระนาด รับส่งเป็นคีย์เดียวกันว่าควรยึดทรัพย์ทั้งหมด 76,000 ล้านบาท เพราะหลักฐานของ คตส.ทำให้เชื่อได้ว่าสมควรเป็นเช่นนั้นแน่

นอนว่า ไม่มีฝ่ายที่กล่าวหาหรือฝ่ายโจทก์คนไหนในโลกที่จะบอกว่า คดีนี้ฝ่ายจำเลยไม่ผิด... แต่พฤติกรรมที่หมิ่นเหม่ต่อการที่จะเกิดภาพในสังคมว่ามีการชี้นำศาลนั้นเป็นสิ่งที่สมควรเพียงใด???ยิ่งหากย้อนดูถึงที่มาที่ไปของ คตส.เองแล้ว เป็นสิ่งที่พึงรู้อยู่แก่ใจว่า มีความเป็นกลาง มีความยุติธรรม มีอคติ หรือไม่มากน้อยเพียงใดล้วนรู้อยู่แก่ใจและล้วนเป็นที่จับตามองของสังคมมาโดยตลอดคตส. จริงๆ แล้วครั้งแรกที่ตั้งขึ้นมา เรียกว่า คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ที่มี

อำนาจตรวจสอบการดำเนินงานหรือโครงการต่างๆ ที่ได้รับอนุมัติ หรือเห็นชอบโดยบุคคลในคณะรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง โดยผลการปฏิรูปการปกครอง ตั้งขึ้นตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 23มีนายสวัสดิ์ โชติพานิช เป็นประธาน คณะกรรมการประกอบด้วย คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา นายพชร ยุติธรรมดำรง นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ พล.ต.ต. พีรพันธุ์ เปรมภูติ พล.อ.อัฎฐพร เจริญพานิช ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุ

บาลแต่ตั้งได้แค่สัปดาห์เดียว ทาง คปค. ซึ่งต่อมาก็คือ คมช. ก็กลัวว่าจะไม่บรรลุเป้าหมายตามแผนอุบาทว์ 4 ขึ้น จึงออกประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 แต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาแทนในชื่อของ คณะกรรมการ คตส. แล้วเปลี่ยนคณะกรรมการเกือบยกกระบิกลายมาเป็น ว่ามีนายนาม ยิ้มแย้ม เป็นประธาน นายแก้วสรร อติโพธิ เป็นเลขานุการ นายสัก กอแสงเรือง เป็นโฆษก ที่เหลือเป็นคณะกรรมการก็คือ นายกล้านรงค์ จันทิก คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา นายจิรนิติ

หะวานนท์ นายบรรเจิด สิงคะเนติ นายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์นายสวัสดิ์ โชติพานิช นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ นายอุดม เฟื่องฟุ้ง และนายอำนวย ธันธราแต่ทันทีที่รับรู้การประกาศแต่งตั้ง นายสวัสดิ์ โชติพานิช ก็ลาออกในทันที!!เป้าหมายของ คตส. นั้นทาง คปค.ระบุชัดเจนว่า ทำหน้าที่ในการตรวจสอบเล่นงานเฉพาะรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้นระบุอำนาจ คตส.เอาไว้เสร็จสรรพว่า ให้ถือว่ามติของ คตส.เป็นมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(ปปช.)กรณีใดที่อัยการสูงสุดมีความเห็นแตกต่าง ถ้า คตส. มีความเห็นยืนยันก็ให้มีอำนาจดำเนินการให้มีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เองและเนื่องจากเป็นการแต่งตั้งโดยประการของคณะรัฐประหาร ดังนั้นเรื่องการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งจึงไม่มี เช่นเดียวกับ ปปช.ชุดปัจจุบันที่ก็ไม่มีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง เพราะถือว่าขึ้นมาดำรงตำแหน่งจากอำนาจรัฐประหารซึ่งแม้บรรดากลุ่มคนใน คตส. หลายคนจะถูกสังคมตั้งคำถามว่า

ล้วนแล้วแต่คัดเอาคนที่ไม่พอใจ พ.ต.ท.ทักษิณ เอาคนที่ขึ้นเวทีพันธมิตรมาเป็นคณะกรรมการ สังคมจะมั่นใจได้อย่างไรว่า จะมีความเป็นธรรมจริง!!!แต่ขั้วอำนาจในขณะนั้นไม่สนใจรับฟัง ก็ลากดันทุรังกันไป โดยคิดว่า 1 ปี ก็สามารถจะเอาผิดได้แน่นอนชัวร์สุดท้ายผ่านไป 1 ปี จนครบอายุ คตส. ในวันที่ 30 กันยายน 2550 ก็ยังหาหลักฐานมัดไม่ได้ จึงต้องมีการตากหน้าต่ออายุ คตส. ออกไปอีก 6 เดือน ไปสิ้นสุดอายุในวันที่ 30 มิถุนายน 2551 แทนซึ่งหลายต่อ

หลายครั้งการทำงานของ คตส.ถูกต้องคำถามอย่างมากมาย บุคคลใน คตส.ถูกฝ่ายจำเลยขอให้มีการตรวจสอบในการแสดงออกว่าเป็นปรปักษ์ ... แต่ก็ไม่เคยมีการตรวจสอบใดๆออกมา หรือตอบอย่างเป็นทางการมีแต่อดีต คตส. แต่ละคนออกมาอ้างกันเองว่าไม่เคยอาฆาตมุ่งร้าย พ.ต.ท.ทักษิณทุกอย่างก็ยังคงลากกันไปจนมีการนำเรื่องขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และกำลังจะมีการอ่านคำพิพากษากันในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้สิ่งที่น่าสังเกต

ก็คือ หรือเป็นเพราะเส้นทางของ คตส.ได้รับการหนุนหลัง ไต่เส้นลวดในการตอบคำถามสังคมมาโดยตลอด จึงทำให้ อดีต คตส.หลายคนไม่มีการกระมิดกระเมี้ยนท่าทีใดๆ อีกแล้วแม้แต่ในช่วงโค้งสุดท้ายที่เหลือรอฟังคำพิพากษาอยู่แท้ๆ ยังมีการออกมาให้ข้อมูล ให้สัมภาษณ์ แสดงความเห็น โดยเฉพาะนายแก้วสรรที่ต้องหฤษฎีเอง พูดเอง เออเอง แล้วก็สรุปว่าจะต้องยึดทรัพย์ และจะต้องยึดทั้งหมด 76,000 ล้านบาททั้งๆที่เป็นพฤติกรรมซึ่งมีลักษณะของการชี้นำ

ศาล... แต่ก็ไม่มีการแยแสกระนั้นหรือถ้า 26 กุมภาพันธ์ จะมีปัญหา ก็เพราะพฤติกรรมชี้นำศาลของอดีต คตส.เหล่านี้แหละแต่ทั้งหมดก็อยู่ที่ความหนักแน่นเที่ยงตรงและยุติธรรมของนายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดียึดทรัพย์ 76,000ล้านบาท ซึ่งสังคมทุกฝ่ายฝากความหวังเอาไว้นั่นเองว่าจะไม่ให้ใครหน้าไหน หน้ายื่นหน้ายาวมาชี้นำทั้งสิ้น

ข่าวส่งเสริมคนดี

จำนวนผู้เข้าเยี่มมชม

link to affordable web hosting
Powered by web hosting provider .

สถิติการเข้าชม DMNEWS

eXTReMe Tracker